xs
xsm
sm
md
lg

สุดสายป่าน ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สุดสายป่าน ตอนที่ 4

กลับถึงบ้านกิริเนศวร กานดาวสีขอตัวขึ้นห้องนอนทันที วิเศษผู้เป็นบิดาตามเข้ามา

“พ่อดีใจเหลือเกินที่ลูกเปลี่ยนใจ พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา ได้สามีที่ลูกจะฝากอนาคตไว้ได้ และพ่อเชื่อว่าคุณฐิติคือผู้ชายคนนั้น”
กานดาวสีได้แต่เงยหน้ามองพ่อ กล้ำกลืนฝืนยิ้ม พร้อมกับโผเข้ากอดวิเศษอย่างอัดอั้นตันใจ แต่ไม่สามารถเล่าอะไรให้ฟังได้
“พ่อจะไม่ถามอะไรทั้งนั้น แต่พ่อหวังว่าการที่ลูกตอบตกลงในครั้งนี้ มันจะเกิดขึ้นเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นๆ”
สาวแสนดีกานดาวสีไม่ตอบ ได้แต่หลบตาซ่อนหน้าจากบิดา

บ่ายวันเดียวกัน ไขศรีกับไขนภาเดินลงมาจากที่ว่าการอำเภอแห่งนั้น ไขนภามีซองสีน้ำตาลอยู่ในมือ ผู้เป็นมารดามีท่าทางหงุดหงิดอย่างชัดแจ้ง
“หญิงก็มัวแต่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้ไงล่ะ แม่กานดาวสีถึงได้ชิงตัดหน้าแต่งงานกับตาติไปก่อน”
“ก็ดีแล้วนี่คะ คุณแม่ไม่เห็นจะต้องหงุดหงิดอะไรเลย”
ไขศรีค้อนขวับ “หญิงก็รู้ว่าแม่หมายตาตาติไว้ให้หญิง”
“คนนะคะคุณแม่ ไม่ใช่สินค้าจะได้จับจองกันไว้ได้ การแต่งงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีความรัก หญิงยอมอยู่คนเดียวดีกว่าที่จะต้องแต่งงานกับคนที่เค้าไม่ได้รักเรา”
“จ้า แม่คนมีอุดมคติ ถ้าคิดอย่างนี้หญิงก็เตรียมตัวอยู่คนเดียวไปล่ะกัน” ไขศรีประชด “แต่หญิงก็คงจะไม่เหงาอยู่แล้ว เพราะเธอน่ะชอบเอาธุระคนอื่นมาใส่ตัว...ดูซิอยู่ดีๆ ก็ไปกวนนายอำเภอให้ต้องมาค้นหาชื่อเด็กที่ไหนก็ไม่รู้”

“ไม่ใช่เด็กที่ไหนนะคะ แต่เป็นลูกครูใหญ่ที่โรงเรียนหญิง...แล้วตอนนี้ท่านก็มาป่วยเป็นโรคหัวใจอีก อะไรที่พอจะช่วยท่านได้ หญิงก็อยากจะช่วย”
ไขนภาเดินเลี่ยงออกไป ไม่อยากฟังไขศรีบ่น

ไม่นานต่อมาไขนภาส่งซองสีน้ำตาลให้วิเศษ ตลอดเวลาวิเศษมีอาการของคนป่วยเป็นโรคหัวใจ หน้าซีด หายใจหอบถี่ เหนื่อยง่าย
“รายชื่อผู้เสียชีวิตที่แจ้งมาที่อำเภอบ้านครูใหญ่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาค่ะ”
วิสูตรรับมาเปิดซองหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านเร็วๆ อย่างตื่นเต้น
“ไม่มีชื่อกานดามณี” วิสูตรดีใจมาก “หมายความว่าลูกสาวผมยังไม่ตาย”
“คุณกานดามณีอาจจะยังไม่ตายค่ะ แต่เราก็ไม่รู้ว่า...”
วิสูตรขัดขึ้นน้ำเสียงเข้ม “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นครับคุณหญิง กานดามณีจะต้องปลอดภัย...ชีวิตผมก็เหลือแต่ลูกเพียงคนเดียว ถ้าแกเป็นอะไรไป ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม”
ไขนภาเห็นใจและพยายามปลอบวิสูตร
“ใจเย็นๆนะคะ ดิฉันเชื่อว่ายังไงครูใหญ่ก็จะต้องได้พบกับคุณกานดามณีค่ะ”
“แต่ผมจะไปตามหาแกได้ที่ไหน”
ไขนภามองวิสูตรอย่างให้กำลังใจ
“ดิฉันจะช่วยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าครูใหญ่ต้องเข้มแข็ง และมีความหวังที่จะรักษาตัวให้หาย...แล้วดิฉันสัญญาว่าจะตามหาตัวคุณกานดามณีมาให้ได้”

กานดามณีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเย็นด้วยความเมื่อยล้า พบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนวิทย์ที่วังอัศวไกร แต่เพิ่งจะรู้ตัวว่ามือข้างหนึ่งถูกล็อกกุญแจมือไว้ ก็ตกใจมาก
“อุ๊ย...อะไรกันเนี่ย”
กานดามณีนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผวาลุกขึ้นมาด้วยความยากเย็น เห็นเสื้อผ้ากานดามณีขาดวิ่น กานดามณีสะดุ้งเมื่อเห็นภาพตัวเองที่กระจกหัวเตียง
“ฮะ หน้าฉัน...”
กานดามณีผวาเข้าไปชิดกระชก เห็นรอยฟกช้ำที่ใบหน้า ตามเนื้อตัว กานดามณีหันหลังดูกระจกเสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด เห็นรอยช้ำ แดงที่หลัง บางแห่งมีเลือดออกซิบๆ

กานดามณีเจ็บใจ “ไอ้วิทย์ ไอ้บ้า ไอ้จิตวิปริต...แกทำฉันถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
เสียงประตูเปิดเข้ามา กานดามณีสะดุ้ง เห็นวิทย์เดินยิ้มอย่างอารมณ์ดีเข้ามา
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะที่รัก...เมื่อคืนฉันมีความสุขมากรู้มั้ย นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเยี่ยมถึงขนาดนี้”
กานดามณีถดตัวถอยหนี ยังผวากับบทรักของวิทย์ไม่หาย
“ออกไปนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน...คอยดูสิ วสันต์กลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะฟ้องให้หมดว่าแกทำอะไรฉัน”
วิทย์พูดใส่หน้า “ไอ้สันต์น่ะเหรอจะกลับมาอีก ได้เงินค่าตัวเธอไปตั้งล้าน ป่านนี้มันคงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วล่ะ”
กานดามณีตะลึงแล้วกรี๊ดออกมา “อ๊าย... ฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ แกโกหกฉันใช่มั้ย”
“จะโกหกทำไม...นี่ไงล่ะใบรับเงิน” วิทย์โยนใบรับเงินที่มีลายเซ็นวสันต์ใส่หน้ากานดาวสี “หนึ่งล้าน แลกกับที่เธอจะต้องเล่นหนัง แล้วก็เล่นไล่จับบนเตียงกับฉันด้วย” ผู้กำกับหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจ
กานดามณีทั้งเจ็บใจทั้งแค้นใจร้องกรี๊ด ๆ “ไอ้บ้า ไอ้ชั่ว แกสองคนทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง นี่แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า แอร๊ยย”
“อย่าโวยวายน่า...ฉันยิ่งขี้รำคาญอยู่...เธอสงบสติอารมณ์ไปคนเดียวก่อนละกัน ฉันจะลงไปทำงานข้างล่าง...เสร็จแล้วจะมาเล่นด้วยนะจ๊ะ”
วิทย์เดินหัวเราะร่าออกไป
กานดามณีแค้นแทบคลั่ง เปิดลิ้นชักเพื่อหากุญแจ เท่าที่จะทำได้เพราะถูกล่ามอยู่มองซ้ายมองขวาหาทางเอาตัวรอด
“ไอ้วิทย์ ฉันไม่มีวันยอมแพ้แกแน่ๆ”

เสียงประตูเปิดเข้ามาอีกดังแอ้ด...กานดามณีสะดุ้ง เห็นเงาตะคุ่มๆของใครคนหนึ่งค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ จนเห็นชัดว่าเป็นลิซ่า ซึ่งถือมีดปลายแหลมเล่มยาวเข้ามาด้วย

ลิซ่าถือมีดเดินเข้ามาใกล้กานมณีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาอาฆาตแค้นสุดๆ กานดามณีถอยหลังไปจนสุด
“อย่านะลิซ่า เธอจะทำอะไรฉัน”
“แกมันเป็นมารชีวิต มารหัวใจของฉัน ถ้าไม่มีแกซะคน คุณวิทย์ก็ต้องรักฉัน หลงฉันคนเดียว”

กานดามณีกลัวจับจิต แต่ก็พยายามตั้งสติคิดหาทางออก
“ถ้าเป็นเพราะฉัน เธอก็ปล่อยฉันไปสิ คุณวิทย์เค้าก็จะได้กลับไปรักเธอเหมือนเดิม”
ลิซ่าชะงักนิ่งคิดกานดามณีโน้มน้าวต่อ
“ถ้าเธอฆ่าฉัน เธอก็ต้องหนี ไม่งั้นก็ติดคุก...แต่ถ้าเธอปล่อยฉันไป...เธอก็จะกลับไปเป็นราชินีหนึ่งเดียวในวังอัศวไกร และได้ทุกอย่างที่เธอต้องการ...คิดดูให้ดีๆนะลิซ่า ว่าเธอจะเลือกอะไร”

ตกตอนกลางคืน ที่ทางเดินหน้าห้องชั้นบน เห็นลิซ่าเดินหน้าเหี้ยม ถือมีดออกมาจากห้องนอนวิทย์ ขณะที่วิทย์กำลังนั่งพิมพ์นิยายอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงานด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ตัวหนังสือที่วิทย์กำลังพิมพ์ขึ้นเรียงกันเป็นพรืดบนกระดาษสีขาว
“ในความเงียบสงัดแห่งยามวิกาล หญิงสาวค่อยๆ ย่องมาตามทางเดินอย่างเงียบกริบ...”
ที่ทางเดินหน้าห้อง กานดามณีในชุดที่บางเบาและขาดวิ่นกำลังย่องออกมา
ตัดกลับไปในห้องทำงานวิทย์ ที่เครื่องพิมพ์ดีด
วิทย์พิมพ์ข้อความในกระดาษต่อ
...ด้วยหัวใจที่เต้นแรงอย่างความหวังว่าเธอจะหนีออกไปจากปราสาทที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวแห่งนี้ได้”
กานดามณีอยู่ที่ห้องโถงฝั่งหลังตึก หันซ้ายหันขวาวิ่งลงบันไดมาอย่างรีบเร่งในความมืดมาชนกับโต๊ะกลมที่ตั้งอยู่กลางห้องอย่างแรง จนแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ตกแตกกระจายอยู่ที่พื้น กานดามณีตกใจ วิ่งหนีไม่คิดชีวิต
วิทย์ได้ยินเสียงแจกันแตก ละมือจากเครื่องพิมพ์ดีด รีบออกจากห้องไป วิทย์วิ่งมาถึงห้องโถงด้านหลังตึก เห็นแจกันตกแตกอยู่ที่พื้น มองไปที่ประตู เห็นประตูเปิดกว้างอยู่ วิทย์ยิ้มโหดๆ แล้วเดินตามออกไปอย่างมั่นใจ

กานดามณีวิ่งกระเซอะกระเซิงไปตามถนนดินแคบๆ เห็นแค่แสงจันทร์จางๆ ส่องผ่านใบไม้มาตามทางที่มืดสลัว และคอยหันไปมองด้านหลังเป็นระยะด้วยความหวาดกลัว เห็นแสงจากไฟฉายเป็นประกายวาบๆอยู่ไกลๆ ตามด้วยเสียงหลอนๆ ของวิทย์
“กานดาวสี อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้นนะ”
กานดามณียิ่งตกใจ เร่งฝีเท้า วิ่งผ่านต้นไม้ที่ขึ้นระเกะระกะไปอย่างไม่คิดชีวิต เนื้อตัวเสื้อผ้าถูกหนาม กิ่งไม้เกี่ยวจนขาดวิ่น
กานดามณีวิ่งมาถึงประตูเหล็กโปร่งๆ ขนาดใหญ่ ด้านหลังวัง อาการกระหืดกระหอบพยายามจะเปิดประตู แต่ประตูถูกล็อกอยู่ด้วยโซ่และกุญแจขนาดใหญ่ กานดามณีละล้าละลัง แสงไฟจากไฟฉายใกล้เข้ามาทุกที จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนประตู ขณะที่กานดามณีนั่งคร่อมคาอยู่ส่วนบนสุดของประตู วิทย์ก็ตามมาถึงพอดี
“กานดาวสี”
กานดามณีรีบเหวี่ยงขาอีกข้างผ่านประตู และตัดสินใจกระโดดลงจากประตูวิ่งหายไปในดงพุ่มไม้ วิทย์วิ่งไปที่ประตู ไขกุญแจประตูตามออกไป
“นังกานดาวสี นังตัวแสบ ฉันยังใช้แกไม่คุ้มกับเงินล้านที่เสียไปเลย”

วิทย์เดินตามเข้าไปในดงพุ่มไม้ มีเงาตะคุ่มๆ ของผู้หญิงนั่งอยู่โคนต้นไม้ มีควันลอยอยู่อบอวล วิทย์กระโจนเข้าไปตะครุบตัวไว้ แต่พอกระชากผ้าคลุมผมออก พบว่าเป็นลิซ่าที่หันมายิ้มเยาะให้ วิทย์ผลักเธอออกไปอย่างหงุดหงิด
“ลิซ่า...เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่”
“ฉันก็มาเดินเล่นน่ะสิ”
วิทย์ไม่เชื่อ “ตอนนี้เนี่ยนะ”
ลิซ่ายักไหล่ ไม่สนใจว่าวิทย์จะเชื่อหรือไม่
วิทย์กระชากเสียงถาม “เห็นกานดาวสีหรือเปล่า”
“วิ่งไปโน่นแน่ะ”
“แล้วทำไมเธอไม่จับมันไว้”
ลิซ่าไม่ตอบ ทำท่าทางไม่ยี่หระ วิทย์ฮึดฮัดด้วยความโมโหสุดขีด แทบจะปรี่เข้าไปตบลิซ่าด้วยความไม่ได้ดังใจ ลิซ่าเชิดหน้าให้ตบ วิทย์ฮึดฮัดไม่อยากเสียเวลา วิ่งออกไปตามทางที่ลิซ่าชี้บอก
ลิซ่ามองตามจนแน่ใจว่าวิทย์ไปแล้วแน่ๆ ก่อนจะหันกลับมาจ้องเขม็งไปที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่งแล้วเดินออกไป
ที่พุ่มไม้ในความมืด กานดามณีเดินออกมา มองตามวิทย์ไปอย่างเคียดแค้นชิงชัง

“ไอ้โรคจิต แกกับฉันอย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

เช้าวันต่อมา สองแม่ลูกรออยู่ในห้องอาหารบ้านกิริเนศวร อุไรที่รู้เรื่องการหมั้นหมาย ก็พูดแขวะด้วยความหมั่นไส้

“ฮึ ปากก็บอกว่าไม่แต่ง แต่ก็พลิกลิ้นซะอย่างงั้น อย่างนี้เค้าเรียกกลืนน้ำลายตัวเอง”
นารีรัตน์ยิ้มสะใจ
“ให้พี่เค้าแต่งๆไปก็ดีแล้วนี่คะ”
อุไรค้อนขวับ “จะไปดีได้ยังไง หล่อๆรวยๆอย่างคุณฐิติน่ะ ไม่ได้มีตกอยู่ตามถนนรนแคมนะยะ ไม่อยากได้หรือไง พี่แกคว้าไปกินอย่างเงี้ย แล้วมันจะมาถึงแกมั้ยล่ะ” นึกๆ ขึ้นมา แล้วสะดุ้ง “อุ๊ยตาย ฉันก็ลืมไปว่าแกยังเรียนอยู่”
วิเศษเดินเข้ามา ได้ยนพอดีมองอุไรอย่างปลงๆ
“เด็กเค้ารักกัน แล้วคุณจะไปยุ่งทำไม”
อุไรประชด “รักกัน...ต๊าย ทำไมมันถึงได้รวดเร็วและเงียบเชียบขนาดนี้คะฉันยังไม่เคยเห็นสักนิดว่าสองคนนั่นเค้ารักกันเมื่อไหร่ ยังไง”
“จะเห็นได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่เคยอยู่บ้าน...พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว ที่ผมบอกให้คุณ...”
อุไรสะดุ้งโหยง เรื่องชักจะวกเข้าตัวเอง รีบผุดลุกขึ้น
“ตายแล้ว ฉันต้องลืมปิดแก๊สในครัวแน่ๆ”
อุไรลุกขึ้นชนโต๊ะชนเก้าอี้โครมครามแล้วรีบวิ่งออกไป
ครู่ต่อมา อุไรพรวดพราดเข้ามาในครัว วิเศษเดินตามเข้ามา นารีรัตน์ตามเข้ามาด้วย อุไรหันมาเจอสะดุ้ง
“อุ๊ย...คุณวิเศษ จ..จะ เอาอะไรหรือเปล่าคะ”
วิเศษถามเสียงเข้ม “นาฬิกาของผมที่หายไปจากตู้เซฟ...เจอหรือยัง”
อุไรยิ่งตกใจ จนพูดไม่ออก
วิเศษคาดคั้น “ว่าไง ผมถามว่านาฬิกาผมหายไปไหน”
อุไรเลิ่กลั่ก แล้วแกล้งเป็นลม นารีรัตน์วิ่งเข้ามาประคองไว้ได้ทัน
“คุณแม่ คุณแม่คะ”
วิเศษรู้ทัน “คุณอุไร ผมรู้นะว่าคุณแกล้ง...ฟังนะ ภายในหนึ่งอาทิตย์ คุณต้องเอานาฬิกามาคืนผม ไม่งั้นก็อย่าหาว่าผมใจร้ายละกัน”
วิเศษพูดจบก็เดินออกไปทันที อุไรลืมตาขึ้น หายใจหอบอย่างตกใจ
นารีรัตน์คิดไม่ถึง “คุณแม่...ทำไมคุณแม่ต้องแกล้งเป็นลมด้วยคะ”
“ก็ฉันคิดไม่ออกนี่ว่าจะตอบพ่อแกว่ายังไง”
“แล้วคุณแม่เอานาฬิกาคุณพ่อไปไว้ที่ไหนล่ะคะ”
อุไรลืมตัว หลุดปาก “ฉันก็เอาไปจ...” แล้วนึกขึ้นได้รีบโวยกลบ “โอ๊ย...อย่ามาโทษฉันนะ ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ”
อุไรรีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที นารีรัตน์มองตามอย่างสงสัย

ขณะเดียวกันฐิติขับรถมาหน้าบึ้งมาก กานดาวสีอึดอัดก่อนจะพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อยากพาฉันไปไหน แต่จำใจต้องทำเพราะเป็นคำสั่งของท่านหญิง”
“ก็ดีแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นจะกรุณาช่วยพาดิฉันไปส่งบ้านได้มั้ยคะ”
“คุณกลัวว่าผมจะถามใช่มั้ย ว่าทำไมคุณถึงกลับคำกลืนน้ำลายตัวเองได้ขนาดนั้น ไม่ต้องกลัวหรอกกานดาวสี ผมจะไม่ถามอะไรจากคุณอีกแล้วในเมื่อคุณอยากได้สมบัติของผม คุณก็จะได้ แต่คุณจะไม่มีวันได้หัวใจของผมอีกต่อไป”
ฐิติเร่งความเร็วของรถมากขึ้น กานดาวสีถามอย่างไม่สบายใจ
“คุณจะพาฉันไปไหนคะ..นี่ไม่ใช่ทางไปบ้านฉันนี่คะ”
“คุณจะรีบกลับไปไหนล่ะ ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นเหรอว่าสมบัติของสูรยกานต์มีอะไรอีกบ้าง”
“คุณฐิติ...คุณเลิกพูดจาดูถูกถากถางฉันเสียทีได้มั้ย” กานดาวสีอ่อนใจ
“ถ้าคุณอยากจะเป็นสูรยกานต์จนตัวสั่น ถึงขนาดกลับคำได้อย่างน่าตาเฉย คำพูดของผมแค่นี้มันคงไม่ทำให้คุณระคายหรอก กานดาวสี”

ฐิติขับรถต่อไปโดยไม่สนใจ กานดาวสีได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกเจ็บช้ำไว้ลึกสุดในใจ

อ่านต่อหน้า 2

สุดสายป่าน ตอนที่ 4 (ต่อ)

ไม่นานนัก แลเห็นป้ายร้าน “สูรยกานต์ไหมไทย” ก่อนที่รถฐิติแล่นเข้ามาจอดด้านหน้าร้านแห่งนั้น ฐิติและกานดาวสีเดินลงมาจากรถ คุณพระบรรณกิจเดินมาต้อนรับ

“คุณฐิติ หนูกานดาวสี เชิญด้านในก่อนนะครับ...เดี๋ยวผมขอตัวไปสัมภาษณ์สมุห์บัญชีคนใหม่สักครู่”
“เชิญครับ”
คุณพระเดินออกไปกานดาวสีมองหน้าฐิติด้วยความแปลกใจที่พาตนมาที่นี่

คุณพระบรรณกิจเดินเข้าในห้องทำงานของตนในร้าน สูรยกานต์ไหมไทย เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนหันหลังรออยู่
คุณพระเอ่ยทักทาย “สวัสดีครับ”
ชายรูปร่างสูงโปร่งคนนั้นหันมา ที่แท้เป็นวสันต์ ชายที่ขายกานดามณีให้เพื่อนนั่นเอง
วสันต์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับ ผมวสันต์ ประสบบุญ มาสัมภาษณ์งานครับ”
“คุณเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง”
“ก่อนหน้านี้ผมทำเป็นสมุห์บัญชีอยู่ที่บริษัทฝรั่งครับ”
“ทำงานกับฝรั่งเงินก็ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงลาออกละ”
“เงินดีก็จริงอยู่หรอกครับ แต่ผมอยากทำงานให้กับคนไทยด้วยกันมากกว่าก็เลยตัดสินใจลาออก พวกฝรั่งมันจะได้รู้ว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนที่จะยอมเป็นทาสรับใช้มัน”
คุณพระมองวสันต์อย่างพอใจ
“ดี ผมชอบคนมีอุดมการณ์ งั้นผมจะให้คุณทดลองงานดูก่อนสักระยะหนึ่ง…ถ้ามีอะไรก็ถามอิ่มใจ เลขาผมได้เลยนะ”
ไม่ทันขาดคำ อิ่มใจ ก็เดินเอาเอกสารมาวางที่โต๊ะคุณพระ
“ขออนุญาตนะคะ”
คุณพระแนะนำกับวสันต์ “นี่อิ่มใจเลขาผม”
วสันต์อึ้งมองอิ่มใจตาไม่กระพริบ อิ่มใจยิ้มตอบ

สักครู่ต่อมาคุณพระบรรณกิจพาวสันต์เดินผ่านโถงกลางร้านเพื่อจะพาไปที่ห้องทำงานของวสันต์
“ผมจะพาคุณไปดูห้องทำงาน และจะได้แนะนำให้รู้จักพนักงานในแผนกด้วย”
“ขอบคุณครับ...เอ่อ...แต่ว่าช่วงนี้ผมอาจจะต้องขออนุญาตรบกวนคุณอิ่มใจมากสักหน่อย คือ ผมอยากจะเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด”
“ตามสบายเถอะคุณวสันต์ อิ่มใจเป็นคนเก่ง แข็งงาน เธอคงจะช่วยคุณได้เยอะเลยทีเดียว”
วสันต์ตาวาวขึ้นมา
คุณพระมองเข้าไปด้านใน เห็นกานดาวสีเดินชมผ้าไหมอยู่คนเดียว
“เดี๋ยวผมขอตัวสักครู่นะ”
“เชิญครับ”
วสันต์มองตามคุณพระไป เห็นคุณพระเดินไปหากานดาวสีที่เห็นแต่ด้านข้าง และกำลังชมผ้าไหมอยู่ วสันต์มองผ่านกานดาวสีไปแล้วชะงัก ไม่สามารถละสายตาออกมาได้
“ผู้หญิงคนที่คุณพระเดินไปหานี่เป็นใครเหรอครับ ผมรู้สึกคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้”
“อ๋อ...เธอเป็นว่าที่คู่หมั้นของหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ เจ้าของที่นี่น่ะค่ะ...คุณวสันต์รู้จักเธอเหรอคะ” อิ่มใจถาม
“เปล่าหรอกครับ...ตอนนี้ผมคงจะจำใครไม่ได้แล้วล่ะครับ นอกจากผู้หญิงที่แสนสวยและแสนจะอ่อนหวานที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมคนนี้”
อิ่มใจขวยเขิน

คุณพระบรรณกิจเอ่ยถามกานดาวสี “หนูกาน...ทำไมมายืนอยู่คนเดียว คุณติไปไหนซะล่ะ”
“คุณฐิติไปเซ็นเอกสารที่ห้องทำงานน่ะค่ะ ดิฉันก็เลยขอรออยู่ที่นี่”
คุณพระพยักหน้ารับรู้
“งั้นก็ตามสบายนะหลาน ถ้าชอบผืนไหนก็บอกเด็กไปได้เลย”
“ขอบคุณค่ะ”
กานดาวสีมองตามคุณพระที่เดินไปหาวสันต์ แลเห็นวสันต์ยืนคุยกับอิ่มใจ และก่อนที่คุณพระ อิ่มใจ และวสันต์จะเดินผ่านไปทางห้องทำงาน วสันต์หันมามองกานดาวสีอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกับที่
กานดาวสีหันหลังกลับไปดูผ้าไหมต่อพอดี

สองคนอยู่ในรถ ฐิติเหลือบมองห่อผ้าบนตักกานดาวสี แล้วยิ้มเยาะพูดขึ้นลอยๆ
“ดีนะที่สูรยกานต์ทำกิจการผ้าไหม ไม่ได้ทำเกี่ยวกับเพชรพลอย”
กานดาวสีงง “ทำไมคะ”
ฐิติไม่ตอบแต่มองที่ห่อผ้าให้รู้ว่ากำลังกระทบ กานดาวสีเข้าใจความหมายโกรธจนน้ำตาคลอถามเสียงดังอย่างเหลืออด
“ในเมื่อดิฉันดูเลวมากในสายตาคุณ คุณจะมาทนแต่งงานกับฉันทำไม หรือว่าคุณมีความสุขที่จะคอยถากถาง ให้ฉันเจ็บปวด ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณพบฉันแล้วจะพูดกับฉันดีๆ ทำไมคะ ทำไม”
ฐิติจอดรถอย่างแรง เสียงดังกลับไม่แพ้กัน
“ทำไมคุณไม่ถามตัวเองบ้างล่ะว่าทำไมคุณถึงปฏิเสธผม ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจ ทำไมคุณถึงรับไม่ได้ที่ผมจน แล้วในเมื่อคุณปฏิเสธผมแล้วทำไมไม่ปฏิเสธให้ตลอด ทำไม..ทำไม”
ฐิติตะคอกใส่กานดาวสีอย่างโกรธจัด กานดาวสีอึ้งเพราะไม่สามารถบอกเหตุผลได้ รีบหันหน้าหนีออกไปนอกรถ น้ำตาไหลเงียบๆ ที่ฐิติเสียงกร้าว
“เมื่อคุณเลือกจะแต่งงานกับผมเอง คุณก็ต้องทน ต้องทนให้ได้ นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นกานดาวสี”

ฐิติออกรถไปอย่างกระชากแรงๆ กานดาวสีหงายเงิบ

ตกตอนค่ำหลังเลิกงาน วสันต์นัดอิ่มใจมาพบในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เอาเรื่องงานมาอ้าง ระหว่างนั้นอิ่มใจเก็บเอกสารที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะให้เรียบร้อย พูดกับวสันต์ไปด้วย

“รายละเอียดของงานคร่าวๆ ก็มีประมาณนี้ค่ะ แต่ถ้าคุณวสันต์ทำๆ ไปแล้ว มีอะไรติดขัดก็บอกดิฉันได้นะคะ”
วสันต์ยิ้ม หยอดคำหวาน “ขอบคุณมากครับ นี่ถ้าไม่ได้คุณอิ่มใจ ผมคงจะจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก”
อิ่มใจขวยเขิน “แหม...คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” พลางมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็ดึกแล้ว ดิฉันว่าเราเรียกคิดเงินเลยดีมั้ยคะ”
“เอาสิครับ แล้วเดี๋ยวผมจะไปส่งที่บ้าน”
อิ่มใจส่งเอกสารทั้งปึกให้วสันต์ แต่วสันต์แกล้งทำหลุดมือ เอกสารตกกระจัดกระจายที่พื้น
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ”
อิ่มใจรีบก้มลงเก็บเอกสาร วสันต์ขยับตัวลุกขึ้นเหมือนจะช่วยเก็บด้วย แต่แอบใส่ยานอนหลับลงไปในแก้วน้ำส้มของอิ่มใจ แล้วยิ้มอย่างสมใจ

ที่ร้านอาหารอีกแห่ง แก้วเหล้า 4 แก้วชนกัน ก่อนจะแยกออก แลเห็นฐิติกับเพื่อนๆ กำลังดื่มกินกัน เขต อุดร และทวิช กำลังเมาได้ที่ มีฐิติที่แค่ดื่มนิดหน่อย ทวิชลุกขึ้นชูแก้วเหล้าเสียงดังอ้อแอ้
“แด่อิสรภาพที่กำลังจะหมดไปของไอ้ติ”
เขตท้วง “เฮ้ยไอ้วิชพูดให้มันดีๆ หน่อย ทำยังกับไอ้ติมันกำลังจะติดคุกอย่างนั้นล่ะ”
“มันก็ครือๆ กันแหละว้า ไม่เคยได้ยินหรือไง เดินเข้าประตูคุกยังมีวันออก แต่เดินเข้าประตูวิวาห์น่ะ สิ้นอิสรภาพตลอดชีวิตเลยนะเว้ย” ทวิชว่า
“จริง ไอ้วิชมันก็พูดถูก ฉันเห็นด้วยว่ะ” อุดรบอก
“แกนี่มันปากปีจอไม่เลิกจริงๆนะ เออว่าแต่ว่าเจ้าสาวที่ท่านย่าบรรจงเลือกให้แกนี่เป็นใครวะ”
เขตถาม จังหวะที่อุดรกำลังจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
“กานดาวสี กิริเนศวร” ฐิติบอก
เขตกับอุดรสำลักเหล้าพรวดใส่หน้าทวิชพร้อมกันโดยไม่ได้นัด สีหน้าสองหนุ่มตกใจแทบหายเมา หันมามองฐิติอย่างคาดไม่ถึง

ด้านกานดาวสีแวะมาหารำเพยที่บ้าน รำเพยทั้งตื่นเต้นระคนตกใจพอได้ฟัง
“อะไรนะ นายฐิตินั่นเป็นหม่อมหลวง นี่เธอกำลังจะแต่งงานกับทายาทคนเดียวของสูรยกานต์จริงๆเหรอเนี่ย...โชคดีเป็นบ้าเลยยัยกาน”
กานดาวสีแอบน้อยใจ “โชคดีอะไรกัน เธอก็รู้ว่าเค้าไม่ได้รักฉัน...แล้วถ้ายัยรัตน์ไม่เข้าใจฉันผิด ฉันก็คงไม่ยอมแต่งงานกับเค้าหรอก”
รำเพยฟังแล้วแปร่งหูพิกล จ้องหน้าจ้องตาอย่างจับพิรุธก่อนจะอมยิ้มอย่างเข้าใจ
“รัก เอ๊ย ชอบเค้าเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”

“บ้า พูดบ้าๆ...ฉันจะไปรักเค้าได้ยังไง รู้ทั้งรู้ว่าเค้ารักผู้หญิงคนอื่นอยู่”
“ผู้หญิงคนนั้นป่านนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ อาจจะแต่งงานแต่งการ...” รำเพยพูดพลางทำท่าแก่นเซี้ยว “หรือตายไปแล้วก็ได้ จะคิดอะไรให้เยอะแยะนะผู้ใหญ่ให้แต่งก็แต่งไปเถอะน่า...อยู่ๆ กันไปก็รักกันไปเองแหละ” พลางมองล้อๆ เพื่อนรัก “เชื่อเหอะ ว่าฉันน่ะมองขาด”

คืนเดียวกัน ขณะที่วิไลวรรณกำลังนอนหลับสนิท ตกใจตื่นเพราะเสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังรัวไม่หยุดวิไลวรรณอารมณ์เสีย
“จะบ้าเหรอเนี่ย ใครมาดึกๆดื่นๆ กดกริ่งไม่มีความเกรงใจเลย”
วิไลวรรณรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาใส่ตะโกนไปด้วย
“รู้แล้วๆๆๆ โอ๊ยหูจะแตกอยู่แล้ว”

วิไลวรรณเปิดประตูแล้วชะงักตกใจมาก เห็นกานดามณีในสภาพบักโกรก ใบหน้ามีแผล
และรอยช้ำเต็มไปหมด
“นังณี...นี่แกหายหัวไปไหนมา”
“เอาเงินมาจ่ายค่าแท็กซี่ให้ฉันก่อนเร็ว”
กานดามณีออกคำสั่ง ตัวเองเดินผ่านเพื่อนเข้าไปในบ้าน วิไลวรรณมองตามงงๆพึมพำ
“นี่มันไปตกนรกขุมไหนมาเนี่ย”

กานดามณีกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ วิไลวรรณตะโกนคุยด้วย
“ห๊ะ หมายความว่าอีตาวสันต์มันขายแกให้กับไอ้วิทย์นั่นน่ะ”
“ก็ใช่น่ะสิ...เจ็บใจจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยหมดสภาพขนาดนี้กว่าจะหนีออกมาได้ ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด”
วิไลวรรณงง “ไม่น่าเชื่อว่ะ...ผู้ดีก็มีแบบนี้ด้วย”
“ผู้ดีน่ะ แค่ฉากหน้า จริงๆมันซาดิสต์ น่ากลัวจะตาย ฉันซวยจริงๆที่ไปเจอไอ้คนจิตวิปริตนี่”
“แล้วไอ้วสันต์มันหายไปไหนล่ะ”
“มันก็หนีไปน่ะสิ ได้เงินไปแล้วนี่...คอยดูนะ ถ้าฉันเจอมัน ฉันจะเอาคืนให้มันให้เจ็บเลย”
กานดามณีปล่อยให้สายน้ำจากฝักบัวราดรดชำระล้างร่างกายไป แต่แววตาคั่งแค้นและอาฆาต ทั้งวสันต์และวิทย์สุดๆ

ขณะเดียวกันวสันต์ตัวแสบกำลังอุ้มอิ่มใจที่มึนหัวลงบนเตียงในห้องพักโรงแรม
“รู้มั้ย คุณเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา ผมชอบคุณตั้งแต่แรกเห็นจริงๆนะ”
อิ่มใจพยายามลืมตาขึ้น เห็นหน้าวสันต์เบลอๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“คุณวสันต์!”
วสันต์ก้มลงจูบอิ่มใจ และโน้มตัวอิ่มใจลงไปกับที่นอน บทรักดำเนินไปตามการขีดเขียนของวสันต์หนุ่มจอมเจ้าชู้

รุ่งเช้า นมสายกับนวลยกการ์ดเชิญคนละตั้ง เข้ามาวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าท่านหญิงในห้องพักผ่อนวังสูรยกานต์ นมสายนั่งคุยต่อ นวลเดินออกไปแล้ว ฐิติกับกานดาวสีนั่งเคียงกัน
“นี่บัตรเชิญที่ยังไม่ได้เอาไปให้แขกผู้ใหญ่ มันเหลือเยอะขนาดนี้เชียวรึ”
ฐิติกับกานดาวสีมองหน้ากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ตกใจในจำนวนการ์ดที่เหลือ
“เพคะ...ก็ไหนจะพระญาติ พระสหาย แล้วยังแขกผู้ใหญ่ของบริษัทอีก”
“ไม่ได้การละ วันงานก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” ท่านหญิงคิดหนัก “เอาอย่างนี้เถอะ...พ่อติกับแม่กานดาวสีเอาไปให้เฉพาะญาติๆ ส่วนที่เหลือ ก็ให้คุณพระเอาไปช่วยแจกให้ก็ละกัน พ่อคนนี้เค้ารู้จักทุกคนอยู่แล้วละ”
“ครับ ท่านย่า”
ท่านหญิงหันมาทางกานดาวสี “แล้วแม่กานดาวสีล่ะ พวกเครื่องแต่งตัว ชุดเจ้าสาวน่ะเตรียมพร้อมรึยัง...ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกย่านะลูก ไม่ต้องเกรงใจ อย่าลืมนะว่าวันนั้น หนูจะต้องสวยที่สุดให้ตาติมันตะลึงไปเลย”
นมสายพูดเสียงเล็กเสียงน้อยตามประสา “โอ้ย...แค่นี้คุณติเธอก็ไม่มีตาจะมองใครอีกแล้วล่ะเพคะ ถ้าสวยกว่านี้ คุณติของนมคงจะไม่เป็นอันทำอะไรเป็นแน่”
กานดาวสีนิ่ง หน้าแดงด้วยความเขิน ฐิติเผลอตัวมองกานดาวสีด้วยสายตาอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก

ท่านหญิงกับนมสายต่างสังเกตเห็นปฏิกริยาของฐิติกับกานดาวสี แล้วลอบยิ้มให้กันอย่างสมใจ

อ่านต่อหน้า 3

สุดสายป่าน ตอนที่ 4 (ต่อ)

ในเวลาต่อมาคุณพระบรรณกิจนั่งอยู่ในห้องทำงานที่ร้านสูรยกานต์ไหมไทย มองบัตรเชิญตั้งสูงที่ฐิติวางลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวผมจัดการให้เรียบร้อย...ว่าแต่ว่าคุณฐิติกับหนูกานดาวสีคิดกันหรือยังว่าจะไปฮันนีมูนที่ไหน”
“ผมคิดว่าคงไม่ไปหรอกครับ อาจจะพักสักวันแล้วผมจะรีบมาช่วยคุณพระทำงาน” ฐิติว่า
“โอ๊ย..ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกครับ แต่งงานทั้งที ก็ต้องมีอะไรให้จดให้จำ ช่วงที่ไปฮันนีมูนกันนี่แหละ จะเป็นช่วงแห่งความทรงจำที่ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว”
คุณพระมองฐิติกับกานดามณีอย่างล้อๆ ฐิติทำท่าไม่ใส่ใจ หันไปทางอื่นกลบเกลื่อนความเขิน
กานดาวสีวางหน้าไม่ถูก รีบพูด
“เอ่อ ดิฉันขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะคะ”
“เชิญครับเชิญ”
คุณพระมองกานดาวสีเดินออกไปจนลับตา
“คุณฐิตินี่ตาแหลมจริงๆ หนูกานดาวสีเป็นเด็กน่ารักมาก ผมเห็นแกมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง”
ฐิติพูดทีเล่นทีจริง “โตขึ้นอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ”
“สำหรับรายนี้ผมกล้ารับประกันครับ หนูกานดาวสีเป็นเด็กเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น ลองได้เป็นถึงคู่หมั้นคู่หมายทายาทของสูรยกานต์อย่างนี้ล่ะก็คงจะอดแสดงตัวไม่ได้ แต่นี่ไม่มีเลย...ยังสงบเสงี่ยมเหมือนเดิม”
คุณพระเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เปิดลิ้นชักหยิบใบเสร็จในลิ้นชักส่งให้ฐิติ พูดเหมือนบ่นๆ
“พูดแล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้...ฝากคุณฐิติเก็บไว้ให้หนูกานดาวสีหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมจะลืมซะอีก ว่าจะให้เธอตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
ฐิติรับมาเปิดดูอย่างงงๆ
“ใบเสร็จค่าผ้าไหม! นี่มันอะไรกันครับคุณพระ”

สักครู่ต่อมาฐิติและคุณพระบรรณกิจยืนอยู่ในโชว์รูมของร้าน โดยพนักงานขายของร้าน รีบอธิบายแก้ตัวอย่างเกรงๆ
“ดิฉันเรียนคุณกานดาวสีไปตามที่คุณพระสั่งแล้วค่ะว่าไม่ต้องจ่ายเงิน แต่เธอก็ยืนยันจะจ่ายให้ได้”
ฐิติฟังแล้วอึ้ง นึกโกรธตัวเองที่ประชดประชันกานดาวสีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เยอะ
ฐิติคิดในใจ “แล้วก็ไม่รู้จักบอก...ปล่อยให้เราประชดประชันอยู่ได้ แปลกคนจริงๆ
คุณพระพยักหน้าให้พนักงานขายออกไปได้
ฐิติพาล “นี่น่ะเหรอครับ เด็กดีของคุณพระ ทำอะไรไม่รู้จักคิด”
คุณพระอ้าปากค้าง งงว่าฐิติโกรธอะไร
“รบกวนคุณพระช่วยบอกพนักงานในโชว์รูมด้วยนะครับว่าถ้าครั้งหน้ากานดาวสียังยืนยันที่จะจ่ายเงินอีก ก็ให้เค้ามาบอกผมได้ทันที...” ฐิติบ่น “อีกไม่กี่วันก็จะมาเป็นหลานสะใภ้ท่านย่าแล้ว ยังทำตัวราวกับเป็นคน
อื่น...ท่านย่ารู้เข้าคงไม่โปรดแน่”
คุณพระรับคำสั่งด้วยสีหน้าเอ็นดูและรู้ทัน


ฟากกานดาวสีเดินเลี้ยวเข้ามา มองเห็นป้ายหน้าห้องน้ำ กานดาวสีเดินตรงมา วสันต์เดินออกมาจากมุมหนึ่งพอดี สองคนชนกันอย่างจัง วสันต์เงยหน้ามาเห็น ตะลึงไป
“ขอโทษนะคะ” กานดาวสีเดินไปเลย
ตอนแรกวสันต์ตกใจ แต่พอเห็นกานดาวสีเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจก็งง หลุดปากเรียกออกไป
“คุณกานดาวสี”
กานดาวสีชะงัก หันมามองวสันต์อย่างงงๆ
“ดิฉันรู้จักคุณเหรอคะ”
วสันต์อึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง แล้วค่อยมาตระหนักว่ากานดาวสีคงจะโกรธเขามาก
“คุณกานผมรู้ว่าคุณโกรธผมมาก แต่ฟังผมอธิบายก่อนได้มั้ย ผมไม่ได้ตั้งใจทิ้งคุณ ผมมีความจำเป็นจริงๆ”
“คุณพูดเรื่องอะไร ดิฉันไม่รู้จักคุณนี่คะ”
กานดาวสีจะเดินไป วสันต์เข้ามาจับแขนกานดาวสีไว้
“เดี๋ยวก่อนคุณกาน”
“ปล่อย..ฉันบอกให้ปล่อย” กานดาวสีเสียงแข็ง
“อะไรนะคุณกาน นี่คุณโกรธผมมากขนาดแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเชียวเหรอ ผมบอกแล้วไงว่าจะอธิบายให้ฟัง”
“แต่ฉันไม่รู้จักคุณ”
กานดาวสีสะบัดจนหลุด รีบวิ่งหนีวสันต์ไป วสันต์งง
“นี่เค้าจะมาไม้ไหนกันวะ”
อีกมุมหนึ่ง เห็นอิ่มใจซึ่งตกเป็นของวสันต์ มองมาด้วยท่าทางไม่พอใจ

กานดาวสีพรวดพราดเข้ามาในห้องน้ำอย่างตระหนกก่อนจะมองหน้าตัวเองในกระจกอย่าง
แปลกใจรำพึงกับตัวเอง
“หรือเค้าจะคิดว่าเราคือผู้หญิงคนนั้น...อยากรู้จริงๆว่าเธอเป็นใครกันแน่”

ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานวิทย์ เห็นลิซ่ากำลังนั่งคร่อมนัวเนียอยู่กับวิทย์ที่เก้าอี้ทำงาน เสียงโทรศัพท์ดัง ทั้งวิทย์และลิซ่าไม่มีใครสนใจ โทรศัพท์ยังดังไม่หยุด วิทย์ละตัวออกมาจากลิซ่า เอื้อมมือมารับโทรศัพท์ตัดรำคาญ
“ฮัลโหล”
วสันต์อยู่ที่ห้องทำงานในร้านผ้าไหม
“ไอ้วิทย์ กานดาวสีล่ะ”
วิทย์โวยลั่น “ก็หนีไปแล้วน่ะสิ ยังจะมีหน้ามาถามอีก”
วสันต์อึ้ง “หนีออกมา จริงๆ เหรอวะ”
“เออสิ แล้วแกจะว่ายังไง ล้านนึงที่ฉันจ่ายให้แกไปน่ะ ยังไม่คุ้มเลยนะเว้ย”
“ช่วยไม่ได้ว่ะ ดีลเราจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้วนี่หว่า...”
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้น คุณพระถือการ์ดเชิญงานแต่งงานของฐิติกับกานดาวสีเข้ามา แล้วชะงักนิดนึงเมื่อเห็นวสันต์ กำลังพูดโทรศัพท์อยู่
วสันต์ตัดบท “เฮ้ย ฉันต้องวางก่อน...”
คุณพระรีบพูดขัดขึ้น “ไม่เป็นไรคุณวสันต์ ผมแค่เอานี่มาให้...ในฐานะพนักงานของสูรยกานต์ไหมไทย ผมคิดว่าคุณควรจะไปร่วมงานด้วยนะ”
คุณพระวางการ์ดเชิญไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไป วสันต์หนีบหูโทรศัพท์ไว้ รีบหยิบซองมาเปิดดูอย่างสงสัย แล้วอึ้งตะลึงไป อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“เฮ้ย!...เดี๋ยวนะโว้ย”
วสันต์เห็นชื่อกานดาวสีอยู่ในการ์ดเชิญ ขณะอ่านข้อความ
“หม่อมเจ้าหญิงลักษมี สูรยกานต์ มีความยินดีขอกราบทูล ทูล และเรียนเชิญ เพื่อเป็นเกียรติในงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในพิธีมงคลสมรส ระหว่าง นางสาวกานดาวสี กิริเนศวร และ หม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ ณ วังสูรยกานต์ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๕ เวลา ๑๖.๐๐ น.”
วสันต์ยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะคุยสายกับสหายจอมซาดิสต์
“ฉันมีข่าวดีว่ะ ยังไงแกก็ไม่สูญเงินล้านนั่นไปฟรีๆแน่ๆไอ้วิทย์...แล้วเรายังมีอะไรเล่นสนุกๆ กันต่อซะด้วยสิ”

หนุ่มเจ้าชู้จอมกะล่อนยิ้มอย่างมีแผน

ทางด้านฐิติขับรถมาเรื่อยๆ ตามทาง หันไปมองกานดาวสีที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเอง เรื่องถูกวสันต์ทัก เหมือนกับว่ารู้จักกันดี ฐิติถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
กานดาวสีสะดุ้ง “ปละ..เปล่าค่ะ เอ่อ วันนี้เราไปพบผู้ใหญ่ครบหมดแล้วใช่มั้ยคะ”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอกลับบ้านเลยได้มั้ยคะ”
“ก็ตามใจสิ ผมจะไปว่าอะไรคุณได้ แต่คุณคงลืมไปกระมังว่าคุณรับปากท่านย่าว่าจะไปทานข้าวกับท่าน”
กานดาวสีอึ้ง “ถ้าจะกรุณา ช่วยทูลท่านว่าดิฉันไม่ค่อยสบายได้มั้ยคะ”
“ผมไม่ถนัดที่จะพูดโกหกได้หน้าตาเฉยเหมือนคุณหรอกนะ” ฐิติไม่วายถากถาง
“ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ”
ฐิติเห็นใบหน้ากานดาวสีดูเซียวซีด ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“เอาเถอะ ครั้งนี้ผมจะทูลท่านย่าให้ก็ได้...” ฐิติพูดเบาๆ กับตัวเอง “ถือว่าชดใช้ที่ผมเคยเข้าใจคุณผิดก็ละกัน”
กานดาวสีได้ยินไม่ชัด มองหน้าฐิติเหมือนจะถาม แต่ฐิติทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กานดาวสีก็เลยไม่อยากจะซักไซ้เพราะกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง


ตกตอนกลางคืน กานดาวสีตัดสินใจบอกบิดาเรื่องวสันต์
“คุณพ่อคะ วันนี้มีคนมาทักลูกผิดอีกแล้วค่ะ”
วิเศษ’งง “เป็นไปได้ยังไงนะ แล้วเค้าทักลูกว่ายังไง”
“เค้าก็เรียกลูกว่ากานดาวสีค่ะ แต่ลูกไม่เคยรู้จักเค้าจริงๆ”
“แปลก จะมีกานดาวสี กิริเนศวรถึงสองคนได้ยังไง”
กานดาวสีมองหน้าวิเศษอย่างจับสังเกต
“ก็นั่นสิคะ ลูกก็เลยอยากจะถามคุณพ่ออีกครั้งว่าลูกไม่มีฝาแฝด หรือญาติพี่น้องที่หน้าตาเหมือนลูกจริงๆใช่มั้ยคะ”
วิเศษอ้ำอึ้งไปนิดหนึ่ง และกำลังพยายามหาคำตอบอุไรเดินเข้ามาพอดี มองกานดาวสีอย่างหมั่นไส้
“เค้าคงจะตาฟาดล่ะมั้งจ๊ะ คนประเภทเห็นผิดเป็นชอบน่ะ มีเยอะแยะไป หรือไม่ก็เธอน่ะแหละ ที่คงจะไปหว่านเสน่ห์ไว้ทั่วไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
วิเศษมองอุไรอย่างไม่ชอบใจ
“คุณมาก็ดีแล้ว...อย่ามัวแต่หาเรื่องยัยกานอยู่เลย นาฬิกาผมน่ะว่ายังไงหาเจอหรือยัง”
อุไรตกใจยังมีชนักติดหลังอยู่
“ค..คือว่า...ฉัน ...ฉันยังไม่มีเวลาหาเลย...” ทำเสียงรำคาญกลบเกลื่อน เหมือนวิเศษทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ “ไม่ต้องห่วงนักหรอกค่ะ สสารไม่มีวันหายไปจากโลก ยังไงมันก็ต้องอยู่ที่ไหนซักแห่งน่ะแหละ”
อุไรเดินเลี่ยงไปอย่างมีพิรุธ
“อ้าว...แล้วนั่นจะไปไหนล่ะ” วิเศษประชด “ไม่อยู่ออกความเห็นต่อรึ”
“ไม่ล่ะค่ะ ดิฉันขอตัวก่อน ง่วงเต็มทีแล้ว” อุไรบ่นเบา “ซวยจริงๆ รู้งี้ไม่เดินเข้ามาหรอก”
วิเศษได้ยิน พูดไล่หลังไป
“ถ้ามันซวยนัก ก็เข้าวัดไปรับศีลรับพรจากพระจากเจ้าซะบ้างนะคุณเผื่อว่าจิตใจอาจจะสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาบ้าง”
วิเศษหันมาที่กานดาวสีเห็นหน้าหมองๆ ก็พยายามปลอบ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน
“หนูก็เหมือนกัน ถ้าไม่สบายใจ ก็หาโอกาสไปทำบุญไหว้พระบ้าง...ส่วนเรื่องที่มีคนมาทักผิด พ่อว่าก็อย่าไปใส่ใจเลยลูก มันอาจจะมีอะไรเข้าใจผิดกันก็ได้...”

เช้าวันต่อมา วิไลวรรณกำลังแต่งตัวเตรียมไปข้างนอก ขณะที่กานดามณีเพิ่งตื่น
“ตื่นแล้วหรือแก…รีบๆ อาบน้ำไป”
“แกแต่งตัวจะไปไหน”
“ก็จะพาแกไปข้างนอกนะสิ ไปลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเร็วเข้า”
“แกจะพาฉันไปไหน”
“เอาเถอะน่าชีวิตแกจะได้ดีขึ้นบ้าง ลุกเร็ว”
วิไลวรรณฉุดกานดามณีที่ค่อยๆลุกจากที่นอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

ภายในโบสถ์ของวัดแห่งนั้น มีผู้คนมาทำบุญมากมาย ควันธูปกระจายโดยรอบ โดยที่มุมหนึ่งกานดามณีปัดควันธูปอย่างรำคาญ กระซิบวิไลวรรณที่กำลังต่อคิวเข้ารับการวพรมน้ำมนต์จากพระ
“แกจะพาฉันมารดน้ำมนต์เนี่ยนะนังวรรณ”
วิไลวรรณก็เออนะสิ ชีวิตแกจะได้ดีขึ้นบ้างไง น้ำมนต์วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์นะแก
คนเบียดมาจากด้านหลังกานดามณีรำคาญหันไปแว้ดใส่
“จะเบียดอะไรนักหนานะ เอ้าอยากแซงคิวนักก็เอาเลยฉันไม่รดไม่เริดแล้ว”
กานดามณีจะออกจากแถว วิไลวรรณคว้าแขนไว้
“เฮ้ยนังณีจะไปไหน”
“ฉันไปรอข้างหน้าแล้วกัน”
กานดามณีมองคนที่มองรอคิวอย่างเยาะๆ ท่าทางไม่เชื่อถือ เดินเร็วๆออกไป วิไลวรรณมอง
ตามพึมพำ
“นังนี่มันบาปหนาจริงๆ ขนาดพามาถึงวัดยังไม่ยอมรดน้ำมนต์อีก เฮ้อ...”

บริเวณด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ เห็นผู้คนมากมายนั่งจุดธูปไหว้พระ ที่ประตูทางเข้ากานดาวสีก้าวเข้ามาอย่างสำรวมพร้อมดอกไม้ธูปเทียนตรงไปคุกเข่าที่มุมหนึ่งจุดเทียนอย่างสงบ
กานดามณีเดินหน้างอออกมาจากโบสถ์ กานดามณีหันหน้าไปทางอื่นจึงมองไม่เห็นกานดาวสี
ที่ลุกขึ้นไปปักธูปที่กระถาง แล้วเดินไปวางดอกไม้ในพานใหญ่ ก่อนจะเดินไปที่ประตูโบสถ์ ชนกับวิไลวรรณที่
ทะเล่อทะล่าออกมา กระเป๋ากานดาวสีหล่น กานดาวสีรีบก้มลงเก็บ วิไลวรรณรีบขอโทษ
“อุ๊ยขอโทษค่ะ”
กานดาวสียืนขึ้นยิ้มให้พูดอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรค่ะ”
กานดาวสีเดินเข้าไปในโบสถ์ วิไลวรรณยืนตะลึงเหมือนโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ

ส่วนกานดามณียืนรอวิไลวรรณด้วยสีหน้าหงุดหงิด พลางดูนาฬิกา
“นังวรรณมันรดหรืออาบน้ำมนต์กันเนี่ย ป่านนี้ทำไมยังไม่ออกมา ถ้ารู้ว่าจะชวนมาวัด ฉันไม่เสียเวลามาให้เมื่อยหรอก”
ขาดคำวิไลวรรณวิ่งหน้าตื่นมาคว้าแขนกานดามณีลากเข้าไปทางโบสถ์
“ไปเร็วนังณี”
กานดามณีขืนตัวไว้ “โอ๊ยก็บอกว่าไม่รดฉันไม่ชอบรดน้ำมนต์”
“ฉันไม่ได้พาแกไปรดน้ำมนต์”
“แล้วแกจะพาฉันไปไหน”
“เถอะน่าแกตามฉันมาก่อนเร็วเข้า”
วิไลวรรณลากานดามณีไปจนได้

กานดาวสีกำลังรับน้ำมนต์จากพระอย่างสงบ เสร็จแล้วก้มกราบ ก่อนจะค่อยๆคลานเลี่ยงไปอีกทาง ไปนั่งลงกราบพระพุทธรูปตั้งจิตอธิษฐาน
“ขอให้ลูกผ่านเรื่องเลวร้ายต่างๆ ไปให้ได้ และมีแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตด้วยเถอะค่ะ”
ฟากวิไลวรรณลากกานดามณีมาถึงหน้าโบสถ์ กานดามณีสะบัดมือฉุนๆ
“ก็ฉันบอกแกแล้วไงว่าฉันไม่รดน้ำมนต์ แกนี่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ เสียเวลาอยู่ได้ฉันหิวแล้วนะเนี่ย”
กานดามณีหันกลับเดินไป วิไลวรรณวิ่งตามฉุดเอาไว้
“รู้แล้วน่า ฉันไม่ได้พาแกมารดน้ำมนต์”
“แล้วจะมาทำไม”
“เออน่า แกเข้าไปกับฉันก่อนเดี๋ยวแกก็เห็นเอง”
วิไลวรรรณลากกานดามณีเข้าไปในโบสถ์อย่างรวดเร็ว รีบมองหา เห็นผู้คนมากมายแต่ไม่มีกานดาวสีแล้ว วิไลวรรณร้อนใจพึมพำ
“หายไปไหนแล้ว”
“อะไรของแก กลับกันเถอะฉันหิวข้าวแล้ว”
วิไลวรรณยังคงชะเง้อหากานดาวสีแต่ก็ไม่เห็น
“ฉันบอกว่าฉันหิวแล้ว ไม่ได้ยินหรือไง”
กานดามณีจึงลากแขนวิไลวรรณออกมาจากโบสถ์อย่างหงุดหงิด
ขณะที่กานดาวมณีกับวิไลวรรณเดินออกมาจากโบสถ์กำลังเดินไปทางลานจอดรถ จังหวะนั้นกานดาวสีออกมาจากประตูโบสถ์อีกฝั่งหนึ่งพอดี
กานดามณีกับวิไลวรรณเดินผ่านกานดาวสีไป กานดาวสีเห็นกานดามณีแล้วก็ตกใจที่เห็นคนหน้าเหมือนตัวเอง กำลังจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ไม่ทัน
กานดามณีกับวิไลวรรณเดินขึ้นรถ และขับออกไป
กานดาวสียืนอึ้งไป ตกใจอย่างรุนแรง

“หรือว่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่คุณฐิติหลงรัก”

สุดสายป่าน ตอนที่ 4 (ต่อ)

กานดามณีขับรถมาตามทาง วิไลวรรณพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“แกรู้มั้ยเมื่อกี้ฉันเห็นใคร”
“เห็นญาติผู้ใหญ่ของแกละมั้ง”
“ญาติแกนะสินังณี”
กานดามณีหันขวับ “แกหมายความว่ายังไง”
“ฉันเจอพี่สาวฝาแฝดของแก”
“อะไรนะ”
“ฉันบอกว่าฉันเจอกานดาวสี กิริเนศวรตัวจริงๆไม่ใช่ตัวปลอมอย่างแก”
กานดามณีตะลึงงัน

สองสาวอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้ว กานดามณีถามทันที
“หน้าเค้าเหมือนฉันมากมั้ยแก”
“ถ้าฉันไม่รู้มาก่อน ฉันก็ต้องทักผิดแน่ๆ แล้วแบบนี้แกคิดว่าเหมือนมั้ยล่ะ” วิไลวรรณพูดโดยไม่ตั้งใจ “แต่การแต่งตัว กิริยามารยาทเค้าดูดี๊ดูดี”
การดามณีหันค้อนขวับ
วิไลวรรณรีบแก้ตัว “ก็ดีกว่าแกไม่มากหรอก รวมๆ แล้วแกดูดีกว่าเยอะ”
“ไม่ต้องมาพูดดีเลย…มันแน่อยู่แล้วล่ะที่นังกานดาวสีมันต้องดีกว่าฉันทุกอย่าง เพราะมันน่ะ เสวยสุขอยู่บนวิมาน ส่วนฉันต้องมาตกนรกอยู่แบบนี้ไง…คอยดูนะ สักวันฉันต้องดีกว่ากว่ามันให้ได้”
“ก็ไม่เห็นจะยากเลย แกก็ไปหาพ่อแท้ๆของแกสิ ไปทวงสิทธิความเป็นลูกบ้าง จะรอให้พี่แกเสวยสุขอยู่คนเดียวหรือไง”
กานดามณีครุ่นคิด สีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

คืนเดียวกันนั้นวิเศษตกใจเมื่อรู้เรื่องจากลูกสาว
“ลูกเจอคนที่หน้าเหมือนลูก” วิเศษตื่นเต้นขึ้นมา “ลูกไปเจอเค้าที่ไหน ยังไง แล้วเค้าเห็นลูกมั้ย”
“เจอที่วัดน่ะค่ะ แต่เค้าไม่เห็นลูก”
“แล้วเค้าไปไหน ลูกตามไปหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ...”
วิเศษร้อนใจ ระคนผิดหวัง “แล้วทำไมลูกไม่ตามไป”
กานดาวสีสะดุดใจน้ำเสียงของผู้เป็นบิดา
“ลูกก็ตั้งใจจะตามไปค่ะ แต่เค้าขับรถออกไปก่อน...คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ”
วิเศษชะงัก หลบตากานดาวสี
“พ่อก็แค่อยากรู้ ว่าเค้าเป็นใคร แล้วทำไมต้องแอบอ้างเอาชื่อลูกไปใช้ด้วย...ก็เท่านั้นน่ะลูก”

ในห้องนอนที่มืดสลัว แลเห็นว่าอุไรนอนหลับสนิท ส่วนวิเศษนอนก่ายหน้าผากลืมตาโพลงอยู่ในความมืด สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพจำเมื่ออดีตพรั่งพรูเข้ามาในห้วงคิด

ตอนนั้นที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง กาญจนาซึ่งยังสาวและสวย วิ่งหนีเข้าบ้านพยายามจะปิดประตูแต่ติดวิเศษที่ยังหนุ่มแน่นแต่อายุมากกว่ากาญจนาเยอะ ตามมาขวางไว้
“ใจเย็นๆน่ากาญจนาคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้มั้ย”
วิเศษดันประตูเข้ามาจนได้ กาญจนาโกรธ
“เราเลิกกันแล้วคุณจะมารังควานอะไรฉันอีก”
“ผมไม่ได้มารังควานแต่ผมห่วงลูก”
“ลูกเหรอ..คุณก็เอาลูกไปแล้วนี่”
“แต่กานดามณียังอยู่กับคุณ ผมอยากเอาแกไปอยู่ด้วย พี่น้องควรจะอยู่ด้วยกัน และผมก็น่าจะเลี้ยงแกได้ดีกว่าคุณ”
กาญจนาเชิดหน้า มองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ
“ผมส่งจดหมายมาคุณก็ไม่ยอมตอบ...คุณจะโกรธจะเกลียดผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมอยากให้คุณเห็นแก่ลูกบ้าง รายได้คุณก็ไม่มาก เงินที่ผมส่งให้คุณก็ไม่รับ แล้วลูกจะอยู่ได้ยังไง”
กาญจนาไล่ทันที “ไปให้พ้น ไปพล่ามที่อื่น ที่นี่ไม่มีลูกคุณอีกแล้ว”
วิเศษตกใจ “หมายความว่ายังไงกาญจนา”
“กานดามณีตายแล้ว”
“อะไรนะคุณพูดเรื่องบ้าอะไร”
“ฉันพูดเรื่องจริง มันเป็นไข้ฉันไม่มีเงินรักษามันตายแล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อก็ดูสิในบ้านเนี่ย มีมันมั้ยล่ะ”
วิเศษวิ่งเข้าไปในบ้านดูทุกที่ ก่อนจะวิ่งออกมาจับตัวกาญจนาเขย่าอย่างแรง
“กานดามณีไปไหน ลูกผมไปไหนบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่ามันตายแล้ว ตายแล้ว ได้ยินชัดมั้ย กลับไป จะไปตายที่ไหนก็ไป”
วิเศษทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างช็อกๆ กาญจนามองอย่างสะใจ
“อ้อ..แล้วก็ไม่ต้องบอกนังแฝดพี่มันหรอกว่ามันมีน้อง ไม่ต้องบอกด้วยว่ามันยังมีแม่ ในเมื่อคุณเอามันไปแล้วก็ให้ขาดกันไปเลย ไม่ต้องมาเจอะมาเจอกันอีกไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ”
กาญจนาเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่ใยดี ขณะที่วิเศษนั่งร้องไห้อย่างเสียใจสุดๆ
“โธ่กานดามณีลูกพ่อ…”

วิเศษดึงตัวเองกลับมา ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพึมพำอย่างกระวนกระวายใจ

“หรือว่ากานดามณียังไม่ตาย!”

ที่ในวังสูรยกานต์ เวลานั้นฐิติสวมชุดเจ้าบ่าว ยืนหันหลังอยู่ กานดาวสีอยู่ชุดเจ้าสาวเข้ามายืนอยู่ด้านหลัง ฐิติหันมายิ้มอย่างตะลึงพอใจมาก พึมพำมีความสุข
“กานดาวสี...”
ฐิติเดินช้าๆ เข้ามาหา กานดาวสียิ้มให้แต่แล้วต้องยิ้มค้าง เมื่อฐิติเดินเลยไปทางด้านหลัง
กานดาวสีหันไปมองตาม สีหน้าตกใจมาก เห็นฐิติเดินเข้าไปหากานดามณีแต่งชุดเจ้าสาวเหมือนกันเปี๊ยบ และฐิติจับมือกานดามณีขึ้นมาจูบ
“ในที่สุดผมก็ได้แต่งงานกับคุณกานดาวสี”
กานดาวสีร้องลั่น “ไม่ใช่นะคะคุณฐิติ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่กานดาวสี ฉันต่างหากกานดาวสี”
ฐิติหันมามองกานดาวสีอย่างรังเกียจ กานดามณียิ้มเย้ย
“น่าไม่อายจริงๆ เธอสวมรอยเป็นฉันแต่งงานกับคุณฐิติ ทั้งๆที่เธอก็รู้ว่าเขารักฉัน ไม่ได้รักเธอ จริงมั้ยคะติขา”
“ใช่ครับ ผมรักคุณ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ผมรักคุณคนเดียว” ฐิติบอก
“ได้ยินมั้ย ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะมาเอาเขาคืน ไปให้พ้นจากชีวิตของเรา...ไปสิ...ไป”

กานดาวสีอยู่ในห้องนอน สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายสีหน้าตกใจ
“หรือว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนรักของคุณฐิติ...นี่เค้ากำลังจะมาทวงคนรักของเค้าคืนไปใช่มั้ย”
กานดาวสีกังวล ใจคอไม่ดีเอาเลย

เช้าวันต่อมา ฐิติหน้าตาสดใสกำลังแต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก ผิวปากไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เสียงเคาะประตูดังขึ้น พุดตานเปิดประตูเข้ามาในห้อง มองฐิติอย่างสงสัย
“ติจะไปไหนเหรอจ๊ะ”
“เมื่อวานนี้กานดาวสีเค้าไม่ค่อยสบายน่ะครับ ผมก็เลยจะแวะไปดูซะหน่อย”
พุดตานชักสีหน้านิดนึง ฐิติรีบแก้ตัว
“ผมเป็นห่วงน่ะครับแม่...พรุ่งนี้ก็จะถึงวันงานแล้ว แขกที่เชิญมาก็ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น ถ้าเจ้าสาวเป็นอะไรไป เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่”
พุดตานมองฐิติอย่างรู้ทัน อารมณ์รักและเห็นใจของแม่ที่มีต่อลูกก็มีอยู่เต็มเปี่ยม แต่ก็อดไม่พอใจไม่ได้
“แม่เลี้ยงติมา ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าติรักผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน...” พุดตานพยายามทำใจ “แม่อยากจะดีใจด้วย ที่ลูกกำลังแต่งงานกับคนที่ลูกรักแต่แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะแม่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีค่าพอสำหรับหัวใจรักของลูก”
ฐิติคราง “แม่!”
“ตอนนี้ลูกก็มีทุกอย่างครบตามที่แม่คนนั้นต้องการแล้ว ทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ” พุดตานเน้นคำขณะบอก “และทรัพย์สมบัติ แม่ก็ได้แต่หวังว่าความรักของติ คงจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดลงที่ติได้...”

ฐิติไม่ยอมตอบ แต่ดวงตาแสดงความมั่นใจอย่างมาก

ไม่นานต่อมารถฐิติแล่นเข้ามาจอดหน้าตึกใหญ่บ้านกิริเนศวร ฐิติหยิบดอกไม้ที่วางไว้ที่เบาะขึ้นมามอง สีหน้ายิ้มแย้มพึมพำอย่างมีความสุข

“กานดาวสี ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณจะแต่งงานกับผมด้วยเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่ผมต้องการก็คือให้ทุกวันที่เหลืออยู่ในชีวิต มีคุณอยู่เคียงข้างตลอดไป”
ฐิติมองดอกไม้ในมือ ยิ้มอย่างมีความสุขและเขินๆ ในการกระทำของตน

พอฐิติเดินเข้ามาหากานดาวสี ที่กำลังนั่งเหม่อ คิดถึงเรื่องผู้หญิงคนที่หน้าเหมือนตน ฐิติทักทาย
“หายดีหรือยัง...”
กานดาวสีสะดุ้ง หันไปตามเสียง เห็นฐิติถือดอกไม้ยืนอยู่ด้วยท่าทางเคร่งขรึม พยายามซ่อนความเก้อกระดากเอาไว้
“คุณฐิติ...”
ฐิติวางดอกไม้ไว้ข้างหน้ากานดาวสี กลบเกลื่อนอาการเก้อเขินด้วยท่าทางที่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
“พอดีผมผ่านมาทางนี้ เห็นเด็กขายดอกไม้อยู่ข้างถนน ก็เลยซื้อมาฝาก เผื่อจะทำให้คุณสดชื่นขึ้น”
กานดาวสีรับดอกไม้มาอย่างอึ้งๆ ด้วยนึกไม่ถึง ฐิติเขิน กลัวว่ากานดาวสีจะรู้ความในใจของตน รีบชิ่งหนี
“ผมมาแค่นี้ล่ะ...แล้วคืนนี้ก็นอนเร็วๆ ด้วยนะ ผมไม่อยากให้เจ้าสาวของผมโทรม”
ฐิติหันหลังจะเดินออกไป กานดาวสีตัดสินใจเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณฐิติ...ฉันอยากคุยกับคุณเรื่องงานแต่งงานของเรา”

สองหนุ่มสาวอยู่ในสวนสวยกานดาวสีเอ่ยขึ้น
“ถ้าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น...คนที่คุณรัก คุณยังจะแต่งงานกับฉันอยู่หรือเปล่าคะ”
ฐิติเอาความโกรธขึ้นมากลบความผิดหวังและเสียใจย้อนถามเสียงเข้ม
“คุณกำลังจะบอกว่าคุณไม่ใช่กานดาวสี คนที่ผมเคยรักอีกแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ”
ฐิติของขึ้น “นี่คุณจะเอายังไง คิดว่ากำลังเล่นขายของอยู่หรือไง ตอนแรกก็ทำเหมือนไม่อยากจะแต่ง แต่กลับไปบอกท่านย่าว่าจะแต่ง แล้วที่มาพูดอย่างนี้ ก็หมายความว่าจะไม่แต่งอีกใช่มั้ย”
กานดาวสีอึ้ง หน้าซีด ฐิติโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ ตรงเข้าไปลากตัวกานดาวสี
“ไม่แต่งก็ได้ มาสิ...งั้นไปทูลท่านย่าด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”
กานดาวสีปลิวไปตามแรงกระชากของฐิติ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ฐิติไม่ฟังเสียง ลากกานดาวสีออกไป

ฐิติลากกานดาวสีมาถึงรถ
“จะรออะไรอีก ไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่งจะได้ไปทูลท่านย่าให้มันจบๆ กันไปซะที”
“โอ๊ย...ฉันเจ็บนะ”
ฐิติไม่สนใจ เปิดประตูรถ ผลักกานดาวสีเข้าไปในรถ แล้วขับรถออกไปอย่างเร็วด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวสุดๆ

รถแล่นมาระหว่างทางไปวังสูรยกานต์ จู่ๆ ฐิติเลี้ยวปราดเข้าจอดข้างทางอย่างเร็ว แล้วลงจากรถ เดินไปยืนหน้ามุ่ยสงบสติอารมณ์อยู่อีกทางหนึ่ง กานดาวสีลงจากรถเดินตามฐิติไป
“จอดรถทำไมล่ะคะ ไหนว่าจะไปหาท่านหญิง”
ฐิติหันมามองกานดาวสีอย่างกวนๆ เอาชนะ
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ถ้าผมยอมทำอย่างที่คุณต้องการ...ผมก็กลัวคุณน่ะสิ”
กานดาวสีอธิบาย “แต่ฉันมีเหตุผลนะ...”
ฐิติไม่ฟัง สะเทือนใจจนต้องระเบิดอารมณ์ออกมา
“ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น อยากจะไปจากผมมากนักใช่มั้ย...ฝันไปเถอะ คนอย่างคุณต้องเจอผมสั่งสอน และไม่ว่าคุณจะพูดยังไง ผมก็ไม่มีวันจะยกเลิกการแต่งงาน ในเมื่อคุณทรมานนักที่จะต้องอยู่กับผม ผมก็จะทำให้คุณทรมานต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด”
“คุณฐิติ ทำไมคุณถึงใจร้ายอย่างนี้”
“ใจร้ายเหรอ แล้วคุณล่ะ คุณตอบแทนความรักของผมด้วยความปลิ้นปล้อน ตลบตแลง ยั่วผู้ชายคนนั้น ให้ท่าผู้ชายคนนี้ ทำไม ยังไม่เจอใครที่มีบทรักถึงใจคุณหรือยังไง...”
กานดาวสีโกรธจัดที่ฐิติดูถูก ตบหน้าเขาดังฉาด ฐิติกระชากกานดาวสีเข้ามาแนบตัวไว้ในกิริยากระแทกกระทั้น กานดาวสีพยายามดิ้นรน
“อย่านะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่ปล่อย จำไว้ ตั้งแต่นี้คุณต้องเป็นของผมคนเดียว ผมจะไม่มีวันยอมปล่อยคุณไปให้ใครอีก”
ฐิติก้มลงจูบกานดาวสีอย่างกระแทกกระทั้นจนพอใจ ก่อนจะถอนริมฝีปากขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง
มองกานดาวสีอย่างสะใจกึ่งหวงแหน กระซิบบอกท่าทีร้อนรน
“ยังหอม ยังหวานอยู่เหมือนเดิม...รู้มั้ย ผมทนเห็นใครมาทำท่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณไม่ได้แน่ๆ แค่คิดก็ทนไม่ได้แล้ว...”
กานดาวสีหายจากตะลึง ได้จังหวะผลักฐิติออกไปอย่างแรง แล้ววิ่งหนีไปที่รถ ฐิติมองตาม ดึงตัวเองกลับมาได้จากอารมณ์ฝันๆละเมอๆ ยิ้มในหน้าอย่างผู้ชนะ
ฐิติพูดตามหลังกานดาวสีไป “ผมเตือนไว้ก่อนนะว่านี่แค่เริ่มต้น แต่งงานแล้ว ผมจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่”

ที่กระทรวงการต่างประเทศตอนบ่ายๆ ประพันธ์ถือเอกสารเต็มมือ เดินตามหลังท่านอธิบดี
“สถานทูตที่ดีซีเค้าส่งรายชื่อคณะของวุฒิสมาชิกสหรัฐมาให้หรือยัง”
“ส่งมาแล้วครับ”
“งั้นถ้าคุณทำกำหนดการเสร็จก็เอามาให้ผมเลยนะ ผมจะได้นำไปเรียนท่านปลัดบ่ายนี้เลย”
ประพันธ์รับคำ “ครับ”
อธิบดีเดินออกไป
ประพันธ์กำลังจะเดินไปอีกทาง ระหว่างนั้นหันไปเห็นนารีรัตน์เดินเข้ามา
ประพันธ์ทักด้วยท่าทางลำบากใจ “คุณรัตน์!”

สองคนอยู่ในอีกมุมหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ
“รัตน์อยากจะมาขอโทษคุณเรื่องวันนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่ได้โกรธอะไรคุณ”
นารีรัตน์น้อยใจ “ไม่โกรธ แต่ก็ไม่ได้คิดจะติดต่อกับรัตน์เลยเหรอคะ”
“ช่วงนี้งานผมยุ่งจริงๆ...”
นารีรัตน์มองประพันธ์อย่างผิดหวัง
“ข้ออ้างมากกว่า...” สาวน้อยน้ำตาคลอๆ “รัตน์ทำอะไรผิดทำไมคุณถึงต้องใจร้ายกับรัตน์แบบนี้ด้วย”
ประพันธ์มองมาด้วยท่าทางลำบากใจอย่างเก่า
“คุณรัตน์ ผมอยากให้คุณเข้าใจผมบ้าง...ตอนนี้ผมต้องทุ่มเทให้กับงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง...”
“แต่รัตน์ก็ไม่ได้ขออะไรมาก ก็แค่อยากให้คุณมีเวลาให้รัตน์เหมือนเดิม”
ประพันธ์มองนารีรัตน์อย่างตัดสินใจ พยายามพูดเข้าเรื่องให้นุ่มนวลที่สุด
“คุณรัตน์ครับ ผมคิดว่าเรามีเรื่องจะต้องคุยกัน”

ภายในร้านน้ำชาเวลานี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ประพันธ์ตัดสินใจพูด
“รัตน์ก็รู้ว่าผมเพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ หน้าที่ความรับผิดชอบก็เยอะขึ้น ส่วนคุณก็ต้องเรียนหนังสือ เราต่างคนต่างก็มีหน้าที่” ชายหนุ่มอึกอัก “ผมมาคิดดูแล้ว ผมว่าเราน่าจะห่างกันสักพัก”
นารีรัตน์ตกใจ “ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ”
“ผมเคยไม่เห็นด้วยกับพี่สาวคุณที่บอกให้เราคิดถึงอนาคตก่อนเรื่องอื่นเพราะผมคิดว่าเราสามารถจะสร้างอนาคตไปพร้อมๆกับความรักได้...แต่ตอนนี้ คุณก็ยิ่งทำให้ผมแน่ใจแล้วว่าเราจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปไม่ได้”
นารีรัตน์ตะลึง มองประพันธ์อย่างปวดร้าว ผิดหวัง ร้องไห้ไปพูดไป
“คุณอยากจะบอกเลิกรัตน์ก็บอกมาตรงๆ ดีกว่า...”
ประพันธ์หนักใจ “ฟังผมก่อนได้มั้ยรัตน์...มันไม่ใช่แบบนั้นนะ ผมแค่คิดว่าเราน่าจะรอจนกว่าเราจะพร้อม แล้วค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่...”
นารีรัตน์ไม่ฟัง “คนหลอกลวง รัตน์เสียใจจริงๆที่หลงรักคุณ หลงคิดว่าจะฝากชีวิตไว้กับคุณ...ถ้าคุณหมดรักรัตน์แล้ว บอกมาตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้เสียเวลา รัตน์จะฝ่ายไปจากคุณเอง”
นารีรัตน์ลุกพรวดวิ่งร้องไห้เตลิดออกไป

ด้านไขนภากับวิสูตรเดินอยู่บนทางเท้าหน้า ท่าทางวิสูตรอ่อนระโหย หมดหวัง
“ผมว่าเรากลับกันเถอะครับคุณหญิง ผมคงหมดหวังที่จะได้เจอกานดามณีแล้ว”
ไขนภาท่าทางมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้
“อย่าพึ่งท้อแท้สิคะครูใหญ่...ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราก็ต้องมีความหวังต่อไป”
“แต่เราก็ตามไปทุกที่ที่กานดามณีน่าจะไปแล้ว...”
วิสูตรมองไปรอบๆอย่างท้อใจ แล้วเห็นวิไลวรรณหอบข้าวหอบของกำลังจะขึ้นรถที่จอดอยู่ฝั่นตรงข้ามวิสูตรออกอาการตื่นเต้น
“เอ๊ะ นั่นมันเพื่อนยัยณีนี่...”
วิสูตรตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ผวาจะข้ามถนนไปหาวิไลวรรณโดยไม่สนใจรถราที่กำลัง
วิ่งกันขวักไขว่ รถเมล์คันใหญ่กำลังจะวิ่งผ่านไปพอดี ไขนภาดึงตัววิสูตรไว้ได้อย่างฉุกละหุก
ไขนภใจหายวับ “ครูใหญ่...ระวังรถค่ะ”
วิสูตรมองรถเมล์ที่กำลังวิ่งผ่านไปอย่างไม่ทันใจ ร้อนรนกระวนกระวายใจ
“ยัยวรรณต้องรู้แน่ๆ ว่ากานดามณีอยู่ที่ไหน”
รถเมล์วิ่งผ่านไป วิสูตรมองไปจุดที่รถวิไลวรรณจอดอยู่ริมถนนอีกฝั่งหนึ่ง แต่รถหายไปแล้ววิสูตรผิดหวัง

ส่วนในบ้านวิไลวรรณกานดามณีกำลังหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดโทรศัพท์เล่มใหญ่ด้วยท่าทาง
จริงจัง จนเจอชื่อที่ตนกำลังหาอยู่
กานดามณีดีใจมาก “เจอแล้ว...”
ขณะที่วิไลวรรณหอบถุงของกินเข้าห้องมาทัก
“ทำอะไรง่วนอยู่เชียวแก วันนี้ไม่ร้องกินยอดข้าวเหรอ”
กานดามณีทำมือให้เงียบๆ
“เงียบๆ นะแก ห้ามส่งเสียงอะไรเด็ดขาด”
กานดามณีคว้าโทรศัพท์หัวเตียงมาถือไว้ตามองเบอร์ในสมุดค่อยๆกดตัวเลข
วิไลวรรณเข้ามานั่งดูใกล้ๆอย่างสนใจ
“แกจะโทรหาใครเหรอ...”
วิไลวรรณมองนิ้วที่กานดามณีชี้เบอร์อยู่ สีหน้าตกใจระคนตื่นเต้น
“ห๊า..นี่แก…”
กานดามณีรีบเอามือปิดปากวิไลวรรณ ถลึงตาให้เงียบ

เสียงโทรศัพท์ในห้องรับแขกบ้านกิริเนศวรดังขึ้น วิเศษเดินเข้ามารับโทรศัพท์
“สวัสดีครับ..” วิเศษรอฟังปลายสายอีกด้านพูดก่อน “ครับ ผมวิเศษกำลังพูด”
อุไรเดินผ่านมาได้ยินวิเศษคุยโทรศัพท์
วิเศษเสียงดัง “อะไรนะ! คุณเป็นใคร มาล้อเล่นแบบนี้ได้ยังไง”
อุไรตกใจคิดว่าวิเศษรู้เรื่องที่เอาสมบัติจำนำไว้ได้แล้ว
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้”
อุไรสีหน้าไม่ดี ประมาณว่าซวยแล้ว!
“คุณอยู่ที่ไหน ผมจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้!”
วิเศษหงุดหงิดวางหูโทรศัพท์ดังโครม อุไรตกใจ! รีบถลาเข้ามาหาถามอย่างร้อนตัว
“คุณจะไปไหนคะ”
“ผมมีธุระสำคัญ”
“ธุระอะไรคะ”
“คุณอย่าเพิ่งถามเซ้าซี้ตอนนี้ได้มั้ย ผมกำลังรีบ”
“คุณวิเศษ...นี่ใครมาบอกอะไรคุณคะ คุณอย่าไปเชื่อนะ” อุไรลนลานละล่ำละลัก
“ก็เพราะผมไม่เชื่อไง ผมเลยต้องออกไปด้วยตัวเอง”
อุไรหน้าซีด รีบไปคว้าแขนวิเศษรั้งไว้
“อย่าไปเลยนะคะ เชื่อฉัน”
“คุณเป็นอะไรของคุณเนี่ย ปล่อยผม”
วิเศษเอามืออุไรออก แล้วเดินหน้าหงุดหงิดออกไป
“ซวยแล้วอุไรเอ๊ยย! คุณวิเศษต้องรู้ความจริงว่าฉันเอาของไปจำนำไว้แน่เลย นังราศีแกจำไว้เลยนะแกหักหลังฉัน!”

อุไรตกใจมาก กลัวความลับแตก

อ่านต่อตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...