xs
sm
md
lg

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 15

เผยแพร่:

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 15

วันต่อมารถจี๊ปที่มีจ้าวซัน บราลี ภูสินทรนั่งอยู่ในรถแล่นออกมาจากวัง หน้าวังมีผู้คนจำนวนนึง ทหารกำลังกันไว้ ให้อยู่ในซอยนึง อีกซอยนึงก็มีคนอีกจำนวนนึง ซึ่งมีทหารกันไว้อย่างเข้มแข็ง รถจิ๊ปแล่นผ่าไปถนนสายกลาง

“นั่น ประชาชนเขามาทำอะไรกัน” จ้าวซันถามอย่างแปลกใจ
“เอ่อ...ก็ เขามีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เลยมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือน่ะพะย่ะค่ะ” ภูสินทรบอก
“อ้าว แล้วทหารไปกันเขาทำไม ทำไมไม่ส่งใครไปดูแลช่วยเหลือ”
“ทางเสนาบดีที่มีหน้าที่โดยตรง คงกำลังเจรจาอยู่แล้วล่ะ พะย่ะค่ะ”
บราลีหันไปดูอีกซอย
“ที่ซอยนั้นก็มีอีกพวก ดูสิ”
“ท่าทางเหมือนสองกลุ่มนี้ถูกกันไว้ไม่ให้ปะทะกัน”
“บ้านเมือง ในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินก็มีเรื่องราววุ่นวายแบบนี้แหละพะย่ะค่ะ สมัยนี้ผู้คนมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนบ้านเมืองในอดีตที่ปกครองง่ายกว่า”
บราลีชะเง้อ
“มีป้ายด้วยค่ะ เจ้าพี่อ่านภาษาคีรีรัฐได้ใช่ไหมคะ”
“จะชะลอดูอะไร ไปเร็วๆ หน่อย นี่จะเลยเวลานัดแล้วนะ”
ภูสินทรบอกทหารที่ขับรถ รถวิ่งผ่านไป จ้าวซันหันไปดู ในฝูงชนกลุ่มแรกมีป้ายที่โผล่ขึ้นมา เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า“ nan ping is our king ” อีกกลุ่ม มีป้ายภาษาไทยว่า “เรารักศิขรนโรดม”
พอรถผ่านไป ทหารคลายการป้องกันลง ทั้งสองกลุ่มวิ่งเข้าใส่กัน มีคนขว้างผัก ข้าวของใส่กัน จ้าวซันและบราลีเห็น อึ้งๆ หันมามองหน้ากัน

จ้าวซันกับบราลีมาหาครูเฒ่าที่อาศรม ครูเฒ่าเดินคุยไปกับจ้าวซัน
“ถ้าจะให้ครูแนะนำ ครูก็มีเพียงคำว่า ให้เวลา เราเป็นของใหม่จะให้ผู้คนเขารู้จัก เคยชิน หรือชื่นชอบ ก็ต้องให้เวลาเขา และเราก็ต้องอดทน พากเพียร มีขันติ มีวิริยะก็เท่านั้นเอง”
“หากจะให้ผมพูดตรงๆ ก็อยากจะพูดว่า ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม ในชีวิตของผม ผมอดทน พากเพียร มามากกว่านี้ไม่รู้จักเท่าไหร่ รวมทั้งสิ่งที่เราจะเรียกว่าการตลาด หรือการประชาสัมพันธ์ ผมก็น่าจะเรียกได้ว่าชำนาญ”
“นั่นสินะ”
“แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...”
บราลีชะเง้ออยากฟัง แต่ก็ได้แต่ชะเง้อ อยากรู้มากๆ

เมื่อกลับจากอาศรมครูเฒ่า ภูสินทรกับบราลี เดินดูรอบๆ บริเวณวัง
“รอบๆ ตำหนักองค์ชายน่านปิง วางกำลังทหารวังไว้ไม่มาก มีจุดประจำคือที่ประตูโน้น ตรงอุทยานด้านนั้น แล้วก็หน้าตำหนักนี่” ภูสินทรบอก
“ก็มากอยู่นะคะ ถ้าวางกำลังไว้มากกว่านี้ เจ้าพี่คงอึดอัดแย่”
“คุณม่านฟ้า อย่าลืมนะในวังนี้ ไม่ใช่ถิ่นของเรา แต่เป็นถิ่นของพวกเขา”
“เขา...เรา...”
“ผมก็ไม่อยากแบ่งแยกว่ามีพวกเขา พวกเราหรอกนะ แต่เราต้องยอมรับว่าองค์ชาย หัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ท่ามกลาง...”
“คุณเมืองเทพ แต่คุณอย่าลืมสิว่าเจ้าป้า ทรงพิทักษ์รักษาทุกอย่างและทรงวางแผนการด้วยพระองค์เองเกือบหมด ที่จะทำให้เจ้าพี่ได้กลับมา และวันนี้ เจ้าพี่ก็ได้กลับมาประทับอยู่กับท่านสมใจ ท่านจะยอมให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นได้ไง”
“พระเทวีทรงประเสริฐกว่าใคร แต่...”
พระเทวีสิริวารตี แม่นมและคณะ เดินมาพอดี ภูสินทรบราลี ต่างชะงัก แล้วถวายบังคม
“ม่านฟ้า ทำอะไรอยู่ ภูสินทรมีธุระอะไรกับเจ้านางฝ่ายในหรือ”
“กระหม่อม หารือกับคุณม่านฟ้า เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยขององค์ชายน่านปิงพะย่ะค่ะ”
“การถวายความปลอดภัยก็ไปคุยกับพวกทหารราชองครักษ์สิ อะไรกันคุณม่านฟ้า ไม่มีหน้าที่และไม่เหมาะสมด้วย ที่จะต้องมาคุยกับเจ้า...”
“นั่นสิ แม้พวกท่านจะเคยร่วมทำเรื่องสำคัญกันมามากมาย ก่อนหน้านี้ หรือสนิทสนมกันมา ก่อนจะเข้ามาในคีรีรัฐ แต่เวลานี้กาละเทศะมันไม่ใช่แล้ว คุณม่านฟ้าคะ พอดีทราบว่าคุณมีความชำนาญเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ อยากจะเชิญให้คุณมาช่วยอะไรสักหน่อย”
“ใช่ มาด้วยกันเถอะ ม่านฟ้า”
“เพคะ”
“เรื่องถวายความปลอดภัย อสุนีน่าจะเป็นคนรับผิดชอบอยู่กระมัง ตอนนี้ให้ไปหารือกับอสุนีนะภูสินทร”
“พะย่ะค่ะ”
พระเทวีสิริวารตีเดินไป บราลีหันมาสบตาภูสินทรแล้วรีบไป ภูสินทรถึงกับเซ็ง

คืนนั้นบริเวณวังหลวงมีทหารและนางในบางส่วนออกมาตกแต่งประดับประดาตามที่ต่างๆ ทหารสามสี่คนยกกระถางต้นไม้จากสวนเข้าไปตกแต่งข้างใน มีหัวหน้าทหารคอยคุมงาน นางในหลายคนช่วยกันเปลี่ยนม่าน เช็ดโคมไฟ
ภายในห้องโถงพระเทวีสิริวารตี ช่างตัดเสื้อ และนางในหลายคนกำลังวุ่นวายกับการวัดตัวตัดชุดพระราชพิธีให้กับจ้าวซัน
“งานพระราชพิธีจะต้องใช้แล้วนะ ช่าง ยังไงก็ต้องทำให้ทันล่ะ”
“ทันสิพะย่ะค่ะ”
“อีกสามวันเองนะ”
“หม่อมฉันเอาหัวเป็นประกันเลยพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะตัดถวายหามรุ่งหามค่ำไม่หลับไม่นอนเลยทีเดียว”
“เอาล่ะๆ ฉันเชื่อ รีบไปทำ ไป”
ช่างตัดเสื้อและทีมงานขนข้าวของออกไป
“ชุดที่รีบตัดนี้ เป็นชุดสำหรับเจ้าหลวงหรือเจ้าป้า” จ้าวซันถามขึ้นมา
“ใช่ และผ้าคลุมไหม4เส้นสีเหลืองปักทองผืนนั้น คือเครื่องหมายของเจ้าหลวง คนที่ไม่ใช่เจ้าหลวง จะนำมาห่มคลุมไม่ได้” พระเทวีสิริวารตีชี้ไปที่บราลี บราลีกำลังนั่งรุมปักทองบนผ้าคลุมนั้น ที่จะใช้งานพิธีร่วมกับพวกนางในคนอื่นพระเทพวีเดินพาจ้าวซันเข้าไปดู แล้วพูดกับบราลี “สวยมาก ฝีมือประณีตไม่แพ้คนในวังเลย”
บราลียิ้มรับ
“ม่านฟ้าเขาเรียนวิชาเกี่ยวการทอผ้าชนิดต่างๆ มา เขาชอบงานนี้มากพะย่ะค่ะ”
“ดีจริง ดี เป็นวิชาที่เหมาะกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของบ้านเรา เหมาะสมแล้ว สำหรับที่จะเป็นงานของพระเทวีในอนาคต”
จ้าวซันสบตาบราลี บราลีมองตอบ ทำหน้าอึดอัดใจ
“หม่อมฉันไม่ได้อยากเป็น...”
“อะไรนะ ทำไมพูดจาแบบนั้นล่ะคะ คุณ”
“เจ้าพี่คะ เจ้าพี่จะเข้าพิธีจริงๆ หรือ” บราลีถามจ้าวซัน นางในคนอื่นๆ ได้ยิน ตกใจหันมามอง แม่นมอึ้ง พระเทวีสิริวารตีตกใจเล็กน้อย
“เราจะมีพิธีจ้ะ ม่านฟ้า ไม่ต้องกลัว เราจะผ่านไปได้ด้วยดี เหมือนทุกๆ งาน ที่เราผ่านมานั่นแหละ” จ้าวซันเข้ามาลูบผมบราลี ทุกคนมอง ทำหน้าแปลกๆ กัน

ศิขรนโรดมเดินคุยเล่นมากับอสุนีมาตามทางที่จะมายังห้องบรรทมอย่างอารมณ์ดี
“อยากให้ถึงวันงานเร็วๆ ป่านนี้เจ้าพี่ก็คงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับแน่ๆ”
“ถ้าพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เองล่ะก็ หม่อมฉันถึงจะตื่นเต้น”
ศิขรนโรดมหยุด หุบยิ้ม หันมาดุใส่อสุนี
“พอได้แล้วอสุนี เลิกพูดแบบนี้ซะที เราเริ่มจะทนไม่ได้แล้ว”
“หม่อมฉันพูดตามความรู้สึก”
“งั้นก็หัดเก็บความรู้สึกของเจ้าไว้ซะ ทุกอย่างกำลังเป็นไปครรลองที่ชอบธรรม เราจะดีใจมากถ้าเจ้าจะสงบปากสงบคำ และก็พลอยยินดีไปกับเจ้าพี่”
“กระหม่อมจะพยายาม”
ศิขรนโรดมเปิดประตูคาไว้ แล้วเข้าไปในห้อง ออกมาพูดกับอสุนี สายตาเย็นชา
“ดึกแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนซะเถอะ”
“อ้าว ไหนฝ่าบาทรับสั่งว่าจะปรึกษาเรื่องงานเซอร์ไพรส์ให้”
“เอาไว้วันหลังแล้วกัน เราง่วง ตอนนี้ไม่มีอารมณ์คุยกับเจ้าแล้ว”
ศิขรนโรดมปิดประตูใส่หน้าอสุนี อสุนียืนลังเลอยู่หน้าห้องสักพัก กัดฟัน ตัดสินใจเคาะประตูห้องศิขรนโรดมศิขรนโรดมเปิดประตูผัวะออกมา สีหน้าดุ
“มีอะไรอีก อสุนี”
“เอ่อ...คือ หม่อมฉันอยากจะทูลว่า...” ศิขรนโรดมถอนหายใจ เหนื่อยหน่ายและเริ่มรำคาญอสุนีขึ้นมาตงิดๆ
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงรับรู้ไว้ว่า อสุนีคนนี้จะยังคงจงรักและภักดีกับพระองค์ตลอดไป”
“แค่นี้ใช่ไหม ราตรีสวัสดิ์อสุนี”
ศิขรนโรดมปิดประตูใส่หน้าอสุนีอีกครั้ง อสุนียืนอึ้งอยู่หน้าห้อง

แถวห้องพักจ้าวซันทหารยามเดินตรวจการณ์อย่างสบายอารมณ์
“คนเลวก็ตายไปหมดแล้วเราจะเดินตรวจไปหาพระแสงอะไร ไม่เข้าใจ”
“ก็นั่นน่ะสิ แต่มันเป็นหน้าที่”
“ไปแอบงีบตรงโน้นสักหน่อยดีกว่า เมื่อยก็เมื่อย ง่วงก็ง่วง”
“เออ ไป”
“ไหนบอกว่าเป็นหน้าที่ไงล่ะวะ”
ทันใดนั้นทหารคนหนึ่งก็ล้มลงกองกับพื้น
“เฮ้ย ไปนอนโน่น ง่วงขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
ไม่ทันขาดคำทหารอีกคนก็ร่วงลงไปกองที่พื้นอีกคน เผยให้เห็นลูกดอกปักอยู่ที่กลางหลัง ชายชุดดำเดินเข้ามาลากทหารทั้งสองคนเข้าไปซ่อนหลังพุ่มไม้ มีทหารอีกชุดหนึ่งเดินมา ชายชุดดำรีบกระโจนหมอบไปกับพื้น
ที่หน้าห้องจ้าวซัน ชายชุดดำค่อยๆ แง้มประตู ดูว่าปลอดคนจึงค่อยๆ สอดตัวเข้าไปช้าๆ ภายในห้องไฟสลัว มีร่างหนึ่งนอนอยู่บนเตียงภายใต้ผ้าห่ม
“น่านปิงนรเทพ กำลังฝันหวานว่าจะได้เป็นเจ้าหลวงอยู่ล่ะสิ” ชายชุดดำดึงมีดออกมาจากเอว เห็นปลายมีดสะท้อนแสงเป็นเงาวาบ “อโหสิแล้วกันนะ”
ชายชุดดำแทงมีดลงไปเต็มแรงที่ร่างของผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
“เราอโหสิให้”
ชายชุดดำเหวอ กระชากผ้าห่มออกดูเห็นเป็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ไส้นุ่นทะลักออกมา หันไปก็เห็นจ้าวซันยืนหน้าเรียบเฉยอยู่มุมหนึ่งของห้อง
“เซอร์ไพรส์”
ชายชุดดำผงะ หันวิ่งหนี จ้าวซันตาม

ชายชุดดำวิ่งหนีมาจะออกหน้าต่าง จ้าวซันวิ่งตาม
“ขี้ขลาด เก่งแต่ลอบกัด น้ำหน้าอย่างนี้หรือ อยากจะเป็นราชองครักษ์ของเจ้าหลวงศิขรนโรดม”
ชายชุดดำชะงัก หยุด หันกลับมา จ้าวซันหยุดยืนมอง ชายชุดดำดึงผ้าคลุมหน้าตัวเองออก เห็นเป็นอสุนีจ้าวซันมองอย่างรู้อยู่แล้ว อสุนีจ้องหน้าจ้าวซัน อึ้ง แต่จ้าวซันกลับส่งยิ้มกลับมาให้อสุนีมากขึ้นอีก
อสุนีนิ่งเพื่อตัดสินใจ แล้วฮึดสู้อีกครั้ง ใช้มีดปลายแหลมในมือพุ่งตรงจะไปทำร้ายจ้าวซัน จ้าวซันเบี่ยงตัวหลบ และพยายามใช้มวยคีรีรัฐสู้กับอสุนี แต่ค่อนข้างเสียเปรียบเพราะใช้มือเปล่า อสุนีใช้มีดฟันไปข้างหน้าหลายครั้งแบบไร้ทิศทาง จ้าวซันหลบ มีดพลาดไปฟันโดนผ้าม่านขาดเป็นทาง จ้าวซันกลิ้งตัวหลบขึ้นไปอีกด้าน ที่เป็นมุมโซฟา อสุนีตามอีก
“เดี๋ยว ใจเย็นก่อน อสุนี”

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ตายซะเถอะ”
อสุนีหมายจะเสียบมีดไปที่จ้าวซันอีก จ้าวซันคว้าหมอนอิงมาบังไว้ทัน หมอนขาดกระจุย นุ่นกระจายเต็มห้อง เข้าตาอสุนี อสุนีมองไม่เห็น เอามือปัด จ้าวซันได้โอกาสจับมืออสุนีบิดล็อก มีดตกลงกับพื้น จ้าวซันคว้ามีดไว้ แล้วเอามาถือในมือ ชี้ไปที่อสุนี
“พอได้แล้ว”
อสุนีอึ้งสักพัก แต่แล้วก็แอบเอื้อมไปหยิบมีดอีกอัน ที่เหน็บมาที่ข้างหลังตัวเองออกมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้าง ไม่งั้นก็อย่าหวังเลยว่าเรื่องมันจะจบ”
อสุนีใช้มีดบุกเข้าฟันอย่างต่อเนื่อง จ้าวซันตั้งรับได้ทุกกระบวนท่าและดูเหมือนจะต่อให้อยู่ในที
“อย่าให้มันบานปลายไปกว่านี้เลย”
“ทหารสองคนข้างนอกก็ถูกข้าจัดการไปแล้ว ยังไงข้าก็ต้องโดนจับอยู่ดี”
“ไม่ต้องห่วง เรื่องนั้นข้าจัดการได้ แต่ถ้ามีคนรู้มากกว่านี้...”
“หุบปาก ข้ามาเพื่อเอาชีวิตเจ้า ถ้าไม่อยากตายก็ฆ่าข้าให้ได้แล้วกัน”
ทั้งสองคนต่อสู้กันพัลวันหลายกระบวนท่า สุดท้ายมือที่ถือมีดของอสุนีถูกจ้าวซันเตะด้วยปลายเท้า จนมีดลอยขึ้นด้านบน อสุนีกระโดดเอื้อมไปคว้าสุดแขน จ้าวซันผลิกตัวกลับหลังแบบจระเข้ฝาดหางเตะมีดกระเด็นไปปักที่เสาอสุนีตามจะไปเอามา โดนจ้าวซันดึงไว้ แล้วใช้มีดจี้อยู่ด้านหลัง จ้าวซันเข้ามาประชิดด้านหลัง
“ยอมหรือยัง”
“จะฆ่าก็ไม่ต้องถาม”
“ทำไมเราจะต้องฆ่าเจ้า” จ้าวซันผลักอสุนีเซถลาไป “เราต้องถามเจ้ามากกว่า อยากให้เราตายนักใช่ไหม”
อสุนีลุกขึ้นมายืน
“ใช่”
“เราไปทำอะไรให้เจ้า”
“ท่านไม่ควรจะมาเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐองค์ใหม่”
“การเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐนี่ โทษถึงกับต้องตายเลยเหรอ”
“แค่ตายมันยังน้อยไป”
“น่าอิจฉา” อสุนีงง มองตามจ้าวซันที่เดินไปดึงมีดที่ปักอยู่ที่เสาออกมา “ไม่นึกว่าศิขรจะมี “มิตร” ที่จงรักภักดีขนาดนี้”
“จะพูดอีกทำไม ในเมื่อท่านจะแย่งบัลลังก์ไปจากเขาอีกไม่กี่วันนี้แล้ว”
“ทำไมถึงอยากให้ศิขรเป็นเจ้าหลวงนัก”
“ถามตัวเองสิว่าทำไมถึงอยากเป็นนัก”
จ้าวซันเดินไปที่หน้าต่าง แล้วพูดลอยๆ
“ถ้าเราเลือกได้ เราขอไม่เป็นดีกว่า”
“โกหก”
จ้าวซันหันกลับมา แววตาจริงจัง
“เจ้าคิดว่าการเป็นเจ้าหลวงที่ดี มันทำได้ง่ายนักเหรอ” อสุนีอึ้ง “เป็นเจ้าหลวง หาใช่ว่าจะสุขสบาย”
อสุนีก้มหน้าไปอีกทาง ไม่อยากฟัง อสุนีหันไปมองมีดในมือจ้าวซัน แล้วก็ได้จังหวะที่จ้าวซันเผลอ เข้าไปแย่งมีดจากมือมาได้ อสุนีจับมีดขึ้นสองมือ เงื้อขึ้นสูง ตั้งใจจะแทงตัวเองตาย จ้าวซันหันไปเห็น ตกใจ
“อย่า”
จ้าวซันคว้าแจกันดอกไม้ที่อยู่ใกล้มือไปที่อสุนี แจกันโดนมืออสุนีทำให้มีดตกลงมาและเสียงแจกันแตกกระจาย อสุนีคลานเข้าไปหยิบมีด จ้าวซันกระโดดมาเหยียบมีดไว้แล้วเตะไปที่ประตู อสุนีหมดแรง หมดใจ ทิ้งตัวนอนลง หมดอาลัยตายอยาก

จ้าวซันลากคออสุนีออกมาหน้าห้อง
“กลับไปซะเถอะอสุนี เราถือว่าคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ฆ่าข้าซะ ข้ามันเป็นกบฏ”
“ไม่ เราจะไม่ฆ่าใครที่นี่อีกแล้ว พอกันที มีประโยชน์อะไร”
จ้าวซันเหวี่ยงตัวอสุนีไป อสุนีล้มไปบนพื้น ขณะนั้นบราลีเดินถือฉลองพระองค์ของจ้าวซันมาถึงพอดี ตกใจ
“อะไรกัน”
จ้าวซันรีบคว้ามืออสุนีขึ้นมา แล้วฉุดให้ลุกขึ้น
“เรากับอสุนีกำลังประลองวิชากันอยู่” จ้าวซันบอกบราลี บราลีมองด้วยความรู้สึกช็อกๆ
“ประลองหรือเพคะ”
“ใช่ ออกกำลังกันเล็กๆ น้อยๆ ใช่ไหม อสุนี” อสุนีงง มองหน้า พยักหน้ารับอย่าเสียไม่ได้ จ้าวซันเข้าไปโอบไหล่อสุนี ทำท่าทางสนิทสนม ตบไหล่เบาๆ “คืนนี้เจ้ากลับไปก่อน ไว้พรุ่งนี้เรามาเอ็กเซอร์ไซส์กันอีกนะ” อสุนียืนนิ่ง ลังเล จนจ้าวซันต้องแอบออกแรงดันหลังอสุนีเบาๆ “ไม่นึกเลยนะว่าฝีมือเจ้าจะรุดหน้าเร็วขนาดนี้ สงสัยข้าคงต้องศึกษา
จากเจ้าบ้างแล้ว” อสุนีเดินไปแบบมึนงง หันหลับมามอง จ้าวซันโบกมือบ๊ายบาย “แล้วเจอกัน”
จ้าวซันหันกลับมาเผชิญหน้ากับบราลี เงียบ บราลีมองหน้าจ้าวซันอย่างจะจับผิด

เมื่อเข้ามาในห้อง บราลีมองสภาพห้อง แขวนชุดเครื่องทรง หงุดหงิด กระแทกกระทั้น
“ทรงทำอย่างนี้คิดว่าดีแล้วหรือเพคะ”
จ้าวซันทำหน้าซื่อ
“ทำอะไร ก็แค่ เราจริงจังกันไปหน่อย” จ้าวซันเล่นมีดในมือ ควงหมุนไปมา
“ฮึ หม่อมฉันไม่ใช่เด็ก 3 ขวบนะเพคะ”
“จุ๊ๆๆ อย่าเอะอะไปสิ”
“ทรงมีเมตตากับคนแบบนี้เสมอ ทรงปล่อยงูพิษไปง่ายๆ อีกแล้ว”
“งูพิษมันเหมือนกันซะทุกตัวที่ไหน”
“จริงเพคะ แล้วหม่อมฉันจะรอดูให้งูมันย้อนมากัดเจ้าพี่ตายเข้าสักวัน”
“เธอน่ะเหรอ จะรอดูเฉยๆ อยู่ได้”
“ลองดูไหมล่ะเพคะ หม่อมฉันจะไม่เข้าไปช่วยอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้คนที่ถูกกัดนอนชักดิ้นชักงอทรมานไปจนตาย”
“ตายไปแล้วเธอจะอยู่ยังไง”
“องค์ชาย! นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเพคะ”
“ก็ไม่ได้ล้อเล่นไง” จ้าวซันวางมือจากการทำความสะอาดในส่วนของตน เดินเข้าไปหาบราลี ท่าทางจริงจัง “ทำไมเธอไม่คิดบ้างว่า สักวันความดีจะเอาชนะความชั่วได้”
“คิดสิเพคะ เคยคิดมาตั้งแต่สมัยอนุบาล แต่พอหม่อมฉันขึ้นไปเรียนชั้นประถมปุ๊ปก็รู้ทันทีว่ามันเป็นไปได้ยากเต็มที พระองค์ทรงทำแบบนี้คนชั่วมันก็สนุกไปเท่านั้นเอง”
“อสุนีไม่ใช่คนชั่ว”
“แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่องค์ชายจะต้องทรงเอาตัวเข้าไปแลก หรือไปซื้อใจด้วย”
“เราว่าเรามองคนไม่ผิด”

“ได้เพคะ ถ้าองค์ชายจะทรงคิดแบบนี้ หม่อมฉันถือว่าเตือนแล้วที่เหลือจัดการเองแล้วกันเพคะ”
บราลีหน้าหงิก รีบเดินจะออกจากห้องมา งอน ไม่สนใจหันกลับไปมองอีก ก่อนเดินออกประตู บราลีเห็นมีดของอสุนีที่จ้าวซันเตะออกมาอยู่หน้าประตูพอดี บราลีหยุด ก้มลงไปมองให้จ้าวซันเห็น แล้วค่อยๆ ก้มลงไปหยิบมาวางไว้บนโต๊ะช้าๆ อย่างเหนือกว่า
“ทรงเก็บก็ดีนะเพคะ เอาไว้ป้องกันตัวจากงูพิษ”
บราลีเดินสะบัดออกไป จ้าวซันนิ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่

เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวซันเดินพ้นมุมตึกออกมาโดยมีภูสินทรเดินตามมา ตามด้วยทหารอีกสองนาย และมีบราลีอยู่หลังสุด จ้าวซันหันไปมอง ภูสินทรยิ้มและคำนับให้ จ้าวซันเดินไปตรวจตราตามที่ต่างๆ มีภูสินทร ทหารสองคนและบราลีเดินตามตลอด จ้าวซันหันมาเริ่มไม่พอใจ บราลีเดินขึ้นมากำชับกับภูสินทร
“ต้องคอยระวังภัยอย่าให้คลาดสายตาเป็นอันขาด”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ต้องไม่มีเรื่องอย่างเมื่อคืนเกิดขึ้นอีกแน่นอน”
จ้าวซันหันมามองว่าสองคนนี้กำลังวางแผนอะไร บราลีและภูสินทรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จ้าวซันเดินเร็วขึ้น ทุกคนเร่งฝีเท้าตาม จ้าวซันหยุด ทุกคนก็รีบเบรกตัวโก่ง จ้าวซันหันกลับมา เริ่มโกรธ
“นี่พวกเจ้าพากันเดินตามมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่มีอะไรทำหรือไง” จ้าวซันถามภูสินทรแล้วหันกลับไปเอ็ดบราลี
“เจ้าก็เหมือนกัน”
“เพื่อความปลอดภัยไงละเพคะ”
“ความปลอดภัยอะไร ไม่มีใครมากล้าทำอะไรเราแล้ว”
“อาจจะไม่ใช่คนก็ได้เพคะ อาจจะเป็นสัตว์ร้าย เช่น งู...”
“เมื่อคืนม่านฟ้าบอกว่ามีงูพิษหลุดเจ้าไปในห้องเจ้าพี่”
จ้าวซันหันมองบราลี บราลีอมยิ้ม
“ใช่ แต่เราจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“งูหลุดเข้ามาในวังได้ยังไง หม่อมฉันคิดว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดี ต้องการจะลอบทำร้ายเจ้าพี่ของม่านฟ้าก็เป็นได้”
บราลียิ้มอย่างมีชัย
“ไม่มีใครจะมาทำร้ายเราหรอก แต่ถ้าจะมี ตอนนี้ก็คงเป็นพวกเจ้านั่นแหละที่กำลังทำร้ายเราอยู่ ขอเราอยู่ตามลำพังบ้างได้ไหม” จ้าวซันเดินตรงไปหาบราลี เพื่อพูดกันสองคน “ไหนเธอบอกว่าคราวนี้จะยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่มายุ่งไง”
บราลีทำลอยหน้าลอยตาไม่รับรู้ จ้าวซันหงุดหงิดรีบหันหลังแล้วเดินไปอย่างรวดเร็ว ทหารสองนายรีบเดินตาม
ภูสินทรและบราลีมองหน้ากัน พยักหน้า แล้วรีบตามไปอารักขาต่อไป

อีกด้านหนึ่ง อสุนียืนเหม่อใจลอยอยู่ที่หน้าผา ศิขรนโรดมเดินตามหา ขึ้นมาเห็น เหนื่อยหน่าย
“อยู่ที่นี่เอง ตามหาเสียตั้งนาน” อสุนีไม่หันมามอง “อสุนี เป็นอะไรไป เจ้าไม่ได้ยินที่เราพูดหรือไง”
“ฝ่าบาททรงมีธุระอะไรกับหม่อมฉัน”
“เมื่อคืนเจ้าไปก่อเรื่องอะไรมา”
“เจ้าพี่คนดีของฝ่าบาททรงฟ้องว่ายังไงล่ะ”
“อสุนี! จะมากไปแล้วนะ” ศิขรนโรดมดมตวาดเสียงดัง อสุนีหันไปมองหน้าศิขรนโรดม
“องค์ชายน่านปิงนรเทพทรงมีความสำคัญกับฝ่าบาทมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่ สำคัญมาก สำคัญตั้งแต่ที่เราลืมตาเกิดขึ้นมา สำคัญจนถึงตอนนี้และก็จะสำคัญตลอดไปด้วย”
อสุนีมองศิขรนโรดมอึ้ง แล้วหันกลับไปอีกทาง
“เจ้าเป็นอะไรของเจ้า เราไม่เข้าใจเลย”
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่หม่อมฉันทำ หม่อมฉันทำเพื่อพระองค์ทั้งสิ้น”
“ไม่ต้องมาทำอะไรให้เราแล้วอสุนี สิ่งที่เจ้าทำมันมากเกินพอแล้ว”
“หม่อมฉันอยากให้พระองค์เป็นเจ้าหลวง”
“เลิกอยากเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้สักที ต่อไปเรื่องของเราเจ้าไม่ต้องมายุ่ง และถ้าเจ้ายังไม่ไปกราบขอโทษเจ้าพี่ให้เราเห็นล่ะก็ต่อไปก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้าอีก” มิถิลาเดินตามขึ้นมา ทันเห็นทั้งคู่ยืนคุยกัน จึงแอบฟังอยู่ห่างๆ “ว่าไงล่ะอสุนี” อสุนีหันหลังกลับไป มองไปที่หน้าผา “งั้นเราก็จบกัน”
ศิขรนโรดมเดินกลับ
“หม่อมฉันผิดเอง ที่ปรารถนาดีมากเกินไปทำให้พระองค์ต้องลำบากพระทัย”
อสุนีเดินเข้าไปใกล้หน้าผา ตั้งท่าจะกระโดดลงไป มิถิลาเห็น รีบตะโกนลั่น
“พี่อสุนี”
ศิขรนโรดมตกใจ รีบหันกลับไป อสุนีกระโดดหน้าผาลงไปแล้ว ศิขรนโรดมและมิถิลารีบวิ่งไปที่หน้าผา
“อสุนี”
ทั้งคู่ชะโงกลงไปข้างล่างเห็นอสุนีนอนไม่ได้สติคาอยู่ที่ชะง่อนผาติดกับโคนต้นไม้ ยังไม่ตกไปข้างล่าง
“อสุนีๆ ทำบ้าอะไรของมัน” ศิขรนโรดมตัดสินใจค่อยๆ ปีนลงไป มีมิถิลาคอยส่งมือมาช่วยดึงไว้ไม่ให้ไถลลงไป ศิขรนโรดมปีนลงไปถึงตัวอสุนี รีบเช็กลมหายใจ จับประคองขึ้นมาและเขย่าให้รู้สึกตัว “อสุนีๆ เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ”
ศิขรนโรดมรีบตะโกนบอกมิถิลา “รีบไปตามคนมาช่วยเร็ว” มิถิลารีบวิ่งไป “อสุนี ลืมตาขึ้นมาสิ ได้ยินข้าไหมอสุนี”

ศิขรนโรดมกอดร่างอสุนีไว้แน่น
วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 15 (ต่อ)


เช้าวันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์ขึ้นเหนือหุบเขา ธงคีรีรัฐสะบัดทั่วบ้านช่อง ร้านรวง ในเมืองคีรีรัฐ อสุนีผวา ลืมตาบนเตียง หมอหลวงกำลังจ้องมองอยู่
“นี่ ข้ายังไม่ตาย”
“ท่านยังไม่ตาย”
“ท่านหมอหลวง”
“องค์ศิขรนโรดม ทรงบัญชาให้ข้ามารักษาเจ้า เจ้ามีกระดูกหักเล็กน้อย ที่ซี่โครง ข้าพันตัวเจ้าไว้ นอนนิ่งๆหลายๆ วัน ร่างกายเจ้าก็จะเยียวยา ประสานตัวเอง”
“องค์ศิขร”
“เวลานี้มีสิ่งที่ทรงต้องกระทำมากมาย ข้าก็เช่นกัน วันนี้เรามีงานสำคัญในวัง เจ้าก็น่าจะรู้”
“งานสถาปนาเจ้าหลวงพระองค์ใหม่”
“ใช่ ข้าต้องรีบไปแล้ว เจ้าฟื้นแล้วก็ดี เรื่องการกิน ดื่ม ขับถ่าย และยากิน ยาทา ข้าได้มอบหมายให้หัวหมู่นายนั้น ดูแลเจ้าแทนข้า ข้าไปก่อน”
หมอหลวงจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน ท่านหมอหลวง” หมอหลวงชะงัก “ฝากบอกมิถิลา น้องสาวข้า ว่าถวายรับใช้องค์ศิขรนโรดมแทนข้า”
“ได้ ไม่มีปัญหา”
“ขอบพระคุณท่าน”
“พยายามทำตัวให้ดี จะได้หายเร็วๆ เมื่อองค์น่านปิงขึ้นเป็นเจ้าหลวง องค์ศิขรนโรดมก็คงต้องทรงงานหนัก เพื่อช่วยพระเชษฐาแก้ปัญหามากมายให้บ้านเมือง เจ้าเองก็ต้องถวายรับใช้ให้เต็มที่ เวลาอย่างนี้ขอจงอย่าคิดสิ่งใด มากไปกว่าบ้านเมืองและประชาชน” หมอหลวงรีบเดินออก อสุนีขมวดคิ้ว หันไป เห็นทหารรับใช้ยืนเฝ้าดูอยู่ อึ้งๆ

พิธีสถาปนาเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ที่ท้องพระโรง มีประชาชนมากมายอยู่ที่หน้าวัง ต่างมีสีหน้าตื่นเต้น รอคอย มีความหวัง บ้างถือธงทิว พวงมาลัย พานดอกไม้
ในท้องพระโรง ดอกไม้สดประดับสวยงาม หมอหลวง ครูเฒ่าเดินเขามา
“ประชาชนมารอเต็มหน้าพระราชวังแล้ว เพื่อรอดูเจ้าหลวงองค์ใหม่ของเขา”
“เจ้าหลวงองค์ใหม่ ที่เราทุกคนภูมิใจ”
ครูเฒ่า หมอหลวงยิ้มกัน นักดนตรีบรรเลงเพลงยิ่งใหญ่ พระเทวีสิริวารตีประคองมาทยาธรที่เดินได้สง่าขึ้นมากเข้ามา
“จากวันนี้ไป บาปของพี่ก็จะได้รับการชำระอีกส่วนนึงแล้ว”
“บาปของน้องเช่นกัน ต่อไปนี้ เราจะใช้เวลาที่เหลือ เพื่อการกุศลและเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดจนกว่าเราจะตาย”
หน้าวังมีผู้คนมากมาย ถือธงโบกสะบัด คนหนุ่มอีกกลุ่มเข้ามา หน้าตาเคร่งเครียด ถือป้ายผ้าม้วนๆ มา กระซิบกัน
“พร้อมหรือไม่”
“พร้อม เมื่อใดที่ประกาศองค์น่านปิงขึ้นเป็นเจ้าหลวง เราก็จะชักธงนี้ขึ้น”
คนพวกนี้คลี่ธงมาอ่านกันให้กันดู ในธงนั้น เขียนว่า “เรารักองค์ชายศิขรนโรดมเท่านั้น”
“พวกเราอาจจะถูกจับไปขังคุกก็ได้”
“ก็ดี เราจะได้รู้ความจริงว่าที่แท้เจ้าหลวงน่านปิงทรงเป็นคนเช่นไรกันแน่”
ที่ท้องพระโรง ศิขรนโรดมเดินหน้าขรึมออกมา ยืนในฝั่งของตน มิถิลา ตามมากับแม่นม และบราลีด้านนึง
“ดูเจ้าน้องสิ ทำไมหน้าเครียดๆ แบบนั้น ทำอย่างกับไม่ยินดีกับเจ้าพี่”
“จะมีใครยินดีกับเจ้าพี่เท่าเจ้าน้องพระองค์นี้ไม่มีอีกแล้วล่ะค่ะ พระนม”
บราลีแอบมองมิถิลาแบบไม่ชอบใจ
มุมบริเวณฝ่ายใน พวกนางในมากมาย มาชะเง้อชุมนุมกัน
“ถึงเวลาแล้วสินะ ที่เราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
“จะดีกว่า หรือแย่ลงก็ไม่รู้นะ เจ้าหลวงองค์ใหม่ กับว่าที่พระเทวีองค์ใหม่ มาจากเมืองนอก”
“พวกเราคงจะได้มีชีวิตที่ทันสมัยขึ้นนะ พวกกฏเกณฑ์เก่าๆ ก็จะได้ยกเลิกกันให้หมด”
“อาจจะยกเลิกฝ่ายในไปเลยก็ได้ พวกข้าเก่าเต่าเลี้ยงที่ทรงเลี้ยงไว้กินฟรีอยู่ฟรีเต็มวังจะได้กลับไปทำมาหากินกันที่บ้านใครบ้านมันซะที”
ทุกคนอึ้ง เริ่มลังเล
จ้าวซันเดินออกมาที่ท้องพระโรง ทันที่ที่จ้าวซันมา ศิขรนโรดมรีบเดินไปรับ หน้าตายิ้มสดใสขึ้นมา เข้าไปจับมือจ้าวซันเดินมา
“ดูสิคะ พอเจ้าพี่ของท่านมา ท่านก็ลืมหมดทุกอย่างนั่นแหละ เห็นหรือยังล่ะคะ” มิถิลาบอก ภูสินทรเดินตามหลังจ้าวซันมาติดๆ มองซ้ายขวา ท่าทางระวังรักษาความปลอดภัยสุดๆ “ราชองครักษ์คนนี้ยังจะกลัวอะไรอีก เสี้ยนหนามทั้งหมด ก็แพ้ภัยพระองค์ไปหมดแล้ว” มิถิลาบอกอย่างเจ็บปวด บราลีกระแอม
“คุณมิถิลาคะ กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ อย่าประมาท เป็นดีที่สุด” มิถิลาน้ำตาไหล
“พระบารมีสูงส่งขนาดนี้ ใครขืนแข่ง ก็ต้องพินาศทั้งนั้น”
บราลีชักสงสาร เข้าไปจับมือไว้
“มิถิลา ฉันขอร้องล่ะ องค์น่านปิงทรงทำดีที่สุดแล้วนะคะ อย่าเกลียดพระองค์เลย”
ที่ทหารฝ่ายหน้าที่เฝ้าด้านหน้าวังอยู่ ขณะยืนตรงกันฝูงคนอยู่
“เราจะได้เจ้าหลวงองค์ใหม่แล้ว และนี่คือเจ้าหลวงที่แท้จริง”
“พ่อแม่ข้าบอกเสมอ ว่าองค์น่านปิงนรเทพ ต้องเป็นคนดี เข้มแข็ง ยุติธรรม เหมือนเจ้าหลวงพีริยเทพ ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นบุญจริงๆ ที่เราจะได้พระองค์กลับคืนมา”
“ข้าได้ยินมาว่าจะมีพวกต่อต้านพระองค์ ข้าขอตั้งปณิธาน ว่าข้าจะยอมตาย ไม่ยอมให้ใครมาหมิ่นองค์น่านปิงได้”
“ข้าก็เช่นกัน ใครมาต่อต้านองค์น่านปิง มันต้องตาย”
ที่ท้องพระโรง พระเทวีสิริวารตีหันมาพยักหน้ากับมาทยาธร

“ได้เวลาแล้วเพคะ”

อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
นักดนตรีขึ้นเพลงใหม่ที่สง่างาม เจ้าหน้าที่ยกพานใส่ตราประจำพระองค์มา และพานใส่ชุดเสื้อคลุมยาวสีเหลืองปักทองนั้น วางเรียงลงที่โต๊ะ หน้าเจ้าหลวง ครูเฒ่าก้าวออกมา
“เชิญเสด็จองค์ชายน่านปิงนรเทพ พะย่ะค่ะ”
จ้าวซันเดินเข้าไป คุกเข่า หน้าเจ้าหลวงมาทยาธร มาทยาธรหยิบชุดเสื้อคลุมสีทองนั้นมา แล้วพยักหน้า
“ยืนขึ้น น่านปิงหลานลุง”
จ้าวซันยืน มาทยาธรสวมเสื้อคลุมเหลืองปักทองนั้นให้จ้าวซัน พระเทวีสิริวารตีน้ำตาไหล แม่นมพนมมือ
ทันทีที่การสวมเสื้อสีทองนั้นให้จ้าวซันเสร็จ มาทยาธรก็ทรุดลงคุกเข่าหน้าจ้าวซันโดยมีพระเทวีสิริวารตีช่วยพยุง
“ขอเจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน”
พอมาทยาธรนั่งคุกเข่าลง ทุกคนตรงนั้นก็คุกเข่าตามกันหมด
“ขอเจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน”
มิถิลา บราลีนั่งลง แม่นมนั่งลง พลางสะอื้น
“ทรงงามจริงจริ๊ง เจ้าหลวงพระองค์ใหม่ของเรา”
บราลีมองจ้าวซัน ปลื้ม จ้าวซันหันมามองหน้าบราลี พยักหน้าให้ บราลีก้มหัวตอบ

ที่บ้านอสุนี ทหารหน้าตาโหดสามคนมาประชุมล้อมเตียงอสุนี
“ที่ข้ายอมเป็นลูกที่อกตัญญูของท่านพ่อก็เพื่ออะไรล่ะ ไม่ใช่เพื่อให้องค์ชายศิขรนโรดมได้ขึ้นเป็นเจ้าหลวงที่มีอำนาจเป็นของพระองค์อย่างแท้จริง ขจัดอิทธิพลพวกทรราชย์ให้พ้นไปจากบ้านเมือง แต่แล้วเวลานี้ กลับมีคนอื่น เข้ามาชุบมือเปิบ”
“ท่านอสุนี โปรดวางใจ เจ้าหลวงองค์ใหม่ อันเป็นบุคคลแปลกหน้าของพวกเราอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ จะต้องพบว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของหวานสำหรับพระองค์แน่”
“ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ คนของพวกเราจะลุกขึ้นมาทวงบัลลังก์คืนให้องค์ศิขรนโรดมแน่นอน”
“ขอบใจ ขอบใจพวกท่าน เวลานี้ข้าไม่เหลือสหายอีกแล้ว นอกจากเพื่อนทหารชายแดนเช่นพวกท่าน”

ที่ท้องพระโรง มาทยาธรยกพานตราประจำพระองค์ ยืนตรงหน้าให้จ้าวซัน
“ตราประจำพระองค์พะย่ะค่ะ”
จ้าวซันรับมาทั้งพาน
ที่หน้าวัง พวกสนับสนุนจ้าวซันโบกธง ส่งเสียงเฮกัน
“ทรงเจริญยั่งยืนๆๆๆๆ”
พวกต่อต้านจ้าวซันสบตากัน
“เตรียมชักธงภาษาไทย ว่าเราต้องการองค์ศิขรเท่านั้น”
“ป้ายภาษาอังกฤษด้วย แล้วเอาไปโชว์ที่หน้ากล้องนักข่าวต่างประเทศ”
“อยู่นี่ ป้ายศิขรนโรดม อิสเอาเวอร์คิง แจกกันไปๆ เร็วๆ”
ตากล้อง นักข่าวต่างประเทศฝรั่ง ถ่ายภาพ และถ่ายวิดีโอประชาชนชาวคีรีรัฐ
ที่ท้องพระโรง จ้าวซันวางตราลงตามเดิม ดนตรีเงียบลง จ้าวซันหันไปพยักหน้ากับครูเฒ่า ครูเฒ่าพยักหน้ารับอย่างรู้กัน ครูเฒ่าลุกขึ้น ประกาศใหม่
“ขอเชิญเสด็จ องค์ชายศิขรนโรดม พะย่ะค่ะ” ทุกคนงง ครูเฒ่าหันไปหาวงดนตรี พยักหน้าให้ นักดนตรีงงๆ “ขอเพลงเมื่อกี๊อีกที” นักดนตรีเริ่มใหม่ ศิขรนโรดมงง มองมาที่ครูเฒ่า ครูเฒ่าพยักหน้าสำทับ “องค์ชายศิขรนโรดม พะย่ะค่ะ”
ศิขรนโรดมลุกขึ้น เดินมาหยุดหน้าจ้าวซัน แล้วนั่งบังคม ทุกคนงงหมด มิถิลาขมวดคิ้ว มาทยาธรกับพระเทวีสิริวารตีก็งง บราลีเข้าใจทันที ยิ้มออกมา จ้าวซันจับตัวศิขรนโรดมให้ลุกขึ้น
“ยืนขึ้น เจ้าน้องของพี่”
“เจ้าพี่ทรงทำอะไร”
จ้าวซันถอดเสื้อคลุมออก ทุกคนมองหน้ากัน เหรอหรา ครูเฒ่ายิ้ม ภูสินทรอึ้ง มึน คาดไม่ถึง จ้าวซันสวมเสื้อคลุมเหลืองปักทองให้ศิขรนโรดม
“เจ้าพี่ ทำไม”
จ้าวซันยิ้ม แล้วพอสวมเสร็จ จ้าวซันก็นั่งคุกเข่าลง
“ขอเจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน” ทุกคนพูดตาม มาทยาธร พระเทวีสิริวารตีลังเล งงงัน –จ้าวซันอัญเชิญพานตราประจำพระองค์ขึ้นถวาย “ตราประจำพระองค์พะย่ะค่ะ”
ศิขรนโรดมรับไป หลายๆ คนร้องไห้ ปลาบปลื้ม ตื้นตัน
ทีวีวงจรปิดที่ติดตั้งให้ประชาชนดูหน้าวัง ถ่ายทอดภาพทั้งหมด พวกต่อต้านจ้าวซันผงะ เก็บธงแทบไม่ทัน บ้างทำป้ายหลุดมือ พวกโบกธง พากันเฮ ร้องไห้ ซึ้งใจ บ้างนั่งลง พนมมือเหนือหัว
“องค์น่านป
กำลังโหลดความคิดเห็น...