xs
xsm
sm
md
lg

3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว ตอนที่ 8 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว ตอนที่ 8 จบบริบูรณ์

เวลาดึกสงัด มีคณาแอบฟังที่ข้างประตูห้องเก็บของ สีหน้าสบายใจขึ้น

“ไปแล้ว”
ธิดารีบซักต่อ
“แล้วเจ้าสันติเป็นยังไงมั่ง”
มีคณาหันมามองหน้าธิดา
“ตอนที่ดากลับไปแต่งงาน สันติกำลังเดินเตาะแตะน่าเอ็นดูเลย หลานชายคนเดียว ความหวังของครอบครัว” ธิดายิ้มออกมาบางๆเมื่อนึกถึงสันติ
“ติมาเรียนหนังสืออยู่กับพี่ที่กรุงเทพแล้วล่ะ”
“มันเรียนดีมั้ย”
“ปานกลาง แต่ครูก็บอกว่าติหัวดีนะ ถ้าขยันกว่านี้หน่อยคงจะสอบได้ดีกว่านี้”
ธิดายิ้มดีใจ
“ถ้ามันเรียนเก่ง ได้เรียนสูงๆ กลับไปเป็นเจ้าคนนายคน พ่อคงมีความสุขมาก”
ธิดาดูมีความหวัง ดีใจแทนพ่อ
มีคณาชำเลืองมองธิดา รู้สึกสงสารผสมชื่นชมในความกตัญญู แต่ทดแทนบุญคุณในทางที่ผิด
“ถ้าดากลับบ้าน แม่คงมีความสุขที่สุด”
ธิดายิ้มเจื่อนลง
“กลับบ้านเถอะนะดา อย่าทนอยู่ในนรกที่นี่อีกเลย”
“ฉันก็อยากกลับนะ แต่กลับไปก็อดตายเปล่าๆ ไปแข่งกับสาวเอ๊าะๆ มีหวังไม่มีใครออฟ ที่นี่มันขาดผู้หญิง แย่ยังไงก็พอมีแขก ยังพอหาเงินได้”
มีคณาสลดใจกับทัศนคติของธิดา น้ำตารื้นๆ ขึ้นมา
“ถึงไอ้เถ้าแก่เฮงซวยนั่นจะอมเงินที่ฉันส่งไปบ้าน แต่ฉันก็ยังพอมีเงินเก็บ น่าจะซักหมื่นกว่าบาท ถ้าพี่หนีออกไปได้ ฝากเงินไปให้แม่ด้วยนะ กราบแม่แทนฉันที บอกว่าฉันยังไม่ตาย แต่ฉันก็ไม่รู้จะกลับบ้านไปทำไม”
มีคณาน้ำตารื้นๆ ขึ้นมากับความกตัญญูรักครอบครัวของธิดา ที่ยอมแลกได้ทุกอย่าง มีคณาจับมือน้องสาวไว้
“พี่ชื่นชมความกตัญญูของดา แต่การทดแทนบุญคุณพ่อกับแม่ด้วยวิธีนี้มันไม่ถูกต้อง กลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเราดีกว่า มีงานอีกมากมายที่ดาทำได้ ถ้าดาตั้งใจจะทำมันจริงๆ”
ธิดาดึงมือออกแสดงถึงความไม่เห็นด้วยเพราะติดสบายได้เงินง่าย
“แล้วจะอยู่ที่นี่ไปจนตายรึไงดา อยู่ให้เถ้าแก่มันเอาเปรียบอมเงินอยู่ยังงี้น่ะเรอะ ธิดากลับบ้านกับ
พี่เถอะนะ”
ธิดาเห็นความจริงใจของพี่สาวต่างพ่อ ที่ส่งออกมาจากสีหน้าและแววตา
“ถ้าไม่มีใครมาช่วย เราก็หนีไปด้วยกันเถอะนะดา”
“หนีไม่ได้หรอก ไม่เคยมีใครหนีจากที่นี่ได้ซักคน เคยมีคนลองแล้วก็กลับมาตาย ฝังอยู่รอบบ้าน คนที่จะออกไปจากที่นี่ได้ก็แค่วิญญาณเท่านั้นแหละ”
มีคณาสีหน้ามุ่งมั่น
“พี่จะออกไปให้ได้ไม่ใช่พี่คนเดียว เธอด้วย เด็กที่มาใหม่ด้วย ทุกคนที่อยู่ที่นี่พี่จะช่วยออกไปให้หมด”
“ยาก พี่ไม่เห็นรึไง ลูกน้องเถ้าแก่เฝ้าอยู่รอบบ้านยิ่งกว่าในเรือนจำซะอีก”
“อาจจะยาก แต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง ชีวิตเราทั้งชีวิตนะดา จะปล่อยให้จมปลักอยู่ที่นี่จนตายรึไง”
ธิดานิ่งไปมองหน้ามีคณาที่ดูจริงจัง มุ่งมั่นมาก

ภายในห้องนอน เถ้าแก่ขยับตัวตื่นกวาดตามองหาธิดา
“ธิดา”
ไม่มีเสียงตอบกลับ
“เข้าห้องน้ำเรอะ”
ยังไม่มีเสียงตอบ เถ้าแก่ลุกลงจากเตียง

ภายในห้องเก็บของ ธิดาเดินหน้าเครียดอย่างใช้ความคิด มีคณาหันมองตามรอคำตอบ ธิดาพูดขึ้นมาอย่างลอยๆ
“ชีวิตทุกวันนี้ของฉันก็เหมือนตายไปแล้ว”
“อย่าคิดยังงั้น ถ้าไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงแม่เถอะ คนเราถ้ายังมีลมหายใจอยู่ก็ยังมีความหวัง”
ธิดาหันกลับมาน้ำตาคลอ
“คนอื่นมีหวัง แต่สำหรับฉัน ความหวังมันหมดไปนานแล้ว ถ้าพี่คิดว่าหนีไปจากขุมนรกนี่ได้ก็หนีเถอะ อย่าเป็นห่วงฉันเลย ฉันอยู่ได้เป็นสิบปีที่นี่ จะตายที่นี่หรือตายที่บ้านค่าคงไม่ต่างกัน”
“สรุปได้ยังไงว่าไม่ต่าง ระหว่างนอนเป็นศพไม่มีญาติรอบบ้านนี้ กับการได้กลับไปตายที่บ้านเกิด เธอว่าไม่ต่างกันงั้นเหรอะธิดา”
ธิดาไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเรื่อง
“เราออกมานานเกินไปแล้ว ทุกทีไอ้เถ้าแก่นกกระจอกไม่กินน้ำ ไม่เคยทำอะไรนานขนาดนี้หรอก ฉันต้องเอาพี่ไปส่งที่ห้องแล้ว เดี๋ยวใครสงสัยจะยุ่ง”
ธิดาเดินเบี่ยงตัวจะไปเปิดประตูห้อง
“เดี๋ยวดา ช่วยอะไรพี่อย่างได้มั้ย”
ธิดาหันมองมีคณา
“ช่วยพี่เก็บภาพสภาพผู้หญิงในนี้ที นี่กล้อง...” มีคณาหยิบกล้องปากกาที่ซ่อนไว้กับตัวออกมา
ยื่นให้ ธิดามองไปที่กล้องหัวปากกาสีหน้านิ่ง
“พี่คงไปเดินถ่ายภาพอะไรไม่ได้ แต่ดาทำได้ ถ่ายภาพความลำบากของผู้หญิงที่นี่ให้พี่ที”
“หาเรื่องให้ฉันตายแล้วไงล่ะ”
“พี่รู้ว่าดากลัว แต่พี่อยากขอให้ดาช่วย พี่ทำนี่ไม่ใช่ว่าต้องการข่าวอยากดังอะไรหรอกนะ แต่พี่อยากช่วยเด็กที่ถูกหลอกมาลงนรก”
ธิดาถอนใจออกมาอย่างหนักใจ
“ออกไปจากที่นี่ได้ พี่จะเขียนข่าวเตือนให้เด็กสาวๆรู้ตัว ให้รู้เท่าทันพวกนายหน้า แต่ข่าวที่เป็นแค่ตัวหนังสือ บรรยายดียังไงก็ไม่เท่ากับเห็นภาพด้วยตาตัวเองหรอก”
ธิดาว้าวุ่นใจ พูดก่อนเดินเบี่ยงตัวไปเปิดล็อกประตูห้องเก็บของ
“ฉันต้องไปส่งพี่ที่ห้องเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ”
“ทำบุญเถอะนะดา เตือนเค้าให้รู้ตัว จะได้ไม่หลงคำลวงมาตายทั้งๆที่ยังมีลมหายใจ เหมือนกับดาตอนนี้ไง” มีคณาสีหน้าลุ้นๆว่า จะเปลี่ยนใจธิดาให้ช่วยเธอได้
ธิดาหยุดอยู่หน้าประตู สูดหายใจลึก หันกลับมามองหน้าพี่สาวถามหน้านิ่ง
“ไอ้กล้องนี่มันใช้ยังไง”
มีคณายิ้มออกมาอย่างดีใจ อย่างมีความหวัง

เถ้าแก่พิงเดินตามหาธิดามาตามทางเดินในบ้าน
“ธิดา”
ธิดาฉีกยิ้มปรี่มากอดประคองเถ้าแก่
“จะเอาอะไรคะเถ้าแก่”
เถ้าแก่ทำอ้อนๆ นัวเนียธิดา
“หมอนข้างหาย”
ธิดาขำๆอ้อน
“เถ้าแก่ก้อ กลับไปห้องเถอะค่ะ นอนน้อย เดี๋ยวก็อารมณ์เสียทั้งวันอีกหรอก”
ธิดารีบประคองพาเถ้าแก่กลับไปห้องนอน

ลูกน้องเถ้าแก่ดันมีคณากลับเข้าห้องพัก เธอถลาเข้าไปในห้องตามแรงผลัก ลูกน้องปิดประตูลงกลอนล็อกหน้าห้องทันที ทุกคนในห้องหลับกันหมดแล้ว เธอรีบเดินไปที่กระเป๋าสัมภาระค้นหาลิปสติกที่เป็นพลุสัญญาณออกมาทั้ง 2 แท่ง
เธอกวาดตามองว่า ทุกคนหลับแล้วจริงๆ อีกครั้งก่อนรีบลุกเดินไปที่หน้าต่างเหล็กดัดของห้องพัก

หิรัณย์ ทัพขันธ์และสุนันทาที่สมทบกับตำรวจนอกเครื่องแบบที่ซอยหนึ่ง เห็นพลุสัญญาณพุ่งขึ้นฟ้าจากบ้านหลังหนึ่ง สุนันทาดีใจมาก
“ใช่พลุของคุณโต้งมั้ยคะ”
“แน่นอนครับ ใครจะมาจุดพลุตอนนี้”
หิรัณย์รีบไปบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“บ้านที่มีพลุสัญญาณขึ้นมานั่นแหละครับ”
ตำรวจวิทยุไปบอกกันประมาณว่า เจอเป้าหมายแล้ว แล้วทุกคนก็เริ่มเคลื่อนกำลังไปยังบ้านเถ้าแก่พิงทันที

ธิดาบีบนวดเถ้าแก่พิงอยู่บนเตียงในห้องนอน
“พวกเด็กใหม่ ดาว่าวันนี้ให้มันพักไปก่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ พวกไม่รู้ตัวว่า ต้องมาขายก็เยอะ เดี๋ยวไปร้องห่มร้องไห้กับแขก จะเสียมากกว่าได้”
“แต่เด็กใหม่ลูกค้าชอบ ดาก็รู้ ช่วงนี้รายได้เรายิ่งตกๆ อยู่ ระวังเถอะ เดือนนี้ดาเองก็จะไม่มีเงินส่งทางบ้าน”
ธิดาสายตาเจ็บแค้นขึ้นมา ระหว่างบีบนวด
“ให้เด็กมันไปรับงาน เถ้าแก่จะได้ช่วยสมทบเงินให้ดาส่งบ้านได้เต็มหมื่นไงล่ะ”
ธิดาเจ็บใจมากบีบนวดเต็มแรง จนเถ้าแก่ร้องออกมา
“โอ๊ย จะฆ่ากันรึไง”
“โทษทีค่ะเถ้าแก่”
ธิดาปากขอโทษแต่สีหน้าเจ็บใจมาก
โทรศัพท์มือถือเถ้าแก่ดังขึ้น เถ้าแก่บ่นๆ ก่อนรับสาย
“ใครวะโทรมาฟ้ายังไม่สางเลย”
เถ้าแก่พิงขยับตัวไปหยิบมือถือมากดรับ พอฟังแล้วหน้าเสีย ลุกพรวดขึ้นทันที
“พวกตำรวจมันอยู่ไหนแล้ว”
ธิดาชะงักไป ฉุกคิดว่า ต้องเป็นทีมที่ร่วมมือกับมีคณามาช่วยแน่ๆ

ที่ห้องพักเล็ก มีเสียงอึกทึกโวยวายของการขนของหนี ตื่นกลัวของสาวๆ ดังลั่นเข้ามาในห้องจนเด็กสาวทั้ง 5 คนที่หลับอยู่ตื่นกันขึ้นมา
มีคณาเงี่ยหูฟังด้วยความสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าตำรวจบุกเข้ามาช่วยแล้ว!!
“เร็วๆ” / “รีบเก็บของเร็ว” / “ตำรวจมาถึงหน้าปากซอยแล้ว” / “หนีเร็วมึง ตำรวจมา “ / “เร็วๆ สิวะเดี๋ยวได้ติดคุกหรอก” /“หนีก่อนของไม่ต้อง” แล้วก็มีการเบียดเสียดยื้อแย่ง ชนกันล้ม ผู้หญิงร้องโวยวายด่าทอกันไปมา
“เกิดอะไรขึ้นพี่มี่” เอ๋ถาม
มีคณายิ้มมั่นใจให้ทุกคน
“เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ ตำรวจกำลังบุกเข้ามาช่วยพวกเราแล้วล่ะ”
สาวๆ ทุกคนดีใจเว้นแต่น้ำผึ้งที่ดูกลัวถูกจับมากกว่า อ้อยร้องไห้อย่างดีใจ
“เราจะรอดแล้วพุด”
อ้อยและพุดกอดกันกลมร้องไห้ เอ๋สวมกอดมีคณา พูดอะไรไม่ออก เธอน้ำตาคลอ ลูบหัวเอ๋ปลอบประโลม
“ปลอดภัยแล้วเอ๋ ไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
เอ๋ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนได้ตื่นจากฝันร้าย มีคณามองเด็กสาวผู้โชคร้ายทุกคน ยิ้มดีใจแทนทั้งน้ำตาคลอที่กำลังจะช่วยทุกคนให้พ้นจากขุมนรกได้สำเร็จ

ธิดารีบเดินตามอธิบายแก้ตัวกับเถ้าแก่มาตามทางเดินในบ้านไปยังห้องพักเล็ก
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะเถ้าแก่ เด็กมันเพิ่งมาถึง จะไปส่งข่าวให้ญาติมาช่วยได้ตอนไหนคะ กว่าจะมาถึงเราผ่านมาตั้งกี่ด่านแล้ว น่าจะเป็นพวกตัวเก่าๆ มากกว่า ดาว่าเถ้าแก่รีบหลบไปก่อนดีกว่า ถ้าตำรวจเอาเรื่องจริงๆ เจอเถ้าแก่จะยุ่ง”
เถ้าแก่พิงคิดตามคำทักท้วงของธิดาก็หยุดเดินชายไว้หนวดที่ชื่อ ทง และลูกน้องอีกคนรีบปรี่เข้ามารายงานเถ้าแก่
“เถ้าแก่ครับ ตำรวจเข้าซอยมาแล้ว รีบหนีไปทางออกลับก่อนเถอะครับ” ทงบอก
ธิดาได้โอกาส กระตุ้นต่อทันที
“รีบหนีไปก่อนเถอะค่ะเถ้าแก่ ทางนี้ดากับไอ้ทงจะช่วยรับหน้าแทนเอง”
เถ้าแก่พิงสีหน้าเจ็บใจมาก
“อย่าให้กูรู้นะฝีมือใคร กูเชือดมันทิ้งแน่...”
เถ้าแก่หันสั่งลูกน้องทั้งสาม
“เดี๋ยวเอ็งพาเด็กหลบไปเท่าที่พาได้ ที่เหลือให้ดารับหน้าไว้ก่อน”
จากนั้นหันมาสั่งทง
“แกเจรจาเหมือนเดิม เค้าต้องการตัวคนไหนก็คืนให้ไป อย่าให้มันอื้อฉาว กลับมากูจะมีรางวัลให้ทุกคน”
“เถ้าแก่รีบไปเถอะค่ะ”
เถ้าแก่พิงรีบเดินแยกไปพร้อมกับลูกน้องอีกคน ส่วนทงรีบตรงไปทางห้องพักมีคณาและเด็กใหม่
ธิดาตกใจมาก รีบเดินตามไปห่างๆ ทันที

ด้านนอก ตำรวจนอกเครื่องแบบเคลื่อนกำลังเข้าล้อมบ้านเถ้าแก่พิง หิรัณย์ ทัพขันธ์และสุนันทา ตามตำรวจมาติดๆ ด้วยความร้อนใจปนห่วงความปลอดภัยของมีคณา

ทงเปิดประตูห้องพักเล็กเข้ามาอย่างเร็ว สาวๆ ในห้องต่างตกใจ มีคณาล้วงไฟฉายเครื่องช็อตไฟฟ้าออกมาจากกระเป๋ามาเตรียมไว้ทันที
“รีบตามมาเร็วเข้า” ทงสั่ง
มีคณายืนกราน
“ฉันไม่ไป ฉันจะอยู่รอตำรวจที่นี่แหละ”
เอ๋รีบไปยืนกับมีคณา
“ฉันก็จะอยู่กับพี่มี่ ถ้าแกจะให้ฉันหลบตำรวจก็ฆ่าฉันได้เลย”
น้ำผึ้งพูดขัด สีหน้าท่าทางกลัวตำรวจ
“บ้ารึเปล่า ขืนอยู่ที่นี่เดี๋ยวตำรวจก็จับเข้าคุกกันหมดหรอก”
“ก็ให้มาจับไปเลย ไปตายแห้งในห้องขังก็ยังดีกว่าขายตัวเน่าตายอยู่ที่นี่” เอ๋บอก
“เอ๊ะ นังพวกนี้วอนซะแล้ว” ทงบอก
ทงตรงเข้าหามีคณาและเอ๋ มีคณาเรียนศิลปะการป้องกันตัวมาบ้างตั้งท่าต่อสู้ มือข้างหนึ่งกำกระบอกไฟฉาย พูดท้าทาย
“เข้ามาเลย”
“แค่กระบอกไฟฉายคิดจะทำอะไรกูได้”
ทงตรงเข้าทำร้ายมีคณาอย่างประมาทว่า ผู้หญิงตัวเล็ก เธอหลบเลี่ยงปะทะกับทงตรงๆ เพราะเห็นว่า คงจะสู้กำลังฝ่ายตรงข้ามไม่ไหว ขณะเดียวกันก็หาจังหวะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจากกระบอกไฟฉายจี้ใส่ทงอย่างเร็วที่สุด จนทงร้องออกมาด้วยความตกใจและเจ็บ แต่เนื่องจากกระแสไฟไม่แรงพอ ขนาดทำให้สลบหรือช็อก มีคณาฉวยโอกาสซัดทงจนมึน แล้วบอกเพื่อนๆ
“ช่วยกันหน่อยเร็ว”
สาวๆ ต่างรุมสกรัมทงทั้งเอากระเป๋าฟาด ทั้งทุบ ทั้งเตะ ยกเว้นน้ำผึ้งที่ยืนดูเฉยๆ จนทงล้มจุกไปกับพื้น
“เก่งแต่รังแกผู้หญิงใช่มั้ย” เอ๋เตะอัดกระทืบลงที่เป้า ผ่าหมากสุดแรงเกิดจนทงร้องลั่น สุดเสียง
มีคณาเอาเครื่องช็อตไฟฟ้า ช็อตใส่ซ้ำอีกทีจนแน่นิ่งไป
น้ำผึ้งกลัวตำรวจ แอบวิ่งหนีออกไปจากห้อง ชนเข้ากับธิดาที่รีบตามมาช่วย
“น้ำผึ้งจะไปไหน... ธิดา” มีคณาเรียกไว้
ธิดารีบมาหามีคณา... คืนกล้องหัวปากกาให้
“ฉันถ่ายภาพที่พี่อยากได้ให้หมดแล้ว”
มีคณารีบรับเก็บไว้อย่างดี
“ขอบใจมากนะดา”
3 สาวที่เหลือมองดู 2 คนคุยกันอย่างงงๆ ธิดารีบดึงเงินออกมาจากกระเป๋าด้านในตัวเสื้อปึกหนึ่ง
“ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันเหลือเงินอยู่แค่นี้ ฝากให้แม่ด้วย”
ธิดาพูดพลางถอดสร้อยทองออกจากคอ
“ทองนี่ให้พ่อเอาไปขายนะพี่”
มีคณาน้ำตารื้นๆ
“ดา เอาเงินเอาทองเธอคืนไปเถอะ เราต้องกลับไปพร้อมกัน แม่คงดีใจที่ได้เห็นดามากกว่าเงินพวกนี้”
“ชีวิตทางโน้นของฉันไม่มีอะไรอีกแล้ว”
“ดา...”
ธิดารีบตัดบท
“ฉันจะขังทุกคนไว้ในนี้นะ เดี๋ยวตำรวจก็เข้ามาช่วยแล้วล่ะ ถ้าหนีออกไปตอนนี้เดี๋ยวจะโดนคนของเถ้าแก่พาตัวหนีไปอีก จะยุ่งไปกันใหญ่”
“แล้วเธอล่ะ”
“ฉันเอาตัวรอดได้ โชคดีนะพี่มี่”
ธิดาตัดบทสั่งทุกคน
“มาช่วยกันลากไอ้ทงออกไปจากห้องก่อน”
ธิดาไปลากขาทงออกไปจากห้อง สาวๆ ทุกคนเข้าไปช่วยอย่างแข็งขัน

ตำรวจบุกเข้าบ้านเถ้าแก่รวบตัวสาวๆ และลูกน้องเถ้าแก่ที่กำลังจะหนีได้ครบถ้วน หิรัณย์และตำรวจนอกเครื่องแบบบางส่วนลุยขึ้นไปชั้นบนของตัวบ้าน
สาว ๆ วิ่งหนีกันกระเจิง น้ำผึ้งก็อยู่ในจำนวนนั้น บางคนก็ยอมแพ้ให้จับแต่โดยดี แต่น้ำผึ้งมีขัดขืนต่อสู้ทำร้ายเจ้าพนักงาน แต่ก็แพ้แรง เธอถูกตำรวจรวบตัวเอาไว้ได้ ลูกน้องผู้ชายส่วนใหญ่จะยกมือยอมแพ้กันหมด
ธิดาจะวิ่งหนีไปกระโดดหน้าต่าง แต่หิรัณย์เห็นทันจึงฉวยตัวจับไว้ได้ทัน
“ปล่อยกู ปล่อยกู”
ตำรวจนอกเครื่องแบบรีบเข้ามาช่วยจับตัวธิดา
“ขอบคุณครับสารวัตร คนนี้ล่ะครับแม่เล้า” ตำรวจบอก
“ไม่ใช่ อย่ามากล่าวหากันนะ”
“สายเรารายงานหมดแล้ว อย่าปากแข็งหน่อยเลย ชื่อธิดาใช่มั้ยล่ะ”
ธิดาหน้าตาช็อกตกใจมาก ตำรวจเข้าล็อกตัวเธอเอาไว้ หิรัณย์ถามคาดคั้น
“เด็กใหม่ 5 คนถูกขังไว้ที่ไหน”
หิรัณย์หน้าดุดัน จริงจัง รอคำตอบ

ตำรวจนอกเครื่องแบบคุมตัวทงที่เจ็บสะบักสะบอมไปก่อนพังกุญแจ เปิดประตูห้องพักเล็กเข้าไป
“ปลอดภัยแล้วทุกคน ไม่ต้องกลัวนะ”
เอ๋ พุด อ้อยดีใจร้องไห้รีบวิ่งกรูออกไปจากห้อง มีคณายืนยิ้มดีใจอยู่ในห้อง ขณะกำลังจะตามทุกคนออกไป หิรัณย์ก็เดินสวนทุกคนเข้ามา หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ได้แต่ยืนนะจังงัง น้ำตาเอ่อท่วมตา เธอทิ้งกระเป๋าวิ่งเข้าสวมกอดหิรัณย์ ร้องไห้ในทันที เขากอดตอบเธอ ปลอบประโลม
“คุณปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะครับ”

มีคณาได้แต่ร้องไห้จนตัวสั่นกอดหิรัณย์ไว้แน่น ด้วยความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่สุด ตลอดเวลา
ที่ผ่านมาเธอกลัวจับใจแต่ต้องฝืนเข้มแข็งเพื่อช่วยสาวๆ โชคร้ายพวกนั้น

ตำรวจหิ้วปีกชายวัย 50 ผอมเกร็ง สีหน้าสลด ลงจากบ้านพักริมคลองมา

วิชัย ซัน แว่น ถูกตำรวจคุมตัวพาขึ้นรถตำรวจที่หน้าบ้านเจ๊แอ๊ด หน้าสลดไปตามๆกัน วิชัยหันมากระซิบซันกับแว่น
“เจ๊แอ๊ดหนีรอดไปได้ เดี๋ยวก็หาทางช่วยเราเองแหละ”
ซันและแว่นค่อยยิ้มออกมาอย่างสบายใจขึ้นหน่อย มีสาวๆ ร้องห่มร้องไห้ถูกกวาดต้อนออกมา กลุ่มนั้นไม่มีเจ๊แอ๊ด

เจ๊แอ๊ดยังอยู่ในชุดนอน มวยผมใส่โรลอยู่ รีบวิ่งหน้าตื่นหนีออกมาทางรั้วหลังบ้าน เพื่อจะมาขึ้นรถที่จอดแอบซ่อนไว้นอกรั้วหลังบ้าน
เจ๊แอ็ดรีบขึ้นไปนั่งในรถ ถอนใจโล่งอก พลางยกมือไหว้พระหลับตาขอบคุณ พึมพำด้วยความดีใจ
“รอดแล้วกู”
ครั้นเมื่อเธอเหลือบตามองกระจกส่องหลังก็ต้องแหกปากร้องลั่นยิ่งกว่าเห็นผี ตำรวจนายหนึ่งนั่งดักรออยู่แล้วที่เบาะหลัง ยิ้มกริ่มให้เจ๊แอ๊ด

เช้าตรู่ต่อเนื่อง จินดายิ้มแย้มมีความสุขใจใส่บาตรพระอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่ง เธฮใส่บาตรเสร็จก็ยกมือไหว้ก้มหน้ารับฟังพระสวดให้พร พระสวดเสร็จก็เดินจากไปพร้อมเด็กวัด
จินดาลืมตาขึ้นมาเห็นเหมือนพระเดินมาต่อคิวรับบาตรอีกรูป
“นิมนต์เจ้าค่ะ”
จินดาหันมองพร้อมยิ้ม แต่เมื่อเห็นเป็นตำรวจเต็มเครื่องแบบ ก็ตกใจสุดชีวิตโพล่งว่า
“เปรต”
คนที่มายืนไม่ใช่พระ หากเป็นตำรวจ
“เจริญพร”
จินดาตั้งท่าจะหนี ตำรวจคว้าแขนจับไปหมับ
“มาจับฉันทำไม ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”
“คุณคือผู้ต้องสงสัยล่อลวงเด็กสาวค้าประเวณี”
“ไม่จริง อย่ามากล่าวหาฉันลอยๆ นะ”
“เรามีหลักฐานพร้อมทั้งพยานเอกสารและบุคคล เจ๊คงจำได้เด็ก 5 คนล่าสุดที่เพิ่งส่งไปขายได้ มี่ เอ๋ พุด อ้อย และน้ำผึ้ง...คนชื่อมี่เป็นนักข่าว ปลอมตัวเข้ามา”
จินดาหน้าซีดเผือด ตำรวจยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
“คราวนี้มีผู้เสียหายกล้าร้องทุกข์แน่นอน เจ๊คงไม่รอดง่ายๆ เหมือนคดีที่ผ่านมาแล้วล่ะ อย่าขัดขืนเลยครับ ไปให้การกับเราที่โรงพักก่อนดีกว่า”
จินดายืนนิ่งเหมือนช็อก ตำรวจอีกนายเข้ามาช่วยคุมตัวจินดาไปสอบปากคำ เธอร้องโวยวาย
“ฉันถูกใส่ร้าย ฉันเป็นคนดี ทำบุญใส่บาตรทุกวันเลยนะคะคุณตำรวจ ฉันจะทำเรื่องบาปกรรมแบบนั้นได้ยังไงกันคะ”
ตำรวจได้แต่ส่ายหน้าเดินตามประกบจินดาไป

เวลาสาย ตำรวจกำลังสอบปากคำธิดาและสาวๆ อยู่ในห้องสอบสวน บรรดาสาวๆ ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน
สาว1บอก
“พี่ดาไม่ใช่แม่เล้าหรอกค่ะ เค้าก็ขายเหมือนกับหนูนี่แหละคุณตำรวจ”
สาว2ว่า
“เป็นรุ่นพี่ แต่ไม่ใช่แม่เล้าหรอกค่ะ”
ธิดามองหน้าสาวๆ อย่างรู้สึกซาบซึ้งใจ
สาว3บอก
“ถ้าไม่ได้พี่ธิดาช่วยเอาไว้ หนูกับหลายๆ คนคงพิการหรือไม่ก็ตายไปแล้วล่ะค่ะคุณตำรวจ”
ธิดาน้ำตาไหลซึมออกมา มองหน้าสาวๆ ด้วยสายตาขอบคุณที่พูดความจริงช่วยเหลือตน ขณะที่ตำรวจก็บันทึกคำให้การไป

มีคณา สุนันทา และทัพขันธ์จับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าโรงพัก สุนันทาจับมือมีคณาไว้ตลอดเวลา ทัพขันธ์ยิ้มๆ มองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนเมาท์เรื่องหิรัณย์
“คุณมี่น่าจะได้เห็นสีหน้าสารวัตรหิรัณย์ ตอนที่คลาดกับคุณมี่ ไม่รู้ว่าอยู่บ้านหลังไหน ถ้าเค้าเจอคุณมี่ตอนนั้น ผมว่าคุณโดนหักคอแน่ๆ”
“เมาท์อ้ะคุณโต้ง สารวัตรปากไม่ตรงกับใจหรอก พูดไปงั้นแหละ จริงๆ เป็นห่วงน้องมี่จะตายอยู่แล้ว”
มีคณาอมยิ้มแอบเขินเล็กน้อย
“ผมเข้าใจเค้านะ ถ้าแฟนผมทำอะไรแบบนี้แล้วไม่บอก เจอตัวก็คงเปิ๊ดกะโหลกให้เหมือนกัน”
มีคณาชะงักไปเล็กน้อย เหล่ๆ มองทัพขันธ์ที่ฝืนยิ้ม
“ผมหมายถึงถ้าเป็นแฟนผม ไม่เกี่ยวกับคุณมี่ซะหน่อย”
“พี่เองก็ใจคอไม่ดีมาตลอดหลายวันนี่เลย ทุกครั้งที่คลาดการติดต่อกับน้องมี่ พี่งี้มือเท้าเย็น ใจเต้นโครมๆ แทบจะระเบิด ต่อไปไม่เอาแล้ว ไม่ยอมให้คนที่เรารู้จักชอบพอ มาทำงานอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกแล้ว ประสาทจะกินจริงๆ นะน้องมี่ เข็ดจนตายเลย”
มีคณายกมือไหว้
“มี่ก็ต้องขอโทษพี่บัวจริงๆ ค่ะ”
สุนันทารีบรับไหว้ทันที มีคณารู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง
“ตอนที่มี่คิดทำเรื่องนี้ เหมือนคนหูหนวกตาบอด ตั้งใจแค่ว่าจะทำให้ได้ ไม่เคยคิดเลยว่า คนรอบตัวจะห่วง จะทุกข์ใจ จะเดือดร้อนแค่ไหน มี่ขอสารภาพตามตรงนะคะ มี่เองก็กลัวแทบขาดใจ ยิ่งตอนที่ลงเรือ
ข้ามฟากกลางดึกนะคะ เลือดบ้าที่อยากทำข่าวนี้ไม่รู้หายไปไหนหมด มี่จะโดดน้ำหนีอยู่แล้วนะคะ”
ทัพขันธ์ได้แต่ยิ้มบางๆ ให้กำลังใจ
“ถือว่าเป็นบทเรียนสำหรับทุกคนก็แล้วกัน”
เสียงขรึมของหิรัณย์ดังนำมาก่อน ทุกคนหันมอง เหมือนถูกตำหนิกลายๆ
หิรัณย์จ้องมีคณาเขม็ง
“คราวนี้ก็จะได้รู้ว่าทำงานแบบมืออาชีพกับมือสมัครเล่นมันต่างกันแค่ไหน”
มีคณาไม่กล้าสู้ตาหิรัณย์เท่าไหร่นัก
“ธิดาอยากคุยกับคุณแน่ะ”
มีคณาเกรงๆเหลือบตามองหิรัณย์เล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ”
มีคณารีบเดินเลี่ยงไปทางโรงพัก หิรัณย์มองตามพร้อมถอนใจออกมา

ภายในห้องขัง ธิดาถูกคุมตัวอยู่เพื่อสอบปากคำและขยายผลต่อ รวมถึงเพื่อความปลอดภัยว่าจะถูกฆ่าตัดตอนเพื่อปิดปาก มีคณามาจับมือธิดาเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
“พี่มี่กลับไปก่อนเถอะ ตำรวจเค้าต้องกักตัวฉันไว้สอบปากคำต่อ แล้วก็เพื่อความปลอดภัยของตัวฉันเองด้วย เค้ากลัวฉันโดนเก็บ”
มีคณาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เธอต้องลำบากแย่เลย”
ธิดากวาดตามองไปรอบๆ
“โอ้ย ไอ้เรื่องติดคุกฉันไม่หวั่นหรอก สภาพที่นี่ดีกว่าซ่องบางแห่งที่ฉันเคยผ่านมาซะด้วยซ้ำ อยู่ต่อ 2-3 วันเรื่องเล็กน้อย แค่คิดว่า จะได้กลับไปกราบเท้าพ่อกับแม่อีกครั้ง ฉันก็มีกำลังใจเกินร้อยแล้วล่ะพี่มี่”
มีคณาสวมกอดธิดาเอาไว้เพื่อเป็นการปลอบและให้กำลังใจ

ตอนหัวค่ำ ทัพขันธ์เดินมาเคาะประตูห้องพักโรงแรมของมีคณาและสุนันทา ฝ่ายสุนันทาเดินมาเปิดประตูห้องพัก ส่วนมีคณากำลังพับผ้าใส่กระเป๋าสัมภาระอยู่ด้านใน เธอกลับมาสวมแว่นสายตาไม่ใส่คอนแท็คเลนส์แล้ว
“ผมเป็นม้าใช้จากสารวัตร ให้มาชวนสาวๆ ไปทานอาหารค่ำข้างนอกกัน”
มีคณาเหลือบตามอง
“แล้วเจ้าตัวเค้าไปไหนซะล่ะคะ ทำไมไม่มาชวนเอง”
“สารวัตรลงไปถามทางไปร้านอาหารกับพนักงานที่ล็อบบี้ครับ คุณบัว”
“ขอเวลาอีก 10 นาทีค่ะ”
ทัพขันธ์แอบขยิบตาให้สุนันทา เหมือนแอบโทรเตี๊ยมกันแล้ว
“เหรอ แต่พี่ยังเหนื่อยอยู่เลยนะน้องมี่ อยากกินข้าวในโรงแรมมากกว่า”
โต้งรีบเสริม
“คุณบัวใจตรงกับผมเลย ผมก็อยากกินข้าวในโรงแรมเหมือนกัน”
มีคณาลุกมาหา
“อ้าว เบี้ยวกันหมดเลย”
“คุณมี่ไปสิครับ สารวัตรคงมีเรื่องอยากคุยกับคุณมี่เป็นการส่วนตัวเยอะ”
มีคณาดูลังเลเล็กน้อย
“แต่ถ้าไม่มีใครอยากไปก็ไม่เป็นไร ผมไปบอกเค้าให้ แต่สารวัตรคงผิดหวังน่าดู ดูตั้งอกตั้งใจมาก”
ทัพขันธ์และสุนันทาแอบอมยิ้มให้กันก่อนเหล่ๆ มองมีคณา ที่มีสีหน้าลังเล กลัวจะโดนหิรัณย์ดุ เมื่ออยู่กันตามลำพัง

ผ่านเวลาเล็กน้อย มีคณาเดินลงมาที่ล็อบบี้ ดูไม่ค่อยมั่นใจกับเสื้อผ้าการแต่งตัวเล็กน้อย เพราะเตรียมมาแต่เสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์แตกต่างจากที่ใช้อยู่เป็นประจำ เสื้อผ้าพวกนี้ตั้งใจไว้ใช้สำหรับการปลอมตัวทั้งนั้น
หิรัณย์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ที่โซฟาล็อบบี้หันมอง เธอฝืนยิ้ม ใจดีสู้เสือแล้วเดินเข้ามาหา
“คุณบัวกับคุณโต้งล่ะ”
“ขออยู่โรงแรมค่ะ บอกว่าอยากพัก”
หิรัณย์พยักหน้ารับทราบ ลุกขึ้นยืน
“มี่ขอโทษที่ทำให้สารวัตรเดือดร้อน”
หิรัณย์ทำฟอร์มขรึมมองหน้ามีคณา
“ทีงี้แทนตัวเองว่ามี่ได้ คิดจะเอาใจ ผมล่ะสิ”
มีคณายิ้มสู้
“ค่ะ มี่อยากเอาใจสารวัตรเพราะรู้ตัวว่ามี่ผิด ทำให้ทุกคนเป็นห่วง มี่ขอโทษค่ะ ตอนที่ตัดสินใจทำ มี่ไม่ทันคิด”
หิรัณย์เสียงแข็งสวนกลับไป
“คุณคิด คุณวางแผนอย่างดี คุณอาศัยช่วงที่ผมไม่อยู่มาทำข่าวเสี่ยงๆ บ้าบอนี่ คุณตั้งใจหลอกผม”
มีคณาเสียงอ่อยเล็กน้อย
“มี่ไม่ได้หลอกนะคะ แค่ปิดไม่ให้สารวัตรทราบ เพราะมี่แน่ใจว่าถ้าสารวัตรรู้ว่ามี่จะทำอะไร สารวัตรต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ”
“ผมไม่เห็นด้วยแล้วยังไง ลองคุณตั้งใจซะอย่าง คุณทำแน่ ผมจะห้ามคุณได้เรอะ”
มีคณาตอบกลับอย่างมั่นใจ
“คิดว่าคงได้ค่ะ”
หิรัณย์อึ้งไปเล็กน้อยที่ได้ยินคำตอบนี้ ผิดคาด มีคณาน้ำเสียงง้อๆ พยายามเอาใจให้หายโกรธบอก
“ถ้าสารวัตรเอาจริง มี่คงเกรงใจไม่กล้าทำหรอกค่ะ เพราะยังงี้ไงคะ มี่ถึงต้องปิดไม่ให้สารวัตรทราบ”
“เพิ่งรู้ตัวว่าผมมีความสำคัญขนาดนั้น”
หิรัณย์ประชดเล็กน้อยแล้วเดินนำไป แต่ก็แอบอมยิ้ม
มีคณามองเห็นเงาหิรัณย์ที่ยิ้มหน้าเป็นสะท้อนกระจกเสาของโรงแรมก็เจ็บใจปนหมั่นไส้ ยกมืออยากจะทุบให้ซักทีที่เขาทำฟอร์มดุไม่เลิก หิรัณย์หันกลับมาพอดี เธฮรีบปรับหน้าแทบไม่ทัน
หิรัณย์มองมีคณาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ช่วงปลอมตัว คุณต้องแต่งตัวยังงี้ตลอดเลยเรอะ กล้าดีเนอะ”
มีคณาเขินมาก ขยับแว่นกระชับดั้งเล็กน้อย หิรัณย์กระเซ้า
“ตกลงวันนี้ไม่มีชุดเปลี่ยน หรือติดใจ หรือ อยากให้ผมชอบกันแน่”
หิรัณย์ยิ้มหน้าเป็น เธอขาดความมั่นใจผสมงอนเล็กน้อย
“ไม่ไปแล้ว”
มีคณาจะหันกลับ หิรัณย์ยิ้มเข้าไปคว้ามือหมับ
“ล้อเล่นน่า...ไปทานข้าวกัน”
หิรัณย์จูงมือมีคณาพาเดินยิ้มแย้มออกไปจากโรงแรม

ทางเดินสวยงามยามค่ำคืนก่อนหิรัณย์และมีคณาเดินจูงมือกันมา
“คุณหิวรึยัง”
“ยังค่ะ”
“งั้นเราเดินไปร้านอาหารก็แล้วกัน ใกล้ๆ แค่นี้เอง”
“ค่ะ”
“หนาวรึเปล่าครับ”
“ไม่ค่ะ อากาศกำลังสบาย”
มีคณาเงยหน้ามองฟ้าแล้วพูดต่อ
“ดาวก็สวย มี่ไม่เคยเห็นดาวเยอะๆ สว่างไสวยังงี้มาหลายปีแล้วนะคะ”
หิรัณย์หันหน้ามามองมีคณา พูดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“แต่งงานกันนะครับคุณมี่”
มีคณาตกใจแทบช็อก สีหน้าเครียดขึ้นมา หันมองหิรัณย์
“สารวัตรแน่ใจแล้วเหรอคะ มี่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับคุณซักอย่าง สารวัตรไม่รังเกียจผู้หญิงที่มีแต่ปัญหาเหรอคะ”
“ถ้าผมรังเกียจผมคงไม่ขอ ผมภูมิใจซะด้วยซ้ำที่คุณเป็นคนแกร่ง ถึงจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา คุณยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีอุดมการณ์ ผู้หญิงแบบนี้เหรอที่ผมจะรังเกียจได้ลง”
มีคณาสีหน้าลังเล ลำบากใจ
“มี่จะไม่ฉุดให้สารวัตร ต้องลงมาเดือดร้อนกับครอบครัวมี่ไปด้วยเหรอคะ”
หิรัณย์จ้องตามีคณา
“ผมพร้อมให้ฉุด แค่คุณไว้ใจผม ยอมตอบรับผมว่า … ค่ะ มี่จะแต่งงานกับพี่รันเท่านั้น”
มีคณาขำเบาๆ
“ผมรู้ว่าผมอาจจะเร่งรัดคุณเกินไป คุณอาจจะยังไม่พร้อม คุณอาจคิดว่าอนาคตคุณอาจจะเจอผู้ชายที่ดีกว่าผม”
มีคณาสวนทันที
“ยังจะมีใครดีกว่าสารวัตรอีกเหรอคะ”
หิรัณย์ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็แอบปลื้มใจอยู่
“เยอะแยะไป ผมไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร งานผมก็ไม่เป็นเวลา บางทีคุณอาจจะไม่อยากได้คู่ชีวิตต้องทำงานเสี่ยงตายทุกวัน ก้าวเท้าออกจากบ้านวันไหนไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะได้กลับมาอีก ผู้หญิงบางคนไม่อยากเป็นเมียตำรวจ เพราะกลัวเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว กลัวลูกจะกำพร้าพ่อ”
“มี่เข้าใจที่สารวัตรกังวลค่ะ แต่ผู้หญิงบางคนที่ต้องเสียสามีไปเพราะทำงานในหน้าที่ แน่นอนเค้าต้องเสียใจ แต่ในความเสียใจ เค้าคงรู้สึกเป็นเกียรติที่การตายของคนที่เค้ารักเป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม เค้าคงภูมิใจที่มีสามีเป็นคนดี รักสังคมและชาติบ้านเมืองมากกว่าตัวเอง”
หิรัณย์ได้ฟัง น้ำตาแทบร่วง ชื่มชมในความคิด
“ชื่นใจมากเลยนะครับที่ได้ยินคุณพูดแบบนี้ ถ้าคุณไม่กลัวที่จะแต่งงานกับผู้ชายอย่างผม ผมสัญญาว่าซักวันผมจะทำให้คุณรักผมให้ได้” หิรัณย์จ้องตาส่งสายตาหวานเชื่อม
มีคณาตอบแบบเขินๆ
“วันนี้ก็ทำสำเร็จแล้วนี่คะ”
หิรัณย์อึ้งไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“วันนี้คุณทำให้ผมไม่เชื่อหูตัวเองหลายครั้งมากเลยนะ”
มีคณาพูดต่อทั้งน้ำตารื้นๆ ขึ้นมา สารภาพความในใจ
“ช่วงที่มี่มาทำข่าวชิ้นนี้ มี่นึกถึงสารวัตรอยู่ตลอดเวลา... ตอนที่มี่ถูกบังคับให้นั่งเรือข้ามฟาก นอกจากจะกลัวจับใจแล้ว มี่ยังคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปมันโง่สิ้นดี ถ้าโชคร้ายไม่ได้กลับออกไป”
มีคณาเสียงเริ่มสั่น ขาดๆหายๆ มองหน้าหิรัณย์ น้ำตาท่วม
“มี่จะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าคุณอีก”
หิรัณย์จับมือทั้งสองของมีคณามากุมเอาไว้ น้ำตารื้นๆ อ้อนวอน
“รับปากแต่งงานกับผมเถอะนะ”
“ค่ะ มี่จะแต่งงานกับพี่รันเท่านั้น”
หิรัณย์ดีใจมากสวมกอดมีคณาเอาไว้แน่น เธอกอดเขาทั้งตัวทั้งใจ เปิดใจเต็มที่สำหรับผู้ชายคนนี้ ไม่เหลือข้อแม้ใดๆ ในใจอีก มีคณาได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นสวมกอดหิรัณย์เอาไว้ไม่ยอมปล่อย ในคืนที่ฟ้ากระจ่างเห็นดวงดาวชัดเจนที่สุดในชีวิตของมีคณา

เวลากลางวัน มีคณามาถ่ายภาพบ้านพักเถ้าแก่พิง ทั้งภายนอก ภายในมีการกั้นห้ามเข้าเอาไว้ โดยมีสุนันทามาเป็นเพื่อนด้วย หิรัณย์และทัพขันธ์เดินเข้ามาหา
“อยากเข้าไปถ่ายภาพข้างในมั้ย ผมจะช่วยคุยให้” หิรัณย์ถาม
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ภาพภายในตัวบ้านมี่มีแล้ว ธิดาก็แอบถ่ายเพิ่มเติมไว้ให้ด้วย”
สุนันทา กวาดมองดูตัวบ้าน
“บ้านนี้ดูหดหู่นะคะ มาเห็นชัดๆ กลางวันแบบนี้แล้ว ขนลุก”
“เค้าขุดหลุมฝังศพเด็กสาวไว้ทั่วบ้านก็งี้แหละครับ” ทัพขันธ์บอก
สุนันทาสยอง ขยับตัวเข้าใกล้มีคณา
“พูดอะไรก็ไม่รู้คุณโต้ง”
“จริงค่ะพี่บัว นายทงบอกยังงั้นจริงๆ”
“น้องมี่ถ่ายรูปพอใจแล้วนี่คะ งั้นก็ไปจากที่นี่กันเถอะค่ะ”
มีคณายิ้มๆ
“ไปสิคะ”
ทัพขันธ์ยิ้มให้ทัพขันธ์
“งั้นคงต้องแยกกันตรงนี้เลยนะครับคุณมี่”
หิรัณย์เหล่ๆมองเล็กน้อย
“ขอบคุณมากนะคะคุณโต้ง ถ้าไม่ได้คุณช่วย มี่คงไม่ได้ทำงานชิ้นโบว์แดงที่สุดในชีวิต”
หิรัณย์เดินเข้ามาโอบเอวมีคณา พูดเสริมต่อ
“แล้วผมก็คงไม่มีโอกาสขอคุณมี่แต่งงาน”
มีคณาเขินมาก หยิกแขนหิรัณย์ ทัพขันธ์ยิ้มเจื่อนเหมือนโดนหิรัณย์แสดงความเป็นเจ้าของ สุนันทาตื่นเต้น
“อุ๊ย แล้วน้องมี่ตอบตกลงรึเปล่าคะ”
“จะรอดเหรอครับ” หิรัณย์บอก
มีคณาเขินจนหน้าแดงหยิกเอวหิรัณย์บิดแทบเนื้อหลุด จนอีกฝ่ายร้องลั่น
“มีข่าวดีเมื่อไหร่บอกกันด้วยนะครับ”
“คงอีกนานแหละค่ะ”
มีคณารีบตัดบทเปลี่ยนเรื่องด้วยความเขิน จับมือสุนันทา
“พี่บัวเลยต้องขับรถกลับกรุงเทพคนเดียวเลย”
“ไม่หรอกจ้ะ คุณโต้งจะเข้ากรุงเทพพอดี อาสาขับรถให้”
“งั้นนัดเจอกันที่กรุงเทพอีกทีนะครับคุณมี่” ทัพขันธ์บอก
หิรัณย์รีบขัด ด้วยความหึง แต่ทำเนียนๆ ด้วยการ ยื่นมือไปเช็คแฮนด์ ตัดบทไล่ให้กลับไป
ทางอ้อม
“ดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”
ทัพขันธ์อึ้งปนงงไปเล็กน้อย
“อ๋อ ครับ ขอบคุณครับ”
“แล้วเจอกันที่กรุงเทพจ้ะน้องมี่ ดีใจด้วยนะ” สุนันทาบอก
“ขอบคุณค่ะ”
“ทิ้งพี่ไปอีกคนและ” สุนันทาสวมกอดมีคณาเอาไว้
มีคณายิ้มบาง ๆ กอดคืนก่อนเหลือบตามองไปทางหิรัณย์ที่จับตามองตาหวานเชื่อมอยู่ มีคณาได้แต่หลบสายตา เขินๆไปมา

บ้านหิรัณย์ตอนหัวค่ำ กัลยาจับมือมีคณา พูดเชิงขอร้องเล็กน้อย
“ทีหน้าทีหลังอย่าแอบไปทำข่าวเสี่ยงๆ แบบนี้อีกนะหนูมี่”
มีคณายิ้มแหยๆ
“ค่ะคุณป้า”
หิรัณย์ สันติ วันทนีย์ ยืนมองยิ้มอยู่ข้างๆ หิรัณย์กระเซ้า
“ยังเรียกคุณป้าอยู่อีก ฝึกเรียกคุณแม่ไว้ได้แล้วจะได้ชินปาก”
มีคณาเขินมาก น้ำเสียงต่อว่าหิรัณย์
“พี่รัน”
สันติแซว ขำชอบใจ
“โอ้ว พี่รัน ดีใจด้วยนะครับลุงรัน ได้อัพเกรดแล้ว” ()
วันทนีย์ขำๆออกมา
“เดี๋ยวเถอะนะสันติ”
“แซวลุงเขยเดี๋ยวจะโดน”
มีคณาหยิกแขนหิรัณย์เบาๆ วันทนีย์และกัลยาชำเลืองมองกันงงๆ เล็กน้อย
“พี่รันพูดแปลกๆ เหมือนแอบไปขอแต่งงานกันมาแล้วงั้นแหละ”
มีคณาได้แต่อมยิ้มเขินๆ หิรัณย์เข้าไปสวมกอดเอวมีคณาเอาไว้แล้วบอกแม่
“ผมกับมี่จะแต่งงานกันนะครับแม่”
สันติเฮลั่น เป่าปากลั่นบ้าน มีคณาทำดุหลานกลบความเขินไป
“เบาๆ ติ”
“ก็คนมันดีใจนี่ป้า”
กัลยายิ้มดีใจมาก
“แม่ก็ดีใจลูก เสียดายพ่อยังไม่กลับ ไม่งั้นเฮดังกว่าสันติแน่ๆ”
“เมื่อไหร่คะเนี่ย วันจะได้ลดความอ้วนทัน”
“ยังไม่เร็วๆ นี้หรอกค่ะ”
“เร็วหน่อยก็ดีครับแม่ ช่วงนี้คุณมี่ยิ่งเนื้อหอมอยู่ ไก่แจ้ ไก่โต้ง จ้องจะตัดหน้าผมอยู่”
“พูดจาน่าเกลียด”
“เดี๋ยวรอปรึกษาพ่อก่อน ยังไงก็ต้องไปสู่ขอให้ถูกต้องตามธรรมเนียม พูดกันเองแบบนี้ไม่ได้หรอก” กัลยาบอก
หิรัณย์ยิ้มดีใจกระชับโอบเอวมีคณาไว้แน่น มีคณาได้แต่ยิ้มขวยเขินไปมา

เวลาสาย ในช่วงเดียวกัน จิตตินั่งลงที่เก้าอี้รับแขกบ้านสาระวารี ษมาเดินยิ้มแย้มมานั่งฝั่งเดียวกับผู้ใหญ่ฝ่ายชาย
สาระสะมาและสาระวารีนั่งลงห่างกันเล็กน้อย..สาระวารีดูเขินๆ
“ที่จริงคุณษมาไม่น่ารบกวนคุณจิตติให้เสียเวลาเลย ฉันก็ยังอายุน้อย ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรก็ได้” สาระสะมาบอก
“ไม่ได้หรอก ษมาเค้าถือว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าสาวของเค้า” จิตติบอก
ษมาได้แต่ยิ้มไปมา สาระวารีแขวะ
“พี่สะมาเค้าหมายความว่า คุณษมาปูนนี้แล้วมาสู่ขอเองเลยก็ได้ค่ะลุง”
จิตติขำๆ
สาระสะมารีบออกตัว ก่อนหันไปใช้สายตาดุใส่น้องสาว
“หนูไม่ได้คิดยังงั้นนะคะคุณลุง”
“คำก็แก่ สองคำก็แก่ รอเข้าหอก่อนเถอะ จะหลงรักคนแก่หัวปักหัวปำ”
“ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” จิตติบอก
ษมาและจิตติหัวเราะชอบใจกัน สาระวารีก้มหน้างุดอย่างเขินมาก สาระสะมาหางตามองน้องสาว
“ไงล่ะ ปากเก่งดีนัก”
สาระวารีแอบเจ็บใจเล็กน้อย
“เอา ๆ เข้าเรื่องได้แล้ว...หนูสะมา”
“คะลุง”
“ก็อย่างที่รู้กันแหละนะ ษมากับวารีเค้ารักใคร่ชอบพอกันมาได้ซักระยะนึงแล้ว แม้จะรู้จักกันไม่นานนัก แต่ทั้งคู่เค้าก็มั่นใจว่าอยากจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน”
ษมาและสาระวารีเหลือบตามองกัน
“อยากจะดูแลซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่”
สาระวารีแอบมีน้ำตารื้นๆ ขึ้นมา
“ลุงเองก็รู้จักกับษมามานาน ไม่น้อยไปกว่ารู้จักกับหนูวารีนั่นแหละ ทั้งคู่เป็นคนดี มีหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน หลายๆ อย่างที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็พยายามปรับตัวเข้าหากันได้ในที่สุด ลุงก็เลยอยากมาถามความเห็นของหนูสะมา ในฐานะที่เป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่หนูวารีให้ความเคารพรักมากที่สุด”
สาระสะมาชำเลืองมองหน้าน้องสาวทั้งคู่ต่างน้ำตารื้นขึ้นมา รู้สึกเหมือนกัน ตี้นตันใจและดีใจเหมือนกัน
“หนูสะมาจะขัดข้องอะไรมั้ย ถ้าคุณษมาจะขอรับผิดชอบดูแลชีวิตหนูวารีจากนี้ต่อจากหนูสะมา ในฐานะคู่ชีวิตและจะจัดงานหมั้นและงานแต่งให้สมเกียรติถูกต้องตามประเพณีทุกอย่าง”
สาระสะมาเอื้อมมือไปจับกุมมือน้องสาวเอาไว้ สาระวารีน้ำตาไหลนำไปก่อนแล้ว
“หนูไม่ขัดข้องอะไรเลยค่ะคุณลุง มีแต่ความยินดี ปลื้มใจแทนวารีมากกว่า หนูต้องขอบคุณคุณษมาด้วยซ้ำ ที่อดทนกับวารี ใช้ความรักเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างจนเอาชนะใจวารีได้”
ษมายิ้มให้พร้อมพยักหน้ารับ สาระสะมาน้ำตาท่วมตา
“ฝากดูแลวารีด้วยนะคะคุณษมา จากนี้ไปคุณคงพาวารีไปใช้ชีวิตอยู่ที่ตราดกับคุณ ก็ขอให้คุณรู้เอาไว้ ว่าคุณได้เอาหัวใจฉันติดไปด้วย” สาระสะมาน้ำตาไหลซึมออกมา
สาระวารีเข้ามาสวมกอดพี่สาวเอาไว้ ร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มดีใจแทน จิตติยิ้มดีใจ
“ยินดีด้วยนะ” จิตติพูดพลางตบตักษมาอย่างดีใจด้วย
ษมายกมือไหว้จิตติ
“ขอบคุณมากครับ”
ษมาหันไปสองพี่น้องแล้วยิ้มด้วยความซาบซึ้งใจในความรักของพี่น้องแฝดคู่นี้

หิรัณย์ขับรถมาจอดหน้าบ้านมีคณา ทั้งคู่ไปรับธิดามาจากสนามบิน ธิดาลงจากรถได้ ก็สูดหายใจลึกๆ ด้วยดีใจ
“นึกว่าจะต้องตายอยู่ที่โน่นซะแล้ว”
มีคณายิ้มให้
“ถึงบ้านฉันจะก้มลงจูบดิน จูบจริงๆ ไม่อายใครเลยนะพี่ ฉันคิดถึงบ้าน คิดถึงแสงแดด ไม่รู้กี่ปี่แล้วต้องหมกตัวอยู่ในซ่องเถ้าแก่พิง ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตวันกับเค้าเลย” ธิดาพูดสีหน้าเศร้าๆ
หิรัณย์เห็นใจ
“มันจบไปแล้วล่ะครับคุณดา”
ธิดาและมีคณาหันมองทางหิรัณย์ที่เดินเข้ามาพร้อมยิ้มอบอุ่นให้
“ต่อไปก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ อย่ากลับไปทำอย่างเดิมอีกเลยนะครับ”
“คราวนี้ฉันจะพยายามให้ได้ค่ะ”
“ดีครับ”
หิรัณย์เดินไปช่วยเปิดประตูรั้วบ้าน ไม่ได้ล็อกรั้วเพราะสันติอยู่ในบ้าน ธิดาจับมือมีคณา
“ฉันทำเพื่อพี่มี่เลยนะเนี่ย”
มีคณายิ้มปลื้มใจ
“ทำเพื่อตัวเธอเองดีกว่าธิดา ไม่มีคำว่าสายเกินไป ถ้าเราตั้งใจพยายามจริงๆ หรอกนะ”
ธิดายิ้มรับ สันติวิ่งออกมายิ้มแย้ม
“กลับกันมาแล้วเหรอครับ”
สันติเห็นธิดาชะงักไปเล็กน้อย
“ติ จำอาดาได้มั้ย”
สันติยืนนิ่งไป ความทรงจำไม่ค่อยดีที่พ่อกับปู่ป้อนข้อมูลไว้ฉายชัดในหัวของสันติ สันติเลยยืนหน้า
นิ่งไม่ยินดียินร้าย ธิดาดีใจจนน้ำตาคลอ ตรงเข้าไปกอดสันติ
สันติทำตัวแข็งๆ ขืนเล็กน้อย ไม่ชอบใจนัก ธิดาผละกอดออกมามองหน้าสันติ
“โตขึ้นมากเลยนะติ ครั้งสุดท้ายที่อาเห็น ยังเดินเตาะแตะอยู่เลย ไงจำอาได้มั้ยลูก”
สันติตอบเสียงห้วน
“ไม่ได้”
มีคณาเหล่มองสันติ สัมผัสได้ว่ารู้สึกยังไง ธิดาขำทั้งน้ำตารื้นๆ
“นั่นสิ จำได้ก็แปลก ตอนนั้นติยังตัวกระเปี๊ยกเดียวเอง ชอบมาเกาะขาอาขอให้อุ้ม”
สันติหน้านิ่งไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งรำลึกความหลังอะไรด้วย ธิดาจับเนื้อจับตัวสันติ ดีใจ
“ดูสิ ตัวโตเบ้อเร่อเลย หล่อซะด้วยหน้าเหมือนคุณย่าเลยเนอะพี่มี่ ติดีใจรึเปล่าที่ได้เจออา”
“ไม่รู้ อาไม่เห็นเหมือนในรูปถ่ายเลย”
“จะให้เหมือนได้ยังไงล่ะ ภาพนั้นถ่ายตั้งหลายปีแล้ว ตอนนี้อาแก่กว่าในภาพเยอะ”
“เยอะมากเลยล่ะ อาดูแก่กว่าป้าซะอีก ถ้าบอกว่าอาเป็นป้าล่ะเชื่อเลย ดูดิหน้ามีตีนกาเพียบ”
ธิดาจ๋อยไป มีคณาปราม
“สันติ น้อยๆ หน่อย ทำไมพูดจายังงั้นกับอาล่ะ”
สันติหน้ามุ่ย
“ก็ติพูดจริงนี่”
“ยังอีก”
“อย่าดุหลานเลยพี่มี่ ติมันขวานผ่าซากเหมือนปู่เหมือนพ่อมันนั่นแหละ นึกจะพูดอะไรก็พูด ปล่อยมันเถอะแต่ติมันก็พูดจริง สภาพฉันตอนนี้บอกใครว่าเป็นน้องพี่มี่หลายปีก็คงไม่มีคนเชื่อหรอก”
หิรัณย์รีบตัดบท
“เข้าไปนั่งคุยกันในบ้านต่อดีกว่า..ติ มาช่วยลุงขนของหลังรถหน่อย”
สันติเดินไปหาหิรัณย์อย่างว่าง่าย มีคณาจูงมือธิดาพาเดินเข้าบ้านไป

มีคณาเปิดประตูห้องนอนนำธิดาเข้าไป
“พักที่นี่ซัก 2 วันให้สบายๆ ก่อนค่อยกลับบ้านไปหาแม่ ดานอนห้องเดียวกับพี่ได้มั้ย”
“ถ้าพี่ไม่รังเกียจฉัน ฉันอยู่ได้อยู่แล้วล่ะ ที่อื่นเล็กกว่านี้ตั้งเยอะ ฉันยังนอนยัดกันได้ 5-6 คน ห้องขนาดนี้นอนแค่ 2 คนถือว่าสวรรค์แล้วล่ะ”
“พี่จะรังเกียจดาทำไมล่ะ”
ธิดายิ้มซึ้งใจ
“ขอบคุณค่ะพี่มี่”
“ดาต้องอดทนนะ ลืมทุกอย่างที่ผ่านมาซะให้หมด ใครจะไม่ให้โอกาสเราก็ช่าง แต่เราต้องเห็นค่าของตัวเราเองอย่าดูถูกตัวเองตามความคิดของคนอื่นเด็ดขาด”
ธิดาน้ำตาคลอ
“ค่ะพี่มี่”
ธิดาสวมกอดพี่สาวเอาไว้ มีคณายิ้มสบายใจพร้อมถอนใจยาวออกมา

ตอนเช้าวันหนึ่ง หิรัณย์เดินมาส่งมีคณาที่ล็อบบี้สยามสาร มีคณาดูเขินๆ กับสายตาคนอื่น เธอขยับแว่นกระชับดั้ง
“รีบไปทำงานได้แล้ว จะเดินตามมาส่งทำไม”
“ก็ตามมาแสดงความเป็นเจ้าของ”
“เพี้ยนใหญ่แล้ว”
“เย็นนี้ไปรับสันติด้วยกันนะ”
“ไม่ต้องหรอก ดาเค้าอาสาไปรับให้”
“ก็ดี งั้นเราไปหาซื้อของเข้าบ้านกัน ผมเห็นของในตู้เย็นหมดหลายอย่างแล้วนะ”
มีสายตาแอบมองทั้งคู่มาจากมุมหนึ่ง
“ไปแอบสำรวจมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ไม่ได้หรอก ขาดตกบกพร่อง เดี๋ยวเจ้าของบ้านเค้าจะเปลี่ยนใจไม่ยอมรับผมเป็นพ่อบ้าน”
มีคณายิ้มๆ แต่ทำเหยียดปากหมั่นไส้ หิรัณย์ยิ้ม ๆ ถามหน้าขี้เล่น
“หอมทีได้ป่ะ”
มีคณาเขินมาก ฟาดแขนหิรัณย์ให้ฉาดหนึ่ง เขาขำๆ เดินไปพร้อมยกมือบ๊าย บาย เธอหันมองตามส่งจนหิรัณย์เดินพ้นไป
มีคณาหันกลับมาชนเข้ากับคนที่ยืนกอดอกรออยู่อย่างจัง
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
คนที่เธอหันมาชนคือสาระวารีที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่
“วารี มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อไหร่ไม่สำคัญ แต่เกือบอ้วกเพราะความเลี่ยน”
มีคณาเขิน กระชับแว่น
“ชอบตาหนวดนี่จริงๆเรอะ ไม่ต้องมาปิดบังเพื่อนเลยนะ”
“ก็อย่างที่เธอเห็นนั่นแหละ”
สาระวารีกระเซ้าเพื่อน
“ว๊าย ว๊าย”
มีคณาผลักเพื่อนไปเบาๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“แล้ววันนี้มาทำไมยะ”
สาระวารีเป็นฝ่ายอมยิ้มเขินๆ มั่ง
“มาแจกการ์ดเหรอ”
“บ้า ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก...”
“แล้วมาทำอะไร”
สาระวารีแกล้งลอยหน้าลอยตาไม่ยอมบอก

ผ่านเวลาซักครู่ ไชยวัฒน์รับเอกสารลาออกอย่างเป็นทางการของสาระวารี แล้วเซ็นอนุมัติ
เธอนั่งยิ้มแย้มอยู่ฝั่งตรงข้าม
“นึกว่าได้เป็นคุณผู้หญิงของเกาะยานก จะไม่มาให้เห็นหน้าซะแล้ว”
“บอกอก็พูดเกินไป”
“ผมดีใจด้วยจริงๆ นะ แต่ยังไม่น่าเชื่ออยู่ดี”
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมาชอบวารีลงใช่มั้ยคะ”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ไม่น่าเชื่อมากกว่าคือตัวเธอนั่นแหละ นึกไม่ถึงว่าจะยอมลงเอยกับใครง่ายๆ”
สาระวารีทำหน้าตาย
“นั่นสิคะบอกอ สงสัยจะโดนตาเจ้าพ่อนั่นเล่นของ”
ไชยวัฒน์ขำๆ ก่อนมองหน้าวารีนิ่งๆ
“ผมอวยพรให้ชีวิตคู่ประสบความสำเร็จนะวารี มีปัญหาอะไร อยากให้ผมช่วยเหลือยกหูมาได้เลย คิดซะว่าผมเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง”
สาระวารียกมือไหว้
“ขอบคุณค่ะบอกอ”
ไชยวัฒน์ลุกขึ้นเลื่อนมือมาตบหัวสาระวารีเบาๆ สีหน้าแววตาเอ็นดู
“ใจหายเหมือนกันนะ...อย่าลืมการ์ดเชิญผมล่ะ”
“แน่นอนค่ะ”
สาระวารียิ้มแย้มน้ำตารื้น ลุกไปกอดไชยวัฒน์เอาไว้
“บอกอเป็นทั้งเจ้านาย เป็นทั้งพี่ชาย มีแต่ความปรารถนาดีแล้วก็เอ็นดูน้องๆมาตลอด ขอบคุณมากนะคะ”

ไชยวัฒน์น้ำตารื้นขึ้นมาเหมือนกัน พูดหน้าตาย
“จะพูดดีแค่ไหนก็ใส่ซอง 2 พัน ไปงาน 4 คน ตัวเขมือบทั้งนั้นเลย”
สาระวารีขำทั้งน้ำตาคลอกอดไชยวัฒน์ล่ำลาก่อนพ้นสภาพการเป็นพนักงานของสยามสารอย่างเป็นทางการ

เวลาเย็น ที่โรงเรียนวัดช่างหมื่น ดอกไม้ ลูกสาวครูอรุณกำลังชี้นิ้วสั่งให้สันติใช้ฝักบัวรดน้ำแปลงผักตรงโน่นตรงนี้ เขาก็ทำตามที่ดอกไม้ชี้สั่งอย่างตั้งอกตั้งใจ
ธิดาก็แต่งตัวสไตล์วับๆ แวมๆ เดินเข้ามาแอบอมยิ้มดูสันติที่น่ารักยอมให้ผู้หญิงชี้นิ้วสั่งให้ทำงานได้ เพื่อนผู้ชายของสันติเดินมาหา เห็นธิดาแต่งตัวก็แอบมองกระซิบกระซาบกันใหญ่
เพื่อน1บอก
“เฮ้ย ไอ้ติ แม่มึงมารับแล้ว”
สันติหันมองไปทางธิดาที่แต่งตัวแนวโชว์ๆ ไม่สุภาพสำหรับมาโรงเรียน แต่เธอไม่ได้คิดและมีแต่เสื้อผ้าแนวนี้ใส่ ธิดายิ้มแย้มให้หลานชาย
สันติมีสีหน้าโกรธจัดทิ้งฝักบัวรดน้ำโครม เดินปรี่เข้าหาธิดา
“ใครใช้ให้อามา”
ธิดาแหยไปเล็กน้อย
“เปล่า อาอยากมารับติเอง”
สันติตวาด
“ไม่ใช่หน้าที่ ติไม่ใช่เด็กๆ ที่ต้องให้ใครมารับกลับบ้าน”
“อาขอโทษ”
“ต่างคนต่างเดินกลับบ้านก็แล้วกัน ติอายเพื่อน”
สันติรีบเดินเร็วเลี่ยงออกไป เพื่อนๆ ผู้ชายก็นั่งรวมกลุ่มตามใต้ต้นไม้มองมาที่ธิดา ยิ้มๆ กระซิบกัน
ธิดามองดูตัวเอง ค่อยรู้สึกตัวว่า ไม่สมควร จึงรีบเดินเลี่ยงกลับออกไป

เวลาเย็น เขตต์ตวันสวมแว่นดำเดินมาตามหามัทนายังสถานที่สวยงามแห่งหนึ่ง มัทนานั่งรอหน้าซึมอยู่
“รอนานรึเปล่า”
มัทนาปั้นยิ้มบางๆ
“ไม่หรอกค่ะ”
“ไปกันเลยมั้ย”
“นั่งคุยกันก่อนสิคะ”
เขตต์ตวันเอะใจ มัทนาดูไม่รื่นเริง
"มีอะไรรึเปล่า"
"แพลนงานแต่งของเราที่คุณปอนวางเอาไว้ คงต้องเลื่อนแล้วล่ะค่ะ"
เขตต์ตวันตกใจ
"ทำไมล่ะครับ"
"มัทคุยกับที่บ้านแล้ว ทุกคนเห็นตรงกันว่ามัทควรไปเรียนต่อก่อนน่ะค่ะ"
ตวันอึ้งไปจนพูดไม่ออกมา ดูซึมไปอย่างเห็นได้ชัด มัทนาชำเลืองมองเขาเล็กน้อย แอบกลัวเขตต์ตวันจะโกรธอยู่เหมือนกัน

ตอนหัวค่ำ หิรัณย์และมีคณากลับเข้าบ้านมาพร้อมถุงใส่ของมากมายหลายถุง ธิดาออกมาช่วยขนของ
"ดาทานข้าวรึยัง" มีคณาถาม
ธิดาสีหน้าขรึม
"ทานแล้วจ้ะ"
"ผมซื้อเค้กมาฝากนะครับ" หิรัณย์วางเค้กที่โต๊ะอาหารแล้วถามต่อ
"สันติล่ะครับ เค้กเจ้าโปรดเค้าเลย"
"อยู่ข้างบนค่ะ"
หิรัณย์แปลกใจ
"แปลก ปกติเวลานี้ต้องนั่งอยู่หน้าทีวี ไม่ทำการบ้าน ก็ต้องเล่นเกม"
"นั่นสิ"
ธิดารู้สึกแย่ๆ
"หลานมันคงโกรธฉันมั้งพี่มี่"
มีคณาสงสัยอยากรู้
"มีเรื่องอะไรกันเหรอดา"

ในเวลาต่อมา สันติเดินหน้าหงิกมาเปิดประตูห้อง หลังจากที่มีคณาเคาะประตูห้องแรงๆ
"วันนี้มีปัญหาอะไรกับอาดา"
สันติหน้าบึ้งตึงบอก
"ติไม่ชอบให้อาไปยุ่งที่โรงเรียน"
"ทำไม"
"ป้าไม่มีตาเรอะ ไม่เห็นอาดาแต่งตัวรึไง เดินเข้าโรงเรียนมีแต่คนมองแล้วก็หัวเราะกัน เพื่อนมันวิ่งมาบอก ติว่าแม่มึงมารับแล้ว"
มีคณาชะงักไปเล็กน้อย เข้าใจความรู้สึกสันติ
"พวกมันกำลังจะลืมกันอยู่แล้ว อาก็ไปเดินอวดนมซะทั่วโรงเรียน แค่มองก็รู้แล้วไอ้พวกนั้นคิดยังไงกับอาดา"
"ใครจะคิดยังไงไม่สำคัญหรอกนะติ มันสำคัญที่ติคิดยังไงมากกว่า อาดาเป็นอาแท้ๆ ของตินะ"
สันติสีหน้าเอาแต่ใจ
"ติไม่อยากให้เป็น แม่ก็คนแล้ว ยังจะอาอีก ติไม่อยากเป็นญาติกับพวกผู้หญิงหากินให้คนอื่นหัวเราะเยาะ
มีคณาโกรธมาก
"ติ พูดถึงอาเค้าแบบนี้ได้ยังไง"
สันติไม่ตอบจ้องมีคณาเขม็ง สีหน้าเอาเรื่อง มีคณาคว้าแขนสันติหมับ
"ลงไปข้างล่างกับป้าเดี๋ยวนี้เลย"
สันติจะขัดขืนแต่สู้แรงโมโหมีคณาไม่ไหว ยอมให้มีคณาลากลงไปข้างล่างด้วยสีหน้าบึ้งตึง

มีคณาลากสันติมาเผชิญหน้าธิดาที่นั่งคุยปรับทุกข์อยู่กับหิรัณย์ที่โซฟารับแขก ธิดาสีหน้าไม่สบายใจ รีบลุกขึ้นยืนห้าม
"พี่มี่ใจเย็นๆ ค่ะ"
มีคณาจับสันติเผชิญหน้ากับธิดา...
"ติเห็นอะไร"
สันติจ้องหน้าธิดา
"คุณตัวหมดสภาพ"
ธิดาอึ้งน้ำตาท่วมตาขึ้นมาทันที หิรัณย์ตกใจที่สันติพูดขนาดนี้ ลุกขึ้นยืนกำลังจะพูดเตือน แต่มีคณาพูดขัดซะก่อน มีคณาพยายามคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธ อาละวาดเหมือนเดิม
"ผู้หญิงตรงหน้านี่คืออาแท้ๆของติ อาที่รักติมาก ป้าจะบอกให้นะติ สมัยที่ติเกิด ป้ายังไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงินส่งให้ย่าติ ปู่ย่าติก็ไม่ได้ทำงาน พ่อติก็ไม่ได้ทำงาน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่บ้านติใช้ ทั้งค่าอาหาร ค่าทำคลอด ค่ายา ค่านมของติ ผู้หญิงที่ติกำลังดูถูกคนนี้แหละ ที่เป็นคนหาเงินมาให้ทุกบาททุกสตางค์ ติเองก็รู้ดีแล้วนี่ว่าอาชีพที่อาดาทำมันมีแต่ความเจ็บปวด น่ารังเกียจแค่ไหน คงไม่ต้องให้ป้ารื้อฟื้นความจำหรอกนะ"
สันติหลบสายตาไปมองพื้นด้วยความอาย จำความรู้สึกที่ตนเกือบต้องขายตัวได้ดี
"แต่ที่อาดายอมทำ ยอมใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตเป็นผู้หญิงที่ใครก็ตราหน้าว่าเลวว่าบาป อาดาเค้าทำเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อปู่ย่าติ พ่อติ แล้วก็ตัวติเอง"
สันติก้มหน้างุด กลืนน้ำลายอึกใหญ่ พูดอะไรไม่ออก ธิดาน้ำตาท่วมตา หิรัณย์เลื่อนมือมาจับกุมมือธิดาบีบเบาๆ ให้กำลังใจ มีคณามองไปที่ธิดาน้ำตารื้นขึ้นมาท่วมตา
"แล้วรู้มั้ยว่าป้ามองเห็นอะไร ป้าเห็นผู้หญิงเข้มแข็งมากคนหนึ่ง ที่เกิดมารักครอบครัวของเธอเหลือเกิน
รักมากทั้งๆที่รู้ว่าครอบครัวของเธอ เห็นเธอเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง หวังแต่จะกอบโกยผลประโยชน์จากเธอ
ป้าเห็นเด็กผู้หญิงที่กำลังอ้อนวอนขอพ่อ ขอเลิกไปทำงานขายตัว อยากกลับมาอยู่บ้าน แต่พ่อไม่ยอม ส่งเธอกลับไป เพราะว่าเธอยังหาเงินเลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงพี่ชาย เลี้ยงพี่สะใภ้ที่กำลังท้องได้ไม่มากพอ"
ธิดาร้องไห้โฮออกมา สะอึกสะอื้น จนหิรัณย์ต้องจับกุมมือธิดาแน่นขึ้นพร้อมหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้
สันติดูจ๋อยสนิท สีหน้าอ่อนลง เริ่มรู้สึกแย่ที่พูดออกไปแบบนั้น
"ตอนที่ป้าเข้าไปเจออาดาในซ่องนรกนั่น ติรู้มั้ยว่าคำแรกที่ผู้หญิงคนนี้ถามป้าคืออะไร เธอถามป้าว่า พ่อ แม่ พี่ชาย และหลานของเธอสบายดีมั้ย เงินที่เธอเก็บออมส่งไปให้ทุกเดือนพอใช้รึเปล่า แต่พอเธอรู้ว่าถูกโกง เถ้าแก่ไม่เคยส่งเงินเธอกลับไปที่บ้านเลย ติรู้มั้ยว่าอาดาทำยังไงต่อ"
สันติก้มหน้างุด ส่ายหน้าไปมา ธิดายังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่
"เธอช่วยให้ป้าหนี ทั้งที่รู้ว่าเธอจะต้องเดือดร้อนถึงตาย เท่านั้นยังไม่พอ เธอเอาเงินเก็บที่เหลือทั้งหมดให้ป้า ถอดสร้อยทองจากคอให้ป้า ฝากไปให้พ่อกับแม่ ฝากป้าให้บอกพ่อกับแม่ว่าคิดถึง ฝากป้าให้ดูแลติให้ดี เพราะติคือความหวังเดียวของครอบครัว คือความภาคภูมิใจของเธอ นี่ไงล่ะติ สิ่งที่ป้ามองเห็นอยู่ตรงหน้า ตอนนี้..."
มีคณาน้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ธิดาน้ำตาไหลพรากๆ เธอจับหน้าสันติให้เงยหน้ามองธิดาอีกครั้ง
"บอกป้าอีกครั้งได้มั้ยว่าตอนนี้ติเห็นอะไร บอกมาซิว่าเห็นอะไร" มีคณากระแทกเสียงอย่างใส่อารมณ์ทั้งน้ำตา
ธิดาพูดห้ามทั้งน้ำตา
"พอเถอะพี่มี่ ติมันจะเห็นอะไรก็ช่าง อย่าดุมันเลย สงสารมันเถอะ มันยังเด็ก ฉันไม่ถือสามันหรอก พี่อย่าว่ามันอีกเลยนะ"


สันติปล่อยโฮออกมา สวมกอดธิดาเอาไว้แน่น
"อาดา ติขอโทษ ติเสียใจ ต่อไปติจะไม่ทำยังงี้อีกแล้ว"
ธิดากอดสันติไว้ ร้องไห้ทั้งพูดจนเสียงสั่นขาดๆ หายๆ
"ติไม่มีอะไรต้องขอโทษ อาไม่ดีเอง อาไม่ควรทำให้ติอาย อาจะรีบกลับบ้านไปเร็วๆ อาจะไม่ทำ
ให้ติต้องอายเพื่อนๆอีกแล้ว อาให้สัญญา ติไม่ต้องร้องแล้วนะลูกนะ"
ธิดายิ่งปลอบ สันติยิ่งร้องไห้หนักขึ้นและกอดกันแน่นขึ้น มีคณามองดูก็ร้องไห้ตามออกมาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ หิรัณย์เดินเข้าไปโอบเอวมีคณาสวมกอดเอาไว้ เธอพิงหน้าพักกับหิรัณย์ร้องไห้ออกมาอย่างต่อเนื่อง
หิรัณย์กระซิบข้างหูมีคณา
"ผมภูมิใจในตัวคุณที่สุดคุณมี่"
มีคณายิ่งร้องไห้หันไปสวมกอดหิรัณย์เอาไว้ เขายิ้มบางๆ กอดมีคณาลูบผมอย่างปลอบประโลม...

เวลากลางคืน มีคณาในชุดนอนกำลังนั่งเขียนจดหมายอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนอน
"จดหมายฉบับนี้ของมี่อาจจะยาวซักหน่อย มี่อยากเล่าเรื่องสันติก่อน ตอนนี้มี่ยอมรับแล้วค่ะป้า ว่ามี่เองที่เป็นฝ่ายมีอคติ ติเป็นเด็กที่ใช้ได้คนหนึ่งทีเดียว"
มีคณาเงยหน้าจากการเขียนจดหมายเล็กน้อย สีหน้านึกถึงเรื่องราวของสันติที่ผ่านมา
"ถ้ามีใครแนะนำเค้าให้ถูกวิธี สอนในทางที่ถูกต้อง เขาจะเป็นพลเมืองที่ดีคนหนึ่งของสังคมได้ไม่ยาก"

ผ่านเวลา 2 อาทิตย์ต่อมา มั่นสินเดินกลับเข้าห้องพักที่อังกฤษมาพร้อมจดหมายของมีคณาในมือ ป้าถอดเสื้อโค๊ทแขวนไป
"ตัวมี่เองก็ได้พัฒนาไปกับหลานด้วย มี่สอนอะไรหลานหลายอย่าง ติก็สอนอะไรมี่กลับมาหลายอย่าง
เช่นกัน ติทำให้มี่รู้จักการเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ว่า ถ้าอยากให้ใครเคารพนับถือเรา เราต้องเคารพและนับถือเค้าก่อน ถึงแม้เค้าจะเด็กกว่าเราก็ตาม"
มั่นสินมานั่งที่เก้าอี้มุมห้อง อ่านจดหมายต่อไป
"เรื่องต่อไปเป็นข่าวดีค่ะ สารวัตรหิรัณย์ขอมี่แต่งงาน มี่ตอบตกลงนะคะป้า"
มั่นสินยิ้มออกมาอย่างดีใจไปด้วย

ย้อนกลับไปวันที่มีคณาเขียนจดหมายถึงมั่นสิน...มีคณาถือปากกาในมือยืนอมยิ้มอยู่ริมหน้าต่างในห้องนอน
"พี่รันเป็นคนดี แล้วก็เป็นผู้ชายคนแรกที่เข้าใจมี่อย่างประหลาด ถึงจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่พี่เค้ารู้จักมี่ดีกว่ามี่รู้จักตัวเองซะอีก"
มีคณาเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานแล้วนั่งลงก้มหน้าเขียนจดหมายต่อ
"สำหรับเรื่องแต่งงาน มี่ยังไม่ได้กำหนดอะไรตอนนี้หรอกค่ะ คงต้องรออีกซักพัก" มีคณาเงยหน้าจากจดหมาย สีหน้าหนักใจขึ้นมาเล็กน้อย
"พี่รันบ่นว่าเค้าอยากไหว้ป้า"

มั่นสินเงยหน้าจากจดหมายมีคณาเช่นกันเมื่ออ่านถึงข้อความตรงนี้ สีหน้านิ่งขรึม
"อยากขอมี่จากป้าอย่างเป็นทางการ แต่เราสองคนไม่สามารถไปอังกฤษได้ คงขึ้นอยู่กับป้าแล้ว
ล่ะค่ะ ว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยได้รึเปล่า"
มั่นสินหน้านิ่งขรึมค่อยๆ พับจดหมายเก็บเข้าซอง
" มี่อยากให้คุณป้ากลับมาซักครั้ง"

วันนั้น ... มีคณาน้ำตาคลอขณะเขียนจดหมายข้อความดังกล่าว
"อยากให้มาสุดหัวใจเลยค่ะ คุณป้าจะได้รู้จักหลานชายของมี่ และหลานเขยของป้า แต่ถ้าป้ามาไม่ได้มี่ก็เข้าใจค่ะ"
มีคณาเงยหน้าจากจดหมายสีหน้าลุ้นๆ ว่าป้าจะยอมมารึเปล่า

มั่นสินหน้านิ่งขรึมลุกเดินจากเก้าอี้นั่งมุมห้องไปยังโต๊ะทำงานมุมห้อง
"หวังว่าป้าคงสบายดีรักษาสุขภาพด้วยนะคะ...รักป้ามากค่ะ / มี่"
มั่นสินเก็บจดหมายของมีคณารวมกับจดหมายฉบับอื่นๆ ที่มัดรวบรวมเอาไว้ในลิ้นชัก เธอปิดลิ้นชัก เงยหน้าขึ้น สีหน้านิ่งขรึมใช้ความคิดตัดสินใจ

หัวค่ำวันหนึ่ง มีคณารอรับการเดินทางกลับมาของมั่นสินที่สนามบิน มีคณาดูประหม่า กังวลๆ จนบีบมือตัวเองแน่นระหว่างมองหาผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามา หิรัณย์เห็นท่าทางแฟนสาวเลยกระซิบถาม
"ตื่นเต้นมากใช่มั้ย"
"ค่ะ มี่ไม่ได้เจอป้านานมากแล้ว ไม่นึกว่าท่านจะยอมกลับมาเพื่อมี่ด้วย"
มีคณาน้ำตารื้นๆ หิรัณย์เอามือวางบนหัวมีคณาด้วยความเอ็นดู เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยแล้วว่า
"คุณป้ามาแล้ว"
หิรัณย์หันมองไปทางผู้โดยสารที่เข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางออกมาจากช่องทางออกผู้โดยสาร มั่นสินหยุดเข็นรถจ้องมองมาทางมีคณานิ่งๆ มีคณาดูประหม่ายกมือไหว้ มั่นสินยิ้มบางๆ พร้อมรับไหว้ หิรัณย์รีบเดินนำเข้าไปหาพร้อมยกมือไหว้ มีคณาค่อยๆ เดินตามไปช้าๆ
"ผมหิรัณย์ครับ"
"สวัสดีค่ะสารวัตร"
"ผมช่วยเข็นรถครับ"
"ขอบใจจ้ะ"
มีคณาเดินมาหยุดหน้ามั่นสิน มองสำรวจป้าน้ำตาคลอขึ้นมา พูดอะไรไม่ออก ทั้งคิดถึง ทั้งกลัวที่จะ
แสดงความรักความคิดถึงออกมา มั่นสินมองหลาน ทักทายด้วยคำพูดพื้นๆ ให้ความรู้สึกห่างเหิน ไม่เหมือนคิดถึงที่
จากกันมานานมาก
"เป็นยังไงบ้างเรา สบายดีมั้ย"
มีคณาน้ำตาร่วงผล๋อย รวมความกล้าทั้งหมดสวมกอดมั่นสินเอาไว้เลย มั่นสินดูแปลกใจและอึดอัดเล็กน้อยกับการแสดงออกความรักแบบนี้
"มี่คิดถึงคุณป้าที่สุดเลยค่ะ"
มั่นสินน้ำตาคลอๆ ขึ้นมา ลูบผมมีคณา สีหน้าแววตาเอ็นดู คิดถึงเหมือนกัน และไม่ผลักมีคณา
ออกไปเหมือนที่เคยทำ หิรัณย์ยิ้มดีใจไปกับมีคณา

สายวันหนึ่ง เขตต์ตวันมารอมัทนาที่ล็อบบี้สยามสาร เธอเดินลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาหา
"ทำไมให้ผมมารับที่นี่ล่ะ"
"มัทลืมเอกสารบางอย่างน่ะค่ะ"
"พ่อแม่มัทล่ะ"
"อ๋อ ไม่ได้ไปส่งค่ะ"
เขตต์ตวันดูจ๋อยๆ ซึมๆ
"ผมเข้าใจพ่อกับแม่มัทนะ มัทอายุยังน้อย ที่บ้านคงเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะแต่งงาน แต่ก็เกรงใจที่จะปฏิเสธผม ก็เลยเอาเรื่องเรียนต่อมาอ้างถ่วงเวลาไว้ก่อน"
มัทนาได้แต่ฝืนยิ้มไปมา เขตต์ตวันปั้นยิ้ม
"มัทไม่ต้องกังวลนะ ไปเรียนต่อเถอะ ผมจะรอ... เวลาจะพิสูจน์เองว่าผมมั่นคงกับมัทจริงรึเปล่า"
มัทนาพูดหน้าตาย
"แค่ 2 อาทิตย์จะพิสูจน์อะไรได้คะ"
เขตต์ตวันอึ้งปนงง
"มัทว่าอะไรนะ"
มัทนายิ้มแป้น
"ปีที่ผ่านมา มัททำผลงานดีเด่นเลยได้รางวัลจากสยามสารให้ไปเรียนงานและฝึกงานกับแมกกาซีนที่ฝรั่งเศส เป็นเวลา2 อาทิตย์ค่ะ"
มัทนาพูดพลางยก 2 นิ้ว ทำหน้าขี้เล่นประกอบ
เขตต์ตวันเจ็บใจปนมันเขี้ยว
"แสบนักนะ ทำไมไม่บอกผมแต่แรก"
มัทนาหน้าเจ้าเล่ห์
"ก็ไม่ได้ถามนี่คะ"
เขตต์ตวันตาขวางๆ จ้องมัทนา
"รู้มั้ยว่าผมนอนไม่หลับไปกี่คืน"
เขตต์ตวันหักนิ้วไปมา มัทนารู้ตัวตั้งท่าจะหนี
"มัทขอโทษค่ะ"
"สายเกินไปหน่อยมั้ง"
เขตต์ตวันตั้งท่าจะเข้าไปรวบตัว มัทนาวิ่งหนี
"มัทไม่ได้ตั้งใจ"
เขตต์ตวันรวบมัทนาอุ้มขึ้นพาดบ่า ตีก้นเบาๆ เป็นการลงโทษ หน้าตามันเขี้ยวมาก มัทนาเขินสุดๆ
"คุณปอน มัทอายเค้า"
พนักงานที่เดินผ่านไปมาก็มองยิ้มกัน
"รีบไปกันเถอะค่ะเดี๋ยวตกเครื่อง"
"รีบมากงั้นก็ต้องอุ้มไปยังงี้แหละ"
เขตต์ตวันอุ้มมัทนาพาดบ่าแล้วเดินไปลากกระเป๋าเดินทางพาออกไปจากสยามสารท่ามกลางสายตา
ที่มองตามไป ทุกคนต่างยิ้มๆ ขำๆ กัน

เวลากลางวัน บรรยากาศในเวดดิ้ง สตูดิโอ ษมาและสาระวารีกำลังนั่งคุยกับเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่
เป็นออร์กาไนเซอร์จัดงานแต่งงานอยู่ เจ้าของร้านโชว์ผังการออกแบบงานที่จะจัดขึ้นที่เกาะยานกให้คู่บ่าวสาวดู
"จัดงานซะใหญ่โตขนาดนี้ เชิญแขกแค่ 50 คน ไม่น้อยไปเหรอคะ"
"เยอะไปด้วยซ้ำครับ ผมอยากเชิญเฉพาะคนสนิทเท่านั้นจริงๆ" ษมาบอก
" ก็ดีค่ะ ... แบบงานคร่าวๆ ที่เราคุยกันไว้ก็จะประมาณนี้นะคะ เรือที่รับแขกมางานก็จะตกแต่งด้วยดอกไม้ทั้งลำ มาขึ้นท่าเรือที่ยานกก็จะเป็นซุ้มดอกไม้"
"หวานไปรึเปล่าคะ" สาระวารีถาม
"เค้าไว้ต้อนรับแขก ไม่ได้ให้คุณไปลอดซุ้มด้วยซะหน่อย คนนี้เค้าชอบแบบเถื่อนๆ ดิบๆ น่ะครับ" ษมากระเซ้าบอก
สาระวารีหยิกแขนษมา
"เกินไป"
"งั้นลองดูก่อนนะคะ ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ตรงไหนบ้างรึเปล่า"
ษมาและสาระวารีดูภาพการออกแบบและเรฟเฟอร์เรนซ์ต่างๆ จากทั้งในแม็ค บุ๊ค ในไอแพด และแฟ้มภาพการออกแบบ
สาวสวยนางหนึ่งผิวสองสีสูงโปร่งเดินควงแขนกับฝรั่งเข้าร้านมา เจ้าของร้านยกมือไหว้
"สวัสดีค่ะ รอซักครู่นะคะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ"
สาวสวยยิ้มแย้มควงแฟนฝรั่งไปนั่งรอ
ษมาและสาระวารีเหมือนมีบางอย่างเห็นไม่ตรงกัน ถกเถียงกันเบาๆ เล็กน้อยกับงานที่บริษัท
ออกแบบมา
"งั้นขอเรากลับไปดูละเอียดๆ ก่อนแล้วค่อยนัดคุยกันอีกทีนะคะ"
"ได้เลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเมลทุกอย่างไปให้เลยนะคะ" เจ้าของร้านบอก
"ขอบคุณครับ"
ษมาและสาระวารีลุกขึ้นไหว้และรับไหว้กับเจ้าของร้าน ษมาเดินจูงมือสาระวารีจะเดินออกไปจากร้าน
สาวสวยผิวสีน้ำผึ้งคนนั้นรีบเดินปรี่เข้ามาหาษมาและสาระวารี
"ยินดีด้วยนะคะคุณษมา คุณวารี"
ษมาและสาระวารีงงๆ เล็กน้อยว่าเธอเป็นใคร
"ขอโทษนะครับ ผมจำคุณไม่ได้จริงๆ"
" ค่ะ ฉันก็จำคุณไม่ได้เหมือนกัน"
สาวสวยยิ้มๆ
"ลืมโศไปแล้วจริงๆ เหรอคะเนี่ย"
สาระวารีตกใจมาก
"คุณโศภี"
ษมาก็ตกใจไม่แพ้กัน
"ใช่ค่ะ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้วล่ะ ต้องขอบคุณมีดหมอที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่ มีอนาคตที่ดีขึ้น ฉันกำลังจะแต่งงานกับปีแอร์ค่ะ"
ษมาอึ้งๆ ตอบมารยาทไป
"ยินดีด้วยนะครับ"
"ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องมาระแวงหรือกลัวอะไรฉันแล้วนะคะ เพราะฉันไม่ใช่โศภีอีกต่อไปแล้ว เรื่องทั้งหมดระหว่างพวกเรามันจบไปแล้ว...แล้วเจอกันใหม่นะคะ" โศภีจำแลงยิ้มเย็น ก่อนเดินกรีดกรายกลับไปหาแฟนฝรั่ง เดินควงแขนกันไปหาเจ้าของร้าน
ษมาและสาระวารีหันมองตามไป แต่ยังงงไม่หาย
"รีบไปเถอะค่ะ ศัลยกรรมเปลี่ยนได้แค่หน้าตาเท่านั้นแหละ"สาระวารีรีบจูงษมาออกไปจากร้าน
โศภีจำแลง รีบคุยกับเจ้าของร้าน
"ดิฉันอยากจัดงานแต่งบนเกาะเหมือนงานคุณษมา อยากได้รูปแบบงานเหมือนกันทุกอย่าง แม้แต่ชุดบ่าว-สาว แต่งานแต่งดิฉันจะจัดก่อนหน้างานเค้า 1 วันค่ะ"
เจ้าของร้านอึ้งๆ
"จะดีเหรอคะ"
"ดิฉันยินดีจ่ายค่าจัดงานทั้งหมดให้คุณ 2 เท่า" โศภีจำแลงยิ้มร้ายๆ สะใจ ได้เอาชนะคะคานเค้านิดหน่อยก็ยังดี

ผ่านเวลาถึงเย็นวันหนึ่ง กองบ.ก.กำลังจัดงานปาร์ตี้สละโสดให้ 3 สาวอยู่...มีการจัดสายรุ้งห้อยประดับประดา สร้างบรรยากาศให้ดูรื่นเริงสนุกสาน
มีป้ายโฟมแปะผนังแบบง่ายๆ มือสมัครเล่นทำกันเองในกองบ.ก. ประมาณ “ปาร์ตี้สละโสด 3
ทหารเสือสาว” เห็นกองของขวัญกองโตวางรวมๆ กันอยู่มุมห้อง
เพื่อนกองบ.ก.กำลังช่วยกันจัดอาหาร เครื่องดื่มกันอยู่...มีเพลงสนุกสนานเปิดคลอสร้างบรรยากาศตลอดเวลา
ทุกคนใส่เสื้อยืดทำพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะมีสกรีนว่า “ 3 ทหารเสือสาว” แล้วมีเหมือนตราปั๊มประทับขวางๆเขียนว่า Limited Edition
มีการแกล้งดึงพลุสายรุ้งหรือฉีดสเปรย์โฟมสีใส่กัน ร้องกรี๊ดกร๊าดเป็นที่สนุกสนาน
มัทนา สาระวารี มีคณาอยู่กันพร้อมหน้า ใส่เสื้อยืดสำหรับโอกาสพิเศษนี้เช่นกัน กำลังยืนให้เพื่อนๆ
ใช้ปากกาสีมีเขียนอวยพรต่างๆ ในเสื้อให้ ทั้ง 3 คนก็เขียนข้อความที่ระลึกให้เพื่อนๆ กองบ.ก.เช่นกัน
สาระวารีเขียนไปพูดไป
"ต้องเขียนกันอีกนานมั้ยเนี่ย อยากแกะของขวัญแล้ว"
มีคณายิ้มๆบอก ก่อนเขียนเสื้อให้กองบ.ก.คนต่อไป
"ไม่ค่อยงกเลยนะแก"
มัทนาเซ็นชื่อหลังข้อความ "ห้ามลืมกันนะ" ที่เสื้อเพื่อนกองบ.ก.แล้วพูด
"อีก 5 นาที พักกินก่อนนะ มัทหิวแล้ว"
สาระวารีแซวน้อง
"กินไขมันสะสมในตัวเธอไปพลางๆก่อนเถอะย่ะ"
มัทนาทำหน้างอน
"พี่วารี มัทกำลังลดอยู่นะ ไม่ต้องมาแซวกันเลยนะ"
มัทนาจับสาระวารีหันหลังแล้วเขียนข้อความ
"จะเขียนอะไรมัท"
สาระวารีจะไม่ยอม มีคณาเข้าไปช่วยจับมือสาระวารีล็อกไว้ให้
"พี่ช่วยจับให้"
มัทนาตั้งท่าจะวาดรูปอะไรซักอย่าง
"จั๊กจี้"
มีคณายิ่งจับ มัทนายิ่งแกล้งวาดตรงจุดจั๊กจี้ หัวเราะขำๆ กันไป มัทนาพยายามจะวาดรูปน้องหมาพุดเดิ้ลขนฟูผูกจุกหรือใส่หมวกเลียนแบบลุ๊กของสาระวารี

ไชยวัฒน์เปิดประตูแง้มมองไปที่กองบ.ก. แล้วยิ้มๆ ก่อนหุบประตูห้องปิดเข้ามาแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน
เขาเปิดฝาตะแกรง เพื่อหยิบเอกสาร กระดาษโน้ตแผ่นเท่าฝ่ามือแปะอยู่เหนือฝาตะแกรง
ไชยวัฒน์ก้มอ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือของสาระวารี...
"งานของพวกเรา บ.ก.ห้ามพลาดนะคะ ถ้าเบี้ยว เจอคอมมานโดบุกถึงบ้านแน่ๆ"
ไชยวัฒน์ยิ้มๆ ส่ายหน้าก่อนเปิดตะแกรง หยิบจดหมายใส่การ์ดเชิญแต่งงาน 3 ฉบับออกมา
ฉบับแรกเป็นซองสีชมพูหวาน...ไชยวัฒน์ดึงการ์ดขึ้นมาดู เป็นการ์ดของ "มัทนากับเขตต์ตวัน" เขาย้อนนึกไปถึงวันที่มาแจกการ์ด
ไชยวัฒน์เหลือบตามองไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
" คุณปอนอยากไปจัดงานที่วัดสวนป่าก่อน ทำบุญเลี้ยงพระ แล้วก็เลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งวัด แล้วค่อยมาจัดงานเลี้ยงที่กรุงเทพ บอกอก็รู้ว่าคุณปอนไม่ชอบเป็นข่าว ก็คงจัดงานเล็กๆ เชิญเฉพาะญาติกับเพื่อนสนิทเท่านั้น" มัทนายิ้มหน้าเป็น
"บอกอคือแขกวี.ไอ.พี.ของมัท ... ไม่ไปมัทโกรธจริงๆ ด้วย" มัทนาสีหน้าแววตาบังคับ ทำโกรธหน้าตูม
ไชยวัฒน์ยิ้มๆ จะเก็บการ์ดมัทนา...เงามัทนาในอดีตเมื่อหลายวันก่อนพูดขัดขึ้นมาซะก่อน
"อ้อ...มัทนายังไม่ลาออกนะคะบอกอ คุณปอนอนุญาตให้ทำงานได้ต่อจนกว่าจะท้อง เด็กอย่างมัทเนี่ยนะจะท้องได้ ทำงานกับบ.ก.ได้จนแก่แหละค่ะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มๆเอ็นดูเด็กน้อย ก่อนเก็บการ์ดมัทนาเข้าซองไป แล้วจดโน้ตวันที่มัทนากับเขตต์ตวันจะแต่งในสมุดบันทึกคิวงาน
ไชยวัฒน์เอื้อมไปหยิบซองสีน้ำเงินใสขึ้นมา แค่ดูซองสีแปลกตาก็ยิ้ม เดาได้ว่าการ์ดใครถึงเลือกสีไม่ซ้ำคนอื่นแบบนี้ ไชยวัฒน์ดึงการ์ด "สาระวารีกับษมา" ขึ้นมาดู ย้อนนึกไปถึงวันที่มาแจกการ์ด สาระวารีพูดเสียงดังคุยโว
"ถ้าบอกอไม่ไปงานวารีแล้วจะเสียใจ คุณษมาปิดเกาะ จ่ายหนักจัดใหญ่ แต่เชิญแขกแค่ 50 คนเท่านั้นนะคะ... บอกอไม่ใช่แค่แขก วี.ไอ.พี.นะ โคตร วี.ไอ.พี.เลยล่ะ" สาระวารียิ้มมั่นใจ
ไชยวัฒน์ยิ้มๆ เก็บการ์ดลงซองแล้วบันทึกโน้ตวันจัดงานของสาระวารีไว้ ก่อนจะหยิบซองสุดท้ายเป็นซองสีเหลือง ของ "มีคณากับสารวัตรหิรัณย์" ย้อนนึกถึงวันที่มีคณามานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"บอกอไม่ต้องห่วงนะคะ มี่ยังเป็นนักข่าวสายสังคมและอาชญากรรมให้สยามสารต่อ แต่ขอออกภาคสนามน้อยลงหน่อยนะคะ ขอทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก มี่จะช่วยบ.ก.ตรวจข่าวแล้วก็แนะนำประเด็นข่าวให้น้องๆ แทนนะคะ" มีคณายิ้มแย้มแจ่มใส
ไชยวัฒน์เก็บการ์ดเข้าซองสุดท้าย แล้วรวมทั้งสามซองไว้ในตระกร้า ก่อนจะบ่นพึมพำ
" จะทำงานได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว"ไชยวัฒน์ถอนใจ ก่อนกดสายภายในแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นคุย
"ไงปาร์ตี้อยู่รึเปล่า ... ผมสั่งให้ประกาศรับสมัครกองบ.ก.เพิ่ม ทำรึยัง ดีมาก กำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ผมรับปากแล้วว่าจะเป็นคนเปิดฟลอร์"

ไชยวัฒน์เต้นเข้ามาที่กองบ.ก.มาพร้อมกับจังหวะเพลงสนุกสนาน 3 สาวและกองบ.ก.พากันกรี๊ดกร๊าดเฮฮา
สาระวารีลากมัทนาและมีคณาไปเต้นปล่อยแก่เป็นเพื่อนบ.ก. ภายในงานมีการดึงประทัดสายรุ้ง ฉีดสเปรย์โฟมหลากสีสันกระจายไปทั่ว ถ่ายรูปอัพรูป หัวเราะกันสนุกสนาน เฮฮาปาร์ตี้ส่งท้ายกันไป

เวลาหัวค่ำ 3 สาวเดินจูงมือคุยกันมาเรื่อยๆ หลังเสร็จสิ้นจากงานปาร์ตี้อำลาสยามสาร มัทนาหน้าซึมๆเล็กน้อย
"หลังจากวันนี้แล้ว เราจะได้เจอกันพร้อมหน้าแบบนี้อีกรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ"
ทั้งสามคนหยุดเดินทันที
"ทำไมจะไม่ได้เจอล่ะ เราแค่แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ไม่ได้ตายจากกันซะหน่อย" สาระวารี ทำหน้าทะลึ่งทะเล้นบอกต่อ
"ได้ยินเค้าว่ากันว่า ขึ้นสวรรค์ด้วยนะ ไม่ใช่ตายตกนรกหรอก"
มัทนาเขินอาย
"พี่วารีอ้ะ"
"ทะลึ่ง" มีคณาว่าพลางกระชับแว่นเข้าดั้งอย่างอายๆ
สาระวารีขำๆ ออกมา
มีคณาถอนใจบางๆ ออกมา
"ไม่น่าเชื่อเน๊อะ การแยกย้ายไปทำข่าวของพวกเราเที่ยวนี้ เท่ากับต้องแยกกันไปตลอดชีวิตเลย"
มัทนาทำหน้าตูมเบะๆ ซบไหล่มีคณา
"ดราม่าอีกคนแล้ว"
สาระวารีเดินอ้อมมาจ้องหน้าทั้งสองสาว พยายามพูดแก้บรรยากาศ
"นี่ยัยป้าแว่น เธอก็ยังทำงานอยู่ที่นี่ ฉันก็อยู่แค่ตราด มัทอยู่ไกลหน่อย แต่นั่งเครื่อง 2 ชั่วโมงก็เจอกันแล้ว เร็วกว่าฉันนั่งรถมาซะอีก เรานัดเจอกัน อาทิตย์ละครั้งก็ยังได้เลย"
"จริงๆ นะพี่วารี" มัทนาแอบมีน้ำตารื้นๆ
สาระวารีหน้าตาย ทำท่าไฮโซ
"สามีพี่ก็รวย สามีมัทก็รวย สบายมาก เราเป็นฝ่ายมาหายัยคนจนที่นี่แหละ"
มีคณาค่อยขำออก ตีสาระวารีไปซักทีหนึ่ง สาระวารีจับมือทั้งสองสาวคนละข้าง มองหน้ากัน แอบมีน้ำตารื้นๆขึ้นมา
"สัญญากันนะว่าหลังจากคืนนี้ไป เราต้องส่งข้อความคุยกันวันละครั้ง ใครลืมโกรธจริงๆ ด้วย ถือว่าไม่รักกันจริง" สาระวารีน้ำตาซึมก่อนใครแบบกลั้นไม่เอา รีบปาดออก
"อ้าว ปี่แตกคนแรกเลย" มีคณาขำๆบอก
มัทนาน้ำตาคลอ สวมกอดทั้งสองคนเอาไว้
"มัทรักพี่สองคนมากนะคะ เราต้องคบกันไปจนตายเลยนะ"
มีคณาและสาระวารีขำๆ เด็กน้อย ก่อนจะกอดกันกลมทั้งสามคน
"เด็กน้อยเอ๊ย ใครจะทิ้งน้องได้ลงล่ะ"
มีคณาอวยพรน้ำตาคลอๆ
"พี่ขอภาวนาให้เราทุกคนมีครอบครัวที่มีความสุข ผู้ชายที่เราเลือกเป็นคู่ชีวิต เป็นคนดีจริง รักเราจริง ไม่ทำให้เราต้องผิดหวังเสียใจ ทุกคนเลยนะ"
สามสาวยิ้มทั้งน้ำตา ตื้นตันสวมกอดกันเอาไว้ ล่ำลาชีวิตโสดอย่างเป็นทางการ

เวลากลางวัน เขตต์ตวันและมัทนาในชุดออกโทนขาวมาทำบุญที่วัดสวนป่า เสร็จแล้วหลวงพ่อก็พรมน้ำมนต์ให้ เขตต์ตวันและมัทนาชำเลืองมองหน้ากัน ส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ปลื้มใจที่มีวันนี้
เขตต์ตวันและมัทนามาเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าที่โรงอาหารของวัด มีการตักอาหารใส่จานแจก มีแจกขนม มีถ่ายรูปกัน บรรยากาศอบอุ่นมีความสุข

เช้าวันหนึ่ง ขบวนขันหมากหิรัณย์กำลังเคลื่อนขบวนรื่นเริงมาตามซอยบ้านมีคณา หิรัณย์ในชุดงานหมั้นแบบไทยๆ เดินยิ้มแย้มกลางขบวนขนาบข้างด้วยพ่อกับแม่ วิมลินและวันทนีย์ ที่ร่วมขบวนช่วยถือพานต่างๆ
สันติแม้จะเป็นญาติเจ้าสาว แต่งานนี้ขอมาร่วมขบวนขันหมาก รำเฉิบๆ กับทีมกอง ทีมรำ
หน้าขบวนเป็นที่สนุกสนานกันไป
คู่หมั้นสาวมีคณาในชุดไทยประยุกต์สวยงาม ไม่สวมแว่น เดินยิ้มแย้มลงบันไดมาพร้อมกับบานเช้าที่ยิ้มแย้มปลาบปลื้มใจ มั่นสิน นั่งโซฟารออยู่กับพ่อแม่หิรัณย์ เตรียมทำพิธีหมั้นหมาย
วิมลินกระเซ้าหิรัณย์
"ตาถึงนะเนี่ย"
หิรัณย์ยิ้มๆ มองคู่หมั้นสาวตาไม่กระพริบ มั่นสินคุยกับพ่อแม่หิรัณย์
"เสียดายนะคะคุณป้า อุตส่าห์บินมาทั้งทีได้แค่งานหมั้น จริงๆ ฤกษ์มงคลของสองคนนี่ มีวันที่ดีกว่านี้นะคะ แต่ตาลูกชายกับพ่อเค้านี่แหละค่ะใจร้อน"
พ่อหิรัณย์เสริม
"ก็กลัวหนูมี่จะเปลี่ยนใจน่ะสิครับ ผมกลัวจะไม่ได้ลูกใภ้ถูกใจขนาดนี้"
" ดีแล้วล่ะค่ะ หมั้นหมายดูใจกันไว้ก่อน จะได้มีเวลาศึกษากัน ฉันไม่ชอบหรอกนะคะ ไอ้หมั้นเช้าแต่งเย็นน่ะจะรวบรัดกันไปถึงไหน"
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยิ้มแย้มให้กันอย่างเข้าใจ
มีคณาผละจากแม่บานเช้าไปจับมือวิมลิน
"มี่ดีใจจังเลย นึกว่าหมวดดาวจะมาไม่ได้ซะแล้ว"
"พูดผิดพูดใหม่ ไม่ใช่หมวดแล้ว ต้องเรียกผู้กองดาว"
วิมลินยิ้มๆ ตีแขนหิรัณย์เบาๆ
"จริงเหรอคะ"
วิมลินพยักหน้ารับ ยิ้มแย้ม
"ดีใจด้วยค่ะผู้กอง"
"ฉันก็ดีใจกับคุณมี่ค่ะ นับว่าเป็นโชคดีของฝ่ายชายนะคะที่ได้คู่หมั้นเพียบพร้อมขนาดนี้"
"เอ๊ะ พูดแปลกๆ นะผู้กอง"
สองสาวยิ้มๆ กัน
บานเช้าเดินเข้ามาเรียก
"ไปเตรียมตัวเข้าพิธีเถอะจ้ะ ใกล้ถึงฤกษ์แล้ว"
บานเช้าสีหน้าปลาบปลื้มจูงมือมีคณาไปนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ หิรัณย์ยิ้มแย้มเดินตามไป ตัดผ่านเวลาผ่านถึงการแลกสวมแหวนหมั้นระหว่างคู่หมั้นทั้งสอง ท่ามกลางสักขีพยานที่ยิ้มแย้มปลาบปลื้ม ถ่ายรูป อัพรูปกันไปมา
และสุดท้ายก็ถึงช่วงเวลาแลกหอมแก้มกัน ชื่นมื่นกันไป

เย็นวันหนึ่ง บริเวณสวนสวยริมทะเลสาบ เอกชัยกับสาลินี ไชยวัฒน์ พ่อแม่พี่น้องของมัทนา เพื่อนกองบ.ก. รวมเบ็ดเสร็จไม่ถึง 20 ชีวิตดี ทุกคนถือถ้วยสีใส่กลีบดอกไม้ผสมกระดาษสีแวววาวไว้ในมือ
ทุกคนรอการปรากฏตัวของคู่บ่าวสาวเดินผ่านซุ้มดอกไม้เข้ามา
ชั่วอึดใจ...มีคณาและสาระวารี เพื่อนเจ้าสาว แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีหวาน ชุดเหมือนกัน...เดินถือช่อดอกไม้
สวยเดินคู่กันลอดซุ้มดอกไม้ยิ้มแย้มนำมาก่อน
ช่างภาพทั้งกล้องและช่างวีดีโอเก็บภาพเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียด
ษมาและหิรัณย์ในชุดสูทอย่างหล่อเดินสวนทางเข้ามาจูงมือรับแฟนสาวของตัวเอง แล้วพาควงแขน
เดินไปรอทางเวทียกระดับ
ดนตรีประกอบพิธีแต่งงานดังนำขึ้นมา เขตต์ตวันเดินควงแขนมัทนาที่อยู่ในชุดสวยที่เขาเป็นคนออกแบบเพื่อมัทนาโดยเฉพาะ ทั้งคู่เดินควงคู่กันเดินลอดซุ้มดอกไม้มา
ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างแสดงความยินดีด้วยการโปรยกลีบดอกไม้และกระดาษสีใส่ตลอดเวลา
ที่คู่บ่าวสาวเดินผ่าน
มีคณาและสาระวารี ยิ้มแย้มปลาบปลื้มใจไปกับเพื่อนด้วย
หิรัณย์และษมาต่างหันมายิ้มให้กับแฟนสาวของตน แล้วกุมมือกันกระชับแน่น
เขตต์ตวันและมัทนาหันมายิ้มแย้มให้กัน เจ้าบ่าวหอมแก้มเจ้าสาวท่ามกลางความชื่นมื่นของแขกพิเศษของ
ทั้งคู่และกลีบดอกไม้ที่ปลิวโปรยปรายร่วมแสดงความยินดีอยู่ตลอดเวลา

ผ่านเวลาเล็กน้อย... เขตต์ตวันจูงมือมัทนายืนอยู่กลางเวทียกระดับที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเป็นกันเองในสวยสวยกำลังกล่าวอะไรเล็กน้อยกับญาติและเพื่อนสนิท
หิรัณย์และมีคณาถือช่อดอกไม้ ยืนคู่กันอยู่ด้านเขตต์ตวัน ส่วนษมาและสาระวารีถือช่อดอกไม้ยืนคู่กันอยู่ด้านมัทนา
เขตต์ตวันยิ้มแย้มพูดบอกทุกคน
"น่าจะเป็นงานแต่งที่มีแขกน้อยที่สุด งานคุณษมาจะเชิญแขกกี่คนนะครับ"
"50 ครับ" ษมาบอก
เขตต์ตวันยิ้มแย้มบอก
"ผมน้อยกว่า"
เขตต์ตวันหันถามทางหิรัณย์
"สารวัตรล่ะครับ"
"ประมาณ 400 ครับ"
มีคณารีบเสริม
"เพื่อนเค้า 390 ค่ะ"
ทุกคนขำๆ กัน
เขตต์ตวันยิ้มแย้ม บอกทุกคนในงานต่อ
"ผมเป็นคนมีเพื่อนฝูงน้อยอยู่แล้ว วันนี้ก็เชิญมาแค่คนเดียว เพื่อนและน้องชายที่ผมรักมากที่สุด" เขตต์ตวันพูดพลางชี้ไปที่เอกชัย
เอกชัยชี้ไปที่เขตต์ตวันก่อนกำมือเป็นกำปั้นมาทุบหัวใจ 2 ทีแสดงความปลื้มใจกับคำพูดของเจ้าบ่าวบนเวที
"ส่วนที่เหลือก็คือเพื่อนและครอบครัวของมัท ซึ่งจากนี้ไปก็จะเป็นเพื่อนและครอบครัวของผมด้วยเหมือนกัน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
ทุกคนในงานปรบมือเป่าปากกัน
"อ้ะ มัทพูดมั่ง"
มัทนาหันมายิ้มแย้มให้เขตต์ตวัน
"มัทขอบคุณคุณปอนมากนะคะที่จัดงานวันนี้ตามแบบที่มัทฝันเอาไว้ มัทอยากเห็นทุกคนแต่งตัวสวยๆ มาปาร์ตี้กันแบบกันเองๆ ไม่มีพิธีการอะไรมากมาย ถ่ายรูปสวยๆ กันเยอะๆ กินข้าวคุยกันไปเรื่อยๆ" มัทนายิ้มเขิน "จบแล้ว มัทไม่รู้จะพูดอะไร"
"อ้าว" เขตต์ตวันขำๆ เอ็นดูมัทนา
มัทนาเขินๆ ตัดบท
"โยนช่อดอกไม้ดีกว่า จะได้ถ่ายรูปกัน"
มัทนาหันไปขอช่อดอกไม้จากสาระวารี
สาระวารีหวงไว้ไม่ให้
"ไปเอาช่อโน้นเถอะ เค้าหมั้นกันแล้ว เรายังเลย กลัวเจ้าบ่าวเปลี่ยนใจ"
ษมาขำๆ เอ็นดู โอบเอวสาระวารีกระชับเอาไว้
มีคณายิ้มแย้มเดินเอาช่อดอกไม้มาให้ มัทนาตื่นเต้นและรู้สึกสนุกสนาน เตรียมตัวหันหลัง
"เตรียมตัวนะ 1 2 3"
วาสิฏฐีเป็นคนรับได้ ก็ตกใจ
" ไม่เอา หนูยังเด็ก"
วาสิฎฐีรีบไปยัดช่อดอกไม้ให้เอกชัย
"ฝากให้พี่สาลินีด้วย"
เอกชัยรับไปงงๆ
" ถ่ายรูปกันค่ะ จะได้ไปทานข้าวกัน" มัทนาบอกพลางยิ้มแย้มสนุกสนานเตรียมถ่ายรูป
ภาพถ่ายชื่นมื่นมีความสุขหลากหลาย ทั้งหมู่ ทั้งคู่ ทั้งสลับคู่ของทั้ง 6 คน และกับทั้งแขกที่มาในงาน
ภาพเหล่านี้ลอยทิ้งลงมาเรียง มาทับซ้อนกันเรื่อยๆ จนคล้ายเป็นรูปหัวใจ...

สยามสารตอนสายวันหนึ่ง 3 หนุ่มหล่อมาดแมน นั่งเรียงหน้ากระดานในห้องประชุม อ่านรายละเอียดของสัญญาจ้างงานอยู่
ไชยวัฒน์ยิ้มแย้มเดินเข้าประตูห้องประชุมมา
"สวัสดีทุกคน ผมบอกอไชยวัฒน์ ยินดีต้อนรับสู่สยามสาร"
ทั้ง 3 หนุ่มยกมือไหว้นอบน้อม อย่างพร้อมเพรียง
"สวัสดีฮ่ะ"
ทุกคนชัดเจนไม่มีแอ๊บแมน ไชยวัฒน์อึ้งไปเล็กน้อย
"อ่านสัญญาแล้ว ถ้าไม่มีข้อสงสัยอะไรก็เซ็นชื่อท้ายสัญญาได้เลยนะ"
3 หนุ่มหยิบปากกาก้มเซ็นชื่อ มือจีบนิ้วก้อยกระดกชี้งอนกันโดยพร้อมเพรียง
"ได้สามทหารเสือสาวเหมือนเดิมเลย" ไชยวัฒน์พูดพึมพำ ยิ้มๆชอบใจ ก่อนยกมือขึ้น
ปาดเหงื่อ แกล้งทำนิ้วก้อยกระดก เล็กน้อย

หัวค่ำวันหนึ่ง หิรัณย์เข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางเข้ามาในสนามบิน มีคณาเดินโอบเอวมาด้วย ทั้งคู่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีคณาเล่าเรื่อง
"เรากำลังจะไปฮันนีมูนกันค่ะ คุณป้าชวนกึ่งออกคำสั่งหน่อยๆว่าให้ไปหาที่อังกฤษ เราก็เลยไม่กล้าขัดใจ"
หิรัณย์ชำเลืองมองมีคณาก่อนเล่าเรื่องต่อ
"ตั้งใจจะพาหลานกลับมาฝากพ่อกับแม่ด้วย กำลังคิดอยู่ว่าจะให้ชื่อ ลอนดอน หรือ บิ๊กเบน ดี"
หิรัณย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเข็นรถไปต่อคิวเช็คอิน

เย็นวันหนึ่ง ษมาในชุดสุดสูทอย่างหล่อยืนรอสาระวารีอยู่ที่หน้าบันไดบ้านพักที่เกาะยานก เธอในชุดสวยหรูดูดีสมกับเป็นมาดามเจ้าของคาสิโนเกาะพระฮาม เดินยิ้มแย้มออกมาจากบ้าน ษมายื่นมือไปรอรับ เธอจับมือษมาเดินควงคู่กันลงบันไดมา ทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ษมาเล่าเรื่อง
"คืนนี้มีงานเปิดคาสิโนที่พระฮามอย่างเป็นทางการ ผมรู้ว่าวารีไม่อยากไป แต่ในฐานะที่เป็นภรรยาของผม
วารีเลยไม่ปฏิเสธซักคำและไม่แสดงท่าทีว่าไม่อยากไปงานให้ผมต้องไม่สบายใจเลยซักนิดเดียว"
สาระวารีเล่าบ้าง
"หลังจากคืนนี้แหละ จะหยุดกินยาคุม ขืนปล่อยมาแต่แรก เกิดมาท้องป่องคืนนี้ก็หมดสวยสิเรา คุณจะได้หายเสียเซลฟ์ว่า หมดน้ำยาซะที" สาระวารีแอบอมยิ้ม ขี้เล่นเล็กน้อย

สายวันหนึ่ง เขตต์ตวันนั่งออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่อยู่ที่ม้าสนามมุมสวน บรรยากาศสบาย มัทนาเดินยิ้มกริ่มออกมาตามหา ซ่อนของบางอย่างไว้ด้านหลัง
เขตต์ตวันเหลือบตามองมัทนา ยิ้มอบอุ่นให้ ก่อนเล่าเรื่อง
"มัทขอเรียนต่อด้านการออกแบบเสื้อผ้า เพราะอยากช่วยงานผม งานคอลเล็กชั่นใหม่นี่ มัทมีส่วนช่วยเยอะมาก แต่สำคัญที่สุด ผู้หญิงคนนี้คือแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมในการสร้างสรรค์งานของผม นับเป็นโชคดีเหลือเกินที่ผมได้มีเธอคนนี้เป็นคู่ชีวิต" เขตต์ตวันเดินลุกไปยื่นมือรอจับมือมัทนา
มัทนายิ้มขี้เล่น แทนที่จะยื่นมื่อมาจับมือเขตต์ตวัน แต่กลับส่งของบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ด้านหลังให้เขาแทน
เขาก้มมอง มันคือที่ตรวจการตั้งครรภ์ แสดง 2 ขีด บ่งบอกว่าท้องแล้วจ้า !!
"มัทดีใจที่สุดเลยค่ะ มัทกำลังจะได้เป็นแม่คน เด็กกะโปโลอย่างมัท มีลูกกะเค้าได้ด้วย ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ"
เขตต์ตวันตกใจปนช็อก ดีใจสุดชีวิตจนน้ำตาคลอ เข้าสวมกอดมัทนาเอาไว้แน่น มัทนาขำๆ กอดตอบตวัน น้ำตาคลอๆ ดีใจมากเช่นกัน

หิรัณย์โอบกอดมีคณาเดินยิ้มแย้มมีความสุขจะไปขึ้นเครื่องเพื่อไปฮันนีมูนหลังเช็ค-อินเรียบร้อย หันมายิ้มบ๊าย บายให้กล้อง
เขตต์ตวันปลาบปลื้มดีใจมาก ทั้งกอด ทั้งหอมซ้าย ขวามัทนา ทำท่าจะอุ้มด้วยซ้ำ แต่มัทนาตีกันเอาไว้ไม่ให้อุ้มเดี๋ยวล้มก็เลยกอดกันแน่นด้วยความดีใจอย่างที่สุดที่กำลังจะมีทายาทตัวน้อยด้วยกัน

ษมาและสาระวารีในชุดสวยงามหรูหรา เดินควงไปตามทางเดินที่ไปที่ยังท่าเรือ ทั้งคู่หันมาสบตาส่งยิ้มหวานให้กันเรื่อยๆ ษมาอดใจไม่ไหวหอมแก้มสาระวารีให้ฟอดใหญ่

ทั้ง 3 คู่ต่างอยู่ในอารมณ์ของความสุขสม ชื่นมื่นไปตามๆ กัน

จบบริบูรณ์

โปรดติดตาม กุหลาบไฟ เร็วๆ นี้
โดมทอง ตอนที่ 8
โดมทอง ตอนที่ 8
วิรงรองมองอดิศวร์แน่วนิ่ง ภาพการปะทะคารมกันระหว่างตัวเองและนายจ้างผุดขึ้นมา “จะมัวมาร้องไห้เสียใจอยู่ทำไม? เขาแต่งงานได้ เราก็แต่งได้เหมือนกัน...แต่งงานเสียกับฉันไหมล่ะ วิรงรอง .... แล้วก็อยู่ด้วยกันเสียที่ “โดมทอง” ตลอดไป” และอีกภาพ “งั้นเรอะ! งั้นจะบอกให้ก็ได้ ฉันอยากแต่งงานกับเธอเพราะความดื้อดึง...จองหอง...อวดดีของเธอนั่นแหละ! …พอใจหรือยัง” ภาพเหล่านั้นเลือนหายไป “ดิฉัน...” วิรงรองพูดต่อไม่ออก “หรือยังคิดว่าฉันพูดเล่นอยู่อีก” วิรงรองกลืนน้ำลาย ขยับออกเดินจะกลับเข้าบ้าน แต่อดิศวร์ขวางเอาไว้ “ไม่อย่างนั้นเธอก็ยังรักเขามากจนตัดใจไม่ได้” “ดิฉันควรจะเข้าบ้านเสียที มาถึงตั้งนานแล้ว...ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”
กำลังโหลดความคิดเห็น...