xs
sm
md
lg

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 2

เผยแพร่:

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 2

ในเวลานั้น ผู้สื่อข่าวกำลังรายงานข่าวที่หน้าร้านนวด ด้านหลังเห็นศพของหมอนวดถูกลำเลียงออกไป

“เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นที่ร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่งในซอยศูนย์วิจัย ผู้ตายคือนางสาวฉวีวรรณ ไม่ทราบนามสกุลเป็นหมอนวดในร้าน สภาพศพถูกแทงด้วยของมีคมจนเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุพบรอยเลือดถูกวาดทิ้งไว้คล้ายกับสัญลักษณ์ขององค์กรพรายพิฆาต เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเป็นเรื่องชู้สาว ส่วนรอยเลือดอาจเป็นการเบี่ยงเบนรูปคดีค่ะ”

ในห้องประชุมกองปราบ...ณัฐชาโวยไมตรีกับปรีดา ต่อหน้าราเมศ
“พวกคุณทำงานภาษาอะไร ฉันสั่งให้เฝ้าพยานเอาไว้ แค่นี้ พวกคุณยังทำไม่ได้ แถมตำรวจท้องที่ยังรู้ก่อนพวกคุณอีกว่าพยานถูกฆ่า”
ปรีดาเถียง
“แหม ผู้หมวดเรื่องมันเกิดขึ้นปุบปับแบบนี้ ใครจะไปรู้ล่วงหน้าได้ละครับ”
ไมตรีเสริม
“นั่นสิครับผู้หมวด ผมเองยังคิดไม่ถึงเลยว่าคนร้ายมันลงมืออุกอาจแบบนี้”
ราเมศตัดบท
“จะไปโทษจ่าไมตรีกับหมู่ปรีดาก็ไม่ถูกหรอกนะผู้หมวด ขนาดผมเองก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกัน”
ณัฐชาครุ่นคิด
“พรายพิฆาต พวกมันต้องการอะไรกันแน่”
โทรศัพท์มือถือของราเมศดังขึ้น เขาดูหมายเลขที่โชว์อยู่
“ท่านนำชัย”

นำชัยกับราเมศสนทนากันตามลำพัง ในห้องรับแขก
“ผมเห็นข่าวฆาตกรรมหมอนวดเมื่อตอนบ่าย เขาบอกว่าเกี่ยวพันกับพวกพรายพิฆาต เรื่องนี้เป็นความจริงรึเปล่าผู้กอง”
“ยังสรุปไม่ได้ครับท่าน ว่าแต่ท่านเชื่อเรื่องพรายพิฆาตด้วยเหรอครับ”
“อายุผมไม่ใช่น้อยๆแล้วนะผู้กอง มีเหรอว่าจะแยกแยะจริงเท็จไม่ได้ แต่ที่ผมปฏิเสธเรื่องนี้กับพวกนักข่าวมาโดยตลอด ก็เพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านแตกตื่น”
“แล้วท่านมีแผนยังไงบ้างครับ”
“ผมได้ยินว่าคุณกำลังติดตามคดีนี้ ก็เลยอยากร่วมมือ ผมยินดีจะให้ความสนับสนุนทีมงานของคุณอย่างเต็มที่ในการติดตามคดี แต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าคุณรู้เบาะแสอะไร คุณต้องบอกผม”
ราเมศหนักใจ
“แต่ว่าทำแบบนั้นมันผิดระเบียบนะครับ”
“ผมรู้ แต่จะสู้กับองค์กรใต้ดินพวกนี้ เราต้องหัดคิดนอกกรอบกันบ้าง”

นำชัยเดินออกมาส่งราเมศ
“เอ่อท่านครับ แล้วเรื่องนักเลงที่มีปัญหากับคุณไอริณ ท่านจะให้ผมจัดการยังไงบ้างครับ”
“นายมาวินน่ะเหรอ ก็แค่พวกมาเฟียค้ายา ขยะสังคมอย่างมัน ผมไม่อยากตอแยด้วยหรอก เสียชื่อเปล่าๆ”
ราเมศจะอ้าปากจะโต้แย้งแต่ไอริณก็มาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณพ่อคะ”
“อ้าวไอริณ วันนี้ทำงานเหรอลูก”
“เปล่าค่ะ วันนี้รินมีธุระ” ไอริณหันไปหาราเมศ “สวัสดีค่ะผู้กอง”
ราเมศมองไอริณด้วยแววตาตื่นเต้นชมชอบ

ราเมศขับรถพาไอริณไปส่งยังจุดหมาย พลางชวนคุยอย่างเขินๆ
“คุณไอริณนี่ ตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะครับ”
ไอริณขำ
“อะไรกันคะผู้กอง รู้จักกันมาตั้งนาน ทำไมจู่ๆถึงพูดแบบนี้” ไอริณจับผิด “เขินริณหรือไงคะ”
“เอ่อก็ไม่เชิงครับ ผมกลัวว่านั่งเงียบๆเดี๋ยวคุณไอริณจะเบื่อ”
“อ้าว แบบนี้แสดงว่าแกล้งชม”
“ไม่นะครับ ผมพูดความจริง คุณไอริณสวยจริงๆครับ”
ไอริณขำ
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะผู้กอง ริณถามจริงๆเถอะ เวลาอยู่กับณัฐชา ผู้กองขี้อายแบบนี้รึเปล่าคะ”
ราเมศยิ้มเขิน
“ไม่หรอกครับ ขานั้นเขาลุยเก่งเหมือนผู้ชาย ไม่มีความอ่อนหวานเลยสักนิด”
“ต้องมีสิคะ แต่ผู้กองไม่เคยเห็นต่างหาก ถ้ามีโอกาสริณจะช่วยเป็นแม่สื่อให้ ดีรึเปล่าคะ”
“อย่าเลยครับ ผมกับเธอเหมาะจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า”
ราเมศว่าพลางแอบมองไอริณเป็นระยะ เพราะสนใจเธอมากกว่าณัฐชา

หน้าอาคารเช่าของฤทธิ์มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาค่อนข้างบางตา ฤทธิ์รอจนปลอดคนแล้วจึงรีบมาหยิบกุญแจสำรองที่ซ่อนไว้เพื่อไขประตูเข้าไปข้างใน
ใจทิพย์อยู่ที่ออฟฟิศเล็กๆของเธอกำลังนั่งพิมพ์ประวัติของเด็กเร่ร่อนอยู่ โดยเจ้าตัวกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ใจทิพย์บอกกับเด็ก
“แป๊บนึงนะจ๊ะ” เธอรับสาย “ฮัลโหล ใจทิพย์พูดค่ะ”
“ใจทิพย์นี่ผมเอง”
ฤทธิ์กำลังโทรศัพท์อยู่ในห้องโถง
“ฤทธิ์ คุณ...คุณกลับมาเมื่อไหร่”
“อย่าเอ็ดไปใจทิพย์ ฟังผมให้ดีนะ เรากำลังถูกตามล่า ผมอยากให้คุณหนีไปกับผม”
ใจทิพย์ปลีกตัวลุกจากโต๊ะเพื่อหลบหามุมคุยเงียบๆ
“เมื่อไหร่คะ”
“เดี๋ยวนี้เลย ออกทางด้านหลัง แล้วไปเจอกับผมที่ร้านหนังสือ”
ใจทิพย์อึ้งไป สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด

ใจทิพย์ผลักประตูด้านหลังออฟฟิศออกมา ดูลาดเลาก่อนจะตัดสินใจใช้เป็นเส้นทางกลับบ้าน ตลอดเส้นทางไม่มีอะไร จนกระทั่งเห็นชายคนหนึ่งแบกถุงปุ๋ยเดินเข้ามา ใจทิพย์ชะงัก ชายคนนั้นตรงไปที่ถังขยะแล้วรื้อค้นเก็บขวดและเศษขยะเพื่อนำไปขาย ใจทิพย์ค่อยๆเดินผ่านชายคนนั้นไป ชายคนนั้นมองใจทิพย์ด้วยหางตาก่อนจะหันไปสนใจงานของตนเองต่อ ใจทิพย์รีบเดินหนีไปทันที

รถตู้แล่นมาจอดรอรับหน้าชินโดบาร์ แหลมและสมุนเดินมาขึ้นรถแต่พอเปิดประตูก็ต้องตกใจเมื่อเจอลังไม้วางอยู่บนรถ เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นลังอาวุธสงคราม แหลมร้องลั่น
“เฮ้ย นี่มันสินค้าของเฮียปาร์กนี่หว่า ทำไมยังอยู่บนนี้วะ”
คนขับเข้ามาบอก
“อ้าว ก็พี่ไม่ได้บอกให้ผมเอาลง”
“โธ่ไอ้สันขวาน แล้วเอ็งจะหิ้วไปด้วยทำไม หิ้วไปฝากป้าเอ็งเหรอ”
คนขับปั้นหน้าเซ็งทำท่าจะลงจากรถเพื่อมายกของแหลมตัดบท
“ไม่ต้องแล้วโว้ย ไม่มีเวลาแล้ว รีบเดินทาง”
แหลมบอกแล้วพาสมุนคนอื่นขึ้นรถ

ฤทธิ์เพิ่งอาบน้ำเสร็จ รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดการเตรียมกระเป๋าสัมภาระ และคว้าปืนพกที่ซ่อนอยู่ออกมาบรรจุกระสุน และพกซองกระสุนสำรองไว้ที่เอว จังหวะนั้นเองที่เขาก็ชะงักเมื่อเห็นบาดแผลของตัวเองที่กระจก บัดนี้ไม่เหลือร่องรอยอะไรอีกแล้ว ฤทธิ์อึ้งไปสักพัก
“น้ำตามัจจุราช”
ฤทธิ์สะพายกระเป๋า ตรงไปที่รถ สตาร์ทเครื่องรถมอเตอร์ไซด์และออกรถไปตามถนนอย่างรวดเร็ว

ใจทิพย์เดินออกมานอกมินิมาร์ทได้สักพัก ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แว่วมา เมื่อหันมองไปก็เห็นฤทธิ์กำลังขี่มอเตอร์ไซด์มาหาเธอ บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง ใจทิพย์วิ่งออกไปนอกฟุตบาท
“ฤทธิ์ ฤทธิ์”
“ใจทิพย์ระวัง”
ใจทิพย์อึ้งก่อนจะหันมองไปด้านหลัง เห็นรถตู้ของแหลมพุ่งพรวดเข้ามาจอด ทันทีที่ประตูรถเปิดออกแหลมก็ทิ่มเครื่องช็อตไฟฟ้าเข้าที่ต้นคอของใจทิพย์ทันที ทำให้ร่างของเธอทรุดฮวบไป พวกสมุนของแหลมช่วยกันลากตัวใจทิพย์ขึ้นไปบนรถตู้
“ออกรถ”
รถตู้เลี้ยวไปยังถนนเปลี่ยวอีกเส้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รถมอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์เพิ่งตามมาถึง
“ใจทิพย์”

ปาร์กแค้นใจเมื่อได้รับโทรศัพท์จากแหลม
“อะไรวะ ก็ไหนคนจ้างบอกว่ามันตายไปแล้วไง เอ็งไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้นไอ้แหลม ฆ่ามัน
อย่าให้มันรอดไปหาตำรวจเด็ดขาด”

รถตู้ของแหลมแล่นหนี โดยมีมอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์ไล่ตามมา แหลมกับสมุนโผล่หน้าไปทางกระจกหน้าต่างเพื่อยิงฤทธิ์
“ไอ้เลวเอ๊ย วันนี้แหละข้าจะคิดบัญชีกับเอ็ง”
ฤทธิ์มองเห็นกระสุนที่กำลังพุ่งมา เขาโยกรถหลบหลีกกระสุนได้ทุกนัด แหลมงง
“อะไรวะ หลบได้หลบดี นี่มันมองเห็นกระสุนหรือไง”
จังหวะนั้นเองฤทธิ์ก็ชักปืนออกมาเล็งบ้าง
“เฮ้ย มันมีปืน”
แหลมรีบหลบ ฤทธิ์ยิงใส่สมุนของแหลมจนตกรถตาย ฤทธิ์ยิงจนกระสุนหมด เขาปลดซองกระสุนสลัดทิ้งไปด้วยมือเดียว ก่อนจะบรรจุซองใหม่ที่เหน็บเอวเตรียมไว้ ฤทธิ์ยิงใส่ล้อรถตู้ของแหลมจนเสียหลัก รถเป๋ไปมา แหลมเสียหลักล้มนั่งและเหลือบเห็นใจทิพย์เริ่มได้สติงัวเงีย แหลมนึกอุบายขึ้นได้ มันกระชากตัวเธอขึ้นมา
“ได้เสียละมึง งานนี้”
ประตูรถตู้เปิดออกเห็นแหลมโผล่หน้ามาตะโกนบอกฤทธิ์
“เฮ้ย ไอ้ซุปเปอร์แมน เอ็งอยากได้แฟนเอ็งคืนใช่มั้ย เอาไปเลย”
แหลมพูดจบก็เหวี่ยงใจทิพย์ออกมาจากรถทันที ฤทธิ์ตกใจ
“ใจทิพย์”
ร่างของใจทิพย์กระแทกพื้นถนนแล้วกลิ้งไปหลายตลบ ฤทธิ์รีบจอดรถเข้าไปดูอาการของเธอซึ่งมีเลือดไหลกบหู กบปาก
“ใจทิพย์...ใจทิพย์ คุณเป็นยังไงบ้าง ใจทิพย์”
“ฤทธิ์…”
ใจทิพย์พูดได้แค่นั้นก็หมดสติไป ขณะที่รถตู้แล่นไปตีโค้งเพื่อเลี้ยวกลับมาอีกครั้ง ฤทธิ์รีบอุ้มร่างคนรักวางนั่งขวางด้านหน้าเขา ก่อนจะออกรถมอเตอร์ไซด์ขับหนีไป แหลมเปิดลังอาวุธสงครามแล้วหยิบเอาเครื่องยิงจรวดออกมาบรรจุลูก
“เอ็งคิดเหรอว่าจะหนีพ้น”
แหลมโดดลงมาจากรถพร้อมเครื่องยิงจรวด
“ล็อคเป้าหมายด้วยระบบจับคลื่นความร้อน หลบได้ก็ให้มันรู้ไป”
แหลมเล็งจรวดไปที่ฤทธิ์แล้วยิงลูกแรกออกไป ฤทธิ์เห็นจรวดพุ่งตามมาก็บิดคันเร่งซิ่งมอเตอร์ไซด์หนี จรวดตามมาใกล้ ฤทธิ์เลี้ยวแฉลบไปหลังต้นไม้ทำให้จรวดลูกแรกพลาดเป้าหมายไป แต่ตอนนั้นแหลมบรรจุลูกที่สองพร้อมแล้ว
“มีก๊อกสองโว้ย”
แหลมเหนี่ยวไกยิงจรวดอีกลูก…คราวนี้ฤทธิ์ไม่สามารถหลบได้ทัน ระเบิดทำงานตูมร่างของฤทธิ์และใจทิพย์กระเด็นคว้างไปกลางอากาศด้วยกัน กลางอากาศนั้นใจทิพย์พยายามยื่นมือไขว่คว้าหาฤทธิ์เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายพยายามจะรั้งตัวเธอเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล
“ใจทิพย์”

ภาพความหลังขอฤทธิ์แว่บเข้ามา ชีวิตที่มีแต่บาดแผลของฤทธิ์ ได้มีความสุขอีกครั้งก็เพราะใจทิพย์ ชีวิตที่เคยเงียบเหงาของฤทธิ์ได้เป็นผู้เป็นคนอีกครั้งก็เพราะเธอ
ใจทิพย์อยู่ที่ระเบียงและชื่นชมบรรยากาศยามเช้า ฤทธิ์ตามมากอดเธอ
“ใจทิพย์”
“คะ”
“แต่งงานกับผมนะ”
ใจทิพย์หันมาอึ้ง
“หือ”
“ผมพูดจริงๆ”
“แต่เราเพิ่งรู้จักกันแค่…”
ฤทธิ์ยิ้ม
“ไม่ เราเคยเจอกันมาก่อน ผมรู้สึกอย่างนั้น”
ใจทิพย์นิ่งงันไปเพราะคำพูดนั้น…ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อซึมออกมา
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันรู้สึกแบบเดียวกับคุณ รู้สึกตั้งแต่วันแรก ที่เห็นคุณมาช่วยฉัน”
ใจทิพย์สวมกอดฤทธิ์เอาไว้

ปัจจุบัน...ฤทธิ์คว้าตัวใจทิพย์เอาไว้ ก่อนจะร่วงลงทะเลไปพร้อมกับเธอ ใต้ท้องทะเลท่ามกลางพรายฟองที่ลอยผุดขึ้นนั้น ใจทิพย์อยู่ในอ้อมกอดของฤทธิ์ เขาลองเขย่าเบาๆเพื่อเรียกสติ ใจทิพย์ลืมตาขึ้น และยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายอย่างอ่อนแรง ก่อนที่เธอจะค่อยๆหลับไป…ฤทธิ์ตกตะลึง เขาจับชีพจรที่ต้นคอของเธอเมื่อเห็นว่ามันหยุดนิ่งก็แผดร้องคำรามด้วยความแค้น ก่อนจะดึงร่างของใจทิพย์เข้ามากอดไว้แนบแน่น

ชาญมองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นแหลมชะเง้อมองจากหน้าผาลงไปในทะเลจนแน่ใจแล้วจึงบุ้ยหน้าให้สมุนถอนกำลังกลับ ชาญลดกล้องลงก่อนจะขับเรือเร็วมาจอดบริเวณที่ฤทธิ์กับใจทิพย์จมหายไป สักครู่เขาก็คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาเจ้านาย
“นี่ชาญพูด ขอสายมาดามหลิว”

ราเมศกับณัฐชาพูดคุยกันระหว่างชงกาแฟ ที่กองปราบ
“ท่านนำชัยน่ะเหรอคะ จะหนุนหลังพวกเรา”
ราเมศพยักหน้า
“ใช่...ต่อไปนี้คดีที่เกี่ยวกับพรายพิฆาตทั้งหมด จะอยู่ในความดูแลของผมกับท่านนำชัย”
ณัฐชาสงสัย
“เอ...แต่มันก็แปลกนะคะ ทำไมจู่ๆท่านถึงใจดีกับผู้กอง”
“ไม่รู้สิ สงสัยคงอยากตอบแทนที่ผมช่วยคุณไอริณคราวก่อนล่ะมั้ง”
ราเมศว่าแล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ณัฐชาอดน้อยใจไม่ได้ที่ราเมศดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงไอริณ

ณัฐชายืนจิบกาแฟ แล้วมองไปนอกหน้าต่างเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีรูปไอริณยืนโพสต์ท่าอยู่อย่างเซ็กซี่มีเสน่ห์ เธอถอนใจปลงๆ
“เฮ้อ ใช่สิ ห่านป่าจะไปสู้อะไรกับหงส์ฟ้า”
ณัฐชาจิบกาแฟต่อไปด้วยความเซ็งชีวิต ระหว่างนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น เธอกดรับสาย
“ฮัลโหลหมวดณัฐชาพูดสายค่ะ” ณัฐชาตกใจ “อะไรนะ แล้วใจทิพย์เป็นอะไรรึเปล่า”

ค่ำนั้น...สุชาตินำเอกสารมาให้นำชัยเซ็นที่บ้าน ระหว่างรอรับเอกสารคืนสุชาติก็เอ่ยขึ้น
“ท่านครับ ผมได้ยินว่าท่านจะหนุนหลังผู้กองราเมศ ให้ติดตามคดีพรายพิฆาต”
นำชัยยังง่วนกับเอกสาร
“ใช่ นายมีความเห็นว่ายังไงบ้างสุชาติ”
“เรื่องนี้ความจริงไม่เกี่ยวกับเรา ผมว่าท่านไม่ควรเสี่ยงนะครับ”
นำชัยเงยหน้า
“แต่โดยตำแหน่งหน้าที่แล้ว ฉันต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในบ้านเมืองไม่ใช่เหรอ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการกวาดล้างอาชญากรทุกประเภท”
“พรายพิฆาตไม่ได้เป็นแค่อาชญากรนะครับท่าน มันเป็นลัทธิเป็นความเชื่อในเรื่องที่เหนือธรรมชาติ เราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับพวกมัน”
“เหลวไหลน่าสุชาติ นายเป็นเลขาของฉัน ถ้ามีใครรู้ว่านายเชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“แต่ว่า...”
นำชัยแทรกทันที
“หมดเรื่องแล้ว นายกลับไปพักเถอะ”

สุชาติหอบแฟ้มเอกสารมาตามทางเดิน ก่อนจะหยุดเหลียวมองกลับไปที่ห้องทำงานของนำชัยด้วยความรู้สึกแปลกใจ เขาเริ่มนึกสงสัยว่าทำไมนำชัย ถึงได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของพรายพิฆาต
นำชัยกำลังจมอยู่กับความรู้สึกหนักใจเช่นกัน ขณะที่กำลังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล”
เสียงบอสดังมาจากปลายสาย
“ใกล้ค่ำแล้ว มาดินเนอร์กันหน่อยดีมั้ย ท่านนำชัย”
นำชัยไม่ได้ตกใจใดๆทั้งสิ้น มีแค่ความรู้สึกสลดที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกคนชั่ว

พระอาทิตย์อัศดง...อาคารร้างหลังหนึ่ง บรรยากาศน่ากลัว รถของนำชัยแล่นผ่านมาเมื่อเห็นสัญลักษณ์ของพรายพิฆาตที่ถูกพ่นด้วยสีสเปรย์ปรากฏอยู่หน้าอาคารจึงจอดรถ นำชัยแต่งตัวเรียบๆเหมือนชาวบ้านทั่วไปก้าวลงมาจากรถ ก่อนที่ กรณ์ ลุงโจ และยักษ์จะเดินออกมาต้อนรับ
“ท่านนำชัย บอสกำลังรออยู่ เชิญครับ”
นำชัยรวบรวมความกล้าเดินตรงเข้าไป

กรณ์ ลุงโจ ยักษ์ นำตัวนำชัยมาพบกับบอสหัวหน้าสาขาของพรายพิฆาตซึ่งกำลังยืนรออยู่ในอาคารร้างแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งที่สูงเด่นเป็นสง่า นำชัยเงยหน้ามองไป เห็นบอสเป็นชายในชุดเสื้อแจ็คเก็ต มีฮูทคลุมหน้าจนมิดชิดในเงามืด มันหัวเราะในคอเบาๆ เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน
“บอส”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย ท่านนำชัย”
“ผมทำตามคำสั่งแล้ว ต่อไปนี้คดีพรายพิฆาตจะอยู่ในความดูแลของผม”
“ดีมาก”
“ผมรู้ว่าพวกคุณต้องการให้ผมช่วยปกปิดความผิดต่างๆที่เกิดขึ้น แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้ามันหนักหนาเกินไป ผมก็ช่วยไม่ได้”
บอสฉุน
“ทำไม พูดแบบนี้คิดจะแปรพักตร์เหรอ”
“เปล่า แต่อำนาจของผมมีจำกัด”
“ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่คุณยังภักดีต่อพวกเรา อำนาจของคุณจะเพิ่มพูนจนล้นฟ้า แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณหักหลัง คุณจะสูญเสียทุกอย่าง แม้แต่…คนที่คุณรัก”
นำชัยมองบอสอย่างไม่พอใจ

ค่ำนั้น ณัฐชากวาดตามองสำรวจไปรอบๆ ห้องโถงอาคารเช่า ขณะที่ไอริณกำลังคุยกับเพื่อนร่วมงานของใจทิพย์
“มีคนบอกว่าเห็นใจทิพย์ถูกอุ้มตัวไปพร้อมกับเพื่อนชาย จนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวเลยค่ะ”
“พวกเราเคยเตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าไปคบกับหมอนี่ แต่ใจทิพย์ก็ไม่ยอมเชื่อ”
ณัฐชาหยิบกรอบรูปถ่ายของฤทธิ์ที่หล่นแตกและวางอยู่ที่โต๊ะขึ้นมาดู
“แปลกจริงๆ”
ไอริณเข้ามาถาม
“อะไรเหรอ”
“ในบ้านนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับหมอนี่เลย ขนาดรูปถ่ายยังมีแค่รูปเดียว หลบๆซ่อนๆแบบนี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่”
ไอริณเหลือบดูรูปถ่ายของฤทธิ์อย่างกังวล

ไอริณกับณัฐชาเดินออกมาขึ้นรถด้วยกัน
“ณัฐชา…เธอเป็นตำรวจ เธอเดารูปคดีออกใช่มั้ย เธอว่าใจทิพย์จะปลอดภัยรึเปล่า”
“ถ้าไม่มีโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ ก็แปลว่า…”
ณัฐชาไม่พูดอะไรอีก ไอริณร้องไห้ออกมาเมื่อนึกได้ว่าใจทิพย์คงไม่รอด
“ใจทิพย์เป็นคนดี ใจทิพย์ต้องไม่ตาย ใจทิพย์ต้องไม่ตาย”
ณัฐชากอดไอริณไว้ เธอเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน

ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...ฤทธิ์ถูกรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในห้องทดลอง โดยมีทีมแพทย์คอยดูแล และมีโซเฟียคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ระหว่างนั้นชาญก็เข็นรถพามาดามหลิวเข้ามา โซเฟียรายงาน
“แค่สามชั่วโมงบาดแผลในร่างกายของเขาก็หายจนเกือบหมด เหลือแค่อาการบอบช้ำอย่างเดียวเท่านั้น”
ชาญแปลกใจ
“เขาทำได้ยังไง”
“เปล่าหรอกชาญ เขาไม่ได้ทำ น้ำตามัจจุราชต่างหาก…ที่ช่วยเขาเอาไว้”
มาดามหลิวพูดเรียบนิ่ง

วันต่อมาในออฟฟิศชินโดบาร์...วัฒน์ยืนถือกระเป๋าเอกสารอยู่ต่อหน้าปาร์ก โดยมีแหลมและสมุนรายล้อมอย่างประสงค์ร้าย
“เสียใจด้วยว่ะไอ้น้องชาย แกจ้างฉันให้เล่นงานผู้หญิงแค่คนเดียวแต่แฟนของหล่อนดันโผล่มาแจมด้วย ดังนั้นฉันต้องคิดเงินเพิ่ม”
วัฒน์แปลกใจ
“แฟน...คุณหมายถึงฤทธิ์ ราวีใช่รึเปล่า”
“ไม่รู้โว้ย มันจะชื่ออะไรก็ช่าง แต่มันทำคนของฉันบาดเจ็บ”
“ฤทธิ์ ราวี มันตายไปแล้ว คุณหลอกผม”
ปาร์กโมโห
“นี่แกไม่จ่ายใช่มั้ย”
วัฒน์ท้าทาย
“ก็ควรจะเป็นแบบนั้น”
ปาร์กสั่งสมุน
“เฮ้ยจัดการ”
สมุนของปาร์กสองสามคนกรูเข้าหาวัฒน์ทันที วัฒน์มองไปนอกหน้าต่างอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยชื่อๆหนึ่งขึ้นมา
“เอมี่”
กระจกหน้าต่างแตกกระจายด้วยกระสุนที่ถูกยิงจากระยะไกล กระสุนเหล่านั้นสังหารสมุนของปาร์กที่เข้าใกล้วัฒน์อย่างแม่นยำแหลมตาเหลือก
“เย้ย...จ...จ...เจ้านายครับ น...น...นอกหน้าต่าง”
ปาร์กหน้าซีดมองไปนอกหน้าต่างเห็นไกลออกไปมีอาคารสูงอยู่แห่งหนึ่ง เอมี่แต่งตัวเปรี้ยวนุ่งกางเกงขาสั้นเคี้ยวหมากฝรั่ง กำลังประทับปืนเล็งมายังออฟฟิศของพวกมัน
“นี่แก...”
“อย่าว่าแต่จ่ายเพิ่มเลยคุณปาร์ก อันที่จริง…ส่วนที่เหลือเราก็ไม่อยากจ่ายให้คุณอยู่แล้ว หรือว่าง่ายๆ ก็คือ…” วัฒน์ยิ้ม “ชักดาบ”
ขาดคำเอมี่ก็กราดยิงเข้ามาในห้อง ห่ากระสุนทะลวงร่างของปาร์กและสมุนจนพรุน แหลมถูกยิงที่บ่าจนล้มไปขณะที่วัฒน์ยืนนิ่งอยู่อย่างใจเย็น เห็นคมกระสุนฉีกร่างคนรอบข้างจนเลือดกระเซ็นฟู่ๆ เป็นละออง แถมยังเปื้อนหน้าวัฒน์อีกด้วย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดอย่างเฉยเมย รอสักครู่หลังจากกระสุนหมด เอมี่ก็โทรเข้ามา
“เช็กด้วย มีใครยังไม่ได้กระสุนบ้าง”
วัฒน์กวาดตาดูนิดนึง
“ได้ครบ อีกสองนาทีไปเจอกันที่รถ”

วัฒน์เพิ่งสตาร์ทเครื่องรถได้ไม่นาน เอมี่ก็เดินแบกกระเป๋าปืนมาขึ้นรถก่อนจะขับหายไปโลโก้พรายพิฆาตถูกวาดทิ้งไว้จากบริเวณที่เอมี่เดินออกมา

ในออฟฟิศซึ่งกลาดเกลื่อนไปด้วยซากศพ ทันทีที่ได้ยินเสียงรถแล่นจากไป แหลมซึ่งแกล้งตายก็รีบลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปดูปาร์ก
“เจ้านาย เจ้านายครับ”
แหลมพลิกศพปาร์กและพบว่าตายสนิท เมื่อมองไปยังศพอื่นๆ ก็ยิ่งผวาเพราะแต่ละคนโดนยิงจนเลือดท่วมน่าสยดสยอง
“ฮือ ตายหมดเลยเหรอวะเนี่ย อยู่ไม่ได้แล้วไอ้แหลม เผ่นโลด”
แหลมจะคลานหนี แต่พอเหลือบเห็นกระเป๋าเงินของวัฒน์ก็ชะงักรีบลนลานเปิดดู ทว่ามันต้องตกใจเมื่อพบว่าสิ่งที่อยู่ในกระเป๋ากลับเป็นระเบิดเวลาลูกหนึ่ง ที่กำลังทำงานในอีกห้าวินาที
“เย้ย ระเบิด”
แหลมกระโจนหนีออกมาทางหน้าต่าง ก่อนที่ระเบิดจะทำงานเพียงเสี้ยววินาที

ฤทธิ์ยังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้อพักในบริษัทมาดามหลิว เขาฝันเห็นภาพใจทิพย์ตกจากหน้าผาก่อนที่เขาจะโดดตาม ฤทธิ์ตกใจตื่น
“ใจทิพย์”
ฤทธิ์พบว่าทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน พอได้สติเขาก็รีบสำรวจร่างกายตนเองและพบว่าท่อนบนเขาไม่ได้สวมเสื้อ แถมมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดอยู่รุงรังเต็มไปหมด แต่ว่าบาดแผลที่ถูกยิงนั้นหายไปจนหมดแล้ว ฤทธิ์มองไปรอบๆ จึงพบว่าตนเองอยู่ในห้องพักหรูหราห้องหนึ่ง ซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้

ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ครับสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิด ชาญที่นั่งดูอยู่หันบอกมาดามหลิวที่กำลังนั่งอ่านหนังสือ
“เขาฟื้นแล้วครับมาดาม”
มาดามหลิวลดหนังสือในมือลง ขณะที่โซเฟียที่กำลังรินเครื่องดื่มให้ เหลือบมองไปที่จอคอมพิวเตอร์อย่างสนใจ

ฤทธิ์เดินดุ่มๆมาตามทางเดินในบริษัทอย่างร้อนรน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหัวหน้ายามรูปร่างสูงใหญ่เดินนำลูกทีมมาขวางทางเขา
“ขอโทษครับ ทางนี้ห้ามผ่าน”
“ใจทิพย์อยู่ที่ไหน”
“ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม กรุณากลับไปรอที่ห้องด้วยครับ”
ฤทธิ์ฉุน
“ผมจะไป…จากที่นี่”
ฤทธิ์เดินรี่เข้าใส่ หัวหน้ายามชักกระบองไฟฟ้าออกมากดสวิทซ์ทำงาน พวกลูกทีมรีบทำตาม ก่อนที่ทั้งหมดจนตรงเข้าเล่นงานฤทธิ์ทันที

ชาญดูภาพผ่านทางจอคอมพิวเตอร์อย่างลุ้นระทึก ก่อนโซเฟียจะเข็นรถเข็นพามาดามหลิวเข้ามาสมทบ
“ต้องรีบหยุดเขา ก่อนจะมีคนถูกฆ่า” ชาญบอกอย่างร้อนใจ
มาดามหันมาหาโซเฟีย
“โซเฟีย”
“ค่ะมาดาม” โซเฟียรับคำทันที


ยามหลายนายพยายามเล่นงานฤทธิ์ด้วยกระบองไฟฟ้า ฤทธิ์มองเห็นการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้เหมือนเห็นภาพสไลว์ เพราะเขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป เขาปัดป้องเล่นงานพวกยามที่บุกจู่โจมเข้ามาทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง จนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ระหว่างนั้นเองโซเฟียวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ และเห็นกระบองไฟฟ้าอันหนึ่งกลิ้งมาตรงหน้าพอดี เท้าของเธอเดาะกระบองไฟฟ้ามาถือไว้ นิ้วของเธอผลักสวิทซ์เร่งกำลังไฟแรงสุด แล้วควงกระบองไฟฟ้าตรงเข้าเล่นงานฤทธิ์อย่างไม่หวาดหวั่น ประสาทสัมผัสส่วนหูของฤทธิ์ทำงานอย่างรวดเร็ว เขาหันมาปัดป้องกระบองไฟฟ้าของโซเฟีย แล้วพยายามล็อคแขนเธอไว้เพราะเห็นเป็นผู้หญิง
“ผู้หญิงไม่เกี่ยว”
โซเฟียเอาเรื่อง
“ชิ”
โซเฟียปัดแขนฤทธิ์ออกแล้วพยายามจู่โจมติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ฤทธิ์ปัดป้องด้วยความไวเกินมนุษย์ทั่วไป แต่ยังไม่ทันรู้ผลแพ้ชนะ ชาญก็เข็นรถพามาดามหลิวมาถึงเสียก่อน
“โซเฟีย พอได้แล้ว” มาดามหลิวห้าม
โซเฟียหยุดมือ ฤทธิ์เหลือบมองมาที่มาดามหลิวอย่างสงสัยว่าเป็นใคร

โซเฟียรินน้ำดื่มให้ฤทธิ์ ที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับมาดามหลิว เธอมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก แต่ในเวลานั้นฤทธิ์ไม่มีอารมณ์จะสนใจ
“โซเฟียเกิดมาจากการโคลนนิ่งในห้องทดลอง DNA ของเธอถูกออกแบบให้มีแต่คำว่าเข้มแข็ง
คุณอย่าถือเลยนะ”
มาดามหลิวบอก ฤทธิ์ตัดบทเข้าเรื่อง
“ผมอยากรู้เรื่องวันนั้น ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
“ทีมกู้ภัยของเราช่วยคุณขึ้นมาได้ แต่กระแสน้ำพัดแรงมาก พวกเขาไม่เจอศพของใจทิพย์”
คำว่าศพทำให้ฤทธิ์ชะงักไป ชาญซึ่งนั่งอยู่นอกวงหาข้อมูลบางอย่างจากแท็บเล็ตจนเจอ เขาเดินไปส่งแท็บเล็ตให้ฤทธิ์
“บางทีข่าวนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น”
ฤทธิ์อ่านเว็บข่าวในแท็บเล็ต…เห็นข่าวของแก๊งเฮียปาร์กที่ถูกสังหารหมู่ “ถล่มมาเฟียข้ามชาติ สังหารโหดยกก๊วน”
“พวกมาเฟียที่ทำร้ายคุณ โดนฆ่าตัดตอนยกแก๊ง”
มาดามหลิวพูดขึ้น
“แต่คนที่บงการยังลอยนวลอยู่ พวกเพื่อนคุณ กับพรายพิฆาต”
ได้ยินชื่อพรายพิฆาต ฤทธิ์ก็บันดาลโทสะผุดลุกจะออกไปจากห้อง
“ผมจะฆ่าพวกมัน”
“ผู้หมวด ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่คุณต้องวางแผน” มาดามหลิวเตือน
ฤทธิ์หันมาตะโกน
“ไม่...คุณไม่เข้าใจ คุณไม่มีทางรู้สึกแบบผม ในเมื่อคุณไม่เคยสูญเสีย”
โซเฟียกับชาญอึ้งไปเพราะคำพูดนั้นจี้ใจดำมาดามหลิวอย่างแรง มาดามหลิวแค้นสะเทือนใจ
“ขาฉัน ญาติพี่น้อง สามี และลูกสาวของฉัน แค่นั้นยังสูญเสียไม่พออีกเหรอ...ผู้หมวด…พวกเราในที่นี้ทุกคน มีศัตรูร่วมกัน”
ฤทธิ์ชะงักไป ชาญพยักหน้ายืนยันตามนั้น
“ถ้าจะล้างแค้น เราต้องเล่นเป็นทีมผู้หมวด เล่นแบบเดียวกับพวกมัน”

ฤทธิ์ ชาญ โซเฟีย และมาดามหลิวยืนหยัดร่วมเป้าหมายและชะตากรรมเดียวกัน

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 2 (ต่อ)


นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 3

ภายในห้องทดลองที่บริษัทมาดามหลิว เจ้าหน้าที่เทคนิคหลายนายกำลังวุ่นวายกับการตระเตรียมโลงศพโลหะขนาดใหญ่ ซึ่งมีสายไฟและสายไฮโดรลิคระโยงระยาง

“ร่างกายคนเรามียีนอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า P21 มันทำหน้าที่ป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ เพื่อยับยั้งโรคร้าย แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้อวัยวะของคนเราไม่สามารถงอกใหม่ได้เหมือนสัตว์เลื้อยคลานบางประเภท” มาดามหลิวอธิบาย
“น้ำตามัจจุราชจะทำให้P21 หายไป แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการกลายพันธุ์” ชาญเสริม
โซเฟียอธิบายต่อ
“และนั่นคือสิ่งที่พรายพิฆาตต้องการ นักรบที่ไม่รู้จักความตาย กองทัพที่เป็นอมตะ”
ฤทธิ์อยู่ในชุดเปลือยท่อนบนกำลังนอนอยู่ในโลง ตามร่างกายถูกติดเครื่องมือสำหรับเช็คระบบการทำงานต่างๆ มาดามหลิว โซเฟีย และชาญยืนให้กำลังใจ
“การจำศีลในน้ำยาเคมีจะช่วยให้เซลส์ในร่างกายของคุณปรับสภาพอย่างเต็มที่ นั่นหมายถึงน้ำตามัจจุราชจะพัฒนาร่างกายคุณไปจนถึงขีดสุด” มาดามหลิวให้ข้อมูล
โซเฟียอธิบายต่อ
“ผลข้างเคียงก็คือ กล้ามเนื้อทุกส่วนของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งกล้ามเนื้อสมอง ซึ่งมันจะทำให้คุณอาจสูญเสียความทรงจำไปบางส่วน บุคลิก และวิธีการคิดของคุณก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย”
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนผมได้ ผมจะไม่ลืมความแค้นของผมเด็ดขาด”
ชาญเห็นฤทธิ์มุ่งมั่นเช่นนั้น ก็หันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่

สารเคมีถูกฉีดลงเจือจางกับน้ำในกล่อง…ฝาโลงโลหะถูกปิด ฤทธิ์ถูกขังอยู่ในกล่องใบนั้น มองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาอาฆาตแค้น

2 สัปดาห์ต่อมา ค่ำนั้น...รถของราเมศเร่งเครื่องเสียงกระหึ่ม เขาขับรถมาอย่างรวดเร็ว แซงซ้ายแซงขวาอย่างน่าหวาดเสียว ระหว่างนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามา เห็นเป็นเบอร์ณัฐชาจึงกดรับสายผ่านบลูทูธ
“ผู้กอง จวนถึงรึยังคะ ตอนนี้พวกมันคลั่งใหญ่แล้ว”

หน้าโรงงาน คนร้ายสองคนกระหน่ำปืนกลยิงใส่เจ้าหน้าที่ ที่รายล้อมอยู่ด้านนอกอย่างดุเดือด พลางตะโกนลั่น
“ไอ้พวกหมาหมู่ แน่จริงก็เข้ามาสิโว้ย มาดวลกับกู”
คนร้ายอีกคนตะโกนเสริม
“มีคนเท่าไหร่ แห่มาให้หมดเลย ไอ้ตำรวจหน้าโง่”
ตำรวจยิงตอบโต้ถูกเข้าที่บ่าของคนร้าย มันผงะมองแผลด้วยความโกรธก่อนจะยิงใส่ตำรวจด้วยความแค้นยิ่งกว่าเดิม
“พวกมึงต้องตาย”

ในโรงงาน ท่ามกลางเสียงปืน บนโต๊ะตัวใหญ่มีอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนเพียบเหมือนขนมาเพื่อเปิดศึกโดยเฉพาะ...บนดาดฟ้าของโรงงานปืนของคนร้ายวางพิงผนังอยู่ ขณะที่มันหลบมุมใช้มอร์ฟีนสำเร็จรูปฉีดให้กับตัวเอง พอได้รับมอร์ฟีนก็เกิดอาการเคลิบเคลิ้มขึ้นมาทันที
“หึๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ วู้ว”
คนร้ายคว้าอาวุธปืนแล้วผุดขึ้นหันไปยิงใส่ตำรวจอย่างบ้าคลั่ง

หน้าโรงงานร้าง คนร้ายยังคงกราดยิงใส่ตำรวจอย่างบ้าคลั่ง ณัฐชา ไมตรี และปรีดาและบรรดาตำรวจต่างแยกย้ายกันหลบอยู่ตามที่กำบังในมุมต่างๆ
“ไอ้พวกบ้า มันจะยิงไปถึงไหนกันวะ” ณัฐชาบ่นอุบ
ไมตรีเหลือบเห็น
“ผู้หมวด ผู้กองมาแล้วครับ”
ณัฐชาเห็นรถราเมศแล่นมาจอด ก่อนที่เขาจะเข้ามาสมทบกับทุกคน
“ผู้กอง”
“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง”
“คนร้ายสามคน ใช้อาวุธสงครามกราดยิงชาวบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุค่ะ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคงเป็นเพราะยาเสพติด”
“ใช่ครับ พวกมันไม่ยอมเจรจาอะไรเลย เอาแต่ยิงกับยิงลูกเดียว” ไมตรีเสริม
“ตอนนี้มีชาวบ้านเสียชีวิตไปสามคน บาดเจ็บอีกห้าคนครับ” ปรีดารายงาน
“หน่วยจู่โจมใกล้จะมาถึงรึยัง” ราเมศถาม
“อีกไม่เกินสิบนาทีค่ะ”
ราเมศนิ่วหน้าคิด ก่อนจะดึงกล้องส่องทางไกลจากปรีดามาใช้ ราเมศเห็นโลโก้ของพรายพิฆาตถูกติดอยู่บริเวณเสาหน้าโรงงาน

หน้าโรงงาน คนร้ายทั้งสองยังกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่อย่างดุเดือด
“ไอ้พวกกระจอก บุกเข้ามาซะทีสิโว้ย มัวรออะไรอยู่”
“ไอ้ตำรวจตาขาว พวกมึงต้องตาย”
เสียงใครชนข้าวของในโรงงานหล่นดังก๊องๆ เสียงกังวาน คนร้ายคนหนึ่งชะงัก
“เสียงอะไรวะ”
คนร้ายอีกคนกวาดตามองไปแต่ไม่เห็นใคร

คนร้ายที่อยู่บนดาดฟ้า เล็งปืนแล้วยิงใส่ตำรวจอย่างใจเย็น ก่อนที่มันจะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังตรงมาทางด้านหลังของมันจนเกือบถึงตัว มันหันปากกระบอกปืนมาด้านหลัง แต่กลับไม่เห็นใคร
“ใครวะ นั่นใคร”
ไม่มีเสียงตอบ แต่เห็นเงาคนเคลื่อนหลบไปไวๆที่หลังแท้งค์น้ำ
“ใครซ่อนอยู่ตรงนั้น โผล่หัวออกมา”
คนร้ายตัดสินใจถือปืนไปหาเงาคนที่ซ่อนอยู่ พอได้จังหวะก็โผล่พรวดไปเหนี่ยวไกยิงทันที กระสุนพุ่งเข้าหาเป้าหมายแต่กลับถูกดาบเล่มหนึ่งปัดออกไปอย่างรวดเร็ว เศษหัวกระสุนกระเด็นไปฝังอยู่ที่ผนัง
“เอ็งเป็นใครวะ”
ฤทธิ์ในคราบของนักสู้มหากาฬ ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์

ราเมศ ณัฐชา ไมตรี ปรีดาและตำรวจที่อยู่หน้าโรงงานร้าง ต่างพากันประหลาดใจ เสียงคนร้ายแผดร้องโหยหวนดังขึ้น ตามด้วยเสียงปืนรัวชุดใหญ่ ณัฐชาแปลกใจ
“เกิดอะไรขึ้น”
ราเมศมองไปด้านใน
“ไม่ได้ยิงมาทางพวกเรา เสียงเหมือนยิงกันอยู่ข้างใน”
ไมตรีสงสัย
“หรือว่าพวกมันจะฆ่ากันเองครับผู้กอง”
ราเมศนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด

คนร้ายบนดาดฟ้ากระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่
กำลังโหลดความคิดเห็น...