xs
xsm
sm
md
lg

มนต์จันทรา ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มนต์จันทรา ตอนที่ 1

ค่ำคืนนี้ ท่ามกลางแสงไฟและเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจดังกระหึ่ม มัทนา สาระวารี และมีคณา วาดลีลาเต้นรำอย่างสนุกสนานกับเหล่าผู้สื่อข่าว นางแบบ และแขกวีไอพี ในอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์เสร็จ จังหวะหนึ่งทีมงานยิงประทัดสายรุ้ง โปรยปรายวิบวับฉลองความสำเร็จ ทุกคนยิ้มหัวเริงร่า

มัทนานั้นเต้นสไตล์น่ารัก สาระวารีเต้นอย่างสนุกสนานทะเล้นขี้เล่น ส่วนมีคณายังคงเต้นแบบเหนียมๆ ขยับแว่นไปมา ด้วยเธอไม่อยากเต้น แต่ไม่กล้าขัดใจเพื่อน
มีคณาจะเดินหนีออกไปจากฟลอร์ แต่เจอมัทนากับสาระวารีดึงและจับแขนเอาไว้ สองสาวเต้นล้อมหน้าล้อมหลังไม่ให้มีคณาไปไหน สามสาวต่างหัวเราะกันออกมาอย่างสนุกสนาน

เวลาผ่านไปซักครู่ ทั้ง 3 ทหารเสือสาว มาหลบมุมอยู่ตรงมุมหนึ่งของงานปาร์ตี้ ต่างชูแก้วน้ำหวานซึ่งมีสีต่างกันขึ้นชนแล้วจิบ ก่อนจะลดแก้วลง
มีคณามองหน้ามัทนาแล้วอวยพร
"พี่ขอให้มัทเดินทางไปภูเก็ตด้วยความปลอดภัยนะจ๊ะ"
"แล้วก็ขอให้เขตต์ตวันยอมให้สัมภาษณ์น้องรักของพี่แบบหมดเปลือกเลย" สาระวารีบอก
มัทนายิ้มแย้มรับคำอวยพร
"ขอบคุณค่ะ"
สาระวารีร้องขึ้ย "เชียร์ส"
สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง ก่อนจะยกจิบ มัทนายิ้มแย้มบอก
"มัทขออวยพรให้พี่วารีมั่ง"
"ว่ามาเลยน้องรัก"
"มัทขอให้เจ้าพ่อเกาะยานกตกตะลึงในความงามของพี่ แล้วยอมให้พี่วารีได้สัมภาษณ์เป็นคนแรก"
สาระวารีปั้นหน้า สะบัดผมวาดท่าสวยตามสไตล์สาวมั่น
"ข้อนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว"
มีคณารีบเสริมต่อทันที
"แล้วก็ขอให้เธอมีสติ อย่าไปทำห้าววีนแตกจนเกิดเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ"
"นี่ป้าแว่น เธออวยพรหรือหลอกด่าฉันเนี่ย อ้ะ อ้ะ เชียร์"
สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง
ระหว่างที่สาระวารีชนแก้วกับ 2 เพื่อนซี้นั้น สีหน้าหญิงสาวยิ้มย่องมั่นใจว่าต้องทำงานนี้ได้สำเร็จ โมงยามความคิดของเจ้าหล่อนอดนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่สำนักพิมพ์สยามสาร ตอนสายวันหนึ่ง เสียงบรรณาธิการไชยวัฒน์ดังบรรยายขึ้นมาเป็นฉากๆ

"กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก"
สาวสวยหุ่นดีนางหนึ่ง เดินทะมัดทะแมงมาตามทางเดินในสำนักพิมพ์ ในมือถือเอกสารมาฉบับหนึ่ง
"สยามสารก็ได้ต้อนรับพนักงานสาวร่างโปร่ง หน้าสวยตาคม ชื่อเก๋ไก๋ว่า สาระวารี" บ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
เป็น สาระวารี ที่เดินหน้านิ่งมาดมั่น แววตาไม่กลัวใคร เดินไปตามทางของเธอเรื่อยๆ ผ่านหนุ่มๆ ในกองบรรณาธิการ คนไหน คนนั้นต่างก็เหลียวมองตามเป็นแถว
"ถึงท่าเดินเธอจะกร่างไปนิด แววตาหาเรื่องไปหน่อย แต่ความสวยของเธอก็สะดุดตา สะกดใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้เพ้ออยากจะครอบครองใจแม่สาวคิ้วโก่งกันทั้งสำนักพิมพ์"

สาระวารีเดินมาหยุดที่เครื่องถ่ายเอกสาร ตั้งท่าจะถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ หัวงูรีบมาเสนอตัวช่วย บ้างก็มาต่อคิวรอถ่ายเอกสาร เพียงขอแค่ได้ใกล้ชิดสาระวารี
หนุ่มคนที่ 1 แย่งเอกสารจากมือเธอไปถ่ายให้
"พี่ช่วยถ่ายให้จ้ะ"
สาระวารีขยับตัวห่างออกมาเล็กน้อย เหล่ๆ มอง มีสีหน้ารำคาญหนุ่มๆ รอบกาย แสงจากเครื่องถ่ายเอกสารสว่างวาบผ่านหน้าเธอขณะเครื่องกำลังทำงาน เห็นแววตาร้ายๆ เอาเรื่องของเธอฉายโชนขึ้นมาให้ได้เห็น

ตรงทางเดินภายในตึก หนุ่มๆ ในกองบ.ก.สองคนแอบยืนเมาท์กันอยู่
"ฉันว่าห้าวเกินหญิงไปหน่อยป่าว" หนุ่มคนที่ 1 บอก
"วารีน่ะเหรอะ" คนที่ 2 ว่า
"ก็ใช่น่ะสิ ทอมรึเปล่าวะ"
ไม่คาดคิด สาระวารีปาดหมัดพุ่งชกเบ้าตาหนุ่มคนที่ 1อย่างถนัด ก่อนจะผลักอกหนุ่มอย่างแรง จนกระเด็นเสียหลักล้มกระแทกผนังโครม ไม่จบเท่านั้น สาระวารีหน้าตาโหดเอาเรื่อง ปาแฟ้มอีกตั้งในมือเข้าใส่กลางตัวหนุ่มคนนั้นอย่างจังจนตัวงอด้วยความจุกเจ็บ เธอชี้หน้า
"ปากเสีย นินทาผู้หญิงยังเงี้ย ผู้ชายแน่รึเปล่า"
หนุ่มคนนั้นถึงกับจ๋อยสนิทไป
หนุ่มคนที่ 2 แหยปนกลัว ระหว่างที่สาระวารีพูดก็ค่อยๆ ขยับห่างทีละนิดๆ จะย่องหนี
"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอย่างนางเอกในละคร แต่ฉันก็เป็นผู้หญิงแท้ๆ ที่กล้าคว่ำผู้ชาย แล้วก็ไม่ใช่คนเดียวด้วย"
สาระวารีกระชากแขนหนุ่มคนที่ 2 เอาไว้แล้วยื่นขาไปขัด จนหนุ่มคนนั้นเสียหลัก หงายหลังล้มไปกระแทกซ้ำที่หนุ่มคนที่ 1 จนร้องลั่นอีกครั้ง
สาระวารีจ้องสองหนุ่มด้วยสีหน้าแค้นฝังใจ

อีกเหตุการณ์อุบัติขึ้นเย็นวันหนึ่ง ที่ร้านอาหารแห่งนั้น สาระสารี มากินข้าวกับหนุ่มฝ่ายศิลปกรรมมาดเซอร์ในกองบ.ก. จานใส่กับข้าวเรียงรายอยู่บนโต๊ะเพียบ!
สาระวารีดูสนุกสนานกับการกิน ส่วนหนุ่มศิลป์ดูหน้าตาเป็นกังวลกลัวกระเป๋าฉีก กินอะไรไม่ลงแล้ว
หนุ่มศิลป์ยิ้มแหยๆ ถาม
"อิ่มรึยังครับ"
สาระวารีมองดูจานกับข้าว
"กับข้าวมาครบแล้วเหรอ"
"ก็น่าจะครบแล้วล่ะ ไม่มีที่จะวางแล้ว" หนุ่มศิลป์แอบแขวะเบาๆ
สาระวารีมองดูจานอาหารแล้วนึกออก
"ยังนี่ ขาดเนื้อปูผัดผงกระหรี่อีกอย่าง"
สาระวารียิ้มแล้วทานต่อ หนุ่มศิลป์บ่นพึมพำแล้วปาดเหงื่อ

"จัดหนักเลยนั่น กะอิ่มไปสามวันรึไง"

เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินมา สาระวารียิ้มแย้ม

"มาแล้วๆ"
เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินเลยไปโต๊ะถัดไป สาระวารีมองตาม อึ้ง แล้วลุกโวยทันที
"อ้าวน้อง โต๊ะนี้มาก่อน สั่งก่อน ไปเสิร์ฟโต๊ะนั้นก่อนได้ไง"
"อ้าว...เออ เดี๋ยวทำให้ใหม่ครับพี่" เด็กเสิร์ฟบอก
สาระวารีไม่ยอม พูดเสียงดัง
"ไม่ได้ พี่จะเอาจานนั้น"
ทุกคนในร้านหันมองมาเป็นจุดเดียว หนุ่มศิลป์หน้าแหยปนอาย
สาระวารีจ้องหน้าเด็กเสิร์ฟ
"รู้จักคำว่าคิวมั้ย ใครสั่งก่อนต้องได้ก่อน น้องรักจะทำงานเสิร์ฟอาหาร ถ้าสมองไม่ดี จำไม่แม่น ก็ต้องจด ไม่ใช่ครับ ครับ ไปเรื่อย"
สาระวารีชี้ไปที่โต๊ะนั้นบอก
"ไปยกปูจานนั้นมาโต๊ะนี้เดี๋ยวนี้เลย"
สาระวารีตีหน้ายักษ์ท่าทีเอาเรื่อง หนุ่มศิลป์เลื่อนตัวลงเรื่อยๆ จนไปแอบอยู่ใต้โต๊ะพอดีที่สาระวารีวีนจบ

หนุ่มฝ่ายศิลป์คนเดิม ล้อมวงคุยกับเพื่อนๆ รวมทั้งหนุ่มในกองบ.ก. คนที่ 1และ 2 ที่ยังตาเขียวช้ำเป็นวง หนุ่มศิลป์บอกในวง
"นึกว่าตัวเล็กๆ จะกินไม่เท่าไหร่ ที่ไหนได้ แม่ล่อซะกระเป๋าฉีก"
หนุ่มคนที่ 1 บอก
"ผู้หญิงอะไรไม่รู้ เห็นสวยๆ ยังงั้นดุยังกะเสือ โอย... ยังเจ็บไม่หายเลย" พูดแล้วก็ยกมือขึ้นประคบเบ้าตา
"แล้วรู้มั้ย อาหารมาช้าเสิร์ฟผิดโต๊ะหน่อย ชีวีนร้านแทบแตก ไอ้เราแทบจะมุดดินหนี"
ไม่คาดคิดสาระวารีโผล่หน้าเข้ามาในวง
"คุยไรกัน ซีเรียสจังเลย"
หนุ่มในกอง บ.ก. คนที่ 1 ร้องเสียงหลงตกใจ หนุ่มๆ วงแตกกระจายไปคนละทิศละทาง
เธอมองตามอย่างงงๆ
เสียงบ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
"กิตติศัพท์อันน่าเคารพของเจ้าหล่อนก็แพร่กระจายไปทั่วสยามสารอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไวรัส"

ยามสายวันหนึ่ง ในปัจจุบัน พนักงานหนุ่มในกองบรรณาธิการ โจทก์เก่าของสาระวารี ยืนจับกลุ่มคุยกับเพื่อนที่มาถ่ายเอกสารอยู่ สาระวารีวิ่งรีบร้อนเสียงปึงปังมาทางเครื่องถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ ต่างตกใจ หันมองไปทางเธอแล้วตาเบิกโพลง
"ขอถ่ายแผ่นสิ บ.ก.เรียกไปพบด่วน" สาระวารีพูดเสียงห้วน
ไม่คาดคิด... หนุ่มๆพร้อมใจกันวงแตก แยกย้ายหายไปคนละทิศละทาง ทิ้งเอกสารที่ถ่ายไว้จนปลิวกระจาย ไม่มีใครคิดอยากจะช่วยถ่ายเอกสารให้เธอเหมือนก่อนแล้ว
สาระวารียิ้มสะใจเข้าไปครองเครื่องถ่ายเอกสารสบายใจเฉิบ เธอวางเอกสารของเธอเข้าเครื่องไปอย่างอารมณ์ดี

"นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงอย่างสาระวารี ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ขืนลอง แม่เอาตาย"

สาระวารียิ้มเชิดมั่นใจ ขณะกดถ่ายเอกสาร

เวลาต่อเนื่องมา สาระวารีมาพบบ.ก.ไชยวัฒน์ที่ห้องทำงาน
"เปิดบ่อนเหรอคะ"
"คาสิโน" ไชยวัฒน์บอก
สาระวารีเบ้ปากอย่างรังเกียจ
"มันก็ไอ้แหล่งการพนันเหมือนๆ กันแหละค่ะบอกอ ต่างแค่คนจนเรียกบ่อน คนรวยเรียกคาสิโน"
"คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่าวารี ถ้าไม่สะดวกที่จะไปทำ ผมจะได้ส่งคนอื่นไปแทน"
สาระวารียักไหล่
"คนอย่างวารีเหรอคะจะกล้ามีปัญหากับบอกอ"
สาระวารีถามด้วยสีหน้าสงสัย
"แล้วทำไมไม่ให้นักข่าวเราที่เมืองจันท์ทำข่าวให้ล่ะคะ"
"เพราะว่าอยู่ใกล้เกินไป เป็นคนพื้นที่ รู้จักกันดีน่ะสิ ผมถึงไม่อยากให้สันทัดเป็นคนทำข่าว"
"เจ้าของบ่อนเป็นพวกเจ้าพ่อมาเฟียรึไงคะ"
"ก็คงมีอิทธิพลพอตัวแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้าเจรจากับเขมร ทุ่มเงินเป็นสิบเป็นร้อยล้านเปิดคาสิโนใหญ่โตแบบนั้น"
"เจ้าพ่อคาสิโนของบอกอนี่ชื่ออะไรเหรอคะ"
"ษมา เดี๋ยวสันทัดจะแฟกซ์ประวัติกับข้อมูลบางส่วนมาให้ แต่ผมว่าฝ่ายข้อมูลเราก็น่าจะพอมีประวัติเค้าเก็บอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวคุณลองไปเช็กดู"
สาระวารีมีสีหน้าติดใจ สงสัย
"รวยขนาดมีเกาะส่วนตัว แต่ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะคะ บอกอแน่ใจเหรอคะว่าคุณษมาอะไรนี่ ไม่ใช่หุ่นเชิดของใคร"
"ผมแน่ใจ เท่าที่ผมรู้มา รายนี้รวยจริง ไม่ใช่รวยจากสมบัติบรรพบุรุษด้วย เรียกว่าโตขึ้นมาจากลำแข้งของตัวเองแท้ๆ"

ไชยวัฒน์ บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของ "ษมา" จนเห็นเป็นภาพ
เมื่อเริ่มต้นทำงาน ษมา แต่งตัวธรรมดาและยังไม่มีสง่าราศี กำลังพูดจาหว่านล้อมขายพลอยสีให้กับลูกค้าสาวใหญ่ที่แผงขายพลอยของเขา
"เค้าเริ่มต้นจากการค้าพลอยขุดพลอย"
ษมาขับรถกระบะเก่าๆ มาจอดที่หน้าไซท์งานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ พอลงจากรถ นายช่างก็เดินมายกมือไหว้แล้วพาไปดูหน้างานตรงที่มีปัญหา
"แล้วก็หันมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง"
เวลาต่อมา ษมาขับรถที่ดูดีมีราคาขึ้น พาลูกค้ามาดูที่สวยๆ ติดลำธาร และตอบคำถามค้างคาใจลูกค้าต่างๆ อย่างแคล่วคล่อง
"ค้าที่ เริ่มจากงานนั้นไปงานนี้ ทำหลายด้าน"
ษมาในชุดสูทหรูดูเนี้ยบ เดินออกมาจากลิฟท์ของโรงแรมหรู เขายิ้มแย้มเข้าเช็คแฮนด์กับนักธุรกิจชาวต่างชาติและชาวไทยหลายคนที่ล็อบบี้ของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง

"แล้วก็มือขึ้นซะด้วย จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปซะหมด"

ภายในห้องทำงานของไชยวัฒน์ เขายังคงพูดคุยอยู่กับสาระวารีเรื่องษมาต่อ

"เสียดายแต่ไม่ชอบออกงานสังคม รักสันโดษเอามากๆ ไม่เคยยอมให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับไหนมาก่อน"
"ไม่เคยเลยเหรอคะ" สาระวารีถามเพื่อความแน่ใจ
ไชยวัฒน์พยักหน้ารับ
"ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเค้าจะให้เราสัมภาษณ์รึเปล่า"
"บอกอส่งจดหมายขอสัมภาษณ์ไปแล้ว เค้ายังไม่ตอบกลับมาอีกเหรอคะ"
"เงียบกริบไปเลย แต่ผมไม่รอแล้วล่ะ คุณก็ลองพยายามดูก่อน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
ไชยวัฒน์ยิ้มพลางถอนหายใจออกมา สาระวารียิ้มอย่างดักทางถูก
"แต่ถ้าได้มันก็ดีใช่มั้ยคะ ข่าวแบบนี้ถ้าตัวต้นตอไม่พูดเอง มันก็จืดชืดไม่มีน้ำหนัก เสนอแค่ผลดีผลเสีย คนคัดค้าน คนเห็นด้วย เรื่องมันก็งั้นๆ ใครๆก็ทำกัน ข่าวแห้งสนิทไม่น่าอ่านเหมือนเจ้าของออกมาพูดเอง จริงมั้ยคะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มแป้น
"ถูกต้องคร๊าบ วารีนี่อ่านใจผมตรงเผงเลย" ไชยวัฒน์ขำชอบใจ
"ฟังแล้วก็ท้าทายดี โอเคค่ะ งานนี้วารีลุยเอง"
ไชยวัฒน์ตบโต๊ะผาง ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
"ต้องงี้สิ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องไม่ผิดหวังแน่นอน"
ไชยวัฒน์ยิ้มมั่นใจ
"งั้นวารีขอไปทำการบ้านเรื่องนี้แล้วก็เคลียร์งานค้างๆ ก่อนนะคะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มแย้มสบายใจ
"ได้เลยจ้ะ"
สาระวารีลุกขึ้นจะเดินออกไปจากห้อง ไชยวัฒน์เรียกไว้
"วารีไ
สาระวารีหยุดที่ประตูห้อง แล้วหันมอง
"คะ"
ไชยวัฒน์สีหน้าขรึมลง
"จำเอาไว้นะวารี ทำใจให้เป็นกลาง อย่าทำข่าวด้วยความอคติ"
สาระวารียิ้มพร้อมยักคิ้วทำหน้าเท่ๆ สไตล์เธอแทนการรับคำ แล้วเดินออกไป ไชยวัฒน์มองตาม สีหน้าแอบกังวลเล็กน้อยในความเป็นสาระวารี จากเรื่องที่บ.ก.เล่าในเวลาต่อมา

กลางท้องทะเล กลุ่มคนร้าย 5-6 คน กำลังขับเจ็ตสกีไล่ล่าเรือของษมา ที่มี พิพัช เป็นคนขับเรือ อย่างดุเดือด และ จันเลา กำลังยิงปืนต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย
พวกคนร้ายหยิบปืนเอ็มสิบหกออกมา แล้วกราดยิงชนิดไม่นับ พวกษมาต้องก้มหลบ กระสุนปืนปลิวว่อน โดนตัวเรือ โดนผิวน้ำ เสียงดังสนั่นต่อเนื่อง
เครื่องยนต์เรือของษมาถูกยิงจนเสียหาย ขับต่อไม่ได้
คนร้ายคนหนึ่งหยิบอาวุธสงครามหนัก แล้วประทับบ่าเล็งยิงใส่เรือษมาทันที ษมาสีหน้าตกใจสุดๆ ตะโกนลั่น
"โดด"
ทั้งสามคนต่างกระโดดลงทะเล หลบจรวดที่ยิงมาชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด เรือโดนจรวดเข้าไปเต็มๆ ระเบิดเสียงดังสนั่น ไฟลุกท่วมกลางทะเล

พวกคนร้ายขับเจ็ตสกีมาจอดบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง คนร้ายคนที่ 1ตะโกนสั่ง
"หามันให้เจอ"
พวกคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ รีบกระจายกำลังออกล่าษมาทันที

มุมหนึ่งในเกาะ คนร้ายคนหนึ่งกระชับเอ็มสิบหก กวาดตามองหาพวกษมา
ทันใดนั้นเอง จันเลาที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ก็กระโดดลงมาเล่นงานคนร้ายทันที คนร้ายไม่ทันระวังโดนเข่าลอยเข้าเต็มๆและถูกเตะซ้ำเข้าไปอีกทีจนสลบเหมือด
พิพัชรีบออกมาจากที่ซ่อน แย่งปืนจากคนร้ายที่นอนสลบ โยนให้จันเลากระบอกหนึ่ง เก็บไว้เองกระบอกหนึ่ง
ทันใดนั้น พิพัชเล็งปืนไปทางจันเลา ฝ่ายจันเลาตกใจที่จู่ๆพิพัชมาเล็งปืนใส่ตน พิพัชเหนี่ยวไกยิงปืนทันที คนร้ายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจันเลาถูกยิงล้มไป จันเลาหันไปมองตาม เห็นคนร้ายอีก 2-3 คนกำลังแห่กันมา
พิพัช และจันเลา รีบหาที่กำบังแล้วสาดกระสุนใส่พวกคนร้ายอย่างดุเดือดทันที

มุมหนึ่งของเกาะ คนร้ายคนที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าได้ยินเสียงปืนยิงกันสนั่น จึงรีบตามไป
ษมาที่แอบซุ่มอยู่ โผล่เข้าเล่นงานทันที เตะปืนเอ็มสิบหกของคนร้ายกระเด็นหลุดจากมือก่อนจะ
ชกซ้ำ แต่คนร้ายหลบทัน
คนร้ายตั้งหลักได้ก็เตะสวนออกมา ทั้งคู่ต่างสู้กันด้วยมือเปล่า เตะต่อยกันอย่างสูสี ผลัดกันรุกรับอย่างดุเดือด คนร้ายพยายามจะชักปืนพกที่เหน็บเอวไว้ออกมายิงษมา แต่ไม่สบโอกาสเพราะการต่อสู้พัวพัน
ษมาเสียจังหวะโดนถีบกระเด็นล้มไปกับพื้น คนร้ายสบโอกาสชักปืนพกออกมาเล็งใส่ ษมาม้วนตัวหลบไปได้อย่างหวุดหวิดจังหวะเดียวกับที่ฉวยเอ็ม 16 ที่ตกพื้นอยู่มายิงกราดใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้ง จนคนร้ายเสียชีวิตคาที่
สีหน้าของษมามีแววตาแข็งกร้าว ดูดุดัน น่ากลัว

บรรยากาศของท้องทะเลรอบเกาะตอนกลางวันแลดูสวยงาม แสงแดดสะท้อนกับน้ำทะเลเป็นสีเงินวิบวับงามตา เรือของโศภีกำลังแล่นมาจอดเทียบท่าเรือบนเกาะยานก ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าสนิท ลูกน้องโศภีก็รีบกุลีกุจอมาผูกเรือ จัดแจงพาดสะพาน รอรับใช้เจ้านายกันหน้าสลอน
โศภี ค่อยๆ ก้าวย่างเดินออกมาจากด้านในเรือมาปรากฏโฉมที่หัวเรือ
 
เธอดูสวยเด่นทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ในท่าทางเชิดหยิ่ง มั่นใจตัวเองสุดๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใช้สำลีจุ่มยา ทำแผลให้ษมาอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ษมามีอาการแสบแผล หน้านิ่วเล็กน้อย

หญิงผู้ที่ทำแผลให้ษมาคือ ลำแพง แม่บ้านของษมา
"เจ็บเหรอคะคุณษมา" ลำแพงพูดอย่างเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ทำแผลต่อไปเถอะ"
ลำแพงทำแผลต่อไป
"เจ็บก็ต้องทนค่ะ เดี๋ยวแผลหายไม่ทันงานวันเกิดคุณจิตติ คุณของลำแพงจะไม่หล่อ"
ษมายิ้มขำๆ ไป โศภีรีบร้อนเดินเข้ามาหา
"ษมา เป็นยังไงบ้างคะ" โศภีน้ำเสียงเป็นห่วง
ลำแพงหันมองโศภีสีด้วยหน้านิ่งเย็นชา และยังทำแผลของเธอต่อไป
ษมายิ้มเล็กน้อยบอก
"นิดหน่อยครับ ไม่เป็นไรมาก"
โศภีหน้าสีหน้าเครียดถาม
"เค้าว่ามันเล่นงานคุณด้วยอาวุธสงครามเลยเหรอคะ เล่นแรงขึ้นทุกที โศไม่สบายใจเลยค่ะ"
"หนักกว่านี้ผมก็เจอมาแล้ว ถ้าผมจะตาย คงตายไปนานแล้วล่ะโศ"
โศภีถอนใจในความดื้อของษมา ก่อนหันไปพูดกับลำแพง
"เดี๋ยวฉันดูแลคุณษมาเอง เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ"
ลำแพงนิ่ง สีหน้าเฉยชาทำแผลต่อไป ไม่ยอมขยับไปไหน โศภีไม่พอใจทันที
"หูหนวกรึไง ฉันบอกให้ไปไงล่ะ"
ลำแพงบอกหน้านิ่ง
"ดิฉันมีเจ้านายคนเดียวเท่านั้น คือคุณษมา"
โศภีชักโมโห
"นี่เธอ"
ษมารีบตัดบท
"ไปทำงานต่อเถอะลำแพง"
"ค่ะคุณ"
ลำแพงเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเย็นชา บึ้งตึง ไร้อารมณ์ ไม่มีหางตาค้อนใส่โศภีแต่อย่างใด ฝ่ายโศภีทิ้งค้อนตาม ก่อนจะเดินมานั่งประจ๋อประแจ๋ษมา
"ถึงยังไงโศก็ไม่สบายใจอยู่ดีล่ะค่ะ ตั้งแต่คุณได้สัมปทานคาสิโนที่เกาะพระฮามก็มีแต่เรื่องมาตลอด นับวันก็ยิ่งหนักขึ้นทุกที"
ษมายิ้มบางๆบอก
"รักจะทำงานแบบนี้ มันก็ต้องทำใจ ผมก็คงต้องเจอแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ"
"แต่คุณมีพร้อมหมดแล้วนะคะษมา ทั้งเงินทอง อำนาจบารมี แล้วคุณจะเสี่ยงทำคาสิโนไปอีกทำไมคะ" โศภีจับมือษมาอย่างอ้อนวอน
"วางมือซะเถอะค่ะษมา เชื่อโศเถอะนะคะ"
ษมาดึงมือเธอออกแล้วลุกขึ้นยืน
"คงไม่ได้หรอกครับ เรื่องคาสิโนเป็นความฝันของผม ยังไงซะผมก็ต้องทำมันให้สำเร็จ"
ษมาเท้าแขนลงที่ระเบียงทอดสายตามองไกลออกไปยังท้องทะเล โศภีมองตามชายหนุ่มแล้วได้แต่ถอนใจออกมา สีหน้าษมา สายตาเต็มไปด้วยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

หน้าบ้านสาระวารีตอนหัวค่ำ เธอกำลังเปิดประตูรั้วกลับเข้าบ้านมา พร้อมกับคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะชอบใจ
"ฉันว่ายังเบาไปด้วยซ้ำ"
เธอฟังอีกฝ่าย ก่อนตอบ
"เออ เออ ไปทำงานต่อเถอะป้าแว่น ถึงบ้านแล้ว บาย"
สาระวารีกดตัดสายไป เธอจะเดินเข้าบ้านก็เหลือบตาเห็นแฝดผู้พี่ "สาระสะมา" นั่งเอนตัวสบายอยู่ที่ม้าสนามที่เป็นสวนหย่อมเล็กๆ ข้างบ้าน พี่สาวเธอกึ่งนั่งกึ่งนอนดูพระจันทร์รับลมอย่างสบายใจอยู่
สาระวารีเดินไปหาและนั่งลงข้างๆ พี่สาว
"ดึกแล้ว ยังไม่นอนอีกเหรอสะมา"
สาระสะมายิ้มบางๆ
"เรารอนาย พอดีเห็นพระจันทร์วันนี้สวยดี ก็เลยออกมานั่งดูเล่นๆ"
สาระวารีเบะปาก
"โรแมนติกอีกตามเคย นี่ขืนให้เรามานั่งเงียบๆดูพระจันทร์ ถ้าไม่กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ก็คงคลั่งตายซะก่อน"
สาระสะมายิ้มขำๆ
"ยังไม่ทันลองเลย ก็ตีโพยตีพายไปแล้วว่าไม่ชอบ นายนี่จริงๆเลย"
"แล้วนายอดนอนรอเราทำไม"
"น้ารดีโทรมาบอกว่าดาจะหมั้น"
"กับใครรู้มั้ย"
"ถ้าได้ยินไม่ผิด รู้สึกจะพวกธนัทดุล"
สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้
"ตระกูลนี้รวยจะตาย ลองน้ารดียกลูกสาวให้ คงไม่ใช่ธนัทดุลหางแถวแน่ๆ ป่านนี้คงยืดอกพูดได้เต็มปากแล้วว่า ลูกสาวฉันเก่ง หาผัวรวยๆได้"
"วารีนี่พูดจาไม่น่าฟังเลย" สาระสะมาติงน้องสาว
สาระวารียักไหล่ไม่แคร์
"คราวนี้ก็ถึงคิวยัยรวีหมีดำขึ้นแป้น ลูกสาวคนเล็กเตรียมกระโจนสู่ตลาดวิวาห์รอหาผัวต่อ"
สาระสะมาอึ้ง
"วารี ยังไม่หยุดอีก"
"แต่ยัยนี่คงยากหน่อย เพราะนอกจากหน้าตาจะเหมือนหมีควายแล้ว ปากยังร้ายใจสกปรกอีก"
สาระสะมาหน้าบึ้งตึง ตำหนิน้อง
"ปากนายก็ใช่ย่อยซะที่ไหน อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครฟังเชียวนะ ยังไงเค้าก็ญาติเรา"
สาระวารีสวนค้านทันที ด้วยสีหน้าโกรธเคือง เจ็บแค้นฝังใจ
"มีนายนับญาติอยู่คนเดียวแหละ เค้าเคยนับญาติกับเราที่ไหน ไอ้เด็กกำพร้าเลือดชั่วอย่างเราสองคน ไม่ดีพอจะเป็นญาติกับเค้าหรอก"
สาระสะมามีสีหน้าซึมๆ ไป ส่วนสาระวารีมีสีหน้าแววตาเจ็บช้ำกับเรื่องราวในอดีตที่คอยตามหลอกหลอน

ตอนกลางคืน เมื่อ 17 ปีก่อน ทั้งสาระวารี และ สาระสะมา อายุแค่ 10 ขวบ สาระสะมานั้นกำลังกอดศพ อ่อนนุช ผู้เป็นแม่ ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจสุดๆ ในขณะที่สาระวารีกำลังร้องไห้พร้อมกับเขย่าตัว สาร ผู้เป็นพ่อ ที่ยืนช็อกอยู่อย่างสุดแรง สาระวารีโกรธพ่อที่ติดการพนันจนแม่ตาย เธอเขย่าตัวพ่อ ร้องไห้ฟูมฟาย
"หนูเกลียดพ่อ พ่อทำให้แม่ตาย พ่อฆ่าแม่ หนูเกลียดพ่อ"
ในเวลาต่อมา รินรดี กำลังวีนใส่ สรัล ผู้เป็นสามีที่เอาหลานสาวสองคนคือสาระวารี และสาระสะมามาเลี้ยง หลังจากพี่สาวตาย
"แค่ลำพังเงินเดือนคุณก็จะไม่พอกินกันอยู่แล้ว หาเรื่องใส่ตัว เอาอีคู่แฝดนี่มาเลี้ยงอีก"
สรัลหน้าจ๋อยอย่างกลัวเมีย
"โธ่คุณ แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ พี่สาวผมก็ตายไปแล้ว ถ้าทิ้งหลานในไส้ให้อยู่ตามยถากรรม ใครรู้เข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
รินรดีกอดอกหงุดหงิด ค้อนใส่สามี
"คราวนี้จะหน้าบางขึ้นมาเชียวล่ะ"
"คุณแม่ท่านก็รับปากจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้เด็กสองคนให้เอง ไม่กระเทือนถึงเราหรอกน่า"
รินรดีตวาดแว๊ด
"ไม่กระเทือนเรื่องเงินก็ต้องกระเทือนเรื่องอื่นอยู่ดี"
"แม่ก็หนีตามผู้ชาย พ่อก็เป็นผีพนัน เลือดชั่วๆอย่างงี้มันจะโตขึ้นมาดีไปได้ยังไง"
รินรดีเบะปากดูถูก ชายหางตามองคู่แฝดที่ก้มหน้านิ่ง สาระสะมาเสียใจปนกลัว ส่วนสาระวารีกัดฟัน เม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจ รินรดีมองด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
"ต่อไปคงไม่แคล้วหาความเดือดร้อนมาให้ไม่จบ ไม่สิ้น"
สาระวารีทนไม่ไหวจะลุกขึ้น แต่สาระสะมาจับมือน้องสาวบีบเอาไว้ เธอมองหน้าพี่สาวที่ปรามด้วยสายตาที่สื่อสารเข้าใจกันได้ดี

เด็กหญิงแฝดผู้น้องยอมเชื่อ นั่งก้มหน้างุด แต่กำมือแน่นจิกเล็บเข้าเนื้อด้วยความเจ็บใจ

อ่านต่อ หน้า 2

มนต์จันทรา ตอนที่ 1 (ต่อ)

ภาพจำในอดีตจางจากมโนนึกสองแฝดไปแล้ว สาระสะมากำลังมองดูน้องสาวด้วยความสงสารเห็นใจ เพราะไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน บาดแผลทางใจก็ไม่เคยจางหายไปเลย สาระสะมาสงสารน้องจับใจ

"เรื่องมันตั้งนานแล้ว นายยังไม่ลืมอีกเหรอ"
สาระวารีเจ็บใจสุดๆ ขบกรามแน่น
"สีหน้าท่าทางของน้ารดีตอนนั้นต่อให้เราตาย เราก็ไม่มีวันลืมหรอก ทำเหมือนกับเราเป็นตัวเสนียด ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยายทิ้งพันธบัตรไว้ให้พวกเรา ป่านนี้อย่าว่าแต่บ้านเล๊ย จะมีเงินเรียนรึเปล่าก็ยังไม่รู้ ทุกอย่างมันเป็นเพราะพ่อ ถ้าพ่อไม่ติดพนัน แม่ก็คงไม่ต้องตาย เราสองคนก็คงไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณใคร ให้มันมาด่าเอาได้ว่า เป็นเด็กเลือดชั่วอย่างงี้หรอก"
สาระสะมาสงสารน้องเปลี่ยนเรื่องพูด
"พอแล้ว เลิกพูดเรื่องไม่สบายใจดีกว่า"
สาระวารีหน้าตึงโวยขัด
"แล้วก็ไม่ต้องถามเราด้วยนะ ว่าเราจะไปงานเค้ารึเปล่า เรากำลังยุ่งต้องเตรียมตัวหาข้อมูลไปทำข่าวที่ตราด แต่ต่อให้ไม่มีงาน เราก็ไม่มีวันไปเหยียบบ้านน้าสรัลเด็ดขาด"
"นายจะไปทำข่าวที่ตราดเหรอ"
สาระสะมาหน้าขรึมลงแล้วบอก
"สิบเจ็ดปีแล้วสินะ ที่เราสองคนไม่ได้กลับไปที่นั่นเลย"
"ไม่ต้องกลับก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรให้น่าจดจำซักอย่าง"
สาระสะมาได้แต่ถอนใจ
"แล้วนายจะไปทำข่าวอะไรที่ตราดเหรอ"
"ข่าวคาสิโนน่ะ มีผู้ชายคนนึงชื่อษมา ชื่อเหมือนนายแหละ แต่สะกดคนละแบบ เค้ากำลังจะเปิดคาสิโนบนเกาะแถวชายแดน เห็นว่าจะสร้างใหญ่โต หรูหราไม่แพ้ที่มาเก๊าเลยนะ"
สาระสะมานึกเป็นห่วง
"แล้วนายจะทำข่าวได้เหรอ ถ้าไม่สบายใจก็ให้บอกอส่งคนอื่นไปทำแทนสิ"
สาระวารียิ้มขำๆ
"เราไม่ใช่เด็กแล้วนะสะมา เราแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกน่ะ มันแปลกดีนะ เกลียดอะไรมักจะได้ยังงั้น"
สาระวารีสายตาแข็งกร้าวแล้วพูดต่อ
"เราเกลียดการพนันที่สุด แต่ก็ต้องกลับไปตราดเพื่อทำข่าวบ่อนจนได้"
สาระสะมาตบไหล่น้องสาวที่ส่ายหน้าไปมาอย่างให้กำลังใจ สาระวารีถอนหายใจ ยกมือขึ้นกอดอก เงยหน้ามองพระจันทร์แก้เซ็งไป

ปืนถูกยิงขึ้นฟ้าเสียงดังสนั่น ษมาเป็นคนยิงปืนขู่พวกคนงานที่กำลังชกต่อยกัน โดยมีพิพัช และจันเลา
ยืนคุ้มกันอยู่ใกล้ๆอีกที พวกคนงานกลัวจนหน้าถอดสี รีบผละออกจากกันทันที
"ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย ถ้าจะทำงานกับฉัน ห้ามมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันที่เกาะของฉันเด็ดขาด" ษมาพูดเสียงดุ
คนงานคนที่ 1พยายามจะอธิบาย
"แต่คุณษมาครับ"
ษมาตะคอกสวนทันที
"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น"
คนงานทุกคนจ๋อยไป
"พวกแกทุกคนก็รู้ว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง คนที่มันอยากได้สัมปทานคาสิโนแทนฉันมีเต็มไปหมด ถ้าพวกเรากันเองยังไม่สามัคคีกัน แล้วจะไปรับมือกับใครเค้าได้"
ษมาจ้องหน้าคนงานแต่ละคน พวกคนงานกลัวจนหัวหด ไม่มีใครกล้าสบตาษมาซักคน
"ถ้าใครไม่อยากทำงานกับฉันก็ออกจากเกาะไป แต่ถ้ารักจะทำงานอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องทำตามกฎของฉัน"
พวกคนงานต่างเลิ่กลั่ก กลัวตกงาน
พิพัชขู่ซ้ำ
"เอ้าว่าไง คุณษมาท่านให้โอกาสแล้ว จะอยู่หรือจะไปก็ว่ามา"
คนงานพยักเพยิดให้ตัวแทนพูดตอบไป คนงานคนที่ 2ยกมือไหว้ษมา
"ผมขอโทษครับคุณษมา ต่อไปพวกเราจะไม่ทำอีกแล้วครับ"
จันเลาพูดซ้ำ
"อย่าสักแต่รับปากพล่อยๆ พวกเอ็งก็รู้ ว่าคนอย่างคุณษมาพูดคำไหน เป็นคำนั้น"
พวกคนงานรีบพยักหน้ารับ ทั้งกลัวตกงานและกลัวษมาสุดๆ
"แยกย้ายไปทำงานได้แล้ว" พิพัชบอก
คนงานแยกย้ายกันไป ษมาหน้านิ่งจ้องมองคนงานด้วยสายตาแข็งกร้าว ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม

ษมาเดินหัวเสียกลับขึ้นระเบียงบ้านมา โศภียืนรออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วง
"คนงานมีเรื่องอะไรกันเหรอคะ"
"ผมไม่รู้ แล้วก็ไม่สนด้วย แต่กฎของเกาะนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ"
ษมาเดินไปนั่งสงบสติอารมณ์ โศภีเดินมานั่งข้างๆ พูดจาเอาใจ
"ดีค่ะ คนพวกนี้ต้องกำราบให้อยู่หมัด"
โศภีหันมองไปทางตัวบ้าน ชักสีหน้าเซ็งๆ
"ของว่างจะได้ทานวันนี้มั้ยเนี่ย"
ลำแพงเดินหน้านิ่ง ยกของว่างยามบ่ายออกมาให้ษมา และโศภี ทานคู่กับน้ำชา
" แล้วนี่เมื่อไหร่คาสิโนถึงจะเสร็จเรียบร้อยซะทีคะ โศไม่สบายใจเลย ห่วงความปลอดภัยของคุณ" โศภี สีหน้าออดอ้อน
ลำแพงเสิร์ฟของว่างไป เธอหน้านิ่งทำเหมือนไม่สนใจ แต่หูเงี่ยฟังตลอดเวลา
"นี่ก็เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะแล้วนะครับ ภายในปีนี้ก็คงเรียบร้อยแล้วล่ะ" ษมาบอก
"แล้วคุณไม่คิดหาใครมาร่วมหุ้นด้วยจริงๆเหรอคะ มีหุ้นส่วนหลายคน คุณจะได้ไม่ถูกพุ่งเป้าคนเดียว"
"ไม่จำเป็นหรอก ผมเคยบอกคุณแล้วนี่ ว่าคาสิโนที่พระฮามเป็นความฝันของผม แล้วผมก็ยังไม่อยากให้ใครมาร่วมแบ่งฝันของผมด้วย"
ษมายิ้มบางๆบนใบหน้า ลำแพงอมยิ้มชื่นชมเจ้านาย โศภีเหล่มองลำแพง
"ถ้าจะเสิร์ฟนานขนาดนี้ ก็ลากเก้าอี้มานั่งคุยด้วยกันซะเลยสิจ๊ะลำแพง"
โศภีแขวะ ลำแพงไม่แยแส ลุกจะเดินออกไป
"เดี๋ยวลำแพง เรือที่จะไปส่งคุณโศภี จัดการเรียบร้อยรึยัง"
"ดิฉันให้เจ้าแลงไปจัดการแล้วค่ะ"
โศภีออดอ้อนษมา
"อะไรกันคะ นี่คุณจะให้โศกลับแล้วเหรอคะ เดี๋ยวอีกสี่ห้าวัน คนของโศก็มารับเองล่ะค่ะ เสียแรงที่โศเป็นห่วงคุณ ไม่ทันไรก็ไล่กันซะแล้ว"
ษมายิ้มรับ
"ผมไม่ได้ไล่ แต่ผมกลัวคุณจะโดนลูกหลงไปด้วย ช่วงนี้ผมงานเยอะ คงไม่มีเวลาดูแลคุณ แล้วผมก็ไม่อยากให้คุณถูกนินทาเสียๆหายๆด้วย"

โศภีทำหน้าจ๋อยๆ

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของษมาก็ดังขัดขึ้น เขาดูเบอร์แล้วกดรับ

"ว่าไง ... เออ ก็ดีเหมือนกันนะ ว่าต่อไปซิ"
ษมาลุกเดินเข้าไปในบ้านคุยโทรศัพท์ พอษมาเดินเลี่ยงไป โศภีก็หน้าหงิกบอกบุญไม่รับทันที
"ดิฉันจะให้เด็กไปเก็บของในห้องคุณเลยนะคะ"
"ไม่ต้อง ฉันเก็บของฉันเองได้ ของฉันแพงๆ ทั้งนั้น กลัวถูกขโมย"
ลำแพงอมยิ้มเย็นๆ ไม่โต้ตอบอะไร ตั้งท่าจะเดินออกไป
โศภีมั่นใจว่าลำแพงยิ้มเยาะ จึงลุกขวาง ตวาดแว๊ด
"ยิ้มอะไร"
"คุณคิดว่าดิฉันยิ้มเพราะอะไร ก็ตามนั้นล่ะค่ะ"
ลำแพงพูดเสียงเย็น หน้านิ่ง ก่อนเดินหน้านิ่งเลี่ยงเข้าบ้านไป
โศภีบ่นพึมพำ
"ฉันเป็นคุณนายเกาะนี้เมื่อไหร่ แกตกงานเป็นคนแรกแน่นังซอมบี้"
โศภีมองตามด้วยความเจ็บใจ เหม็นขี้หน้าลำแพงสุดๆ แต่ต้องสร้างภาพกับษมา ตอนนี้เลยทำอะไรมากไม่ได้

กลางวันต่อเนื่องมา มัทนาและมีคณาเดินนำเข้าไปนั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวยามบ่าย ซึ่งคนไม่เยอะแล้ว ปล่อยให้สาระวารีสั่งอาหารเป็นคนสุดท้ายกับเจ๊คนขายรูปร่างตุ้ยนุ้ย
สาระวารีบีบนวดบ่าให้เจ๊
"แห้งชามน้ำชามเหมือนเดิม วันนี้หิวจัด ให้เวลา 5 นาทีนะเจ๊ เกินนั้นจะลุกมาลุยหน้าเตาเอง"
เจ๊คนขายยิ้มๆบอก
"โมโหหิวมาจากไหนจ๊ะ นั่งรอแป๊บนึงนะ"
"จ้ะเจ๊" สาระวารีแกล้งบีบชั้นไขมันข้างเอวทั้งสองข้างของเจ๊อย่างมันเขี้ยว
"จ้ำม่ำซะจริงนะน้องเอ๋ย"
เจ๊คนขายเขินตีแขนเบาๆ
"น้องวารีนี่"
สาระวารีเดินยิ้มแย้มอารมณ์ดีไปนั่งที่โต๊ะ มัทนารินน้ำใส่แก้วให้พี่ๆ
"อิจฉาพี่วารีจัง ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน"
"ก็โวยวายมากๆ เหมือนพี่สิ แคลอรี่มีเท่าไหร่ผลาญเรียบ"
มีคณาถาม
"บอกอเค้าให้มัทไปทำข่าวเขตต์ตวันประเด็นอะไรเหรอจ๊ะ"
"ประวัติน่ะพี่มี่ มีแหล่งข่าวโทรมาบอกข้อมูลใหม่ มัทต้องลงไปภูเก็ตพรุ่งนี้เลย อยากได้อะไรกันมั่งคะ"
"อ้าว นี่มัทต้องไปภูเก็ตเหรอ พี่ก็ต้องไปตราดเร็วๆ นี้เหมือนกัน" สาระวารีบอก
"มัทได้ยินแว่วๆว่าพี่วารีต้องไปเกาะช้างใช่มั้ยคะ"
"ไม่ใช่ เกาะยานก เกือบติดชายแดนเขมรโน่นแน่ะ"
มีคณาถามสาระวารีด้วยความสงสัย
"มีประเด็นข่าวอะไรน่าสนใจเหรอวารี"
"คาสิโน มีข่าวว่าเจ้าของเกาะทำเรื่องขอเปิดคาสิโนถูกกฎหมายที่โน่น และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับอนุญาต"
"ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยังงี้ มี่ว่าไม่น่ายอมให้สัมภาษณ์ง่ายๆหรอก"
สาระวารียักไหล่
"ก็ท้าทายดี"
สาระวารีชักโมโหหิว บ่นฮุบก่อนตะโกนไปหน้าร้าน
"แค่ลวกเส้นใส่เครื่องทำไมช้าจัง... จะกินกันเองแล้วเจ๊ ได้ยัง"
มัทนาขำๆ ชอบใจหันมองไปทางเจ๊ สาระวารีเหล่มองมัทนา
"อารมณ์ดีไว้เยอะๆ นะน้อง เดี๋ยวจะขำไม่ออก งานเราก็ไม่หมูเลยนะมัท นายตวันนี่เฮี้ยวกับนักข่าวยังกะอะไรดี เค้าขยาดกันทั้งนั้นแหละ"
มัทนากระหยิ่มยิ้มย่องบอก
"ก็ท้าทายดีเหมือนกันล่ะค่ะพี่วารี คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะมัทจะได้ย้ายไปโต๊ะการเมืองซะที"
มีคณาถอนใจยาว ชักสีหน้าเหนื่อยใจออกมา
"น่าอิจฉาจังเลย มีแต่งานท้าทายทำกันทั้งนั้น ช่วงนี้พี่ก็มีแต่ข่าวโสเภณีเด็ก ตามปราบไม่หมดไม่สิ้นซะที"
"ก็มีงานแฟชั่นการกุศลที่บอกอจะให้พี่มี่ไปแทนมัทไงคะ"
มีคณาเบะปากอย่างเซ็งๆ
"พี่ไม่ชอบนี่นา"
มัทนามีสีหน้ากระล่อน
"งั้นลองซ้อมไปงานแฟชั่นโชว์กับมัทเย็นนี้ก่อนนะคะเผื่อจะติดใจ...ทั้งพี่มี่ทั้งพี่วารีเลยนะ จะได้มีเวลาเมาท์กันนานๆ พรุ่งนี้มัทก็ต้องไปภูเก็ตแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับก็ไม่รู้" มัทนาส่งสายตาอ้อน ยื่นมือไปเกาแขน
วารีที มีคณาที
"ไม่ต้องมาทำแมวใส่ฉัน ไปก็ได้ย่ะ"
มีคณาปั้นยิ้มพยักหน้ารับปาก
"เย้"
สาระวารีพูดให้กำลังใจเพื่อน
"คิดบวกไว้สิมี่ อยู่ๆ มี่ก็ต้องไปงานแฟชั่นโชว์ที่ไม่ปลื้ม ฟ้าอาจจะกำหนดให้มี่ได้เจอเรื่องดีๆ ก็ได้นะ"
มีคณาถอนใจส่ายหน้าไม่เชื่อ
"ขอให้เป็นยังงั้นทีเถอะย่ะ"
สาระวารีอมยิ้ม นึกสนุก
"ก็ไม่แน่น้า บางทีเราทั้งสามคนได้อยู่ห่างๆกันนานๆ บ้าง อาจจะมีหนุ่มๆ กล้าเข้ามาทำให้หัวใจเรา กระตุกกะเค้ามั่ง"
สาระวารีทำมือรูปหัวใจตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วทำท่ากระตุกแบบแดนเซอร์ 2 ที มัทนาหัวเราะชอบใจ
มีคณาขำปนอาย เตือนเพื่อน
"วารี ไม่อายคนเค้ารึไง"
"ทำไมล่ะ เห็นชอบเต้นกันจั๊ง เลิกฮิตแล้วเหรอะ"
สาระวารีทำท่าหัวใจกระตุกมาอีก 3 ทีซ้อน มัทนาตบมือหัวเราะถูกใจ

มีคณาอดขำไม่ได้พร้อมกับตีผสมผลักเพื่อนไปแรงๆ เป็นที่ครื้นเครงกันไป
 

ช่วงตอนหัวค่ำ สาระวารีสวมชุดนอนนั่งอยู่ภายในห้องรับแขก กำลังเช็กกล้อง และอุปกรณ์การทำงานเพื่อเตรียมเดินทางไปตราด ข้างๆ ตัวสาระวารีมีถุงใส่ไวน์ของพี่สาวอยู่ สาระสะมาเดินถือแก้วนมเข้ามาหาน้องสาวฝาแฝด

"มีอะไรให้ช่วยมั้ย จะขึ้นนอนแล้วนะ"
"จะเสร็จแล้วล่ะ"
สาระวารีสีหน้าจับผิด คาดคั้นจ้องหน้าพี่สาวก่อนจะหยิบถุงใส่ไวน์ขึ้นมา
"แล้วนี่อะไร เตรียมไปฝากใครไม่ทราบ"
สาระสะมาสีหน้าเจื่อนๆ
"เอ่อ น้ารดีเค้าฝากซื้อ เค้าบอกว่าคุณอาของคู่หมั้นดา จะมาเป็นตัวแทนฝ่ายชายให้ เค้าชอบดื่มไวน์ น้ารดีเค้าเลยอยากจะต้อนรับให้ดี"
สาระวารีแขวะ
"ฝากซื้อหรือว่าไถของฟรีกันแน่ นายนึกว่าเราไม่รู้เหรอะ นายไปบินทีไร เค้าก็ไถของฝากประจำ"
"ไม่ประจำซะหน่อย นานๆที ถือซะว่าเป็นของขวัญงานหมั้นดาก็แล้วกัน"
สาระวารียังโวยวาย
"นายก็เป็นซะอย่างเงี้ย ทีตอนเค้าไล่ออกจากบ้านทำไมไม่จำมั่ง นี่ถ้าเราสองคนไม่มีงานดีๆทำ เค้าจะมานับญาติด้วยมั้ย"
"นายก็ฝังใจเจ็บไม่เลิกซะที ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ลืมๆไปซะเถอะ ... ไปดีกว่า"
สาระสะมารีบตัดบท ชิ่งหนีไปเลย สาระวารีส่ายหน้าก่อนจะหยิบไวน์ออกมาดู อย่า
งเสียดายเงินสุดๆ
"ท่าจะขวดละหลายตังต์ ตั้งสองขวดแน่ะ"
สาระวารีฉุกคิดขึ้น แล้วมองขวดไวน์ในมือ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างมีแผน

ยามสายของงานหมั้น ซึ่งจัดขึ้นที่สวนบ้านสรัล ในบรรยากาศ เล็กๆแต่น่ารัก มีแขกเหรื่อมางานพอสมควรแต่ไม่มากนักเพราะมีแต่เพื่อนหรือญาติสนิทเท่านั้น
รุจิดา และคู่หมั้นยืนพูดคุยกับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อาของคู่หมั้นกำลังจะขึ้นไปพูดขอบคุณแขกเหรื่อ โดยมีสรัล รินรดี รุจรวี และสาระสะมา ยืนยิ้มแย้มอยู่ใกล้ๆ
รินรดี และรุจรวี ประจบเอาใจอาคู่หมั้นสุดๆเพราะเป็นคนรวย
อาพูดใส่ไมค์ ยิ้มแย้ม
"ผมขออวยพรให้ทั้งคู่รักกันมั่นคงความรักราบรื่น ไร้อุปสรรคใดๆ และพวกเราในที่นี้จะนับวันรอที่จะได้เห็นทั้งคู่เข้าพิธีสมรสและครองคู่สร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกันต่อไป"
น้ารินรดีถาม
"รวี ไวน์ที่เตรียมไว้ล่ะ"
รุจรวีรีบไปหยิบแก้วใส่ไวน์มาให้
"นี่ค่ะแม่"
"รีบเอาไปให้คุณอาสิ"
รุจรวีเอาแก้วไวน์ไปให้อาของคู่หมั้นพี่สาว อารับแก้วไวน์มา สีหน้ายิ้มแย้ม
"และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมขอเชิญชวนทุกท่าน ดื่มอวยพรให้กับคู่หมั้นพร้อมๆกันครับ"
แขกเหรื่อทุกคนหยิบเครื่องดื่มลุกขึ้นยืน พวกสาระสะมาเองก็ถือเครื่องดื่มเตรียมไว้ อาชูแก้วบอก
"ไชโย"
ทุกคนในงานร่วมไชโย
อาของคู่หมั้น ดื่มไวน์ฉลอง แต่ทันใดนั้นก็พ่นพรวดออกมา เพราะสำลักยาดองที่สาระวารีเอามาเปลี่ยนแทนไวน์ ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในงาน
สาระสะมาตกใจปนงง ว่าเกิดอะไรขึ้น!!

ผ่านเวลาเล็กน้อย รินรดียื่นถุงใส่ไวน์ 2 ขวดให้สาระสะมารับไปด้วยความโกรธจัด รุจรวียืนหน้าหงิก
อยู่ใกล้ๆ
"เอาของเธอกลับไปเลยแม่สะมา แล้วก็ฝากบอกน้องสาวเธอด้วย ว่าถ้าไม่นับญาติกันแล้วก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาฉีกหน้าฉันแบบนี้"
สาระสะมาหน้าเสีย ยกมือไหว้
"หนูขอโทษแทนวารีด้วยค่ะน้ารดี ไม่คิดเลยว่าเค้าจะเล่นอะไรแผลงๆ เอายาดองเหล้ามาเปลี่ยนแทนไวน์แบบนี้"
รุจรวีออกอาการโมโหมากไม่แพ้แม่ เธอหยิบการ์ดออกมาใบนึง ยัดใส่มือสาระสะมา
"ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไวน์นะ... ยังเขียนการ์ดเยาะเย้ยถากถางมาด้วย นี่ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะฉันกับแม่มัวแต่ยุ่งรับแขก ก็คงไม่หลงกลน้องเธอหรอก"
"อ่านออกเสียงมาดังๆเลยนะ จะได้รู้ความร้ายกาจของน้องสาวเธอ" รินรดีบอก
สาระสะมาเปิดการ์ดออกอ่านออกเสียง
"ถึงท่านผู้เฒ่า..." สาระสะมากลืนน้ำลายก่อนจะอ่านต่อ
"ยี่สิบแปดดีกรีสองขวดนี้ ยกให้เป็นของขวัญ ขอให้จิบเพียงวันละน้อยๆ แล้วจะค่อยๆมีพลัง เตะปี๊บดังไปอีกหลายๆปี ไวน์ยี่สิบแปดดีกรียี่ห้อชาร์โต เดอ วารี"
สาระสะมาจ๋อยสนิท เถียงไม่ออกซักคำ รุจรวีโมโหมาก จิกตามองสาระสะมา
"ไปรับแขกเถอะค่ะคุณแม่ อย่ามาเสียเวลากับพวกอกตัญญูเลยค่ะ"
สองแม่ลูกสะบัดพรืดใส่ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์เสีย

สาระสะมาถอนใจหนักหน่วง ก่อนจะมองไวน์ในมือแล้วหัวเราะออกมา ถึงจะเคืองน้อง แต่ก็อดขำไม่ได้

นักข่าวหนุ่มเดินถือแฟ้มงานจะเดินไปห้องบ.ก. ไชยวัฒน์ สาระวารีเดินเลี้ยวมาเห็นเข้าพอดี สีหน้าเจ้าเล่ห์ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปแซงหน้าทันที

นักข่าวหนุ่มตั้งท่าจะเคาะประตูห้อง แต่มือวารีแย่งมาเคาะก่อน นักข่าวเหล่มอง
"พี่วารี ผมงานเร่ง"
"ของพี่เร่งกว่า"
สาระวารีทำหน้าตากวนใส่ นักข่าวหนุ่มแกล้งเบียดจะเปิดประตูเข้าไป
"เข้ามา"
สาระวารีผลักไหล่นักข่าวรุ่นน้องออกไปแรงๆ เลย แถมทำหน้าล้อเลียนใส่อีกตะหาก ก่อนเปิดประตูเข้าไป
สาระวารีฉีกยิ้มเดินเข้าไป
"วารีเองค่ะบอกอ"
นักข่าวหนุ่มเจ็บใจ แต่ไม่กล้าหือ เดินกลับออกไป
ภายในห้องทำงานไชยวัฒน์ สาระวารีนั่งลง ไชยวัฒน์ยิงคำถามทันที
"ไหนว่ามาสิ เธอมีแผนการยังไง"
"คืองี้ค่ะบอกอ วารีจะไปสแตนบายที่ตราดก่อน รอวัฒนาตามไปสมทบแล้วค่อยเดินทางไปเกาะยานก..วารีนัดแนะกับวัฒนาเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ"
"ไปตราดก่อนทำไม"
"ไปหาเพื่อน"
ไชยวัฒน์ชะงัก เงยหน้าจากเครื่องคอมฯ เหล่มอง
"แหม ฟังก่อนสิคะบอกอ วารีมีเพื่อนซี้สมัยเรียนอยู่ที่ตราดชื่อจิณห์ ชีเป็นลูกสาวเศรษฐีใหญ่ของจังหวัด คนนี้กว้างขวางมาก วารีไปเที่ยวบ้านเพื่อน คงจะได้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางของนายษมาอะไรนี่เพิ่มมากขึ้น"
"หาเรื่องไปเที่ยวสิไม่ว่า"
สาระวารีเสียงแข็ง ท้าทายเล็กน้อย
"จะไม่ให้ไปก็ได้นะคะ"
"ไปเถอะจ้ะ พี่กลัวเธอแล้วล่ะ"
สาระวารียิ้มแป้น
"ขอบคุณค่ะ"
ไชยวัฒน์เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานออกมา พร้อมพูด
"มีสายของเราส่งภาพนึงมาให้"
สาระวารีถามอย่างสนใจ
"ภาพอะไรคะ"
"ก็ภาพนายษมาน่ะสิ"
สาระวารีแปลกใจ
"เป็นไปได้ยังไงคะ ไหนข้อมูลบอกว่าไม่ยอมให้ใครสัมภาษณ์ ไม่เคยมีภาพออกสื่อไงคะ"
ไชยวัฒน์หยิบซองหลายซองออกมาหา
"มีคนแอบถ่ายด้วยมือถือมาได้... อยู่ไหนซะล่ะ"
"จะได้ดูมั้ยคะเนี่ย"
"ใจร้อนจริง เจอแล้ว"
ไชยวัฒน์หยิบซองและดึงรูปถ่ายออกมา
"เค้าถ่ายได้ตอนงานเลี้ยงหอการค้าจังหวัด ไม่ชัดเป๊ะเท่าไหร่นะ แต่พอดูออก"
ไชยวัฒน์ดึงรูปถ่ายออกมาหมุนด้านให้สาระวารีดู...
สาระวารีมองไปที่ภาพถ่าย...เป็นงานเลี้ยง มีแขกเหรื่อมากมาย ภาพตรงกลางที่ชัดสุดคือนักธุรกิจร่างอวบ ออกแนวเสี่ยๆ ถือแก้วไวน์คุยยิ้มแย้มอยู่ แต่มีรูปของชายอีกคนอยู่ข้างๆ ห่างไปทางด้านหลัง ดูหนุ่มกว่ายืนถือแก้วไวน์ ยืนเก็กหล่อมองไปอีกมุม
"อาเสี่ยเนี่ยเหรอบอกอ คุณษมา เจ้าพ่อเกาะยานก"
"เค้าว่างั้น ผมก็ไม่เคยเห็น"
"ดูแก่กว่าข้อมูลที่ว่าอายุ 37 นะคะ"
"อยู่เกาะอยู่ทะเล ตากแดดตากลม จะให้หน้าเด้งผ่องเหมือนผมได้ไงล่ะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มขี้เล่น
"จ้า ไม่ออกจากห้องแอร์เลย ใช้น้องสาวๆ ตลอด"
ไชยวัฒน์ยิ้มๆ
"งั้นวารีเอารูปนี้ไปเลยนะคะ"
"เอาไปเถอะ ไม่มีอะไรก็กลับไปทำงานได้แล้ว ผมต้องรีบตรวจต้นฉบับ"
ไชยวัฒน์หันไปทำงานต่อ
"หมดความหมายก็ไล่ส่งเลยนะคะ"
สาระวารีหยิบกรรไกรที่โต๊ะบอกอมาตัดรูป สาระวารีตัดรูปแบ่งครึ่งเอาเฉพาะรูปเสี่ยอ้วนไว้ แล้วตัดรูปษมาออกไป เธอลุกขึ้นแล้วหยิบรูปษมาไปทิ้งถังขยะข้างๆ ห้องไป ก่อนออกจากห้อง สาระวารีหันมาบอก
"อย่าลืมตั้งเบิกให้วารีเพิ่มด้วยนะคะบอกอ"
สาระวารีเดินดูรูปเสี่ยอ้วนออกไปจากห้องไป ไชยวัฒน์เงยหน้ามองตามพร้อมส่ายหน้าไปมาก่อนหันไปทำงานหน้าคอมฯต่อ
รูปที่ถูกทิ้งขยะ สาระวารีไม่ได้รู้เลยว่รูปที่ตัดทิ้งถังขยะคือนายษมา เจ้าพ่อเกาะยานก ที่กำลังจะไปตามสัมภาษณ์ให้ได้

เมืองตราดตอนหัวค่ำ โศภีเดินควงแขนษมาทันทีที่ลงจากรถ ณ ลานจอดจะเข้าไปร้านอาหารแห่งหนึ่งโศภียิ้มแย้ม ฉอเลาะตามเคย
"เห็นมั้ยคะ ไม่รู้คุณจะให้โศรีบกลับมาทำไม สุดท้ายคุณก็ต้องตามโศมาอยู่ดี"
"ก็ผมไม่คิดนี่ครับ ว่าจะมีงานด่วนเข้ามา ตอนแรกกะว่าจะขึ้นฝั่งอีกที ก็ตอนงานวันเกิดคุณจิตติเลย"
ขณะนั้นเอง ประตูรถคันที่จอดอยู่ก็เปิดกว้างออก ดิตถ์ยิ้มกวนก้าวลงจากรถ
" บังเอิญจังเลยนะครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าพ่อเกาะยานกกับคุณโศภีคนสวยที่นี่"
ลูกน้องอีก 2 คนรีบลงจากรถตามประกบคุ้มกันดิตถ์ทันที ษมาไหว้ตามมารยาท
"สวัสดีครับพี่ดิตถ์"
"โอ๊ย ผมไม่อาจเอื้อมนับพี่นับน้องกับคุณหรอกครับ บอกตรงๆ ว่าไม่อยากเป็นอย่างไอ้เดชมันอีกคน"
โศภีรำคาญ
"ไปกันเถอะค่ะษมา อย่าไปฟังพวกเพ้อเจ้อเลย พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะ เสียอารมณ์เปล่าๆ"
โศภีดึงแขนษมาไป ดิตถ์พูดตามหลังอย่างโมโห
"ก็ฉันไม่รวยเท่าแกนี่ไอ้ษมา ถึงไม่มีใครฟังฉัน แต่ที่แกเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองทุกวันนี้ได้ มันมาจากเลือดเนื้อน้องชายฉันทั้งนั้น ไอ้ฆาตกร"
ษมาหันกลับมามองดิตถ์ด้วยสายตาเย็นชา
"ที่แล้วมาผมเห็นแก่เดช เลยไม่อยากเอาเรื่อง แต่อะไรที่มันเกินไป ผมก็ไม่ทนเหมือนกัน"
ษมาและดิตถ์จ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง ไม่มีใครลงให้ใคร โศภีไม่อยากให้มีเรื่อง
"ไปเถอะค่ะษมา"
โศภีรีบควงแขนษมาพาเดินเข้าไปในร้าน

ดิตถ์ได้แต่มองตามด้วยความเขม่นและหมั่นไส้ คิดที่จะหาทางเล่นงานษมาให้ได้

อ่านต่อ หน้า 3

มนต์จันทรา ตอนที่ 1 (ต่อ)

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของดิตถ์ก็ดังขึ้น เขาดูเบอร์และกดรับ

"ว่ายังไง"
หลังเขาฟังสายจากอีกฝ่าย ก็นึกไม่ถึง
"นักข่าวจากที่ไหน... ฉันอยากเจอนักข่าวนั่นก่อนไอ้ษมา เธอจัดการให้ฉันได้มั้ย"
ดิตถ์สีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์ อย่างมีแผนการ

ยามบ่าย สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือบอกมีคณาอยู่บริเวณตลาดของจังหวัดตราด
"ถึงตราดเรียบร้อยแล้วคร๊าบ... มาตราดอยู่ตลาด เข้าใจมั้ยฮะคุณมี่ คนแก่หูไม่ดีก็งี้แหละ"
สาระวารีขำๆ มายืนรอข้ามถนนไปอีกฝั่ง เธอคุยโทรศัพท์ต่อไปด้วย
" ถึงได้พักนึงแล้ว โทรไปหวัดดีญาติสนิทมิตรสหายได้หลายคนอยู่"
รถหรูคันหนึ่งจอดให้ สาระวารีก้มหน้าขอบคุณพร้อมเดินข้ามถนนไปโดยไม่ได้หันมองเข้าไปในรถคันนั้นเลย คนขับรถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตามสาระวารีต่อเนื่องจนเธอเดินพ้นไป คนขับรถหันไปส่งโทรศัพท์มือถือให้เจ้านายที่นั่งอยู่ด้านหลัง
"ได้แล้วครับ"
เจ้านายที่นั่งใส่สูทหล่อเนี๊ยบอยู่หลังรถ คือษมานั่นเอง เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นเช็กดูรูป หน้านิ่งขรึม
รถคันหลังบีบแตรไล่...
"จอดข้างทางก่อน"
คนขับรถยกมือขอโทษแล้วรีบขับรถไปจอดข้างทางเปิดไฟฉุกเฉิน ษมาหันมองตามสาระวารีไป
เห็นเธอเดินลัดเข้าไปในตลาด
ผ่านเวลาเล็กน้อย กลับมาในรถ ษมากำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
"เพิ่งโทรไปหาเหรอะ ... งั้นก็น่าจะใช่ เดี๋ยวผมจะส่งรูปไปให้ดู ช่วยคอนเฟิร์มอีกทีว่าไม่ผิดคน"
ษมากดตัดสาย
ษมากดเลือกรูปสาระวารีที่ถ่ายตอนเดินผ่านรถขึ้นมาดูอย่างตั้งใจอีกครั้ง สีหน้าฉายแววไม่มั่นใจนัก ก่อนจะกดส่งรูปไป

สาระวารีกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดอย่างอร่อยอยู่ในร้านหนึ่ง
" ขอนั่งด้วยคนนะครับ"
สาระวารีเหล่มอง อย่างไม่สบอารมณ์นัก แววตาเซ็งๆที่เห็นษมาอยู่ข้างๆ แถมยิ้มให้
"ที่ว่างตั้งเยอะ"
ษมาสีหน้าหน้านิ่งบอก
"โต๊ะมันเลอะครับ"
" ไม่ว่างค่ะ"
สาระวารีเอื้อมมือไปหยิบเป้บนโต๊ะไปวางที่เก้าอี้ข้างๆตนแล้วทานต่ออย่างไม่สนใจ
"คนเราสมัยนี้ไม่ค่อยมีน้ำใจกันเลยนะครับ คิดแต่มุมของตัวเอง"
ษมาเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ตัวติดกันอีกข้างแทน สาระวารีเหล่มอง สีหน้าไม่ชอบใจที่เจอชายแปลกหน้ามารุกแบบนี้ เขามองหน้าเธอ
"เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ยครับ"
สาระวารีชะงักไป หันมาจ้องหน้า วางตะเกียบหรือช้อนส้อมแรงๆ
"ก็เพราะฉันเจอมุกจีบเสล่อๆ แบบนี้ประจำไงคะ ฉันถึงต้องแล้งน้ำใจ"
ษมาหน้าตาย
"แน่ใจนะครับว่าเราไม่เคยเจอกันมาก่อนจริงๆ"
สาระวารีเสียงดัง หน้าหงิก เอาเรื่อง
"ไม่เคย"
คนในร้านหันมามองทั้งคู่ ษมาทำหน้านิ่ง ไม่สะทกสะท้านอะไร
สระวารีอารมณ์เสียลุกขึ้นบอกคนขาย
"คนจะกิน มาชวนคุยอยู่ได้ มารคอหอย... เก็บตังค์ที่นายคนนี้นะป้า"
สาระวารีตาขวาง ดึงเป้มาถือกระแทกใส่ษมาแบบจงใจแกล้งซ้ำอีกตะหาก ก่อนเดินหน้าหงิกออกจากร้านไป ษมากดโทรศัพท์มือถือโทรออก สีหน้านิ่งขรึมมองตามสาระวารีไป
"เจอตัวแล้ว เอาเรื่องใช้ได้ ... เธอจำผมไม่ได้เลย"
ษมาสีหน้าใช้ความคิด มองตามสาระวารีไป

สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือกับมีคณาเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งไป ผ่านล็อบบี้ไปกดลิฟท์
"จิณห์ยังไม่กลับจากฝรั่งเศสเลย ไม่รู้ติดอกติดใจอะไรนักหนา"
มีสาวสวยแต่งตัวเซ็กซี่เดินสวนออกมาลิฟท์ สาระวารีหันมองตามแล้วแกล้งเป่าปากทำเสียงวี๊ดวิ้วแล้วรีบหันกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ สาวเซ็กซี่หันมองหาที่มาของเสียงงงๆ
สาระวารีขำๆ คุยมือถือต่อ
"ไม่มีอะไร แกล้งคนเล่น อยากเซ็กซี่เกินหน้า"
สาระวารีตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
"แล้วนี่ยัยมัทเป็นอะไรของเค้า ติดต่อไม่ได้เลย ปิดมือถือตลอด"
ที่บริเวณเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับ ลูกค้าโรงแรมและพนักงานเดินผ่านไป มุมหนึ่งษมายืนเท่มีมาดซุ่มมองตามสาระวารีอยู่ ด้วยสีหน้าติดใจสงสัย ผู้จัดการโรงแรมและเลขาเดินเข้ามามาต้อนรับ ยกมือไหว้
"สวัสดีครับคุณษมา"
ษมารับไหว้ตามารยาท
"วันนี้ให้เกียรติมาโรงแรมของเรา มีอะไรให้รับใช้ครับ"
"นิดหน่อยครับ"
"งั้นขอเชิญคุณษมาไปนั่งที่ห้องรับรองก่อนดีกว่านะครับ"
"ขอบคุณครับ"
ษมาเดินมาดดีตามผู้จัดการไป

ภายในห้องพัก สาระวารีทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แล้วหยิบรูปเสี่ยอ้วนๆ ที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นษมา เธอเพ่งมองรูปไป
"คุณต้องยอมให้ฉันสัมภาษณ์แน่ๆ คุณษมา"
สาระวารีทิ้งมือที่ถือรูปลงบนเตียง แล้วเอียงหน้าไปอีกด้าน นอนหลับพักเอาแรง

ผ่านเวลาซักพัก สาระวารีกดลิฟท์เรียกลง เธออาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่ สะพายเป้ที่ใส่กล้องและอุปกรณ์ทำข่าวส่วนตัว ผู้ชายคนหนึ่งเดินเบี่ยงตัวเข้าไปกดลิฟท์ซ้ำ สาระวารีเหล่มองอย่างหงุดหงิด แล้วขยับปากบ่นพึมพำ
"จะกดซ้ำอีกทำไม"
ผู้ชายคนนั้นคือษมานั่นเอง เขาแกล้งทำเป็นแปลกใจ
"อ้าว คุณ พักที่เดียวกันเหรอครับเนี่ย"
สาระวารีชักสีหน้าเซ็งใส่
"คิดว่าจะย้ายเร็วๆ นี้ล่ะ... ซวยจริงๆ"
ลิฟท์เปิด สาระวารีรีบเดินนำเข้าไป ยืนหันหน้าเข้ามุมลิฟท์ไปเลย ไม่อยากสนทนา

ษมาอมยิ้มนิดๆ ก่อนเดินตามเข้าไป

สองคนอยู่ภายในลิฟท์ ษมาไปยืนข้างๆ สาระวารี ที่หันหน้าไปอีกทางอย่างรำคาญ

"ออกไปหาข่าวเหรอครับ"
สาระวารีชะงักปนแปลกใจ หันมอง
"คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นนักข่าว"
"ผมเคยเห็นคุณตอนดูข่าวทีวี"
สาระวารีขยับตัวห่างเล็กน้อย ปากพึมพำ
"โรคจิตแหงๆ"
"ผมสงสัยนะ ทำไมนักข่าวชอบยื่นเทปไปสัมภาษณ์แล้วหันหน้าหนีด้วย อายกล้องเป็นด้วยเหรอะ เห็นชอบวิ่งตามเอากล้องเอาไมค์ไปจ่อหน้าจ่อปากคนอื่น นึกว่าจะชิน"
สาระวารีเสียงแข็ง
"แล้วคุณจะมาดูหน้านักข่าวทำไมไม่ทราบ ไปสนใจเนื้อหาที่เค้าสัมภาษณ์สิ"
"ก็เผอิญผมรู้มาว่า คนที่ผมตามหาตัวอยู่เป็นนักข่าว ก็เลยชอบสังเกต"
สาระวารีมองษมาด้วยสีหน้ากวนๆ
"จะมามุกไหนอีก ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ"
ษมาจ้องหน้าสาระวารี ดูตาซึ้งๆเป็นประกายวิบวับ
"ลองคิดดูดีๆว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน"
สาระวารีทำหน้านึกได้
"อ๋อ...ฉันนึกออกแล้ว"
ษมาค่อยยิ้มออก ไม่คาดคิดสาระวารีชักมือที่แอบสวมสนับมือจากกระเป๋ากางเกงแล้ว ชกอัดเข้ากลางท้องษมาอย่างจัง
สาระวารีถกแขนเสื้อ เสยผม เดินหน้าตาสะใจปนสมน้ำหน้าออกจากลิฟท์ ปล่อยให้ษมายืนตัวงอ ยกมือกุมท้องสีหน้าจุกเจ็บอยู่ในนั้น ก่อนที่ลิฟท์จะปิดสนิทไป

บรรยากาศในร้านกาแฟแห่งหนึ่งตอนหัวค่ำ สาระวารีกำลังสัมภาษณ์ธารดล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงของจังหวัดอยู่
ธารดลสีหน้ายิ้มแย้ม
"คุณษมาเป็นคนเก่งครับ อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ ที่ชื่นชมในความคิดและการบริหารธุรกิจของเค้า"
"แม้แต่การเปิดบ่อนคาสิโนน่ะเหรอคะ"
"ถ้าเปิดที่เมืองไทยมันก็ผิดกฎหมายนะครับ แต่นี่คุณษมาเปิดที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำตามกฎหมายของเค้าทุกอย่าง ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรไม่ใช่เหรอครับ"
"แล้วในแง่ศีลธรรมล่ะคะ การเปิดคาสิโนจะไม่ทำให้คนมัวเมาในอบายมุขมากขึ้นเหรอคะ"
"ถ้ามองในมุมที่คุณว่ามันก็ไม่สมควร แต่ผมถามหน่อยนะครับ ว่าแข่งม้าเอย ล็อตเตอรี่เอย มวยอีก มันก็มีการพนันขันต่อ ผิดศีลทั้งนั้นล่ะ แถมยังมอมเมาคนแทบทุกระดับทั่วประเทศด้วยซ้ำไป แต่คาสิโนเปิดเฉพาะที่แล้วยังช่วยให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวตราดจะบูมขึ้นด้วย คุณว่าจริงมั้ยล่ะ"
สาระวารียิ้มๆ
"ทราบมาว่า คุณธารดลทำธุรกิจเดินเรือร่วมกับคุณษมาอยู่ด้วยใช่มั้ยคะ"
ธารดลหัวเราะ
"คุณนี่ข้อมูลแน่นจริงๆเลยนะครับ ใช่ครับ เราทำธุรกิจร่วมกันอยู่ แต่สิ่งที่ผมพูด ผมพูดบนพื้นฐานของความจริง ไม่ได้เข้าข้างคุณษมาแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือคุณจะเถียงว่าไม่จริง"
สาระวารียิ้มรับ เถียงไม่ออกเลยตัดบท
"ดิฉันคงรบกวนคุณธารดลแค่นี้ ขอบคุณมากนะคะ"
สาระวารไหว้ ธารดลรับไหว้
"ไม่เป็นไรครับ"
สาระวารีปิดเครื่องอัดเสียง เก็บข้าวของ
"คุณสาระวารีจะอยู่ทำงานที่นี่นานมั้ยครับ ถ้ามีโอกาส ผมจะได้ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงคุณซักมื้อ"
"ยังไม่แน่หรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าจะหาข่าวได้มากแค่ไหน"
"ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อยู่เที่ยวซักพักสิครับ เดี๋ยวนี้ตราดเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนเป็นจังหวัดเงียบๆ แต่เดี๋ยวนี้คึกคักขึ้นมากเลยนะครับ"
สาระวารีหน้าขรึมลง
"ค่ะ ที่นี่เปลี่ยนไปมากจริงๆ"
สาระวารีหลบสายตาไปเล็กน้อย แววตาเห็นความไม่สบายใจซ่อนอยู่ สาระวารีได้แต่แอบถอนใจยาวออกมาพร้อมทอดสายตามองออกไปนอกร้าน
บรรยากาศสวนสวยและสระว่ายน้ำของโรงแรม มุมหนึ่งของสวน ษมาสวมแว่นดำยืนสั่งงานลูกน้องอยู่ ลูกน้องรับคำสั่ง
สาระวารีเดินถืองานมาหาที่นั่งเขียนต้นฉบับที่เก้าอี้ริมสระน้ำ เธอมองหาที่นั่งทำงานไปมา
ษมาสั่งงานลูกน้องเสร็จ จะเดินกลับเข้าไปในโรงแรม เห็นสาระวารีกำลังเดินไปนั่งที่เก้าอี้ริมสระ
ตัวหนึ่ง เธอหันไปสบตากับษมาที่หันมองมาพอดี
สาระวารีบ่น
"ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ"
สาระวารีรีบเก็บของจะหนีขึ้นห้อง ษมารีบเดินปรี่เข้ามาหา
"เจอกันอีกแล้วนะครับ"
สาระวารีเก็บของเซ็งจัด
"เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอแล้วล่ะ"
"ทำไมล่ะครับ เสร็จงานจะกลับกรุงเทพแล้วเหรอ"
"เปล่า แต่จะเปลี่ยนโรงแรม"
สาระวารีจ้องหน้า ชักสีหน้ารำคาญใส่ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป ษมารีบเดินตามดักหน้า
"รำคาญผมเหรอ"
สาระวารีจ้องหน้า
"ที่สุด"
สาระวารีเดินหนี ษมาเดินตาม
"ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย"
"อยากจะเรียกชื่อฉันว่าหมูหมากาไก่อะไรก็เรียกไปเถอะ"
"สาระวารี"
สาระวารีหยุดกึก หันมาจ้องหน้าษมา
"รู้จักชื่อฉันได้ยังไง"
"เช็กที่เคาน์เตอร์ก็ได้ ผมกว้างขวางที่นี่พอสมควร"
สาระวารีฉุกคิดอยากใช้ษมาให้เป็นประโยชน์
"กว้างขวางจริงเหรอะ แล้วรู้จักคุณษมามั้ยล่ะ"
สาระวารียิ้มหยัน ษมาทำหน้านิ่ง
"รู้จัก ถามถึงเค้าทำไมเหรอ จะมาสัมภาษณ์เหรอะ ไม่มีทางหรอก เค้าไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร"
"เอาน่ะ เค้าจะให้สัมภาษณ์ฉันหรือไม่ เค้าเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่นาย แล้วรู้มั้ย ฉันจะเจอกับเค้าได้ที่ไหนมั่ง"
ษมาทำสีหน้านึกๆ
"ผมจะได้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน"
"ไม่บอกก็อย่าบอก" สาระวารีจะเดินไป
"โอเค บอกก็ได้ กำลังจะมีงานเลี้ยงที่บ้านคุณจิตติ นักธุรกิจใหญ่ คุณษมาไปร่วมงานแน่นอน"
"ฉันรู้แล้วย่ะ คุณจิตตินั่นพ่อเพื่อนฉันเอง ตอนนี้เพื่อนฉันยังช็อปปิ้งเพลินอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นไงรู้ลึกกว่ามั้ย"

สาระวารีสะบัดหน้าพรืดเดินกลับไปเข้าโรงแรม ษมามองตามพร้อมอมยิ้มเจ้าเสน่ห์

ไม่นานต่อมา กลางลิฟท์ตัวหนึ่งซึ่งเปิดออก สาระวารีสะพายเป้เดินทางใบโตออกมาจากลิฟท์
เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ พนักงานโรงแรมรีบตรงเข้ามาช่วยถือเอาไว้ เธอหน้าเซ็งๆ ยื่นบัตรเครดิตให้

"เช็กเอ๊าท์ค่ะ ขอบิลด้วยนะคะ"
ระหว่างรอสาระวารีก็หันมองไปทางหน้าโรงแรม ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นษมายืนมาดเท่พิงเสาส่งยิ้มมาให้ เธอเบะปากรังเกียจ เบือนหน้าไปอีกทาง ษมาเดินยิ้มเข้ามาหา
"ย้ายออกจริงๆเหรอครับเนี่ย ผมรู้สึกผิดจังเลย ผมจะชดใช้ให้คุณได้ยังไงมั่งครับเนี่ย"
"อยากชดใช้จริงๆ นะ"
ษมาพยักหน้ารับ
สาระวารียิ้มๆ หันไปบอกพนักงาน
"น้องคะขอบัตรเครดิตคืน มีหนุ่มใหญ่จะออกค่าห้องพักให้ แต่ขอบิลเป็นชื่อฉันนะคะ"
ษมาอมยิ้ม อารมณ์ประมาณนึกแล้วว่าต้องมาไม้นี้ สาระวารีหันกลับมามอง ษมารีบปั้นหน้าเจ็บใจ ส่ายหน้าไปมา
"โห คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ"
สาระวารีบอกพนักงาน
"ช่วยไม่ได้ แล้วพี่แวะมาเอาบิลวันหลังนะคะ วันนี้ติดธุระด่วน"
สาระวารีเดินตบบ่าษมาแรงๆ ด้วยสีหน้าสะใจ
"เจอกันวันงานเลี้ยงบ้านคุณจิตตินะครับ"
สาระวารีทำสีหน้าท่าทางเจ็บใจผสมขยะแขยงเดินหัวเสียออกไปทางหน้าโรงแรม พนักงานคนที่ช่วยถือสัมภาระก็ตามไปกระเป๋าตาม
"เข้าบัญชีคุณษมาเลยนะคะ"
สาระวารีหยุดกึก หันกลับไปมองทางเคาน์เตอร์ ก็ไม่เห็นษมาอยู่แล้ว พนักงานก็ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ สาระวารีมีสีหน้างงๆ สงสัยจะหูฝาด เดินส่ายหน้าออกไปจากโรงแรม
ษมาที่หลบอยู่หลังเสา มองไปทางพนักงานโรงแรมที่เหลือบตามามองทางษมา
"ขอโทษค่ะ"
ษมายิ้มให้
"ไม่เป็นไรครับ"
ษมาหันมองตามสาระวารีไปทางหน้าโรงแรม ส่ายหน้าพร้อมยิ้มอย่างมีความรู้สึกเอ็นดูก่อนพึมพำ
"เธอเปลี่ยนไปมากกว่าที่ฉันคิดเยอะ"
ษมาสีหน้าขรึมลงอย่างย้อนคิดเรื่องบางอย่างในใจ

เวลากลางคืนวัน ที่โรงแรมแห่งใหม่ สาระวารียืนมองวิวเมืองอยู่ที่หน้าต่างห้องพัก เธอได้แต่ถอดถอนใจยาวออกมา ย้อนคิดเรื่องราวของตัวเอง

17 ปีก่อน บริเวณริมถนน สาระวารีกำลังรับจ้างขัดรองเท้าให้ผู้ชายคนหนึ่งอยู่ พอขัดเสร็จ ผู้ชายคนนั้นก็ให้เงินสาระวารี เธอรับและยกมือไหว้
"ขอบคุณค่ะ"
ผู้ชายคนนั้นเดินจากไป สาระวารีกำลังเอาเงินเก็บใส่กล่องขนม
แต่ทันใดนั้นเอง สารก็เข้ามาแย่งกล่องขนมไปจากมือ เธอตกใจมาก
"พ่อ เอาเงินหนูไปทำไม หนูจะเอาเงินไปซื้อยาให้แม่"
"แม่แกเค้าไม่เป็นอะไรมากหรอกน่ะ เอามาให้พ่อยืมต่อทุนก่อน"
สารเปิดกล่องขนม ล้วงเอาเงินออกมา สาระวารีเข้าไปแย่งเงินจากมือพ่อ
"หนูไม่ให้ หนูจะเอาไปซื้อยาให้แม่ เอาคืนมานะ"
สาระวารีพยายามแย่งเงินจากพ่อ แต่สารก็ไม่ยอมให้
" เฮ้ย อะไรวะ นังลูกคนนี้ เงินนิดๆหน่อยๆให้พ่อไม่ได้รึไง แล้วต่อไปจะพึ่งพาอะไรได้วะ นังลูกอกตัญญู"
สาระวารีโวยวายลั่น
"หนูไม่ให้ เอาเงินหนูคืนมา"
สารโมโหเลยจับมือสาระวารีแล้วตีซะไม่นับ โทษฐานไม่ให้เงินพ่อไปเล่นการพนัน เธอร้องไห้จ้า ทั้งเจ็บทั้งกลัว แต่อีกใจก็นึกเป็นห่วงแม่สุดๆที่ไม่มีเงินไปซื้อยา

สาระวารีทิ้งตัวลงนอนน้ำตาคลอๆ พยายามตัดความคิดที่ทำให้เศร้าใจออกไป ก่อนจะเอียงตัวไปกดปิดโคมไฟห้องจนห้องมืดสนิท เธอข่มตาหลับไม่ให้คิดถึงเรื่องราวเจ็บช้ำในอดีตผ่านมาอีก แต่การกลับมาตราดอีกครั้งมันห้ามใจให้คิดไม่ได้จริงๆ

เช้าสายวันต่อมา สาระวารีเดินออกจากลิฟท์เข้ามายังล็อบบี้โรงแรม ทันใดนั้นเอง ดิตถ์ก็เดินเข้าไปขวางหน้าทันที สาระวารีตกใจเล็กน้อย ดิตถ์ยิ้มแย้ม
"คุณสาระวารี นักข่าวจากสยามสารใช่มั้ยครับ"
สาระวารีรู้สึกแปลกใจ
"ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณ..."
"ผมดิตถ์ครับ คนที่คุณนัดสัมภาษณ์เรื่องคาสิโนของนายษมา"
"อ๋อ จำได้แล้วค่ะ เลขาฯคุณติดต่อเข้ามาขอให้สัมภาษณ์เอง"
ดิตถ์ยิ้มแหยไปเล็กน้อย แต่ยังวางฟอร์ม
"อ้าวเหรอครับ เลขาผมนี่ชอบโปรโมตเจ้านายซะเรื่อย" ดิตถ์แสร้งพูดแล้วส่ายหน้า
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยากได้ความเห็นหลากหลายอยู่แล้วน่ะค่ะ"
"ดีเลยครับ เพราะผมก็อยากแฉความเลวของนายษมาให้คุณได้รู้เหมือนกัน"
สาระวารีอึ้งไปเล็กน้อย
"ความเลว"
"ใช่ครับ คุณได้ยินไม่ผิดหรอก ทุกคนเห็นแก่เงินของมันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าพูดความจริงหรอกครับ แต่ผมรู้กำพืดของมันดี เงินทองที่มันมีอยู่ทุกวันนี้ เพราะโกงน้องชายผมมาทั้งนั้น"
ดิตถ์สีหน้าเจ็บแค้นใจ

สาระวารีสนใจขึ้นมาทันที กับข้อมูลใหม่ล่าสุดของเจ้าพ่อเกาะยานก

เรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นในหัวดิตถ์ เขาเล่าออกมาจนเห็นเป็นภาพ เวลาตอนกลางวันของวันนั้น บริเวณเต็นท์กลางป่า เดชกำลังโชว์พลอยดิบเม็ดใหญ่ที่ขุดได้ ให้พวกชาวบ้านที่เป็นลูกน้องดู
ทุกคนต่างตื่นเต้น ไม่เคยเห็นพลอยดิบเม็ดใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ษมามองเดชด้วยสายตาอิจฉา อยากได้
ดิตถ์เล่าเรื่องต่อ
"นายษมากับเดชน้องชายผมเป็นเพื่อนรักกัน มันชวนน้องผมข้ามฝั่งไปขุดพลอย เดชโชคดีขุดพลอยเม็ดใหญ่ได้ ราคาเป็นสิบๆ ล้าน ไอ้ษมามันก็เลยอิจฉา"

เดชสะพายเป้เดินมาตามป่าเพื่อจะกลับบ้าน โดยมีษมาสะพายเป้เดินตามหลังมา ษมามองตามหลังเดชด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะค่อยๆชักมีดเดินป่าออกมา แล้วเดินตรงเข้าไปหาเดช
"มันฉวยโอกาสตอนเดินทางกลับ พอเดชเผลอ มันฆ่าน้องชายผมแล้วขโมยพลอยไป"
เดชล้มลงตายจมกองเลือด ษมายืนถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ ก่อนจะรีบเข้าไปกระชากเป้ของเดชออกมารื้อหาพลอย

สาระวารีกำลังนั่งคุยกับดิตถ์พร้อมอัดสัมภาษณ์ไปด้วยที่ล็อบบี้ของโรงแรม ดิตถ์เล่าต่อด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
"จากนั้นมันก็เอาพลอยไปขาย เอาเงินมาต่อยอดทำธุรกิจ จนร่ำรวยเป็นเจ้าของเกาะอย่างที่คุณเห็น"
"แล้วที่คุณเล่ามาทั้งหมด คุณมีหลักฐานรึเปล่าคะ"
ดิตถ์ชะงักไปเล็กน้อย
"เอ่อ ไม่ใช่ไม่เชื่อนะคะ แต่ของอย่างงี้ ถ้าไม่มีอะไรยืนยัน ดิฉันก็คงเอาไปเขียนข่าวลงไม่ได้"
"มีสิครับ มีพยานยืนยันเยอะแยะ ว่าน้องชายผมออกเดินทางกลับได้แค่วันเดียว ไอ้ษมาก็ขนของกลับบ้าง มีหลายคนเห็นครับ เป็นพยานให้ผมได้"
สาระวารีอึ้งปนงง
"พยานอะไรคะ พยานว่าเห็นคุณษมาเดินทางกลับไล่หลังน้องชายคุณหนึ่งวัน หรือเป็นพยานเห็นว่าเค้าฆ่าน้องชายคุณ"
"พยานว่าไอ้ษมามันกลับไล่หลังน้องชายผมมาน่ะสิ ไอ้ที่จะฆ่าแกงกัน ใครจะทำให้คนอื่นเห็นล่ะ ไม่ใช่เรียลิตี้โชว์นะครับ ขืนทำชุ่ยๆ ได้ติดคุกหัวโตกันพอดี เชื่อผมเถอะครับ ว่านายษมามันเป็นคนฆ่าน้องชายผมจริงๆ"
สาระวารีหน้าเจื่อน ฝืนยิ้มแหยไป ฟังมาตั้งนานไม่ได้เรื่อง เธอตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
"เอ่อ แล้วไม่ทราบว่าคุณมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องคุณษมาจะเปิดบ่อนคาสิโนยังไงบ้างคะ"
ดิตถ์ใส่เต็มที่
"ผมว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ผิดศีลธรรมจรรยา ไอ้ษมามันต้องการมอมเมาคนทั้งประเทศด้วยการพนันหวังจะสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนไปเข้ากระเป๋ามัน มันน่าโดนจับประหารชีวิตซะจริงๆ เลย"
สาระวารีแอบถอนใจออกมา แม้จะไม่ค่อยเชื่อถือดิตถ์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลให้ครบทุกด้าน

ผ่านเวลาซักครู่ที่ห้องพักโรงแรม สาระวารีคุยโทรศัพท์มือถือกับไชยวัฒน์ที่อยู่ในห้องทำงาน เธอสีหน้าเซ็งๆ เล่าเรื่องราวเมื่อครู่
"ตอนแรกก็นึกว่าจะได้ข้อมูลอีกด้าน ที่ไหนได้ ก็แค่ไอ้พวกอยากยืมมือสื่อทำลายคู่แข่ง"
"เอาน่า เราต้องฟังความให้รอบด้าน"
สาระวารีเดินไปนั่งที่เตียง
"หลักฐานอะไรก็ไม่มีซักอย่างนะคะบอกอ นายดิตถ์พูดเองเออเองหมด ว่านายษมาฆ่าน้องชายเค้าชิงพลอยที่ขุดได้ แต่กลับไม่แจ้งความซะงั้น แล้วเราจะเอาไปลงข่าวได้ไงล่ะคะ โดนฟ้องตายเลย"
"เฮ้ย ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ผมหมายถึงเรื่องขุดพลอย ผมว่ามันน่าสนใจนะ ใช้เป็นสกู๊ปเล่มหน้าก็ได้"
"มองข้ามช็อตเลยนะคะบอกอ เอาตอนนี้ให้รอดก่อนดีมั้ยคะ จนป่านเนี้ย ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แค่นี้ก่อนนะคะ เซ็ง"
สาระวารีกดตัดสาย แล้วทิ้งตัวลงนอนพัก
"อ้าววารี เดี๋ยวสิ" ไชยวัฒน์ถอนใจ ส่ายหน้า

มีคณายกแก้วกาแฟมานั่งกับเพื่อนพนักงาน
"เหงามั้ยพี่มี่ เพื่อนซี้ออกข่าวต่างจังหวัดกันหมดเลย" เพื่อนพนักงานถาม
มีคณายิ้มๆ บอก
"นิดหน่อย แต่งานเดิน"
ไชยวัฒน์เดินเข้าห้องกาแฟมา
"อยู่นี่เองมี่...ผมมีเรื่องให้คุณช่วยจัดการเพื่อนคุณให้หน่อย"
"เพื่อนคนไหนคะ"
"จะใครซะอีกล่ะ"
มีคณามีสีหน้าสงสัยว่ามีเรื่องอะไร

ผ่านเวลาสักครู่ สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือหน้าหงิกมาตามทางเดินในโรงแรม
"บอกอใช้เธอมาพูดล่ะสิ"
มีคณาเดินคุยโทรศัพท์มือถือตามทางเดินในสยามสาร
"ก็ทำตามใจพี่เค้าหน่อย ไม่เห็นจะยากเลย ไหนๆก็ไปถึงแหล่งแล้ว ดีกว่าคว้าน้ำเหลวกลับมานะวารี"
"พูดยังงี้คิดว่าฉันจะสัมภาษณ์คุณษมาไม่ได้ใช่มั้ย ยัยป้าแว่น" 
 
สาระวารีสีหน้าเคืองๆ

มนต์จันทรา ตอนที่ 1 (ต่อ)

มีคณาอมยิ้มมีแผนการยุเพื่อน

"แหม คนเราก็ต้องมีแผนสำรองเอาไว้ ดีกว่ากลับมามือเปล่าไม่ได้ข่าวอะไรกลับมา เสียชื่อนักข่าวมือหนึ่งหมด"
สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่น
"ไม่ต้องห่วงเลยยัยป้า ฉันจะต้องสัมภาษณ์คุณษมาให้ได้ แล้วจะแถมสกู๊ปเรื่องพลอยให้สมใจบอกออีกด้วย พอใจรึยังล่ะ"
สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่นต้องทำให้ได้ มีคณาอมยิ้มพอใจที่ยุเพื่อนขึ้น

ผ่านเวลาซักพัก ที่หน้าบริษัทของษมา ที่มีป้าย “Zama cooperation” เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังขึ้นด้วยฝีมือแอบถ่ายของสาระวารี
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงของสมบูรณ์ดังขึ้น
"ไม่ทราบว่าจะถ่ายภาพไปทำอะไรเหรอครับ"
สาระวารีสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันกลับไปมองตามเสียง เห็นสมบูรณ์ยืนยิ้มให้อยู่ เธอตีหน้าตายบอก
"เห็นตึกสวยดี ก็เลยถ่ายไว้เล่นๆ ค่ะลุง"
สมบูรณ์ยิ้มแบบรู้ทัน
"เหรอครับ ไอ้ผมเห็นว่าท่าทางคุณลับๆล่อๆนึกว่า จะมาทำมิดีมิร้ายซะอีก"
"ไม่จริงมั้งลุง ถ้าลุงคิดอย่างงั้น คงเรียกยามมาไล่ฉันไปนานแล้วล่ะ"
สมบูรณ์ และสาระวารี มองหน้ากันยิ้มๆ ต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน ชั่วอึดใจ สาระวารีจับตามองหน้าสมบูรณ์ ด้วยความรู้สึกคุ้นมาก
"ลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อสมบูรณ์ ทำหน้าที่ดูแลทั่วไปในบริษัทของคุณษมา ถ้าเดาไม่ผิด คุณคงเป็นนักข่าว ขอบอกอย่างเป็นมิตรเลยนะครับ ว่าเราไม่มีข่าวจะให้"
สาระวารีชักคุ้นๆพยายามนึก... "สมบูรณ์" ... แล้วฉุกคิดขึ้น
"นึกออกแล้ว จ่าบูรณ์ จ่าสิบเอกสมบูรณ์ ใช่มั้ยคะ"
สมบูรณ์ยิ้มๆ
“นึกว่าจะจำกันไม่ได้ซะแล้ว หนูวารี จอมเฮี้ยวประจำตลาด"
สาระวารีหัวเราะชอบใจออกมา รีบยกมือไหว้
"สวัสดีค่ะลุง"
สมบูรณ์ยิ้มรับไหว้
"ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ"
"ลุงเปลี่ยนไปเยอะนะคะ ดูภูมิฐานขึ้น"
"หนูวารีก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ท่าทางดีกรีความแสบจะเหมือนเดิม"
สมบูรณ์ยิ้มเอ็นดู สาระวารีได้แต่ขำๆ ทั้งคู่ยิ้มให้กัน ต่างคนต่างดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่เจอกันสิบเจ็ดปี

สาระวารีเดินตามสมบูรณ์เข้ามาในห้องทำงาน และพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"ลุงมีปัญหากับเจ้านาย เซ็งๆ ก็เลยลาออกมาค้าขายอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่มันไปไม่รอด โชคดีคุณษมารับเข้าทำงาน ก็เลยสบายไป"
"แล้วลุงรู้จักคุณษมานี่นานแล้วเหรอคะ"
"ก็เกือบยี่สิบปีแล้วล่ะ แต่ลุงพูดอะไรมากไม่ได้นะ เพราะคุณษมาไม่ชอบให้ข่าวกับใคร โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว"
สาระวารีเบะปาก
"เซ็งคนรู้ทัน"
สาระวารีนึกขึ้นได้ ยิ้มเจ้าเล่ห์
"งั้นไม่ถามเรื่องเจ้านายลุงก็ได้ค่ะ ถามเรื่องลุงดีกว่า ถ้าจำไม่ผิด ลุงก็เกลียดการพนันเป็นชีวิตจิตใจ แล้วคิดยังไงคะที่เจ้านายลุงจะเปิดคาสิโน"
สมบูรณ์หัวเราะชอบใจ
"อุตส่าห์วกมาจนได้ ไม่ทิ้งลายเลยนะ ลุงก็ยังเกลียดการพนันอยู่เหมือนเดิมน่ะแหละ ถึงได้ขอคุณษมาไว้ ว่า จะไม่ยุ่งเรื่องบ่อนเด็ดขาด ลุงถึงไม่มีข้อมูลอะไรจะให้เราไงล่ะ"
สาระวารีเซ็งสุดๆ
"โอ.เค.ค่ะ ไม่มีข่าวก็ไม่มีข่าว เบื่อจริงๆเลย"
สมบูรณ์ยิ้มขำๆ ดูนาฬิกาข้อมือ
"เออ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวลุงพาไปกินก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงเจ้าอร่อย จะได้คุยกันเรื่องหนูสะมาด้วย เมื่อกี๊เห็นบอกว่าเป็นแอร์อยู่สายการบินไม่ใช่เหรอ"
" ค่ะ นี่ถ้าสะมารู้ว่าได้มาเจอกับลุง ต้องดีใจมากแน่ๆ เลย"
" งั้นเดี๋ยวหนูวารีไปรอลุงข้างล่างก่อนนะ ขอลุงสั่งงานแป๊บนึงเดี๋ยวตามลงไป"
สาระวารียิ้มรับ
"ค่ะลุงบูรณ์"
สาระวารีเดินออกจากห้องไป สมบูรณ์หยิบโทรศัพท์ออฟฟิศมาโทรออก... รอปลายสายรับ ชั่วอึดใจ
"คุณษมาครับ ผมจ่าบูรณ์นะครับ สาระวารีมาหาผม ตอนนี้อยู่ที่ออฟฟิศนะครับ"
สมบูรณ์นิ่งฟังปลายสาย
ษมาคุยโทรศัพท์มือถือกับสมบูรณ์อยู่ที่หน้าระเบียงบ้านพักที่เกาะยานก สีหน้ายิ้มแย้ม"เค้าคือนักข่าวที่จะมาขอสัมภาษณ์ผมแน่ใช่มั้ย"
"ใช่ครับ เค้าเป็นเพื่อนเก่าแก่ของเราที่ไม่ได้เจอกันมานานแน่นอนครับ ตัวจริงเสียงจริง"

ษมาฟังปลายสายแล้วยิ้มกว้างออกมา ใบหน้าเบิกบาน ท่าทางดีใจมาก

อ่านต่อหน้า 4 (ต่อ) เวลา 17.00 น.

โรงแรมที่พักของสาระวารีตอนหัวค่ำ วัฒนา วิ่งไปคว้าเป้มาสะพายพร้อมๆ กับมีเสียงเคาะประตูห้องเรียกจากหน้าห้อง

"วัฒนา เสร็จรึยัง"
"เสร็จแล้วครับพี่วารี"
วัฒนาวิ่งไปเปิดประตูห้องแล้วชะงักไปเล็กน้อย ที่เห็นสาระวารีในชุดสุภาพ ไม่ห้าวลุยเหมือนเคย พร้อมถือถุงใส่ขวดไวน์มาด้วย
"โอ้โห สวยจังเลยพี่วารี"
"แหงล่ะ"
สาระวารีมองสภาพวัฒนา
"ไปงานใหญ่ก็ต้องให้เกียรติเจ้าภาพเค้าหน่อย แต่งตัวมอซอไปได้ยังไง แล้วนี่"
สาระวารีดึงเสื้อเชิ้ตสีตุ่นๆ ของวัฒนาแรงๆ
"เชิ้ตแขนยาวดีกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอะ กางเกงผ้าที่มันสุภาพหน่อยมีมั้ย"
"มีพี่ แต่..."
"ไม่มีแต่ ยังพอมีเวลา รีบไปเปลี่ยนเลย ใส่กางเกงเก่าขาดๆ ปะๆ ยังงี้ไปงานได้ยังไง เสียมารยาท"
"โธ่พี่วารี เราแค่ไปทำฃ่าว ไม่ใช่แขกไปงานเลี้ยงซะหน่อย"
"จะทำข่าวหรือไปงานเลี้ยงก็ควรทำตัวให้ถูกกาลเทศะ ถูกสถานที่ที่จะไป ไม่ใช่ว่าจะแต่งตัวตามสบายยังไงของข้าก็ได้"
วัฒนาทำหน้าตาย แกล้งคุกเข่ายกมือไหว้
"สาธุ"
สาระวารีจ้องหน้า
"ไม่ตลกเลยนะ อย่าทำตัวให้ทั้งแหล่งข่าวทั้งคนที่เห็น ดูถูกเอาได้ว่านักข่าวไม่รู้จักมารยาท"
วัฒนาลุกขึ้นยืน หน้าจ๋อย
"ครับผม"
"พี่ให้เวลา 10 นาที เดี๋ยวลงไปเจอกันที่ล็อบบี้ อย่าช้านักล่ะพี่อยากไปถึงงานก่อนคุณษมา เราจะได้มีเวลาตั้งตัวก่อนจู่โจม"
สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่นจะขอสัมภาษณ์ให้ได้

คฤหาสถ์ของโศภีตอนหัวค่ำ ษมาแต่งตัวหล่อเนี๊ยบพร้อมจะไปงานเลี้ยงวันเกิดของจิตติ เขากำลังคุยเรื่องงานกับพิพัชและจันเลาอยู่ที่โถงบ้านโศภี
"จะไปกันรึยังคะ"
ทุกคนหันมองไปทางบันได โศภีแต่งตัวสวยจัด ดูโดดเด่นสะดุดตายืนอยู่ที่กลางบันได เหมือนรอให้ทุกคนหันมามอง ก่อนค่อยเดินกรีดกรายลงบันไดมา เธอจิกยิ้มมองมาที่ษมาอย่างคาดหมายว่าต้องตะลึง ผิดคาด ษมารู้สึกเฉยๆ หันกลับไปคุยกับสองบอดี้การ์ดต่อ
โศภีแอบเจ็บใจเล็กน้อย เดินกรีดกรายฉีกยิ้มหวานเข้ามาหา
"รอโศนานมั้ยคะษมา"
"ก็เสียเวลาพอสมควรล่ะครับ" ษมาพูดหน้านิ่ง
โศภีหน้าเจื่อนไป นึกว่าษมาจะพูดประมาณว่าไม่เป็นไร นานเท่าไหร่ก็รอได้ แต่ษมากลับตำหนิตน
พิพัช และจันเลาแอบอมยิ้ม เพราะหมั่นไส้โศภีมานานแล้ว ษมาลุกนำ
"เลทมากแล้ว เราไปกันดีกว่าครับ"
ษมาจะเดินนำไป แต่โศภีดึงแขนษมาไว้
"เดี๋ยวสิคะษมา คุณยังไม่ชมโศเลย" โศภีพูดพลางมองดูชุดสวยของตัวเอง
"วันนี้โศแต่งตัวสวยถูกใจคุณมั้ยคะ"
"ก็สวยดี คุณแต่งอะไรก็สวยทั้งนั้นล่ะครับโศ"
โศภีอารมณ์ดีขึ้นทันตา ควงแขนษมาออกจากห้องไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พิพัชมองตามทั้งคู่ไปด้วยสีหน้าเซ็งแทน จันเลายิ้มมองหน้าเพื่อน
"อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ อีกไม่นาน เค้าอาจจะมาเป็นนายหญิงของเราก็ได้"
พิพัชหน้าเครียดทันที
"ฉันต้องรีบพานายเข้าวัดสะเดาะเคราะห์ซะแล้ว"
พิพัชส่ายหน้าเซ็ง จันเลาขำๆ ชอบใจ ก่อนจะกอดคอพิพัชที่หน้าตาเซ็งจัด เดินตามษมาและโศภีออกไป

สาระวารีกำลังขับมอเตอร์ไซค์ให้วัฒนานั่งซ้อนท้าย วัฒนานั่งซ้อนท้ายด้วยความหวาดผวา...ทั้งคู่
สวมหมวกกันน็อก
"ช้าหน่อยได้มั้ยพี่วารี"
สาระวารีสวมหมวกกันน็อกไม่ได้ยินที่วัฒนาพูด สายตาจับจ้องถนนทิ้งโค้งเบื้องหน้า วัฒนาตัดสินใจเคาะหมวกวารี เธอตกใจผ่อนความเร็ว เลี้ยงรถเลี้ยวไปตามโค้ง สิ่งที่วารีหันไปเห็นคือตาที่เบิกโพลงโตเท่าไข่ห่านของวัฒนา วัฒนาตะโกนลั่น
"ระวังรถพี่วารี"
สาระวารีรีบหันขวับกลับไปยังถนนตรงหน้าอีกครั้ง ขณะเดียวกันแสงไฟสองดวงของรถตู้สีดำคันใหญ่พุ่งตรงเข้ามา สาระวารีหักรถหลบ โชคดีที่ชะลอความเร็วลงแล้ว รถมอเตอร์ไซค์เลยไถลไปขอบทางที่เป็นพื้นดินค่อนข้างนุ่มโล่ง

สาระวารีสติดี ประคองรถได้อีกครู่ก่อนจะล้มลง

วัฒนากระโดดลงได้ทันก่อนรถจะล้ม ไม่บาดเจ็บอะไร พอตั้งหลักได้จึงถอดหมวกกันน็อกออก พลางร้องถามสาระวารีด้วยความเป็นห่วง

"พี่วารี เป็นอะไรรึเปล่า"
สาระวารีเสียงดังด่ากลับมา
"รถมันทับอยู่หนักจะตายอยู่แล้วไม่เห็นรึไง"
วัฒนาตกใจปนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
"เอ้า ยืนมองอยู่นั่นล่ะ ช่วยมายกรถออกจากตัวพี่เร็วเข้าๆสิ"
วัฒนารีบไปช่วยวารี...
สาระวารีนึกเป็นห่วง
"ไวน์แตกรึเปล่า"
"ไม่แตกพี่"
ทันทีที่สาระวารีลุกขึ้นได้ ก็ถอดหมวกกันน็อกโยนแล้วเดินดิ่งไปที่รถตู้สีดำที่จอดรถดูสถานการณ์คันนั้นทันทีด้วยท่าทางโกรธจัด

พิพัช และจันเลา ลงมาจากรถตู้คันโตสีดำ สาระวารีเดินไปเผชิญหน้ากับสองหนุ่มร่างใหญ่ที่แต่งสูทดำ เหมือนกันราวกะฝาแฝด จันเลาสีหน้าเครียดปนห่วง
"เป็นอะไรรึเปล่าครับ"
สาระวารีโมโหมาก ชี้ไปที่รถ
"เป็นซิ ไม่มีตาเหรอ รถฉันล้มคว่ำอยู่นั่น คุณคนไหนเป็นคนขับรถ"
สาระวารีจ้องหน้าจันเลา
"คุณใช่มั้ย ขับรถประสาอะไร นึกว่าเป็นเจ้าของถนนรึไง ถึงไม่ยอมหลบ"
พิพัชรำคาญ
"รถคุณมาทางโท ของเราแล่นอยู่ทางเอกดีๆ ความจริงคุณควรรอให้ทางเราไปก่อน"
"จะเอกจะโทมันไม่เกี่ยวหรอก มันเกี่ยวตรงที่พวกคุณไม่มองต่างหากว่ารถฉันแล่นมา ถ้าคุณหลบซะ รถฉันก็ไม่ตกทางหรอก"

ภายในรถ ษมาและโศภีนั่งรออยู่ด้านหลัง ไม่ได้ลงมา โศภีแง้มม่านในรถดูเหตุการณ์อย่างหงุดหงิด
"น่าเบื่อจริงๆเลย คนยิ่งรีบๆอยู่ สงสัยจะเจอพวกแกล้งให้ชนแล้วไถเงินซะล่ะมั้ง"
ษมาชะโงกหน้ามองผ่านช่องม่านที่โศภีแง้มออกไปดูเหตุการณ์ เห็นสาระวารีกำลังเถียงคอเป็นเอ็นก็ประหลาดใจ
"อ้าว"
"มีอะไรเหรอคะษมา"
"เปล่าครับ"
ษมาหยิบเงินออกมาประมาณหนึ่งหมื่นบาทยื่นให้โศภี
"เดี๋ยวคุณเอาให้พิพัชนะ ชดใช้ค่าเสียหายเค้าซะ เราจะได้รีบไป"
โศภีกรีดเงินดู
"มากไปรึเปล่าคะ"
ษมาพูดหน้านิ่ง
"น้อยไปด้วยซ้ำ"
โศภีอึ้งปนงง ได้แต่เหลือบตามองหน้าษมาที่ดูครุ่นคิด

ที่ด้านนอก ยังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่ สาระวารีไม่ยอมใคร
"ที่ผมหลบไม่ทัน เพราะรถคุณแล่นมาเร็ว แล้วคุณเองต่างหากที่ไม่ได้มองทาง ไม่งั้นก็คงเห็นรถผมไปแล้ว"
"มองซิ ทำไมจะไม่มอง ถ้าไม่มองฉันจะหักหลบรถคุณพ้นได้ไง"
พิพัชหงุดหงิด
"เถียงข้างๆคูๆ ถ้าคุณคิดว่าคุณถูกก็ไปแจ้ง..."
โศภีเปิดกระจกหน้าต่างพูดสั่งดังออกมา
"พิพัช มานี่ซิ"
พิพัชชักสีหน้าเซ็งๆ แล้วเดินกลับไปหาโศภี เธอส่งเงินให้
" ให้ค่าเสียหายเค้าไปซะ เราจะได้รีบไปกันต่อ"
สาระวารีจับตามองไปที่โศภีที่นั่งเชิด ไม่เห็นษมาที่อยู่อีกฝั่ง จันเลาเดินไปสำรวจความเสียหายของมอเตอร์ไซค์ ตั้งรถขึ้น เดินมองรอบคัน ดัดป้ายทะเบียนเบี้ยวให้เข้าที่
พิพัชเดินกลับมาหาสาระวารี
"ใครผิดใครถูกผมขี้เกียจเถียงแล้ว เอาค่าเสียหายไปละกัน"
สาระวารียื่นเงินให้ สาระวารีโมโหหนักกว่าเดิม
"นี่เอาเงินฟาดหัวกันเหรอะ คำขอโทษซักคำก็ไม่มี"
"ขอโทษทำไม ก็ทางผมไม่ได้ผิด คุณตะหากที่..."
ษมาเสียงเข้มดังลอดออกมาจากหน้าต่างรถ
"พิพัช"
สาระวารีชะงักไป รู้สึกว่าเสียงคุ้นๆ พิพัชมีสีหน้าเกรงๆ กับเสียงสั่งนี้แล้วยัดเงินใส่มือสาระวารี
"เอาเถอะ ถ้าคุณคิดว่าทางเราผิด ผมกับเพื่อนก็ขอโทษด้วยแล้วกัน"
พิพัชเดินกลับไปที่รถอย่างไม่แยแส จันเลาลองสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์ดู สตาร์ทเครื่องได้
"รถคุณไม่เสียหายเท่าไหร่ ขอโทษด้วย ที่มีส่วนทำให้คุณเจ็บตัว"
จันเลาเดินกลับไปขึ้นรถด้านคนขับ สาระวารีย่นจมูกตามใส่ ปัดกางเกงไปมา
"อุตส่าห์แต่งตัวสวยทั้งที เปื้อนหมดเลย"
สาระวารีมองตามรถตู้ที่ขับออกไปด้วยความเจ็บใจ เธอมองตาม บ่นไม่เลิก
"ไอ้พวกไม่รู้จักมารยาท ใจคอคับแคบ เห็นเราเป็นผู้หญิงขับเลยไม่ยอมหลบให้ เดี๋ยวจะแจ้งตำรวจจับซะให้เข็ด ทุเรศ"
ภายในรถ ษมาแอบแง้มม่านดูสาระวารี แล้วอมยิ้มก่อนรถเคลื่อนห่างออกไป
"พูดกันตามตรงนะพี่วารี ผมว่าเราเป็นฝ่ายผิดนะ"
สาระวารีหน้าบึ้ง ชะงักหันมองหน้าวัฒนา มะแหง็กใส่กลางหัววัฒนา
"จะผิดก็เพราะแกนั่นล่ะ มาเคาะหมวกพี่ทำไม เสียสมาธิหมดจำไว้ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก"
สาระวารีเดินนำไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ วัฒนาเดินตามไปซ้อนท้าย
"ได้เงินมาเท่าไหร่เหรอเจ๊" วัฒนาพูดพลางสวมหมวกกันน็อก
"ไม่รู้ไม่ได้นับ พี่ไม่เก็บไว้หรอก พรุ่งนี้จะแวะวัด เอาเงินไปทำบุญล้างซวยซะให้หมด"

สาระวารีสวมหมวกกันน็อก ก่อนซิ่งมอเตอร์ไซค์กระชากตัวออกไป วัฒนาหงายหลังไปเล็กน้อย

บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิดของจิตติตอนหัวค่ำ มีแขกมาร่วมงานมากมาย เหล่าแขกเหรื่อทยอยเอาของขวัญมาให้ จิตติ และอวยพรอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ข้างๆ มี จิณห์วรา ลูกสาวของจิตติ เพื่อนรักของสาระวารี และสามีชื่อ สถิต ผู้การทหารเรือ คอยต้อนรับ

จิณห์วราชะเง้อมองหาเพื่อน สถิตมองตามภรรยา
"มองหาใครเหรอคุณ"
"ก็ยัยวารีน่ะสิคะ ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีกก็ไม่รู้"
สถิตตกใจ
"นี่คุณวารีเพื่อนคุณมาด้วยเหรอะ"
"ค่ะ เค้าอยากทำข่าวคุณษมา ฉันก็เลยนัดให้มาเจอกันที่นี่"
สถิตหน้าเหยเก รู้ฤทธิ์สาระวารีมาแล้ว เลยชักหวาดๆ ฝ่ายจิตติเหลือบไปเห็นษมาและ โศภีเข้าพอดีก็ยิ้มแย้มดีใจ
"อ้าว คุณษมา คุณโศภี"
โศภีเดินควงแขนษมาเข้ามาหาจิตติ โดยมีพิพัช และจันเลาเดินถือกล่องของขวัญตามหลังมา ก่อนที่จันเลาจะส่งของขวัญให้เลขาของจิตติรับไป
ษมา และโศภีไหว้ทักทายจิตติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะคะคุณจิตติ ขอให้กิจการรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น เป็นหลักให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ได้พึ่งพิงไปอีกนานเท่านานนะคะ" โศภีบอก
จิตติรับไหว้ ยิ้มแย้ม
"ขอบคุณมาก แต่ผมมันก็วัยเกษียณแล้ว ต่อไปหลักของน้องๆ นักธุรกิจรุ่นใหม่ คงต้องส่งไม้ต่อให้คุณษมาแล้วล่ะ" จิตติบอก
ษมายิ้มรับ
"ผมยังไม่มีบารมีขนาดนั้นหรอกครับ ยังต้องขอคำแนะนำจากคุณจิตติอีกมาก"
จิตติตบบ่าษมา หัวเราะชอบใจ
"ถ่อมตัวตามเคยนะคุณ อ้ะ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกัน ไปพบท่านรัฐมนตรีก่อนดีกว่า ผมคุยถึงคุณไว้เยอะ ท่านอยากจะเจอคุณมาก"
จิตติวางมือบนบ่าษมาพาเดินเข้าบ้านไป โศภียิ้มแย้มเดินกรีดกรายตามไป โดยมีพิพัช และจันเลาตามหลังไปห่างๆ จิณห์วราชักร้อนใจ
"วารีนะวารี ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก เดี๋ยวก็คลาดกัน อีกจนได้หรอก"
จิณห์วราร้อนใจ เลยเดินไปคอยสาระวารีที่หน้าบ้าน
"อ้าว ไปไหนน่ะคุณ รอผมด้วยสิ"
ผู้การสถิตรีบตามภรรยาไปติดๆ

สาระวารีขี่รถมอเตอร์ไซค์พาวัฒนาซ้อนท้ายมาจอดหน้าบ้านจิตติ... ทั้งคู่ลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกวัฒนาเหลือบไปเห็นรถตู้ของษมา ตกใจ
"เจ๊ๆ นั่นมันรถตู้คันเมื่อกี๊นี่ ซวยแล้ว มันมางานเดียวกับเราด้วย"
สาระวารียังโกรธไม่หาย
"ดีแล้ว ยังเจ็บใจไม่หายเลย เราเกือบตายเพราะมันแท้ๆ ยังไร้มารยาทอีก"
วัฒนาชักหวาดๆเหล่มองสาระวารี ขณะนั้นเอง จิณห์วราก็เดินออกมาเห็นพอดี
"วารี ทำไมเพิ่งมายะ"
"มีอุบัติเหตุนิดหน่อย"
"คุณษมาเค้ามาถึงแล้วนะ เดี๋ยวเค้าคุยกับผู้ใหญ่เสร็จแล้วแว่บกลับไป แกอย่ามาโวยใส่ฉันก็แล้วกัน"
สาระวารีร้อนใจ
"เออ ๆ จะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ"
ผู้การสถิตเดินตามออกมา สาระวารีไหว้สถิตแบบลวกๆ แล้วรีบเดินไป
"สวัสดีค่ะ"
สถิตรับไหว้แทบไม่ทัน วัฒนาไหว้ซ้ำแล้วรีบวิ่งตามลูกพี่ไปติดๆ สถิตมีสีหน้ากังวล
สถิตหันไปพูดกับจิณห์วรา
"ให้เพื่อนคุณดุ่ยๆไปขอสัมภาษณ์คุณษมาแบบนี้จะดีเหรอ"
"ทำไงได้ล่ะคะ ก็วารีขอมา แล้วคุณษมาก็ตามหาตัวยากจะตายไป ก็ต้องนัดมาเจอกันที่นี่ล่ะค่ะ"
ผู้การสถิตสีหน้าเจื่อน
"แต่เพื่อนคุณน่ะไม่ธรรมดานะ ผีเข้าผีออก แล้วคุณษมาก็เดาใจยาก เกิดฉะกันในงานวันเกิดพ่อคุณขึ้นมา ไม่ยุ่งตายเลยเหรอ"
จิณห์วราตกใจเล็กน้อย
"ตายจริง ฉันก็กลัวแต่เพื่อนจะไม่ได้งาน เลยลืมนึกถึงข้อนี้ไปซะสนิทเลย"
จิณห์วราได้แต่มองตามสาระวารีไปด้วยความหวั่นใจ

สาระวารี และวัฒนา รีบเข้ามาในห้องรับแขก กวาดตามองหา... วัฒนาส่งถุงใส่ขวดไวน์ให้สาระวารีถือเอาไว้ จิตติกำลังแนะนำษมาและโศภี คุยกับแขกเหรื่อในงานอยู่ โดยมีพิพัชและจันเลา ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
พิพัชเห็นสาระวารีเข้ามาในห้องก็ตกใจ บอกจันเลา
"ผู้หญิงคนนั้นนี่"
วัฒนาเหลือบตาเห็นพิพัชและจันเลาเช่นกัน วัฒนาตกใจสะกิดสาระวารีให้ดูไปทางสองหนุ่มบอดี้การ์ด...ทั้งสี่คนจ้องหน้ากัน จิตติหันไปเห็นสาระวารี
"อ้าว หนูวารี มาด้วยเหรอะ"
สาระวารีตั้งสติได้ ทำเนียนเข้าไปไหว้จิตติ ไม่สนใจพิพัชและ จันเลา
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ"
พิพัชและจันเลา สบตากันมีสีหน้าแปลกใจ
"สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณพ่อ"
สาระวารีมอบขวดไวน์ให้ จิตติรับไว้
"ขอบใจมากลูก นี่เจอจิณห์รึยังล่ะ"
"เจอแล้วค่ะ"
เป็นจังหวะที่ษมาและโศภีคุยกับแขกเหรื่ออื่นจบ ก็หันกลับมาทางจิตติทำให้ทั้งสองเผชิญหน้ากับสาระวารีจังๆ สาระวารีตกใจ คิดไม่ถึงจะเจอนายคนนี้ในงาน แต่เธอยังไม่รู้ว่า เขาคือษมา...
ษมาดูยิ้มๆ กรุ้มกริ่ม โศภีชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที จำได้ว่า สาระวารีคือ คู่กรณีขับรถมอเตอร์ไซค์ที่ทำให้เสียเวลา จิตติจับแขนวารี
"พ่อจะแนะนำให้รู้จักนะ"
โศภีวางมาดข่ม จับตามองหน้าสาระวารี
"คงไม่ต้องหรอกค่ะคุณจิตติ เรารู้จักกันแล้ว จริงมั้ยจ๊ะ แม่สาวนักซิ่ง"
สาระวารียิ้มประชด เน้นเสียง
"จริงค่ะ คุณนายรถตู้"
โศภีชักสีหน้าไม่พอใจทันที
"อ้าว นี่รู้จักกันแล้วเหรอะ"
โศภีหงุดหงิด
"ก็เธอคนนี้ล่ะค่ะ เป็นต้นเหตุที่ทำให้โศกับคุณษมาเสียเวลา มาถึงงานสาย"
สาระวารีอึ้ง ตาเบิกโพลง หันขวับจ้องหน้าษมา
"คุณษมา"
ษมายิ้มแย้ม
"ใช่ครับ สวัสดีครับคุณสาระวารี"

ทุกคนหันไปมองษมาเป็นตาเดียว นึกไม่ถึงว่าษมาจะรู้จักชื่อจริงของสาระวารี

อ่านต่อตอนที่ 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...