xs
sm
md
lg

มนต์จันทรา ตอนที่ 1

เผยแพร่:

มนต์จันทรา ตอนที่ 1

ค่ำคืนนี้ ท่ามกลางแสงไฟและเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจดังกระหึ่ม มัทนา สาระวารี และมีคณา วาดลีลาเต้นรำอย่างสนุกสนานกับเหล่าผู้สื่อข่าว นางแบบ และแขกวีไอพี ในอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์เสร็จ จังหวะหนึ่งทีมงานยิงประทัดสายรุ้ง โปรยปรายวิบวับฉลองความสำเร็จ ทุกคนยิ้มหัวเริงร่า

มัทนานั้นเต้นสไตล์น่ารัก สาระวารีเต้นอย่างสนุกสนานทะเล้นขี้เล่น ส่วนมีคณายังคงเต้นแบบเหนียมๆ ขยับแว่นไปมา ด้วยเธอไม่อยากเต้น แต่ไม่กล้าขัดใจเพื่อน
มีคณาจะเดินหนีออกไปจากฟลอร์ แต่เจอมัทนากับสาระวารีดึงและจับแขนเอาไว้ สองสาวเต้นล้อมหน้าล้อมหลังไม่ให้มีคณาไปไหน สามสาวต่างหัวเราะกันออกมาอย่างสนุกสนาน

เวลาผ่านไปซักครู่ ทั้ง 3 ทหารเสือสาว มาหลบมุมอยู่ตรงมุมหนึ่งของงานปาร์ตี้ ต่างชูแก้วน้ำหวานซึ่งมีสีต่างกันขึ้นชนแล้วจิบ ก่อนจะลดแก้วลง
มีคณามองหน้ามัทนาแล้วอวยพร
"พี่ขอให้มัทเดินทางไปภูเก็ตด้วยความปลอดภัยนะจ๊ะ"
"แล้วก็ขอให้เขตต์ตวันยอมให้สัมภาษณ์น้องรักของพี่แบบหมดเปลือกเลย" สาระวารีบอก
มัทนายิ้มแย้มรับคำอวยพร
"ขอบคุณค่ะ"
สาระวารีร้องขึ้ย "เชียร์ส"
สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง ก่อนจะยกจิบ มัทนายิ้มแย้มบอก
"มัทขออวยพรให้พี่วารีมั่ง"
"ว่ามาเลยน้องรัก"
"มัทขอให้เจ้าพ่อเกาะยานกตกตะลึงในความงามของพี่ แล้วยอมให้พี่วารีได้สัมภาษณ์เป็นคนแรก"
สาระวารีปั้นหน้า สะบัดผมวาดท่าสวยตามสไตล์สาวมั่น
"ข้อนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว"
มีคณารีบเสริมต่อทันที
"แล้วก็ขอให้เธอมีสติ อย่าไปทำห้าววีนแตกจนเกิดเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ"
"นี่ป้าแว่น เธออวยพรหรือหลอกด่าฉันเนี่ย อ้ะ อ้ะ เชียร์"
สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง
ระหว่างที่สาระวารีชนแก้วกับ 2 เพื่อนซี้นั้น สีหน้าหญิงสาวยิ้มย่องมั่นใจว่าต้องทำงานนี้ได้สำเร็จ โมงยามความคิดของเจ้าหล่อนอดนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่สำนักพิมพ์สยามสาร ตอนสายวันหนึ่ง เสียงบรรณาธิการไชยวัฒน์ดังบรรยายขึ้นมาเป็นฉากๆ

"กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก"
สาวสวยหุ่นดีนางหนึ่ง เดินทะมัดทะแมงมาตามทางเดินในสำนักพิมพ์ ในมือถือเอกสารมาฉบับหนึ่ง
"สยามสารก็ได้ต้อนรับพนักงานสาวร่างโปร่ง หน้าสวยตาคม ชื่อเก๋ไก๋ว่า สาระวารี" บ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
เป็น สาระวารี ที่เดินหน้านิ่งมาดมั่น แววตาไม่กลัวใคร เดินไปตามทางของเธอเรื่อยๆ ผ่านหนุ่มๆ ในกองบรรณาธิการ คนไหน คนนั้นต่างก็เหลียวมองตามเป็นแถว
"ถึงท่าเดินเธอจะกร่างไปนิด แววตาหาเรื่องไปหน่อย แต่ความสวยของเธอก็สะดุดตา สะกดใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้เพ้ออยากจะครอบครองใจแม่สาวคิ้วโก่งกันทั้งสำนักพิมพ์"

สาระวารีเดินมาหยุดที่เครื่องถ่ายเอกสาร ตั้งท่าจะถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ หัวงูรีบมาเสนอตัวช่วย บ้างก็มาต่อคิวรอถ่ายเอกสาร เพียงขอแค่ได้ใกล้ชิดสาระวารี
หนุ่มคนที่ 1 แย่งเอกสารจากมือเธอไปถ่ายให้
"พี่ช่วยถ่ายให้จ้ะ"
สาระวารีขยับตัวห่างออกมาเล็กน้อย เหล่ๆ มอง มีสีหน้ารำคาญหนุ่มๆ รอบกาย แสงจากเครื่องถ่ายเอกสารสว่างวาบผ่านหน้าเธอขณะเครื่องกำลังทำงาน เห็นแววตาร้ายๆ เอาเรื่องของเธอฉายโชนขึ้นมาให้ได้เห็น

ตรงทางเดินภายในตึก หนุ่มๆ ในกองบ.ก.สองคนแอบยืนเมาท์กันอยู่
"ฉันว่าห้าวเกินหญิงไปหน่อยป่าว" หนุ่มคนที่ 1 บอก
"วารีน่ะเหรอะ" คนที่ 2 ว่า
"ก็ใช่น่ะสิ ทอมรึเปล่าวะ"
ไม่คาดคิด สาระวารีปาดหมัดพุ่งชกเบ้าตาหนุ่มคนที่ 1อย่างถนัด ก่อนจะผลักอกหนุ่มอย่างแรง จนกระเด็นเสียหลักล้มกระแทกผนังโครม ไม่จบเท่านั้น สาระวารีหน้าตาโหดเอาเรื่อง ปาแฟ้มอีกตั้งในมือเข้าใส่กลางตัวหนุ่มคนนั้นอย่างจังจนตัวงอด้วยความจุกเจ็บ เธอชี้หน้า
"ปากเสีย นินทาผู้หญิงยังเงี้ย ผู้ชายแน่รึเปล่า"
หนุ่มคนนั้นถึงกับจ๋อยสนิทไป
หนุ่มคนที่ 2 แหยปนกลัว ระหว่างที่สาระวารีพูดก็ค่อยๆ ขยับห่างทีละนิดๆ จะย่องหนี
"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอย่างนางเอกในละคร แต่ฉันก็เป็นผู้หญิงแท้ๆ ที่กล้าคว่ำผู้ชาย แล้วก็ไม่ใช่คนเดียวด้วย"
สาระวารีกระชากแขนหนุ่มคนที่ 2 เอาไว้แล้วยื่นขาไปขัด จนหนุ่มคนนั้นเสียหลัก หงายหลังล้มไปกระแทกซ้ำที่หนุ่มคนที่ 1 จนร้องลั่นอีกครั้ง
สาระวารีจ้องสองหนุ่มด้วยสีหน้าแค้นฝังใจ

อีกเหตุการณ์อุบัติขึ้นเย็นวันหนึ่ง ที่ร้านอาหารแห่งนั้น สาระสารี มากินข้าวกับหนุ่มฝ่ายศิลปกรรมมาดเซอร์ในกองบ.ก. จานใส่กับข้าวเรียงรายอยู่บนโต๊ะเพียบ!
สาระวารีดูสนุกสนานกับการกิน ส่วนหนุ่มศิลป์ดูหน้าตาเป็นกังวลกลัวกระเป๋าฉีก กินอะไรไม่ลงแล้ว
หนุ่มศิลป์ยิ้มแหยๆ ถาม
"อิ่มรึยังครับ"
สาระวารีมองดูจานกับข้าว
"กับข้าวมาครบแล้วเหรอ"
"ก็น่าจะครบแล้วล่ะ ไม่มีที่จะวางแล้ว" หนุ่มศิลป์แอบแขวะเบาๆ
สาระวารีมองดูจานอาหารแล้วนึกออก
"ยังนี่ ขาดเนื้อปูผัดผงกระหรี่อีกอย่าง"
สาระวารียิ้มแล้วทานต่อ หนุ่มศิลป์บ่นพึมพำแล้วปาดเหงื่อ

"จัดหนักเลยนั่น กะอิ่มไปสามวันรึไง"
เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินมา สาระวารียิ้มแย้ม

"มาแล้วๆ"
เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินเลยไปโต๊ะถัดไป สาระวารีมองตาม อึ้ง แล้วลุกโวยทันที
"อ้าวน้อง โต๊ะนี้มาก่อน สั่งก่อน ไปเสิร์ฟโต๊ะนั้นก่อนได้ไง"
"อ้าว...เออ เดี๋ยวทำให้ใหม่ครับพี่" เด็กเสิร์ฟบอก
สาระวารีไม่ยอม พูดเสียงดัง
"ไม่ได้ พี่จะเอาจานนั้น"
ทุกคนในร้านหันมองมาเป็นจุดเดียว หนุ่มศิลป์หน้าแหยปนอาย
สาระวารีจ้องหน้าเด็กเสิร์ฟ
"รู้จักคำว่าคิวมั้ย ใครสั่งก่อนต้องได้ก่อน น้องรักจะทำงานเสิร์ฟอาหาร ถ้าสมองไม่ดี จำไม่แม่น ก็ต้องจด ไม่ใช่ครับ ครับ ไปเรื่อย"
สาระวารีชี้ไปที่โต๊ะนั้นบอก
"ไปยกปูจานนั้นมาโต๊ะนี้เดี๋ยวนี้เลย"
สาระวารีตีหน้ายักษ์ท่าทีเอาเรื่อง หนุ่มศิลป์เลื่อนตัวลงเรื่อยๆ จนไปแอบอยู่ใต้โต๊ะพอดีที่สาระวารีวีนจบ

หนุ่มฝ่ายศิลป์คนเดิม ล้อมวงคุยกับเพื่อนๆ รวมทั้งหนุ่มในกองบ.ก. คนที่ 1และ 2 ที่ยังตาเขียวช้ำเป็นวง หนุ่มศิลป์บอกในวง
"นึกว่าตัวเล็กๆ จะกินไม่เท่าไหร่ ที่ไหนได้ แม่ล่อซะกระเป๋าฉีก"
หนุ่มคนที่ 1 บอก
"ผู้หญิงอะไรไม่รู้ เห็นสวยๆ ยังงั้นดุยังกะเสือ โอย... ยังเจ็บไม่หายเลย" พูดแล้วก็ยกมือขึ้นประคบเบ้าตา
"แล้วรู้มั้ย อาหารมาช้าเสิร์ฟผิดโต๊ะหน่อย ชีวีนร้านแทบแตก ไอ้เราแทบจะมุดดินหนี"
ไม่คาดคิดสาระวารีโผล่หน้าเข้ามาในวง
"คุยไรกัน ซีเรียสจังเลย"
หนุ่มในกอง บ.ก. คนที่ 1 ร้องเสียงหลงตกใจ หนุ่มๆ วงแตกกระจายไปคนละทิศละทาง
เธอมองตามอย่างงงๆ
เสียงบ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
"กิตติศัพท์อันน่าเคารพของเจ้าหล่อนก็แพร่กระจายไปทั่วสยามสารอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไวรัส"

ยามสายวันหนึ่ง ในปัจจุบัน พนักงานหนุ่มในกองบรรณาธิการ โจทก์เก่าของสาระวารี ยืนจับกลุ่มคุยกับเพื่อนที่มาถ่ายเอกสารอยู่ สาระวารีวิ่งรีบร้อนเสียงปึงปังมาทางเครื่องถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ ต่างตกใจ หันมองไปทางเธอแล้วตาเบิกโพลง
"ขอถ่ายแผ่นสิ บ.ก.เรียกไปพบด่วน" สาระวารีพูดเสียงห้วน
ไม่คาดคิด... หนุ่มๆพร้อมใจกันวงแตก แยกย้ายหายไปคนละทิศละทาง ทิ้งเอกสารที่ถ่ายไว้จนปลิวกระจาย ไม่มีใครคิดอยากจะช่วยถ่ายเอกสารให้เธอเหมือนก่อนแล้ว
สาระวารียิ้มสะใจเข้าไปครองเครื่องถ่ายเอกสารสบายใจเฉิบ เธอวางเอกสารของเธอเข้าเครื่องไปอย่างอารมณ์ดี

"นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงอย่างสาระวารี ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ขืนลอง แม่เอาตาย"

สาระวารียิ้มเชิดมั่นใจ ขณะกดถ่ายเอกสาร

เวลาต่อเนื่องมา สาระวารีมาพบบ.ก.ไชยวัฒน์ที่ห้องทำงาน
"เปิดบ่อนเหรอคะ"
"คาสิโน" ไชยวัฒน์บอก
สาระวารีเบ้ปากอย่างรังเกียจ
"มันก็ไอ้แหล่งการพนันเหมือนๆ กันแหละค่ะบอกอ ต่างแค่คนจนเรียกบ่อน คนรวยเรียกคาสิโน"
"คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่าวารี ถ้าไม่สะดวกที่จะไปทำ ผมจะได้ส่งคนอื่นไปแทน"
สาระวารียักไหล่
"คนอย่างวารีเหรอคะจะกล้ามีปัญหากับบอกอ"
สาระวารีถามด้วยสีหน้าสงสัย
"แล้วทำไมไม่ให้นักข่าวเราที่เมืองจันท์ทำข่าวให้ล่ะคะ"
"เพราะว่าอยู่ใกล้เกินไป เป็นคนพื้นที่ รู้จักกันดีน่ะสิ ผมถึงไม่อยากให้สันทัดเป็นคนทำข่าว"
"เจ้าของบ่อนเป็นพวกเจ้าพ่อมาเฟียรึไงคะ"
"ก็คงมีอิทธิพลพอตัวแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้าเจรจากับเขมร ทุ่มเงินเป็นสิบเป็นร้อยล้านเปิดคาสิโนใหญ่โตแบบนั้น"
"เจ้าพ่อคาสิโนของบอกอนี่ชื่ออะไรเหรอคะ"
"ษมา เดี๋ยวสันทัดจะแฟกซ์ประวัติกับข้อมูลบางส่วนมาให้ แต่ผมว่าฝ่ายข้อมูลเราก็น่าจะพอมีประวัติเค้าเก็บอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวคุณลองไปเช็กดู"
สาระวารีมีสีหน้าติดใจ สงสัย
"รวยขนาดมีเกาะส่วนตัว แต่ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะคะ บอกอแน่ใจเหรอคะว่าคุณษมาอะไรนี่ ไม่ใช่หุ่นเชิดของใคร"
"ผมแน่ใจ เท่าที่ผมรู้มา รายนี้รวยจริง ไม่ใช่รวยจากสมบัติบรรพบุรุษด้วย เรียกว่าโตขึ้นมาจากลำแข้งของตัวเองแท้ๆ"

ไชยวัฒน์ บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของ "ษมา" จนเห็นเป็นภาพ
เมื่อเริ่มต้นทำงาน ษมา แต่งตัวธรรมดาและยังไม่มีสง่าราศี กำลังพูดจาหว่านล้อมขายพลอยสีให้กับลูกค้าสาวใหญ่ที่แผงขายพลอยของเขา
"เค้าเริ่มต้นจากการค้าพลอยขุดพลอย"
ษมาขับรถกระบะเก่าๆ มาจอดที่หน้าไซท์งานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ พอลงจากรถ นายช่างก็เดินมายกมือไหว้แล้วพาไปดูหน้างานตรงที่มีปัญหา
"แล้วก็หันมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง"
เวลาต่อมา ษมาขับรถที่ดูดีมีราคาขึ้น พาลูกค้ามาดูที่สวยๆ ติดลำธาร และตอบคำถามค้างคาใจลูกค้าต่างๆ อย่างแคล่วคล่อง
"ค้าที่ เริ่มจากงานนั้นไปงานนี้ ทำหลายด้าน"
ษมาในชุดสูทหรูดูเนี้ยบ เดินออกมาจากลิฟท์ของโรงแรมหรู เขายิ้มแย้มเข้าเช็คแฮนด์กับนักธุรกิจชาวต่างชาติและชาวไทยหลายคนที่ล็อบบี้ของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง

"แล้วก็มือขึ้นซะด้วย จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปซะหมด"
ภายในห้องทำงานของไชยวัฒน์ เขายังคงพูดคุยอยู่กับสาระวารีเรื่องษมาต่อ

"เสียดายแต่ไม่ชอบออกงานสังคม รักสันโดษเอามากๆ ไม่เคยยอมให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับไหนมาก่อน"
"ไม่เคยเลยเหรอคะ" สาระวารีถามเพื่อความแน่ใจ
ไชยวัฒน์พยักหน้ารับ
"ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเค้าจะให้เราสัมภาษณ์รึเปล่า"
"บอกอส่งจดหมายขอสัมภาษณ์ไปแล้ว เค้ายังไม่ตอบกลับมาอีกเหรอคะ"
"เงียบกริบไปเลย แต่ผมไม่รอแล้วล่ะ คุณก็ลองพยายามดูก่อน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
ไชยวัฒน์ยิ้มพลางถอนหายใจออกมา สาระวารียิ้มอย่างดักทางถูก
"แต่ถ้าได้มันก็ดีใช่มั้ยคะ ข่าวแบบนี้ถ้าตัวต้นตอไม่พูดเอง มันก็จืดชืดไม่มีน้ำหนัก เสนอแค่ผลดีผลเสีย คนคัดค้าน คนเห็นด้วย เรื่องมันก็งั้นๆ ใครๆก็ทำกัน ข่าวแห้งสนิทไม่น่าอ่านเหมือนเจ้าของออกมาพูดเอง จริงมั้ยคะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มแป้น
"ถูกต้องคร๊าบ วารีนี่อ่านใจผมตรงเผงเลย" ไชยวัฒน์ขำชอบใจ
"ฟังแล้วก็ท้าทายดี โอเคค่ะ งานนี้วารีลุยเอง"
ไชยวัฒน์ตบโต๊ะผาง ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
"ต้องงี้สิ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องไม่ผิดหวังแน่นอน"
ไชยวัฒน์ยิ้มมั่นใจ
"งั้นวารีขอไปทำการบ้านเรื่องนี้แล้วก็เคลียร์งานค้างๆ ก่อนนะคะ"
ไชยวัฒน์ยิ้มแย้มสบายใจ
"ได้เลยจ้ะ"
สาระวารีลุกขึ้นจะเดินออกไปจากห้อง ไชยวัฒน์เรียกไว้
"วารีไ
สาระวารีหยุดที่ประตูห้อง แล้วหันมอง
"คะ"
ไชยวัฒน์สีหน้าขรึมลง
"จำเอาไว้นะวารี ทำใจให้เป็นกลาง อย่าทำข่าวด้วยความอคติ"
สาระวารียิ้มพร้อมยักคิ้วทำหน้าเท่ๆ สไตล์เธอแทนการรับคำ แล้วเดินออกไป ไชยวัฒน์มองตาม สีหน้าแอบกังวลเล็กน้อยในความเป็นสาระวารี จากเรื่องที่บ.ก.เล่าในเวลาต่อมา

กลางท้องทะเล กลุ่มคนร้าย 5-6 คน กำลังขับเจ็ตสกีไล่ล่าเรือของษมา ที่มี พิพัช เป็นคนขับเรือ อย่างดุเดือด และ จันเลา กำลังยิงปืนต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย
พวกคนร้ายหยิบปืนเอ็มสิบหกออกมา แล้วกราดยิงชนิดไม่นับ พวกษมาต้องก้มหลบ กระสุนปืนปลิวว่อน โดนตัวเรือ โดนผิวน้ำ เสียงดังสนั่นต่อเนื่อง
เครื่องยนต์เรือของษมาถูกยิงจนเสียหาย ขับต่อไม่ได้
คนร้ายคนหนึ่งหยิบอาวุธสงครามหนัก แล้วประทับบ่าเล็งยิงใส่เรือษมาทันที ษมาสีหน้าตกใจสุดๆ ตะโกนลั่น
"โดด"
ทั้งสามคนต่างกระโดดลงทะเล หลบจรวดที่ยิงมาชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด เรือโดนจรวดเข้าไปเต็มๆ ระเบิดเสียงดังสนั่น ไฟลุกท่วมกลางทะเล

พวกคนร้ายขับเจ็ตสกีมาจอดบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง คนร้ายคนที่ 1ตะโกนสั่ง
"หามันให้เจอ"
พวกคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ รีบกระจายกำลังออกล่าษมาทันที

มุมหนึ่งในเกาะ คนร้ายคนหนึ่งกระชับเอ็มสิบหก กวาดตามองหาพวกษมา
ทันใดนั้นเอง จันเลาที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ก็กระโดดลงมาเล่นงานคนร้ายทันที คนร้ายไม่ทันระวังโดนเข่าลอยเข้าเต็มๆและถูกเตะซ้ำเข้าไปอีกทีจนสลบเหมือด
พิพัชรีบออกมาจากที่ซ่อน แย่งปืนจากคนร้ายที่นอนสลบ โยนให้จันเลากระบอกหนึ่ง เก็บไว้เองกระบอกหนึ่ง
ทันใดนั้น พิพัชเล็งปืนไปทางจันเลา ฝ่ายจันเลาตกใจที่จู่ๆพิพัชมาเล็งปืนใส่ตน พิพัชเหนี่ยวไกยิงปืนทันที คนร้ายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจันเลาถูกยิงล้มไป จันเลาหันไปมองตาม เห็นคนร้ายอีก 2-3 คนกำลังแห่กันมา
พิพัช และจันเลา รีบหาที่กำบังแล้วสาดกระสุนใส่พวกคนร้ายอย่างดุเดือดทันที

มุมหนึ่งของเกาะ คนร้ายคนที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าได้ยินเสียงปืนยิงกันสนั่น จึงรีบตามไป
ษมาที่แอบซุ่มอยู่ โผล่เข้าเล่นงานทันที เตะปืนเอ็มสิบหกของคนร้ายกระเด็นหลุดจากมือก่อนจะ
ชกซ้ำ แต่คนร้ายหลบทัน
คนร้ายตั้งหลักได้ก็เตะสวนออกมา ทั้งคู่ต่างสู้กันด้วยมือเปล่า เตะต่อยกันอย่างสูสี ผลัดกันรุกรับอย่างดุเดือด คนร้ายพยายามจะชักปืนพกที่เหน็บเอวไว้ออกมายิงษมา แต่ไม่สบโอกาสเพราะการต่อสู้พัวพัน
ษมาเสียจังหวะโดนถีบกระเด็นล้มไปกับพื้น คนร้ายสบโอกาสชักปืนพกออกมาเล็งใส่ ษมาม้วนตัวหลบไปได้อย่างหวุดหวิดจังหวะเดียวกับที่ฉวยเอ็ม 16 ที่ตกพื้นอยู่มายิงกราดใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้ง จนคนร้ายเสียชีวิตคาที่
สีหน้าของษมามีแววตาแข็งกร้าว ดูดุดัน น่ากลัว

บรรยากาศของท้องทะเลรอบเกาะตอนกลางวันแลดูสวยงาม แสงแดดสะท้อนกับน้ำทะเลเป็นสีเงินวิบวับงามตา เรือของโศภีกำลังแล่นมาจอดเทียบท่าเรือบนเกาะยานก ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าสนิท ลูกน้องโศภีก็รีบกุลีกุจอมาผูกเรือ จัดแจงพาดสะพาน รอรับใช้เจ้านายกันหน้าสลอน
โศภี ค่อยๆ ก้าวย่างเดินออกมาจากด้านในเรือมาปรากฏโฉมที่หัวเรือ
 
เธอดูสวยเด่นทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ในท่าทางเชิดหยิ่ง มั่นใจตัวเองสุดๆ
ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใช้สำลีจุ่มยา ทำแผลให้ษมาอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ษมามีอาการแสบแผล หน้านิ่วเล็กน้อย

หญิงผู้ที่ทำแผลให้ษมาคือ ลำแพง แม่บ้านของษมา
"เจ็บเหรอคะคุณษมา" ลำแพงพูดอย่างเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ทำแผลต่อไปเถอะ"
ลำแพงทำแผลต่อไป
"เจ็บก็ต้องทนค่ะ เดี๋ยวแผลหายไม่ทันงานวันเกิดคุณจิตติ คุณของลำแพงจะไม่หล่อ"
ษมายิ้มขำๆ ไป โศภีรีบร้อนเดินเข้ามาหา
"ษมา เป็นยังไงบ้างคะ" โศภีน้ำเสียงเป็นห่วง
ลำแพงหันมองโศภีสีด้วยหน้านิ่งเย็นชา และยังทำแผลของเธอต่อไป
ษมายิ้มเล็กน้อยบอก
"นิดหน่อยครับ ไม่เป็นไรมาก"
โศภีหน้าสีหน้าเครียดถาม
"เค้าว่ามันเล่นงานคุณด้วยอาวุธสงครามเลยเหรอคะ เล่นแรงขึ้นทุกที โศไม่สบายใจเลยค่ะ"
"หนักกว่านี้ผมก็เจอมาแล้ว ถ้าผมจะตาย คงตายไปนานแล้วล่ะโศ"
โศภีถอนใจในความดื้อของษมา ก่อนหันไปพูดกับลำแพง
"เดี๋ยวฉันดูแลคุณษมาเอง เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ"
ลำแพงนิ่ง สีหน้าเฉยชาทำแผลต่อไป ไม่ยอมขยับไปไหน โศภีไม่พอใจทันที
"หูหนวกรึไง ฉันบอกให้ไปไงล่ะ"
ลำแพงบอกหน้านิ่ง
"ดิฉันมีเจ้านายคนเดียวเท่านั้น คือคุณษมา"
โศภีชักโมโห
"นี่เธอ"
ษมารีบตัดบท
"ไปทำงานต่อเถอะลำแพง"
"ค่ะคุณ"
ลำแพงเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเย็นชา บึ้งตึง ไร้อารมณ์ ไม่มีหางตาค้อนใส่โศภีแต่อย่างใด ฝ่ายโศภีทิ้งค้อนตาม ก่อนจะเดินมานั่งประจ๋อประแจ๋ษมา
"ถึงยังไงโศก็ไม่สบายใจอยู่ดีล่ะค่ะ ตั้งแต่คุณได้สัมปทานคาสิโนที่เกาะพระฮามก็มีแต่เรื่องมาตลอด นับวันก็ยิ่งหนักขึ้นทุกที"
ษมายิ้มบางๆบอก
"รักจะทำงานแบบนี้ มันก็ต้องทำใจ ผมก็คงต้องเจอแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ"
"แต่คุณมีพร้อมหมดแล้วนะคะษมา ทั้งเงินทอง อำนาจบารมี แล้วคุณจะเสี่ยงทำคาสิโนไปอีกทำไมคะ" โศภีจับมือษมาอย่างอ้อนวอน
"วางมือซะเถอะค่ะษมา เชื่อโศเถอะนะคะ"
ษมาดึงมือเธอออกแล้วลุกขึ้นยืน
"คงไม่ได้หรอกครับ เรื่องคาสิโนเป็นความฝันของผม ยังไงซะผมก็ต้องทำมันให้สำเร็จ"
ษมาเท้าแขนลงที่ระเบียงทอดสายตามองไกลออกไปยังท้องทะเล โศภีมองตามชายหนุ่มแล้วได้แต่ถอนใจออกมา สีหน้าษมา สายตาเต็มไปด้วยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

หน้าบ้านสาระวารีตอนหัวค่ำ เธอกำลังเปิดประตูรั้วกลับเข้าบ้านมา พร้อมกับคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะชอบใจ
"ฉันว่ายังเบาไปด้วยซ้ำ"
เธอฟังอีกฝ่าย ก่อนตอบ
"เออ เออ ไปทำงานต่อเถอะป้าแว่น ถึงบ้านแล้ว บาย"
สาระวารีกดตัดสายไป เธอจะเดินเข้าบ้านก็เหลือบตาเห็นแฝดผู้พี่ "สาระสะมา" นั่งเอนตัวสบายอยู่ที่ม้าสนามที่เป็นสวนหย่อมเล็กๆ ข้างบ้าน พี่สาวเธอกึ่งนั่งกึ่งนอนดูพระจันทร์รับลมอย่างสบายใจอยู่
สาระวารีเดินไปหาและนั่งลงข้างๆ พี่สาว
"ดึกแล้ว ยังไม่นอนอีกเหรอสะมา"
สาระสะมายิ้มบางๆ
"เรารอนาย พอดีเห็นพระจันทร์วันนี้สวยดี ก็เลยออกมานั่งดูเล่นๆ"
สาระวารีเบะปาก
"โรแมนติกอีกตามเคย นี่ขืนให้เรามานั่งเงียบๆดูพระจันทร์ ถ้าไม่กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ก็คงคลั่งตายซะก่อน"
สาระสะมายิ้มขำๆ
"ยังไม่ทันลองเลย ก็ตีโพยตีพายไปแล้วว่าไม่ชอบ นายนี่จริงๆเลย"
"แล้วนายอดนอนรอเราทำไม"
"น้ารดีโทรมาบอกว่าดาจะหมั้น"
"กับใครรู้มั้ย"
"ถ้าได้ยินไม่ผิด รู้สึกจะพวกธนัทดุล"
สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้
"ตระกูลนี้รวยจะตาย ลองน้ารดียกลูกสาวให้ คงไม่ใช่ธนัทดุลหางแถวแน่ๆ ป่านนี้คงยืดอกพูดได้เต็มปากแล้วว่า ลูกสาวฉันเก่ง หาผัวรวยๆได้"
"วารีนี่พูดจาไม่น่าฟังเลย" สาระสะมาติงน้องสาว
สาระวารียักไหล่ไม่แคร์
"คราวนี้ก็ถึงคิวยัยรวีหมีดำขึ้นแป้น ลูกสาวคนเล็กเตรียมกระโจนสู่ตลาดวิวาห์รอหาผัวต่อ"
สาระสะมาอึ้ง
"วารี ยังไม่หยุดอีก"
"แต่ยัยนี่คงยากหน่อย เพราะนอกจากหน้าตาจะเหมือนหมีควายแล้ว ปากยังร้ายใจสกปรกอีก"
สาระสะมาหน้าบึ้งตึง ตำหนิน้อง
"ปากนายก็ใช่ย่อยซะที่ไหน อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครฟังเชียวนะ ยังไงเค้าก็ญาติเรา"
สาระวารีสวนค้านทันที ด้วยสีหน้าโกรธเคือง เจ็บแค้นฝังใจ
"มีนายนับญาติอยู่คนเดียวแหละ เค้าเคยนับญาติกับเราที่ไหน ไอ้เด็กกำพร้าเลือดชั่วอย่างเราสองคน ไม่ดีพอจะเป็นญาติกับเค้าหรอก"
สาระสะมามีสีหน้าซึมๆ ไป ส่วนสาระวารีมีสีหน้าแววตาเจ็บช้ำกับเรื่องราวในอดีตที่คอยตามหลอกหลอน

ตอนกลางคืน เมื่อ 17 ปีก่อน ทั้งสาระวารี และ สาระสะมา อายุแค่ 10 ขวบ สาระสะมานั้นกำลังกอดศพ อ่อนนุช ผู้เป็นแม่ ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจสุดๆ ในขณะที่สาระวารีกำลังร้องไห้พร้อมกับเขย่าตัว สาร ผู้เป็นพ่อ ที่ยืนช็อกอยู่อย่างสุดแรง สาระวารีโกรธพ่อที่ติดการพนันจนแม่ตาย เธอเขย่าตัวพ่อ ร้องไห้ฟูมฟาย
"หนูเกลียดพ่อ พ่อทำให้แม่ตาย พ่อฆ่าแม่ หนูเกลียดพ่อ"
ในเวลาต่อมา รินรดี กำลังวีนใส่ สรัล ผู้เป็นสามีที่เอาหลานสาวสองคนคือสาระวารี และสาระสะมามาเลี้ยง หลังจากพี่สาวตาย
"แค่ลำพังเงินเดือนคุณก็จะไม่พอกินกันอยู่แล้ว หาเรื่องใส่ตัว เอาอีคู่แฝดนี่มาเลี้ยงอีก"
สรัลหน้าจ๋อยอย่างกลัวเมีย
"โธ่คุณ แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ พี่สาวผมก็ตายไปแล้ว ถ้าทิ้งหลานในไส้ให้อยู่ตามยถากรรม ใครรู้เข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
รินรดีกอดอกหงุดหงิด ค้อนใส่สามี
"คราวนี้จะหน้าบางขึ้นมาเชียวล่ะ"
"คุณแม่ท่านก็รับปากจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้เด็กสองคนให้เอง ไม่กระเทือนถึงเราหรอกน่า"
รินรดีตวาดแว๊ด
"ไม่กระเทือนเรื่องเงินก็ต้องกระเทือนเรื่องอื่นอยู่ดี"
"แม่ก็หนีตามผู้ชาย พ่อก็เป็นผีพนัน เลือดชั่วๆอย่างงี้มันจะโตขึ้นมาดีไปได้ยังไง"
รินรดีเบะปากดูถูก ชายหางตามองคู่แฝดที่ก้มหน้านิ่ง สาระสะมาเสียใจปนกลัว ส่วนสาระวารีกัดฟัน เม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจ รินรดีมองด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
"ต่อไปคงไม่แคล้วหาความเดือดร้อนมาให้ไม่จบ ไม่สิ้น"
สาระวารีทนไม่ไหวจะลุกขึ้น แต่สาระสะมาจับมือน้องสาวบีบเอาไว้ เธอมองหน้าพี่สาวที่ปรามด้วยสายตาที่สื่อสารเข้าใจกันได้ดี

เด็กหญิงแฝดผู้น้องยอมเชื่อ นั่งก้มหน้างุด แต่กำมือแน่นจิกเล็บเข้าเนื้อด้วยความเจ็บใจ

อ่านต่อ หน้า 2
มนต์จันทรา ตอนที่ 1 (ต่อ)

ภาพจำในอดีตจางจากมโนนึกสองแฝดไปแล้ว สาระสะมากำลังมองดูน้องสาวด้วยความสงสารเห็นใจ เพราะไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน บาดแผลทางใจก็ไม่เคยจางหายไปเลย สาระสะมาสงสารน้องจับใจ

"เรื่องมันตั้งนานแล้ว นายยังไม่ลืมอีกเหรอ"
สาระวารีเจ็บใจสุดๆ ขบกรามแน่น
"สีหน้าท่าทางของน้ารดีตอนนั้นต่อให้เราตาย เราก็ไม่มีวันลืมหรอก ทำเหมือนกับเราเป็นตัวเสนียด ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยายทิ้งพันธบัตรไว้ให้พวกเรา ป่านนี้อย่าว่าแต่บ้านเล๊ย จะมีเงินเรียนรึเปล่าก็ยังไม่รู้ ทุกอย่างมันเป็นเพราะพ่อ ถ้าพ่อไม่ติดพนัน แม่ก็คงไม่ต้องตาย เราสองคนก็คงไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณใคร ให้มันมาด่าเอาได้ว่า เป็นเด็กเลือดชั่วอย่างงี้หรอก"
สาระสะมาสงสารน้องเปลี่ยนเรื่องพูด
"พอแล้ว เลิกพูดเรื่องไม่สบายใจดีกว่า"
สาระวารีหน้าตึงโวยขัด
"แล้วก็ไม่ต้องถามเราด้วยนะ ว่าเราจะไปงานเค้ารึเปล่า เรากำลังยุ่งต้องเตรียมตัวหาข้อมูลไปทำข่าวที่ตราด แต่ต่อให้ไม่มีงาน เราก็ไม่มีวันไปเหยียบบ้านน้าสรัลเด็ดขาด"
"นายจะไปทำข่าวที่ตราดเหรอ"
สาระสะมาหน้าขรึมลงแล้วบอก
"สิบเจ็ดปีแล้วสินะ ที่เราสองคนไม่ได้กลับไปที่นั่นเลย"
"ไม่ต้องกลับก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรให้น่าจดจำซักอย่าง"
สาระสะมาได้แต่ถอนใจ
"แล้วนายจะไปทำข่าวอะไรที่ตราดเหรอ"
"ข่าวคาสิโนน่ะ มีผู้ชายคนนึงชื่อษมา ชื่อเหมือนนายแหละ แต่สะกดคนละแบบ เค้ากำลังจะเปิดคาสิโนบนเกาะแถวชายแดน เห็นว่าจะสร้างใหญ่โต หรูหราไม่แพ้ที่มาเก๊าเลยนะ"
สาระสะมานึกเป็นห่วง
"แล้วนายจะทำข่าวได้เหรอ ถ้าไม่สบายใจก็ให้บอกอส่งคนอื่นไปทำแทนสิ"
สาระวารียิ้มขำๆ
"เราไม่ใช่เด็กแล้วนะสะมา เราแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกน่ะ มันแปลกดีนะ เกลียดอะไรมักจะได้ยังงั้น"
สาระวารีสายตาแข็งกร้าวแล้วพูดต่อ
"เราเกลียดการพนันที่สุด แต่ก็ต้องกลับไปตราดเพื่อทำข่าวบ่อนจนได้"
สาระสะมาตบไหล่น้องสาวที่ส่ายหน้าไปมาอย่างให้กำลังใจ สาระวารีถอนหายใจ ยกมือขึ้นกอดอก เงยหน้ามองพระจันทร์แก้เซ็งไป

ปืนถูกยิงขึ้นฟ้าเสียงดังสนั่น ษมาเป็นคนยิงปืนขู่พวกคนงานที่กำลังชกต่อยกัน โดยมีพิพัช และจันเลา
ยืนคุ้มกันอยู่ใกล้ๆอีกที พวกคนงานกลัวจนหน้าถอดสี รีบผละออกจากกันทันที
"ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย ถ้าจะทำงานกับฉัน ห้ามมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันที่เกาะของฉันเด็ดขาด" ษมาพูดเสียงดุ
คนงานคนที่ 1พยายามจะอธิบาย
"แต่คุณษมาครับ"
ษมาตะคอกสวนทันที
"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น"
คนงานทุกคนจ๋อยไป
"พวกแกทุกคนก็รู้ว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง คนที่มันอยากได้สัมปทานคาสิโนแทนฉันมีเต็มไปหมด ถ้าพวกเรากันเองยังไม่สามัคคีกัน แล้วจะไปรับมือกับใครเค้าได้"
ษมาจ้องหน้าคนงานแต่ละคน พวกคนงานกลัวจนหัวหด ไม่มีใครกล้าสบตาษมาซักคน
"ถ้าใครไม่อยากทำงานกับฉันก็ออกจากเกาะไป แต่ถ้ารักจะทำงานอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องทำตามกฎของฉัน"
พวกคนงานต่างเลิ่กลั่ก กลัวตกงาน
พิพัชขู่ซ้ำ
"เอ้าว่าไง คุณษมาท่านให้โอกาสแล้ว จะอยู่หรือจะไปก็ว่ามา"
คนงานพยักเพยิดให้ตัวแทนพูดตอบไป คนงานคนที่ 2ยกมือไหว้ษมา
"ผมขอโทษครับคุณษมา ต่อไปพวกเราจะไม่ทำอีกแล้วครับ"
จันเลาพูดซ้ำ
"อย่าสักแต่รับปากพล่อยๆ พวกเอ็งก็รู้ ว่าคนอย่างคุณษมาพูดคำไหน เป็นคำนั้น"
พวกคนงานรีบพยักหน้ารับ ทั้งกลัวตกงานและกลัวษมาสุดๆ
"แยกย้ายไปทำงานได้แล้ว" พิพัชบอก
คนงานแยกย้ายกันไป ษมาหน้านิ่งจ้องมองคนงานด้วยสายตาแข็งกร้าว ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม

ษมาเดินหัวเสียกลับขึ้นระเบียงบ้านมา โศภียืนรออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วง
"คนงานมีเรื่องอะไรกันเหรอคะ"
"ผมไม่รู้ แล้วก็ไม่สนด้วย แต่กฎของเกาะนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ"
ษมาเดินไปนั่งสงบสติอารมณ์ โศภีเดินมานั่งข้างๆ พูดจาเอาใจ
"ดีค่ะ คนพวกนี้ต้องกำราบให้อยู่หมัด"
โศภีหันมองไปทางตัวบ้าน ชักสีหน้าเซ็งๆ
"ของว่างจะได้ทานวันนี้มั้ยเนี่ย"
ลำแพงเดินหน้านิ่ง ยกของว่างยามบ่ายออกมาให้ษมา และโศภี ทานคู่กับน้ำชา
" แล้วนี่เมื่อไหร่คาสิโนถึงจะเสร็จเรียบร้อยซะทีคะ โศไม่สบายใจเลย ห่วงความปลอดภัยของคุณ" โศภี สีหน้าออดอ้อน
ลำแพงเสิร์ฟของว่างไป เธอหน้านิ่งทำเหมือนไม่สนใจ แต่หูเงี่ยฟังตลอดเวลา
"นี่ก็เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะแล้วนะครับ ภายในปีนี้ก็คงเรียบร้อยแล้วล่ะ" ษมาบอก
"แล้วคุณไม่คิดหาใครมาร่วมหุ้นด้วยจริงๆเหรอคะ มีหุ้นส่วนหลายคน คุณจะได้ไม่ถูกพุ่งเป้าคนเดียว"
"ไม่จำเป็นหรอก ผมเคยบอกคุณแล้วนี่ ว่าคาสิโนที่พระฮามเป็นความฝันของผม แล้วผมก็ยังไม่อยากให้ใครมาร่วมแบ่งฝันของผมด้วย"
ษมายิ้มบางๆบนใบหน้า ลำแพงอมยิ้มชื่นชมเจ้านาย โศภีเหล่มองลำแพง
"ถ้าจะเสิร์ฟนานขนาดนี้ ก็ลากเก้าอี้มานั่งคุยด้วยกันซะเลยสิจ๊ะลำแพง"
โศภีแขวะ ลำแพงไม่แยแส ลุกจะเดินออกไป
"เดี๋ยวลำแพง เรือที่จะไปส่งคุณโศภี จัดการเรียบร้อยรึยัง"
"ดิฉันให้เจ้าแลงไปจัดการแล้วค่ะ"
โศภีออดอ้อนษมา
"อะไรกันคะ นี่คุณจะให้โศกลับแล้วเหรอคะ เดี๋ยวอีกสี่ห้าวัน คนของโศก็มารับเองล่ะค่ะ เสียแรงที่โศเป็นห่วงคุณ ไม่ทันไรก็ไล่กันซะแล้ว"
ษมายิ้มรับ
"ผมไม่ได้ไล่ แต่ผมกลัวคุณจะโดนลูกหลงไปด้วย ช่วงนี้ผมงานเยอะ คงไม่มีเวลาดูแลคุณ แล้วผมก็ไม่อยากให้คุณถูกนินทาเสียๆหายๆด้วย"

โศภีทำหน้าจ๋อยๆ
ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของษมาก็ดังขัดขึ้น เขาดูเบอร์แล้วกดรับ

"ว่าไง ... เออ ก็ดีเหมือนกันนะ ว่าต่อไปซิ"
ษมาลุกเดินเข้าไปในบ้านคุยโทรศัพท์ พอษมาเดินเลี่ยงไป โศภีก็หน้าหงิกบอกบุญไม่รับทันที
"ดิฉันจะให้เด็กไปเก็บของในห้องคุณเลยนะคะ"
"ไม่ต้อง ฉันเก็บของฉันเองได้ ของฉันแพงๆ ทั้งนั้น กลัวถูกขโมย"
ลำแพงอมยิ้มเย็นๆ ไม่โต้ตอบอะไร ตั้งท่าจะเดินออกไป
โศภีมั่นใจว่าลำแพงยิ้มเยาะ จึงลุกขวาง ตวาดแว๊ด
"ยิ้มอะไร"
"คุณคิดว่าดิฉันยิ้มเพราะอะไร ก็ตามนั้นล่ะค่ะ"
ลำแพงพูดเสียงเย็น หน้านิ่ง ก่อนเดินหน้านิ่งเลี่ยงเข้าบ้านไป
โศภีบ่นพึมพำ
"ฉันเป็นคุณนายเกาะนี้เมื่อไหร่ แกตกงานเป็นคนแรกแน่นังซอมบี้"
โศภีมองตามด้วยความเจ็บใจ เหม็นขี้หน้าลำแพงสุดๆ แต่ต้องสร้างภาพกับษมา ตอนนี้เลยทำอะไรมากไม่ได้

กลางวันต่อเนื่องมา มัทนาและมีคณาเดินนำเข้าไปนั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวยามบ่าย ซึ่งคนไม่เยอะแล้ว ปล่อยให้สาระวารีสั่งอาหารเป็นคนสุดท้ายกับเจ๊คนขายรูปร่างตุ้ยนุ้ย
สาระวารีบีบนวดบ่าให้เจ๊
"แห้งชามน้ำชามเหมือนเดิม วันนี้หิวจัด ให้เวลา 5 นาทีนะเจ๊ เกินนั้นจะลุกมาลุยหน้าเตาเอง"
เจ๊คนขายยิ้มๆบอก
"โมโหหิวมาจากไหนจ๊ะ นั่งรอแป๊บนึงนะ"
"จ้ะเจ๊" สาระวารีแกล้งบีบชั้นไขมันข้างเอวทั้งสองข้างของเจ๊อย่างมันเขี้ยว
"จ้ำม่ำซะจริงนะน้องเอ๋ย"
เจ๊คนขายเขินตีแขนเบาๆ
"น้องวารีนี่"
สาระวารีเดินยิ้มแย้มอารมณ์ดีไปนั่งที่โต๊ะ มัทนารินน้ำใส่แก้วให้พี่ๆ
"อิจฉาพี่วารีจัง ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน"
"ก็โวยวายมากๆ เหมือนพี่สิ แคลอรี่มีเท่าไหร่ผลาญเรียบ"
มีคณาถาม
"บอกอเค้าให้มัทไปทำข่าวเขตต์ตวันประเด็นอะไรเหรอจ๊ะ"
"ประวัติน่ะพี่มี่ มีแหล่งข่าวโทรมาบอกข้อมูลใหม่ มัทต้องลงไปภูเก็ตพรุ่งนี้เลย อยากได้อะไรกันมั่งคะ"
"อ้าว นี่มัทต้องไปภูเก็ตเหรอ พี่ก็ต้องไปตราดเร็วๆ นี้เหมือนกัน" สาระวารีบอก
"มัทได้ยินแว่วๆว่าพี่วารีต้
กำลังโหลดความคิดเห็น...