xs
sm
md
lg

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 9

เผยแพร่:

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 9


แสงสุดาและอนงค์ยังยืนจ้องหน้าท้าทายกันแบบไม่มีใครยอมใคร พิสุทธิ์ที่ยืนแอบอยู่ถึงกับปาดเหงื่อเพราะไม่ชอบสภาวะเผชิญหน้า

เขาค่อยๆย่องจะหนีออกไปแต่ดันไปเตะของที่วางอยู่แถวนั้นล้มดังโครม ทั้งแสงสุดาและอนงค์หันขวับ พิสุทธิ์ยืนตัวแข็งเพราะเป็นเป้าสายตาของทั้งคู่ พิสุทธิ์ยิ้มให้ทั้งคู่แบบเจื่อนๆ อนงค์เริ่มแผนทันที
“โฮ!” อนงค์มาออดอ้อนพิสุทธิ์ “คุณนายใจร้าย มาว่าอนงค์สาดเสียเทเสีย ทั้งที่อนงค์ไม่ได้ทำอะไรผิด”
แสงสุดาโกรธมากที่อนงค์ทำมารยา พิสุทธิ์รีบแยกออกห่างเพราะกลัวแสงสุดา
“อนงค์แค่จะมาดูความเรียบร้อยเรื่องอาหารเช้า อนงค์มาทำตามหน้าที พอคุณนายเห็นปุ๊บ ด่าอนงค์ปั๊บเลย”
“คุณ จะไปโกรธอนงค์ทำไม ผมบอกแล้วไง....ว่ามันไม่มีอะไร ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย” พิสุทธิ์บอก
แสงสุดาเหลือบเห็นอนงค์ยิ้มเยาะใส่ก็อารมณ์ปี๊ดขึ้นมาอีกร้อยเท่าแล้วทำท่าจะระเบิด พิสุทธิ์และอนงค์เห็นก็ผงะ

เขมมิกมองพิแสงด้วยความเสียใจ
“เขมมิก ฉัน...ไม่ได้เป็นผู้ชายแบบนั้น เธอเข้าใจฉันผิด”
“ไม่ผิดหรอก!!!! คุณเป็นผู้ชายสกปรก เลยคิดสกปรก และคิดว่าคนอื่นก็คงจะสกปรกเหมือนคุณ”
พิแสงอึ้ง วาสินีกำลังเดินออกมาเห็นพิแสงและเขมมิกจึงหยุดยืนดูโดยไม่ให้ทั้งคู่เห็น
พิแสงพูดต่อ “ถ้าฉันคิดสกปรก ฉันจะมาเตือนเธอด้วยความปรารถนาดีหรือไง”
“ปรารถนาดี?” เขมมิกงง
“ถ้าไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเธอเป็นเหมือนที่ยัยน้องเล็กพูด ก็อยู่ให้ห่างๆ หมอปิ๊น! ฉันพูดเพื่อเตือนสติเธอ”
“ทำไมฉันต้องอยู่ห่างหมอปิ๊น ในเมื่อเราเป็นเพื่อนกัน”
“เพื่อน? หัวร่อต่อกระซิก จับมือถือแขน คุยกันกระหนุงกระหนิงแบบนั้นเนี่ยนะ เพื่อน?”
“ใช่ เพื่อน! ทำไม หึงหรือไง!”
พิแสงอึ้ง เขมมิกพูดออกไปเองแล้วก็อึ้ง ทำให้อึ้งกันไปทั้งคู่
วาสินีตาวาวด้วยความร้อนใจและไม่พอใจ
พิแสงเดินเลี่ยงไปทันที วาสินีเจ็บแปลบ
เขมมิกหน้าร้อนวูบ... “เขาหึงหมอปิ๊นเหรอ?”
วาสินีมองเขมมิกด้วยความไม่พอใจ

พิสุทธิ์กับอนงค์กำลังกลัวแรงระเบิดจากแสงสุดา แสงสุดามองอนงค์เหมือนจะฉีกเธอออกเป็นชิ้นๆ แต่แล้วก็นึกถึงคำแนะนำของเขมมิกที่เคยแนะนำเธอในอดีต
เขมมิกมองแสงสุดาพร้อมให้คำแนะนำอย่างหนักแน่น
“ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบนางมารร้ายค่ะ ต้องสวมบทบาทแม่พระ เข้าใจโลก เข้าใจมนุษย์ รับรองผู้ชายสยบแทบเท้า ถึงตอนนั้นนางฟ้าอย่างท่านรองพูดอะไร ใครๆก็ฟังและทำตาม! เชื่อฉันค่ะ....หึหึ”


เมื่อนึกถึงคำแนะนำของเขมมิกแสงสุดาก็ค่อยๆอ่อนลง เธอมองอนงค์อย่างมีเมตตาจนพิสุทธิ์และอนงค์อึ้งไป
“อนงค์จ๊ะ....” แสงสุดาเรียก
“คะ....”
“ฉันขอโทษถ้าทำอะไรให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าฉันด่า”
“หือ?”
“แต่ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรกับเธอเลย จริงๆนะคะคุณพิสุทธิ์”
“หือ?” พิสุทธิ์งง
“ฉันเชื่อใจคุณแล้วค่ะ ว่าคุณรักฉันคนเดียว”
“เอ่อ...ทำไม...จู่ๆ..คุณก็....”
แสงสุดาพูดต่อ “เพราะเมื่อฉันนอนคิดยู่ทั้งคืน...เราอยู่กันมาตั้งนาน ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณจะนอกใจ ต่อให้ใกล้ชิดคนสวย รวย เก่งกว่าอนงค์เป็นร้อยเท่าพันเท่า คุณก็ไม่เคยหวั่นไหว”
อนงค์เจ็บจี๊ด
“แล้วฉันจะทำตัวงี่เง่าไปทำไม ฉันรักคุณมากนะคะ ฉันไม่อยากทำให้คุณเบื่อฉัน”
พิสุทธิ์โอบแสงสุดาเข้ามากอดด้วยความปลื้มใจที่เธอคิดได้ แสงสุดาแอบยิ้มเยาะอนงค์ อนงค์เห็นก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอกจะระเบิด
“คุณหิวแล้วหรือยังคะ” แสงสุดาถาม
“พูดปุ๊บ หิวปั๊บเลย ท่าทางจะกินได้เยอะ เพราะวันนี้ฟ้าโปร่งแต่เช้า” พิสุทธิ์บอก
“งั้นไปทานของเช้ากันดีกว่า ไปจ๊ะอนงค์ เธอบอกจะมาดูแลพวกเราไม่ใช่เหรอ มาสิ มาทำหน้าที่แม่บ้านที่ดี ก่อนที่พวกเราจะกลับ”
แสงสุดาโอบเอวพิสุทธิ์เดินเข้าบ้านไป อนงค์มองตามแสงสุดาด้วยความแค้นที่ถูกแสงสุดาข่ม


เขมมิกเดินมาที่มุมหนึ่งของฟาร์มโดยที่หน้ายังร้อนวูบ ปริญญ์เดินเข้ามาคุยด้วย
“คุณเขมครับ”
“เอ่อ คะ?”
“คุณพิแสงโกรธอะไรคุณหรือเปล่าครับ”
“เขาโกรธเพราะคิดว่าเขมอ่อยหมอ ทั้งๆที่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว คิดไปได้”
“จริงเหรอครับ?”
“ค่ะ ตอนนี้เป็นเขมแล้วค่ะที่โกรธเค้า”
“ผมก็โกรธ โกรธมาก!!” ปริญญ์บอก
พูดจบปริญญ์ก็ผลุนผลันออกไป
“หมอปิ๊น จะไปไหนคะ”

ลิเดีย หมูแม่พันธุ์ตัวใหม่ยืนอยู่ในคอก หลอดและเสริมยืนคุมอยู่ พิแสงยืนคุยกับคนที่เอาลิเดียมาส่งพลางเซ็นเอกสารไปด้วย
“ฝากบอกเฮียด้วย ขอบคุณมาก” พิแสงบอก
คนที่เอาลิเดียมาส่งรับคำ “ครับ”
คนเอาลิเดียมาส่งรับเอกสารที่พิแสงเซ็นเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกไป พิแสงยืนนิ่งพลางคิดถึงเรื่องหึงปริญญ์จึงเหม่อลอยพอหันหน้ามาอีกทีก็เจอหน้าหลอดกับเสริมมาจ้องอยู่ใกล้ๆ
“อะไร!” พิแสงถาม
“นายหัวเหม่อลอย” หลอดบอก
“เหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” เสริมว่า
พิแสงเปลี่ยนเรื่อง “หมอปิ๊นอยู่ไหน จะให้มาตรวจแม่พันธุ์ตัวใหม่”
ปริญญ์เดินหน้าบึ้งเข้ามา “คุณพิแสง!”
“พูดถึงก็มาพอดี ฉันกำลังจะ....”

“ฟังผมพูดก่อน!”
พิแสงแปลกใจกับท่าทางขึงขังของปริญญ์ รวมทั้งหลอดและเสริมก็แปลกใจด้วย
“อะไรของแก....” พิแสงงง
ปริญญ์ขัด “บอกให้ฟัง! แล้วใช้วิจารณญาณ”
หลอดกับเสริมร้องพร้อมกัน “อั๊ยย่ะ!!”
“คุณเขมไม่เคยอ่อยผม!” ปริญญ์บอก
“เหรอ...แกแน่ใจได้ไง ยัยนั่นร้อยเล่ห์เจ้ามารยา อย่างแก ไม่ทันยัยนั่นหรอก” พิแสงว่า
“ผมแค่ขี้อาย แต่ไม่ได้ตาบอด หรือเซ้นส์บกพร่อง”
หลอดกับเสริมร้องพร้อมกัน “อั๊ยย่ะ”
“แกว่าฉันเซ้นส์บกพร่องเหรอวะ ไอ้หมอ!” พิแสงถามกลับ
“ผมบอกให้ฟัง! ไม่ได้ให้ถาม”
พิแสงอึ้งแล้วยอมหุบปาก
“กรุณามองคุณเขมซะใหม่ อย่าดูถูกเธอและผมอีก ไม่งั้น ผมก็พร้อมจะต่อยหน้าคุณได้ ต่อให้คุณเป็นเจ้านาย และเพื่อนผมก็ตาม”
พิแสง หลอด และเสริมอึ้ง....
ปริญญ์พูดต่อ “ผมขอเวลาทำใจให้เย็นสักครู่ แล้วผมจะกลับมาทำงาน” ปริญญ์หันไปมองลิเดีย “เดี๋ยวเจอกันนะ...ลิเดีย” ปริญญ์หันมาพูดกับพิแสง “หน้าเค้าเหมือนฝรั่ง ชื่อลิเดีย เหมาะ”
พิแสง หลอด และเสริมหันมองหน้าลิเดียแล้วก็งงว่าหน้าฝรั่งตรงไหน ปริญญ์เดินออกไปแบบหล่อมาก พิแสงรู้สึกหน้าแตก หลอดกับเสริมมองหน้าพิแสง
“นายหัวเป็นอย่างที่หมอปิ๊นพูดจริงมั้ยครับ ทึกทัก ดูถูกคนอื่น” หลอดถาม
“ถ้าจริง พวกเราขอโทษด้วย...เราไม่สนับสนุนคนทำผิดคิดเลว” เสริมบอก
พิแสงร้องออกมา “เฮ้ย!!”

เนตรนิภานั่งหน้าเป็นตูดอยู่ที่มุมหนึ่งในสนามบิน
“แม้แต่ความเป็นเพื่อน ฉันก็จะไม่เหลือให้นาย”
เนตรนิภาตัดสินใจจะเดินออกไปแต่แล้วก็ชะงักเพราะเปลี่ยนใจ
“ฉันให้เวลานายได้แก้ตัวอีกครึ่งชั่วโมง..ไม่โทร ไม่ตาม!”
แล้วเนตรนิภาก็นั่งรออยู่ที่เดิมด้วยความหงุดหงิดมาก


กนธีอยู่ในสภาพพันผ้ารอบหัวเร่งรีบเดินมา โดยมีพิสารีบตามมาด้วย
“แค่ถลอกทำไมต้องพันหัวซะเว่อร์ด้วยคะ”
“ก็พี่กลัวติดเชื้อ เลยพันกันเอาไว้ก่อน” กนธีรีบเดินต่อ
พิสาเดินตาม “พี่ธี น้องเล็กขออยู่ต่อได้ป่ะ”
“ก็อยู่สิ จะอยู่กี่วันก็ได้” กนธีรีบเดินต่อ
พิสาเดินตาม “แล้วถ้าแบบว่า...มันจำเป็นต้องอยู่เป็นเดือนล่ะ”
กนธีประชด “ก็อยู่ทำงานมันที่นี่ซะเลย ถ้าจะอยู่นานขนาดนั้น” กนธีเดินต่อ
“งั้นขอทำงานด้วยได้ป่ะ” พิสาถาม
“เฮ้ย..ล้อเล่น”
“แต่เอาจริง!”
“พี่ล้มหัวฟาด ไหงไซต์เอฟเฟ็กไปตกที่เรา...น้องเล็กขอทำงาน? สติดีอยู่มั้ย”
พิสาตอบทันที “ดี”
“พ่อแม่รู้เรื่องหรือยัง”
“ไม่รู้”
“ไปถามท่านก่อนนะ”
“ไม่ต้องถามหรอก ทำเลยนะ”
“ไม่ด้ายยยยย กลับไปกรุงเทพไปคุยกับท่านให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ตอนนี้พี่มีธุระด่วนมาก ไปนะ”
“แต่....”
กนธีไม่ฟัง เขารีบวิ่งออกไปทันที พิสาฮึดฮัด

“ตัดใจเหอะป้า รักเขาข้างเดียวมาตั้งแต่สาวยันแก่ !ยังไงก็ไม่ได้หรอก!”
อนงค์มองหน้าชมพู่ด้วยความเจ็บใจจึงแกล้งทิ้งกระเป๋าลงกระแทกเท้าชมพู่อย่างแรง
ชมพู่ร้องลั่น “โอ๊ย!!”
“อุ๊ย ขอโทษ หลุดมือ!” อนงค์หยิบกระเป๋าขึ้นมาถือใหม่
“ขอบใจนะอนงค์ เออ ยัยน้ำหวานเป็นไงบ้าง” พิสุทธิ์ถาม
“สบายดีค่ะ ขอบคุณนะคะที่มีน้ำใจถามถึง ผิดกับคนที่อนงค์รู้จักบางคนนะคะ นอกจากไม่ถามถึงแล้ว ยังคิดร้าย หาเรื่องกลั่นแกล้งกำจัด!” อนงค์ว่า
แสงสุดาสะดุ้ง
“คิดไม่ดีกับผู้หญิงตัวเล็กๆซื่อๆแบบน้ำหวานเนี่ยนะ เลว!” พิสุทธิ์ว่า
แสงสุดาสะอึก อนงค์ยิ้มเยาะ แสงสุดารีบกัดคืน
“นั่นสินะคะ น้ำหวานเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆใสซื่อ ดูช่วยตัวเองไม่ได้ มิน่าถึงได้ข่าวว่าอยากมีแฟนจนตัวสั่น อนงค์เตือนลูกบ้างนะจ๊ะ เป็นผู้หญิง อย่าเที่ยวเอาตัวเองใส่พานให้ใคร ไม่งาม”
พิสุทธิ์ถามทันที “จริงเหรอ”
“แหม ข่าวก็คือข่าวค่ะ ไปเชื่ออะไรกับน้ำลายพวกปากสกปรก!” อนงค์บอก
แสงสุดารีบสวน “ใช่จ๊ะ แต่ยังไงก็สอนลูกนะอนงค์ เอาชีวิตตัวเองมาเป็นบทเรียน ได้ผัวผิดคิดจนตัวตาย คว้าขี้เมามาเป็นผัว ในที่สุดก็เลิกกัน เป็นหม้ายไม่ใช่เรื่องสนุก ใครจะอยากได้ของมีตำหนิ ใช่มั้ยคุณ”
พิสุทธิ์อึกอัก “ก็....”
แสงสุดาตัดบท “เห็นมั้ย คุณพิสุทธิ์เห็นด้วย”
 


อนงค์เจ็บจี๊ด ชมพู่รีบชักเท้าหนีออกมาเพราะกลัวถูกกระแทกด้วยกระเป๋าอีก

อนงค์เชิดหน้า “ไม่ต้องห่วงค่ะ รับรองว่ายัยน้ำหวานได้ผัวดีแน่ ถึงวันนั้น ฉันคงไม่ต้องมายกกระเป๋าอย่างนี้อีก”
“ก็ดีจ๊ะ แต่ฉันว่ากว่าจะถึงวันนั้น เธอคงเหนื่อยมากเกินไป.....เออรี่มั้ย” แสงสุดาย้อนถาม
“เออรี่!!!!??” อนงค์ถามชมพู่ “แปลว่าอะไรวะ”
“อ๋อ....แปลว่า...ไม่รู้” ชมพู่บอก
“แปลว่า....ไม่ต้องทำงานแล้ว ออกจากงานไปเลย” แสงสุดาบอก
“ออกจากงาน!” อนงค์ตกใจ
“พร้อมเงินเกษียณก้อนหนึ่งไปพักผ่อนรอเลี้ยงหลานในบั้นปลายของชีวิต ก้อนใหญ่ด้วยนะ ดีมั้ยคะคุณ”
“เออ ก็ดีนะ เห็นเราทำงานงกๆแบบนี้ เห็นใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคุยกับตาใหญ่ เพราะปู่เค้าฝากฝังกันมา” พิสุทธิ์บอก
“แต่ถ้าอนงค์โอเค แล้วคุณสนับสนุน ตาใหญ่รึจะกล้าขัด”
พิสุทธิ์เห็นด้วย “ก็จริงนะ”
แสงสุดายิ้มหวานให้อนงค์ อนงค์ยิ้มตอบ ทั้งสองส่งสายตาที่รู้ทันกันว่าไม่มีใครจริงใจให้กัน


เขมมิกตักอาหารใส่รางให้ทีเด็ดแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่บิดไปบิดมา
“ลูก....ลูกว่า...เขาหึงแม่ป่ะ”
ทีเด็ดเดินมากินข้าวแบบไม่สนใจเขมมิก
“ลูก ลูกว่า...เขากำลังมีใจให้แม่ป่ะ”
ทีเด็ดยังคงกินข้าวต่อไป
“ลูก ลูกจะตะกละเหมือนหมูมากไปแล้วนะลูก กินไม่เงยหน้าเงยตามาคุยกันบ้างเลย”
พิแสงเดินเข้ามาจะง้อแต่ยังวางฟอร์ม
“ฉันเคยบอกแล้วไง อารมณ์ไม่ดี อย่ามาลงกับหมูฉัน!”
เขมมิกเซ็ง “ว่าจะไม่เซ็งแล้วนะ หาเรื่องด่าตลอด” เขมมิกวางอุปกรณ์แล้วเดินหนี
พิแสงเดินตาม


เขมมิกเดินหนี พิแสงเดินตาม เขมมิกเดินไปทางซ้าย พิแสงก็เดินตามไปทางซ้าย เขมมิกเดินไปทางขวา พิแสงก็เดินตามไปทางขวา เขมมิกทนไม่ไหวจึงหันมาเหวี่ยง
“ถ้าฉันเดินลงรู จะตามลงไปด้วยมะ”
“ตาม” พิแสงตอบ
เขมมิกยกมือไหว้ “ฉันไหว้ล่ะ ทั้งเมื่อวาน วันนี้ โดนมาเยอะแล้ว อย่าหาเรื่องด่าอะไรกันอีกเลยนะ”
“ไม่ได้มาด่า” พิแสงบอก
“แล้วมาทำไม”
“ห่างจากนี้ไปประมาณ 10 กิโล....มีร้านอาหารอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่”
เขมมิกอึ้ง “แล้วไงคะ”
“อีกไม่นานก็เที่ยง”
“แล้ว?”
“ฉันกำลังชวนเธอไปกินข้าว”
เขมมิกอึ้งเพราะแทบไม่อยากจะเชื่อ
“จะไปไม่ไป” พิแสงถาม
“เนื่องในโอกาสอะไรไม่ทราบ”
“ต้องให้พูดอีกเหรอ”
“ไม่พูด ก็ไม่ไป”
“แค่นี้ ยังแสดงออกไม่พออีกเหรอ”
“แค่นี้???!!! แสดงออกอะไร ไม่เห็นจะเห็นอะไร”
“เพื่อขอโทษที่....เข้าใจเธอกับไอ้หมอผิดไป และก็ขอโทษแทนยัยน้องเล็กที่ทำร้ายเธอ”
“อะไรนะ ไม่ได้ยิน พูดดังๆสิ”
“ได้คืบจะเอาศอก งั้นก็ไม่ต้องไป”
พิแสงเดินหนี เขมมิกรีบตะโกนไล่หลัง
“มันพูดยากพูดเย็นมากนักหรือไง พูดให้ดังขึ้นมาอีกนิดเนี่ย”
“เออ ยาก” พิแสงบอก
“เถื่อนที่สุด! พูดไม่เคยเพราะ” เขมมิกเดินผ่านพิแสงไป
“ตกลงไม่ไป?” พิแสงถาม
“จะไปรอที่รถ”
พิแสงอมยิ้มด้วยใจพองโต เขมมิกรีบหันกลับเพราะไม่อยากให้พิแสงเห็นว่าตัวเองก็ยิ้ม เขมมิกรีบเดินไป พิแสงรู้สึกสดชื่นเหมือนโลกทั้งใบสดใสขึ้นมาทันที แล้วเขาก็เดินตามไป


พิสุทธิ์กับแสงสุดากำลังคุยกับคนขับรถระหว่างรอชมพู่จัดกระเป๋าในรถ
“คุณคะ...ฉันเข้าห้องน้ำก่อนนะ กลัวจะปวดระหว่างทาง” แสงสุดาบอก
“จ๊ะ”
แล้วแสงสุดาก็เดินออกไปอย่างมีแผน


เขมมิกเดินอมยิ้มออกมา จู่ๆแสงสุดาก็โผล่มาจากข้างทางแล้วลากเขมมิกไปแอบคุย
เขมมิกตกใจ “ว้าย!!!”
แสงสุดารีบเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเอง “ชู่ว์!!”


แสงสุดาพาเขมมิกเดินเข้ามาในที่ลับตาคน
“ทำไมต้องพามาตรงนี้ด้วยคะ” เขมมิกถาม
“ฉันมีเรื่องต้องสั่งเสียเธอ” แสงสุดาบอก
“พูดเหมือนจะไปตายนะคะ”
“เขมมิก! ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น”
“ขอโทษค่ะ ก็เห็นคุณหน้าเครียด”
“เครียดเพราะหล่อนนั่นแหละ เมื่อไหร่ตาใหญ่จะตกหลุมรักเธอสักที”
“ก็....ใกล้แล้วมั้งคะ เขา...เพิ่งชวนฉันไปทานข้าวข้างนอก”
พูดจบเขมมิกก็หน้าแดง
“หา!!! จริงเหรอ!!”
“ค่ะ”
“ดีมาก รีบๆเผด็จศึกเลยนะ เอาใจของเขาให้ออกห่างมาจากยัยน้ำหวานนั่นให้มากที่สุด เร็วที่สุด ระหว่างนี้...ก็ถือเป็นโอกาสเหมาะ”
“อะไรเหมาะคะ” เขมมิกถาม
“หลังจากที่ตาใหญ่ถูกเธอสลัดรัก เค้าต้องอ่อนแอและเปิดรับหนูสาวิกาว่าที่คู่หมั้นมารักษาแผลใจ โป๊ะเช้ะ ช่างพอเหมาะพอเจาะอะไรอย่างนี้”
เขมมิกงง “คู่หมั้น?”

“เออสิยะ ตาใหญ่จะต้องแต่งงานกับหนูสาวิกา ผู้หญิงที่ฉันอนุมัติให้มาเป็นลูกสะใภ้เท่านั้น”
เขมมิกอึ้งไปทันทีเพราะรู้สึกเจ็บแปลบในใจ

“ถ้างั้น...ทำไมคุณไม่ให้คุณว่าที่คู่หมั้นเข้ามาทำหน้าที่แทนฉันตั้งแต่แรกซะเลยล่ะคะ”
“ก็ตาใหญ่ไม่เล่นด้วยไง ฉันถึงต้องใช้เธอเป็นสะพานนำตาใหญ่ไปสู่ความเจ็บปวดซะก่อน ตอนนั้นหนูสาวิกาจะกลายเป็นนางฟ้าในสายตาของตาใหญ่ทันที เข้าใจหรือยัง”
“ค่ะ”
“รีบๆทำงานให้เสร็จ จะได้จบๆ ก่อนที่ความมันจะแตกมากไปกว่านี้ ตามแก้กันไม่หวาดไม่ไหว ไปนะ ระวังตัวด้วย”
แสงสุดารีบแวบออกไป ทิ้งเขมมิกให้ยืนอึ้งเหมือนถูกตีหัว จากที่ร่าเริงเมื่อครู่เขมมิกก็รู้สึกเหมือนตกเก้าอี้ทันที
“คู่หมั้น?”


แสงสุดารีบเดินจะไปที่รถ พิสุทธิ์เดินมาทางข้างหลัง
“คุณแสงสุดา”
แสงสุดาสะดุ้งเฮือก “คุณพิสุทธิ์”
“ไหนบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ผมเห็นคุณคุยอยู่กับเขมมิก”
แสงสุดาตกใจมาก “คุณได้ยิน?”
พิสุทธิ์ส่ายหน้า “หึ....เห็นปุ๊บ คุณก็ผละออกมา”
แสงสุดาโล่งใจ
“ให้โอวาทเด็กคนนั้นใช่มั้ย” พิสุทธิ์ถาม
แสงสุดารีบสมอ้าง “ใช่ค่ะ ฉันเข้าห้องน้ำเรียบร้อยก็เลยถือโอกาสไปคุยกับเขมมิก”
“ดีแล้ว ให้เขาตั้งใจทำงานไป ไม่นานก็ไปแล้วนี่ ใช่มั้ย”
“ค่ะ ฉันบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องยัยน้องเล็ก เราจะดูแลไม่ให้มาวุ่นวาย”
“นี่ผมเพิ่งรู้นะ ว่าผมแต่งงานกับนางฟ้า ตัวแม่ซะด้วย”
“อุ๊ย...เซี้ยวซนอีกแล้วอ่ะ ไม่คุยด้วยแล้ว”
แสงสุดาแกล้งเขินทำเป็นเดินหนีแต่แอบโล่งอก พิสุทธิ์ยิ้มๆ แล้วเดินตาม


กนธีวิ่งมาที่จุดนัดพบแต่มองไม่เห็นเนตรนิภา กนธีผิดหวัง
“สายเป็นชั่วโมง...แล้วใครมันจะรอวะ เฮ้อ....”
กนธีหน้าเศร้า เขาเดินคอตกกลับไป เนตรนิภาเดินเข้ามาขวางด้วยสีหน้าเข้ม แล้วพูดเสียงเขียว
“ทำไมมาเอาป่านนี้!” เนตรนิภาโยนกระเป๋าเดินทางให้กนธี
กนธีรับกระเป๋าไว้ด้วยความดีใจ “ยัยเพี้ยน!”
เนตรนิภาเห็นที่หัวกนธีมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ก็ตกใจ “ไปโดนอะไรมา”
กนธีสำออยทันที “โอ๊ย เก๊าหัวแตกอ่ะ”
“หัวแตก!!! ตายจริง แตกได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่”
กนธีแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เนตรนิภาดูตกใจและเป็นห่วงอาการของเขามาก


เนตรนิภาลากกระเป๋าเดินฟังกนธีอธิบายเรื่องสาเหตุการหัวแตก ในขณะที่กนธีโม้ไปเรื่อย
“ลูกน้องผมมันสะเพร่า ไม่ยอมเก็บบันไดลิง หล่นลงมาฟาดใส่หัวผม โครม! แตก เย็บเป็นสิบเข็มเลย”
“แล้วทำไมไม่บอกฉันว่าเกิดอุบัติเหตุ ฉันจะได้ไม่ต้องรอ หารถไปเองก็ได้”
“ไม่ได้หรอก ผมไม่อยากผิดคำพูดกับคุณ ผมยอมให้คุณด่า ดีกว่ายอมให้เดินทางไปคนเดียว”
“โรคจิต” เนตรนิภาว่า
“แต่คุณก็ไม่ได้โกรธผม”
“รู้ได้ไง”
“ถ้าโกรธ จะยอมรอผมเหรอ...”
เนตรนิภาเขิน
“เขินทำไมอ่ะ ไม่ได้จีบซะหน่อย” กนธีแซว
“ไม่ได้เขิน! จะไปได้หรือยัง”
“โอ๊ย เก๊าปวดหัว ขับรถไม่ไหว”
“มา ขับเอง”
“โอเค!”
กนธีรีบยื่นกุญแจรถให้เนตรนิภา
“มา ผมเอากระเป๋าขึ้นรถให้ โอ๊ย ปวดหัวอีกแล้ว”
“เดี๋ยวฉันทำเอง นายขึ้นไปรอบนรถเหอะ ไม่อยากใช้งานคนหัวเดี้ยง!”
“ขอบใจนะที่เข้าใจ”
กนธีรีบเดินไปนั่งรอข้างคนขับทันทีแล้วก็หัวเราะก๊ากเพราะสะใจที่ได้แกล้งเนตรนิภา โดยที่ไม่รู้ว่าเนตรนิภามองอยู่ กนธียังหัวเราะต่อเนื่อง เนตรนิภาเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง
“หัวเราะอะไร!”
“โดนหลอก!!! ฮ่ะๆๆๆ” กนธีหันไปเจอเนตรนิภาก็ตกใจ “เอิ๊ก!”
เนตรนิภากระชากผ้าพันแผลของกนธีออกจนเห็นแผลถลอกนิดเดียว “อ้อ..หัวแตกเย็บสิบเข็มเหรอ”
กนธีจ๋อยจนหน้าซีด “ฮ่าๆๆๆ เหอะๆๆ”
“แตกจริงๆเลยละกัน แต่ไม่ใช่หัวนะที่แตก ตาแตก!”
เนตรนิภาเงื้อหมัดตรงทิ่มเข้ามาหากนธี
กนธีร้องลั่น “ว้ากส์!”


พิสาดื้อดึงกับพิสุทธิ์และแสงสุดา
“หนูยังไม่กลับ” พิสายืนกราน
“ทำไม” พิสุทธิ์ถาม
“หนูจะอยู่เที่ยวต่อ”
“คนเดียวเนี่ยนะ” แสงสุดาถาม
“ค่ะ”
“แม่ไม่เชื่อ”
“พ่อก็ไม่เชื่อ”
“เราจะอยู่เพื่อหาทางกำจัดเขมมิกไปให้พ้นๆใช่มั้ย” แสงสุดาถาม
“เปล่านะคะ น้องเล็กจะอยู่เที่ยวต่อจริงๆ มาตั้งไกล อยู่เที่ยวให้คุ้มก่อนดีกว่าค่ะ!”
พิสุทธิ์กับแสงสุดาสบตากัน
“น้องเล็กสำนึกแล้วนะคะว่าน้องเล็กไม่มีเหตุผล เอาแต่อารมณ์ และก็มองโลกในแง่ร้ายเกินไป น้องเล็กอโหสิกรรมให้เขมมิกแล้วค่ะ และสัญญาค่ะว่าจะไม่ทำเรื่องเดือดร้อนอีก” พิสาบอก
พิสุทธิ์ไม่ค่อยเชื่อ “จริงอ่ะ”
“ถ้าไม่จริง ยอมให้ลงโทษ ยอมให้ตัดเงินเดือน และยอมออกไปหางานทำค่ะ”
“แม่ไม่เชื่อ!!” แสงสุดาบอก

“คุณแม่อ่ะ!!”
แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 9 (ต่อ)

แสงสุดาและพิสุทธิ์เดินเถียงกันมาตลอดทาง

“คุณอ่ะ ยอมยัยน้องเล็กทำไม ไหนบอกไม่ให้ฉันตามใจลูกในทางที่ผิด” แสงสุดาว่า
“ไม่ได้ยินหรือไง ยัยน้องเล็กสัญญากับเราว่าอะไร” พิสุทธิ์ย้อนถาม
“หูไม่หนวก ได้ยินทุกคำพูด”
“ถ้ายัยน้องเล็กทำตามคำพูด ทุกอย่างก็ปกติ สงบสุข แต่ถ้าไม่...ลูกจะไปทำงาน!! เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้วนะคุณ”
“ก็ใช่...แต่ฉัน...ไม่ค่อยไว้ใจ”
“วัดใจกันสักครั้ง”
“ก็ได้...เออ...คุณว่ายัยน้องเล็กจะพูดเรื่องเขมมิกกับตาพีทมั้ย”
“ผมสั่งแล้วว่าห้ามพูดอะไรให้พี่เขยพี่สาวไม่สบายใจอีก ไม่งั้นผมเอาเรื่องจริงๆ”
“แล้วคุณว่า...ยัยสินีย์จะบอกตาพีทเรื่องเขมมิกมั้ย” แสงสุดาถามอีก
“อันนี้ไม่รู้...ดูกันเอาเองดีกว่า”
พิทยาและพิสินีย์เข้ามาสวัสดีพิสุทธิ์และแสงสุดา
“สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่”
“ว่าไง เราสองคน ทำงานไปจู๋จี๋กันไป สนุกสนานดีมั้ย” พิสุทธิ์ถาม
“ดีครับ” พิทยาตอบ
พิสินีย์ตอบนิ่งๆ “ค่ะ....”
พิสุทธิ์และแสงสุดาสังเกตพิทยาและพิสินีย์แล้วก็เห็นความสดชื่นรื่นเริงเป็นปกติแต่ก็ยังไม่วางใจนัก
“ไปกันดีกว่าค่ะ ได้เวลาต้องขึ้นเครื่องแล้ว” พิสินีย์บอก
แสงสุดาตอบรับ “จ๊ะ”
พิทยาและพิสินีย์เดินจับมือกันและคุยกันเป็นปกติ พิสุทธิ์และแสงสุดาหันมามองหน้ากัน
“โอเคมั้ย” พิสุทธิ์ถาม
“โอเคอยู่” แสงสุดาตอบ


ที่ร้านอาหาร เขมมิกเขี่ยข้าวในจานไปมาเพราะกินไม่ค่อยลง พิแสงที่กำลังกินอย่างอร่อยเป็นพิเศษเห็นเข้าก็ชะงัก
“ทำไม ไม่อร่อยเหรอ” พิแสงถาม
“เปล่าค่ะ” เขมมิกตอบ
“แล้วทำไม...ไม่กิน”
“กินแล้ว แต่กินไม่ลง”
“เป็นอะไรอีก”
เขมมิกทำกลบเกลื่อน “ตื้นตัน คุณเลี้ยงข้าว น้ำตาจะไหล”
“จริงหรือเล่นเนี่ย”
“ล้อเล่น”
“งั้นเอาความจริง ทำไมกินไม่ลง”
“คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงแฟน” เขมมิกตอบ
พิแสงอึ้ง “เดี๋ยวก็ได้กลับไปแล้ว อดทนหน่อยสิ”
เขมมิกพยักหน้าช้าๆ แล้วเหลือบมองหน้าพิแสง เธอเห็นหน้าพิแสงในมุมต่างๆ แล้วรู้สึกว่ายิ่งดูยิ่งหล่อ เขมมิกมองจนตาค้างแล้วก็ปวดใจจี๊ดอย่างบอกไม่ถูก เขมมิกเริ่มไม่อยากมองเพราะไม่อยากรู้สึก พิแสงเห็นหน้าเขมมิกเบี้ยวไปเบี้ยวมาแล้วก็ยิ้มขำ
“อยากเข้าห้องน้ำหรือเปล่า” พิแสงถาม
เขมมิกสะดุ้งแล้วยิ้มแหย “ค่ะ”
“หนักหรือเบา”
“ท่าทางจะหนัก ขอตัวก่อนนะคะ”
เขมมิกรีบวิ่งออกไป พิแสงมองตามยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี เสียงมือถือดังขึ้น พิแสงเห็นเป็นเบอร์กนธีก็รีบรับ
“ว่าไงวะ ไอ้ธี”


กนธีที่เบ้าตาเขียวจ้ำกำลังนั่งให้พยาบาลเอาผ้าพันแผลปิดตาอยู่ที่โรงพยาบาล
กนธีรู้สึกเจ็บมาก “แกอยู่ไหนว้า....ฉันคิดถึงงแก....”


เขมมิกคุยมือถืออยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ
“ฉันอยู่กับคุณพิแสง...เขาเลี้ยงข้าวขอโทษฉัน”
เนตรนิภาคุยมือถือกับเขมมิกอยู่ที่หน้าห้องพยาบาล
“หา!!! เหรอ...ว้าว...แผนแกคืบหน้าแล้ว ใช่มั้ย”
“ก็ดูเหมือนจะ”
“เยี่ยมไปเลย”
“แต่ฉันกำลังจะแย่”
“ทำไมอ่ะ”
“ทำไมตอนนี้ ฉันเห็นเขาหล่อมาก หล่อตลอดเวลาเลยล่ะแก”
“ไอ้เขม...แย่แล้วจริงๆ แกกำลังหลงรักเป้าหมาย” เนตรนิภาว่า
“เฮ้ย ไม่มีทาง”
“เพราะแกไม่รู้ตัว ห้ามเลยนะ ห้ามความรู้สึกเอาไว้”
เขมมิกหนักใจ


พิแสงนั่งคุยมือถือกับกนธี
“ฉันห้ามไม่ให้แกมาหาเพราะฉันกำลังติดคุยกับ..เอ่อ...ลูกค้า” พิแสงอึกอัก
“แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกแย่มากเลยว่ะ ต้องการไหล่ใครก็ได้ให้ซบ” กนธีบอก
“ใครอยู่ข้างๆแกล่ะ ซบคนนั้นไปก่อน”
กนธีมองหน้าพยาบาลที่แก่มาก พยาบาลยิ้มให้กนธี
“ไม่ไหวว่ะ”
“งั้นก็เข้มแข็งซะ ฉันเสร็จธุระแล้วค่อยเจอกัน แค่นี้นะ ลูกค้าฉันมาที่โต๊ะแล้ว”
พิแสงรีบกดวางสาย เขมมิกเดินเข้ามาด้วยท่าทางเกร็งๆ
“เรียบร้อยแล้วเหรอ” พิแสงถาม
เขมมิกไม่ยอมสบตา “ค่ะ”
แล้วเขมมิกก็ก้มหน้ากินข้าวเปล่างุดๆ พิแสงรีบตักกับข้าวใส่จานให้เขมมิก
“อ่ะ กินข้าวเปล่าอย่างเดียว เดี๋ยวจะขาดสารอาหาร”
เขมมิกยังก้มหน้าก้มตากินต่อ “ขอบคุณค่ะ”
เขมมิกรีบกินข้าวแต่ไม่ยอมสบตาหรือมองหน้าพิแสงอีกเลย พิแสงเอามือไปจับมือของเขมมิกเอาไว้
“เขมมิก มองหน้าฉัน”
เขมมิกมองมือของพิแสงก็เห็นนิ้วเรียวสวยงามของเขาจึงเคลิ้มอีก
“นิ้วก็สวย....”
“อะไรนะ”
“อุ๊ย” เขมมิกรีบชักมือกลับ “เอ่อ...มีอะไรคะ”
“ก่อนกลับมาที่โต๊ะ ล้มหัวฟาดมาหรือเปล่า ถึงได้ดูผิดปกติ”
“ปกติออก!!!! กินต่อนะคะ จะได้รีบกลับไปทำงาน”
เขมมิกรีบตักข้าวเข้าปากแบบยัดจนติดคอ
“อ่อก...ค่อก...ค่อก”

พิแสงตกใจ “เขมมิก”
พิแสงรีบเข้าไปดู เขาเอาน้ำให้เขมมิกดื่ม เขมมิกรีบรับมาแล้วดื่มเข้าไป พลางส่งสัญญาณให้พิแสงตบหลัง

“ช่วย..ตบ...หลัง ตบหลัง”
“โอเค”
พิแสงตบหลังเขมมิกดังพลั่กจนเขมมิกแทบหน้าทิ่ม
“โอย แรงไป!!”
“ขอโทษ ๆๆ”

เนตรนิภาเดินเข้ามา กนธีที่ปิดเบ้าตาด้วยผ้าก็อซเดินตามมาส่ง เนตรนิภาหันไปถามกนธี
“เข็ดยัง?”
“เข็ดแล้วครับ”
“จำไว้ว่าทีหลังอย่าคิดไม่ซื่อกับฉันอีก”
“แหม ก็กะจะแกล้ง...ขำๆ”
“ไม่ขำ”
“ผมขอโทษ”
กนธีมองหน้าเนตรนิภาตาปริบๆ เนตรนิภาใจอ่อน
“นายนี่มัน โตแต่ตัวจริงๆ” เนตรนิภาว่า
“ไม่จริง อย่างอื่นก็โตนะ” กนธีรีบบอก
“อะไรโต อย่ามาทะลึ่งนะ บ้า”
“อ้าวๆ คิดไปไหนต่อไหนแล้วน่ะ”
“ไม่ได้คิด”
ชมพู่เดินออกมาเห็นกนธีและเนตรนิภากำลังกระเง้ากระงอดกันอยู่
“สวัสดีค่ะคุณธี คุณเนตร”
ชมพู่ทัก กนธีและเนตรนิภารีบทำตัวปกติ
“จ๊ะ”
“ว่าไงชมพู่ สบายดีนะ” กนธีถาม
“ดีค่ะ แต่คุณธีดูไม่ค่อยดีนะคะ”
“ก็...นิดหน่อย ช่วงนี้ราหูอม” กนธีว่า
เนตรนิภาตีแขนกนธีดังเพียะ
“โอ๊ย”
“แหม หยอกเอินกันน่าเอ็นดู....ตกลงเป็นแฟนกันแล้วใช่มั้ยคะ” ชมพู่ถาม
กนธีกับเนตรนิภาประสานเสียง บ้า!!”
กนธีรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้ว...พิแสงล่ะ กลับมาจากกินข้าวคุยงานกับลูกค้าหรือยัง”
“อุ๊ย ลูกค้าที่ไหนคะ ไปกับคุณเขมมิกค่า” ชมพู่บอก
“อะไรนะ!!! ไปกับคุณเขม!!!” กนธีตกใจ
ชมพู่หน้าเหรอ เนตรนิภาเซ็งเพราะคิดว่าเดี๋ยวต้องมีเรื่องตามมา


อนงค์ตาโตหลังจากฟังวาสินีบอกข่าวอยู่ที่มุมหนึ่ง
“กินข้าวข้างนอก! สองต่อสอง” อนงค์ทวนคำ
“ใช่ นับวันหนูก็ยิ่งเกลียดมัน....ปากบอกว่ามีคู่หมั้นแต่กลับตีสนิทกับนายหัว นายหัวก็เหมือนจะ...ใจอ่อนกับมันนะแม่ หรือว่านายหัวจะชอบมันขึ้นมาแล้วจริงๆ”
“ฉันก็เพิ่งถูกยัยแสงสุดาหาทางบีบให้ออกจากงาน มันตั้งใจจะกำจัดฉันและแก นับวันมันยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำไงดีวะเนี่ย”
วาสินีคิดหนักก่อนจะหุนหันพลันแล่นเดินออกไป
“อ้าว น้ำหวาน จะไปไหน ข้าวปลาไม่กินหรือไง”
อนงค์หันไปเห็นแม่ครัวตักกับข้าวให้คนงานในปริมาณเยอะก็ไม่พอใจจึงเดินเข้าไปยึดทัพพี
“เอามานี่ ฉันตักเอง”
อนงค์ตักให้คนงานคนหนึ่งในปริมาณที่น้อยมาก คนงานมองอึ้งๆ
“ได้แล้วก็รีบไป คนอื่นรออยู่” อนงค์ว่า
คนงานเดินออกไป คนงานคนต่อมาเข้ามารับอาหารต่อ หลอดกับเสริมที่ยืนอยู่ในแถวมองมาที่อนงค์อย่างไม่พอใจ


กนธีเดินเข้ามาคุยกับเนตรนิภา
“ไอ้พิแสงโกหกผม ว่าไปกินข้าวกับลูกค้าเลยไม่ให้ไปหา”
เนตรนิภาปราม “ใจเย็นๆก่อน”
“ไม่เย็น เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด แอบพาคุณเขมไปเดทลับหลัง แค้นนี้ต้องชำระ”
“แล้วถ้าคุณพิแสงชอบเขมจริงๆล่ะ นายจะว่าไง”
กนธีอึ้งแล้วก็โกรธ “บ้านบึ้มแน่!”
“จริงเหรอ”
กนธีมีท่าทีอ่อนลง “ไม่หรอก ผมจะคุยกับเพื่อนผมอย่างลูกผู้ชาย”
กนธีเครียดขรึม เนตรนิภาแอบสะใจ


ถึงคิวหลอดเข้ารับอาหาร อนงค์ตักให้นิดเดียว
“ป้า...คนนะ ไม่ใช่มด ตักมาให้แค่เนียะ” หลอดว่า
“กินมาก เปลือง” อนงค์บอก
“แล้วมันเงินป้าหรือไง ที่เอามาใช้ซื้อของทำกับข้าวเลี้ยงคนงานเนี่ย” หลอดถาม
“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่ เพราะสักวัน มันต้องใช่!”
“แปลว่า....ป้าจะเอานายหัวทำลูกเขยให้ได้จริงๆใช่มั้ย”
“เรื่องของฉัน จะกินหรือไม่กิน”
หลอดกับเสริมพูดพร้อมกัน “กิน”
“แต่ขอตักเอง!” หลอดบอก
อนงค์ค้านทันที “ไม่ได้!”
“ไม่ได้ มีลุย!”
เสริมและคนงานอื่นๆ เดินเข้ามาซ้อนหลังหลอดเป็นแผงจนอนงค์ชะงักเพราะชักกลัว
“จะก่อม็อบหรือไง ฉันจะฟ้องนายหัว!” อนงค์บอก
“ไปฟ้องเลย ฉันจะได้ฟ้องบ้างว่าป้าอมค่ากับข้าว!”
“ไอ้หลอด! อย่ามามั่ว”
“ไม่ได้มั่ว ฉันมีหลักฐาน”
“หลักฐานอะไร”
หลอดกระดิกนิ้วให้เสริมแถลง
“เจ๊ขายผักที่ส่งผักให้ป้าประจำน่ะ แกบอกฉันหมดแล้ว ว่าป้าขอชักไว้กับตัวสามสิบเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน”
อนงค์อึ้งแล้วก็เจ็บใจที่ถูกคนงานมองอย่างประณามหยามเหยียด แต่เธอก็ไม่ยอมรับ
“ไม่จริง ฉันถูกมันใส่ร้าย!”
“ไปแก้ตัวกับนายหัวทีหลัง แต่ตอนนี้...พวกเราควรจะได้กินกันอิ่มๆไม่งั้นมีเฮ!!” หลอดบอก

อนงค์ยอมส่งทัพพีคืนให้แม่ครัว แม่ครัวมาตักกับข้าวให้หลอดและเสริม หลอด เสริมและคนงานพอใจ อนงค์เดินออกไปอย่างโกรธเคือง
วาสินีนั่งมองโทรศัพท์ก่อนจะตัดสินใจยกสายต่อหาพิแสง เธอรอสายอยู่ชั่วครู่จนได้ยินเสียงพิแสงรับสาย

“ฮัลโหล...ว่าไงจ๊ะน้ำหวาน”
วาสินีทำเสียงร้อนรน “นายหัวคะ ตอนนี้นายหัวอยู่ที่ไหนคะ”
พิแสงคุยโทรศัพท์ระหว่างเดินออกจากร้านมาที่จอดรถ
“กำลังจะกลับ มีอะไรด่วนหรือเปล่าจ๊ะ”
“แหวะ..เสียงอ่อนเสียงหวาน” เขมมิกขัด
พิแสงเหลือบมองเขมมิก เขมมิกแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
วาสินีพูดมือถือต่อ
“แม่ค่ะ แม่เป็นอะไรไม่รู้ จู่ๆก็ล้มลงไป แล้วก็หมดสติ”
พิแสงตกใจ “อะไรนะ! ป้าอนงค์น่ะเหรอ ล้มหมดสติ ตอนนี้อยู่ที่ไหน มีใครอยู่ด้วยหรือเปล่า”
เขมมิกตกใจไปด้วย
“ไม่มีเลยค่ะ น้ำหวานอยู่ดูแม่อยู่คนเดียว โทรหาใครก็ไม่ติด น้ำหวานกลัว ทำอะไรไม่ถูกแล้วค่ะนายหัว” วาสินีพูดต่อ
“ใจเย็นๆน้ำหวาน เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้”
วาสินีวางสายแล้วยิ้มกระหยิ่มก่อนจะลุกเดินออกไปใหม่
พิแสงพูดกับเขมมิก ไรีบไปเถอะ คุณอนงค์ล้มหมดสติ น้ำหวานอยู่คนเดียว ฉันต้องรีบไปดู”
“ค่ะ”
เขมมิกรีบเดินตามพิแสงไปด้วยความตกใจเหมือนกัน


วาสินีจูงอนงค์มาที่โซฟาที่บ้านพัก
“แม่นอนลง!”
“นอนทำไม ฉันไม่ง่วง”
“ไม่ง่วงก็ต้องนอน แล้วทำท่าอ่อนแรง เป็นลมน่ะเป็นลม”
“ทำทำไมวะ”
“หนูบอกนายหัวว่าแม่ล้มหมดสติ นายหัวจะได้รีบชิ่งนังนั่นกลับมาช่วยหนู”
“ร้ายนะยะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...