xs
sm
md
lg

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 1

เผยแพร่:

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 1

 
กลางหุบเขาในป่าลึก พวกกองทัพขนยาเสพติดของกระเหรี่ยงตั้งแคมป์อยู่ในแอ่งของหุบเขา มีเต็นท์ใหญ่ซึ่งเป็นเต็นท์อำนวยการและเก็บยาเสพติด มีทหารประมาณ 18 คนรวมทั้งหัวหน้าด้วย
 
ทั้งหมดกำลังเตรียมตัวเก็บของออกเดินทางต่อ มีม้าพื้นเมือง 3 ตัว มีลังและข้าวของวางพอที่จะเป็นที่หลบและกำบังตัวได้ มีรถจี๊ปจอดอยู่ มีราวตากผ้าตากผ้าเต็นท์ผืนใหญ่

ขณะนั้นผู้พันฌอน ไท และทีมทหารรับจ้าง 5 คน ค่อยๆ ซุ่มเดินมาตามป่าอย่างระมัดระวัง
“นี่เป็นภาระกิจสำคัญ ทุกคนจำไว้ว่า เราต้องการจับหัวหน้าของพวกมันเป็นๆ ค่าหัว 4 ล้าน ส่วนยาเสพติดที่จับได้ รัฐบาลจะจ่ายให้ 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ขายในท้องตลาด”
ทั้งหมดเดินมาถึงหน้าผาเตี้ยๆ ด้านล่างเป็นแอ่งเห็นว่ามีชายประมาณ 18 คนกำลังบรรจุยาเสพติดใส่หลังม้าพื้นเมืองและกำลังจะออกเดินทาง บางคนกำลังเก็บเต็นท์ มีหัวหน้าคอยสั่งการ
“นั่น หัวหน้ามัน ทำตามแผนที่วางไว้ จ่าเค นายลงไปแล้วลอบเข้าไปวางระเบิดตามจุดสำคัญ หมวดหม่องนายคุมไปทางด้านโน้น ฉันกับเอี่ยวจะไปทางนี้ พอจ่าเควางระเบิดเสร็จให้กลับมาสมทบกับหมวดหม่อง แล้วฉันจะกดระเบิด เริ่มเข้าชาร์จเลย ไปอย่างเร็วและเงียบที่สุด ส่วนไท นายคอยซุ่มยิง ถ้าเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ดีก็ให้เก็บทีละคน...เอาล่ะ ไปได้”
ทุกคนแยกกันไป ไทเตรียมปืนให้พร้อมแล้วเช็คระยะจากกล้องที่ติดปืน จ่าเคค่อยๆ วิ่งหลบไปตามลัง รถจี๊ป และราวตากผ้า แล้ววางระเบิด ตามส่วนต่างๆ เขาส่งสัญญาณหมวดหม่องรู้ ไทใช้กล้องจากปืนดูความเคลื่อนไหวเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้พันฌอนกับเอี่ยวเคลื่อนตัวไปใกล้ที่ค่าย จ่าเคบุกเข้าไปใกล้อีก แต่มีฝ่ายกระเหรี่ยงคนหนึ่งมองเห็นแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรจึงวิ่งมาดู แล้วใช้ปืนหมายจะยิงด้านหลังของจ่าเค ไทมองอยู่ในกล้อง เขาเก็บมันล้มลงทันที จ่าเครอดอย่างหวุดหวิด
จ่าเควางระเบิดหมดแล้วเขาส่งสัญญาณให้ทุกรู้กำลังจะเข้าโจมตี ทหารกระเหรี่ยงคนหนึ่งมาเห็นเพื่อนที่โดนยิงตายจึงร้องโวยวายให้ทุกคนรู้ หัวหน้ากระเหรี่ยงตื่นตัวแล้วสั่ง
“ระวังตัว คุ้มกันของด้วย”
ทหารทุกคนตื่นตัว ไทเก็บทหารคนที่โวยวายไปอีกคน ผู้พันฌอนตัดสินใจกดระเบิด ระเบิดสามจุดระเบิดขึ้น
ทหารกระเหรี่ยงแตกตื่น ฝูงม้าต่างตื่นร้องกันเสียงดัง
ผู้พันฌอนตัดสินใจยิงปืนเข้าใส่แล้วบุกเข้าชาร์จ หัวหน้ากระเหรี่ยงสั่งสู้ตาย และตอบโต้
“สู้ตาย สู้ตาย”
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ไทพยายามซุ่มยิงทีละคน แต่แล้วหัวหน้ารู้ตัวจึงสั่งปืนกลยิงมาทางไทแต่เขาหลบได้ทัน ฝ่ายกระเหรี่ยงเริ่มตั้งตัวได้และคุมสถานการณ์ไว้ได้ จากที่อยู่ในวงล้อมผู้พันฌอน บัดนี้พวกมันยิงทหารของผู้พันฌอนตายไปสองคน คงเหลือ ผู้พัน เอี่ยว และไท และตอนนี้ผู้พันฌอนกับเอี่ยวกำลังตกในวงล้อมของทหารกระเหรี่ยง
ไทลอบเข้ามาช่วยผู้พันฌอนซึ่งถูกยิงบาดเจ็บที่ขา ส่วนเอี่ยวยังไม่เป็นอะไร
“เอายังไงดีไท” ผู้พันฌอนถามไท
“เราล้อมมันไว้ดีไหม?” ไทประชด “ยังไงก็ต้องฝ่าออกไปครับ”
ไทพูดยังไม่ทันขาดคำก็มี จรวดRPG มาตกลงข้างๆ ร่างของไทลอยสติขาดลงในหัวมีแต่เสียงวิ้ง ไทพยายามเอื้อมมือไปหยิบแหวนที่คล้องกับสายสร้อยที่ขาดกระเด็นไปไม่ห่างนัก เขาเอื้อมมือจนถึงสายสร้อย

14 ปีที่แล้ว สายสร้อยเส้นเดียวกันสวมอยู่ที่คอของไทในวัย14 ปี ซึ่งนั่งอยู่ในรถบัสโดยสาร รถโดยสารวิ่งไปตามทางลาดชันของภูเขา มุ่งหน้าไปทางเขาใหญ่ที่สองข้างทางยังเป็นป่า
ไทกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากปิดภาคเรียน ไทหยิบการ์ดอวยพรวันเกิดออกมาดูมันเป็นวันเกิดของพ่อ ไทยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ที่บ้านพักของเทอดพ่อของไท ซึ่งเป็นบ้านพักของกรมป่าไม้ที่ร่มรื่น ขณะนั้นแม่ของไทกำลังทำอาหารอยู่ในครัว
ที่หน้าบ้านมีจี๊ปแล่นมาจอดเทอดลงจากรถเดินตรงเข้าไปในครัวแล้วไปโอบหลังภรรยา
“วันนี้มีอะไรกินบ้างแม่”
“ดูเอาสิคะ”
เทอดดูที่โต๊ะเตรียมอาหารเห็นว่ามีอาหารหลายอย่างเขาสงสัย
“ทำไมวันนี้ทำเยอะจัง ดูไปนี่มันของโปรดของตาไททั้งนั้นเลยนี่”
แม่หันมาทำดุเล็กๆ
“นี่คุณจำไม่ได้หรือว่าโรงเรียนปิดเทอมแล้ว ลูกกลับบ้านวันนี้ไง”
“จริงสิ ตายผมนี่แย่จริงๆ ทำงานจนลืมเลยนะเนี่ย ไม่ได้แล้ววันนี้ต้องมีเซอร์ไพร์ให้เจ้าไทมันซะหน่อย”
“ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป เดี๋ยวลูกมาถึงจะได้ทานข้าวกัน”
เทอดทำตามที่ภรรยาบอกเขาเดินออกไป เทอดเดินผ่านห้องรับแขกเห็นมีรูปถ่ายของเขาเป็นข้าราชการ รูปไท กับเทอดที่ถ่ายกันในป่าสองพ่อลูกถือปืนดูเท่ห์

ไทนั่งหลับอยู่ในรถขณะที่รถกำลังวิ่งไปเรื่อยๆ ส่วนเทอดเมื่อแต่งตัวเสร็จเทอดเดินมาข้างล่างที่ห้องรับแขกอย่างสดชื่น มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เทอดรับโทรศัพท์
“สวัสดีครับ ผมเทอดครับ”
อีกฝ่ายพูดอะไรบางอย่างทำให้เทอดหน้าซีดมือไม้สั่น ฝ่ายโน้นกรอกเสียงเข้ามาเป็นประโยคสุดท้ายแล้ววางสายลง
“นายไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ”
เทอดวางสายโทรศัพท์ลง เสียงภรรยาตะโกนบอกเทอด
“อาหารเสร็จแล้วนะคะพ่อ เดี๋ยวลูกคงมาถึงแล้วล่ะ”
“จ้ะ...งั้นพ่ออยู่ในห้องทำงานนะ”

เทอดค่อยๆ เดินไปที่ห้องทำงาน
เทอดทรุดนั่งลงที่โต๊ะทำงานสีหน้าซึมในสมองปั่นป่วน เขาวางกล่องไม้ใบสวยลงข้างๆ แล้วเขียนจดหมายสั้นๆ
เทอดเปิดกล่องไม้ใบสวยแล้วหยิบปืนบราวนิ่งกระบอกทองแกะลายสวยงามขึ้นมาลูบคลำ

เสียงปืนดังก้อง ฝูงนกแตกตื่น ขณะนั้นภรรยาเทอดกำลังล้างจานอยู่ เสียงปืนดังก้องจานตกลงพื้นกระจาย

ไทสะดุ้งตื่นเมื่อมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งสวนและบีบแตรเสียงแหลม
ภรรยาเทอดรีบวิ่งมาที่ห้องทำงานภาพที่เห็นคือเทอดฟุบจมกองเลือดอยู่บนโต๊ะ เธอถึงกับอ่อนแรงทรุดนั่งที่หน้าประตู
“พ่อ”

ท่ามกลางฝนตกที่สุสานไทกับแม่ยืนกางร่มสีหน้าเศร้า แม่ร้องไห้อยู่หน้าหลุมศพที่สลักชื่อ เทอด ธัญธรณี
ไทมองหลุมศพพ่อ แล้วนึกถึงหนังสือที่พ่อเขียนไว้ให้ไทก่อนตาย
“ไทโตแล้ว และคิดว่าลูกเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด พ่อมีความจำเป็นที่ต้องทำสิ่งโง่ๆ แบบนี้ พ่ออยากให้ไทปกป้องและคุ้มครองแม่แทนพ่อด้วย ขอให้ไทจงซื่อตรงดุจตะวันและหนักแน่นดั่งภูผา...ลาก่อน”
กลับมาที่หลุมศพไทวางการ์ดวันเกิดไว้ที่หลุมศพพ่อ
“ผมไม่รู้ว่าพ่อทำแบบนี้ทำไม แต่ผมคิดว่าวันหนึ่งผมจะต้องรู้ให้ได้”
ไทกำสร้อยในมือแน่นเห็นไม้กางเขนและสร้อยบางส่วนหลุดออกมานอกมือ แม่ยังคงอาลัยอาวรณ์ ไททำตัวเข้มแข็งแล้วชวนแม่กลับ
“กลับกันเถอะครับ”
สองแม่ลูกเดินกางร่มฝ่าสายฝนออกไปจากสุสาน
“เราสองแม่ลูกไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดถูกธนาคารยึดไปและอีกไม่กี่เดือนแม่ก็จากผมไปอีกคน”

ไทเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนหลวงพลางโบกรถที่ขับผ่านมาแต่ไม่มีรถคันไหนจอด
“ตอนนี้เหมือนผมเหลือตัวเดียวในโลก แต่ก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมมองไม่เห็นปลายทางว่ามันอยู่ตรงไหนแต่ก็ต้องก้าวต่อไป สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือต้องกล้าที่จะมีลมหายใจต่อไป”
ห่างไปไม่มาก มีรถปิคอัพจอดเสียอยู่ มีรถมอเตอร์ไซด์แข่งอยู่หลังรถคันหนึ่ง น้าอี๊ดเจ้าของอู่รถมอเตอร์ไซด์กำลังซ่อมรถอยู่ เขาดูลุกลี้ลุกลนเพราะว่าไม่มีผู้ช่วยคอยจับโน่นส่งนี่ ไทเดินเข้ามาถึงเขายืนมองน้าอี๊ดมุดอยู่ในฝากระโปรง
“รถเป็นอะไรน้า มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
น้าอี๊ดเป็นคนอารมณ์ดีเขายินดีที่ไทเสนอตัว
“ไม่รู้ดิ ขับมากระตุกๆ เหมือนเครื่องมันเดินไม่เต็มสูบ”
“ผมขออนุญาตลองทำได้มั้ยครับ”
“ลองดูสิ”
ไททำตามด้วยความเต็มใจ เขาสตาร์ทรถตามคำสั่ง เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวสตาร์ท น้าอี๊ดก็ไขโน่นไขนี่ จับโน่นจับนี่จนในที่สุดรถก็ติด น้าอี๊ดโล่งใจ เขาเดินมาที่ไทแล้วขอบใจ
“แหม ติดซะที ขอบใจนะไอ้หนู”
“ไม่เป็นไรครับงั้นผมขอตัวนะครับ”
ไทแบกเป้สะพายขึ้นหลังน้าอี๊ดสังเกตว่าเขาจะต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่งจึงถาม
“จะไปไหนหรือ”
“ไปมันเรื่อยครับ ได้งานทำก็หยุด”
“เฮ้ย เดี๋ยว งั้นขึ้นก่อนรถสิ”
ไทยิ้มด้วยความยินดี

น้าอี๊ดขับรถไปตามถนน ไทรู้สึกสบายขึ้นน้าอี๊ดสนใจในตัวไท
“ดูท่าทางเราพอมีความรู้เรื่องรถดีนี่”
“ครับพ่อผมสอนมาตั้งแต่เด็ก”
“ฉันชื้ออี๊ด เราชื่ออะไร”
“ไทครับ ผมชื่อไท”
“ไทเหรอ เธอชื่อแปลกดีนะสนใจจะทำงานกับฉันไหมล่ะ ฉันมีอู่ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ เราทำรถแข่งน่ะ”
ไทนิ่งคิดสักครู่แล้วตกลง
“ได้สิครับ มีงานทำก็มีเงิน”
“ฉันมีที่พักให้ด้วยนะ อาหารสามมื้อ แถมแอลกอฮอล์อีกต่างหากเธอดื่มไหม”
“ไม่ครับ ผมไม่ดื่ม”
น้าอี๊ดรับรู้แล้วล้วงบุหรี่ขึ้นมา
“บุหรี่ล่ะ เอาไหม...เอ้า”
“ผมไม่สูบครับ”
“เออ ดีจัง ไม่เปลืองอย่างนี้ค่อยน่าจ้างหน่อย”

ทั้งคู่หัวเราะให้กัน
น้าอี๊ดพาไทมาที่อู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ มันเป็นอู่ที่ไม่ใหญ่แต่มีรถเต็มไปหมด มีรถแข่งคันสวยอยู่คันหนึ่งไทรู้สึกชอบมันจึงเดินเข้าไปลูบมันอย่างทนุถนอม น้าอี๊ดมองแล้วยิ้ม

“ชอบหรือ”
“ครับ”
“รถฉันเอง นังเนี่ยมันพยศน่าดู ถ้ามือไม่ถึงต้องมีเสียอวัยวะ”
“วันนึงผมต้องขี่คันนี้ให้ได้เลย”
“เป็นไง แจ๋วไหม”
“แจ๋วครับ”
“ได้เลย แต่ตอนนี้เราเริ่มงานกันก่อนดีกว่า” ไทมองมันแล้วรับรู้ น้าอี๊ดเรียกลูกน้องมาแนะนำ “เฮ้ย ทางนี้กันหน่อย” ทุกคนเดินมา “นี่สมาชิกตัวจิ๋วคนใหม่ของพวกเรา”
ไทยิ้มยินดีกับทุกคน
“สวัสดีครับทุกคน”
“ที่นี่อยู่กันอย่างพี่น้อง”

ไทเริ่มทำงานซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ที่อู่น้าอี๊ด เขาทำเครื่อง และบิดลองเครื่อง ไทขับรถมอเตอร์ไซค์ลองเครื่องเป็นรถมอเตอร์ไซค์เล็กกว่า 4 สูบ น้าอี๊ดยืนมองรู้สึกพอใจ
เวลาผ่านไป บรรยากาศสนามแข่งมีรถมอเตอร์ไซค์รอเข้าแข่งหลายคัน มีพริตตี้สาวสวยมากมาย มุมหนึ่งมีโชว์ดิ๊ปรถ ทำโดนัท (ใช้ล้อหลังมอเตอร์ไซค์บดยางให้ไหม้เป็นวงกลม) บรรยากาศคึกคักสนุกสนาน น้าอี๊ดกับลูกน้องเอารถมาจอด มันเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ข้างๆ มีรถเฮียหมูมาจอดเทียบทั้งคู่จับเดิมพันกัน เฮียหมูเจ้าของรถฝ่ายตรงข้ามเดินเข้ามาหาน้าอี๊ดแล้วสอบถามอย่างยียวน
“จะแข่งกันยังไง”
“ความเร็ว”
เฮียหมูมองไปที่รถของน้าอี๊ดที่กำลังบิดทดลองเครื่อง
“ดู พี่อี๊ดจะเชื่อรถของพี่เหลือเกินนะ”
“ไม่ใช่แค่รถ คนขี่ด้วย”
“ได้ข่าวว่าไอ้มืดเด็กพี่อี๊ดรถล้มขาหักไม่ใช่หรือ”
“ข้ามีคนขี่คนเดียวที่ไหนล่ะเฮียหมู”
เฮียหมูลองเชิงเพราะรู้ว่าไอ้มืดรถล้มขาหัก น้าอี๊ดมองมาบริเวณที่เขาดิ๊ปรถกัน เขาส่งสัญญาณเรียกใครบางคน แล้วมอเตอร์ไซค์คันนึงก็สไลด์เข้ามาคนขี่ถอดหมวกออก จนเห็นว่าเป็นไทเดินผ่านโฟร์กราวด์เข้ามาอย่างเท่ห์
ขณะนี้ไทโตเป็นหนุ่มแล้ว ระหว่างทางเดินมีสาวๆ มองไทอย่างยั่วยวน ไทเดินมาที่น้าอี๊ด เฮียหมูรู้สึกสนใจไท
“หน่วยก้านไม่เลวนี่”
ไทเดินผ่านไปที่รถแล้วบิดลองเครื่อง เขามองน้าอี๊ดเป็นบางครั้ง
ทุกคนต่างเอารถเข้าที่ ไทเอาเข้าไปเทียบกับรถของลูกน้องเฮียหมูทั้งคู่มองตากัน แล้วเบิ้ลเครื่อง เตรียมพร้อม
มีพริตตี้เซ็กซี่ชูมืออยู่ตรงกลางถ้าเอามือลงแสดงว่าให้ออกรถได้เลย
“เอาล่ะทุกคน ในเมื่อพร้อมกันแล้ว กติกามีง่ายๆ คือใครถึงเส้นชัยแล้ว คว้าไฟแช็กมาจุดได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ
เฮียหมูเดิมพันครั้งนี้แสนนึง กับรถด้วย ใครชนะกินรถไปเลย”
ขาโจ๋ประจำสนามยืนบนลังใบใหญ่แล้วประกาศ
“เอาล่ะเพื่อนๆ ทุกคน ใครที่จะแข่งก็เอารถมาเข้าที่ได้เลย น้องๆ ของเรารออยู่แล้ว ใครใคร่วางเดินพันก็จับกันได้ ขอให้รวดเร็วด้วย ถ้าตำรวจมาก็ตัวใครตัวมันนะเพื่อน”
ไทเอากระจกที่หมวกลงปิดหน้าแล้วเตรียมพร้อม พริตตี้เอามือลง รถวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไทบิดด้วยความชำนาญ สูสีคู่แข่ง ทั้งคู่นำรถคันอื่นแล้วผลัดกันแซงดูหวาดเสียว น้าอี๊ดและพวกยิ้ม ขณะที่เฮียหมูมีสีหน้ามั่นใจ ลูกน้องเฮียหมูพยายามจะโกงด้วยการจะปาดให้ไทล้ม แต่ไทดึงจังหวะหลบได้ ไทคิดเอาคืนด้วยการปาดคืนและกันไม่ให้แซง จังหวะหนึ่ง ลูกน้องเฮียหมูแซงได้ แต่ไทก็บี้มาติดๆ
ที่เส้นชัย ไฟแช็กตั้งอยู่บนถังสองร้อยลิตร ไทกับคู่แข่งวิ่งตรงเข้ามาอย่างสูสี ทั้งคู่วิ่งมาคว้าไฟแช็กพร้อมกัน ไม่รู้ว่าใครได้ไป เพราะมันเร็วมาก ทุกคนในสนามลุ้นเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นใครได้ไฟเช็กไป จนกระทั่งไฟแช็กถูกจุดขึ้นและคนที่จุดก็คือไท ไทเป็นผู้ชนะ ทุกคนปรบมือโห่ร้อง ไทขี่รถเข้ามาที่จอดรถ เฮียหมูหน้าเสีย น้าอี๊ดเดินเข้ามาหา
“ถือว่าวันนี้เฮียหมูโชคไม่ดีก็แล้วกัน เอาเงินกับกุญแจรถมาตามสัญญา”
เฮียหมูจะโกงน่าด้านๆ เขาโยนซองเงินให้แต่ไม่ให้กุญแจรถ
“เอ้า...เงิน แต่รถฉันคงให้ไม่ได้ ถือซะว่าเมื่อกี้ฉันพูดเล่นก็แล้วกัน”
“อย่างนี้มันโกงกันนี่หว่า”
ไทและคนอื่นๆ ต่างเดินเข้ามาสมทบ
“เขาไม่ได้เรียกว่าโกง เขาเรียกว่าไม่ให้ ไม่เข้าใจหรือไง”
สิ้นเสียงเฮียหมูลูกน้องของน้าอี๊ดก็ชาร์จเข้าทันที เกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ผู้ร่วมงานทุกคนกระเจิงไป มีการตะลุมบอนกันครั้งใหญ่ น้าอี๊ดยืนมองคุมเชิงสีหน้าเข้ม เฮียหมูก็ยืนมองคุมเชิงเหมือนกัน ลูกน้องคนหนึ่งเซมาที่น้าอี๊ด เขาซัดมันกระเด็นไป ไทชกกับคู่แข่งรถจังหวะหนึ่ง เฮียหมูหยิบปืนออกมาจากเอว เขาหมายจะยิงน้าอี๊ด ไทเห็นก่อน เขาชกคู่แข่งกลิ้งไปแล้วตรงเข้าแย่งปืนเฮียหมู เกิดการแย่งกันไปมาพอดีปืนลั่น เฮียหมูตายคาที่ ทุกคนตกตะลึง

ไทก็ตะลึงมันเป็นครั้งแรกที่เขายิงคนตาย แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ
ไทถือปืนดูเฮียหมูนอนตาย ผู้คนต่างค่อยๆ มารุมไทช้าๆ ทุกคนคิดว่าไทฆ่า แต่น้าอี๊ดรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไทส่ายหน้าเหมือนกับบอกว่าเขาไม่รู้เรื่อง ทุกคนจะเข้ามารุมไท

น้าอี๊ดเอาปืนที่ไทมาแล้วยิงขึ้นฟ้าลูกน้องเฮียหมูและทุกคนแตกกระเจิงหนีไป น้าอี๊ดมองไทอย่างเป็นห่วงแล้วตัดสินใจ
“หนีไปซะไท เอารถคันนั้นไป”
“แล้วทางนี้ล่ะน้า”
น้าอี๊ดหน้าตาจริงจัง

ไทขับรถมาจอดที่หน้าผาแห่งหนึ่งแล้วมองไปที่แม่น้ำไกล เขานั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์แล้วคิดไปเรื่อยๆ
“จริงอย่างที่พ่อบอก ชีวิตของผมมันเริ่มต้นได้ใหม่เรื่อย แต่ก็หาจุดหมายปลายทางไม่เจอ มีงานก็มีเงิน มีเงินก็มีชีวิตอยู่ได้ แม่ผมสอนอย่างนั้นเสมอผมทำงานสารพัด ไม่เคยเลือกงาน แต่เลือกที่จะมีชีวิต”
หลังจากวันนั้นไทก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ขับรถบรรทุกคอนเทรนเนอร์ เป็นช่างเชื่อมโลหะที่โรงงานเล็กๆ
ซ่อมรถบรรทุก ไททำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ยังยิ้มสู้

ไทขี่มอเตอร์ไซค์มาตามทางหลวง เขาเปลี่ยนชุดธรรมดามีเป้อยู่หลังรถ เขาขี่ไปอย่างไร้จุดหมาย
“คำว่าหนีของน้าอี๊ด ผมรู้ว่ามันไกลแค่ไหน แต่สำหรับผมมันไม่มีระยะทาง คำๆ นี้พาผมไปเจอกับอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย และสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันหล่อหลอมชีวิตผมให้รู้จักคำว่า ลูกผู้ชาย”

2 ปีผ่านไป
บนเครื่องบินโดดร่ม ไทแต่งชุดโดดร่มเรียบร้อย เอี่ยวนั่งตรงกันข้าม มีนักโดดร่มหลายคน กำลังพร้อมจะโดด
ในมือเอี่ยวเด้งลูกบอลเล่นไปมา เขาหยอกไท
“เพิ่งมาเข้าทีมหรือ ฉันชื่อเอี่ยว”
เอี่ยวยื่นมือให้จับ ไทจับมือ
“ไท”
“ขอต้อนรับสู่ความ สูง เสียว เสี่ยง”
ไทพยักหน้า ยิ้มรับและแสดงความมั่นใจ
ข้างล่างเป็นจุดผู้เข้าชมมีเต็นท์ใหญ่เป็นศูนย์อำนวยการ มีคณะกรรมการมาดูเป็นสักขีพยาน โฆษกคอยบรรยาย
“อีกไม่กี่นาทีเท่านั้นนะครับ เราก็จะได้เห็นการโดดร่มที่จะทำลายสถิติโลก ลงกินส์เนสบุ๊คเวิลด์ออฟเร็คคอร์ด ประเภทท่าทางและจับกลุ่มกันมากที่สุด โดยการกระโดดครั้งนี้จะสร้างวงกลมซ้อนกันถึง สี่วง ซึ่งไม่มีใครเคยทำมาก่อน”
บนเครื่องบิน หัวหน้าทีมเช็คความพร้อม
“ทุกคนพร้อมนะ โดดตามที่ซ้อมกันไว้ โอเค เอาล่ะ ไปได้”
นักโดดร่มชุดที่ 1 โดดลงไป จากเครื่องบินเห็นนักโดดร่มเริ่มลอยตัวเข้าจับกัน
“ชุดแรกลงมาแล้วครับ กำลังจัดกระบวนกันอยู่ครับ ดีครับ ยังไม่มีอะไรผิดพลาดครับ”
ชุดที่ 1 ทำได้ตามที่ซ้อม หัวหน้าสั่งการต่อ
“ชุด 2 ไป”
ไทกับเอี่ยวอยู่ในชุดนี้ด้วย แล้วชุดสองก็โดดลงไป ข้างล่างโฆษกบรรยายอย่างเห็นภาพ
“ชุดสองโดดมาแล้วครับ แหมสวยงามมาก กำลังจัดขบวนเข้าหากันแล้วครับ” เอี่ยวกับไท พยายามร่อนเข้าหากันแล้วจะจับมือกันแต่พลาด “อุ๊ย...แหม พลาดไปหน่อยครับ ไม่เป็นไรครับตั้งลำใหม่ เอาล่ะครับคู่เมื่อกี๊จัดขบวนใหม่ได้แล้วครับ”
เอี่ยวกับไทจัดขบวนได้แล้วร่อนเข้ากลุ่ม หัวหน้าปล่อยชุดสุดท้าย รวมทั้งตัวเองด้วย
“ไปได้”
นักโดดร่มทั้งหมดลงมาจากเครื่องหมดแล้ว กำลังพยายามจัดเข้ารูปตามที่ซ้อมไว้ โฆษกบรรยาย ผู้คนและกรรมการที่มีกล้องส่องดูอย่างลุ้น
“ลงมาหมดแล้วครับ ตอนนี้กำลังจัดขบวนแล้วครับ สวยงามจริงๆ” นักโดดร่มต่อเป็นรูปร่างได้อย่างสวยงาม
“ต่อกันได้สวยงามและสมบูรณ์มากครับ” กรรมการยืนมองชื่นชม “เอาล่ะครับ เหลืออีกชั้นเดียว กำลังจะเข้าขบวนแล้วครับ” นักโดดร่มต่อขบวนได้สำเร็จ “เรียบร้อยครับ สำเร็จแล้ว ต่อกันได้สวยงามจริง เป็นอันว่าทำลายสถิติโลกได้ครับ”
กรรมการและผู้คนพากันปรบมือกันใหญ่ ไทยิ้มกับเอี่ยว นักโดดร่มทุกคนพอใจ หัวหน้ายิ้มแล้วให้สัญญาณกระตุกร่ม ทุกคนกระตุกร่ม ทีละคน ร่มที่กระตุกจะถูกดึงขึ้นแล้วกาง
“เป็นอันเรียบร้อยครับ ทุกคนดึงร่มแล้ว”
ไทยังไม่ได้ดึงร่ม เขาเหลือบไปเห็นพื่อนร่วมทีมดึงร่มแล้วพันเขาดิ้นรนแก้ ตัวม้วนไปม้วนมากำลังดิ่งลงพื้น
โฆษกเห็นก็ตกใจ
“เอ๊ะ...นั่น นักโดดคนหนึ่งร่มพันครับ คุณพระช่วย จะทำยังไงครับ เหลือไม่ถึง 4 พันฟุตแล้วด้วย”
ไทตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปหาเพื่อนคนนั้น สีหน้าเขาจริงจังและกล้าตาย เพื่อนเขายังพยายามแก้ร่มอยู่ร่างร่วงลงเรื่อยๆ ไทพุ่งตัวลงมาอย่างรวดเร็ว โฆษกเห็นว่าไทกำลงมาช่วย
“เดี๋ยวก่อนครับ มีคนกำลังมาช่วยครับ เร้ว...เร็ว เข้า...”

ผู้คนที่ดูต่างฮือฮา
ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 1 (ต่อ)

เอี่ยวกระตุกร่มแล้วมองไทด้วยสายตาเป็นห่วง หัวหน้ากระตุกร่มแล้วเป็นห่วงเหมือนกัน ไทพุ่งเข้ามาใกล้ถึงตัวอยู่แล้ว เขาเอามือคว้าแต่พลาดไปพลาดมา

“มาช่วยแล้วครับ คว้า คว้า แล้วพลาดไปครับ แหม อีกนิดดน่าพ่อหนุ่ม เร็วเข้า ใจเย็นๆ โอยหัวใจจะวาย”
ไทพยายามอีกครั้งคราวนี้ เขาเข้าไปคว้าได้สำเร็จแล้วเอามีตัดสายร่มที่พันออก แต่มันก็ยังลำบาก “คว้าได้แล้วครับ โอ้โห กำลังตัดสายร่มครับ เร็ว...เร็ว...อีกแค่สองพันฟุตเอง เร็ว”
ผู้คนต่างพากันลุ้น กรรมการด้วย ไทตัดร่มหลุดออกแล้วกระตุกร่มสำรองให้เพื่อนคนนั้นกางออก เพื่อนถูกดึงตัวขึ้นไป ไทโล่งอกแล้วกระตุกร่มของเขาทันทีร่มกางอย่างสมบูรณ์
“เรียบร้อย โอ้โห ไม่น่าเชื่อช่วยจนได้ แหม เหลือเชื่อจริงๆ ยอดเยี่ยมมากครับ”
ทุกคนลงมาข้างล่างอย่างปลอดภัย เพื่อนคนที่ร่มไม่กางเดินมาหาไท
“ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณจริงๆ”
เอี่ยวกับหัวหน้าเข้ามา
“เยี่ยมมากไท”
“นึกว่าเอ็งไม่รอดแล้ว เยี่ยมจริงๆ ว่ะเพื่อน”
ทั้งหมดกอดคอกันเดินไปสมทบกับนักโดดร่มคนอื่น ทุกคนขอบใจไท คนดูกับกรรมการพากันปรบมือให้ไทเป็นการให้เกียรติและขอบคุณ ไทยิ้มอย่างภูมิใจซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก ห่างออกไปมีชายลึกลับคนหนึ่งจับตาดูไทอยู่ เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

ไทขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในร้านเจ้าของร้านอ้วนท่าทางขี้เกียจ นั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ที่เคาน์เตอร์ เขาเห็นไทก้าวเข้ามาเขาจึงร้องเรียกพนักงาน
“แจ๋วแหวว มีลูกค้ามา”
ปลายฟ้าอยู่ในชุดนักศึกษาหันหลังล้างจานอยู่ด้วยท่าทางวุ่นวาย เธอมองนาฬิกาตลอดเวลาเหมือนกับมีนัดอะไรสักอย่าง
“ค่า... จะมากินอะไรกันตอนนี้นะคนยิ่งรีบอยู่”
ไทกับเอี่ยวนั่งที่โต๊ะอย่างไม่รีบร้อน เขาต้องการสั่งอาหาร เจ้าของร้านเร่งปลายฟ้า
“แจ๋วแหวว...”
“มาแล้วค่า”
ปลายฟ้าเช็ดมือลวกๆ แล้วรีบมารับออเดอร์ ไทนั่งที่โต๊ะเห็นปลายฟ้ามายืน รอจดออเดอร์ ไทก้มหน้าดูเมนูแล้วสั่ง
“รับอะไรคะ”
“ปลารากกล้วยทอดกระเทียม, แกงเขียวหวานผัดแห้ง, น้ำพริกมะขาม, ทอดมันปลากราย, ยำก้านคะน้าใส่ไข่ต้ม, ผัดพริกแกงหมูป่า, ต้มยำ”
“และก็ข้าวเปล่า”
“ขอน้ำส้มคั้นกับน้ำเปล่าด้วย”
“แค่นี้แหละ”
ปลายฟ้าฉุนเพราะจะรีบไปธุระ
“นี่คุณ จะสั่งอะไรให้มันยากนักหนา ฉันมีธุระจะรีบไป สั่งพวกที่ทำง่ายๆ แบบแซนวิชไม่ดีหรือ กินอิ่มเหมือนกัน”
ไทสะอึกแล้วเงยหน้ามองปลายฟ้าที่หน้าตามอมแมม
“เอ่อ ก็ได้ งั้นเอาแบบที่เธอแนะนำก็แล้วกัน”
ปลายฟ้ารีบไปทันทีท่าทางเธอร้อนรนมาก
“ร้านแบบนี้ก็มีด้วยแฮะ” ไทหัวเราะในลำคอ เอี่ยวมองดูไทแล้ววิเคราะห์
“นายมันนักล่าเหมือนกันหรือ”
“ก็แค่หาเลี้ยงปากท้อง”
“ถ้าอยากหาเงินอีกก็ลองไปที่สนามยิงปืนสิ”
ไทพยักหน้าเล็กๆ และเห็นด้วย
“ก็ไม่เลวนี่”
สักพักปลายฟ้ารีบเอาแซนวิชมาเสิร์ฟ
“ได้แล้วค่ะ” ปลายฟ้ารีบไปทันทีเธอไปบอกเจ้าของร้าน “หนูไปสอบก่อนนะคะ”
“ตามสบาย”
ปลายฟ้าวิ่งออกไปทางหน้าร้านทั้งชุดกันเปื้อน ไทมองตามแล้วนั่งกินแซนวิช

ที่มหาวิทยาลัยดนตรี แป้งกำลังสอบไวโอลินอยู่ในห้อง ด้านหน้ามีนักศึกษาถือเครื่องดนตรีประจำตัวรอสอบอยู่ ปลายฟ้าแบกเชลโล่คู่ใจมาตามถนนในมหาวิทยาลัย ท่าทางรีบเร่งเธอแทบจะชนทุกอย่างที่ขวางหน้าเธอ

“โธ่เว้ย หลีกหน่อย”
ที่ห้องสอบ แป้งสอบเสร็จแล้วออกมานอกห้องอาจารย์บอกให้เรียกคนต่อไปเข้ามาเลย

“คนต่อไปปลายฟ้าข้ามไปก่อนชนิดา”
แป้งอยู่ที่หน้าห้องแล้วถามเพื่อนที่นั่งอยู่สีหน้าไม่ดี
“ปลายฟ้ายังไม่มาอีกหรือ”
“ยังเลยแป้ง”
“ตาย ตาย อาจารย์แหม่มคนนี้ยิ่งเฮี๊ยบอยู่ด้วย”
เพื่อนส่ายหน้า แป้งมีสีหน้าเป็นห่วง ปลายฟ้ารีบแบกเชลโล่วิ่งมาตามทางอย่างทุลักทุเลผมเผ้ายุ่งเหยิง
อาจารย์เริ่มหงุดหงิดเดินออกมาเรียกเอง
“ปลายฟ้ายังไม่มาอีกหรือ”
แป้งรีบแก้ตัวให้
“เอ่อ กำลังจะถึงแล้วค่ะ”
“ฉันไม่มีเวลามากนักนะฉันให้อีกห้านาทีถ้าไม่มาก็ตัดสิทธิ์ไป”
อาจารย์เข้าไปในห้องสอบแป้งชะเง้อมองในใจลุ้น ปลายฟ้าหิ้วเชลโล่ มาที่ตึกแล้วรีบไปตามทางหน้าตึก
อาจารย์ดูเวลาที่ข้อมือแล้วส่ายหน้า เธอขีดกากบาทที่ชื่อปลายฟ้า
“คนต่อไป ธีรภัทรเข้ามาได้”
คนที่แบกเชลโล่เข้ามาคือปลายฟ้า
“มาแล้วค่ะมาแล้ว”
อาจารย์ที่ก้มหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมามองแล้วประชด
“เธอชื่อธีรภัทรหรือ”
ปลายฟ้าแก้ตัว แบบกะล่อนให้ดูน่าสงสาร
“โธ่ แหม่ม นี่รีบเต็มที่แล้วนะคะ กว่าจะทำงานที่ร้านเสร็จ ให้หนูเข้าสอบนะคะ”
อาจารย์มองปลายฟ้ามาทั้งผ้ากันเปื้อนที่มีชื่อร้าน
“เธอทำงานที่ร้านนี้หรือ”
“ค่ะ ทำพาสไทม์ค่ะ”
“บอกเขาด้วยนะว่าพลาสต้าเขาน่ะรสชาติห่วยมาก ไปประจำที่ เออ ถอดผ้ากันเปื้อนออกด้วย”
ปลายฟ้าหน้าเสียเมื่อมองผ้ากันเปื้อนที่ลืมถอด

ไทเข้าไปซ้อมยิงปืนในสนามแข่ง เขาใช้ปืนกระบอกสวยที่พ่อเขายิงตัวตาย เขายิงมันเข้าเป้าอย่างแม่นยำเขานึกถึงอดีตตอนที่พ่อสอนเขายิงปืน
“การยิงปืนเราต้องตรวจดูก่อนว่าลูกกับปืนอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ที่สำคัญต่อไปคือวิธียิงถ้าจะยิงให้แม่นนะ การยิงปืนต้องยืนตัวตรง ในแต่ละครั้งให้มีสมาธิดูที่เป้า สนใจดูที่เป้าแล้วยกปืนขึ้น หลับตาซ้ายเล็งตาขวา ศูนย์หน้าเล็งขณะยกศูนย์หน้า ค่อยๆ เหนี่ยวไก เหมือนกับหยดน้ำหยดจากใบไม้” เทอดยิงเสร็จ “ทำได้ไหม ทีนี้ตาลูกแล้ว” ไทถือปืน “ยืนให้มั่นคง”
“พ่อปืนหนัก”
“ถ้าหนักเราก็ยิงสองมือสิลูก” ไทเล็งปืน “ศูนย์หน้าตรงบากศูนย์หลัง...ยิง” ไทยิง
เทอดสอนไทให้หัดยิงปืนตอนเขาอายุ 14 เขาสอนท่าทางให้ไทจับปืนและยืนอย่างทะมัดทะแมง
“การยิงปืนต้องถือปืนให้ถูกต้องอย่างนี้ การยืนต้องยืนให้มั่นคง นี่ อย่างนี้ ทีนี้ก็เล็ง ใช่ อย่างนั่น แล้วกลั้นลมหายใจแล้วค่อยๆ เหนี่ยวไกช้าๆ นุ่มๆ อย่ากระชาก เหมือนเรากำลังบีบยาสีฟัน นั่น...อย่างนั้น” ไททำตามที่เทอดบอก เขายิงถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ “แม่นเหมือนกันนี่ไอ้เสือ จำได้แล้วใช่ไหม”
“ครับ”
ไทวางปืนเทอดสอนต่อ
“การใช้ปืนมันไม่ใช่แค่เล็งแล้วยิงให้ถูกเป้านะ มันต้องมีสมาธิ มีสติ ที่สำคัญเราต้องมีคุณธรรมในการใช้เพราะปืนสามารถนำไปทำได้ทั้งความดีและความชั่วจำไว้นะลูก”

ที่สนามยิงปืน ไทซัดไปอีกสามนัดเข้าเป้าทั้งหมด มีเสียงชื่นชมมาจากข้างหลัง
“ฝีมือไม่เลวนี่ พ่อหนุ่ม ปืนก็สวย มาแข่งกับเขาหรือ”
“ครับ” ไทยังซ้อมต่อไป ยิงเสร็จไทขอตัวไปก่อน “ขอตัวนะครับ”
ผู้พันฌอนเป็นชายชาตินักรบท่าทางน่าเกรงขาม เขาผ่านสมรภูมิมามาก ที่ตาซ้ายบอดมีสายคาดหนังสีดำคาดไว้

ผู้พันมองไทอย่างชื่นชมแล้วเดินจากไป
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ห้องสอบดนตรี ปลายฟ้าลงมือบรรเลงเชลโล่อย่างอ่อนหวาน อาจารย์ฟังอย่างพอใจ แต่แล้วความซวยก็มาเยือนเมื่อสายเชลโล่ขาดผึงไปสายหนึ่ง

อาจารย์ที่กำลังเคลื้มสะดุ้งเล็กน้อยจ้องปลายฟ้าตาเขม็งปลายฟ้ายิ้มแห้งๆ
ปลายฟ้าเดินแบกเชลโล่แบบเซ็งๆ แป้งเดินมาด้วยกันปลายฟ้าบ่น
“เซ็งเป็นบ้าจะจบเพลงอยู่แล้วเชียวสายดันมาขาดซะนี่ สงสัยคงไม่ได้ทุนไปเรียนที่ออสเตรียแน่เลย”
“ช่างมันเถอะอย่างน้อยแกก็เรียนจบกันแล้วนี่ กลับไปฟิตสักปี ปีหน้าก็มาสอบใหม่ก็ได้นี่ ดูฉันสิยังเฉยๆ เลย แต่แกนี่ก็จริงๆ เลย ทำไมแกไม่เตรียมให้มันเรียบร้อยน้า สายมันเก่ามากมันก็ขาดน่ะสิ ทำไมไม่ซื้อใหม่ล่ะ”
ปลายฟ้ายิ่งเซ็งเข้าไปใหญ่
“แกว่าตอนนี้ฉันเหลือตังค์ติดกระเป๋าเท่าไหร่...5 บาท เป็นไงรันทดไหม”
“อ้าว แล้วร้านที่แกทำงานเงินเดือนยังไม่ออกหรือ”
“ออกบ้างไม่ออกบ้าง ร้านแกมีคนเข้าที่ไหนล่ะ ขนาดอาจารย์แหม่มยังบอกว่าพลาสต้ารสชาติห่วยเลย นี่กะจะหางานใหม่ทำแล้วล่ะ อีกตั้งปี แล้วจะทำอะไรดีนะ เออฉันว่าเราไปหางานทำที่อื่นกันดีไหมฉันว่าเมืองนี้มันเริ่มแคบแล้วล่ะ”
“เออดีเหมือนกันลองผจญภัยดูบ้างเผื่อเจออะไรดีๆ”
“งั้นอยู่หอให้ครบเดือน แล้วลุยกันเลย”
“โอเค”
“เออ เมื่อกี้ฉันเห็นเขาประกาศรับนางแบบถ่ายโฆษณาสินค้าที่บอร์ดด้วยล่ะ นี่ไงฉันจดมาด้วย แกไปกับฉันไหม”
“ไม่เอา ฉันไม่กล้าหรอก”
“เหอะน่า ขำ ขำ เผื่อจะดัง นี่ถ้าแกไม่ถ่ายก็ไปเป็นเพื่อนฉันก็ได้ นะ”
“ก็ได้ แต่ต้องพรุ่งนี้นะ”
“ได้”
“งั้นฉันไปส่งงานอาจารย์ก่อนนะ วิชาสุดท้ายแล้ว จะได้จบพร้อมแก”
“เออ ไปเหอะ”
แป้งแยกไปปลายฟ้าเดินไปเรื่อยๆ แบบๆ ไร้จุดหมาย

ที่ร้านขายมอเตอร์ไซค์เป็นร้านขายมอเตอร์ไซค์จำพวกรถต่างประเทศ มีฮาเลย์ฯ ฯลฯ นอกจากนั้นมีรถเวสป้าคันหนึ่งติดป้ายขายไว้ด้วยปลายฟ้าเดินเข้ามายืนมอง เธอรู้สึกสบายใจและมีความสุขที่ได้เห็นมัน เสียงไทดังมาจากข้างหลัง
“ชอบมันหรือ”
ปลายฟ้าหันไปเห็นเป็นไท ซึ่งไทดูสุภาพเป็นมิตรเธอจึงคุยด้วย
“นายนั่นเอง ชอบสิ ฉันมาดูมันทุกวันเลย”
“เธออยากได้”
“ก็อยากไง ที่มาดูมันทุกวันเนี่ยมาดูว่ามันยังอยู่หรือเปล่า ฉันกำลังเก็บเงินซื้อมันอยู่ ฉันตั้งชื่อให้มันว่า เจ้าป๊อปเบอร์ เป็นชื่อของนักเชลโล่เป็นไอดอลมากๆ”
ไทเข้าใจ แล้วมองที่เชลโล่
“เธอเป็นนักดนตรีหรือ”
“ฉันเรียนที่วิทยาลัยดนตรี ที่ฉันรีบเมื่อเช้านี้ก็เพราะต้องไปสอบนี่แหละ”
“เกือบได้หรือเกือบตกล่ะ”
ปลายฟ้าทำหน้าเซ็งแล้วเริ่มเดินไปตามถนนไทเดินไปด้วยกัน
“เกือบได้”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“พอดีสายมันขาดเสียก่อน เฮ้อ ช่างมันเถอะปีหน้ายังมี” ปลายฟ้าหันไปดูรถไทแต่ไม่เห็น “เอ่อ รถนายไปไหนล่ะ”
“ฉันจอดให้เขาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแล้วก็เปลี่ยนเบรค คงเป็นวันๆ กว่าจะเสร็จ ฉันเลยไม่รู้จะไปไหน”
ปลายฟ้ามีข้อเสนอแกมเจ้าเล่ห์
“ถ้านายเลี้ยงข้าวฉันนะ ฉันจะพานายไปเที่ยวให้ทั่วเลย เอาป่ะ”
“ฉันไม่ได้มาเที่ยว ฉันมาธุระ”
“ก็ตอนนี้นายว่างไม่ได้ทำอะไรนี่ ไป ไป อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นี่นายรู้ไหมว่าถ้านายฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเวลาจะย้อนกลับมาฆ่านาย จริงๆ นะ”
ไทหัวเราะกับคำพูดของปลายฟ้า
“ตกลงเธอเรียนดนตรีหรือเรียนปรัชญากันแน่ เอ้าไปก็ไป ฉันไม่ได้อยากเที่ยวนะ แต่กลัวถูกเวลาฆ่า”
“นั่น ต้องอย่างนั้น งั้นไปเลี้ยงข้าวฉันก่อนก็แล้วกัน ฉันหิวมากเลย ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อ
กำลังโหลดความคิดเห็น...