xs
xsm
sm
md
lg

บ่วงรัก ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บ่วงรัก ตอนที่ 4

เวลาผ่านไป รถของชนะศึกแล่นเข้ามาในที่จอดรถ ประตูรถเปิดออก ชนะศึกก้าวลงจากรถแล้วปิดประตูบ่นอุบ

“บอกว่าแป๊บเดียว ๆ กว่าจะตกลงกันได้ ล่อซะห้าทุ่ม”
ชนะศึกเดินเข้าไปในตึกไปอย่างเร่งร้อน

ชนะศึกกำลังเดินเข้ามาในบริษัท ประตูลิฟต์เปิดออก พร้อมๆ กับที่สุพจน์ก้าวออกมา ชนะศึกชะงัก
“มีใครอยู่ข้างบนมั้ย”
“ไม่มีแล้วนะครับ ผมล็อคห้องหมดแล้ว”
“ไม่มีได้ยังไง”
ชนะศึกก้าวพรวดเข้าไปในลิฟต์ กดปิดทันที สุพจน์ทำหน้างง ๆ

ชนะศึกรีบเดินรี่มาที่ห้องเก็บเอกสาร แล้วก็เอื้อมมือเปิดประตู
“เสร็จหรือยัง”
ชนะศึกมองไม่เห็นพิณทองจึงเดินเข้ามาดูในห้อง
ชนะศึกเดินเข้ามา ในห้องเก็บเอกสาร ตรงจุดที่พิณทองทำงาน แฟ้มเอกสารใหม่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี ชนะศึกเดินเข้ามา แล้วหยิบแฟ้มขึ้นมา เปิดดูเอกสารในแฟ้ม
ชนะศึกนิ่วหน้า “ทำงานเรียบร้อยอีกต่างหาก”
ชนะศึกเงยหน้าจากแฟ้ม หันซ้ายขวามองหาพิณทอง แต่ไม่เห็น จึงวางแฟ้มลง แล้วจะเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ
“หนีกลับบ้านไปแล้วแน่ ๆ ยัยตัวดี”
ชนะศึกเดินเข้าไปในห้องเรื่อยๆ เห็นอะไรบางอย่าง รู้สึกแปลกๆ จึงเดินเข้าไปดู หลังกองเอกสารที่ถูกจัดไว้แล้ว ร่างของพิณทองนอนไม่ได้สติอยู่ ชนะศึกตกใจ
“พิณทอง พิณทอง พิณทอง” ชนะศึกเขย่าแขนเบาๆ “นี่” ตบที่แก้มเบาๆ “พิณทองเป็นอะไรน่ะ ตื่นสิพิณทอง ได้ยินมั้ย”
พิณทองยังคงนอนนิ่งไม่รู้สึกตัว ชนะศึกตัดสินใจช้อนร่างของพิณทอง แล้วอุ้มขึ้น แล้วรีบพาพิณทองออกจากห้องไปทันที

ไม่นานต่อมา ชนะศึกรออยู่หน้าห้องตรวจในโพลีคลินิคแห่งหนึ่ง ท่าทีกระวนกระวาย ชนะศึกเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินไปนั่ง แต่แล้วก็อดไม่ได้ ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเดินไปที่ประตูห้องตรวจ อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น
ครู่หนึ่ง ประตูเปิดออก ชนะศึกรีบถอยหลังออกมา หมอออกมาจากห้องตรวจ
ชนะศึกลุกลี้ลุกลนด้วยความเป็นห่วง “คุณหมอครับ เขาเป็นอะไร แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“คงหน้ามืดเลยเป็นลมค่ะ คงจะอดอาหาร เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำมาก แล้วก็มีอาการของโรคกระเพาะด้วย”
ชนะศึกอึ้ง “โรคกระเพาะเหรอ”
ชนะศึกเครียด สีหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยของพิณทอง
“ตอนนี้หมอก็ได้ให้น้ำเกลือกับยาแก้ปวด สักครู่ก็คงจะรู้สึกตัว รอน้ำเกลือหมดก็กลับบ้านได้ค่ะ”
ชนะศึกพยักหน้ารับรู้ “ขอบคุณมากครับหมอ”
หมอเดินออกไป ชนะศึกมองไปที่ห้องตรวจ

ชนะศึกเปิดประตูเข้ามาภายในห้องตรวจ หยุดมองมาที่เตียง เห็นพิณทองนอนหลับอยู่บนเตียง มีขวดน้ำเกลือ สายน้ำเกลือห้อยอยู่ข้างเตียง
ชนะศึกเดินเข้ามายืนอยู่ข้างเตียง มองไปที่พิณทอง พูดเบาๆ
“เด็กโง่เอ๊ย ทำไมไม่รู้จักหาอะไรกิน”
ชนะศึกเอามือขึ้นมา เกลี่ยไรผมที่หน้าของพิณทองออกเบาๆ ตาเพ่งมองที่ใบหน้าของพิณทอง
จังหวะนั้นชนะศึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แล้วทันใดนั้น พิณทองก็ขยับหัว เหมือนจะรู้สึกตัว ชนะศึกรีบถอยออกมา ไม่อยากให้พิณทองเห็นว่าเขาอยู่ที่นั่น แต่พิณทองก็ยังคงหลับต่อ ไม่รู้สึกตัว

ป้าสำอางกับผึ้งยืนอยู่หน้าบ้าน เพชรแท้ยืนชะเง้อมองไปรอบๆ ทุกคนหน้าตากังวล
เพชรแท้บ่นอย่างหงุดหงิด “ทำงานบ้าบออะไรของมัน ดึกขนาดนี้”
“พิณมันคงไปสังสรรค์กับเพื่อนมันต่อล่ะมั้ง ถึงยังไม่กลับมาซักที” สำอางค์ว่า
ผึ้งท้วง “พูดดี ๆ หน่อยป้า สังสรรค์อะไรกัน พิณมันไม่เคยทำแบบนั้น ฉันเป็นเพื่อนมันฉันรู้ดี”
“โอ้ย...เค้าไม่ได้ไปกับเอ็ง แปลว่าเค้าจะไม่ไปกับคนอื่นรึไง นังนี่” สำอางค์แว้ดใส่หลานสาว
ระหว่างนั้นพรรณีเดินถือกระเป๋าสตางค์ออกมาอย่างกระวนกระวาย
“พอทีเถอะ อย่าเถียงกันเลย...” พูดกับเพชร “แม่จะไปดูพิณที่บริษัท”
“ดึกแล้ว อย่าเลยแม่ เพชรไปเอง...เผื่อพิณมันกลับบ้านมาไม่เจอใคร จะตกใจ”
พรรณีพยักหน้า “งั้นเพชรรีบไป ยังไงโทรบอกแม่ด้วยนะ”
“จ้ะ”
เพชรแท้เดินไปคว้ากุญแจรถ จะเอามอเตอร์ไซค์ออก ผึ้งกระโดดตาม
“ฉันไปด้วยจ้ะ พี่เพชร”
สำอางโวยห้าม “เอ็งจะไปทำไม นังผึ้ง”
ผึ้งกอดเอวเพชรแท้แน่น ลอยหน้าบอก “พิณมันเพื่อนชั้น ชั้นก็เป็นห่วงมันเหมือนกัน”
“ไม่ต้องเลยเอ็ง” สำอางเข้าไปดึงหูผึ้งแรงๆ ผึ้งร้องเสียงดัง “อยู่กับข้าที่นี่แหละ”
“ก็ฉันจะไป โอ้ย เจ็บ น้าณีช่วยฉันด้วย โอ้ย ป้า อย่าดึง เจ็บ”
สำอางค์ลากผึ้งลงมาจากรถจนได้ พรรณีเข้าห้าม
“ไปกันหลายคนวุ่นวายเปล่าๆ อยู่ที่นี่แหละ เพชรจะได้รีบมารีบไป”

เพชรแท้ขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจากประตูบ้าน พรรณี ป้าสำอางค์ ผึ้ง ตามมา แสงสว่างจากไฟหน้ารถส่องให้เห็นร่างของพิณทองเดินเข้ามา ท่าทางอ่อนแรง
เพชรแท้ร้องเรียก “พิณ!”
สำอางค์ทั้งตกใจ ทั้งดีใจ “เอ๊ะ นังพิณนิ นังพิณ” ตะโกนเสียงดัง
เพชรแท้กับพรรณีวิ่งเข้าไปหา
พิณทองร้อง “แม่...พี่เพชร”
“พิณหายไปไหนมาจนดึกจนดื่นลูก” พรรณีเห็นถุงยาในมือ “แล้วนี่อะไร พิณเป็นอะไร”
พิณทองอึกอัก “คือว่า...”
“พิณ เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ หรือใครทำอะไร บอกพี่มา พิณ” เพชรแท้คาดคั้น
พิณทองบอกเสียงอ่อย ๆ “พิณทำงานจนเป็นลมไปน่ะจ้ะ”
ทั้งหมดฟังแล้วถอนใจเฮือก

พิณทองนั่งอยู่ในห้อง ท่าทางยังเพลียๆ ผึ้งนั่งประคองอยู่ข้างๆ เพชรแท้โวยวาย
“มันโอเปอเรเตอร์ภาษาอะไรวะ งานหนักขนาดนี้ ไปลาออกเลยดีกว่าไป” ท่าทางโมโหจัด

พิณทองพยายามชี้แจง “พิณไม่ได้เป็นโอเปอเรเตอร์แล้ว พิณได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้ช่วยเลขาฯ เงินเดือนดีขึ้น งานมันก็หนักขึ้น เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นสิว่าเราทำได้”
เพชรแท้เยาะ “พิสูจน์ว่าตัวเองโง่น่ะสิ โดนไอ้เจ้านายหน้าเลือดมันหลอกใช้น่ะ”
พิณทองน้อยใจ “พี่เพชรไม่เข้าใจพิณหรอก”
พรรณีมองลูกอย่างเข้าใจ เตือนสติด้วยเสียงอ่อนโยน
“พิณอยากให้ “เขา” เห็นว่าพิณดี อยากให้เขาเห็นคุณค่าของพิณ ก็เลยทุ่มเทโดยไม่คิดถึงสุขทุกข์ของตัวเอง อย่างงั้นเหรอลูก”
พิณทองอึ้ง เถียงไม่ออก หลบตา พรรณีถอนใจ
“เอาเถอะ พิณกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว” พรรณีหันไปบอกสำอาง “พี่อางค์กับผึ้งก็กลับไปพักผ่อนเถอะจ้ะ ดึกมากแล้ว ชั้นขอบใจมากนะ”
“โอ้ย ไม่เป็นไรหรอก เออ งั้นกลับก่อนนะ”
“ขอบคุณมากป้า” เพชรแท้ว่า
“ไป นังผึ้ง กลับบ้านได้แล้ว จะนอนบ้านนี้หรือไง”
“ก็อยากอยู่เหมือนกันแหละ” โดนป้าสำอางดึงหู “โอ้ย ไปจ้ะ ไปๆ”
สำอางค์ และผึ้งเดินออกไปจากบ้านแล้ว พรรณีหันมามองพิณทอง
“ไปนอนก่อนเถอะ พิณ เพชรก็เหมือนกัน พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า...”
พิณทองเดินเข้าไปในห้อง เพชรแท้มองตามหลังไป แล้วหันมองหน้าพรรณี เห็นแม่มีสีหน้ากังวล เพชรแท้ยิ่งสงสัย
“แม่ ตะกี๊แม่บอกว่า...”
พรรณีตัดบท “ไปนอนเถอะ เพชร มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้เช้า”
เพชรแท้ไป เหลือเพียงพรรณีนั่งถอนใจ กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยชีวิตตน

พิณทองเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว นั่งอยู่บนเตียง กอดหมอน ตาเหม่อมองออกไปที่ดวงจันทร์นอกหน้าต่าง มีแววฝัน คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาก่อนหน้านี้
เป็นชนะศึกที่ขับรถมาส่ง พิณทองนั่งอยู่ข้างๆ ในมือถือถุงใส่ซองยา
“จอดตรงนี้แหละค่ะคุณชนะศึก”
“ให้ฉันไปส่งถึงหน้าบ้านเลยไม่ดีเหรอ” ชนะศึกรู้สึกผิด “เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาอีก”
“พิณไม่เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ”
ชนะศึกหยุดรถ
“ขอบคุณค่ะ ที่มาส่งพิณ” พิณทองเปิดประตูรถ
“ทีหลังอย่าลืมกินข้าวอีกล่ะ เดี๋ยวเป็นลมไปอีก จะหาว่าฉันใจร้าย”
“ไม่หาหรอกค่ะ” ชนะศึกมอง คิดในใจหลอกด่าหรือเปล่า พิณทองรีบยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะ”
พิณทองลงจากรถ

พอนึกขึ้นมา พิณทองได้แต่ทอดถอนใจ
“คุณเป็นคนใจดีหรือใจร้ายกันแน่คะ คุณชนะศึก”

พิณทองซบหน้าลงกับหมอน ใบหน้าเหมือนมีรอยยิ้มบางๆ สีหน้ากึ่งฝันกึ่งสุขกึ่งเศร้าระคนกัน

ตอนสายวันต่อมา รถของอังคณาซึ่งมีมนตรีเป็นคนขับ แล่นเข้ามาตามถนนทางเข้าบ้านของพิณทอง ชนกนันท์มองดูสภาพข้างทางอย่างรังเกียจ

“นังพิณทองมันอยู่ในนี้เหรอคะ ยี้ นกไม่อยากเชื่อเลย ว่าคุณพ่อจะลดตัวลงมากินของต่ำๆ แบบนี้ได้”
“ก็เพราะมันต่ำไง มันถึงอยากจะตะเกียกตะกายขึ้นที่สูง...อยากซะจนไม่เลือก ว่าลูกใครผัวใคร”
อังคณาหันไปมองสองข้างทาง เห็นชาวบ้านชี้ชวนกันดูเธอ และลูกที่นั่งหน้าเชิดมาในรถคันใหญ่ อังคณาจิกตาใส่อย่างไม่พอใจ
“เกลียดนัก ไอ้คนแบบนี้...เพราะพ่อแกคนเดียว แม่ถึงต้องมาเกลือกกลั้วกับพวกมัน” ถามคนขับรถ เสียงขุ่น “ถึงหรือยังล่ะ มนตรี”
มนตรีอ่านเลขที่บ้าน “ดูเหมือนจะหลังนี้ล่ะครับ คุณอังคณา”
รถมาจอดที่หน้าบ้านพรรณีพอดี สองแม่ลูกลงมาจากรถ มองไปรอบ ๆ แล้วไปหยุดที่ป้าย รับเย็บผ้า
“ลุยเลยค่ะคุณแม่”
“ไป”
สองแม่ลูกสบตากัน หน้าตามุ่งมั่น

ไม่นานนัก อังคณากับชนกนันท์พากันเดินเข้ามาในบ้าน กวาดตามองไปรอบๆ ผึ้งเงยหน้าขึ้นมาเห็นสองแม่ลูก ก็ยิ้มรับอย่างอัธยาศัยดี
“บ้านนังพิณทองหรือเปล่า” อังคณาถามจิก
“ใช่จ้ะ คุณมาหาพิณมันเหรอจ๊ะ” ผึ้งตะโกน “น้าณี น้าพรรณี มีคนมาหาไอ้พิณจ้ะ”
เสียงพรรณีดังขึ้น “จ้ะ จ้ะ เดี๋ยวออกไปจ้ะ”
จากนั้นพรรณีเดินออกมา ถือถุงมาด้วย พอเห็นหน้าอังคณา ก็ชะงักกึก
อังคณาก็ชะงัก จำได้เหมือนกัน
“นี่น้าพรรณี แม่ของพิณทองจ้ะ” ผึ้งไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“แกนี่เองเรอะ” อังคณาหยันในน้ำเสียง
พรรณีถามเสียงขุ่น “คุณมาทำไม”
ผึ้งงง “รู้จักกันด้วยเหรอ น้าณี”

อังคณาเหยียดหยัน “โลกมันแคบจริงๆ นะ ไม่นึกว่าจะมาเจอแกอีก นี่ถ้าวันนั้นฉันรู้ว่าแกเป็นใครล่ะก้อ ฉันชนแกตายไปแล้ว ไม่ใช่แค่ชนหรอก”
พรรณีเดินออกไปเปิดประตูรั้ว
“คุณออกไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ต้อนรับลูกค้าอย่างคุณ”
“คุณแม่ฉันไม่ลดตัวลงมาหาช่างเย็บผ้าต่ำๆ อย่างแกหรอก” ชนกนันท์กระชากเสียง “ฉันมาหาคนชื่อพิณทองย่ะ”
“มีธุระอะไรกับลูกสาวฉัน” พรรณีถาม
“จะมาสั่งสอนมันหน่อย อ๋อ สงสัยเพราะแม่มันคงมัวแต่เย็บผ้าจนไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน ลูกมันถึงได้ทำตัวต่ำช้า หน้าไม่มียางอายแบบนี้” อังคณาว่า
“ไม่แน่นะคะ คุณแม่ บางทีแม่มันอาจจะสั่งสอนลูกให้หากินทางนี้ก็ได้ แค่คะๆ ขาๆ ก็หาเงินได้มากกว่าเย็บผ้าตั้งเยอะ” ชนกนันท์
สองแม่ลูกหัวเราะเย้ยหยัน พรรณีโกรธ
“อะไรกันเนี่ย อยู่ๆ ก็มาด่ากันแบบนี้มันเรืองอะไร มีเวลามากนักเหรอถึงสอนลูกแบบนี้ ลูกฉันไปทำอะไรให้”
“ทำอะไรเหรอ ก็เรียกมันมาถามดูซี ว่าผู้ชายที่มันไปอี๋อ๋ออยู่ น่ะ มันผัวของใคร” อังคณาหยัน
พรรณีงง “หมายความว่ายังไง เธอว่าพิณไปยุ่งกับใคร”
“ก็เจ้านายของมันไง ฮึ เป็นผู้ช่วยเลขาฯ อยู่ได้ไม่กี่วัน ก็เลื่อนขั้นเป็นนางบำเรอไปซะแล้ว ก้าวหน้าเร็วดีไหมล่ะ”
พรรณีตะลึง “ท่าน งั้นเรอะ! … ไม่จริง! เธอใส่ร้ายลูกฉัน”
ชนกนันท์แหวใส่ “ใส่ร้ายอะไร แล้วมันหดหัวหลบอยู่ที่ไหน เรียกมันออกมาซี ถามมันดูเลยว่าความจริง เป็นยังไง”
“พิณไม่อยู่ ลูกฉันไม่อยู่ไปทำงาน”
“ไปทำงานหรือทำอะไรกันแน่ คิดเหรอว่าเด็กความรู้แค่ปวช. อย่างลูกสาวเธอ จะได้กินตำแหน่งเลขาฯ บริษัทใหญ่ๆ อย่างนั้น เพราะอะไร ถ้ามันไม่ได้เอาตัวเข้าแลก แล้วข้าวของที่มีคนเอามาปรนเปรอให้แกที่บ้านน่ะ มันจะมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เพราะลูกเธอขายตัว” อังคณาด่าเป็นชุด
“นี่หยุดนะ ลูกฉันไม่มีทางเป็นแบบนั้น”พรรณีไล่ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เธอสองคนออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
“ฉันไม่ไป จนกว่าฉันจะได้ตัวมัน นก เข้าไปดูกันซิลูก นังตัวดีมันแอบอยู่ที่ไหน”
อังคณากับชนกนันท์เดินเข้าไปในบ้าน จะลุยเข้าไปค้นข้างใน ผึ้งกับพรรณีขวางไว้
“หยุดนะ”
อังคณาผลักพรรณีจนล้มลง
ผึ้งตกใจมาก “น้าณี”
“รีบไปกันเถอะค่ะคุณแม่”
ชนกนันท์ และอังคณาเข้าไปในบ้านของพรรณี

“พิณทอง พิณทอง” ชนกนันท์ตะโกน
อังคณาตะโกนก้อง “นังพิณทอง อยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“นังพิณทองแกออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
พรรณีกับผึ้งเดินตามเข้ามาในบ้าน
พรรณีขึ้นเสียง “นี่ หยุดนะ”
“อีหน้าด้าน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ฉันบอกให้ออกไปจากบ้านฉันไง”
พรรณีกับผึ้งพยายามยื้อให้อังคณากับชนกนันท์ออกไป สองแม่ลูกไม่ยอม พรรณีกระชากอังคณาออกมา
แต่ถูกอังคณาผลักพรรณีล้ม ร่างซวนเซไปชนประตู จนหัวแตก
“น้าณี เป็นอะไรหรือเปล่า”
ผึ้งรีบวิ่งเข้าไปดูพรรณี ส่วนชนกนันท์ลุยเข้าไปเปิดห้องหาตัวพิณทอง
“นังพิณทอง”
พรรณียันตัวลุกขึ้นมา
ผึ้งตกใจ “น้าณีหัวแตก”
อังคณายืนยิ้มสะใจ
“มีมั้ยลูก”
ชนกนันท์เดินออกมาจากห้องของพิณทอง
“ไม่มีค่ะแม่”
อังคณาหันมามองพรรณีตาขวาง
“บอกมานะ ว่านังตัวดีมันอยู่ที่ไหน”
อังคณาตรงเข้าทำร้ายพรรณี
“บอกมาๆ แกบอกฉันมานะ ไม่งั้นแกโดนตบอีกนะ”
“จัดการมันเลยค่ะแม่”
อังคณาจะทำร้ายพรรณี
พรรณีไม่มีทางสู้ จึงผลักตัวอังคณาออกอย่างแรง จนอังคณาล้มลง
“แม่ แม่คะ”
ชนกนันท์รีบเข้าไปพยุงแม่
อังคณาเจ็บ จึงคว้าแจกันดอกไม้เตรียมจะปาใส่ พรรณีคว้ากรรไกรปลายแหลมมาถือไว้ในมือ เงื้อง่า
“หยุด....ถ้าแกสองคนไม่ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ แกได้ชิมรสมือช่างเย็บผ้าแน่”
ผึ้งมีไม้กวาดอยู่ในมือ “หรือจะเอาไม้กวาด ออกไป”
ชนกนันท์ กับอังคณา เห็นพรรณี และผึ้งคว้าอาวุธเตรียมพร้อม ตัดสินใจถอย
“ออกก็ได้” บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่แกต้องบอกนังลูกสาวตัวดีของแกด้วยนะ ว่าเลิกยุ่งกับผัวฉันซะ ไม่อย่างนั้นนะ แกจะเจ็บแสบ และเสียใจ”
อังคณาปาแจกันดอกไม้ลงพื้น สองแม่ลูกกำลังเดินออกไป
“ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ”
ผึ้งตะโกนตามหลังสองแม่ลูก
พอทั้งสองพ้นไป พรรณีก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ผึ้งรีบเข้ามาประคองพรรณี
“พิณ พิณลูกแม่ มันไม่จริงใช่ไหม พิณไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก”

พรรณีรำพึงหัวใจสลาย ไม่อยากจะเชื่อเลย
 

บ่วงรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)

ตรงทางเดินในห้องเก็บเอกสารช่วงตอนกลางวัน ชนะศึกเดินตรวจแฟ้มตามตู้ต่างๆ โดยมีพิณทองเดินตาม ชนะศึกทำฟอร์มไม่รู้เรื่อง

“ไม่สบายเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นรึยัง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ดี...ที่ฉันเรียกเธอมาวันนี้ ก็เพราะจะคุยเรื่องงานนี่แหละ”
พิณทองตกใจ “มันไม่เรียบร้อยหรอคะ”
ชนะศึกหันมาบอก “ป่าว” พิณทองไม่เข้าใจ “คุณทำงานได้เรียบร้อยดีมาก”
พิณทองดีใจ “จริงเหรอคะ เท่ากับพิณผ่านการทดลองงานแล้วใช่ไหมคะคุณชนะศึก”
“ยัง” ชนะศึกเข้ามาใกล้ “ยังต้องทำอีกอย่างหนึ่ง”
พิณทองงวยงง “อะไรเหรอคะ”
ชนะศึกไม่ตอบ หันไปเปิดประตู แล้วเดินออกไป พิณทองรีบเดินตามชนะศึกไป

อังคณาจอดรถที่หน้าบริษัทเบสท์ เอ็นเตอร์ไพร้ส์ ไม่สนใจว่าจะขวางทางใครบ้าง ทั้งสองคนลงจากรถ
ชนกนันท์บ่นอุบ “เสียเที่ยวจริงๆ เลยนะคะคุณแม่ อุตส่าห์ไปหามันถึงบ้าน ดันชิ่งหนีมาทำงานเสียได้”
“ยังไงวันนี้มันก็หนีไม่รอด แม่จะต้องสั่งสอนมันให้ได้ เป็นไงเป็นกัน” อังคณานัยน์ตาวาววับ
ทั้งคู่เดินเข้าตึก คุยไปด้วย
“เรามาลุยมันที่ทำงานก็ดีค่ะคุณแม่ จะได้ประจานมันให้คนเขารู้ มันจะได้อยู่ที่นี่ไม่ได้อีก”
“ใช่ ไหนๆ จะตีงูแล้วต้องตีให้ตาย ไปลูก”
“ค่ะ ลุยมันเลย”
อังคณากับชนกนันท์เข้าตึกไป

ไม่นานนักอังคณากับชนกนันท์เดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของธานินทร์ หน้าตาเอาเรื่องทั้งคู่ ยุ้ยที่กำลังสั่งงานเด็กอยู่เห็นเข้าตกใจ รีบยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ คุณอังคณา” อังคณารับไหว้แบบขอไปที
“นังพิณทองอยู่ไหน”
ทั้งฟลอร์เงียบกริบ อังคณากวาดสายตาไปทั่ว เด็กพนักงานหลบตากันวูบวาบ
“เอ่อ .. คือ” ยุ้ยอึกอัก อ้ำอึ้ง
“แม่ฉันถามว่านังพิณทองอยู่ไหน ทำไมไม่ตอบ อ้ำอึ้งอยู่ได้ หูตึงหรือไง” ชนกนันท์แหวใส่
“คือ น้องเขาไม่อยู่ค่ะ” ยุ้ยบอก
อังคณาแผดเสียง “โกหก! ฉันรู้นะว่ามันมาทำงานแล้ว ตอนนี้มันไปไหน” ยุ้ยปากคอสั่น “ยุ้ย อย่าโกหกฉันนะ เธอก็รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันเอาเธอออกได้ทุกเวลานะ” เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นตวาด “นังพิณทองอยู่ไหน”
ชนกนันท์คาดคั้น “อยู่ไหน บอกมาสิ”
“คือว่า...”

ธานินทร์ได้ยินเสียงดังออกมาจากห้อง จึงเดินออกมา
“เสียงดังอะไรกัน” สีหน้าธานินทร์ตกใจ “คุณอังคณา! คุณมาทำไม”
อังคณาจ้องหน้าธานินทร์ “ทำไมฉันจะมาไม่ได้ ที่นี่บริษัทของฉัน ฉันก็อยากจะมาดู เพราะได้ข่าวว่าแถวนี้มันมีพวกเศษสวะรกหูรกตา เผื่อจะกำจัดออกไปซะมั่ง”
ธานินทร์ฉุน “อะไรกัน คุณอังคณา เศษสวะอะไรของคุณ”
“บอกคุณพ่อไปเลยซีคะ ว่าเรามาทำไม” ชนกนันท์บอกกับธานินทร์ “คุณแม่อยากจะมาดูหน้าผู้ช่วยเลขาฯ คนใหม่ของคุณพ่อค่ะ”
อังคณากราดตาไปรอบๆ “อยู่ไหนล่ะคะ แม่พิณทองของคุณน่ะ” เสียงดัง “หรือว่าแอบลักกินขโมยกินซะจนชิน เลยสู้หน้าใครไม่ได้”
ธานินทร์โกรธจัด ด่าออกไป “คุณอังคณา! หยุดพูดพล่อยๆ เดี๋ยวนี้นะ”
อังคณาอึ้ง “คุณว่าอะไรนะ”
“คุณได้ยินแล้วนี่ หรือจะให้ผมพูดซ้ำ ก็ได้ ผมบอกว่าหยุดพูดจาพล่อย ๆ แบบนี้ หยุดให้ร้ายคนอื่นซะที”
อังคณาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “คุณด่าฉัน...เพราะมัน คุณถึงกับกล้าด่าฉันเรอะ ฉันอยากรู้นัก มันมีทีเด็ดอะไร” พร้อมกับเดินลุยเข้าไปในห้องธานินทร์ “ไหน มันอยู่ไหน ขอฉันดูหน้าหน่อยเถอะ”
“หยุดนะ อังคณา”
“ไม่ ฉันไม่หยุด!”
อังคณาจะเดินไป ธานินทร์ดึงอังคณาไว้
“นั่นคุณจะไปไหน”
อังคณาสะบัดแขนจนหลุด “ฉันจะจัดการกับนังเมียเด็กคุณน่ะซี อย่านึกนะว่าทำอะไรกันอยู่ที่นี่ แล้วฉันจะไม่รู้อะไร”
ธานินทร์ตะคอก “คุณมีหลักฐานอะไรมาปรักปรำคนอื่นแบบนี้”
“มีซี ก็ไอ้ที่คุณแอบไปเฝ้ามันถึงบ้าน แถมยังเอาของกำนัลไปปรนเปรอบ้านมัน คุณนึกว่าฉันไม่รู้หรือไง” ธานินทร์อึ้งไปเลย คาดไม่ถึง “ยังไม่หมดน่ะ ฉันไปบ้านมันมาแล้ว ฉันเลยรู้ว่าทำไมคุณถึงได้มาอาสาทำผ้าเช็ดหน้าให้สมาคม คิดจะเอางานไปจุนเจือบ้านมันใช่ไหม”
ธานินทร์พูดไม่ออก อังคณาเห็นธานินทร์อึ้ง ได้ใจ ขยี้ซ้ำ
“เถียงซีว่าไม่จริง ฮึ!... กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง เถียงไม่ออกใช่ไหม” หันไปหายุ้ย “บอกมา นังพิณทองอยู่ไหน ยุ้ย”

ยุ้ยชี้บอก ปากคอสั่น “ไปห้องเอกสารกับคุณชนะศึกค่ะ”
“แค่นี้แหละ บอกแต่แรกก็หมดเรื่องแล้ว” ชนกนันท์ว่า
อังคณากับชนกนันท์เดินลิ่วไปที่ห้องเก็บเอกสาร

อังคณากับชนกนันท์เปิดประตูเดินเข้าไปในห้องเก็บเอกสาร กวาดตามองไปรอบ ๆ
“ไม่เห็นมีใครเลยนี่คะ คุณแม่”
อังคณาคิดครู่หนึ่ง แล้วเดินปึงปังออกไปจากห้องเก็บเอกสาร ชนกนันท์เดินตาม

อังคณาเดินปึงปังไปที่ห้องชนะศึก สุดาไม่อยู่หน้าห้อง อังคณาเปิดเข้าไปเดินดู ไม่เจอใคร
“ที่นี่ก็ไม่มี! ไปไหนกันนะ”

แม่ลูกมองหน้ากัน อย่างผิดหวัง

ที่แท้พิณทองอยู่ในสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ ดอกกล้วยไม้สวยๆ ละลานตาไปหมด พิณทองหันมามองชนะศึก

“นี่แหละงานอีกอย่างหนึ่งที่เธอต้องทำ วันนี้เป็นวันเกิดเมียคุณฮิโตริ เขาชอบดอกกล้วยไม้ไทย ฉันอยากจะหาไปให้เขาหน่อย...ช่วยเลือกให้ที”
“จะให้เลือกยังไงล่ะคะ”
“ก็เลือกแบบที่สวยๆ...แบบที่เธอชอบก็ได้”
พิณทองรับคำ แล้วเริ่มเดินไปเลือกกล้วยไม้กับเจ้าของร้าน พิณทองดูร่าเริงมีความสุขมากที่ได้อยู่ท่ามกลางกล้วยไม้ ชนะศึกมองดูพิณทองเลือกกล้วยไม้อย่างมีความสุข เขาเองก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
“สวยจังเลย”
พิณทองหยิบกล้วยไม้ต้นหนึ่งมาถือไว้ในมือ มองดูอย่างชื่นชม
“ชอบเหรอ”
ชนะศึกถามขณะเดินเข้ามาหาพิณทอง
“ค่ะ”

สองคนอยู่ในรถที่ชนะศึกเป็นคนขับ รถแล่นอยู่บนถนน บนตักของพิณทองมีกล้วยไม้สองต้น ต้นเล็กต้นหนึ่ง ต้นที่พิณทองหยิบขึ้นมาดู และต้นใหญ่ต้นหนึ่ง สำหรับเมียฮิโตริ พิณทองมองดูอย่างชื่นชมไปตลอดทาง ดูมีความสุขเหลือเกิน
ชนะศึกเหลือบสายตามองพิณทอง “แปลกดีนะ ทำไมผู้หญิงทุกคนต้องชอบดอกไม้”
พิณทองยิ้ม พูดต่อปากต่อคำ “แล้วทำไมผู้ชายทุกคนต้องชอบเงินล่ะค่ะ”
ชนะศึกงง “เธอหมายถึงใคร”
“ก็ ... คุณชนะไงคะ วันๆ เห็นพูดแต่เรื่องเงิน”

“มันเป็นงาน ที่ฉันทำ ไม่ได้แปลว่าฉันชอบ”
“งั้น คุณชนะชอบอะไรคะ”
ชนะศึกนึก ท่าทีขำๆ “ชอบอะไร ไม่รู้ซี ไม่เคยถามตัวเองซักที”
“ความจริงคนเราควรจะรู้ว่านะคะ ว่าตัวเองชอบอะไร”
“เหรอ ทำไมล่ะ”
“ก็จะได้มีความสุขไงคะ ถ้าเรารู้ว่าชอบอะไร เราก็จะได้ไปหาหรือไปอยู่ใกล้ ๆ สิ่งที่เราชอบไงคะ”
ชนะศึกเงียบไปครู่หนึ่ง...ก่อนจะยิ้มออกมา “ตอนนี้ฉันก็กำลังมีความสุข”

เย็นนั้นชนกนันท์กับโสภิตากำลังนั่งทานอาหารกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง โสภิตาวางช้อน ร้องลั่น
“จริงดิ พ่อเธอมีเมียน้อย”
ชนกนันท์ตีแขนโสภิตา “เบา ๆ หน่อยย่ะ อายเค้า”
โสภิตาหัวเราะ “ไม่น่าเชื่อ...เด็กที่ไหนล่ะ นก สวยไหม”
“ผู้ช่วยเลขาฯ หน้าห้อง เพิ่งจบมา หน้าตาเป็นไงไม่รู้ ฉันกับคุณแม่บุกไปลุยมันถึงบ้าน แต่ไม่เจอ ไปที่บริษัท มันก็ไม่อยู่” ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ “ฉันนะไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณพ่อจะเอาเด็กคราวลูกมาทำเมีย”
“โอ้ย เรื่องธรรมดา ใคร ๆ เค้าก็มีกัน” โสภิตาพูดขำๆ “ของพ่อเธอยังไม่เท่าไหร่ สู้พ่อยัยเหมียวไม่ได้...นั่นมีเมียน้อยเป็นผู้ชาย ดู๊!”
โสภิตาพูดเสียงสูง หัวเราะร่วน ชนกนันท์ไม่ขำด้วย หน้าเครียด
“นี่ อย่ามาพูดเล่น ฉันไม่ขำนะ ฉันซีเรียส”
“บ้าน่ะ ซีเรียสทำไม” โสภิตาหัวเราะ “พ่อแกอายุก็ปูนนี้แล้ว...เอาเป็นว่าให้มีเล่นขำๆ ได้ แต่ระวังทรัพย์สมบัติเงินทองอย่าให้กระเด็นไปก็แล้วกัน”

ทานอาหารเสร็จแล้ว ชนกนันท์เดินออกมาหน้าร้านกับโสภิตา ตรงไปยังที่จอดรถไว้ ชนกนันท์ยังบ่นไม่เลิก
“อย่าว่าแต่สมบัติ พ่อฉันมันก็ต้องไม่ได้”
“นี่แปลว่าจะไปลุยเค้าอีกใช่ไหม”
ชนกนันท์เดินไปถึงรถ แล้วชะงัก เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นๆ หู ชนกนันท์เหลียวหันไปมอง ก็เห็นกลุ่มของเพชรแท้กำลังหัวเราะสนุกสนาน และนั่งกินเหล้ากันอยู่หน้าร้านฝั่งตรงข้าม
“อ้าว เพื่อน” โสภิตาไม่ทันเห็นเพชรแท้ “ถามยังไม่ตอบเลย นี่จะไปไหนต่อ”
ชนกนันท์ไม่ตอบ แววตาร้ายกาจผุดขึ้นมาในสีหน้า
“มีเรื่องต้องสะสางอีกนิดหน่อย...แยกกันตรงนี้เลยละกัน”
“ตามใจ ฉันไปนะ”
โสภิตาเดินเลยไปที่รถของตัวเอง
ชนกนันท์ยืนมอง เห็นเพชรแท้ลุกออกจากโต๊ะ โบกไม้โบกมือให้ก๊วนเพื่อน ก่อนจะเดินมาขึ้นมอเตอร์ไซค์ แล้วขับออกไป
ชนกนันท์รีบขึ้นรถ ขับตามไป

เพชรแท้ขับมอเตอร์ไซค์มาดีๆ อยู่ ๆ มอเตอร์ไซค์ก็เริ่มดับ จึงรีบโฉบเข้าข้างทาง พอจอดรถ เพชรแท้ลงมา ถอดหมวก แล้วก้มมองดูเครื่องยนต์ ส่ายหัว
ในที่สุดเพชรแท้พบสาเหตุที่ทำให้รถเสีย จึงเริ่มซ่อมรถ
ระหว่างที่เพชรแท้ซ่อมรถอยู่ ก็มีแสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามา เพชรแท้ไม่สนใจก้มหน้าซ่อมรถต่อ
ชนกนันท์ลงจากรถ พร้อมด้วยกระเป๋าถือ เดินตรงมาที่เพชรแท้
ขาเรียวงาม สะท้อนกับแสงไฟหน้ารถเห็นเป็นเงา เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เพชรแท้มองตะลึง พอเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าเป็นชนกนันท์ ก็เลยเซ็ง
“รถเสียเรอะ”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
เพชรแท้ซ่อมรถต่อ
ชนกนันท์เดินตามมา โน้มตัวลงเท้าแขนกับมอเตอร์ไซค์ ดูยั่วยวน
“ไม่แน่นะ บางทีฉันอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง”
เพชรแท้มองชนกนันท์ ที่ยิ้มโปรยเสน่ห์แล้วขมวดคิ้ว
“คุณน่ะเหรอ จะช่วยผม”
ชนกนันท์ยิ้ม ทำท่าอ่อย “ฉันรู้ ว่าฉันเคยทำให้เธอไม่พอใจ บางที...” ขยับเข้ามาใกล้ตัวเพชรแท้ กระซิบเสียงหวาน “ถ้าเธอให้โอกาสฉัน...”
เพชรแท้ชักเคลิ้ม ปล่อยให้ชนกนันท์โอบลูบไล้ไปตามแขน มือชนกนันท์ค่อยๆ เอื้อมไปถอดเสื้อตัวนอกของเพชรแท้ออก กระซิบเสียงเซ็กซี่
“ความจริงที่ตรงนี้ก็ค่อนข้างเปลี่ยว แล้วก็มืดด้วย ถ้าเราจะทำอะไร คงไม่มีใครผ่านมาเห็นหรอก”
เพชรแท้กำลังเคลิบเคลิ้ม นึกว่าชนกนันท์จะหลงตนจริงๆ แต่พอรู้สึกตัว ชนกนันท์ก็ถอดเสื้อไปถือไว้ แล้วถอยออกไป เพชรแท้เห็นนกเอาเสื้อไป ก็แปลกใจ
“คุณจะทำอะไรของคุณ”
ชนกนันท์หยิบไฟแช็กจากกระเป๋าถือขึ้นมาจุด จ่อไปที่เสื้อเพชร ไฟติดพรึ่บที่เสื้อแล้วโยนไปอีกทางหนึ่ง
เพชรแท้ตกใจ “คุณ...เฮ้ย!” รีบวิ่งไปหยิบเสื้อดับไฟ
ชนกนันท์รีบกลับไปที่รถขณะที่เพชรแท้ดับไฟที่เสื้อ
“เป็นไง สะใจไหม”
เพชรแท้เสียงดัง “คุณทำแบบนี้ทำไม”
“ก็ให้บทเรียนกับแกไง จำไว้นะ ข้อ 1 แกไม่ได้หล่ออย่างที่ตัวเองคิด ข้อ 2 ไม่มีใครทำฉันเจ็บใจแล้วรอดไปได้ และข้อ 3 ...” ชนกนันท์รีบขึ้นรถ
เพชรแท้เดินไปหาชนกนันท์ที่รถ
“รถยนต์แพง ๆ แข็งกว่ามอเตอร์ไซค์กระจอก ๆ ของแก”
“คุณจะทำอะไรน่ะ อย่านะ”
เพชรแท้พยายามวิ่งไปจะเอามอเตอร์ไซค์หลบ แต่ก็ไม่ทัน จึงได้แต่กระโดดหลบ
ชนกนันท์เร่งเครื่องเฉี่ยวมอเตอร์ไซค์เพชรแท้อย่างแรงจนรถล้มไป ชนกนันท์หยุดรถดูอยู่ ด้วยสีหน้าสะใจ
เพชรแท้วิ่งไปหา ชนกนันท์รีบเร่งเครื่องรถทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

เพชรแท้ได้มองตามด้วยสายตาเคียดแค้นและอาฆาต

บ่วงรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)

เวลาผ่านไป ค่ำคืนนั้น ชนะศึกขับรถมาส่งพิณทองที่หน้าปากซอย บนตักพิณทองยามนี้เหลือกล้วยไม้ต้นเดียว เพราะอีกต้นชนะศึกมอบให้ภรรยาฮิโตริไปแล้ว

“ขอบใจเธอมากนะ ดูท่าทางภรรยาคุณฮิโตริจะชอบกล้วยไม้ที่เธอเลือกมาก คราวนี้ถือว่าเป็นความดีความชอบเธอด้วย”
พิณทองยิ้มแย้มอย่างมีความสุข “ขอบคุณค่ะ”
“แน่ใจนะว่าไม่อยากให้เข้าไปส่งที่บ้าน”
“ส่งแค่นี้พอแล้วค่ะ ไม่อยากให้พี่เพชรถาม” ชนะศึกพยักหน้าเข้าใจ “พิณไปนะคะ”
พิณทองขยับจะลงจากรถ หอบกล้วยไม้ และปิ่นโตข้าวลงไปด้วย ชนะศึกดึงมือเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
พิณทองอึ้ง อายมาก หันมาถามเสียงเบา
“คะ”
ชนะศึกค่อยๆ โน้มตัวมาใกล้ พิณทองใจสั่นไปหมด คิดในใจเค้าจะจูบเราไหมนะ
“คุณทำนี่ตก”
ชนะศึกเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่ข้างเบาะส่งให้ พิณทองเอื้อมมือมาจะรับ ชนะศึกชะงักมือไว้ แล้วเอามาเช็ดหน้าของมาหอมเบาๆ ตามองที่พิณทองตลอดเวลา
“หอมดีเนอะ”
พิณทองอายม้วน ดึงผ้าเช็ดหน้าไป แล้วรีบลงจากรถ ชนะศึกยิ้ม ร้องบอก
“หลับฝันดีนะ เด็กน้อย”
พิณทองลงจากรถ โบกมือให้ ชนะศึกออกรถไป
พิณทองมองตามไฟท้ายรถจนแสงสุดท้ายลับตา เอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาแนบแก้ม แล้วจุ๊บเบาๆ นัยน์ตาฝันหวาน
“ฝันดีเช่นกันนะคะ คุณชนะศึก”
พิณทองเดินยิ้มเข้าบ้านไปพร้อมต้นกล้วยไม้และปิ่นโตข้าว

พิณทองหอบกล้วยไม้เดินเข้าบ้าน ฮัมเพลงมาด้วย ตาพราวฉ่ำด้วยความสุข พรรณีที่นั่งดักรออยู่ในความมืดเห็นอาการทั้งหมด รู้ทันทีว่าพิณทองกำลังอินเลิฟแน่นอน พรรณีมีสีหน้าหนักใจ
พิณทองเดินเข้ามาถึงด้านในบ้าน พรรณีออกมาดักไว้
“พิณ”
“แม่” พิณทองยิ้ม “มานั่งทำอะไรจ๊ะ มืดๆ”
พรรณีเสียงเครียด “แม่มารอพิณนั่นแหละ”
“มีอะไรหรือจ๊ะ” พิณทองเห็นพรรณี หัวแตกก็ตกใจ “แม่เป็นอะไรน่ะ ใครทำอะไร แม่”
“ก็เพราะเรานั่นแหละ” พิณทองยิ่งตกใจ “พิณรู้ไหม คนที่พิณกำลังคบอยู่น่ะ เขามีเมียแล้ว”
พิณทองตกใจที่แม่รู้ “อะไรนะ”
“เมียเขามาที่บ้านเราวันนี้ มาถามหาพิณ เขาบอกให้พิณเลิกยุ่งกับคนของเขาซะ”
พิณทองเถียง “ไม่จริง”
“อย่าโกหกแม่นะพิณ! พิณทำแบบนี้ แม่ก็เสียใจพออยู่แล้ว” ร้องไห้ออกมา “แม่ไม่คิดเลยว่าพิณจะคิดสั้นๆ แบบนี้ กะอีแค่ท่านเขาเอาเงินทองตำแหน่งมาล่อ พิณก็หลงเชื่อเขาหรือลูก”
“ท่าน! แม่ แม่นึกว่าพิณมีอะไรกับท่านหรือจ๊ะ”
“ก็วันนี้เมียกับลูกเขามาด่าประจานเราถึงที่บ้าน แม่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
พิณทองโล่งอก “เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว แม่จ๋า เชื่อพิณซีจ๊ะ ท่านเป็นคนดี ท่านเมตตาพิณแบบผู้ใหญ่ที่เมตตาเด็กจริง ๆ ไม่ได้คิดอกุศลเลย”
“แม่ไม่เชื่อ สีหน้าท่าทางลูกก็บอกชัด ลูกไปกับเขามาใช่ไหม แล้วยังกล้วยไม้นี่อีก”
“ไม่ใช่จ้ะ แม่” พิณทองอายม้วน “พิณไม่ได้ไปกับท่าน”
พรรณีคาดคั้น “งั้นพิณไปกับใคร”
“พิณไปกับ” อ้ำอึ้งสักครู่ก่อนบอก “คุณชนะศึกจ้ะ”
พรรณีชะงัก “คุณชนะศึก”
“แม่เคยได้ยินชื่อไหมจ๊ะ คุณชนะศึก เลิศชัยวัฒน์ เขาเป็นลูกชายของท่าน เป็นเจ้านายอีกคนหนึ่งของพิณ”
พรรณีคราง “เลิศชัยวัฒน์!”
พิณทองยิ้ม “จ้ะ แม่”
พรรณีตะลึง พิณทองเขย่าแขนแม่
“แม่ เป็นอะไรไปคะ”
“พิณ พิณบอกแม่ซิ “ท่าน” ของพิณ ชื่ออะไร”
“ท่านชื่อธานินทร์จ้ะแม่ ธานินทร์ เลิศชัยวัฒน์ ประธานบริษัทเบสท์ เอ็นเตอร์ไพรส์”
“ธานินทร์”
พรรณีอึ้ง นิ่งงันไป

พรรณีเดินเข้ามาในห้อง นั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยิน
ภาพความหลังอันหวานชื่นในอดีต วันนั้นธานินทร์ประคองพรรณีนั่งลงบนเตียงนอน ทั้งสองคนมองหน้ากัน พรรณีค่อยๆ เอนตัวลงนอนบนเตียงโดยมีธานินทร์อยู่ข้างๆ เสียงเพลงแว่วหวานจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณกำลังเล่นเพลง ‘อาลัยรัก’
พรรณีดึงตัวเองกลับมารำพึง “ธานินทร์ ... ไม่นึกเลยว่าจะได้ยินชื่อของคุณอีก”
พรรณีหยิบรูปที่หัวเตียงมาดู เป็นรูปของตัวเองกับเพชรแท้ และพิณทอง พรรณีเอาปลายนิ้วลูบไล้ไปที่รูป รำพึง
“ถ้าหากเราต้องเจอกันอีก ฉันจะทำอย่างไรดี”
เสียงเคาะประตูปังๆ พรรณีสะดุ้ง เพชรแท้เปิดประตูเข้ามา
“แม่ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า” เดินเข้ามาเห็นแม่เป็นแผล ห่วงใย “เจ็บไหมแม่”
“ไม่จ้ะ” พรรณรีเห็นท่าทีของเพชรแท้ รีบกุมมือปลอบ “เพชรใจเย็นๆ นะ แม่ไม่เป็นอะไรจริงๆ”

เพชรแท้ฮึดฮัดแบบคนจะเอาเรื่อง
“เพชรจะไปบอกไอ้แก่หัวงู ให้มันเลิกยุ่งกับพิณ...เพชรจะไปจัดการมัน”
“ไม่ได้นะ เพชร อย่าไปยุ่งกับเขา แล้ว...อย่าไปพูดถึงเขาแบบนั้น”
“ทำไม มันวิเศษมาจากไหนแม่ถึงต้องไปกลัวมัน คนรวยมันตายไม่เป็นหรือไงแม่ คอยดูนะ มันทำแม่เจ็บ เพชรจะทำให้มันเจ็บเป็นสองเท่า”
“ไม่ได้! เพชร สัญญากับแม่นะ สัญญากับแม่ก่อน เพชรห้ามคิดทำอะไร “เขา” เป็นอันขาด”
เพชรแท้โมโห “ทำไม ทำไมทำอะไร “มัน” ไม่ได้”
พรรณีอึดอัดใจ “เพชรแม่บอกแล้วไง แม่ขอร้อง อย่าพูดถึงเขาแบบนั้น”
เพชรแท้ขัดใจ “แม่ มันทำเราเดือดร้อนนะ เพราะมัน เมียกับลูกมันถึงมาทำร้ายแม่ แล้วเราทำไมต้องไปเกรงใจมัน”
“แม่มีเหตุผลของแม่ก็แล้วกัน เพชรไม่ต้องรู้หรอก” พรรณีตัดบท ท่าทีจริงจัง “แต่เพชรต้องรับปากแม่ก่อน ว่าจะไม่ไปยุ่งกับเขา”
เพชรแท้แย้ง “แล้วถ้ามันมายุ่งกับเราอีกล่ะ แม่จะทำยังไง”

พรรณีนิ่งคิด ตัดสินใจเด็ดขาด เธอจะไม่ยอมเจอธานินทร์อีก

ภายในบ้านเลิศชัยวัฒน์ตอนเช้า ประตูลิฟต์ชั้นล่างเปิดออก ธานินทร์เดินออกมา แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นอังคณา ยืนอยู่ในชุดพร้อมจะออกจากบ้าน

“จะไปทำงานแล้วใช่ไหม” เดินมาหา “ไป ฉันไปด้วย”
ธานินทร์ชะงัก “คุณจะไปทำอะไร”
“ฉันจะไปไล่นังพิณทองออก”
ธานินทร์ฉุน ขึ้นเสียง “ไล่ทำไม...เขาทำอะไรผิด”

สองคนเปิดฉากทะเลาะกันไปมา
“ผิดอะไร...มันผิดตั้งแต่เข้ามาทำงานในบริษัทนี้วันแรกแล้ว มันมาเป็นเมียน้อยคุณ ผิดทั้งกฎหมาย ทั้งศีลธรรม คนแบบนี้จะจ้างไว้ได้ยังไง”
“บ้าแล้ว คุณเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว ผมไม่มีอะไรกับเด็กคนนั้น”
“ถ้าไม่มีอะไรก็ต้องกล้าไล่มันออกซี แค่เสมียนกระจอกๆ ขาดมันแล้วบริษัทจะเจ๊งอย่างงั้นเหรอ”
“ไม่ ผมจะไม่ไล่เขาออก”
อังคณายอกย้อน “เพราะมันเป็นเมียน้อยของคุณใช่ไหม”
“นี่ พูดอะไรไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง”
“ไม่อาย ไอ้คนที่ทำชั่ว มันยังไม่อายเลย ทำไมฉันต้องอาย ก็ได้ ถ้าคุณไม่กล้าไล่มันออก ฉันไปไล่มันเอง”
ธานินทร์ดุ “อย่านะ อังคณา”
“ทำไม ฉันมีอำนาจ อยากไล่ใครออกก็ได้”
“คุณไม่มีอำนาจ อย่าลืมซีว่าผมเป็นประธานบริษัท และผมจะไม่ไล่ใครออกโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ ถ้าจะอยากทำ ก็ต้องเอาเสียงผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งมาปลดผมออกจากตำแหน่งเสียก่อน”
“คุณท้าฉันเหรอ”
ไผมไม่ได้ท้า ถ้าคุณกล้าทำก็เอาเลย”
ระหว่างนั้น ศักดาหิ้วกระเป๋าเดินเข้ามาที่ประตู ธานินทร์หันไปบอกศักดา
“ศักดาเอารถไปเก็บ ไม่ไปไหนแล้ว” มองมาทางอังคณา พูดใส่หน้า “เบื่อ”
พูดแล้วธานินทร์ก็เดินกลับไปทางห้องทำงาน อังคณาทำอะไรไม่ถูก

ธานินทร์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องทำงาน เดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะรู้สึกหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธานินทร์ลุกขึ้น เดินไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่ เปิดฝานาฬิกาออก หยิบกล่องใส่เสื้อออกมาเปิดกล่องออก แล้วหยิบเสื้อที่มีรอยปัก “รัก...พรรณี” ออกมา กอดเสื้อนั้นไว้กับอก
ธานินทร์พูดพร่ำกับเสื้อ “คุณรู้ไหม สิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ คือการคิดถึงความสุขที่เราเคยมีด้วยกัน”
ธานินทร์ดื่มด่ำกับความทรงจำในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเก็บเสื้อเข้ากล่อง นำเอากล่องไปเก็บคืนไว้ในนาฬิกาตามเดิม
ธานินทร์เดินไปที่ประตูห้อง โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีเงาของใครบางคนยืนอยู่ที่นั่น
ใครคนนั้นคืออังคณา และอังคณามองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แววตาหมายมาด

ทางด้านพรรณีนั่งสอยเสื้อตัวหนึ่งอยู่ที่มุมห้องภายในบ้าน เพชรแท้นั่งอ่านหนังสือกีฬาอยู่ที่โซฟารับแขก
ครู่หนึ่งพิณทองอยู่ในชุดทำงานเดินออกมาจากครัว มือหนึ่งถือกระเป๋า อีกมือหนึ่งหิ้วปิ่นโต
เพชรแท้กับพรรณี สบตากันนิดหน่อย แล้วเพชรแท้ก็ลุกขึ้นเดินมาหาพิณทอง ดึงปิ่นโต และกระเป๋าถือออกมาจากมือพิณทอง สองคนโต้เถียงกัน
“พี่เพชรทำอะไรน่ะ”
“พิณไม่ต้องไปทำงานแล้ว พี่จะให้พิณลาออกจากงาน”
“บ้าแล้ว เอาคืนมานะ พี่เพชร” จะแย่งคืน “ทำไมพิณต้องลาออกจากงาน”
“นี่มันด่าถึงบ้าน หาว่าพิณเป็นเมียน้อย ยังจะมีหน้าไปทำงานกับมันอยู่อีกเหรอ ไม่รู้จักอายหรือไง”
“แค่คนเข้าใจผิด ไม่เห็นเป็นไร...พี่เพชร พิณไปทำงานหาเงินมาให้แม่นะ”
“แล้วที่มันทำกับแม่ล่ะ พิณคิดถึงบ้างไหม”
“ก็บอกแล้วไงว่าเขาเข้าใจพิณผิด พิณถึงต้องไปทำงาน ไปอธิบายให้เขาเข้าใจ”
เพชรแท้หยัน “อ๋อ นี่คิดจะไปง้อขอความเมตตาจากมันใช่ไหม หรือจะไปออดอ้อนให้ลูกชายมันสงสารพิณ”
พิณทองชะงักกึก
“แม่เล่าให้พี่ฟังหมดแล้ว เรื่องพิณกับลูกชายมันน่ะ พิณไม่อยากลาออกก็เพราะมันใช่ไหม ในหัวน่ะคิดเรื่องอื่นบ้างไหม นอกจากเรื่องผู้ชายน่ะ”
พิณทองโกรธมาก “พี่เพชร หยุดพูดนะ”
“ทำไม อายเหรอ พี่พูดจี้ใจดำใช่ไหมล่ะ จะบอกให้นะ ไอ้เศรษฐีนั่นน่ะไม่จริงใจกับพิณหรอก มันก็แค่จะหลอกฟันพิณ ได้แล้วมันก็ทิ้ง”
“ไม่จริง!” กลบเกลื่อน “พิณกับคุณชนะศึกไม่มีอะไรกันซักหน่อย แล้วเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขาด้วย...ไม่รู้ล่ะ พิณจะไปทำงาน”
พิณทองแย่งของออกไปจากมือเพชรแท้ แล้วเดินไป เพชรแท้จับตัวน้องไว้
“พี่ไม่ให้ไป พิณต้องอยู่บ้าน”
“ปล่อยนะ พิณจะไปทำงาน” พิณทองดิ้นรนขัดขืน
“ก็บอกว่าไม่ให้ไป”
“พิณจะไป ปล่อยพิณ”
สองพี่น้องยื้อยุดกันไปมา จนพรรณีทนไม่ไหว เดินเข้าไปมองหน้าเพชรแท้
“เพชร ปล่อยน้องเถอะ”
เพชรแท้มองแม่อย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมปล่อย พิณทองมองค้อนพี่ชาย นึกว่าแม่เข้าข้างตัวเอง
พรรณีหันมาทางพิณทอง “พิณจะไปก็ได้” พิณยิ้มเกือบดีใจ “ไปบอกเค้าซะเลยว่าพิณจะลาออก”
พิณทองงง ไม่อยากจะเชื่อ “อะไรนะคะแม่”
พรรณีพูดเสียงเรียบแต่ชัดเจนและเฉียบขาด “นี่เป็นคำสั่งของแม่”

พูดจบเท่านั้นพรรณี ก๋เดินกลับเข้าบ้านทันที เพชรแท้เดินตามไป พิณทองตกตะลึงในสิ่งที่แม่พูด

บ่วงรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)

ในเวลาเดียวกัน หน่อย สาวใช้รีบเดินลงมาจากบันไดมา อังคณานั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างกระวนกระวายหันไปเห็น

“ว่าไงหน่อย”
“ท่านยังซ่อมนาฬิกาอยุ่เลยค่ะ”
“บ้าจริงๆ” พูดกำชับกับหน่อย “ไปคอยดูไว้ เขาออกไปเมื่อไหร่ รีบมาบอกฉัน”
“ค่ะ”
หน่อยรีบวิ่งกลับขึ้นบันได
อังคณาพยายามคิดหาทางออก แล้วครู่หนึ่งก็เหมือนคิดได้ กดโทรศัพท์หาเรืองโรจน์
“ฮัลโหล เรืองโรจน์เหรอ”

ธานินทร์นั่งซ่อมนาฬิกาอยู่แต่ท่าทางดูไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่นัก ครู่หนึ่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ธานินทร์วางเครื่องลง แล้วหันไปรับโทรศัพท์
“ว่าไงเรืองโรจน์”
เรืองโรจน์อยู่ที่ห้องทำงานในบริษัท
“ท่านประธานอยู่ที่ไหนครับ”
“ผมอยู่บ้าน”
“คือวันนี้มีสรุปเรื่องโครงการด่วนน่ะครับ ผมเลยอยากให้ท่านเข้าประชุมด้วยครับ”
“ประชุมกันเลยซี ทำไมผมต้องเข้าประชุมด้วย ไอ้บริษัทนี้ไม่มีผมซักคนมันจะเจ๊งไหม ทำไมผมต้องทำทุกอย่างเองหรือไง” ฟังแล้วถอนใจ “ โอเค. ถ้างั้นบอกให้เขารอไปก่อน ผมยังไม่อยากไป”
จากนั้นธานินทร์ก็วางหูโทรศัพท์ด้วยอาการหงุดหงิด แล้วกลับไปซ่อมนาฬิกาต่อ

เรืองโรจน์กดโทรศัพท์ไปหาอังคณา
“ว่าไงเรืองโรจน์”
“ท่านบอกว่าให้รอไปก่อนครับ”
อังคณาหงุดหงิด “แล้วแปลว่าอะไร แล้วจะออกไปไหมไอ้รอไปก่อนน่ะ”
เรืองโรจน์ อึกอัก “ผม..เอ่อ...ก็ไม่ทราบครับ”
อังคณาแว้ดอย่างวางอำนาจ “ไม่ทราบไม่ได้ เธอจะต้องหาทางทำให้เข้าออกจากบ้านให้ได้ เร็วที่สุดด้วย ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก เข้าใจไหม”
เรืองโรจน์วางโทรศัพท์ด้วยอาการหัวเสีย แล้วโทร.กลับไปหาธานินทร์อีก ธานินทร์รับสาย
“ว่าไงเรืองโรจน์ เหรอ...เออๆ ก็ได้ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ธานินทร์วางสาย แล้วลุกเดินออกไป

ธานินทร์เปิดประตูเดินออกมาจากห้อง หิ้วกระเป๋าเอกสารออกมาด้วยอังคณาแอบมองอยู่ อังคณายิ้มพอใจ ในที่สุดเรืองโรจน์ก็ทำสำเร็จ

คล้อยหลังธานินทร์ไม่นาน อังคณาเดินเข้ามาในห้อง มองไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่ แล้วเดินไปเปิดฝานาฬิกาออก หยิบกล่องที่อยู่ข้างในออกมาเปิดดู เห็นเสื้อและนาฬิกาข้อมือ
อังคณาเห็นหยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู อย่างพินิจพิจารณา แล้วเก็บเข้าที่เดิม
ต่อมาอังคณาเอาเสื้อออกมา เห็นรอยปักที่เสื้อว่า “รัก...พรรณี”
อังคณามองนิ่งไปที่รอยปัก พึมพำเบาๆ “รัก...พรรณี ....พรรณีไหนกัน”
อังคณาพยายามนึกชื่อพรรณี เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินผ่านหูมาไม่นานนี้ แล้วอังคณาก็นึกได้
ตอนที่อังคณาคุยกับเรืองโรจน์เรื่องที่ให้ไปสืบบ้านของพิณทอง และตอนที่ไปที่บ้านของพิณทองและได้เจอพรรณี
อังคณามั่นใจ “ต้องเป็นนังนั่นแน่ๆ เลย ต้องใช่แน่ๆ อีพรรณี”
อังคณาหายใจแรง เจ็บจี๊ดทันทีที่นึกออกว่าพรรณีคือใคร เธอได้รู้ความลับที่ธานินทร์เก็บงำไว้

แต่มันนานแค่ไหนแล้วระหว่างธานินทร์กับผู้หญิงคนนี้ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ ยิ่งคิด อังคณาก็ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น

ธานินทร์ยืนรอศักดาอยู่ตรงโถงในบ้าน สักครู่หนึ่งศักดาจึงเดินเข้ามา ธานินทร์ส่งกระเป๋าให้ศักดา

“ผมก็คิดว่าท่านไม่ออกจากบ้านแล้ว เลยไปซื้อของที่ปากซอยให้นังแจ๋วมัน”
ธานินทร์ส่ายหัว “ไม่เป็นไรหรอก”
ขณะที่ธานินทร์กำลังเดินออกไปหน้าบ้าน อังคณาเดินลงบันไดมา ในมือถือเสื้อมาด้วย เรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
ธานินทร์หันกลับมามอง อังคณาเดินมายืนมองหน้าธานินทร์ ชูเสื้อขึ้น
“นี่มันอะไรกัน บอกฉันสิว่ามันอะไร”
ธานินทร์เห็นเสื้อในมืออังคณาก็จำได้ทันที ธานินทร์ตกตะลึง ส่วนศักดาเห็นท่าไม่ดี รีบหลบฉากไปทันที
“ขอให้ผม”
“ไม่ จนกว่าคุณจะบอกฉันว่ามันคืออะไร บอกมาซี”
ธานินทร์ตัดสินใจบอก “คุณก็เห็นอยู่แล้วว่าอะไร ต้องให้ผมพูดทำไม”
“แต่ฉันอยากให้คุณพูด พูดออกมาซีว่ามันเป็นของที่ระลึกจากนังพรรณีเมียเก่าของคุณ ใช่ไหม...ใช่ไหม”
ธานินทร์โกรธ “คุณอย่าบีบคั้นผมจนเกินไปนักนะ อังคณา”
อังคณาคาดคั้น “พูดมาซี ว่าความจริงมันเป็นยังไง คุณคิดถึงมัน คุณจะกลับไปหามันใช่ไหม”
“เปล่า”
อังคณาตะคอก “โกหก” ชูเสื้อหรา “หลักฐานเห็นกันอยู่โต้งๆ” แค้นจัด “คุณรักแม่มัน คุณเลยไปเอาลูกมันมาทำงานในบริษัท นี่ถ้าฉันจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คุณคงพาโคตรเหง้ามันมาผลาญสมบัติฉันจนหมดเลยซีนะ”
“หยุดนะ” ธานินทร์ตวาดแรง “นี่คุณกำลังดูถูกผมนะ”
“ฉันแค่รู้ทันคุณต่างหาก คุณกับนังพรรณี รวมหัวกันหลอกฉันมานานแค่ไหนแล้ว” ขยำเสื้อ “คุณเก็บไอ้เสื้อบ้านี่มานานแค่ไหนแล้ว” อังคณากรี๊ดแผดเสียง “คุณนอกใจฉันมานานแค่ไหนแล้ว ไอ้คนทรยศ”
อังคณาโกรธจนลืมตัว เข้าทุบตีธานินทร์ ร้องไห้ฟูมฟาย ธานินทร์ผลักอังคณาเซออกไป โกรธเหมือนกัน
“ผมไม่ได้ทรยศคุณ” ธานินทร์แค้นใจ “ผมไม่อยากคิดจะพูด ได้!...อังคณา ผมแต่งงานกับคุณ เพราะหน้าที่ แต่ผมรักพรรณีคนเดียว รู้ไว้ด้วยอังคณา ผมรักพรรณีคนเดียว”
อังคณาตบหน้าธานินทร์
อังคณาโกรธแค้นและเสียใจ จนน้ำตาไหล “ฉันเป็นเมียคุณนะ คุณพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง”
พูดแล้วอังคณาหันขวับ เดินออกไปนอกบ้าน
“อังคณา”
ธานินทร์มองตามอังคณาอย่างพรั่นพรึง

อังคณาเดินร้องไห้มาหน้าบ้าน
“รักมันมากใช่ไหม คอยดูนะธานินทร์”
อังคณากำลังจะจุดไฟเผาเสื้อด้วยไฟแช็คในมือ
ธานินทร์เดินตามออกมา เห็นอังคณาจุดไฟเผาเสื้อ ตรงรอยปักรักพรรณีกำลังไหม้ไฟ
ธานินทร์ร้องลั่น “อังคณาอย่าทำแบบนั้นนะ”
อังคณาทิ้งเสื้อที่ไฟไหม้ลามเกือบหมดทั้งตัวลงพื้นด้วยสีหน้าสะใจ
ธานินทร์วิ่งไปที่เสื้อที่กำลังไหม้ไฟ
“อย่านะ...” อังคณาดึงแขนธานินทร์ไว้ “คุณรักมันมากนักใช่ไหม? ดู ดูซะให้เต็มตา...”
ธานินทร์เห็นภาพเสื้อที่ไหม้ไฟจนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว
“ผมไม่คิดว่าคุณจะร้ายขนาดนี้”
ธานินทร์โกรธจัดจ้องหน้าอังคณาเขม็ง อังคณามองกลับมาด้วยแววตาเคียดแค้นพอกัน
“คุณร้ายกับฉันก่อนนี่”
“แต่คราวนี้คุณทำเกินไป ผมทนไม่ไหวแล้ว เราสองคนขาดกัน ผมจะหย่าขาดจากคุณ”
ธานินทร์เดินตรงไปที่รถที่จอดรออยู่ อังคณาเดินตามไป
“คุณไม่ต้องมาขู่ฉันเลย”
“ผมไม่ได้ขู่ ผมทำจริงๆ คุณเตรียมเซ็นเอกสารหย่าได้เลย”
อังคณาสวนคำ “ฉันไม่หย่า ฉันไม่เซ็น”
ธานินทร์ก็ขึ้นรถที่ศักดาจอดรออยู่ อังคณาวิ่งตามไป
“แน่จริงอย่าเพิ่งไปสิ ธานินทร์!”
รถธานินทร์แล่นออกพ้นรั้วบ้านไปแล้ว
“แน่จริงออกมาก่อนสิ ...ฉันไม่ให้คุณมีความสุขกับใครหรอก ถ้าฉันไม่มี คุณก็ต้องไม่มี เข้าใจไหม? ธานินทร์ ได้ยินหรือเปล่า”
อังคณาตะโกนตามไป และยืนโกรธแค้นอยู่ พร้อมกับร้องไห้ ทรุดตัวลงนั่ง
“คุณทำให้ฉันเจ็บปวด ฉันจะเอาคืนเป็นร้อยๆ เท่า คอยดู ฉันไม่มีทางให้คุณได้เสวยสุขกับอีนังนั่นเด็ดขาด”
ชนกนันท์ได้ยินเสียง รีบวิ่งออกมาจากในบ้าน
“แม่ ....แม่”
ชนกนันท์เข้าไปประคองอังคณา
“แม่ เกิดอะไรขึ้นคะแม่”
อังคณาร้องไห้ฟูมฟาย

“พ่อเค้าจะทิ้งแม่ไป พ่อเค้าจะหย่ากับแม่!”

โปรดติดตาม "บ่วงรัก" ตอนต่อไป วันนี้ เวลา 17.00 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...