xs
sm
md
lg

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 20

เผยแพร่:

The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 20


ทางด้านญาณินเมื่อกลับถึงรีสอร์ท ญาณินเดินรีบร้อนมาที่หน้าบ้านติณห์เพราะมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง ติณห์เดินตามมาแทบไม่ทัน

“ป้าออคะ ป้าอออยู่รึเปล่า”
“ทนายสมชาติ คุณอยู่ที่นี่รึปล่าว Are you here”
ติณห์วิ่งแซงญาณินมาเปิดประตูเข้าบ้าน แล้วก็ยิ้มออกเมื่อเห็นด้านหลังของทนายสมชาติยืนอยู่กับป้าอรวรรณ
“นั่นไงคุณ อยู่ที่นี่กันเอง” ติณห์เดินเข้าไปหา “เฮ้ คุณทนาย ผมถามว่าอาร์ ยู เฮีย ทำไมคุณไม่ตอบผม”
ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ๆ เห็นป้าอรวรรณกับทนายสมชาติยืนอยู่กลางบ้านในลักษณะที่กำลังยืนมองขึ้นไปชั้นบนด้วยสีหน้าตกใจ ในมือทนายสมชาติถือไฟฉายส่องอะไรบางอย่าง
“แล้วนี่พวกคุณดูอะไรกันอยู่เหรอ? เฮ้ ผมถาม ทำไมไม่พูด”
“เดี๋ยวค่ะคุณติณห์ มองพวกเค้าให้ดีๆ ซีคะ” ญาณินแกว่งมือไปที่หน้าป้าอรวรรณ “ป้าออคะ ป้าออ”
ติณห์แกว่งมือที่หน้าทนายสมชาติบ้าง
“คุณสมชาติ เฮ้ ยูเฮียมี? คุณทนาย”
แต่ทั้งสองก็ยังยืนนิ่งราวกับรูปปั้นไม่มีชีวิต
“โอ้วมายก็อด ใครมาสตาฟสองคนนี้ไว้”
“เดี๋ยวก็รู้ค่ะ เรามาเขย่าแรงๆ ปลุกสองคนนี่พร้อมกันนะคะ”
ติณห์พยักหน้าแล้วทั้งคู่ก็จับตัวป้าอรวรรณกับทนายสมชาติเขย่าเต็มแรง
“คุณสมชาติ ตื่น!/ป้าออ ตื่นค่ะ!”
ทั้งสองสะดุ้งหายใจเฮือก รู้สึกตัวด้วยอาการตื่นตกใจค้าง
“อ๊าก/อ๊าย”
“พวกเราเองค่ะ ไม่ต้องตกใจ”
ป้าอรวรรณผวาเกาะญาณินมองเลิ่กลั่ก
“มันหายไปไหนแล้ว น่ากลัวจริงๆ เลย”
“อะไรค่ะป้า นี่กลัวอะไรกันคะ”
“ผมก็ไม่รู้ครับ ว่ามันเป็นผีหรือเป็นคน”

ทนายสมชาติเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...ทนายสมชาติรีบเดินถือไฟฉายมาที่บ้านติณห์กับป้าอรวรรณ
“เมื่อคืน พวกผมกลับมาจากทำธุระในเมืองกัน พอมาถึงพวกผมได้ยินเสียงดังแปลกๆ มาจากบ้านคุณติณห์”
ทนายสมชาติกับป้าอรวรรณเดินมาถึง หยุดยืนมองที่หน้าบ้านที่บัดนี้มันดูมืดมิดวิเวกวังเวงไม่ต่างจากบ้านผีสิง มีเสียงคนเดินอยู่ในบ้านทนายสมชาติกับป้าอรวรรณเงี่ยหูฟัง
“ธรรมดาไฟต้องติดอัตโนมัตินี่นา”
“คุณทนายได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยินรึปล่าวคะ”
“เสียงคนเดินอยู่ในบ้าน”
“แล้วดูซีคะนั่น”
ป้าอรวรรณชี้ไปที่ประตูหน้าบ้าน ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้
“มีคนแอบเข้าไปในบ้าน รีบเข้าไปดูเถอะครับ”
“เอ่อ เดี๋ยว”
ป้าอรวรรณไม่ทันปฏิเสธ ทนายสมชาติก็คว้ามือจูงเข้าบ้านไปด้วยกันทันที
ทนายสมชาติกับป้าอรวรรณก้าวเข้ามาในบ้านที่ไฟมืดมิด ทนายสมชาติพยายามกดสวิตซ์ไฟ แต่ไฟไม่ยอมติด
“ไฟไม่ติดสักดวง”
“คุณลืมจ่ายค่าไฟรึเปล่าคะ เดี๋ยวนี้ค้างเดือนเดียวการไฟฟ้าก็ตัดแล้วนะ ตอนอยู่ที่บริษัทซิกส์เซ้นส์ อู๊ย โดนตัดบ่อยค่า”
“ชู่ว” ป้าอรวรรณเงียบ “ผมว่าคงเป็นฝีมือของไอ้โจรที่อยู่ข้างบนมันตัดให้ด้วยความหวังดี ฟังซีครับเสียงเหมือนมันอยู่ในห้องนอนคุณติณห์”
“แล้วเราจะอยู่ทำไมล่ะคะ มาก็มือเปล่า จะไปสู้อะไรกับโจรได้ รีบไปแจ้งตำรวจกันดีกว่าค่ะ”
ป้าอรวรรณดึงแขนทนายสมชาติให้เดินออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องติณห์ออกมา ทนายสมชาติส่องไฟฉายขวับไปที่ประตูทันที แต่ไม่เห็นใคร ทั้งๆ ที่ประตูถูกเปิดออกมา แล้วมีเสียงเดินดังใกล้เข้ามา
“ห่ะ ทำไมไม่เห็นตัวมัน ทั้งๆ ที่เสียงเดินมาทางเรา”
“อ๊าย หรือว่า...”
ป้าอรวรรณร้องลั่นพลางเข้ามาเกาะแขนทนายสมชาติแน่น ทำเอาทนายสมชาติตกใจไปด้วย
“เย้ย อะไรครับ”
“เสียงมันมาเดินอยู่ข้างหน้าเราแล้ว”
ทนายสมชาติส่องไฟฉายไปในความมืดรอบตัวอย่างลนลาน แล้วทั้งสองต้องช็อคเมื่อไฟฉายส่องสว่างวาบมาเจอร่างดำทะมึนยืนอยู่ตรงหน้า
“อ๊าก/อ๊าย”
ทั้งสองร้องตกใจเสียงก้อง แล้วร่างทั้งคู่ก็นิ่งค้างราวรูปปั้น

สุคนธรสมีสีหน้าตกใจขณะลงจากรถหลังจากกลับมาจากอยุธยา พลางคุยโทรศัพท์กับญาณิน
“แย่แล้วแกยัยเจ๊”
“ทำไม”
“นั่นมันวิชาล่องหนหายตัวสุดยอดแห่งวิชาไสยดำขั้นสูง คนที่ใช้วิธีนี้ บุกรุกเข้ามาในห้องคุณติณห์ แล้วยังสะกดจิตป้าออกับทนายสมชาติแช่แข็งเอาไว้ได้”

“แต่ไม่ได้เอาของมีค่าอะไรไปเลย”
 
สาวๆ ก๊อง ฟังอย่างตั้งใจ อ้าปากหวอ
 
“ถ้ามันใช้วิชามารระดับนี้ได้ มันคงไม่ต้องการของมีค่าหรอกเจ๊ แต่สิ่งที่มันต้องการน่าจะเป็นอะไรบางอย่างของคุณติณห์”
“อย่างเช่นอะไร”
“อาจจะเป็นสิ่งที่เอาไปทำพิธีทางคุณไสยได้ พวกเศษเสื้อผ้า เส้นผม หรือว่าเศษเล็บของคุณติณห์”
ญาณินชักใจไม่ดี
“ฮะ เอาไปทำ อย่างที่ยัยเพนนีเคยทำเหรอ”
“ยัยเพนนีน่ะเด็กๆ”
“มันกะฆ่าให้ตายเลยใช่ไหม”
“วิญญาณคุณหลวงกับโกลเด้นท์เบบี้ล่ะ”
คุณหลวงหายไปก่อน ชั้นจะไปช่วยแกปราบไอ้หมอสมคิดอีก ทีแรกนึกว่าโกรธชั้นแต่นี่จุดธูปเรียกไปแล้วก็ไม่มา โกลเด้นท์เบบี้ก็หายไปซักพักนี่เอง มันเริ่มทะแม่งๆ แล้ว”
“หรือว่าทั้งคู่โดนมันซิวไปแล้ว”
ญาณินตกใจสุดขีด

ที่ห้องทำพิธีบ้านกำนันพงษ์อบอวลด้วยควันธูปกำใหญ่ในกระถางหน้าหัวกะโหลก กำนันพงษ์นั่งหัวเราะหึๆ ในคอ ขณะนั่งดึงเส้นผมติณห์ที่ติดอยู่ที่แปรงหวีผมออกมาทีละเส้นช้าๆ แล้วมองด้วยแววตาราวกับปีศาจ
สนหยิบพานที่มีผ้าปูมาวางรอรับกลุ่มผมของติณห์ แม้แต่สนก็แต่งตัวแปลกออกไป นุ่งผ้าเหมือนพวกสาวกพ่อมดหมอผี รอบๆ ตัวของทั้งคู่รายล้อมด้วยหม้อดินปิดด้วยผ้าลงยันต์สีดำ ตัวอักขระภาษาต่างด้าวสีแดงจำนวนมากที่วางรวมอยู่ในห้อง ปากกำนันพงษ์พร่ำพูดเหมือนกับบอกใครบางคน
“คืนวันพรุ่งนี้ ถ้าฉันยังไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการ คุณหลวงจะได้เห็นความสยดสยองหลานชาย มันจะต้องตาย
อย่างทรมานที่สุด หึๆ”
ที่มุมมืดของห้อง เท้าซีดๆ ผอมติดกระดูกของวิญญาณหลวงพิชัยภักดียืนอยู่โดยมีด้ายแดงมัดรัดไว้รอบราวกับทาส กำนันพงษ์วางกลุ่มผมของติณห์ลงบนพาน ตึง

ภายในบ้านทรงไทย ญาณินใช้มือลูบปัดฝุ่นบางๆ ที่เกาะติดอยู่ที่รูปหลวงพิชัยภักดีแล้วก็คามือแนบสัมผัสรูปค้างไว้อย่างนั้น
“ถึงแม้ว่าฉัน จะไม่ใช่ลูกหลานของคุณหลวง ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องอะไรกับท่านเลย แต่ฉันเชื่อค่ะว่าการที่ฉันมีญาณวิเศษเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาก็เพื่อภาระกิจใหญ่ครั้งนี้”
ญาณินหันเดินไปกลางบ้าน นั่งพับเพียบลงมือไหว้ระลึกถึงพระรัตนตรัยแล้วก้มลงกราบก่อนจะหลับตาลง มือประสานกัน กำหนดลมหายใจเข้าสู่สมาธิ
“คุณหลวง โกลเด้นท์เบบี้ อยู่ที่ไหน ช่วยนำทางฉันไปด้วย”

อีกด้านหนึ่งที่บริษัทซิกส์เซ้นส์ สุคนธรส เนตรศิตางศุ์ กรรัมภา กรรณา ก๊องและณัฐเดช กำลังมุงดูปฏิทินไสยศาสตร์จากจอคอมพิวเตอร์
“ตามปฏิทินดวงดาว ในคืนวันพรุ่งนี้จะเป็นคืนแรม 15 ค่ำ คืนแห่งกาฬปักษ์ คืนที่วิชามารคุณไสยจะขลังและแรงที่สุด”
“ถ้างั้นใครที่อยากทำพิธีกรรมอาถรรพณ์ใส่คุณติณห์ มันต้องทำในคืนพรุ่งนี้น่ะสิ”
“แล้วถ้าพวกเราแก้ไขไม่ได้”
“นายติณห์ของเจ๊จีจ้าอาจถึงขั้นสติเลอะเลือน หรือไม่ก็ตาย”
“ผมคิดว่า ผมก็พอจะมีซิกส์เซ้นส์อยู่เหมือนกัน ผมเริ่มฝันแม่นแล้วนะ ฝันว่า37 ก็ออก37 เสียอย่างเดียวไม่ได้ซื้อ”
“หุบปาก” ณัฐเดชผลักหน้าก๊อง “แล้วรสคิดว่าเราควรจะทำไง บอกมาเลย”

ที่หน้าอาณาเขตรั้วบ้านกำนันพงษ์ จิตของญาณินถูกดูดมาปรากฎขึ้น ญาณินหันมองรอบๆ อย่างจำได้
“นี่มัน บ้านใคร เหมือนเคยเห็นนี่นา” กำนันพงษ์เดินมา มองมา ไม่เห็นอะไรแล้วโบกมือเหมือนอำนวยเพลง
“บ้านกำนันพงษ์ แล้วแกกำลังทำอะไรเนี่ย”
ญาณินก้าวเดินเข้าไป แต่เมื่อเข้าใกล้ริมรั้วบ้านได้ระยะ ญาณินกลับชะงักเพราะปรากฏเป็นเปลวไฟอาคมแดงฉานเคลือบไปตามรั้วที่กั้นแบ่งอาณาเขตไว้ ญาณินผงะ
“กำนันพงษ์เป็นจอมขมังเวทย์”
กำนันพงษ์เดินเข้าบ้านไป ญาณินพยายามจะก้าวผ่าน ทันใดความร้อนพุ่งเข้าหน้าญาณินผวา แต่ตอนนั้นเองมีพลังแสงสีเขียววูบวาบเคลื่อนไหวมาจากด้านหลัง แล้วมาวนรอบตัวญาณิน
“โอ๊ะ”
ญาณินผงะถอยหลังกลับอย่างตกใจ แสงสีเขียววูบวาบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นร่างผีนางตะเคียนอายุหลายร้อยปีตัวเขียว รอบตาดำคล้ำน่ากลัว ปรากฏตัวขึ้นยืนขวางทาง ผีนางตะเคียนปลายตามองขวับมาที่ญาณิน ดูน่ากลัว เหมือนกับว่าจะมาทำร้าย
“เข้าไปไม่ได้นะ”

“ฮะ”
 
ภายในบ้านติณห์ ติณห์ปัดแก้วกาแฟที่กำลังชงกินเองตกลงแตก
 
“เฮ่ย ซุ่มซ่ามจริงๆ เรา” ติณห์ก้มลงเก็บแก้วทิ้งถังขยะ แต่เศษแก้วดันบาดนิ้วเข้า “โอ๊ะ โธ่เอ้ย” ติณห์ลุกขึ้นดึงทิชชู่มาเช็ดเลือด แล้วต้องช็อคถลาหลังพิงเคาน์เตอร์เมื่อเห็นเงาตัวเองในกระจกไม่มีหัว “เฮ้ย”
ติณห์ขยี้ตามองอีกที ทุกคนกลับมาปกติ ติณห์ยืนมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จังหวะนั้นป้าอรวรรณกับทนายสมชาติเดินเข้ามาขัดจังหวะ
“คุณติณห์ครับ คุณญาณินอยู่ที่นี่กับคุณรึปล่าว”
ติณห์หันขวับไปมอง
“เอ่อ ปละปล่าวครับ ญาณินกลับไปที่บ้านพักแล้ว”
“ไม่มีค่ะ ไม่ได้กลับ”
“อาจจะออกไปเดินดูไซต์งาน”
“เปล่าครับ ผมหาดูจนทั่วแล้ว”

จิตญาณินยังคงยืนเผชิญหน้ากับผีนางตะเคียนที่ดูเหมือนถูกส่งมาขัดขวางญาณิน
“เธอคือนางตะเคียน กำนันพงษ์ส่งเธอมาใช่ไหม”
“เปล่า ฉันเป็นผีไม่มีสังกัด ไม่มีใครส่งฉันเข้าประกวด ฉันเป็นคนส่งตัวเองมาห้ามแม่หนูเองจ๊ะ”
ผีนางตะเคียนยิ้มให้ ทำให้ใบหน้านางตะเคียนกลับมาสวยงาม ไม่น่ากลัว ญาณินถอนใจโล่งอก
“แบบนี้ค่อยน่าคบหน่อย”
“กำแพงไฟอาคมนี้ หากผ่านเข้าไปแล้วจะทำให้จิตของแม่หนูตัดขาดจากกายหยาบอย่างสิ้นเชิง ใครปลุกก็ไม่มีวันตื่น”
“แล้ววิญญาณคุณหลวงกับโกลเด้นท์เบบี้”
“ฉันรู้ ฉันเห็น แต่ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ คนๆ นี้ อาคมแกร่งกล้ามาก ถ้าแม่หนูเข้าไปก็เท่ากับไปฆ่าตัวตายชัดๆ”
เสียงกุมาริการ้องออกมาจากข้างใน
“จะทำอะไร ปล่อยหนูนะ”
“ฮะ นั่นเสียงโกลเด้นท์เบบี้นี่”
ญาณินใจหายวาบ ด้วยความห่วง โดยไม่ยั้งคิดจิตญาณินพุ่งผ่านกำแพงไฟเข้าไปราวกับลำแสง
“เดี๋ยวก่อนแม่หนู อย่าไป”
ผีนางตะเคียนตกใจ ได้แต่ร้องเสียงหลง

จิตญาณินพุ่งทะลุผ่านกำแพงไฟวืดเข้ามายืนอยู่ในเขตบ้านกำนันพงษ์ ญาณินหันมองไปรอบๆ รับรู้ได้ถึงเมฆหมอกของวิญญาณที่ปกคลุมอบอวลไปทั่วบริเวณ ไม่ต่างจากบรรยากาศของป่าช้า
“ว้าย”
เสียงกุมาริกาดังก้องขึ้นในโสตประสาทของญาณินอีกครั้ง จิตญาณินหันพุ่งตามเสียงไปทันที
ส่วนที่รีสอร์ทติณห์ ติณห์ ป้าอรวรรณ ทนายสมชาติกำลังแยกย้ายกันหาญาณินทั่วรีสอร์ท
“ญาณิน คุณอยู่ไหน”
“คุณญาณินคร๊าบ”
“คุณหนูคะ อยู่ไหนคะเนี่ยะ”
ติณห์ ทนายสมชาติ ป้าอรวรรณวิ่งกลับมาเจอกัน ป้าอรวรรณร้องไห้
“ไม่เจอแม้แต่ตัว ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเลยค่ะ”
“อย่าร้องไห้ซีครับ ผมเห็นน้ำตาผู้หญิงไม่ได้ซะด้วย คุณญาณินอาจจะแอบไปปลีกวิเวกที่ไหน”
“เย็บ คูณทนายพูดถูก ญาณินอาจจะแอบไปนั่งสมาธิที่ไหนอยู่ก็ได้ เค้าเป็นห่วงโกลเด้น เค้าอาจจะหาที่เงียบๆแล้วถอดจิตไปตามหา หรือเปล่า”

จิตญาณินผ่านทะลุประตูบ้านล่องลอยเข้ามาภายในบ้าน ตากวาดมองหา หูคอยเงี่ยฟังเสียง ภายในบ้านเก่าแก่ปิดประตูหน้าต่างทุกบ้าน ทำให้บ้านมืดสลัว เย็นยะเยือกช่างน่าสะพรึงกลัวไม่ต่างจากบ้านผีสิง และแล้วจิตญาณินก็ได้ยินเสียงคนพูดอยู่ด้านใน ญาณินเงยหน้ามองขึ้นไปชั้นบนแล้วจิตก็พุ่งไป
จิตของญาณินมาปรากฏอยู่หน้าห้องที่ได้ยินเสียงพูดงึมๆ อยู่ภายใน ประตูหน้าห้องไม่ได้ปิดสนิทมันแง้มอยู่นิดๆ มีแสงเทียนส่องวูบวาบลอดออกมา พร้อมควันธูปที่คลุ้งออกมาจางๆ ญาณินค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ประตูที่แง้มอยู่ แอบมองด้วยตาข้างเดียวแล้วตาต้องเบิกโพลงกับสิ่งที่เห็นภายใน กำนันพงษ์กำลังทำพิธีดึงวิญญาณกุมาริกาที่ขังไว้ในหม้อดินออกมา
“ออกมา”
“ไม่ ฉันไม่ยอมให้แกมาบังคับฉันได้ ฉันไม่ใช่ผีรับใช้ของแก ไอ้กำนันบ้า”
กุมาริกาพยายามขัดขืน ทำให้วิญญาณผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในหม้อ
“ฤทธิ์มากนักนังกุมาริกานี่ ไอ้สน เอาด้ายมา”
สนส่งขดด้ายแดงให้ กำนันพงษ์คว้ามาท่องคาถาแล้วตวัดเข้าไปพันมัดรอบตัวกุมาริกา มือติดกับลำตัว กุมาริการ้องกรี๊ด
“กรี๊ด”

วิญญาณกุมาริกาหลุดจากหม้อร่วงลงมานอนกลิ้งอยู่กับพื้น ญาณินตกใจจนต้องยกมือขึ้นปิดปากไว้ไม่ให้เสียงดังออกมาแล้วก็เห็นวิญญาณหลวงพิชัยภักดีโผล่ขึ้นในเงามืดมุมห้อง ผมขาวโพลน กระเซิงทรุดโทรมไม่เป็นทรง ข้อมือ ข้อเท้าและคอ มีด้ายแดงพันแน่นพันธนาการไว้
 
“ไอ้อำมหิต แกอวดตัวว่าเป็นผู้มีวิชา แต่ไปรังแกได้กระทั่งผีเด็ก”
 
“ไม่ว่าผีเด็กหรือผีแก่ๆ อย่างแก ฉันก็ไม่เว้นทั้งนั้น ถ้าฉันไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการ บอกมาอีหนู ไอ้แก่นี่ซ่อนทองไว้ที่ไหน”
“ทองอะไร ฉันไม่รู้ๆ”
“โกหก เปิดปากพูดออกมาเดี๋ยวนี้ ทองซ่อนอยู่ที่ไหน”
กำนันพงษ์ดึงเชือกแดงที่รัดตัวกุมาริกา อาคมของเชือกบีบรัดตึงจนเนื้อปริ กุมาริการ้องลั่น
“ถึงฉันรู้ฉันก็ไม่บอกแก คุณตาอย่าบอกมันนะ”
“โธ่นังหนู ปล่อยมันเถอะ เด็กมันไม่รู้เรื่องกับฉันด้วย อย่าทำอะไรมันเลย”
“งั้นแกก็รีบบอกมาซี ว่าทองซ่อนอยู่ที่ไหน กำนันจะได้ปล่อยไอ้ผีเด็กนี่ไป”
“อย่าไปเชื่อน้ำหน้ามัน มันไม่ปล่อยหนูหรอก คุณตาอย่าบอกมันนะ”
“หึๆ แกไม่บอกไม่เป็นไร ถ้างั้นแกก็คอยดูหลานชายแก มันจะต้องตายอย่างทรมาน”
“ถึงฉันบอก คนเลวๆ อย่างแก ก็จะทำร้ายติณห์อยู่ดี ฉันรู้”
“มึงอย่ามาซ่ากับกูไอ้แก่ มึงทำได้อย่างเดียวคือบอกที่ซ่อนทองกูมา ไปไอ้สน ไปหาที่ขุดหลุมรอฝังศพหลานมัน”
กำนันพงษ์กับสนลุกเดินไปที่ประตู จิตญาณินรีบหลบวูบไปทันทีจังหวะนั้นกำนันพงษ์ชะงักเท้าที่ก้าวเดิน ตามองเหล่ๆ มาข้างหลัง สัมผัสได้ว่ามีใครแอบเข้ามาแต่ทำเหมือนไม่รู้ก้าวเดินผละไป
ญาณินรอจนกระทั่งกำนันพงษ์กับสนเดินลับตาไป จิตญาณินค่อยๆ โผล่ออกมาเงามืดอีกครั้ง มองไปที่ห้องทำพิธี

ติณห์ก้าวเดินขึ้นมาบนเรือนไทย มองหาญาณิน
“ญาณิน ญาณิน คูณอยู่บนเรือนหรือปล่าว ญา…” ติณห์ชะงักเมื่อเห็นญาณินนั่งอยู่กลางเรือน “เฮ่อ อยู่ที่นี่เอง” ติณห์เดินเข้าไปหา พลางบ่น
“คุณจะมาที่นี่ ทำไมไม่บอกป้าออ แกไม่เห็นคุณที่บ้าน เอะอะโวยวายใหญ่เลย ทำให้ผมนึกห่วงคุณแทบแย่ แล้วคุณมานั่งทำอะไรที่นี่” ติณห์เดินอ้อมหลังมามองหน้าญาณิน แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเห็นญาณินนั่งหลับตามือประสาน
“โอเค้ หลบมาแอบใช้’หมอง นั่ง’มาธิก็ไม่บอก”
ติณห์ยืนกอดอกพิงระเบียงมองหน้าญาณินอยู่ห่างๆ มองไปก็ยิ้มไป มีความสุข

จิตญาณินทะลุประตูเข้ามาในห้องทำพิธีของกำนันพงษ์ วิญญาณหลวงพิชัยภักดีกับกุมาริกาหันมามอง ทั้งดีใจทั้งตกใจที่เห็นญาณิน
“แม่หนูญาณิน”
“เจ๊จีจ้า”
“ชิ้ว! เดี๋ยวพวกมันก็ได้ยินหรอก”
“แล้วหนูถอดจิตมาที่นี่ทำไม มันอันตราย”
“ฉันก็จะมาช่วยคุณหลวงกับโกลเด้นท์เบบี้ออกไปจากที่นี่น่ะซิ”
“หนูจะไปได้ยังไง มีด้ายอาคมมัดตรึงเราไว้กับที่แบบนี้”
“มา ฉันจะช่วยแก้มัดให้” ญาณินเข้ามาดึงด้ายแดง แต่ดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออก “ทำไมมันถึงได้เหนียวอย่างงี้ อึ๊บ”
“โอ๊ย หนูเจ็บ”
“อย่าพยายามเลยแม่หนู ยิ่งพยายามดึงด้ายให้ขาด มันก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้นไปอีก ไอ้กำนันพงษ์มันลงอาคมไว้ที่ด้ายแดงนี่ หนูต้องใช้คาถาอาคมมาแก้ ถึงจะปลดด้ายนี้ได้”
“นี่แปลว่าหนูช่วยคุณหลวงกับโกลเด้นท์ไม่ได้เหรอ โธ่”
ญาณินกอดกุมาริกาไว้
“หนูช่วยเราสองคนไม่ได้ แต่หนูช่วยเจ้าติณห์ได้” ญาณินเงยหน้ามองหลวงพิชัยภักดี “เห็นห่อผ้าบนพานเหนือหัวกะโหลกนั่นไหม๊ ในนั้นมีผมของเจ้าติณห์อยู่ กำนันพงษ์มันจะทำวิชามารใส่เจ้าติณห์”
จิตญาณินรีบลุกเดินไปหยิบห่อผ้า อยู่ๆ กำนันพงษ์ก็ผลักประตูเข้ามากับสน
“มันมาแล้ว”
ญาณินหันขวับไปมองอย่างตกใจ
“นังญาณิน เก่งจริงนะ ตัวแค่นี้”
“รีบเอาผมเจ้าติณห์หนีไปเร็วหนูณิน ไม่ต้องห่วงพวกเรา” หลวงพิชัยภักดีบอกญาณิน
“ไอ้สน ขวางมันไว้ อย่าให้นังนี่ออกไปจากประตูได้”
กำนันพงษ์กับสนเดินปรี่เข้าหาญาณิน ญาณินกุมห่อผมของติณห์ไว้แน่น เดินถอยหลังไปอย่างช้าๆ กำนันพงษ์ยังไม่รู้ว่าที่เห็นเป็นเพียงจิตญาณิน
“อย่าทำอะไรเจ๊จีจ้านะ”
“หึๆ อยู่ดีๆ ก็เดินเข้ามาให้เชือดเองซะงั้น อีนังคนสวย ฉันอยากจะรู้นักแกจะหนีรอดไปจากที่นี่ได้ยังไง ต่อให้มีปีก วันนี้แกก็หนีไม่พ้น”
กำนันพงษ์พูดเสร็จก็โผล่เข้าไปรวบตัวญาณิน แต่จิตญาณินหันวิ่งทะลุกำแพงบ้านหายไป ทำเอากำนันพงษ์กับสนตะลึงงันแทบไม่เชื่อสายตา
“เฮ้ย มันเป็นผี”
“ไม่ใช่ผีเว้ย อีนังนี่มันถอดจิตได้ ไม่อยากจะเชื่อเลย” กำนันพงษ์หันไปคว้าหุ่นเด็กรักยมขึ้นมาพูดสั่ง
“เฮ้ย ไอ้รักยม เอ็งสองตัวมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ ไปจับนังผู้หญิงคนนั้นไว้อย่าให้มันหนีไปได้”

วิญญาณเด็กชายรักในชุดสีทองกับเด็กชายยมในชุดสีเงินพุ่งกลิ้งตัวออกมาจากศาลเพียงตาที่แอบเข้าไปขโมยกินของเซ่นไหว้เจ้าที่ ปากยังเคี้ยวตุ้ยๆ มองไปยังจิตของญาณินที่วิ่งทะลุกำแพงจากในบ้านออกมายังสวนหย่อมข้างหน้า
“มันอยู่นั่น”
“ฮิๆ สนุกอีกแล้ว จับมัน”
วิญญาณสองเด็กชายท่าทางเกเรออกวิ่งไล่ตามทีเล่นทีจริงตามนิสัยผีเด็กๆ ญาณินเหลียวหลังไปมองเห็นรักยมที่อยู่ห่างไป วิ่งวื๊ดๆ ตามมาแต่ไกล
“ฮะ”
จิตของญาณินรีบเคลื่อนที่เร็วไปสุดชีวิตมือกุมห่อผมของติณห์ไว้แน่น
“อย่าหนีซี ยอมให้จับซะดีๆ ฮิๆ”

วิญญาณรักยมเปลี่ยนจากวิ่งธรรมดาเป็นเคลื่อนที่เร็วไล่ตามวืดไปวืดมา
 
อ่านต่อหน้า 2 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 20 (ต่อ)

ที่เรือนไทย ติณห์มองจ้องไปที่ร่างของญาณินสังเกตเห็นว่าที่หน้าของญาณินมีเหงื่อแตกพลั่กๆ เพราะจิตกำลังหนีการตามไล่ล่าของรักยมสุดชีวิต

“โถ เหงื่อแตกเต็มไปหมดเลย ทำไมต้องนั่งนานขนาดนี้ด้วยคร้าบในนี้ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม มันก็ร้อนซิ”
ติณห์ควักผ้าเช็ดหน้าออกมายืนถือเก้ๆ กังๆ จะซับหน้าให้ก็ไม่กล้าถูกตัวญาณิน หันไปเห็นพัดใบลานเสียบอยู่ที่ข้างฝา ติณห์ยิ้มออกเดินไปหยิบพัดมานั่งลงข้างๆ คอยพัดวีให้ร่างญาณินอย่างน่ารัก
“เย็นขึ้นหรือยังครับ ตกลงนี่คุณนั่งสมาธิ หรือว่านั่งหลับเนี่ยะ” ร่างญาณินนิ่ง ติณห์เขกหัวตัวเองเบา “Crazy พูดอยู่ได้คนเดียว เค้าไม่ได้ยินหรอก”
ที่หน้าร่างญาณิน คิ้วขยับมีขมวดเล็กน้อยด้วยความเครียด

ที่อาณาเขตบ้านกำนันพงษ์ จิตญาณินเคลื่อนหนีมาตามที่รกๆ ท้ายอาณาเขตของบ้านกำนันพงษ์ที่มีต้นไม้ขึ้นรก วิญญาณเด็กชายรักไล่หลังมา แล้วกระโดดหายตัววื๊ดไปโหนอยู่ที่กิ่งไม้ที่ต้นไม้หน้าญาณิน
“จ๊ะเอ๋”
“ห่ะ”
จิตญาณินหยุดวิ่ง แล้วต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเด็กชายยมโผล่มาขี่ม้าก้านกล้วยวนอยู่ข้างหลัง
“ฮี่ๆ ในที่สุดเราขี่ม้า ไล่ตามเจ้าจนทัน ฮี่”
“หนูสองคนปล่อยพี่ไปเถอะนะคะ กำนันพงษ์เป็นคนไม่ดี ถ้าหนูสองคนอยากหมดเวรหมดกรรมเร็วๆ ได้ไปผุดไปเกิดในที่ดีๆ หนูสองคนต้องทำความดี ไม่ช่วยคนชั่วรู้ไหม๊คะ”
“แต่ถ้าเราไม่ช่วยพ่อ เราก็ถูกพ่อตี”
“แล้วก็อดกินขนมอร่อยๆ ด้วย อย่าไปฟังมัน จับมันเลย”
หน้ารักยมที่เป็นเด็กน่ารักก็เปลี่ยนมาเป็นผีเด็กหน้าขาวตาโบว๋ดูน่ากลัวกระโจนเข้าใส่ญาณิน รักกระโดดเข้ากอดขี่คอ บีบคอ ยมกระโดดเข้ากอดรัดแข้งขา ญาณินพยายามสลัด
“ปล่อยนะไอ้เด็กบ้า ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“เร็วดิ ไอ้ยม มัดมันไว้”
รักกับยมเสกด้ายแดงปรากฏขึ้นที่มือ ทำท่าจะมัดญาณิน ญาณินรีบหลับตารวบรวมสมาธิ แล้วจิตเธอก็หายวับไปทำให้รักยมร่วงลงพื้นมาชนกัน
“โอ๊ย”
จิตญาณินปรากฏขึ้นยืนมองทั้งสองห่างออกมา ก่อนหันออกวิ่งหนีต่ออีกครั้ง
“มันหนีไปแล้ว เร็วไอ้รัก แกลุกดิ ตามจับมันให้ได้ เดี๋ยวพ่อตีเรานะ”
วิญญาณรักยมลุกขึ้นวิ่งตามวืดๆ ไป
จิตญาณินวิ่งมาจะสุดเขตอาณาเขตบ้านกำนันพงษ์แล้ว มองเห็นกำแพงไฟอาคมอยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกล จิตญาณินยิ้มดีใจจะรอดแล้ว แต่อยู่ๆ กำนันพงษ์ก็โผล่มาดักหน้า
“นึกว่าจะหนีพ้นเหรอ”
“ฮะ”
กำนันพงษ์ควงด้ายสีแดงขึ้นเหนือหัว มันกลายเป็นบ่วงบาศสีแดง กำนันพงษ์เหวี่ยงมา ญาณินพยายามวิ่งหลบ แต่ด้ายก็ตามคล้องคอไว้ได้อย่างแม่นยำ ดึงร่างญาณินล้มตึง
“โอ๊ะ”
ญาณินพยายามจะลุกขึ้น แต่รักยมก็กระโดดมาคร่อมตัวญาณินไว้ ช่วยกันจับมัดมือมัดขาญาณิน
“พวกหนูสองคนกำลังตกเป็นเครื่องมือของคนบาปนะ อย่ายอมให้มันจิกหัวใช้ ตาสว่างเสียทีซี ปล่อยฉัน”
“หุบปากนะ อย่าไปฟังมัน เอาห่อผ้านั่นมาให้ฉัน”
รักดึงห่อผมของติณห์จากมือญาณิน
“อย่าเอาไปนะ เอาคืนมาให้ฉัน เอาคืนมา”
รักยมเดินเอาห่อผมมายื่นให้กำนันพงษ์
“นี่ครับพ่อ ของๆ พ่อ”
กำนันพงษ์กระชากไปฉุนๆ
“เกือบไปแล้วพวกเอ็ง มัวแต่ตะกละไปกินของเซ่นเจ้าที่อยู่อีกล่ะซี ปล่อยให้นังนี่เล็ดลอดเข้ามาได้ ฉันจะทำโทษแกสองคนไม่เซ่นอะไรให้แกกินสามวัน ไปเซ่ ไปเฝ้าตรงรั้วโน่น อย่าให้ใครแอบเข้ามาได้อีก ไม่งั้นฉันจะเฆี่ยนแกด้วยหวายให้หลังลาย ไป๊”
“คับพ่อ”
รักยมหน้าจ๋อยหันเดินไป แล้วร่างก็หายวับไป กำนันพงษ์หันไปที่ญาณินอย่างทึ่ง
“นี่ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันคงไม่เชื่อ เธอมันพวกมนุษย์กลายพันธุ์หรือไง ถึงมีญาณพิเศษถอดจิตได้ขนาดนี้ หึๆ แต่อย่าหวังเลยนะจ๊ะว่าจิตเธอจะได้กลับเข้าร่างอีกชาตินี้ มาเป็นทาสรับใช้ฉันซะดีๆ อีคนสวย”
กำนันพงษ์กระตุกบ่วงบาศที่รัดคอญาณิน
“อ๊าย”

ร่างญาณินยังคงนั่งนิ่ง เหงื่อไม่แตกแล้ว แต่ใบหน้าเริ่มซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ติณห์ไม่ได้สังเกตเพราะมัวแต่นั่งพัดจนเมื่อยมือเมื่อยแขน
“นี่คุณ ผมพัดจนเมื่อยแขนไปหมดแล้วนะ คุณจะนั่งอีกนานไหม๊เนี่ยะ ดูดิ ยุงก็เริ่มยกพวกกันมาแล้ว” ติณห์ ตบยุงให้ “นี่แน่ะไอ้มอสกิโต้! จะมากินเลือดหอมๆ หวานๆ ของดาร์ลิ่งค์ไอเหรอ ต้องข้ามศพไอไปก่อน เอสๆ”
ป้าอรวรรณกับทนายสมชาติเดินขึ้นเรือนมา
“ฮั่นแน่ มานั่งสวีตหวานแหว๋วกันอยู่ที่นี่เอง ปล่อยให้ผมกับป้าออวิ่งตามหาซะเหงือกบาน”
“ชิ้ว เบาๆ ซี คุณญินกำลังนั่งสมาธิอยู่ มาแอบสวีตกันที่ไหนกันเล่า”
“อ้าวเหรอ ซอรี่ๆ”
“โธ่คุณหนู แอบมาปลีกวิเวกจริงๆ เหรอนี่ น่าจะบอกป้าสักคำ ห่ะ” ป้าอรวรรณมองหน้าญาณินแล้วตกใจ
“นี่คุณหนูนั่งสมาธิมานานหรือยังคะคุณติณห์”

“อืม ก็ตอนที่ผมมาเจอ เธอก็นั่งอยู่อย่างนี้แล้ว อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมากกว่าชั่วโมงนึงได้แล้วครับ ทำไมเหรอครับป้าออ ตกใจอะไร”
 
“ก็ดูนี่ซีคะ ดูหน้าคุณหนูซี มันซีดไม่มีสีเลือดเลย”
 
“จริงด้วยครับ ยังกับไม่มีชีวิตแน่ะ”
“ห่ะ แปลว่าอะไรครับป้าออ”
“ฉันว่าปลุกดีกว่าค่ะ อาการแบบนี้ ไม่ดีแล้ว คุณหนู คุณหนูคะ ตื่นค่ะ”
ญาณินนิ่ง
“คุณญาณิน wake up ตื่นครับ ลืมตาขึ้นซีครับ คุณณิน”
“โอ้โห นั่งสมาธิยังไง ปลุกขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก นี่หรือเปล่าครับที่เรียกว่าบรรลุสมาธิขั้นเทพ”
“ขั้นเทพอะไรกันคะ ฉันว่าคุณหนูต้องถอดจิตออกไปไหนแน่ๆ”
“ถอดจิตได้ด้วย”
“โธ่คูณณิน คูณจะถอดจิตไปไหนนักหนา กลับมาคุณณิน”
“ว้ายตายแล้ว คุณพระคุณเจ้าช่วย”
“What?”
“ดูที่คอที่มือคุณหนูซีคะ”
ติณห์กับทนายสมชาติดู เห็นรอบคอรอบข้อมือญาณินมีรอยแดงรอบเหมือนมีอะไรมารัดไว้แน่นแทบปริ
“ยังกับถูกอะไรมารัดไว้แน่น”
“จิตของคุณหนูกำลังตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ คุณหนูค่ะคุณหนูของป้า ตื่นซีคะ”
“ญาณิน ได้ยินผมมั้ย ตื่นซี ตื่น Please” ร่างญาณินที่นั่งสมาธิ อยู่ๆ ก็เอนล้มลง ติณห์รับร่างญาณินไว้ทัน เขามองเธอที่ซีดอยู่ในอ้อมแขน
“ญาณิน”
จิตญาณินถูกจับโยนมาอยู่รวมกับหลวงพิชัยภักดีและกุมาริกาที่สนเฝ้าอยู่
“แม่หนูญาณิน”
“เจ๊จีจ้า”
จิตญาณินล้มฟุบลง แม้มือขาและคอจะมีด้ายแดงมัดไว้ แต่ก็หันไปมองกำนันพงษ์อย่างไม่กลัว กำนันพงษ์ชี้หน้าคาดคั้น
“ไม่นึกเลยว่า ไอ้บริษัทซิกส์เซ้นส์ของพวกเธอจะกลายเป็นบริษัทปราบผีไปซะได้”
“ที่แท้ทั้งหมดเป็นฝีมือของเขาคนเดียวสินะ”
“จริงๆ ก็ไม่หมดหรอก” หลวงพิชัยภักดีบอก
“ฝูงผี ควายธนูน่ะ เป็นของไอ้สมคิดมัน ชั้นจ้างให้มันส่งผีมา สุดท้ายชั้นต้องมาออกแรงซะเอง”
“คงไม่ใช่แกคนเดียวแน่ๆ ที่มีพลังถอดจิตได้ นั่งเพื่อนเธอก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”
“กำนันพงษ์ แกคือหลานนายเกิดใช่ไหม”
“รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้วคุณหลวง เรื่องนี้ต้องยกความดีให้ปู่ฉัน ที่ส่งฉันไปร่ำเรียนวิชาอาคมกับหม่องยันอ่องตั้งแต่ยังเด็ก ฮ่าๆ”
“สารเลว ปู่ของแกฆ่าฉันยังไม่พอ ยังทิ้งมรดกความชั่วถ่ายทอดไว้ให้หลานอย่างแกตามจองเวรหลานฉันอีก”
“ไอ้แก่ เก็บปากมึงไว้บอกกูดีกว่ามึงซ่อนทองไว้ที่ไหน ไม่อย่างนั้นไอ้ติณห์หลานมึงตาย”
“แกมันก็ไอ้พวกยึดติดอยู่กับสิ่งของเงินทอง ต่ำจริงๆ”
“แกไม่ยึดติดก็เอาทองมาซิวะ ฮ่าๆ ไง” ทุกคนเงียบ “ก็ไม่บอก พวกแกมันก็ไม่ต่างอะไรกับชั้นหรอกวะ ฮ่าๆ”
“ต่างสิกำนัน พวกชั้นมีแล้วชั้นช่วยคน ไม่ได้มีไว้บำเรอตัวเอง”
“เป็นแค่กุมารทองชั้นล่าง ทำปากดี เดี๋ยวตบคว่ำ”
กำนันพงษ์ยกมือห้ามสน
“ญาณิน ถ้าภายในสองวัน จิตเธอไม่กลับเข้าร่าง ร่างของเธอก็จะกลายเป็นศพแล้วจิตของเธอก็จะเป็นแค่วิญญาณผีชั้นต่ำไม่ต่างอะไรกับไอ้ผีตัวนี้” กำนันพงษ์ชี้ไปที่หลวงพิชัยภักดีและกุมาริกา ญาณินตะลึง รู้สึกใจหายวาบ
“ไอ้สน เอาหม้อมา”
“มึงจะทำอะไร ไอ้สารเลว”
ญาณินตกใจมองสนที่เอาหม้อดินมาวางไว้ต่อหน้าพวกเธอทั้งสาม กำนันพงษ์ไม่ตอบพนมมือท่องคาถา แล้วทั้งสามก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในหม้อดิน
“อ๊าย!”
ทั้งสามร้องด้วยความตกใจ สนใช้ผ้าดำลงยันต์ปิดหม้อจนภาพมืดมิด
“ปล่อยฉันออกไปๆ”

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นติณห์กำลังอุ้มร่างญาณินวิ่งกระหืดกระหอบมาจากทางเรือนไทย ป้าอรวรรณกับทนายสมชาติรีบตามหลังมา ป้าอรวรรณร้องไห้สะอึกสะอื้น ทนายสมชาติทั้งตกใจทั้งงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น ติณห์วิ่งพลางก้มลงมองหน้าญาณินที่ซีดราวคนตาย เนื้อตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนกับผัก

“ญาณิน คุณอย่าเป็นอะไรไปนะ คุณจะตายไปจากผมแบบนี้ไม่ได้”
 
ติณห์อุ้มญาณินวิ่งตรงไปที่รถ คิดจะพาไปส่งโรงพยาบาล จังหวะนั้นเองที่มีรถแล่นปร๊าดเข้ามา ณัฐเดชกดแตรพร้อมกับตะโกนออกมาจากหน้าต่าง
 
“เฮ้ย ไอ้ติณห์”
ติณห์ชะงักหยุดวิ่งหันมองไป เห็นทุกคนรีบลงจากรถด้วยสีหน้าตกอกตกใจ ป้าอรวรรณเห็นสี่สาวถึงกับร้องไห้โฮ โผเข้าไปหา
“ฮือๆ ป้าดีใจจริงๆ ที่พวกคุณมา ช่วยคุณหนูด้วยค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นป้า” สี่สาวถามออกมาพร้อมกัน
“ยัยณินเป็นอะไรไปห่ะไอ้ติณห์”
“ฉะ ฉันก็ไม่รู้ เธอนั่งสมาธิ แล้วก็ไม่รู้สึกตัวเลย”
หมอวรวรรธเข้ามาจับชีพจรญาณิน
“ยังนะ ยังหายใจอยู่นะ”
“ฉันจะรีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาล”
“พาไปส่งโรงพยาบาลก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะคุณติณห์”
“หมอช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“แล้วจะให้ผมทำยังไง”
“ใจเย็นๆ ค่ะคุณติณห์ ไว้เป็นหน้าที่ของพวกเราเองเถอะค่ะ”
“พวกเราจะช่วยพายัยณินกลับมาเอง”
ติณห์มองหน้าสี่สาว ทั้งสี่พยักหน้าให้ความมั่นใจ ติณห์ก้มลงมองญาณินอย่างแสนห่วง

ภายในหม้อดินมืดมิดไม่ต่างจากคุกขังนักโทษ มีเพียงแสงสว่างบางๆ จากกุมาริกาที่เปลี่ยนมือข้างหนึ่งเป็นดวงไฟ ญาณินนั่งกอดเข่าหมดอาลัย
“เราจะทำยังไงกันดีคะคุณหลวง”
“ก็คงต้องบอกที่ซ่อนทองมันไป เจ้าติณห์มันจะได้ปลอดภัย ได้ทำรีสอร์ทอย่างที่มันฝันไว้ ช่วงสงคราม ชั้นได้เปลี่ยนเงินมาเป็นทองคำหลายร้อยแท่งและฝังมันไว้ในที่ดินแห่งนี้แหล่ะ ฉันตั้งใจจะเก็บทองไว้ให้เจ้าติณห์ ไม่นึกเลย ทองคำพวกนี้จะทำให้ลูกหลานฉันเป็นทุกข์เดือดร้อน”
หลวงพิชัยภักดีพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ศีรษะขาวโพลนก้มต่ำสะท้าน ทำให้กุมาริกาโผเข้าซบร้องไห้
“คุณตา อย่าร้องไห้ซี”
“ตาขอโทษเจ้าหนู ที่ทำให้พวกเธอต้องมาลำบากด้วย ตาขอโทษ ไอ้กำนันพงษ์มันเหี้ยมเกรียมมาก พวกเราพวกเราคงไม่รอดแน่แล้ว”
ญาณินมองหลวงพิชัยภักดีกับกุมาริกาซบกันร้องไห้แล้วน้ำตาไหล
“หนูเสียใจที่ช่วยคุณหลวงไม่ได้”
“หนูก็เสียใจที่พลาดถูกพวกมันจับตัวได้”
“ใครจะไปรู้ว่าไอ้กำนันพงษ์มันเป็นผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้าขนาดนี้ ฉันเองที่เลินเล่อให้ไอ้เกิดกับอีนังลำดวนเมียทรยศมันล่วงรู้เรื่องทอง” หลวงพิชัยภักดี ร้องไห้ออกมา
“คุณตากับเจ๊จีจ้าอย่าเพิ่งหมดหวังซี คุณติณห์ก็ต้
กำลังโหลดความคิดเห็น...