xs
xsm
sm
md
lg

แก้วกลางดง ตอนที่ 11-12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แก้วกลางดง ตอนที่ 11

เชอรี่หันไปถามวงศ์อย่างร้อนใจ

“ได้หรือยังล่ะคุณแม่บ้าน”
วงศ์สาละวนกับการดูอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
“นี่คุณหวานเธอเจ็บหนักเหรอ”
“รู้สึกจะขาแพลงหรือหักก็ไม่รู้ ตอนกระโดดหลบจักรยานคุณเหมียว”
“เอ๊ะ...ก็คุณเหมียวไม่ใช่เหรอ ที่จักรยานล้มนะ” วงศ์งง
“โอ๊ย...อย่าถามเลยคุณแม่บ้าน หนูไม่รู้หรอกค่ะ คุณบัวคลี่ให้มาเอาบอกว่ามียาอะไรก็เอามาให้หมด”
วงศ์ส่งยานวดให้
“เอ๊า”
เชอรี่รับ ก่อนจะหันมาสั่ง
“อ้อ...ถ้าได้พวกถุงเจลประคบร้อนเย็น ก็ดีนะคะคุณแม่บ้าน”
เชอรี่พูดจบออกไป วงศ์มองตามอย่างหมั่นไส้
“ได้ค่ะ คุณเชอรี่...เดี๋ยวอิฉันจะหาให้...ตกลงใครเป็นนายกันแน่เนี่ย”

เชอรี่เข้ามาในห้องรับแขกส่งยาให้ บัวคลี่รับมาทาให้อัญชิสา
“อู๊ย” อัญชิสาพูดเบาๆ แบบแกล้งเกรงใจ
“เจ็บเหรอคะ นี่ดิฉันเบาๆ มือที่สุดแล้วนะคะ” บัวคลี่หันไปหาทนง “สงสัยแขนจะหักเสียมั่งค่ะ คุณพี่”
ทนงแปลกใจ
“เอ๊ะ...แต่ดูเหมือนหนูหวานจะไม่ได้ล้มไม่ใช่เหรอ”
ทรงเผ่าพยักหน้า
“ใช่ครับ...ยายตัวแสบต่างหาก ชนต้นไม้เต็มๆ แต่ลุกขึ้นเดินปร๋อ”
“สงสัยคงไปเกี่ยวกับเมียวดีนะคะ” บัวคลี่ออกความเห็น
อัญชิสารีบพูดเสริมทันที
“ใช่ค่ะ แต่ไม่รู้ท่าไหน หวานก็นึกภาพไม่ออก รู้แต่ว่าเห็นจักรยานตรงมา หวานก็เลยหลบ”
บัวคลี่ถอนใจ
“คุณเผ่านะ คุณเผ่าเล่นพิเรนอะไรกันไม่รู้ จับลิงมาปั่นจักรยานแท้ๆ”
ทรงเผ่าขำ
“ฮะๆ ๆ แต่ผมยืนยันครับ ว่าฝึกง่ายกว่าเยอะ สอนไม่เท่าไหร่ เมียวดีก็ขี่พอได้แล้ว”
บัวคลี่ค้อน
“ค่ะ...แต่เดือนร้อนไปหมด”
ทนงตัดบท
“นิดหน่อยๆ น่าคุณ หนูหวานก็แค่เคล็ดขัดยอกเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”
อัญชิสาจำต้องเออออรับคำเบาๆ
“ค่ะ”
ทนงหันมาถามทรงเผ่า
“เอ...แล้วเจ้าเหมียว ลูกศิษย์ตัวดี ของเราไปไหนแล้วล่ะ นายเผ่า”
“นั้นซิครับ ตั้งแต่เกิดเรื่องก็หายไปเลย”
ทุกคนส่ายหน้า แต่เชอรี่ยกมือทันทีเสนอหน้า
“เชอรี่รู้ค่ะ”

เมียววดีอยู่ในสวน โดยมีฟ้าลั่นเอาใบไม้มาขยำๆอยู่ใกล้ๆ
“ต้นไม้ต้นหญ้า สมุนไพรแถวบ้านนายมันไม่ค่อยมีเหมือนป่าบ้านเรา แต่คนเก่งอย่างไอ้ฟ้าลั่นหาได้อยู่แล้วเอ๊า...อีเมียว”
ฟ้าลั่นจะเอามาพอกแผล เมียวดีจับไว้
“เดี๋ยว” เมียวดีเอามาดม “นี่มันใช้ทาขี้กลากนี่หว่าไอ้หมาลั่น เก็บไว้พอกเอ็งเถอะ”
“ข้าเก็บไว้แล้ว นี่ อีเมียวเอ็งอย่าเรื่องมากมันก็เหมือนกันแหละน่า”
“ไม่เอาโว้ย ข้าไม่ได้เป็นขี้กลากอย่างเอ็ง แผลเท่าแมวข่วน เดี๋ยวมันก็หาย”
เมียวดีเอาใบไม้แถวนั้นมาเช็ดแผลที่ข้อศอกสองข้างที่มีเลือดไหลซึมๆ ทันใดนั้นเสียงเชอรี่ดังขึ้น
“ยู้ฮู้...พี่ฟ้าจ๋า”
ฟ้าลั่นจะสะดุ้งทันที ตอบรับโดยเร็ว
“จ๋า”
ฟ้าลั่นมองทางเสียงแล้ววิ่งออกไปทันที
“น้องเชอรี่ พี่ฟ้าอยู่นี่”
เชอรี่หน้าตาภูมิใจบอกกับทรงเผ่า
“เห็นมั้ยค่ะ หาง่ายนิดเดียว แค่เรียกนิดเดียวพี่ฟ้าก็มาหาเอง”
“แต่ฉันถามหาเมียวดีนะ”
ขาดคำเมียวดีเดินตามมา มือยังลูบๆแผลอยู่
“วิ่งกระดิกหาง ตามเสียงนังลำไยเน่าเป็นหมาหลงเลยนะไอ้หมาลั่น”
เชอรี่ยักไหล่อวดทรงเผ่าอีกที เมียวดีหันไปเห็น
“อ้าว นาย”
ทรงเผ่ามองเห็นแผล
“เฮ้ย...นั่นมีแผลด้วยเหรอ แล้วทำไมไม่ขึ้นไปทำแผล”
“อีเมียวมันบอกหายเองนาย ไม่ต้องใส่ยา” ฟ้าลั่นสอดขึ้น
เมียวดีหันขวับไปดุ
“ไอ้หมาลั่น ไอ้ปากมาก ไม่ต้องหรอกนาย เดี๋ยวเราเอาเอาสมุนไพรพอกๆ เดี๋ยวก็หาย”
ฟ้าลั่นงงๆ
“ไหนเอ็งว่าไม่เอา ไม่อยากพอกยาขี้กลากไง”
“ก็ข้าไม่ได้เป็นขี้กลาก จะพอกยาเอ็งทำไม”
เชอรี่มองฟ้าลั่นทำหน้าขยะแขยง
“อี๋...นี่เป็นกลากด้วยเหรอ ตรงไหนเนี่ย”
“ตรงตูด” เมียวดีเน้น
เชอรี่ยิ่งขยะแขยงเข้าไปอีก ฟ้าลั่นจะเอามาใกล้ เชอรี่รีบถอย ฟ้าลั่นหันมาด่าเมียวดี
“อีเมียว อีปากเน่าหุบปากเลย โธ่น้องเชอรี่ อย่าไปฟังอีเมียวมันเลย มันมีปากก็พูดไปเรื่อย”
“เรื่องจริง ถ้าไม่เป็นเอ็งก็เปิดให้นังลำไยมันดูซิ”
ฟ้าลั่นโมโห
“เอ็งท้าข้าเหรอ”
“เออ...เอาเลย” เมียวดียุส่ง
ฟ้าลั่นไม่รู้ทำไง อึกอักๆ แต่ในที่สุดก็ตั้งท่าจะดึงกางเกง เชอรี่ กรี๊ด ปิดตา ทรงเผ่ารีบห้าม
“เฮ้ย...อย่านะ”
ฟ้าลั่นเปลี่ยนใจ
“ถ้าข้าทำตามเชื่อเอ็งนะซิ”
“เชื่อยัง นังลำไยเน่า ไอ้หมาลั่นขี้กลากขึ้นตูดมัน ฮะ ๆๆๆๆๆ”
ทรงเผ่าส่ายหัวกับความทะโมนของเมียวดี เข้าไปจับไว้ไม่ยอมปล่อย
“สนุกพอแล้ว ที่นี้ก็ไปทำแผลได้แล้ว”
เมียวดีโวยวาย
“ไม่เอา...ไม่ไป แผลแค่นี้แมวข่วนยังเจ็บกว่า”
“ตกลงถ้าไม่ทำ ต่อไปฉันจะไม่อนุญาตให้ขี่จักรยานอีก”
ได้ยินอย่างนั้นเมียวดีเลยเงียบไป

ทรงเผ่าพาเมียวดีมาที่ห้องนั่งเล่นเขาเทแอลกอฮอล์ใส่สำลี เมียวดีมองอย่างสงสัย
“น้ำอะไรนาย น้ำเปล่าเหรอ”
“แอลกอฮอล์ ไว้ทำความสะอาดแผลฆ่าเชื้อโรค”
“ฆ่าทำไม เชื้อโรคไหนไม่เห็นมี”
“เฉยๆเถอะน่า”
ทรงเผ่าเช็ดไปที่แผล เมียวดีสะดุ้งทันที
“โอ๊ย...น้ำห่าอะไรกัน ถึงแสบแบบนี้”
บัวคลี่มองหน้ากันกับอัญชิสาด้วยความตกใจ
“ต๊ายแล้ว...ยายเหมียว บอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามพูดคำหยาบแบบนี้อีก”
“แต่มันแสบจริงๆ นี่เมียพ่อนาย แสบฉิบ...”
บัวคลี่ถลึงตาทันทีก่อนที่เธอจะพูดต่อ เมียวดีค่อยๆ เบาเสียงลงไม่พูดต่อให้จบ ทรงเผ่ามองขำๆ
“แสบแค่นี้ ทนไม่ไหวแล้วเหรอ ไหนว่าแค่รอยแมวข่วนไง”
เมียวดีค้อน
“เออ”
บัวคลี่เสียงเขียวทันที
“อะไรนะ”
เมียวดียอมเปลี่ยนคำ
“ใช่ นะซิ”
เมียวดีเลยต้องกัดฟันยอมให้ทรงเผ่าเช็ดแผล วงศ์เทยาแดงส่งให้ทรงเผ่า
“ยาแดงค่ะ”
เมียวดีเบี่ยงแขนหนี
“เฮ้ย...ไม่เอาแล้ว”
“ได้ไง เมื่อกี้แค่ทำความสะอาด ยังไม่ได้ใส่ยาเลย”
“ก็แผลเท่าแมวข่วนจะใส่ยาทำไมหลายอย่างละนาย ไม่เอาแล้ว”
ทรงเผ่าเถียงไม่ออกบ้างเมื่อโดนย้อน เมียวดีลุกขึ้นทันที มือเกาหัวไปพลางเพราะคัน ทนงถอนใจ
“พอแล้วล่ะนายเผ่า ไม่ใส่ก็ไม่ใส่ แผลถลอกแค่นี้ เจ้าเหมียวมันไม่ตายง่ายๆหรอก”
“พ่อนาย พูดถูก ขืนตายกับแผลนี้เสียชื่อเมียวดี งั้นเราไปนะ”
“เดี๋ยว...ยังไปไม่ได้ เรายังไม่ได้ขอโทษคุณหวานเลยนะ” บัวคลี่สั่งเสียงเขียว
“เราไม่ได้ชน เราชนต้นไม้ต่างหาก” เมียวดีเถียง
อัญชิสารีบวางตัวเป็นนางเอกทันที
“ช่างแกเถอะค่ะ คุณน้า หวานไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่ได้ค่ะ ถึงยังไง ก็ขอโทษ ต้องหัดให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่” บัวคลี่หันไปหาทรงเผ่า เพื่อให้เขาออกปาก “คุณเผ่าคะ”
ทรงเผ่าจำเป็นต้องยอมหันไปบอกเมียวดี
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเป็นมารยาทที่พึงกระทำ ขอโทษคุณหวานเสียด้วย เมียวดี”
เมียวดีมองหน้าทรงเผ่าอยู่ครู่
“นี่ก็เป็นกฎป่าของนายใช่มั้ย”
ทรงเผ่าอึ้งไปนิด แต่ก็จำต้องพยักหน้า
“ได้” เมียวดีเดินยกมือไหว้อัญชิสา “เราขอโทษ”
“ฉันยกโทษให้ แต่คราวหลังต้องระวังนะเวลาจะทำอะไร” อัญชิสาเข้ามาจับไหล่เมียวดีทำนองปลอบใจ แต่แล้วต้องชะงัก “เอ๊ะ...นะ...นั่น...แมลง อะไรไต่ผมเธอ”
เมียวดีเกาหัวแควกๆ
“ไหน”
อัญชิสามองใกล้ๆก็ตาโตหน้าตื่น
“หะ...เหา...นี่เป็นเหาด้วยเหรอ...อี๊”

อัญชิสากระเด้งออกห่างทันทีอย่างขยะแขยงเข้าไปกอดทรงเผ่า บัวคลี่กับวงศ์ตกใจ เมียวดียังเกาหัวต่ออย่างเมามัน

อ่านต่อวันพรุ่งนี้ (จันทร์ 14 พ.ค.) เวลา 9.30 น.

แก้วกลางดง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ทนงนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนบนเตียงหัวเราะลั่น
“หึ ๆ ฮะ ๆ ๆ ก๊ากๆๆ”
บัวคลี่คร่ำเคร่งอ่านหนังสือตำราพรหมชาติเหล่มอง
“คุณพี่ค่ะ เงียบเสียงหน่อยได้มั้ยค่ะ ดิฉันกำลังใช้สมาธิ”
“จ๊ะ”
ทนงหัวเราะคิกคักเบาๆ ก่อนจ๊ะ หลุดเสียงดังเหมือนเดิม บัวคลี่เซ็งๆ
“งั้นดิฉันจะขอใช้สิทธิไปนอนห้องอื่นนะคะ”
ทนงดึงแขนไว้
“โธ่ จะไปไหนล่ะคุณ ก็ให้ผมนอนรอเฉยๆมันเครียดอ่ะ รอตั้งนานแล้วคุณก็ยังไม่นอนสักที”
“ก็ดิฉันกำลังอ่านตำรำอยู่”
ทนงยื่นหน้าไปดูเห็นหน้าปกหนังสือ
“ตำราพรหมชาติ ดูดวง ทำนายฝัน หรือว่าหาเนื้อคู่ แต่รุ่นนี้ไม่ต้องดูแล้วนะ เพราะเนื้อคู่ของคุณอยู่ที่นี่แล้ว”
“เข้าตัวเองทุกที คุณพี่เนี่ย...อย่าเพิ่งกวนได้มั้ยค่ะ ดิฉันขอหาฤกษ์ดีๆสักหน่อย ซักสองสามฤกษ์”
“ฮือ...จะเอาไปทำอะไรล่ะคุณ”
“ก็...” บัวคลี่เปลี่ยนใจเป็นไม่บอก “ดูๆไว้งั้นแหละค่ะ เผื่อจะคิดทำอะไรปุบปับขึ้นมา มีฤกษ์ผานาทีดีๆ เริ่มต้นทำอะไรก็สะดวกไม่ใช่เหรอคะ”
“ทุกอย่างมันอยู่ที่เราต่างหากนะคุณ ถ้าเราคิดทำสิ่งที่ดี เริ่มตอนไหนมันก็เป็นฤกษ์ดีทั้งนั้น อย่างเช่น การเกาหลังให้ผม เริ่มเกาตอนนี้ ก็เป็นฤกษ์ดีตอนนี้ไงจ๊ะ”
บัวคลี่ค้อน
“ค่ะ สรุปคืออยากให้เกาหลังให้...แหม เว้นสักคืนไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ มันนอนไม่หลับ”
“เกินไปค่ะ”
“ถึงจะหลับ แต่ก็ฝันไม่ดี”
บัวคลี่ ปิดหนังสือถอนหายใจ ยอมเกาหลังให้ ทะนงเริ่มเคลิ้ม บัวคลี่เกาหลังไป แต่ก็คิดไป
ตัดสินใจบอก
“คุณพี่ค่ะ คุณพี่เชื่อใจดิฉันมั้ยค่ะ”
“แน่นอน”
“จริงเหรอคะ”
“ถ้าผมไม่เชื่อใจคุณ เราคงไม่อยู่กันมานานเป็น 10 ปีแบบนี้หรอก”
“งั้นถ้าดิฉันขออนุญาตทำอะไรซักอย่างเพื่อคุณเผ่าจะได้มั้ยคะ”
“อะไร”
“เอาเป็นว่า ขอให้คุณพี่มั่นใจได้ว่า สิ่งที่ดิฉันทำลงไปก็เพราะความหวังดีและความรักที่มีต่อคุณเผ่าซึ่งเป็นเสมือนลูกคนหนึ่งของดิฉัน ได้มั้ยค่ะคุณพี่...คุณพี่...”
ไม่มีเสียงตอบ บัวคลี่หันมามอง ทนงนอนหลับปุ๋ยหายใจสม่ำเสมอไปแล้ว

เช้าวันใหม่...เชอรี่แหวกม่านมาเรียกเมียวดีที่ยังนอนหลับอยู่
“ยายคุณเหมียว ตื่นได้แล้ว โอ๊ย...อะไรกันเนี่ย มาอยู่ในเมืองได้นิดหน่อย ก็
ตื่นสายโด่ง ต้องอัญเชิญไปทานข้าว ตื่นได้แล้ว คุณแม่บ้านให้มาตาม”
เมียวดีนอนไม่รู้สึกตัว เชอรี่เซ็งแกล้งดึงแขนเพื่อกระตุกให้ตื่น แต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจ
“อุ๊ย”
เชอรี่จับหน้าผากอีกทีเพื่อเช็ค ก่อนจะตะโกนบอก
“คุณแม่บ้านคะ ยายคุณเหมียวตัวร้อนจี๋เลยค่ะ”

วงศ์เช็ดตัวให้แต่เมียวดียังเพ้อ พูดไม่รู้เรื่อง ทรงเผ่ายืนคุมอย่างร้อนใจ ฟ้าลั่นโวยวายอย่างเป็นห่วง
“อีเมียวมันโดนผีทำ ไม่ใช่ไข้ธรรมดา ผีปู่ย่าลงโทษมัน”
เชอรี่ส่ายหน้า
“โอ๊ย...เพ้อเจ้อแล้วพี่ฟ้าลั่น”
“ก็เมื่อคืนตอนยามสอง อีเมียวมันลุกขึ้นมาสระหัว พี่ห้ามมันก็ไม่ฟัง”
วงศ์หน้าตื่น
“คุณเหมียวนี่นะ ลุกขึ้นมาสระผมเอง”
ทรงเผ่าเงียบ แต่รับรู้ว่าเพราะอะไร
“ใช่” ฟ้าลั่นยืนยัน
เชอรี่แปลกใจ
“บ้าแล้วแค่สระผมจะไม่สบายได้ยังไง”
“ก็เพราะมันเป็นวันเสียไงน้องเชอรี่ ห้ามสระผม หรือทำการใดๆ ผีปู่ย่า
ถึงไม่คุ้มครองมัน มันต้องตายแน่ๆ ฮือ ๆๆ” ฟ้าลั่นร้องไห้โฮ
วงศ์ถึงกับชะงักมองหน้ากับทรงเผ่า
“ฟ้าลั่น ถ้านายทำอะไรไม่ได้ดีกว่านี้ ก็ออกไป!”
เมื่อโดนทรงเผ่าไล่ ฟ้าลั่นจำต้องออกไป เชอรี่ตามออกไปด้วย ทรงเผ่าหันมาหาวงศ์
“ไข้ยังไม่ลดอีกเหรอครับ”
“ยังเลยค่ะ”
“มาเดี๋ยวผมจัดการเอง”
“จะดีเหรอค่ะ”
“ตอนอยู่ในป่า ผมป่วยแทบปางตาย เมียวดีนี่แหละที่คอยดูแลผมตลอดแล้วก็ไม่เคยทิ้งผม ถึงตอนนี้ ผมก็ควรดูแลเค้าบ้าง”
ทรงเผ่าเอาผ้าจากวงศ์มาซับหน้าให้เมียวดีเอง
“แม่วงศ์ ทำไมหมอยังไม่มาอีก”
เขาถามอย่างกังวล

ฟ้าลั่นมาที่สนาม จุดธูปควันฟุ้ง พลางร้องถาม
“ได้หรือยังน้องเชอรี่”
เชอรี่วิ่งเอาดอกไม้ที่เก็บมาจากแถวบ้าน ใส่เป็นแก้ววิ่งเอามาให้
“มาแล้วจ๊ะ”
เชอรี่เอาดอกไม้วางในถาดเครื่องเซ่น ที่มีไก่ต้ม หมากพลู ด้ายแดง ฟ้าลั่นเทจอกใส่เหล้าขาว ราดลงที่ไก่
“ผีปู่ย่า ข้าขอสมาแทนให้อีเมียวมันด้วยเถอะ”
“มันจะได้ผลจริงๆ เหรอพี่ฟ้า”
ฟ้าลั่นหันมาส่งสัญญาณให้เชอรี่เงียบ กระซิบเบาๆ
“อย่าดังน้องเชอรี่ เดี๋ยวผีปู่ย่าเข้าใจว่าเราไม่ได้เคารพจริง จะไม่ยกโทษให้อีเมียว”
ฟ้าลั่นไหว้เสร็จ ปักธูป แล้วก็ถอยออกมานั่งยอง ๆ รอให้ธูปค่อย ๆ ไหม้ไป เชอรี่ทนไม่ไหวถามอีก
“พี่ฟ้ารู้จัก ผีปู่กับผีย่าของยายคุณเหมียวด้วยเหรอ”
ฟ้าลั่นคิดว่าเชอรี่คงเข้าใจผิด เลยอธิบาย
“ผีปู่ ผีย่า ไม่ได้เป็นของใครนะน้องเชอรี่ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องนับถือ ก็เหมือนที่ ในป่าก็มีผีป่า ในน้ำ ในดิน ภูเขา ต้นไม้ ก็มีผีรักษาอยู่ทั้งนั้น เราจึงต้องให้เคารพไม่ควรหลบหลู่ผีพวกนี้”
“อ๋อ”
“เข้าใจแล้วใช่มั้ย”
เชอรี่ส่ายหน้า ฟ้าลั่นถอนหายใจ หันมาพูดกับตัวเองอีกทาง
“คนเมืองก็โง่อยู่หลายสิ่งเหมือนกันนะ”
“พี่ฟ้าว่าอะไร”
“เปล่าจ๊ะ”
เวลาผ่านไปธูปลามหมดดอก ฟ้าลั่นดึงออก ก่อนจะเปลี่ยนเอาธูปชุดใหม่มาปัก

ค่ำคืนนั้น...วงศ์นั่งโงกหลับ ขณะที่ทรงเผ่านั่งเฝ้า คอยเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าผากให้เมียวดีอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเช้า...ทรงเผ่าแตะแขนวงศ์ ที่ฟุบหลับไปเบาๆให้ตื่น
“ดูเหมือนเมียวดีไข้จะลดลงแล้วล่ะ ครับ”
วงศ์รีบเข้าไปจับหน้าผากดูซ้ำอีกที
“จริงด้วยค่ะ ตัวเย็นลงแล้ว”
“เดี๋ยวผมจะไปอาบน้ำหน่อยนะครับ แล้วค่อยปลุกแกกินยาก็แล้วกัน”
“คุณเผ่า ไปพักผ่อนเถอะค่ะ ดูมาทั้งคืนแล้ว เดี๋ยวดิฉันป้อนยาให้คุณเหมียวเอง”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมมาช่วยดีกว่า”
ทรงเผ่าเดินออกไป เจอ ฟ้าลั่นแอบอยู่ที่ประตูไม่กล้าเข้ามา พอเห็นทรงเผ่าเดินออก ฟ้าลั่น เดินหนีแต่ไม่ทัน
“อ้าวฟ้าลั่น มาดูเมียวดีเหรอ”
“ใช่นาย”
“แล้ว ทำไมไม่เข้าไปล่ะ”
“ก็นายบอกให้ฟ้าลั่นออกไป”
ทรงเผ่าอึ้งไปนิดรู้สึกว่าตัวเองผิด
“แต่ฟ้าลั่น...อยากเอาด้ายมาให้มั่นเท่านั้น เค้าว่าจะเรียกขวัญมันได้ อ้อแล้วฟ้าลั่นก็ขอสมาผีให้มันแล้วด้วยนะนาย ฝากนายผูกให้มันด้วย”
ฟ้าลั่นยื่นด้ายสีแดงให้ทรงเผ่า
“เมียวดีดีขึ้นแล้วล่ะ ไข้ลดลงแล้ว”
ฟ้าลั่นดีใจ
“นั้นไง เห็นมั้ย ผีปู่ย่ายกโทษให้มันแล้ว...อุ๊บ” ฟ้าลั่นรีบปิดปากเข้าใจว่าทรง
เผ่าไม่พอใจ “ฟ้าลั่นพูดให้นายไม่ชอบใจอีกแล้วใช่มั้ย”
ทรงเผ่าจ้องหน้าฟ้าลั่น
“ฟ้าลั่น ฉันไม่เคยหลบหลู่ความเชื่อของนายเลยนะ เอาเป็นว่าฉันขอโทษนายแล้วกัน ตอนนั้นฉันเป็นห่วงเมียวดีมากไปหน่อย แล้วก็รู้ว่านายเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน”
ฟ้าลั่นรีบโม้ทันที
“โอ๊ย...คนอย่างอีกระแตไปห่วงมันทำไม ฟ้าลั่นรู้ตั้งแต่แรกแล้วอีเมียวมันไม่มีทางตายง่าย ๆ หรอก อีนี่มันหัวแข็งจะตายนาย เดี๋ยวมันก็ตื่นขึ้นมาด่าฟ้าลั่นอีก ให้มันนอนหุบปากเสียบ้างก็ดีแล้ว”
ทรงเผ่ายิ้มรู้ทัน
“งั้นเหรอ...แล้วตกลงนายเข้าไปผูกด้ายให้เมียวดีมั้ย”
“เข้าไปได้เหรอนาย”
“ได้ซิ”
ฟ้าลั่นรีบเข้าไปทันที ทรงเผ่ายิ้มประทับใจในมิตรภาพ

ทรงเผ่าเปลี่ยนชุดแล้วลงบันไดมาเจอบัวคลี่พอดี
“เมียวดีค่อยยังชั่วแล้วใช่มั้ยค่ะ เห็นเชอรี่บอก”
“ใช่ครับ”
“งั้นเดี๋ยวสายๆน้าจะให้เชอรี่ ต้มข้าวต้มเอาไปให้ เออ...คุณเผ่าคงไม่โกรธคุณหวานนะคะ เพราะน้าเองที่เป็นคนออกปากให้เธอช่วย”
“แต่...ดีครับ ที่เราพูดกันเรื่องนี้ ผมก็อยากคุยอยู่เหมือนกัน เพราะความจริงมันก็เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลนะครับ ถ้าเค้าไม่อยากตัด เราก็ไม่น่าไปตัด มันก็แค่นั้นเอง”
“คุณเผ่า อย่าพูดแบบนี้ให้คุณหวานได้ยินนะคะ เธอจะเสียใจ”
“ผมไม่ได้ต่อว่าคุณหวานนี่ครับ คุณน้าถามผมก็ชี้แจงไปตามที่ผมคิด”
บัวคลี่ตัดสินใจถาม
“น้าถามจริงๆเถอะคะ คุณเผ่าคิดจะ...ลงเอยกับคุณหวานบ้างหรือเปล่าค่ะ”
ทรงเผ่าเงียบไปนิด
“คุณหวานเป็นผู้หญิงที่ผมโอเคมากที่สุด ตั้งแต่คบมา”
“หมายถึง คุณเผ่าก็เอ่อ...ชอบคุณหวาน ใช่มั้ยคะ”
“แน่นอนครับ ผมชอบเธอ”
บัวคลี่หน้าบาน
“น้าดีใจจังเลยค่ะ ที่ได้คำตอบแบบนี้ แล้วคิดจะ...”
บัวคลี่ยังไม่ทันจะพูดคำว่าแต่งงาน ฟ้าลั่นก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“นายๆอีเมียวมันลืมตาแล้ว”
ทรงเผ่าดีใจ
“จริงเหรอ...งั้นผมขอตัวนะครับ”
ทรงเผ่ากับฟ้าลั่นออกไป บัวคลี่เข้าใจว่าทรงเผ่าคงไม่ปฎิเสธ
“ไปเสียแล้วยังถามไม่หมดเลย แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็แสดงว่าเราก็ตัดสินใจไม่ผิดหรอก”
บัวคลี่ยิ้มกริ่ม

เช้าวันใหม่...ฟ้าลั่นปั่นจักรยานอย่างมุ่งมั่นเอาเป็นเอาตาย เมียวดีนั่งดูอยู่เงียบๆ

“อีเมียว...เอ็งดูซิ ข้าก็ขี่จักรยานได้แล้วเหมือนกัน ไม่ใช่แต่เอ็งนะโว้ย เดี๋ยว เอ็งดูนะข้าจะขี่มือเดียวให้เอ็งดู เป็นไง เอ็งทำไมได้ใช่มั้ยล่ะ”
“เออ” เมียวดีตอบสั้นๆ
ฟ้าลั่นชะงัก
“สั้นๆ แค่นี้เองเหรอว่ะ”
เชอรี่เข้ามา
“พี่ฟ้า ทำอะไรเนี่ย”
“พี่ฟ้ากำลังหัดขี่จักรยานจ๊ะ”
“แล้วทำไมไม่เอาขาตั้งลง ปั่นแบบนี้ทั้งปีก็คงปั่นได้หรอก”
ฟ้าลั่นยิ้มแหยๆ
“ถ้าขืนเอาลงก็ล้มนะซิน้องเชอรี่”
“งั้นก็ ไม่ต้องขี่แล้ว ไปช่วยฉันซักผ้าเลย ผ้าเต็มตะกร้าไปหมด มาเล่นอะไรอยู่ตรงนี้”
ฟ้าลั่นรับคำ แล้วตามไปหงอยๆ ผ่านหน้าเมียวดีไปมองเหมือนขอความช่วยเหลือ
เมียวดีนั่งมองยิ้มให้นิดหน่อย แต่กลับไม่วิจารณ์ใดๆ ฟ้าลั่นยิ่งงงกับเมียวดีว่าเป็นอะไร
ขณะเดียวกัน ทนงกับทรงเผ่ายืนมองอยู่ไม่ไกลนัก
“พ่อคิดว่า เจ้าเหมียวมันจะแกล้งพาฟ้าลั่นหนีเชอรี่เสียอีก ผิดวิสัยเจ้าเหมียวมันนะ”
ทรงเผ่าเงียบอีกแต่ฟัง ทนงเลยพูดต่อ
“หมู่นี้ดูเจ้าเหมียวมันซึมๆ ไปนะ”
ทรงเผ่านิ่ง เพราะรับรู้เหมือนกัน เลยตัดสินใจ หันกลับมาพูดกับพ่อ
“ตั้งแต่กลับมาจากป่า ผมยังไม่ได้หยิบกล้องเลย พรุ่งนี้ว่าจะไปซ้อมมือซักหน่อย พ่อครับ ผมขออนุญาตพาเมียวดีไปด้วยได้มั้ยครับ”
ทนงพยักหน้ารับ
“ก็ดีนะ เผื่อแกจะสดชื่นขึ้น”

วันต่อมา...ทรงเผ่า พาเมียวดีกับฟ้าลั่นเข้ามาที่สวนสัตว์เขาดิน สองคนตื่นเต้นดีใจมาก
“โอ้โห้...มีป่ากลางเมืองแบบนี้ด้วยเหรอนาย ค่อยหายใจโคล่งรูจมูกหน่อย” ฟ้าลั่นพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
ทรงเผ่าหันไปหาเมียวดี
“จำได้มั้ย ฉันเคยบอกว่าจะให้รางวัลเธออย่างหนึ่ง ที่เธอกับเจ้าอั๋นพาฉันไปยิงปืน”
“เราขอกลับบ้านแต่นายไม่ให้”
“ใช่...วันนี้ฉันขอเปลี่ยนเป็นพาเธอมาเที่ยวที่นี่แทน มันก็ร่มรื่นไม่แพ้ป่าของเธอ แล้วก็มีสัตว์อยู่เยอะแยะทีเดียว คงพอแทนกันได้นะ”
เมียวดียิ้มกว้าง
“ขอบใจนะนาย”
“โอ๊ย...จะยังไงก็ช่างเถอะ เราเข้าไปได้หรือยัง ดูซิอีเมียว แม่เจ้าโว้ย เอ็งได้ยินเสียงนก มั้ยว่ะ นั่นๆ”
ฟ้าลั่นดึงแขน เมียวดีค่อยสดชื่นขึ้นตามฟ้าลั่นเข้าไป ทรงเผ่ายิ้มออกมาอย่างดีใจ ระหว่างนั้น โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นชื่ออัญชิสา เขากำลังจะกดรับ แต่เมียวดีวิ่งกลับมา ท่าทางตื่นเต้น
“นายๆเราได้กลิ่นขี้ช้าง ที่นี่ มีช้างอยู่ด้วยเหรอนาย”
ทรงเผ่าหัวเราะขำ
“ฮะๆๆ ใช่แล้ว”
เมียวดียิ้มอยางตื่นเต้นดีรีบวิ่งไป
“เดี๋ยว...เมียวดี”
ทรงเผ่าเลยตัดใจไม่รับเก็บโทรศัพท์แล้ว รีบตามเมียวดีไป

ทรงเผ่าถ่ายรูปบรรยากาศในสวนสัตว์เล่น แล้วก็อดแอบถ่ายเมียวดีไม่ได้ที่กำลังเพลินๆก่อนจะทำฟอร์มถ่ายฟ้าลั่นบ้าง ทรงเผ่าให้ เมียวดีกับฟ้าลั่นดูรูปที่ถ่ายสอนให้ฟ้าลั่นลองเล่นกล้อง ฟ้าลั่นกำกับท่าให้ทรงเผ่ากับเมียวดียืนใกล้ๆกันจนเขินๆกันไปทั้งสองคน

ทั้งสามคนมาที่ริมสระน้ำใหญ่ในสวนสัตว์ ฟ้าลั่นตื่นเต้นมาก
“อีเมียว มีปลาเยอะแยะเลยโว้ย”
“เอ็งไม่เคยเห็นเหรอไอ้หมาลั่น งั้นก็ไหว้เสียซิวะ”
“อีบ้า ข้าไม่โง่หรอก ปลามันมีไว้กิน ข้าจะไปไหว้มันทำไม เอ็งคอยดูฝีมือข้านะอีเมียว”
ฟ้าลั่นถอดเสื้อ ตั้งท่าจะกระโดด ทรงเผ่ารีบวิ่งไปจับไว้
“ฟ้าลั่น ใส่เสื้อผ้าเสีย ถอดทำไม”
“ฟ้าลั่นจะจับปลาเอาไปให้น้องเชอรี่แกง ตอนเย็น”
“เฮ้ย...ไม่ได้ๆปลาพวกนี้เค้าห้ามจับ”
“อ้าว เป็นปลาเจ้าเหรอนาย ไม่เป็นไร ฟ้าลั่น...” ฟ้าลั่นยกมือไหว้ “ขอแล้ว เราเอา
ไปกินไม่ได้ฆ่าเล่นสนุกๆ”
ฟ้าลั่นจะกระโดดลงไปอีก ทรงเผ่าต้องจับไว้
“ก็ไม่ได้ คือ ปลาพวกนี้ เค้าเลี้ยงไว้ให้คนในเมืองดูเล่นนะ เอาอาหารมาให้มันบ้าง เพลินๆ”
ฟ้าลั่นงงๆ
“ปัดโธ่...มีด้วยเหรอนายคนที่ไม่เคยเห็นปลา ไหนเค้าว่าคนในเมืองฉลาดไง แค่ปลาก็ไม่เคยเห็น”
“เออนั้นซินะ ตกลงฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้วซิ ว่าใครฉลาดกว่าใคร ไปเถอะให้อาหารช้างกันดีกว่า”
ทรงเผ่าพาสองคนมาที่เพนียดช้าง เอาอ้อยมาให้เมียวดี กับฟ้าลั่นที่ยืนรออยู่ ทั้งสองมองผู้คนที่ให้อาหารช้างกัน เริ่มหงอยๆ
“ทำไมต้องล่ามขามันล่ะนาย ผูกไว้แบบนั้นมันก็ไปไหนไม่ได้ซินาย” ฟ้าลั่นถามอย่างสงสัย
ทรงเผ่ายังไม่ได้เอะใจอะไร
“ถ้าไม่ล่ามไว้ เกิดมันมาทำร้ายคนที่มา ก็แย่นะซิ อยู่ในนี้ มีอาหารให้กิน มีคนดูแล สบายออกดีกว่าไปหากินเองในป่า”
ทรงเผ่าขว้างอ้อยให้ช้าง แล้วก็ถ่ายรูปไป เมียวดีมองนิ่งๆ เปรยออกมา
“ควานช้างเก่งๆ บังคับมันได้อยู่แล้ว”

ทั้ง 3 คนมาที่กรงเสือ เมียวดีเข้าไปยืนเกาะกรงมองไปที่ลูกตาเสือ พร้อมกับฟ้าลั่น
“เอ็งเห็นเหมือนข้ามั้ยไอ้หมาลั่น มันเป็นไอ้แมวยักษ์จริงๆหรือแค่ซากมันวะ”
“ข้าไม่เคยเห็นไอ้แมวยักษ์ตัวไปที่สิ้นลายเท่ามันมาก่อน”
สัตว์ในสวนสัตว์หลายๆตัว ที่อยู่ในกรงทั้งเสียงร้องและสายตาที่เหมือนอ้อนว้อน ทั้งเสือ ลิง ช้าง สัตว์ต่างๆ ฟ้าลั่นและเมียวดี ยืนดูเหมือนรับรู้เสียงบรรดาสัตว์ทั้งหลาย
“พวกมันร้องให้เราช่วยนะไอ้หมาลั่น”
เมียวดีกับฟ้าลั่นมองหน้ากันอย่างเข้าใจ พยักหน้าให้กันแล้วก็ปีนข้ามรั้วกัน เข้าไปในกรงเพื่อหาทางแหกกรง ทรงเผ่าถือน้ำเข้ามาเห็นก็ตกใจ รีบวิ่งไป
“เมียวดี ฟ้าลั่น...อย่านะ”
เมียวดีหันมาหาทรงเผ่า
“สัตว์ป่าไม่อยู่ในป่า มันจะเป็นสัตว์ป่าได้ยังไง”
ฟ้าลั่นถามบ้าง
“พวกมันมีกิน แต่ไปไหนไม่ได้มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะนาย”
ทรงเผ่าถอนใจ
“มันชินแล้ว ไม่เป็นไรหรอกเชื่อฉันซิ”
“นายไม่เห็นสายตาพวกมันเหรอ พวกมันกำลังร้องไห้ต่างหาก” เมียวดีแย้ง
ฟ้าลั่นพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่...ที่นี่ไม่ใช่บ้านของมัน ปล่อยมันกลับบ้านเถอะนาย”
ทรงเผ่าหนักใจพยายามอธิบาย
“พวกเธอไม่เข้าใจ สัตว์พวกนี้เค้าจับมันมาเพื่อให้คนดู”
เมียวดีไม่ค่อยพอใจ
“ถ้านายโดนจับมาขังบ้าง ไม่ให้ไปไหน นายจะยอมมั้ยล่ะ”
ทรงเผ่าอึ้งไป
“สัตว์มันก็มีชีวิตเหมือนเรานะนาย”
ทรงเผ่าเงียบไปครู่ แล้วก็ตัดสินใจ
“กรงมันแข็งแรงมาก ใช้มือคงไม่ไหวหรอก”
ทรงเผ่ามองซ้ายมองขวาเห็นถังขยะวางอยู่ก็เข้าไปคว้ามาจะยกทุ่ม
“หลีกไป”
เมียวดีกับฟ้าลั่นยิ้มให้ดีใจที่ทรงเผ่าเห็นด้วย หลีกทางให้ เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามา เป่านกหวีดเสียงดัง ชี้ให้หยุด ทรงเผ่ายกค้าง

ทรงเผ่า เมียวดีและฟ้าลั่นถูกจับมาที่โรงพัก ทั้ง 3 คนอยู่ในกรงขังมองหน้ากัน จ๋อยไป ตำรวจเดินเข้ามาไขประตูเปิดออกให้
“มีคนมาประกันตัวแล้วครับ”
อั๋นยืนยิ้มหน้าเป็นอยู่ เป็นคนมาช่วยประกันให้
“เป็นไงครับ ห้องรับแขกสน.นี้ สบายมั้ยครับ”
“เออ...เสียดายน่าจะมีโซฟานุ่มๆ ไว้ในนั้นซักอัน คงนั่งสบายกว่านี้” ทรงเผ่าพูดขำๆ
“โอ้...พี่เผ่าอยากได้หรือครับ เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะให้สารวัตรจัดให้ครับ ถ้าพี่เผ่านึกอยากเข้ามานั่งเล่นเมื่อไหร่ก็บอก”
“เดี๋ยวเถอะ ลามปามใหญ่แล้วนะแก”
อั๋นยกมือไหว้ขอโทษ
“ขอโทษคร๊าบ แต่แหม พี่นึกยังไงถึงได้คิดจะไปปล่อยเสือในสวนสัตว์ ผมเคยได้ยินที่เค้าไปปล่อยเต่า ปล่อยปลากัน”
ทรงเผ่านิ่งไม่อยากพูด เมียวดีเลยพูดแทน
“หมวดก็ลองถูกขังกรงซักปีหนึ่งซิ”
“เป็นความคิดที่ดี เมียวดี เอ๊ย...จะบ้าเหรอ ฉันไม่ใช่สัตว์นะ จะได้จับขังกรง”
“แค่คิดหมวดก็ยังไม่ชอบ พวกมันก็ไม่ชอบเหมือนกันนั้นแหละ”
ทันใดนั้นเสียงอัญชิสาดังขึ้น
“นี่เป็นความคิดของเธอนั้นเอง ใช่มั้ยเมียวดี”
อัญชิสาก้าวเข้ามา ทุกคนหันไปมอง ทรงเผ่าอึ้ง
“คุณหวาน!”
อัญชิสาโชว์โทรศัพท์เปิดเฟสบุ๊คไว้ พูดนิ่ม ๆ แต่สายตาเอาเรื่อง
“มันเก๋ตรงไหนค่ะ กับการเช็คอินที่คุกเนี่ย”
บรรยากาศเริ่มกรุ่น ทรงเผ่าหันไปมองหน้าอั๋น เพราะรู้ว่าเป็นคนทำ อั๋นส่งสายตาขอโทษ
“คือ...ผมไม่ได้ตั้งใจครับพี่ แค่อัพขึ้นเฟสบุ๊คขำๆเท่านั้น ไม่คิดว่าคุณหวานจะเห็น แล้วตามมา”
“หวานต้องขอบคุณคุณอั๋นมากกว่า ที่ทำให้หวานรู้อะไรดีๆ...หวานโทรไปแต่คุณตัดสายหวานทิ้ง เพราะต้องพาคนป่าพวกนี้มาทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้เหรอค่ะ”

อัญชิสาโกรธจัด ชี้มาที่เมียวดีที่อึ้งๆไป

อ่านต่อ ตอนที่ 12 วันพรุ่งนี้ (อังคาร 15 พ.ค.) เวลา 9.30 น.

แก้วกลางดง ตอนที่ 12

อัญชิสา เดินนำหน้าทุกคนออกมาจากสถานีตำรวจ ด้วยสีหน้าบึ้งตึง แต่ไม่วายแขวะเมียวดี

“เมียวดีจ๊ะ คราวหน้าถ้าออกมา แล้วไม่หาเรื่องคงดีกว่านี้นะ”
อั๋นรู้สึกว่าอัญชิสาพูดแรงไป เมียวดีมองหน้า พยายามไม่โต้มาก
“เรารู้แล้ว”
ทรงเผ่าทนไม่ไหว หันมาบอกอั๋น
“แกพาเมียวดี กับฟ้าลั่นไปที่รถก่อน”
เมียวดีหันมามองทรงเผ่า
“ได้ครับพี่” อั๋นหันมาหาเมียวดีกับฟ้าลั่น “ไป...ไป พวกเราไปกันก่อน”
เมียวดีไม่ค่อยยอมไป แต่อั๋นรีบฉุดไป ทรงเผ่าหันมาพูดกับอัญชิสา
“ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยมั้ยครับ คุณหวาน”

อั๋นกับฟ้าลั่น แอบดูอยู่ที่ข้างรถ ทรงเผ่ากับอัญชิสายืนเผชิญหน้าคุยกัน อัญชิสายังกรุ่นอยู่ ฟ้าลั่นมองๆก่อนจะหันมาถามอั๋น
“หมวดว่ายกนี้ใครจะชนะ”
“ตามหลักแล้ว ถึงแม้คุณหวานจะเป็นผู้หญิงดูบอบบางกว่า แต่หมัดเย็บรุนแรงเหลือเกิน ออกหมัดไม่ยั้ง พี่เผ่าคงไม่เหลืองานนี้มีแต่ตายลูกเดียว” อั๋นยกมือไหว้ “ผมขอโทษอีกครั้งครับพี่เผ่า”
“ฟ้าลั่นก็ว่างั้น แต่ว่าผู้หญิงเวลาโมโห ต่อให้สวยยังไง ก็น่ากลัวนะหมวด”
“ถูกต้องแล้วคร๊าบ”
เมียวดีมองสองคนไม่ชอบใจนัก
“แอบดูคนทะเลาะกัน มันหนุกนักเหรอไอ้หมาลั่น หมวดก้านยาว”
“ก็ดีกว่าหายใจทิ้งเล่น เจ้ย...เมียวดี อย่าดังซิ สถานการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน”
เมียวดีมองไปไม่สบายใจ
“เรื่องที่สวนสัตว์เราเป็นคนเริ่ม เดี๋ยวเราจะไปอธิบายเอง เราไม่อยากให้นายทะเลาะกับคุณหวาน”
อั๋นรีบห้าม
“เฮ้ย...ขืนเธอเข้าไปตอนนี้ มีหวังเค้าจะทะเลาะกันมากขึ้นเพราะเธอนะซิ”
เมียวดีไม่เข้าใจ
“ทำไม”
อั๋นไม่รู้จะพูดยังไง
“เอาน่า เชื่อฉันเถอะ”
เมียวดีมองแล้วตัดสินใจเดินไป อั๋นรีบคว้าไว้เกือบไม่ทัน

ทรงเผ่าพยายามอธิบายเรื่องทั้งหมดกับอัญชิสา
“เมียวดี กับฟ้าลั่นไม่ได้ก่อเรื่อง เรื่องนี้ ผมตัดสินใจทำด้วยตัวผมเอง ผมว่าคุณหวานควรเข้าใจเสียใหม่”
อัญชิสาไม่พอใจ
“หวานอุตส่าห์ตามมาด้วยความเป็นห่วง แต่คุณกลับออกรับแทนพวกคนป่าพวกนั้น แล้วต่อว่าหวานงั้นเหรอคะ”
“ผมไม่ชอบคำนี้เลย คำก็คนป่า สองคำก็คนป่า คนป่ากับคนเมืองต่างกันตรงไหน”
“ก็ตรงที่ เราศิวิไลกว่า มีความยั้งคิดกว่า เจริญกว่า ก็ไม่ใช่เพราะคุณเที่ยวตามใจทำตามพวกนั้นเหรอ ถึงลืมกฎกติกาทุกอย่างในสังคมนี้ ตอนนี้คุณอยู่ในสังคมเมือง ไม่ใช่ในป่าเขานะคะ”
“ความศิวิไล ของคุณคืออะไร ถ้าหมายถึง ตึกสูงๆ เครื่องอำนวยความสะดวกที่มากกว่า คงใช่ แต่ถ้าหมายถึงเรื่องจิตใจ ผมว่าคนป่ากับคนเมืองไม่ได้ต่างกัน บางทีพวกเค้าอาจจะเห็นค่าของสิ่งต่างๆ ลึกซึ้งกว่าเราเสียอีก...”
อัญชิสายิ่งโมโห
“คุณหวานเหมือนไม่ใช่คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก”
“หวานก็เป็นคนเดิม คุณต่างหากที่เปลี่ยน...”
ขณะเดียวกันนั้นนักข่าว สองคนเดินเข้ามา เห็นทรงเผ่ากับอัญชิสา
“เอ๊ะ...นั้นคุณหวานนี่”
“ใครวะ” อีกคนถาม
“ก็พวกเซเล็บไง เดี๋ยวถ่ายรูปไปเผื่อเอาไปขายพวกหนังสือเมาท์ไฮโซ”
นักข่าว ยกกล้องขึ้นถ่าย อัญชิสาเห็นแฟลชก็สะดุ้ง
“อุ๊ย” เธอรีบคว้าแว่นมาสวม “นี่ไง คุณเห็นหรือยังว่าเกิดอะไรจากการทำตัวสิ้นคิดแบบพวกนั้น”
“ได้...ถ้าคุณอายเดี๋ยวผมจัดการเอง”
ทรงเผ่าเดินเข้าไปหานักข่าว
“ขอโทษนะครับ เมื่อกี้ ที่คุณถ่ายรูปกับ คุณผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า”
“เปล่า...ผมยกกล้องเฉยๆ”
“ก็ผมเห็นอยู่ชัดๆ ยังจะบอกว่าเปล่า คุณถ่ายรูปเราใช่มั้ย ผมขอให้คุณ
ลบภาพนั้นทิ้ง เพราะเราไม่อนุญาต”
“นี่ ผมเป็นนักข่าวนะ คุณไม่มีสิทธิห้ามผม”
“เป็นนักข่าวแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ ผมขอให้คุณลบภาพทิ้งไง ผมไม่ยินยอมให้คุณถ่ายภาพเรา”
นักข่าว ยักไหล่แบบกวนๆ ทรงเผ่าโมโห แย่งกล้อง นักข่าวผลักไหล่ ทรงเผ่าจะเข้าไปเอาเรื่อง อัญชิสารีบเข้ามา
“ขอโทษนะคะ เค้าอารมณ์เสียไปหน่อย” อัญชิสาหันไปบอกทรงเผ่า “ไปเถอะค่ะ คุณเผ่า”
นักข่าวมองเย้ยหยัน
“โธ่เอ๋ย ที่แท้ก็อยากโชว์ออฟหญิง เฮอะ”
ทรงเผ่าสติขาดหันกลับมาต่อยนักข่าวทันที
“ว๊าย”
อัญชิสาตกใจถออยหนี...พวกอั๋นกับเมียวดีที่แอบดูอยู่ตกใจ
“นาย!”
“เฮ้ย...เพิ่งจะประกันออกมาแท้ๆ จะกลับเข้าไปอีกรอบแล้วมั่งว่ามั้ย”
อั๋นมองหาพวก ปรากฏว่าพวกเมียวดีหายไปหมดแล้ว อั๋นสะดุ้งอีกรอบ
“อ้าว ไปไหนละ”

เมียวดีกระโจนเข้าไปทันทียืนหันหลังชนกับทรงเผ่า เพื่อนนักข่าวอีกคนเข้ามาเหมือนจะรุม
“เรามาแล้วนาย”
ทรงเผ่าชะงัก
“เมียวดี!”
“นายเอาไงต่อ ว่ามาได้เลย”
ทันใดนั้นเสียงนักข่าวร้องดังลั่น
“โอ๊ย”
ทุกคนหันไปมองตามเสียงเห็นฟ้าลั่นกระโดดเข้ากัดหูนักข่าวอีกคน อั๋นวิ่งเข้ามา
“เฮ้ย...ฟ้าลั่น ไปกัดเค้าทำไม”
อั๋นรีบเข้าไปแยกฟ้าลั่นออกมา นักข่าวโวยวาย
“โอ๊ย...ผมจะเอาเรื่อง เรื่องนี้จะต้องเป็นข่าว”
ทรงเผ่าไม่กลัว
“ตามสบายเลย แต่ผมจะฟ้องคุณที่ละเมิดสิทธิส่วนตัวของผมเหมือนกัน”
“อ๋อ นี่หัวหมอเหรอ เที่ยวไล่ต่อยคน แล้วหัวหมอแบบนี้มันต้องเอาให้เข็ด รู้มั้ย ว่าฉันเป็นนักข่าวอยู่หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่”
อัญชิสาหน้าเสียรีบห้ามทรงเผ่า
“คุณเผ่า พอได้แล้วค่ะ หวานอายจะแย่อยู่แล้วนะคะ ไม่อยากเสียชื่อมากกว่านี้”
อั๋นพยายมเข้าไปเคลียร์
“ใจเย็นๆครับ ค่อยๆพูดกันดีกว่า”
นักข่าวไม่พอใจมาก
“พวกผมโดนทำร้าย ผมจะแจ้งความ...ตำรวจๆ”
อัญชิสากลัวเป็นข่าว ถอยออกมานิดหนึ่ง ฟ้าลั่นตกใจแอบหลังทรงเผ่าเหมือนกัน เมียวดีไม่ถอยยังอยู่ข้างเขา นักข่าวอื่นๆที่อยู่บนสน.เริ่มลงมาดู ถ่ายรูปบ้าง คนเริ่มมุง อัญชิสายิ่งอาย พยายามปิดหน้า ฟ้าลั่นเข้าไปกระซิบอั๋น
“หมวดเค้าเรียกตำรวจ หมวดเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ”
อั๋นนึกได้
“เออจริง...ผมครับ ผมก็เป็นตำรวจ คุยกับผมได้”
“ผมขอแจ้งความ ผู้ชายคนนี้ทำร้ายร่างกายผม จับเลย ถ้าคุณตำรวจไม่จับ ผมจะฟ้องคุณตำรวจแทนที่ละเลยหน้าที่และเลือกปฎิบัติ”
อั๋นเหวอไป อัญชิสาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“โอ๊ย นี่มันอะไรกันเนี่ย”

ทั้งหมดอยู่บนโรงพัก อั๋นไหว้ขอบคุณสารวัตร แล้วเดินมาหาทรงเผ่า เมียวดี ฟ้าลั่น
“เรียบร้อยแล้วครับพี่เผ่า สารวัตรเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้ว โชคดีเจอพี่เค้า เค้าเคยเป็นลูกน้องพ่อ”
“ฉันไม่ได้อยากยอมความซักหน่อย” ทรงเผ่าหงุดหงิด
“โห...น่าพี่เผ่าเรื่องนิดๆ หน่อยๆ ดีกว่าทำสถิติเข้าคุกสองรอบในวันเดียวนะพี่ ผมว่าไม่ดีมั่ง”
ฟ้าลั่นเห็นด้วยกับอั๋น
“แหมหมวดพูดถูกใจจริงๆ ฟ้าลั่นก็ยังไม่อยากกินข้าวแดง กินข้าวฝีมือน้องเชอรี่อร่อยกว่า”
เมียวดีหันไปดุฟ้าลั่น
“เอ็งนั้นแหละ น่าเข้าตะแกรงที่สุด ไอ้หมาลั่น เสือกไปกระโดดกัดหูเค้าก่อนใคร”
ฟ้าลั่นเลยเงียบ ทรงเผ่าเพิ่งสังเกตมองหา
“คุณหวานล่ะ”
“เอ่อ...เมื่อกี้ คุณหวานบอกผมว่าขอตัวกลับก่อนครับ เธอ...เอ่อ...เธอปวดหัวมากนะครับ”
ทรงเผ่าเงียบไม่พูดอะไร
“หนีกลับชัดๆ แบบนี้มันก็ไม่ใช่เพื่อนกันนะ เพื่อนต้องไม่ทิ้งกัน” ฟ้าลั่นเปรยๆ
อั๋นรีบเหยียบเท้าฟ้าลั่นให้หยุดพูด
“โอ๊ย...หมวดเยียบตีนผมทำไม”
“อ้าวเหรอ...ฉันไม่เห็นรู้ตัวเลย โทษที”
“ดีแล้วล่ะ ที่กลับไปก่อนเธอคงตกใจเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้ฉันเองก็ใจร้อนไปหน่อย เอาล่ะงั้นพวกเรากลับดีกว่า ขอบใจมากนะอั๋น สำหรับเรื่องทุกอย่างในวันนี้” ทรงเผ่าตัดบท
“ยินดีรับใช้ครับ คราวนี้พี่เชื่อหรือยังว่าผมคือตำรวจที่อยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ หมวดอั๋น ยินดีเคลียร์ได้ทุกเรื่อง”
ฟ้าลั่นยิ้มนึกอะไรได้
“จริงเหรอหมวด แล้วถ้าฟ้าลั่นจะขอสาวล่ะ หมวดช่วยได้มั้ย”
อั๋นยิ้มโอ่
“มาถูกทางแล้วฟ้าลั่น เรื่องสาวๆ ขอให้ถามฉัน อ๋อ...เผื่อนายยังไม่รู้ ฉันบอกได้เลย ว่าฉันคือตำรวจที่หน้าตาดีที่สุดในประเทศและเอ็กซ์สเปิร์ดทางด้านนี้โดยตรง”
อั๋นโม้ใหญ่กับฟ้าลั่น เมียวดีกับทรงเผ่ายืนฟังขำๆ เมียวดีแอบดูทรงเผ่า รู้ดีว่าเขามีเคืองๆเรื่องอัญชิสา

ค่ำนั้น ทรงเผ่าเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้ว นั่งทำงานอยู่ในห้อง มองโทรศัพท์ที่วางอยู่ชั่งใจว่าจะโทรหาอัญชิสาดีหรือเปล่า เขาหยิบโทรศัพท์มา แล้วก็วางตัดใจไม่โทร เมียวดีนั่งอยู่บนขอบระเบียงมองลุ้น
“ทำไมไม่โทรละนาย”
ทรงเผ่าสะดุ้งตกใจ
“โธ่เอ๋ย เมียวดี มาเงียบๆ ฉันตกใจหมด”
ทรงเผ่าลุกขึ้นเดินมาหาที่ระเบียบ ก้มลงมองลงไปข้างล่าง
“แล้วขึ้นมาได้ยังไง ปีนขึ้นมาเหรอ”
เมียวดีเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย
“โอ๊ย...ต้นไม้สูงกว่านี้เราก็ปีนมาแล้ว ไม่ตกหรอกน่า นายทำเรื่องของนายดีกว่า”
“เธอว่าฉันทำผิดเหรอเมียวดี”
“ไม่...เราไม่เห็นว่านายทำผิดอะไร”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จบแค่นี้”
“แต่เราไม่ชอบที่นายกับคุณหวานต้องผิดใจกัน คนรักกันง้อกันไม่น่าอายหรอกนาย”
“นี่รู้เรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ทำยังกับตัวเองเคยมีความรัก”
“มีสิ”
ทรงเผ่าถึงกับตกใจ เมียวดียิ้ม
“เรารักพ่อนาย เมียพ่อนาย รักป้าวงศ์ รักไอ้หมาลั่น”
ทรงเผ่าแกล้งทำหน้าเศร้าขำๆ
“แล้วฉันล่ะ”
เมียวดีส่ายหน้าแล้วก็หัวเราะขำ
“ฮะๆ ๆ เราล้อเล่นนะ” เมียวดีเดินเข้ามาแตะโอบบ่าเขาแบบแมนๆ “เรารักนายซิ นอกจากพ่อ ก็มีนายนี่แหละที่ดีกับเรา”
ทรงเผ่าหันไปมองหน้าแล้วยิ้มให้
“ค่อยยังชั่ว คิดว่าเสน่ห์ของฉันจะสู้ฟ้าลั่นไม่ได้เสียแล้ว”
เมียวดีหันมายิ้มให้ ตอนแรกก็ยิ้มกันขำๆ และด้วยความใกล้ชิด ก็เริ่มสบตากัน ทรงเผ่าเริ่มหวิวใจ ค่อยๆ เอนหน้าเข้าไปใกล้ เมียวดีก็เอนเข้าใกล้เหมือนกัน ตามความรู้สึกในใจของสองคน แต่แล้วเธอก็พูดขึ้น
“นาย...นายมีผมขาว”
ทรงเผ่าชะงักทันที ความโรแมนติกหายหมด แยกออกจากกัน
“เฮ้ย...ไม่จริง ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้น อย่ามาอำกันเลย”
“จริง...เราเห็น มีเส้นหนึ่งมันชี้ขึ้นมา เราถอนให้มั้ย ตอนพ่ออยู่เรา เราถอนให้พ่อประจำ”
ทรงเผ่ายิ่งอาย เอามือปิดๆ
“ไม่ต้อง มายุ่งกับฉัน เอาล่ะขอบใจเธอมากที่เป็นห่วงทั้งเรื่องผมฉัน แล้วก็คุณหวาน มันไม่มีอะไรทั้งสองอย่าง โอเคมั้ย”
“อืมดีแล้ว งั้นเราไปแล้วนะนาย”
พูดจับเมียวดีก็กระโดดลงไป ทรงเผ่าตกใจ
“เฮ้ย!”
ทรงเผ่าผวาไปที่ระเบียบแทบไม่ทันมองลงไป เห็นเมียวดีกระโดดลงไปข้างล่างแล้ว
“บันไดก็มีทำไมไม่รู้จักลงดีๆ”
“มาทางไหน ก็ไปทางนั้นซินาย”
ทรงเผ่าส่ายหน้าอย่างเอ็นดู

อัญชิสานั่งหน้าคว่ำอยู่ในผับ จินนี่มองอย่างสงสัย
“ไหนแกชวนฉันมา เพราะอยากแก้เซ็ง แล้วแกมานั่งหน้างอแบบนี้เมื่อไหร่มันจะหายเซ็ง”
“ฉันอยากจะกรี๊ด ๆๆๆ แกรู้มั้ยว่าฉันเจออะไรวันนี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าคุณเผ่าจะทำตัวงี่เง่าได้ขนาดนี้”
“แกตามไปด่าเค้าถึงสน. เพียงเพราะเค้าไม่รับโทรศัพท์แกเนี่ยนะ มันผิดฟอร์มแกหรือเปล่า แกต้องเข้าไปเป็นห่วงเป็นใยเค้าซิ ดูซิขนาดฉันไม่เทพเรื่องผู้ชายอย่างแก ฉันยังคิดออกเลยว่าต้องทำตัวอย่างไง”
อัญชิสานึกขึ้นได้
“ก็ฉัน...ฉัน เบื่อเหลือเกินที่เค้าทำตัวเรื่อยเปื่อย ไม่กระตือรือร้นเลย ฉันคบกับเค้ามาตั้งหลายปี ยังไม่คืบหน้าไปไหนแล้วเมื่อไหร่ฉันถึงจะได้แต่งงาน นี่ยังเอาเด็กชาวป่ามาเลี้ยงอีก มันกวนประสาทจะตาย”
“อ้อ ที่หงุดหงิดอยู่แบบนี้ก็เพราะอยาก มีสามีนั้นเอง ฮะๆๆ แต่สำหรับฉันโสด...นะมันเร้าใจกว่าเยอะ”
ขณะเดียวกันนั้นมีชายหนุ่มเดินมา จินนี่ส่งสายตาให้หนุ่มทันที
“เดี๋ยวฉันมานะ”
จินนี่ลุกขึ้นตามหนุ่มไปทันที อัญชิสาเซ็งๆ สักครู่จินนี่ก็กลับมาพร้อมหนุ่มหล่อ คลอเคลียมาเลย
“ริชชี่ เค้าชวนไปปาร์ตี้ที่คอนโดเพื่อนต่อ”
อัญชิสาส่ายหน้า
“ไปเถอะ เค้ารับรองว่าปาร์ตี้นี้ไปแล้วสนุกแน่นอน”

จินนี่ยิ้มเป็นนัย

อ่านต่อตอนต่อไป (หน้า4) เวลา 9.30 น.

แก้วกลางดง ตอนที่ 12 (ต่อ)

อัญชิสาถือเครื่องดื่มในมือ ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องในคอนโดแห่งนั้น ซึ่งเนรมิตเป็นงานปาร์ตี้มีผู้คนอยู่เต็มห้อง จินนี่กับริชชี่เบียดคนกลับมา คึกคักด้วยกันทั้งคู่ เพราะเมายามาแล้ว

“หวาน มาหลบมุมอยู่นี่เอง ฮะ ๆ รู้มั้ยฉันเจอใคร แกต้องคิดไม่ถึงแน่...เซอร์ไพรส์”
จินนี่เบี่ยงตัวออก สาทิศเดินเข้ามา อัญชิสาอึ้ง
“คุณสาทิศ!”
“เห็นมั้ยว่าโลกกลมจริง ๆ ใช่มั้ย...” จินนี่กระซิบ “ลืมไปแล้วเหรอว่าแกคือน้ำหวาน หนึ่งในท็อปไฟว์ผู้หญิงโสดที่น่าสนใจที่สุด”
อัญชิสาหันมามองจินนี่ ยิ้มเชิดอย่างมั่นใจ สาทิศเข้ามาทักทาย
“ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณหวานที่นี่ ชอบสนุกเหมือนกันเหรอครับ”
“ใครๆก็ชอบความสนุกไม่ใช่เหรอค่ะ” อัญชิสาทิ้งสายตายั่ว
อัญชิสาเต้นกับสาทิศอย่างเซ็กซี่นัวเนีย ก่อนไฟจะดับลง ผู้หญิงคนหนึ่งเอาเค้กมาวางมีเทียนปัก แต่ตรงกลางเป็นผงยาไอซ์ทุกคนตบมือ
“เบิร์ดเดย์ปาร์ตี้เหรอคะ”
สาทิศยักไหล่
“คงงั้นมั่งครับ ปาร์ตี้วันเกิด เกิดอยากสนุกแล้วก็มีความสุข”
ครู่หนึ่งชายคนหนึ่งก็เอาผงยาตรงกลางเค้กใส่ แท่งแก้ว แล้วมาเสพยากันวนเวียนไปจนมาถึงสาทิศ เขาส่งต่อให้ อัญชิสามองอย่างลังเล
“มันช่วยบิ้วให้เรายิ่งสนุกขึ้น ลองกันสนุกๆไม่ติดหรอกครับ”
อัญชิสาค่อยๆ รับแท่งแก้วมา สาทิศยิ้มอย่างพอใจ หลังจากเมากันจนได้ที่ เขาพาอัญชิสาไปที่คอนโด เธอทิ้งตัวลงบนที่นอน สาทิศตามเข้าไป...
“เป็นปาร์ตี้ที่สนุกมากเท่าที่หวานเคยไปมาจริงๆค่ะ”
อัญชิสาเหนี่ยวคอสาทิศให้เข้ามา สาทิศยิ้มอย่างพอใจก่อนที่ทิ้งตัวลงไปกอดร่างบางนั้น

เช้าวันใหม่...ฟ้าลั่นถือถุงเต็มมือเดินตามเชอรี่ที่จับจ่ายซื้อของในตลาดสด
“น้องเชอรี่ ยังมีของที่ต้องซื้ออีกหลายอย่างมั้ย”
“เหลือ มะขาม ผักบุ้ง แตงกวา ปีกไก่ แล้วก็แตงโม ถามทำไม”
“ก็พี่ฟ้าไม่มีมือถือแล้ว เหลือแต่ปากที่ยังว่าง”
“ดี...งั้นก็ใช้ปากคาบซิ”
ฟ้าลั่นอ้าปากรับทันที เชอรี่เซ็ง
“โอ๊ย...อะไรจะซื่อขนาดนี้ งั้นก็เอาไปเก็บก่อนแล้วก็ได้”
ฟ้าลั่นออกไป เชอรี่ซื้อของต่อ

เชอรี่ถือของออกมาหน้าตลาด ชะเง้อมองฟ้าลั่นที่ถือของมารอที่จักรยาน
“จักรยานก็อยู่นี่ แล้วพี่ฟ้าหายไปไหนนะ”
ฟ้าลั่นวิ่งมาเหนื่อยเหงื่อตก
“น้องเชอรี่ พี่ฟ้ามาแล้ว”
“พี่ฟ้าแอบไปไหนมา ฉันรอตั้งนานจนต้องออกมาดู อ้าว...แล้วของที่ให้ไปเก็บละอยู่ไหน”
“พี่ฟ้าก็เอาไปเก็บตามที่น้องเชอรี่บอกไงจ๊ะ อ้อ...แล้วคุณป้าวงศ์ก็เลยฝากซื้อของเพิ่มด้วย”
เชอรี่หน้าเหวอ
“หา...เอาไปเก็บที่บ้านงั้นเหรอ ฉันหมายถึงเอาไปแขวนไว้ที่รถจักรยาน”
“อ้าว...งั้นเหรอ นี่พี่ฟ้ารีบไปรีบมาไม่ได้แวะที่ไหนเลยนะ”
เชอรี่ส่ายหน้ากับความบื้อของฟ้าลั่น ส่งของให้ถือ ขณะเดียวกันนั้น มีคนเดินแจกใบปลิวโดยมีอีกคนถือโทรโข่งป่าวประกาศ
“มีบุญมาฝากกันอีกแล้วครับ งานบุญประจำปีวัดสนามในของเรา ทำบุญปีนี้สวยปีนี้ ทำปีหน้าสวยปีหน้า คนละบาทสองบาท 5 บาท 10 ก็ได้”
“ไปทำบุญกันมั้ยน้องเชอรี่”
“ไม่อ่ะ ฉันไม่มีเศษเหรียญ”
ชายคนหนึ่งเดินมาถึง เชอรี่กับฟ้าลั่น
“พิเศษสุด พลาดไม่ได้สำหรับนักร้องเสียงดีทุกท่าน ปีนี้เรามีประกวดร้องเพลง ชิงถ้วยรางวัลใหญ่ ตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ”
เชอรี่ตาโตทันที วิ่งเข้าไป
“นี่ๆเรื่องประกวดร้องเพลงนะ สมัครเมื่อไหร่ ที่ไหนอ่ะ แล้วเงินรางวัลเท่าไหร่เหรอ”
ชายคนนั้นยื่นใบปลิวให้
“ดูรายละเอียดตามนี้ได้เลย” ชายคนนั้นหันไป ประกาศต่อ “มีบุญมาฝากกันอีกแล้วครับ ทำบุญปีนี้สวยปีนี้ ทำปีหน้าสวยปีหน้า...”
เชอรี่ตาจับใบปลิวแน่น ตาเป็นประกายอย่างดีใจ

อัญชิสาค่อยๆรู้สึกตัวตื่น มองไปข้างๆเห็นสาทิศนอนกอดอยู่ ยังงงๆว่าทำอะไรลงไป มองไปเห็นเสื้อผ้า เรี่ยราดอยู่กับพื้น อัญชิสาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เข้าใจทันทีว่าตัวเองทำอะไรลงไปไม่ได้ตกใจมากมาย....อัญชิสาร่างเปลือยเปล่าก้าวลงมาจากที่นอน หยิบเสื้อผ้าของตัวเอง เดินออกไป เงียบๆสาทิศยังนอนไม่รู้เรื่อง
อัญชิสาเดินมาที่ทางเดินหน้าลิฟท์ เธอรีบใส่แว่นดำเดินก้มหน้าก้มตากดลิฟท์แล้วพุ่งเข้าไป เกือบชนกับส่วยที่ใส่หมวกบัง หน้าเดินออกมา ส่วยเหลือบมองแต่อัญชิสาไม่ได้สนใจ เพราะมั่วแต่เซ็งตัวเอง
“บ้าจริง!”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอกดรับ
“ลูกหวาน หนูอยู่ไหนคะ แม่โทรหาหนูทั้งคืน จนนิ้วจะกุดอยู่แล้ว ทำไมหนูไม่รับสาย”
“หนู...หนูอยู่บ้านเพื่อนค่ะ ลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ คุณแม่มีอะไรค่ะ”

สาทิศยืนอยู่ริมระเบียงหมุนคอ บิดขี้เกียจ ส่วยเอาน้ำผลไม้มาเสิร์ฟ สาทิศรับมาดื่ม
“กินน้ำส้มแล้วมันสดชื่นดีนะ”
สาทิศมองไปข้างล่าง จับตาดูอัญชิสาที่เดินออกจากคอนโด หน้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม

ในครัว... เชอรี่วางใบปลิว แล้วพูดขึ้นเสียงดัง
“ความฝันของเชอรี่กำลังจะเป็นจริง...น้องใบเตย อาร์สยาม ถอยไป นาทีนี้น้องเชอรี่กำลังมา”
“โอ๊ย...แม่เจ้า นี่ขนาดยังไม่ประกวด น้องเชอรี่ของพี่ฟ้า ก็เปล่งประกายเหมือนดาวบนฟ้าเสียแล้ว” ฟ้าลั่นชื่นชม
“บ้า พี่ฟ้าชมเกินไป แต่มันก็เรื่องจริงนะ ทำไงได้ งานนี้เสื้อผ้าหน้าผมต้องจัดเต็ม”
“พี่ฟ้าเต็มที่อยู่แล้ว ว่าไงว่าตามกัน”
เชอรี่ทำเขินอาย
“น่ารักที่สุดอ่ะ พี่ฟ้าเนี่ย”
“น้องเชอรี่ก็เหมือนกัน แล้วมันจะประกวดกันวันไหนล่ะ กี่โมงกี่ยาม กันล่ะน้องเชอรี่”
“ก็นี่ไง เค้ามีบอกอยู่ ดูซิ”
เชอรี่ยื่นใบปลิวให้ ฟ้าลั่น เอามาจับหมุนๆ
“พี่...อ่านไม่อออก”
“อะไรกัน อ่านไม่ออก นี่ภาษาไทยนะพี่ฟ้า เป็นคนไทยหรือเปล่านี่”
เชอรี่ดึงกลับมา เอามาอ่านอยู่พัก เงื้อง่าอยู่ก่อนจะยอมรับสารภาพ
“ฉันก็...คือ...มันก็อ่านได้อ่ะนะ แต่ตัวมันเล็กอ่ะ เมื่อคืนฉันนอนดึก เลยมึนๆหัวตาลาย”
ทันใดนั้นเมียวดีฉกใบปลิวไปทันที
“อีลำไยเน่าเอ๊ย อ่านไม่ออกก็บอกมาเถอะ”
เมียวดีเอาใบปลิวไปอ่าน เชอรี่ฉกคืน แต่ไม่สามารถ
“ขอเชิญ ประกวดร้องเพลง ชิงรางวัลใหญ่”
เชอรี่มองหน้าฟ้าลั่น
“ยายคุณเหมียวอ่านหนังสือออกด้วยเหรอ”
ฟ้าลั่นเซ็งๆ
“ทั้งหมู่บ้าน ก็มีมันนี้แหละ”
เมียวดีมองหน้าเชอรี่
“นี่หมายความว่า เอ็งจะไปประกวดร้องเพลง เป็นนักร้องนะเหรอ”
“แล้วจะทำไม”
“น้องเชอรี่ของข้านะนอกจากจะสวยเหมือนนางฟ้าแล้ว เสียงยังใสเหมือนระฆังแก้วเลยนะอีเมียว” ฟ้าลั่นชื่นชม
เชอรี่เชิดสุดๆ
“อ่านต่อซิ คุณเหมียว เขาประกวดกันเมื่อไร กี่โมง”
“รอบ...”
เมียวดีชะงัก แล้วก็พับกระดาษเก็บใส่ในเสื้อ เชอรี่หน้าเหวอ
“อ้าว...หยุดอ่านทำไมล่ะ”
“ไม่...เราไม่อยากอ่านแล้ว”
เมียวดียิ้มอย่างเหนือกว่า ฟ้าลั่นกับเชอรี่งงๆว่าจะเล่นอะไร

อัญชิสาเข้ามาในบ้านถอดแว่นดำวางไว้ ก่อนจะหันไปถามแม่
“คุณน้าบัวคลี่จะนัดทานข้าว งั้นเหรอค่ะ”
รำพาพยักหน้า
“ใช่แล้วจ๊ะ ลูกหวาน เมื่อคืน คุณบัวคลี่โทรมาหาแม่ แม่ถึงพยายามยามโทรหาหนูไงจ๊ะ แม่นะนอนไม่หลับเลย ใจเต้นตุ๊บๆทั้งคืน”
อัญชิสาใจไม่ดี
“เอ่อ...คุณน้าบอกมั้ยคะ ว่าเรื่องอะไร เกี่ยวกับหนูหรือเปล่าคะ”
“แน่นอน ไม่เกี่ยวกับหนูแล้วจะเกี่ยวกับใคร เธออยากคุยเรื่องคุณเผ่า กับลูกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไปทาบทาม อย่างเป็นทางการนั้นเอง”
อัญชิสาตะลึง
“ทาบทาม ก็หมายความว่า...”
“ใช่จ๊ะ”
สองคนแม่ลูกกรี๊ด ดีใจกันใหญ่ กระโดดกอดกันเต้นเร่าๆ
“เรารอดตายแล้วค่ะ คุณแม่ มีเงินใช้หนี้แล้ว”
“ใช่แล้วลูกขา แม่ไม่ต้องโดนตัดนิ้วแล้ว”
“แล้วเมื่อไหร่คะคุณแม่” อัญชิสาถามอย่างตื่นเต้น

บัวคลี่เดินเข้ามาหาทนงกับทรงเผ่า
“คุณเผ่า...เตรียมชุดหรือยังคะ”
ทนงกับทรงเผ่ามองหน้ากัน งงทั้งคู่
“ก็ไปทานข้าวกันธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษไม่ใช่เหรอครับ”
ทนงมองภรรยาอย่างแปลกใจ
“นั้นซิ...ดูคุณตื่นเต้นนะ”
บัวคลี่ยิ้มกว้าง
“ใช่ค่ะ ก็แหม ร้านนี้นะไม่ได้เข้าไปทานกันได้ง่ายๆนะคะ ต้องจองโต๊ะกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เลยยิ่งถ้าอยากได้โต๊ะวิวดีๆ นี่ดิฉันให้เพื่อนๆ ที่สมาคมช่วยจองให้ถึงได้”
“งั้นเราพาเมียวดีไปด้วยดีมั้ยครับ”
ทนงเห็นด้วยกับลูกชาย
“ก็ดีนะ เจ้าเหมียวมันจะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง เห็นว่าอาหารที่นี่ก็อร่อยมากไม่ใช่เหรอ”
บัวคลี่รีบบอก
“อุ๊ย...คราวนี้เราไปกันภายในครอบครัวดีกว่านะคะ”
“ตอนนี้เมียวดี ก็เหมือนคนในครอบครัวเรานะครับ” ทรงเผ่าแย้ง
“ค่ะ แต่น้าหมายถึงวันหลังดีกว่า ค่อยพาแกไป ยายเหมียวคงต้องฝึกอีกนิด ถึงพอจะออกสังคมได้โดยไม่ขายหน้า ถ้าแกรู้สึกว่าเป็นตัวตลกบ่อยๆในสังคม แกคงไม่มีความมั่นใจ อีกนะคะ”
ทรงเผ่าเห็นด้วย
“ก็จริงเหมือนกันนะ ไม่มีใครชอบเป็นตัวประหลาดให้คนมองหรอก”
“งานนี้ น้าขอเถอะค่ะ”
ทรงเผ่าพยักหน้าเห็นด้วย บัวคลี่โล่งอก
“งั้น น้าไปสั่งแม่วงศ์ก่อนนะคะว่าไม่ต้องทำกับข้าว เพราะ เย็นนี้เราจะไม่ทานข้าวที่บ้านกัน”
บัวคลี่รีบเดินแยกไปทันที

เชอรี่ ฟ้าลั่นและเมียวดี คุยกันอยู่มุมหนึ่งของบ้าน เชอรี่มองหน้าเมียวดีแล้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่บอกเวลาประกวด จนกว่าจะให้เธอจะไปด้วยเหรอ”
เมียวดีพยักหน้า
“ฮือ...ไอ้ฟ้าลั่นมันไปได้ ทำไมเราจะไปไม่ได้”
ฟ้าลั่นส่ายหน้า
“แล้วเอ็งจะไปทำไมอีเมียว ข้าเป็นผัวเอ๊ย เป็นคนรักน้องเชอรี่ ข้าก็ต้องไปให้กำลังใจน้องเชอรี่ ส่วนเอ็งไม่เกี่ยว”
“ข้าก็เป็นเพื่อนเอ็งไง ข้าไปให้กำลังใจเอ็ง ให้กำลังใจนังลำไยเน่าไง”
ฟ้าลั่นงงแต่พยักหน้ารับ
“เราเคยดูโทรทัศน์กับพ่อนาย เห็นคนประกวดร้องเพลงเค้าต้อง มี...พ่อนายเรียกว่าอะไรนะ” เมียวดีนึก ๆ “กองเชียร์ ใช่...กองเชียร์กันทั้งนั้น”
เชอรี่เห็นดีด้วย
“จริงด้วย สมัยนี้ประกวดอะไรก็มันต้องมีแฟนคลับ และป้ายไฟกันทั้งนั้นไม่งั้นน้อยหน้าตาย ก็ได้ๆ ฉันให้เธอไปก็ได้ แต่...เธอต้องสัญญาก่อนว่าต้องเลิกเรียกฉันว่าลำไย เสียที”
“ก็ได้ นังลำ...เอ๊ย เชอรี่”
“เอาล่ะๆ ที่นี่บอกได้หรือยัง ว่าประกวดตอนไหน ต้องทำยังไงบ้าง”
เมียวดีควักใบปลิวออกมาจากเสื้อ เปิดอ่านอีกรอบ เชอรี่กับฟ้าลั่นตั้งใจฟังมาก

เย็นนั้น วงศ์นั่งอยู่ที่โต๊ะในครัวค่อยๆ เคลิ้ม โงกไปมา แล้วก็ฟุบหลับ เชอรี่ ฟ้าลั่นกับเมียวดีแอบดูอยู่ที่หน้าต่างด้านนอกครัว เชอรี่ถือใบปลิวเอาไว้
“วันนี้คุณๆไม่อยู่ไปกินข้าวข้างนอกกัน คุณแม่บ้านเลยไม่ต้องเตรียมกับข้าวเย็น ฉันเลยไม่โดนเรียกใช้”
เมียวดีมองวงศ์
“กว่าจะตื่นก็คงค่ำๆหรือถ้าโชดดี ก็อาจจะเป็นพรุ่งนี้เช้าเลย”
ฟ้าลั่นคิดๆ
“แต่ปกติข้าไม่เคยเห็นป้าวงศ์แกจะงีบหลับเลยนะ”
เมียวดียิ้มเจ้าเล่ห์
“ยังโชคดี ที่ในย่ามข้ายังพอมีว่านติดมาอยู่บ้าง”
ก่อนหน้านี้ เมียวดีค่อยๆแอบย่องมาแหย่หลอดมะละกอเข้าไปที่หน้าต่างในครัว เป่าควันออกมา ขณะที่วงศ์กำลังปอกผลไม้อยู่

ฟ้าลั่นหน้าตื่น
“อีเมียว นี่เอ็งวางยาป้าวงศ์เหรอ”
“ถ้าไม่ทำ น้องเชอรี่ของเอ็งจะได้ออกไปประกวดเหรอ หรือเอ็งจะให้ข้าไปปลุกก็ได้นะ”
ฟ้าลั่นรีบโบกมือ
“เฮ้ย...ไม่ใช่ ข้าจะชมเอ็ง ว่าเอ็งนี่มันยอดจริงๆ ต่างหากล่ะ”
ทั้งหมดค่อยๆ ย่องกันออกไป เชอรี่ทำใบปลิวหล่นลงพื้น อย่างไม่ได้ตั้งใจ

บัวคลี่แต่งตัวสวย ควงมากับ ทนง ทรงเผ่าตามหลังมา คนรถยืนรอตึก
“ทำไมเงียบ จัง...หายไปไหนกันหมด แม่วงศ์ก็ไม่เห็นออกมาส่ง”
“คงอยู่หลังบ้านกันนั้นแหละ ให้เค้าพักกันบ้างเถอะคุณ” ทนงบอก
“ค่ะ ทราบค่ะ แค่บ่นเฉยๆ เพราะไม่เห็นทั้งยายเมียวดี ฟ้าลั่น คงไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก”
“ผมว่าดีแล้วครับ ให้เงียบๆกันบ้าง”
ทรงเผ่าพูดจบกำลังจะก้าวขึ้นรถพอดีเสียงโทรศัพท์เขาดังขึ้น ทรงเผ่ายกขึ้นดูแล้วกดรับสาย
“yes , I’m speaking...aha...aha...ok...I will...sure...bye”
เห็นทรงเผ่าสีหน้าไม่ดี ทนงถามเรียบๆ
“เรียบร้อยดีมั้ย”
“ออฟฟิศที่นิวยอร์กโทรมาครับ ไฟล์รูปที่ผมส่งไป มีปัญหา แล้วเค้าก็กำลังจะปิดต้นฉบับ!”
“อ้าว...แล้วจะทำยังไงกันล่ะ”
บัวคลี่เซ็งทันที

ที่ร้านอาหาร...บัวคลี่กับทนง มานั่งที่โต๊ะอาหาร บัวคลี่ดูนาฬิการู้สึกกังวลใจ
“ไหนว่าส่งไฟล์เสร็จจะรีบตามมา ทำไมคุณเผ่ายังไม่มาอีกล่ะคะ”
“เราไม่ได้รีบอะไรนี่ ถ้าคุณหิว สั่งอะไรมาทานรองทองก่อนก็ได้”
“อุ๊ยไม่ได้คะน่าเกลียด เดี๋ยวรอครอบครัวหนูหวานมาก่อนดีกว่า”
ทนงแปลกใจ
“เอ๊ะ...หนูหวานมาด้วยเหรอ”
“เออ ใช่ค่ะ...หนูหวานแล้วก็...คุณหญิงรำพา
“ไหนว่ากินข้าวกันเฉพาะในครอบครัว” ทนงชักเอะใจ “มีอะไรที่คุณยังไม่ได้บอกผมหรือเปล่า คุณบัวคลี่”
บัวคลี่หลบตาอึกอักที่ถูกจับได้

ค่ำแล้ว ทรงเผ่า กดอีเมลส่งโดยวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ เขายกน้ำขึ้นกิน แต่ปรากฏว่าหมดแล้ว
เลยเดินถือแก้วออกมา
ทรงเผ่า เดินลงมาด้านล่างเห็นบ้านมืด ๆเห็นเปิดไฟแค่ดวงเดียวสลัวๆ
“เอ๊ะ...ทำไมบ้านมันมืดแบบนี้ไม่มีใครมาเปิดไฟ” เขามองๆหา “เมียวดี...ฟ้าลั่น...ไปไหนกันหมด”
ขณะเดียวกันนั้นเงาดำเดินมาด้านหลัง ทรงเผ่าหันขวับไป
“นั้นใคร!”
ทรงเผ่ามองหาอุปกรณ์ใกล้ตัว คว้ามาตั้งท่าจะหวด
“ฉันถามว่าใคร !”
“ป้าเองค่ะคุณเผ่า”
ทรงเผ่าเอื้อมมือไปเปิดไฟ เห็นเป็นวงศ์ยืนอยู่
“โธ่ ป้าวงศ์ ! เองหรือครับ นี่เค้าหายไปไหนกันหมดหรือครับ”
วงศ์ไม่ตอบ แต่ชูใบปลิวให้ดู

เมียวดี เชอรี่ ฟ้าลั่น เข้ามาเดินเล่นในงานวัด ฟ้าลั่นตื่นตาตื่นใจ

“โอ้โห้ อีเมียว งานวัดที่นี้ทำไมของกินมันเยอะขนาดนี้ว่ะ น่ากินไปหมดแม่ค้าก็สวยๆ ทั้งนั้นเลยโว้ย”
เชอรี่เท้าสะเอวตาเขียวใส่ทันที ฟ้าลั่นรีบเปลี่ยนคำพูด
“แต่พอมองใกล้ๆ ก็แค่พอดูได้ สู้น้องเชอรี่ไม่ได้ซักคน”
เมียวดีเบ้หน้า
“ฮึ...ไอ้วอกหมาลั่น ไม่แน่จริงนี่หว่า...เอ็งเที่ยวอยากกินโน้นกินนี่ เอ็งมีตังค์หรือวะ”
“มีซิ...ตั้งแต่มาบ้านนายข้ายังไม่ได้ใช้ตังค์ซักบาทเลยโว้ย”
ฟ้าลั่นเอา แบงค์ยี่สิบกับเศษเหรียญ ออกมาโชว์
“สี่สิบสามบาท”
เชอรี่ดีใจ
“ดีเลย งั้นเอามาให้ฉันเป็นค่าสมัครประกวดร้องเพลง”
เชอรี่ริบทั้งหมด ฟ้าลั่นจ๋อยไปพูดก็ไม่ได้ ขณะเดียวกันนั้นเด็กชายตัวเล็กๆ เดินกินลูกชิ้นผ่านไป ฟ้าลั่นกลืนน้ำลายเอือก
“แล้วเวทีมันอยู่ตรงไหนล่ะ” เชอรี่ถาม
เมียวดีชี้ไป
“แสงไฟตรงโน้นเยอะจนแสบตา เวทีน่าจะอยู่ตรงโน้น”
เชอรี่ตื่นเต้น รีบจัดเสื้อผ้าหน้าผม
“ฉันดูเป็นไง สวยหรือยังยายคุณเหมียว”
เมียวดีรำคาญ
“ตกลงจะมาประกวดร้องเพลงหรือประกวดนางงาม...ไปเหอะ”
เมียวดีเดินไป เชอรี่ค้อนๆเดินตามไป แต่แล้วก็ไม่เห็นฟ้าลั่นตามมา
“อ้าว...ไอ้หมาลั่นล่ะ”
ทั้งสองมองไป เห็นฟ้าลั่นกำลังเล่นกับเด็กหลอกให้เด็กหันไปทางอื่น แล้วแอบกินลูกชิ้นเด็ก เชอรี่ส่ายหน้า เมียวดีเข้าไปตีหัว
“ไอ้หมาลั่น ตะกละนักนะเอ็ง แย่งเด็กกินก็เอา”
เด็กหันกลับมา เห็นลูกชิ้นตัวเองหมด เริ่มตั้งท่าร้องไห้ ฟ้าลั่นรีบคายลูกชิ้นออกมาให้
“อย่าร้องนะ เอาของเอ็งคืนไป ข้าล้อเล่น”
เมียวดีลากหูฟ้าลั่นเดินออกไป

เมียวดี ฟ้าลั่น เชอรี่ ยืนอยู่หน้าเวทีอย่างตื่นเต้น
“น้องเชอรี่ เวทีใหญ่โต คนเยอะแยะ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนดู เดี๋ยวพี่ฟ้าลั่นจะไปดูน้องเชอรี่ติดเวทีเลย”
“อย่าขี้โม้นักเลย ไอ้หมาลั่น” เมียวดีหันไปมองเชอรี่อย่างแปลกใจ “เชอรี่เป็นอะไร ยื่นสั่นเป็นผีเข้า”
“ฉัน...ฉัน...ฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะ”
“เฮ้ย ก็เพิ่งเข้าไปนี่น่า หรือว่าเป็นชำรั่วหรือเปล่าว่ะ”
“อีเมียว เอ็งหาโรคที่ดีกว่านี้ได้มั้ยว่ะ น้องเชอรี่เค้าไม่เป็นโรคแบบนั้นหรอก หรือว่าจะเป็น แต่ไม่ต้องอายนะน้องเชอรี่ ถึงน้องจะเป็นอะไรพี่ฟ้าก็รักน้องเชอรี่เสมอ”
“เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว ฉันก็แค่ตื่นเต้นเท่านั้นเอง โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ฉันขอไปห้องน้ำก่อน”
เชอรี่วิ่งรีบไป เมียวดีหันมาสั่งฟ้าลั่น
“เอ็งรอตรงนี้แล้วกันนะไอ้ฟ้าลั่น เดี๋ยวข้ามา”
“เอ็งจะไปไหน เฮ้ย...เดี๋ยวซิอีเมียว”
เมียวดีไม่สนใจวิ่งออกไป ฟ้าลั่นมองซ้ายขวาไม่เห็นใคร เลยไปบ้าง

ฟ้าลั่นตามเมียวดีแต่ไม่ทัน
“เฮ้ย...มันหายไปไหนว่ะ อีกระแต เร็วจริง”
ฟ้าลั่นหันมาพิงด้านหลัง แต่ปรากฏว่าเป็นผ้าขึงกั้นไว้เลยหงายหลังผลุดเข้าไป ขณะกำลังจะตะกายออกมาจากผ้า ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มาสมัครร้องเพลงคุยกับกรรมการคนหนึ่ง ฟ้าลั่นชะงักแอบเข้าไปอยู่ในผ้าต่อ
“ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แล้วกันนะคะ”
หญิงสาวคนนั้นแอบยัดซองเงินใส่ในกระเป๋าเสื้อกรรมการ
“นี่หนูทำอะไรเนี่ย”
หญิงสาวเข้ากราบที่หน้าอก
“หนูแค่ขอแค่ความเมตตาจากท่านเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”
หญิงสาวคนนั้นกระซิบอะไรบ้างอย่าง กรรมการยิ้มชอบใจตามองสัดส่วนของหญิงสาว อย่างกรุ้มกริ่ม หญิงสาวก็ยิ้มให้อย่างรู้กัน
“ฉันก็ต้องตัดสินไปตามที่เห็นนะ ดีก็ว่าดี”
หญิงสาวยิ้มพอใจ สองคนมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครรีบออกไป ฟ้าลั่นโผล่ออกมา ยังงงๆกับสิ่งที่ได้ยิน เชอรี่ที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำ เห็นฟ้าลั่น เดินมาก็มองอย่างแปลกใจ
“อ้าว...พี่ฟ้าทำไมมาอยู่ตรงนี้”

เมียวดีมาเดินดูในงานอย่างตื่นตาตื่นใจ เธอเดินมาใกล้ๆร้านปาลูกดอก เจอเด็กยืนร้องไห้อยู่
“ฮือๆๆๆ ไม่ไป...หนูจะเอาตุ๊กตา”
“ก็ปาให้ถูกซิ ไปขอเงินแม่มาใหม่ไป๊” คนขายบอก
“แม่ไม่ให้แล้ว เงินหมดแล้ว หนูจะเอาตุ๊กตา พี่ตุ๊กตา ฮือๆ”
เมียวดีมองไปตามมือที่เด็กชี้ เห็นตุ๊กตาบาร์บี้แสนสวยตัวใหญ่แขวนอยู่ซึ่งเป็นของรางวัลใหญ่สุด เมียวดีเดินเข้าไปที่ร้านถามคนขายตั๋ว
“ต้องทำยังไงถึงได้ตุ๊กตาตัวนั้น”
คนขายมองหน้า
“ครั้งละ20 ปาได้ 15 ลูก ให้โดนลูกโป่งแตก แต่จะไหวเหรอน้อง”
เมียวดีล้วงเงินออกมาเป็นเศษเหรียญ
“เรามีแค่นี้ พอมั้ย”

ทรงเผ่าเดินเข้ามาในงานพร้อมใบปลิว ในมือ มองหาเวทีประกวด ถามผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินผ่านมา
“เวทีประกวดร้องเพลงอยู่ทางไหนครับ”
“ไม่รู้”
ทรงเผ่ากำลังจะเดินไป แต่เห็นคนมุงดูอยู่ พร้อมเสียงเฮเป็นระยะ เด็กคนหนึ่งวิ่งผ่าน ทรงเผ่าจับมาถาม
“เดี๋ยว หนู ทางโน้นเค้าเชียร์อะไรกัน”
“พี่คนหนึ่งปาลูกดอกเก่งชะมัด เกือบจะหมดร้านแล้ว”
ทรงเผ่ายิ้มทันทีรู้แล้วว่าจะตามเมียวดีที่ไหน

เมียวดีปาลูกดอกโดนลูกโป่งแตก เด็กๆตบมือเฮ ชอบใจ เด็กคนแรกกอดตุ๊กตาตัวโตยิ้มแป้นเพราะได้ไปแล้วเด็กคนอื่น ถือตุ๊กตา คนขายหน้าซีด เป่าลูกโป่งแขวนแทบไม่ทัน
“เป่าเร็ว ๆ หน่อย จะปาแล้วนะ” เมียวดีหันไปถามเด็ก “คราวนี้เอาอะไรอีกดีเลือกเลย”
เด็กชี้ไปที่ตุ๊กตาที่เหลือตัวเดียวบนชั้น
“ได้”
เมียวดีปาลูกโป่งโดนลูกโป่งแตกหมด คนขายหยิบตุ๊กตาให้เด็กพร้อมบอก
“ให้ครั้งนี้สุดท้ายแล้วนะ ปิดร้านแล้ว”
เมียวดีไม่ยอม
“แบบนี้ได้ด้วยเหรอ เราอยากปาอีก...” เมียวดีหันไปถามเด็ก “ใช่มั้ย”
เด็กๆตอบพร้อมกัน
“ใช่”
ทรงเผ่าเข้ามา
“พอเถอะเมียวดี สงสารร้าน เค้าจะเจ๋งเพราะฝีมือเธออยู่แล้ว”
เมียวดีหันไปเห็นทรงเผ่ายืนอยู่ก็ตกใจ
“นาย...นายไปกินข้าวกับพ่อนายไม่ใช่เหรอ รู้ได้ไงว่าเราอยู่นี่”
“ตามหาเธอไม่อยากหรอก” ทรงเผ่าชูใบปลิว “ป้าวงศ์บอกฉันว่าพวกเธอต้องหนีมางานนี้”
“นี่ป้าวงศ์ ตื่นแล้วเหรอ เสียดายว่านมันมีน้อยไปหน่อย...อุ๊บ”
เมียวดี รีบปิดปาก ทรงเผ่ารู้ได้ทันที
“อ๋อ...นี่เราวางยาป้าวงศ์ แสบนักนะ”

เมียวดีตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่ทรงเผ่าจับเอาไว้

อ่านต่อตอนที่ 13
กำลังโหลดความคิดเห็น...