xs
xsm
sm
md
lg

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 12
 

พอเดินลับตาคนอื่นออกมาได้ไม่ทันไร กำนันศรก็รีบคว้าคอยอดทันที คำรามใส่ด้วยความโมโห

“ไอ้ยอด”
ยอดอึกอักรู้ว่าพลาดไปแล้ว “พ..พ..พ่อกำนัน”
“เอ็งนะเอ็ง ทำข้าแสบมาก งานนี้ซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง”
“ก็ชั้นไม่รู้นี่พ่อกำนัน ว่ามันเป็นตัวปลอม” ยอดเถียง
“เออ ไม่รู้! ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่างานนี้จะแก้ไขยังไง”
ยอดคิดขึ้นได้ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสสิพ่อกำนัน เราก็อ้างไปเลยว่าเราเป็นฝ่ายจับคนร้ายได้ แถมจับได้ก่อนตำรวจซะอีก เท่านี้ก็หมดปัญหา”
กำนันศรครุ่นคิดแล้วเห็นด้วย “เออ…เอ็งหัวแหลมมากไอ้ยอด”

เบิ้มถือสากกระเบือนั่งเฝ้าย้งในกระสอบอย่างใจจดใจจ่อ
“อย่าฟื้นเชียวนะโว้ย ฟื้นเมื่อไหร่ เอ็งโดนแน่เดี๋ยวจะหาว่าสากกระเบือไม่เตือน ฮ่าๆๆเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือสากกระเบือจะมีอะไรได้อีก ฮ่าๆ”
ขณะที่เบิ้มควงสากอยู่นั้น จู่ๆ มันก็โดนทุบด้วยครกจนหมดสติไป เป็นวาสนาที่ยืนถือครกอยู่
“ขอโทษนะพี่เบิ้ม แต่ชั้นทนเห็นพ่อรังแกคนบริสุทธิ์ไม่ได้”
วาสนาวางครกแล้วรีบไปแกะปากถุงกระสอบ แล้วปลุกย้ง
“คุณลุง คุณลุงเป็นยังไงบ้าง คุณลุง”
วาสนาเห็นหนวดปลอมของย้งห้อยร่องแร่ง จึงดึงออกจนทำให้ย้งรู้สึกตัว
“คุณวาสนา” ย้งตกใจ ลืมตัว
“นายย้ง นี่นาย นายปลอมตัวทำไม”
ย้งมองไปรอบตัวแล้วเริ่มได้สติ “เอ่อ ย้งไหน นี่ไม่ใช่ย้งนะชั้นชื่อนำชัย หนูจำคนผิดแล้ว ลุง..ลุงขอตัวก่อนนะ”
“ไม่นะ นายย้งบอกชั้นมาเดี๋ยวนี้ นายไปทำอะไรมา ทำไมถึงต้องปลอมตัว”
“ขอโทษนะหนู ชั้นไม่รู้จักหนู ชั้นต้องไปก่อนแล้ว” ย้งยืนกระต่ายขาเดียว
วาสนาขัดใจ “นายย้ง”
ย้งรีบวิ่งจู๊ดหนีไป

ย้งวิ่งลนลานหนีมาที่หน้าบ้าน “อยู่ไม่ได้แล้วเผ่นก่อนละโว้ย”
วาสนาวิ่งตามมาทีหลัง “นายย้ง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ นายย้ง”

ขณะนั้นเองรถจี๊ปของธัมโมก็แล่นมาจอดพรืดใกล้ๆ ทำเอาวาสนาตกใจ
“ว๊าย ขับรถภาษาอะไรเนี่ย”
ปรากฏว่าคบขับกลับกลายเป็นเถ้าแก่ตงนั่นเอง
“อาคุงหมอ ช่วยอั้ว เอ๊ยช่วยอาผู้กองธัมโมด้วย อีได้รับบาดเจ็บ”
วาสนาตกใจ “ผู้กอง” รีบไปดูที่รถเห็นธัมโมซึ่งนอนหัวแตกหมดสติอยู่

ในห้องรับแขกบ้านเสี่ยเล้งยามนั้น นำชัยกำลังระเบิดอารมณ์ใส่เสี่ยเล้งที่อยู่กับเพลินตาอย่างดุเดือด โดยมีโฉมฉวีกับคนขับรถคอยปราม
“ตกลงมันยังไงกันแน่เสี่ย ไหนเสี่ยบอกว่าบ้านไม้งามนี่เป็นของเสี่ยแต่เพียงผู้เดียวไง แล้วไอ้พวกโจรห้าร้อยนั่นมันโผล่มาจากไหน มันจับตัวผม ฆ่าบอดี้การ์ดของผมตาย แถมยังขโมยรถของผมไปอีก” พูดขู่อย่างมีอารมณ์ “บอกไว้ก่อนเลยนะเสี่ย ถ้าเสี่ยเอารถของผมคืนมาไม่ได้ล่ะก็ เรื่องที่เสี่ยจะลงสมัครในนามของพรรคเทิดธรรมน่ะ ลืมไปได้เลย”
“ครับท่าน ผมจะพยายามตามรถของท่านคืนมาให้ได้ครับ”
ระหว่างนั้นเองที่จำเริญกับมิ่งเพิ่งกลับมาถึง
“ป๊า”
เสี่ยเล้งมองมาที่จำเริญ

เสี่ยเล้งคุยวงในกับจำเริญและมิ่งในห้องทำงาน
“ได้เบาะแสอะไรบ้าง”
“นางสิงห์ชุดดำที่เล่นงานเราผมว่าเป็นตัวจริง แต่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนก็คือมันมีแนวร่วม” จำเริญบอก
“ผมว่าพรรคพวกของมัน ต้องเป็นคนในหมู่บ้านแน่ๆครับเสี่ย” มิ่งมั่นใจ
“แล้วไอ้ธัมโม รู้เห็นด้วยรึเปล่า”
“ไอ้ธัมโมมันตงฉินป๊า ถ้ามันเป็นพวกนางสิงห์จริงๆ ป่านนี้คงเชิดเงินเราหนีไปตั้งนานแล้ว” จำเริญว่า
เสี่ยเล้งกังวล “งานนี้ถึงเราจะไม่เสียเงิน แต่เราก็เสียเครดิต ถ้าจัดการกับนางสิงห์ชุดดำไม่ได้ รับรองว่าเราต้องเดือดร้อนแน่” นิ่งคิด “เราต้องรีบตามหารถของท่านนำชัย ก่อนที่ทุกอย่างจะยุ่งยากไป
กว่านี้”
“ป๊า…ผมไม่เข้าใจ ทำไมท่านนำชัยถึงได้ห่วงรถมากขนาดนี้ทั้งที่องครักษ์ตายไปทั้งคน ยังไม่สนใจเท่าเรื่องรถหาย” จำเริญคาใจ

“นั่นสิครับเสี่ย หรือว่าไอ้รถคันนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่”
เสี่ยเล้งได้ฟังก็ชักเริ่มเอะใจ

ด้านครูเพิ่มกำลังผ่าตัดเอากระสุนออกจากแผลที่หัวไหล่ของเพ็ญพร ที่นอนเปลือยแผ่นหลังอยู่
“ยาชาไม่มี ทนเจ็บหน่อยนะ”
เพ็ญพรพยักหน้ากัดฟันแน่น ครูเพิ่มใช้มีดผ่าปากแผลให้กว้างขึ้น ก่อนจะเอาคีมคีบเอาหัวกระสุนออกมา เพ็ญพรกัดฟันข่มความเจ็บปวด กว่าครูเพิ่มจะเอาหัวกระสุนออกมาได้เธอก็หายใจหอบแฮ่กแทบหมดสติไปเดี๋ยวนั้น

ครูเพิ่มเดินเช็ดเหงื่อออกมาพักสงบสติที่หน้าระเบียงบ้าน เก่งเดินเข้ามาถามอาการร้อนใจ
“ครู คุณบัวปลอดภัยรึเปล่า”
“ปลอดภัย แค่เสียเลือดมากเกินไปเท่านั้นเองพักซะหน่อยก็คงรู้สึกดีขึ้น”
เก่งเห็นครูเพิ่มดูเครียดก็เป็นห่วง “แล้วครูล่ะเป็นยังไงบ้าง”
“เอ็งรู้มั้ยไอ้เก่ง วันนี้ข้ายิงคนตาย”
เก่งอึ้งไป
“มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าจับปืน ข้าไม่คิดเลยว่ามันกลายเป็นแบบนี้ชีวิตคนบริสุทธิ์ต้องมาตายเพราะแผนการณ์ของเรา”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะครู มันไม่ใช่ความผิดของเรา ที่เราทำไปทุกอย่างก็เพื่อขัดขวางอิทธิพลเถื่อน เราทำเพื่อชาวไม้งามทุกคน”
“บอกตามตรงนะไอ้เก่ง ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าแผนของเรามันจะได้ผล” มองไปเบื้องหน้า “ข้าสังหรณ์ใจ ว่าทุกอย่างมันจะเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม”
เก่งเองก็ชักเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นเพราะคำพูดนั้น

ธัมโมซึ่งมีผ้าพันแผลที่ศรีษะสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงภายในห้องพักฟื้นคนไข้ ที่สถานีอนามัย
“นางสิงห์ระวังนะ นางสิงห์ ระวัง”
วาสนาเข้ามาดู “ผู้กอง เป็นยังไงบ้างคะ”
ธัมโมเจ็บแผลแต่แข็งใจ “ผมไม่เป็นไรครับ แล้วนางสิงห์ นางสิงห์หนีไปได้รึเปล่า”
“เห็นเถ้าแก่ตงบอกว่าหนีได้ค่ะ แต่ไม่ได้เอาเงินไปด้วย ตอนนี้พวกตำรวจกับเสี่ยเล้งกำลังตามล่ากันอยู่”
ธัมโมได้ฟังค่อยโล่งใจหน่อย
“สงสัยงานนี้ผู้กองต้องกลายเป็นฮีโร่แน่ๆ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยบุคคลสำคัญเอาไว้ ยังขัดขวางนางสิงห์ไม่ให้ปล้นเงินไปได้อีกด้วย”
“มันเป็นเรื่องบังเอิญครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางสิงห์อยู่เบื้องหลังแล้วนี่พวกของนางสิงห์ มีใครถูกจับบ้างรึยังครับ”
วาสนาได้ยินคำถามเรื่องนี้ก็อึ้งๆ ไป ด้วยความหนักใจ เพราะเริ่มสงสัยว่าย้งอยู่ในกลุ่มด้วย

เถ้าแก่ตงปฏิเสธวาสนาที่แวะมาบอกและเชื้อเชิญให้เข้าเยี่ยมธัมโม
“ไม่เป็นไรอาคุงหมอ อาผู้กองอีปลอดภัยก็ดีแล้ว ให้อีพักผ่อนเหอะ อั้วจะได้กลับบ้านซะที”
“อ้าว แล้วไม่เข้าไปเยี่ยมหน่อยเหรอเถ้าแก่”
“หม่ายน่อ อั้วไม่อยากรบกวน อั้วแค่เป็นห่วงอีเท่านั้นเอง เพราะวันนี้อีอุตส่าห์ช่วยอั้วตามหาอาหมวยใหญ่ที่หนีออกจากบ้าน นี่ขนาดอาย้งมันยังไม่สนใจเลย” เถ้าแก่ตงบ่นอุบ
“แล้วนายย้งเค้ามัวทำอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมสน” วาสนาลองหยั่งเชิงดู
“อั้วก็ไม่รู้ แต่มันบอกว่ามีธุระสำคัญ”
“ฝากเตือนเค้าด้วยนะเถ้าแก่ บอกเค้าว่าอย่าเลือกเดินทางผิดเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ ชั้นจะไม่ถือว่าเค้าเป็นเพื่อนอีกต่อไป”

เถ้าแก่ตงได้แต่งุนงงว่า ลูกชายไปทำอะไรให้ วาสนาถึงได้เทศนาหนักเช่นนี้

ท่ามกลางแสงตะเกียงวิบวับภายในห้องนอนบ้านผู้ใหญ่ทอง เก่งกำลังประคองเพ็ญพรให้ดื่มน้ำ

“เพราะชั้นแท้ๆ งานนี้ทุกคนถึงต้องเหนื่อยฟรี เงินก็เอามาไม่ได้แถมยังต้องเจ็บตัวอีก” เกงบ่น
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เป้าหมายของเราคือการทำลายฐานเสียงของเสี่ยเล้ง ตอนนี้เราก็ทำสำเร็จแล้วนี่ ชั้นไม่เชื่อหรอกว่าจะมีพรรคการเมืองไหนสนับสนุนเสี่ยเล้งให้ลงเลือกตั้ง” เพ็ญพรว่า
“แต่ถึงยังไง คนชั่วอย่างเสี่ยเล้ง อย่างกำนันศรก็ต้องหาทางขยายอำนาจของตัวเองจนได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ที่เราทำมาทั้งหมดก็เท่ากับสูญเปล่า” เก่งหนักใจ
“ไม่มีทาง ชั้นขอแลกตายกับพวกมัน ดีกว่าจะปล่อยให้พวกมันมายึดครองแผ่นดินเกิดของชั้น” เพ็ญพรเสียงแข็ง
“อย่านะคุณบัว ชั้นไม่ยอมให้คุณทำแบบนั้น”
เพ็ญพรลูบแก้มเก่ง “ชั้นแค่ล้อเล่นน่ะ อย่าคิดมากสิ”
ไม่พูดเปล่าเพ็ญพรขยับหอมแก้มเก่งเข้าทีหนึ่ง ทำเอาเก่งถึงกับอึ้งไป…(เฮ้ย อะไรรึเปล่าเนี่ย)
เก่งอึ้งอยู่อย่างนั้น “ค..คุณบัว”
“ทำเป็นหน้าตื่นไปได้ ทีตอนเด็กๆ เธอยังเคยหอมแก้มชั้นเลย”
ไม่ทันที่เก่งจะได้โต้เถียงอะไร ครูเพิ่มก็ผลุนผลันเข้ามาในห้องเสียก่อน
“มีคนมา”
ไวเท่าความคิด เก่งรีบหันไปดับตะเกียงทันควัน

เป็นย้งซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดปกติเรียบร้อย เดินย่ำโคลนขึ้นมาบนบ้าน
“เฮ้อ มีแต่ขี้ดินขี้โคลนทั้งนั้น ที่ทางเยอะแยะไม่ไปนัดเจอกันทำไมต้องมาที่นี่ด้วยวะ” หันมาเจอปืนในมือเก่งก็ตาเหลือกร้องลั่น “เว้ย ตาเถร”
เก่งลดปืนลง “ไอ้ย้ง” หันไปบอกพรรคพวก “ปลอดภัยแล้วครู”
ครูเพิ่มประคองเพ็ญพรออกมาจากห้องข้างใน ตะเกียงถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เห็นย้งกำลังนั่งเล่าข่าวให้ฟัง
“ชั้นก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ยอดกับไอ้เบิ้มมันจับตัวชั้นไปทำไมแต่ที่แน่ๆ คุณวาสนาเป็นคนช่วยชั้นออกมา”
“แล้วคุณวาสนาเค้าจำเอ็งได้รึเปล่า” ครูเพิ่มกังวล
“ก็ไม่รู้สิ อาจจะได้หรือไม่ได้” ย้งยักไหล่
“ถ้าจำได้ แล้วคุณวาสนาไปแจ้งความ ตำรวจต้องสาวมาถึงเราแน่” เพ็ญพรมองจ้องหน้าย้ง “เราต้องฆ่าหมอนี่ปิดปาก”
ย้งผวาร้องลั่น “เย้ย อย่าโหดนักสิเจ๊ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง อย่างมากชั้นรับผิดคนเดียวก็ได้นี่นา แล้วอีกอย่างเรื่องแค่นี้มันใช้เป็นหลักฐานมัดตัวไม่ได้ ซะหน่อย ทำเป็นซีเรียสไปได้”
“แล้วในหมู่บ้านตอนนี้มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง” เก่งถาม
“ฮืม ก็แปลกๆ นะ พวกตำรวจตอนนี้ดูเหมือนจะเร่งรีบตามหารถของท่านนำชัย ยิ่งกว่าตามหาคนร้ายซะอีก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”
“ฮึ ของรักของหวงละมั้ง” เพ็ญพรคิด
“ถ้างั้นก็เอาไปคืนเค้าดีมั้ย”
“ไม่ได้ มันเสี่ยงเกินไป ตำรวจอาจได้เบาะแสของเราจากรถคันนั้นชั้นว่าเอาไปทิ้งดีกว่า” เพ็ญพรว่า
ครูเพิ่มบุ้ยหน้ามาที่ย้ง “ไอ้ย้ง หน้าที่เอ็งละกัน”
ย้งบ่นอุบ ฝันที่จะมีเมียสลายไปตรงหน้า “โห อะไรวะ เงินก็ไม่ได้ โดนใช้ลูกเดียวเลย”

ที่บ้านกำนันศร เบิ้มนั่งอุ้มครกกับสากปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ ขณะที่ถูกกำนันศรและยอดซักถาม
“อะไรของเอ็งวะไอ้เบิ้ม เอ็งปล่อยให้คนร้ายหนีไปได้ยังไง”
“ม..ม..ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ พ่อกำนัน ชั้นถือสากกระเบือนั่งเฝ้ามันอยู่ดีๆ ก็หมดสติไป พอตื่นมาก็เห็นครกวางอยู่ข้างๆ สงสัยผีครกมันคงโมโหที่ชั้นเอาสากมาใช้ในทางที่ผิดแน่ๆ เลยจ้ะ แบบว่ามันเป็นผัวเมียกัน”
“เดี๋ยวก็เจอยันกระทืบผีหรอกไอ้นี่ ผีครกผีสากมีที่ไหนกันวะ” กำนันศรหงุดหงิดมาก
“สงสัยคงเป็นคุณวาสนา เมื่อช่วงสายเห็นเด็กมันบอกว่าคุณวาสนากลับมาเอาตำราที่ห้อง” ยอดนึกได้
กำนันศรรำพึงด้วยความหนักใจ “นังลูกคนนี้ ใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง”

ด้านเก่งขับรถมาส่งครูเพิ่มที่บ้าน พร้อมกับเพ็ญพร
“ครู เดี๋ยวครูเข้าไปก่อนนะ ชั้นจะไปส่งคุณบัว”
ครูเพิ่มกำชับกับเพ็ญพร “ระวังหน่อยนะคุณบัว อย่าให้ใครรู้ว่าคุณบาดเจ็บเดี๋ยวเรื่องจะไปกันใหญ่”
เพ็ญพรพยักหน้า “จ้ะชั้นจะระวัง”

วาสนาเปิดประตูสถานีอนามัยออกมาด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเพ็ญพรกลับมาพร้อมกับเก่ง
“ผู้หมวดได้ข่าวว่าไม่สบายไม่ใช่เหรอคะ”
“อ๋อ ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ พอดีได้นายเก่งพาไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาก็เลยรู้สึกดีขึ้น”
เพ็ญพรทำเป็นกอดแขนกระแซะเก่งเพื่อกลบเกลื่อน
“แหม ถ้าหายดีขนาดนั้น ก็น่าจะไปช่วยตำรวจคนอื่นเค้าหน่อยนะคะวันนี้เค้ามีเรื่องวุ่นวายไล่จับคนร้ายกัน หรือว่าผู้หมวดไม่ทราบ” วาสนาดักคอ
เก่งรีบถาม “แล้วมีใครเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“ผู้กองธัมโมบาดเจ็บ ตอนนี้นอนพักอยู่ข้างใน”
“เอ่อ ถ้างั้นผมเข้าไป…”
วาสนาดักคอ “ไว้พรุ่งนี้เถอะนายเก่ง ตอนนี้ดึกมากแล้ว”
เก่งมองชะเง้อไปที่ห้องพักคนป่วยด้วยความเป็นห่วง จนเพ็ญพรจับสังเกตได้

ธัมโมกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงห้องพักฟื้น สักครู่หนึ่งเก่งในคราบของนางสิงห์ก็โหนตัวเข้ามาทางหน้าต่างก่อนจะเดินมาที่เตียงอย่างเงียบเชียบ
เก่งลูบแผลที่ศรีษะธัมโม ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือเขาเอาไว้
“ก็ไหนผู้กองบอกชั้นว่าเราเป็นศัตรูกันถ้าเป็นศัตรูกัน ทำไมผู้กองถึงไม่กล้ายิงชั้นแล้วมาช่วยชั้นไว้ทำไม”
ธัมโมลืมตาตื่นเห็นนางสิงห์ทั้งตกใจและดีใจ แต่อย่างหลังมากกว่า “นางสิงห์”
“ผู้กอง”
“เธอปลอดภัยใช่มั้ย”
แทนคำตอบ นางสิงห์ลูบหน้าของธัมโมอย่างนุ่มนวล
“ชั้นเป็นหนี้ชีวิตคุณ ถ้าไม่ตายซะก่อนชั้นต้องชดใช้คืนแน่”
ธัมโมสบตากับนางสิงห์…อย่างลึกซึ้งผูกพัน
“เราไม่ควรเจอกันในสภาพนี้เลย”
“ถ้าเลือกทางชีวิตได้ ชั้นก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้”
ธัมโมบีบมือนางสิงห์กอบกุมไว้แนบแน่น โดยที่ทั้งสองไม่รู้ว่าเพ็ญพรกำลังแอบแง้มประตูมองอยู่อย่างไม่พอใจ
เพ็ญพรกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ ดูเธอไม่มีความสุขมากนักที่เห็นเก่งสนิทกับคนอื่น
เพ็ญพรเครียดบ่นกับตัวเองออกมา “ผู้กองธัมโม”

ย้งขับรถของท่านนำชัยแล่นมาตามเส้นทางอันขุรขระกลางป่าเปลี่ยวเพื่อนำไปทำลาย แต่แล้วเครื่องยนต์ก็เกิดติดๆดับๆขึ้นมา
“อ้าวเฮ้ย มันเป็นอะไรของมันอีกวะ” ลองสตาร์ท “น้ำมันก็ยังมีอยู่นี่หว่า เฮ้ย อย่าสำออยสิวะแหมไอ้รถนอก แค่ให้มาแล่นกลางป่าแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้เฮ้ยติดสิโว้ย ปัดโธ่”
สาร์ทแล้วสตาร์ทอี รถก็ไม่ติด ย้งเปิดประตูลงมาเตะล้อรถอย่างหัวเสีย

“ฮึ่ย ไอ้รถซังกาบ๊วยเอ๊ย มาเสียอะไรกลางป่ากลางเขาแบบนี้วะเนี่ยยุ่งตายเลยทีนี้ จะซ่อมได้รึเปล่าวะ”
ย้งเปิดฝากระโปรงหน้าเพื่อเอาไฟฉายส่องดูเครื่องยนต์
“ฮืม ถ้ามีเครื่องมือก็พอไหวมั้ง เอาวะลองดูสักตั้ง” เดินไปท้ายรถเปิดดูเครื่องมือ “ว่าแต่ไอ้นักการเมืองนั่นมันจะมีเครื่องมือติดรถมาบ้างรึเปล่า”
ย้งเดินเปิดฝากระโปรงท้ายรถก่อนจะอึ้งไป เมื่อท้ายรถมีเพียงลังกระดาษใบหนึ่ง
“อะไรวะเนี่ย ประแจสักอันก็ไม่มี แล้วนี่มันกล่องอะไรของมันวะ”
ย้งบ่นงึมงำ แล้วเห็นฝากล่องสานขัดกันอยู่ ก็นึกสงสัย จึงกระชากแรงๆ จนฝากล่องขาด ปรากฏว่ามีเงินที่เรียงเป็นฟ่อนๆอยู่ในกล่องไหลทะลักออกมาทันที

“เฮ้ย..เงิน…เงิน…เงินทั้งนั้นเลยนี่หว่า” ย้งมือไม้สั่น หยิบเงินมาดูปึกใหญ่ “รวยแล้วไอ้ย้ง”

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 12 (ต่อ)
 

เช้าตรู่วันต่อมา เสี่ยเล้งกับจำเริญรีบรุดมาพบดนัยทันที หลังจากมิ่งไปตามลงมา ดนัยยืนรออยู่กับพลตำรวจคนหนึ่งในห้องรับแขก

“ว่าไงสารวัตร ได้เรื่องยังไงบ้าง”
“มีคนเจอรถของท่านนำชัยถูกทิ้งอยู่ในป่านอกหมู่บ้านครับสภาพสมบูรณ์ไม่มีอะไรเสียหาย” ดนัยบอก
จำเริญรู้สึกดีใจมาก “ถ้างั้นผมรีบไปบอกท่านนำชัยก่อนนะป๊า”
เสี่ยเล้งพยักหน้าด้วยความโล่งใจ ขณะที่จำเริญรีบขึ้นบ้านไปตามนำชัย

ไม่นานต่อมา บริเวณถนนเปลี่ยวกลางป่าเขา ท่านนำชัยมองทะลุกล่องกระดาษที่กลวงโบ๋ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะร้องครวญคราง
“เง้อ...ไม่จริง ไม่จริง!! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ หมดแล้ว หมด! หมดกัน มันเอาไปหมดแล้ว”
เสี่ยเล้งงวยงง “อะไรหมดเหรอครับท่าน”
จำเริญก็สงสัย “รถที่ท่านตามหา ก็ยังอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ”
นำชัยฉุนขาด “ปัดโธ่โว้ย พวกคุณจะไปรู้อะไร ความจริงที่ผมเสียดายน่ะไม่ใช่รถแต่เป็นของในรถต่างหาก”
ดนัยอึ้ง “ของในรถ? ของแบบไหนกันครับ”
โฉมฉวีเห็นนำชัยพูดไม่ออก เลยตอบแทน “เงินค่ะ เงินสดๆ ที่มีคนเอามาวิ่งเต้นกับท่านช่วงหาเสียง ท่านว่าจะเอาไปฟอกตอนขากลับ แต่ว่าดันมาถูกปล้นซะก่อน…”
เสี่ยเล้งชะงัก “เงินนั่น มีอยู่เท่าไหร่ครับท่าน”
นำชัยกัดฟันพูดออกมาด้วยความแค้น “สิบห้าล้าน หรืออาจจะมากกว่านั้นถ้ารวมกับศักดิ์ศรี และชีวิตของลูกน้องของผมที่ถูกฆ่า ฟังผมให้ดีนะคุณมังกร เรื่องนี้คุณต้องรับผิดชอบ ไม่ว่ายังไงต้องล่าตัวไอ้โจรกระจอกพวกนี้มาลงโทษให้ได้”
ท่าทีโกรธเกรี้ยวของนำชัย ทำให้เสี่ยเล้งและดนัยรู้สึกหนักใจ

ที่สถานีอนามัยบ้านไม้งามเวลาเดียวกัน ธัมโมแต่งครึ่งท่อนสวมเพียงเสื้อยืดซึ่งหัวยังมีผ้าพันแผลอยู่ กำลังเดินประคองตัวเองออกมาจากห้องพักฟื้นด้วยความอ่อนล้า วาสนามาเห็นเข้าพอดี
“อ้าวผู้กอง ลุกขึ้นมาทำไมคะ ยังเจ็บอยู่แท้ๆ”
“ผมขอตัวไปพักที่บ้านดีกว่าครับคุณหมอ ทางนี้จะได้เหลือเตียงให้คนอื่นเค้าได้ใช้กันบ้า”
วาสนายิ้ม “โธ่ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเกรงใจเลยนี่คะ” มองไปมองมานิดหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “เอาเถอะค่ะ ถ้างั้นรอเดี๋ยว ชั้นจะจัดยาให้ เสร็จแล้วจะพาไปส่ง”
“อย่าลำบากเลยครับคุณวาสนา ผมกลับเองได้”
ยินเสียงแตรรถดังขึ้น วาสนากับธัมโมมองไปเห็นเก่งจอดรถขายกาแฟอยู่ที่หน้าอนามัย ตะโกนเรียกเสียงดัง
“ผู้กองครับ”
“นายเก่ง”
“จะกลับแล้วเหรอครับ แหมว่าจะมาเยี่ยมอยู่พอดี” เก่งลงจากรถมาดู “ถ้างั้นผมไปส่งนะครับผู้กอง
“ฮือ เอาสิ”
ธัมโมพยักหน้าอย่างว่าง่าย นั่นทำให้วาสนามองความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่อย่างนึกเคลือบแคลง เพราะทีตัวเองจะขอไปส่งธัมโมไม่ยอมให้ไป

ธัมโมอยู่ในห้องนอนแล้ว เก่งเอาน้ำกับยามาให้ธัมโมที่นอนพักอยู่บนเตียง
“ผู้กอง ทานยาก่อนนะครับ แล้วค่อยนอนพักผ่อน”
“ยังทานไม่ได้หรอกนายเก่ง ยาของชั้นมันเป็นยาหลังอาหารถ้าไง ชั้นฝากนายไปซื้อข้าวผัดที่…”
เก่งสวนคำตัดบท “โอ๊ย ไม่ต้องซื้อหรอกครับ ของกินแค่นี้ ผมจัดการได้”
“นายทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ”
เก่งคุยโว “สอ บอ มอ ยอ หอ อยากกินอะไรว่ามาเลยครับ เก่งโภชนาจัดได้ทุกอย่าง”
ธัมโมมองเก่งอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก

เก่งเปิดตู้เย็นค้นหาข้าวของมาปรุงอาหาร ครู่ต่อมาเก่งหั่นเนื้อไก่แต่พลิกไปพลิกมา ตามาด้วยเก่งเด็ดผักมาล้าง เขย่าๆ ขยำๆ อย่างกับซักผ้า แป๊บเดียวก็เอาขึ้น ผักตกพื้นก็หยิบมาเช็ดๆ กับขากางเกงแล้วใส่กาละมังตามเดิม
เก่งลงมือผัดข้าวผัด และหยิบเครื่องปรุงใส่วุ่นวาย ผัดข้าวกระเด็นเรี่ยราด ปรากฏว่าเก่งเผลอคว้าเหล้ามาใส่ ไฟเลยลุกท่วมกะทะ เก่งตกใจเลยเอาน้ำราดตามลงไปทั้งขัน

ไม่นานต่อมา จานข้าวฝีมือของเก่งถูกวางตรงหน้าธัมโม มีผักห้อยร่องแร่งตรงขอบจาน แถมมีตีนไก่ชี้โด่เด่ขึ้นมา
“อะไรเนี่ย ข้าวหมูเหรอ”
“ข้าวผัดไก่ครับ นี่ไง..มีตีนไก่อยู่เห็นๆ” เก่งภูมิใจนำเสนอ
“ข้าวผัด แล้วทำไมน้ำถึงท่วมแบบนี้ล่ะ” ธัมโมมองแล้วกระเดือกไม่ลงแน่
“อ๋อ...ก็พอดีมันไหม้อ่ะครับ แล้วผมเติมน้ำเยอะไปหน่อย มันก็เลยกลายเป็น…แต่นแตนแต๊น…ข้าวต้มผัดไก่”
เก่งยิ้มขำ แต่ธัมโมขำไม่ออก หยิบตีนไก่มาดู
“เอ่อ…เชื่อแล้วล่ะ ว่าเก่งโภชนาจัดได้ทุกอย่าง”
เก่งนั่งแหมะ “โธ่ กินๆ ไปเหอะครับผู้กอง พระท่านสอนไว้ คนเรากินเพื่ออยู่ นะครับ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน”
ธัมโมไม่วายบ่น “แต่ชั้นกลัวว่ากินเสร็จแล้วจะไม่มีชีวิตอยู่น่ะสิ มันกินได้เหรอไอ้ของแบบเนี้ย”
“โห พูดจาไม่รักษาน้ำใจกันบ้างเลย”
“เอาล่ะ ถ้างั้นชั้นไม่พูดก็ได้ ขอทำเองดีกว่า”
“หา ผู้กองทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอครับ”
“สอ บอ มอ ยอ หอ อยากกินอะไรว่ามา ธัมโมโภชนาจัดได้ทุกอย่าง”

ธัมโมทำกับข้าวเมนูเดียวกันกับที่เก่งทำอย่างแคล่วคล่อง เก่งมาชะเง้อดูที่หน้าประตูด้วยความตะลึงพรึงเพริศ
เก่งรำพึง “โห พระเอกสุดๆ รูปหล่อ ใจดี เป็นคนในเครื่องแบบ แถมยังทำกับข้าวเป็นอีกต่างหาก แบบนี้มันเทพบุตรจุติมาเกิดชัดๆ”
เก่งแอบยิ้มปลื้มความน่ารักของธัมโม ที่ทำกับข้าวอย่างจริงจังคร่ำเคร่งตามวิสัยตงฉิน
ภายในห้องโถงโรงพักบ้านไม้งาม เช้าตรู่วันต่อมา เพ็ญพรเดินกุมแผลมาทำงาน พอเห็นตำรวจนายอื่นสวนผ่านก็แสร้งยิ้มให้ทำเป็นไม่บาดเจ็บ ระหว่างนั้นเองก็ได้ยินเสียงไชโย โอฬารที่สนทนากันอยู่กับเพื่อนตำรวจ
“สิบเอ็ดล้าน! โอ้วแม่เจ้า นี่พูดจริงเหรอหมู่” ดนัยตกแต่งตัวเลขเสียใหม่
โอฬารเสริมขึงขัง “จริงสิครับจ่า สารวัตรเป็นคนบอกผมเองว่าท่านนำชัยซ่อนเงินไว้ในรถ”
ไชโยคราง “เวรกรรม เงินตั้งมากมาย ทำไมแกถึงไม่เอาไปฝากแบ๊งค์วะ”
“ฝากได้ที่ไหนล่ะจ่า เงินใต้โต๊ะทั้งนั้น แถมจะแจ้งความก็แจ้งไม่ได้อีกเพราะกลัวเป็นข่าว” โอฬารบอก
“เออ สมน้ำหน้าโว้ยจริงๆว่ะคนเรา ปล้นชาติปล้นแผ่นดิน กินสินบนไม่รู้จักอิ่ม สุดท้ายก็มาโดนคนอื่นปล้นเข้าจนได้ แบบนี้เค้าเรียกว่ากรรมตามสนอง”
ไชโย โอฬารและเพื่อนตำรวจจับกลุ่มเม้าท์กันต่อไป โดยไม่รู้ว่าเพ็ญพรกำลังแอบฟังอยู่

เพ็ญพรรำพึง “สิบเอ็ดล้าน” แล้วนึกขึ้นได้ “นายย้ง”

ในขณะที่เถ้าแก่ตงกำลังจัดข้าวของเตรียมเปิดร้าน จู่ๆ เพ็ญพรก็เข้ามาถามหาย้ง

“เถ้าแก่”
“อ้าวอาคุงตำรวจหญิง จะรับอะไรดีครับ”
“นายย้งอยู่รึเปล่า”
“อ๋อ จะรับอาย้ง เอ้ย ไม่ใช่ จะหาอาย้งแหะๆ อาย้งอีไม่อยู่คับ ตั้งแต่เมื่อคืนอียังไม่กลับมาเลย
คุงตำรวจมีอะไรรึเปล่าคับ”
“ถ้าเค้ากลับมาเมื่อไหร่ ให้รีบไปหาชั้น บอกว่ามีธุระด่วน”
ท่าทีจริงจังของเพ็ญพรทำให้เถ้าแก่ตงแปลกใจ

เถ้าแก่ตงเข้ามาหยิบของในบ้านพลางบ่น
“อะไรของคุงตำรวจเค้าวะ ลูกผัวตัวเองก็ไม่ใช่ซะหน่อยจู่ๆมาสั่งให้ไปหา เอ…รึว่าอาย้งมันจะไปก่อเรื่องเอาไว้” นิ่งคิด “ไอ๊หยา หรือมันไปทำมิดีมิร้ายคุงตำรวจ”
ย้งโผล่มาข้างหลัง “ป๊า”
เถ้าแก่ตงสะดุ้งโหยงตกใจ “เว้ย อาย้ง นี่ลื้อ..ลื้อ…”
ย้งตะปบปากพ่อ “ชูว์ อย่าเพิ่งเอ็ดไปอาป๊า อั้วมีเรื่องสำคัญจะบอกลื้อเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ”
เถ้าแก่ตงมองย้งด้วยความงุนงง

สองพ่อลูกอยู่ในห้องนอนย้ง และย้งเทเงินออกมาจากกระสอบ เถ้าแก่ตงถึงกับตะลึงไป
“ไอ๊หยา อาย้ง นี่ลื้อไปเล่นพนันที่บ่อนไหนวะ ทำไมถึงได้มือขึ้นแบบนี้ แค่คืนเดียวลื้อได้เงินมาเป็นกระสอบ”
“อย่าไปบอกใครนะอาป๊า เรื่องนี้เราต้องปิดไว้เป็นความลับ”
“ทำไมต้องปิดด้วยวะ ก็เงินลื้อเล่นพนันได้ ไม่ใช่ปล้นใครมานี่”
“เล่นพนันมันผิดกฎหมายนะอาป๊า ถ้าเกิดตำรวจรู้เข้า เค้าอาจจะขอริบเงินพวกนี้ไว้เป็นของกลางก็ได้”
เถ้าแก่ตงคิดตาม “เออ มันก็จริงนะ”
“ดังนั้นถ้าใครถาม ลื้อต้องบอกว่านี่เป็นเงินเก็บของลื้อ”
“ได้สิ ลื้อว่าไง อั้วก็ว่าตามอยู่แล้ว อาลูกบังเกิดเกล้า”
“ดีมาก ถ้างั้นเดี๋ยวเรารีบเอาเงินนี่ไปซ่อนนะอาป๊า เสร็จแล้วจะได้ไปที่บ้านกำนันศรกัน”
เถ้าแก่ตงรับคำ “ฮ่อๆ ลีๆ ไปบ้านกำนันศร” ตกใจ “เง้อ ไปทำไมวะ”
ย้งยิ้มเจ้าเล่ห์ ในที่สุดวันที่มันรอคอยก็ได้มาถึง
ด้านเก่งกำลังกินข้าวผัดฝีมือธัมโมอย่างเอร็ดอร่อย
“ฮืม อร่อยที่สุดเลยครับผู้กอง ผมไม่ยักรู้นะเนี่ยว่าผู้กองจะทำกับข้าวเก่งขนาดนี้”
ธัมโมท่าทีภูมิใจ “ขนาดนี้น่ะแค่ไหนกันหือ นายเก่ง”
“อ๋อ ก็เก่งกว่าตอนจับคนร้ายละกันครับ ฮ่าๆๆ”
ธัมโมชักจานกลับ “ปากเสียแบบนี้ อย่ากินดีกว่ามั้ง”
เก่งรั้งจานไว้ “โอ่โอ๋ แต่ช้าแต่ ผมล้อเล่นน่า แหมแซวแค่นี้ทำเป็นใจน้อยไปได้”
เก่งว่าแล้วก็ดึงจานข้าวมากินต่อ ธัมโมส่ายหน้าปลง
“ฮึ ตกลงนายมาดูแลชั้น หรือมาซ้ำเติมชั้นกันแน่นี่ชั้นเกือบลืมไปเลยนะว่าตัวเองไม่สบาย”
“นั่นไงครับ แสดงว่าอาการของผู้กองดีขึ้น เพราะมีผมอยู่เป็นเพื่อนแบบว่าคนเราพอสุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็ดีตามไปด้วย”
“เฮ้อ เถียงข้างๆ คูๆ ไม่พูดด้วยแล้ว ชั้นไปอาบน้ำดีกว่า”
“เฮ้ย อาบไม่ได้นะครับผู้กอง ไม่สบายอยู่เค้าให้เช็ดตัวได้อย่างเดียว”
“เช็ดไงไหว เหงื่อเหนียวเหนอะหนะไปหมดแบบนี้” มองมายังเก่ง “หรือว่านายจะเช็ดให้”
เก่งนิ่งงัน ไปไม่เป็น
ธัมโมมองอย่างจับผิด “ทำไม ไม่กล้าเหรอ หรือว่านายคิดอะไรกับชั้น” เห็นเงียบ ยิ่งจ้องจับผิด “นายเป็นอย่างที่ชาวบ้านเค้าลือกันรึเปล่า”
เก่งโวยวาย “เฮ้ย ได้ไง ผมลูกผู้ชายเต็มร้อยนะผู้กอง เรื่องแค่นี้ ผมไม่เขินอยู่แล้ว”
“ก็ได้ ถ้างั้นกินข้าวเสร็จแล้ว นายต้องเช็ดตัวให้ชั้น”
เก่งกินข้าวมือไม้สั่น….พยายามซ่อนความรู้สึกเต็มที่

เวลาผ่านไปธัมโมนั่งรออยู่ ขณะที่เก่งถือกาละมังใส่น้ำพร้อมผ้าขนหนูเดินเข้ามา
“เอ้าเร็วๆเข้าสิ มัวอืดอาดยืดยาดอยู่ได้ เช็ดตัวแล้วชั้นจะได้พักผ่อนซะที”
เก่งวางกาละมังมือไม้สั่น น้ำกระเพื่อมเป็นวงหรือกระฉอกออกมานอกกาละมัง
“นี่นายไม่สบายรึเปล่านายเก่ง อย่าบอกนะว่าตื่นเต้น” ธัมโมถาม
“เปล่าครับ กาละมังมันหนัก มือผมก็เลยเกร็ง”
“ฮืม ถ้างั้นชั้นแก้ผ้าเลยนะ”
เก่งตกใจ “เฮ้ย ต้องแก้ด้วยเหรอครับ”
“หมายถึงถอดเสื้อน่ะ”
เก่งบ่นกระปอดกระแปด พูดกับตัวเอง “โฮ่ย แล้วไป”
ธัมโมถอดเสื้อออกแล้วหันตัวมาให้เก่งเช็ด เก่งบิดผ้าแล้วเช็ดตัวให้ธัมโมแบบเปะปะไม่กล้ามองตรงๆ จนธัมโมรำคาญ คว้ามือของเก่งเอาไว้
“นายเก่ง”
“ครับผู้กอง”
“นายเห็นชั้นเป็นพี่ชายรึเปล่า”
“ก็เห็นสิครับ ไม่เห็นจะมาเฝ้าไข้ทำไม”
“แต่ชั้นรู้สึกว่านายตื่นเต้นนะ หรือว่านาย…”
“ผมเปล่านะครับ ก็บอกแล้วไงว่าผมเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์”
ธัมโมยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “แสดงว่านายไม่รู้สึกอะไรกับชั้น”
“ไม่”
ธัมโมยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก คาดคั้น “แน่นะ”
“แน่”
“ถ้างั้น…ขอชั้นพิสูจน์หน่อยได้มั้ย”
เก่งยันตัวไว้ก่อนที่จะใกล้กว่านี้ “ฮึ่ย ผู้กองจะทำอะไรผมครับ”
“ชั้นก็จะหอมแก้มนาย ดูซิว่า…จะมี..ปฏิกริยายังไงบ้าง”
ธัมโมทำปากจู๋จะจูบแก้มเก่งจริงๆ”
“เย้ย อย่านะผู้กอง เล่นแบบนี้ผมไม่ชอบนะ ผ..ผ..ผมไม่เอาด้วยแล้ว”
เก่งปาผ้าแล้ววิ่งหนีไป ทิ้งให้ธัมโมยิ้มขำ
“ไอ้บ้านี่หลอกง่ายชะมัด แบบนี้ต้องแกล้งซะให้เข็ด” ตะโกนตามหลัง “นายเก่ง นายจะหนีไปไหน ชั้นมาแล้ว”

เก่งวิ่งหนีธัมโมออกมานอกระเบียง ทั้งคู่วิ่งไล่กันเหมือนเด็กๆ
“ผู้กอง ผมบอกว่าไม่เล่นไง อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นผมต่อยหน้าผู้กองจริงๆ ด้วย”
“ก็เอาสิ นายต่อยชั้นเมื่อไหร่ ชั้นจะจูบปากนาย อย่าหนีนะนายเก่ง”
“ผู้กอง ผมบอกว่าไม่เล่น โธ่เว้ย พูดไม่เรื่องหรือไง เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าผู้กอง เย้ยย...” เก่งร้องลั่น
ธัมโมกับเก่งกอดปล้ำกันจนเก่งเสียหลักหงายล้มไป ปากประกบปาก ธัมโมเบรคไม่ทันเลยจูบเข้าไปจริงๆ ทั้งคู่ตะลึงงัน ในขณะนั้นเองเพ็ญพรก็มาเห็นเข้าพอดี
“ผู้กอง นายเก่ง พวกคุณทำอะไรกัน”
“ผู้หมวด เอ่อคือว่าเรา…เราแค่…แบบว่า...”
เก่งเห็นธัมโมอธิบายไม่ถูกก็รีบตัดบท “ผู้หมวดมีธุระอะไรเหรอครับ”
เพ็ญพรมองจ้องหน้าเก่ง “ชั้นมีเรื่องถามนาย เรื่องส่วนตัว”
ธัมโมอึ้ง มองไปมาระหว่างเก่งกับเพ็ญพรด้วยความสงสัย ว่าสองคนสนิทกันตอนไหนหว่า
ตรงที่เปลี่ยวละแวกบ้านพักธัมโม เพ็ญพรกระชากแขนเก่งเหวี่ยงมาทางหนึ่งอย่างฉุนเฉียว
“คุณบัว ผมเจ็บนะครับ”
“ผมเหรอ ตกลงเธอจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่แก้วจะเป็นพวกโจรหรือว่าเป็นพวกตำรวจ”
“แก้วกับผู้กองธัมโมก็แค่ล้อเล่นกัน ทำไมคุณบัวต้องโกรธด้วย”
“เพราะเธอต้องอยู่ข้างเดียวกับชั้น ชั้นไม่อยากเห็นเธอสนิทสนมกับผู้กองธัมโม”
เก่งอึ้ง “คุณบัว”
เพ็ญพรตัดบท “ตอนนี้เรามีปัญหาแล้วรู้มั้ย รถที่นายย้งเอาไปทิ้งเมื่อวานมันมีเงินซ่อนอยู่สิบเอ็ดล้าน แล้วที่สำคัญ…”
เพ็ญพรพูดไม่ทันจบก็ชะงักไป เพราะได้ยินเสียงขบวนแห่ขันหมากดังขึ้น
“นั่นเสียงกลองยาวนี่”
“เสียงเหมือนขบวนแห่…”

เก่งกับเพ็ญพรมองหน้ากัน ทั้งคู่นึกเอะใจ

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 12 (ต่อ)
 

ขบวนแห่ขันหมากขนาดย่อมของย้ง กำลังมุ่งหน้ามาตามถนนในบ้านไม้งาม โดยมีย้งแต่งเต็มยศยิ้มยิงฟันอย่างปีติในฐานะว่าที่เจ้าบ่าว และเถ้าแก่ตงเป็นผู้ใหญ่ เพื่อไปสู่ขอวาสนา เก่งกับเพ็ญพรเดินเข้ามาสมทบกับบรรดาไทยมุงด้วยงุนงง

เก่งถามชาวบ้านคนข้างๆ “พี่ชาย เค้ามีงานอะไรกันเหรอครับ”
“อ๋อ ก็ไอ้ย้งน่ะสิ ไม่รู้มันไปถูกหวยที่ไหนมา วันนี้จะไปสู่ขอลูกสาวกำนันศร”
เพ็ญพรคำรามด้วยความแค้น “นายย้ง”
เก่งปราม “ใจเย็นๆ นะครับคุณบัว เดี๋ยวผมไปพูดกับมันเองครับ”
เก่งรีบปลีกตัวไปอย่างไว

ในขบวนแห่ ย้งเดินหน้าแฉล้มมากับเถ้าแก่ตง โดยมีขบวนกลองยาวนำหน้า จังหวะนั้นเก่งปราดมาคว้าตัวไว้
“ไอ้ย้ง นี่แกทำบ้าอะไรของแกวะ”
ย้งพูดอย่างอวดดี “เอาเหอะน่า ข้าตัดสินใจแล้ว วันนี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงข้าต้องสู่ขอคุณวาสนาให้ได้”
เก่งหันมาพูดกับเถ้าแก่ตง “เถ้าแก่ ผมขอเวลาแป๊บนึงนะ” พลางเก่งลากย้งห่างออกมา “ไอ้ย้ง นี่แกเอาเงินของนักการเมืองคนนั้นมาจริงๆ ใช่มั้ย รู้รึเปล่าถ้าถูกจับได้ขึ้นมา…”
ย้งตัดบท “ใครที่ไหนจะจับได้ จับได้แล้วมีหลักฐานอะไร เงินตั้งมากมายก่ายกองพวกนั้น ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นเงินนอกกฎหมาย เอ็งอย่าคิดมากน่าไอ้เก่ง ไม่มีใครแจ้งความหรอกน่า”
“แล้วถ้ามีคนเอาเรื่องขึ้นมา แกจะทำยังไง”
ย้งยังอวดดี “ข้ารับผิดชอบเอง เรื่องนี้เอ็งไม่เกี่ยว พอใจรึยัง”
“ไอ้ย้ง”
เก่งกระชากคอเสื้อย้งแต่เถ้าแก่ตงก็เข้ามาห้ามเสียก่อน
เถ้าแก่ตงมองอยู่โวยลั่น “ฮ่ายๆๆ อาเก่งลื้ออย่าทำแบบนี้น่อ ลูกชายอั๊วมันได้ดีไปแล้ว
ลื้อจะอิจฉามันทำไม ถ้าลื้อมีปัญหาอะไรค่อยมาว่ากันทีหลังก็ได้วันนี้วันมงคลลื้อเข้าใจมั้ย” บอกกับย้ง “ไป อาย้ง ไปขอหนูวาสนากันดีกว่า”
ย้งแกะมือเก่งออกแล้วเดินร่วมขบวนต่อ ทิ้งให้เก่งยืนอึ้ง ก่อนจะหันไปเห็นเพ็ญพรที่มองตามย้งไปด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม เก่งรู้ดีว่าทุกขลาภของย้งได้มาถึงแล้ว

ที่บ้านกำนันศร ได้ยินเสียงเบิ้มแว่วมาแต่ไกล
“พ่อกำนัน พ่อกำนัน”
ก่อนจะเห็นเบิ้มลนลานหน้าตาตื่นมาหากำนันศรที่กำลังเล่นหมากรุกอยู่กับยอด
“ยุ่งแล้วพ่อกำนัน มัน…มันมาแล้ว มันมาแล้ว”
“หมาที่ไหนมาวะไอ้เบิ้ม”
“เอ็งพูดชัดๆ ซิไอ้เบิ้ม ใครมา” ยอดถาม
“ไอ้ย้งจ้ะพี่ยอด” เบิ้มหันมาทางกำนันศร) ไอ้ย้งมันแห่ขบวนขันหมาก มาสู่ขอคุณวาสนา”
ทั้งยอดและกำนันศรต่างอึ้งไป แว่วยินเสียงขบวนขันหมากดังเข้ามาแต่ไกล

กำนันศรพายอดและเบิ้มออกมารับหน้าขบวนขันหมากที่กำลังเดินทางมาแต่ไกล
“มันแปลกๆอยู่นะพ่อกำนัน ไอ้ย้งมันเอาเงินจากไหนมาสู่ขอคุณวาสนา” ยอดปรารภขึ้น
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น แล้วที่สำคัญไอ้เสี่ยเล้งมันเพิ่งถูกปล้นไปหยกๆ” กำนันนิ่งคิด “หรือว่า…”
เสียงขบวนขันหมากใกล้เข้ามา เบิ้มสวนออกมา “ตกลงจะเอายังไงดีครับพ่อกำนัน จะรับหรือว่าจะไล่”
กำนันศรนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด
เวลาผ่านไป ขบวนขันหมากของย้งแห่มาถึงหน้าบ้านกำนันศร เถ้าแก่ตงเห็นกำนันศรยืนถือไม้เท้าปืนหน้าตาถมึงทึงอยู่ จึงถามย้งอย่างปอดๆ
“อาย้ง ลื้อแน่ใจนะว่าอากำนันศรอีจะทำตามที่รับปากอั๊วดูๆหน้าอีแล้ว ท่าทางเหมือนอีโมโหมากกว่าดีใจนา”
“อยากได้ลูกเสือ มันก็ต้องบุกเข้าถ้ำเสือแบบนี้ล่ะป๊า” ย้งฮึดสู้ “วันนี้เป็นไงเป็นกันวะ
ย้งเสยผมเดินลุยเข้าไป ท่าทางเหมือนจะไปวัดดวงมากกว่าไปขอสาว”

ขบวนมาถึงหน้าบ้าน ย้งชูมือให้คณะกลองยาวหยุดบรรเลง ทุกอย่างเงียบโดยฉับพลัน
กำนันศรทักทาย “ไอ้ย้ง”
ย้งท่าทีมุ่งมั่นมาก “พ่อกำนัน ที่เราเคยตกลงกันไว้ หวังว่าคงจำได้นะ”
พร้อมกันนั้น ย้งเปิดผ้าคลุมพานที่เด็กถืออยู่ ในนั้นมีเงินเรียงซ้อนทับกันทั้งหมดสามล้าน
“เงินสดสามล้าน แลกกับการที่ชั้นจะได้เป็นเนื้อคู่ของลูกสาวกำนัน!”
กลองยาวเฮโลประโคมดนตรีกันครึกครื้น กระทั่งย้งชูมือเป็นสัญญาณให้หยุด
“เอ็งแน่มาก ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเอ็งจะทำได้” มองไปทางยอด “ไอ้ยอด เอ็งไปตามคุณวาสนามาที่นี่ บอกว่ามีธุระด่วน”

วาสนาตกใจเมื่อทราบข่าวจากยอด
“อะไรนะ ตกลงไอ้ขบวนแห่ที่ดังไปสามบ้านแปดบ้านนั่นเป็นของนายย้งงั้นเหรอ”
“ครับคุณวาสนา งานนี้ท่าทางนายย้งจะเอาจริง”
“แล้วพ่อว่ายังไงบ้าง”
“ก็แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงแล้วแต่คุณวาสนาว่าจะเอายังไง”
วาสนามีท่าทีสับสนใจอย่างหนัก

เวลาเดียวกันเสี่ยเล้ง จำเริญและดนัยมาส่งนำชัย โฉมฉวี และคนขับที่รถ
“ไม่ต้องห่วงนะครับท่าน เรื่องเงินที่หายไปผมจะรีบหามาคืนท่านให้ได้” เสี่ยเล้งบอก
“อย่าให้พลาดเชียวนะคุณมังกร เพราะอนาคตทางการเมืองของคุณมันขึ้นอยู่กับสิ่งนี้” หันมาทางดนัยขู่อยู่ในที “คุณด้วยนะสารวัตร รีบตามจับนางโจรนั่นให้ได้ถ้าไม่อยากถูกสั่งย้าย”
ดนัยไม่พอใจลึกๆ “ครับท่าน”
เวลาผ่านไป รถของนำชัยแล่นลับตัวไปแล้ว ก่อนที่มิ่งจะมารายงานกับเสี่ยเล้ง
“เสี่ยครับ มีข่าวว่าไอ้ย้งมันหอบเงินเป็นล้านไปขอลูกสาวกำนัน”
เสี่ยเล้ง จำเริญ และดนัยพากันหูผึ่ง
“เป็นไปไม่ได้ ไอ้ย้งจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหน”
ดนัยพูดหารือกับเสี่ยเล้ง “ผมว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่”
เสี่ยเล้งพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

ในห้องรับแขกบ้านกำนันศร เถ้าแก่ตง กับย้งกำลังเจรจาเรื่องการสู่ขอกับกำนันศร โดยมีเบิ้มคอยรับใช้ เห็นยอดกลับมารายงาน
“คุณวาสนาให้บอกว่าเธอตั้งตัวไม่ทันครับ ถ้ายังไงเย็นนี้เธอจะมาฟังความเห็นจากพ่อกำนันทีหลัง”
“ฮ่อๆ แสดงว่าคุณหมอวาสนาคงจะเขิน ที่โดนลูกชายอั๊วทำสไปรท์” เถ้าแก่ตงว่า
ย้งแก้ให้ “เซอร์ไพรซ์ป๊า เซอร์ไพรซ์”
“เออนั่นแหละ ประมาณนั้น” หันมาพูดกับกำนันศร “แล้วตกลงพี่กำนัน มีความเห็นว่ายังไงคับ จะยอมให้พวกเด็กๆ มันสมหวังกันรึเปล่า”
กำนันศรประกาศ “ชั้นเคยลั่นวาจาเอาไว้ ถ้าไอ้ย้งมันมีเงินสามล้าน ชั้นก็จะไม่ขวางทางรักของมัน”
ย้งยื่นหน้าแหลมเข้ามาหา “แปลว่าพ่อกำนันจะยกคุณวาสนาให้ผมเหรอครับ”
“เฮ้ยเดี๋ยวก่อน ที่ข้าพูดน่ะ แค่ไม่กีดกันโว้ย แต่จะได้แต่งงานรึเปล่า มันก็ขึ้นอยู่กับลูกสาวข้า”
ย้งท้วง “ต้องได้สิพ่อกำนัน ผมมั่นใจว่าคุณวาสนาต้องรักผมแน่”

คืนนั้น วาสนากำลังเดินใช้ความคิดอยู่และผ่านมาทางห้องพักฟื้นคนไข้ และเหลือบเห็นเสื้อตัวแจ๊คเจ็ตของธัมโมยังแขวนอยู่ในห้อง
“อ้าวผู้กองลืมเสื้อนี่นา โธ่เอ๊ยอุตส่าห์ซักให้แล้วเชียว”
วาสนาหยิบเสื้อตัวนั้นมาแล้วก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง
นึกภาพธัมโมในความทรงจำ ช่างเป็นคนมีหลักการ เป็นสุภาพบุรุษ แตกต่างกับไอ้ย้งอย่างลิบลับราวฟ้ากับเหว
“ผู้กอง”
วาสนารำพึง กอดเสื้อของธัมโมเอาไว้อย่างไม่รู้ตัว จังหวะนั้นเพ็ญพรก็ผ่านมาเห็นเข้าพอดี เธอยืนสังเกตอยู่นานก่อนจะทักทายขึ้น
“ยินดีด้วยนะคะคุณหมอ”
วาสนาตกใจ รีบลดเสื้อลง “เรื่องอะไรคะ”
“ก็เรื่องนายย้งไงคะ เค้าลือกันให้ทั่วหมู่บ้านว่าจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้”
“ยังหรอกค่ะ เพราะชั้นยังไม่ได้ตกลง”
“พูดแบบนี้แสดงว่าคุณหมอคงมีคนอื่น” เพ็ญพรดักคอ หยั่งเชิง
วาสนารำคาญนิดๆ “นี่มันเรื่องส่วนตัวนะคะผู้หมวด”
“ที่ชั้นถามก็เพราะหวังดีหรอกนะคะ” มองที่เสื้อธัมโม “เพราะถ้าคุณหมอมีคนอื่น ก็ควรแสดง
ความรู้สึกออกมาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

คำพูดของเพ็ญพร ทำให้วาสนายิ่งสับสนใจมากขึ้น

ในขณะที่จำเริญเดินตรวจตราบ่อน แต่ต้องมาสะดุดตาที่มิ่งที่ยืนเฝ้าบันไดทางขึ้นอยู่

“เสี่ยน้อย”
“แล้วอาป๊าล่ะ” จำเริญถาม
มิ่งยิ้มเป็นนัย “คุยธุระกับคุณลิ้นจี่อยู่ในห้องครับ”
จำเริญหงุดหงิด “ฮึ เวลาแบบนี้ยังมีกระใจพรอดรักกันอยู่ได้”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับเสี่ยน้อย เสี่ยแกมีแผนจะให้คุณลิ้นจี่ช่วยงาน”
จำเริญมองไปที่ออฟฟิศด้วยความสงสัย

ลิ้นจี่แต่งตัวแล้ว พลางบ่นหน้างอ หลังจากเสร็จกามกิจกับเสี่ยเล้ง
“แหมเสี่ยอ่ะ เดี๋ยวนี้ลิ้นจี่มาบ่อนทีไร ไม่เคยได้แทงไฮโลกับเค้าเลย เจอเสี่ยดักก่อนทุกที”
เสี่ยเล้งเข้ามากอด หยอดหวานใส่ “ช่วยไม่ได้นี่จ๊ะ ลิ้นจี่ทั้งสวยทั้งมีเสน่ห์ออกอย่างนี้ ชั้นเลยอดใจไม่อยู่ นี่ถ้าลิ้นจี่เลิกกับกำนันศร แล้วมาเป็นเมียชั้น ชั้นคงมีความสุขมากกว่านี้”
ลิ้นจี่สะเทิ้น “อร๊ายยย ไม่ได้นะเสี่ย ขืนทำแบบนั้น ชั้นมีหวังโดนกำนันศรฆ่าตายแหงๆ”
“ไม่หรอก ชั้นรับรองได้ ถ้าชั้นเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านไม้งามเมื่อไหร่กำนันศรคงไม่กล้าทำแบบนั้นเด็ดขาด”
ลิ้นจี่ฉงน “แปลว่าเสี่ยมีแผนงั้นเหรอ”
เสี่ยเล้งยิ้มอย่างใจเย็น

กลับบ้านมาลิ้นจี่ล้มตัวลงนอนข้างกำนันศร แต่ในใจครุ่นคิดถึงคำพูดของเสี่ยเล้ง
“ทางเดียวที่ชั้นจะมีอำนาจในบ้านไม้งาม ก็คือการได้เป็นนักการเมือง แล้วทางเดียวที่ชั้นจะได้เป็นนักการเมือง ก็คือการเอาเงินของท่านนำชัยคืนมา”
ลิ้นจี่ถามกลับงงๆ “แล้วทางเดียวที่เอาเงินของท่านนำชัยคืนมาได้ ก็คือ…”
เสี่ยเล้งปรึกษาแผนการณ์กับลิ้นจี่
“ชั้นว่าเงินนั่น ถ้าไม่อยู่ที่ไอ้ย้ง ก็ต้องอยู่ที่กำนันศร และสองคนที่ว่าก็มีจุดอ่อนร่วมกันคือ คุณหมอวาสนา”

ลิ้นจี่คิดนิดหนึ่ง “เสี่ยจะใช้คุณวาสนาเป็นเครื่องมืองั้นเหรอ”
“ถูกต้อง ชั้นจะให้ไอ้จำเริญเผด็จศึกคุณวาสนา ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่มันก็จะกลายเป็นลูกเขยของกำนัน ส่วนชั้นก็จะครองอำนาจในบ้านไม้งาม”
ลิ้นจี่คิดตาม “และส่วนชั้น.. ก็จะเป็นอิสระ”
เสี่ยเล้งกอดกระชับเข้ามาอีก “และเป็นเมียของชั้นอย่างเปิดเผย”
ลิ้นจี่ซบซุกอกเสี่ยเล้งอย่างมีความสุข

กำนันศรพลิกตัวมานอนกรนดังลั่น จนลิ้นจี่ตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นมานั่งมองอย่างสะอิดสะเอียน
ลิ้นจี่กัดฟันด้วยความแค้น “ไอ้แก่ อีกไม่นานหรอก เราจะได้หมดเวรกันซะที”

ด้านธัมโมซึ่งกำลังพักฟื้นอยู่นอนกระสับกระส่าย เพราะคิดถึงแต่ภาพที่ตัวเองจูบกับเก่งเมี่อตอนกลางวัน สุดท้ายต้องลุกขึ้นมานั่งด้วยความสับสน
“เฮ้อ นี่ตกลงมันหรือเรากันแน่วะที่เป็นพวกเบี่ยงเบนทำไมต้องคิดถึงแต่มันด้วยวะ”
ธัมโมเดินมาหย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะหนังสือ แล้วหยิบหนังสือธรรมะขึ้นมาอ่านดูเพื่อผ่อนคลาย.. ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นรูปของเพลินตาที่ยังเหน็บอยู่ในหนังสือ
ธัมโมนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง จึงหยิบรูปที่ตนถ่ายกับเก่งตอนไปที่ร้านถ่ายรูปมาเทียบกันดู ระหว่างเก่งกับเพลินตา
“จริงด้วยสินะ เดี๋ยวนี้เราลืมเพลินตาไปซะสนิท” ยิ้มให้รูปของเก่ง “จะว่าไปแกนี่ก็สวยไม่แพ้ผู้หญิงเลยนะเจ้าเก่ง” พูดจบก็หน้าสลดลึกๆ “ถ้าแกเป็นผู้หญิงจริงๆ ก็ดีสิ”
ธัมโมคิดมาถึงตอนนั้นก็ได้ยินเสียงดนัยหัวเราะแว่วมาจากข้างนอก ธัมโมหันมองไปด้วยความสงสัย

ดนัยที่สนทนาอยู่กับเถ้าแก่ตง และกำลังหัวเราะร่า โดยไม่ได้สังเกตว่าธัมโมแอบแง้มประตูออกมาดู
“ฮ่าๆ ล้อเล่นรึเปล่าเถ้าแก่ จะให้ผมส่งตำรวจไปคุ้มที่บ้านเถ้าแก่เนี่ยนะ”
“อั๊วไม่ได้ล้อเล่นนะอาคุงสารวัตร อั๊วเป็นห่วงจริงๆ วันนี้จะไปแบ๊งค์ก็ไม่ทัน อั๊วกลัวว่าคืนนี้โจรมันจะขึ้นบ้านอั๊ว”
“เถ้าแก่มีเงินเท่าไหร่ ถึงต้องให้ตำรวจไปอารักขาแล้วที่สำคัญเถ้าแก่ระบุที่มาของเงินได้รึเปล่า ว่าได้มาจากไหนเมื่อไหร่ ยังไง”
“เอ่อคือเงิน…เงินมรดก…” เถ้าแก่ตงว่า
“เลิกโกหกซะทีเถอะเถ้าแก่ เงินพวกนั้นเป็นเงินร้อนเก็บไว้ก็ไม่มีความสุขหรอก เจ้าของเค้าต้องมาทวงคืนแน่”
เถ้าแก่ตงร้องลั่น “ไอ๊หยา ใครเป็นเจ้าของ ก็เงินมันเป็นของอั๊วจริงๆ นา”
“อย่าแกล้งโง่น่าเถ้าแก่ ตอนนี้ทุกคนเค้ารู้กันหมดแล้วว่าไอ้ย้งมันขโมยเงินเค้ามา มันเป็นพวกเดียวกับนางสิงห์ชุดดำ” ดนัยขึ้นเสียง
เถ้าแก่ตงตกใจ ธัมโมเองก็เช่นกัน

เถ้าแก่ตงเดินกลับบ้าน แต่บรรยากาศดูเงียบเหงา ๆ สองข้างทางมีแต่ชาวบ้านนินทา บ้างก็จับจ้องกันเหมือนประสงค์ร้าย โดยเฉพาะกรรมกรสามคนที่ตั้งวงเหล้าอยู่ข้างทาง
“ฮ่าย สงสัยอาคุงสารวัตรอีพูดจริงรึเปล่าวะ อาย้งเนี่ยนะจะเป็นโจร เฮ้อ อาย้งเอ๊ยอาย้ง ลื้อหาเหามาใส่หัวป๊าแท้ๆ”
นักเลงสามคนที่จ้องเถ้าแก่ตงตอนแรก ก็เดินตามมาประกบ
“ว่าไงเถ้าแก่จะรีบไปไหน” คนหนึ่งว่า
เถ้าแก่ตงรู้สึกผิดปกติ “อั๊ว..อั๊วจะกลับบ้าน”
อีกคนเข้าดักหน้า “เดินกลับเนี่ยนะเถ้าแก่ ได้ข่าวว่ามีเงินเยอะไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่จ้างรถล่ะ”
“ฮ่าย จ้างทำไมเปลืองเปล่าๆ เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึงเลี้ยว”
รายที่สามเข้า ดักเถ้าแก่ตงไว้อีก แถมยังถืออาวุธไว้ในมือ เป็นหลาวแทงกระสอบข้าว
“เฮ้ย มีเงินไม่รู้จักใช้ ก็เอามาให้คนอื่นเค้าสิโว้ย จะได้ช่วยกันผลาญ”
เถ้าแก่ตงร้องลั่น “ไอ๊หยา นี่พวกลื้อ จะปล้นอั๊วเหรอ”
นักเลงคนแรก ชักอาวุธมาขู่ “เออ มีเงินเท่าไหร่ส่งมาให้หมด ไม่งั้นเอ็งตาย”
ระหว่างที่เถ้าแก่ตงตกใจ ทำอะไรไม่ถูกนั้น ธัมโมก็ปราดมาเตะคนร้ายรายหนึ่งจนกระเด็นไป ก่อนจะเล่นงานกับคนร้ายอีกสองรายที่เหลือจนกระเด็นไปก่อนจะหันไปถามเถ้าแก่ตง
“ไม่เป็นไรนะเถ้าแก่”
“อาผู้กอง อั๊ว..อั๊วจะเป็นลม จะเป็นลมเลี้ยว เฮ่อ”
เถ้าแก่ตงทรุดลงไปกอง ธัมโมรีบประคอง เห็นคนร้ายฉวยโอกาสนั้นบุ้ยหน้าชวนกันเผ่นแนบไป
ธัมโมตกใจเรียกปลุกดังลั่น “เถ้าแก่ เถ้าแก่”

วาสนาเลิกงานกลับลงมาจากสถานี และเจอย้งดักรออยู่
“คุณวาสนา”
“นายย้ง ชั้นยังไม่อยากพูดกับเธอตอนนี้”
“แต่ว่าพ่อกำนันอนุญาตให้เราติดต่อกันได้แล้วนะครับ” ย้งเสียงอ่อย
“ชั้นรู้ แต่ชั้นเคยบอกแล้วไง ว่าชั้นมีเรื่องต้องคิด”
วาสนาเดินผ่านไป ย้งคว้าแขนเธอไว้ เอ่ยขึ้นอย่างเสียใจ
“คุณวาสนา ผมทำอะไรผิดเหรอมากมายขนาดนั้นเลยเหรอครับ ทำไมจนป่านนี้คุณถึงไม่ยอมให้อภัยผม”
“ชั้นไม่ได้โกรธนายย้ง แต่นายทำให้ชั้นสับสน นายทำให้ชั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง ขอเวลาชั้นหน่อยนะย้ง แล้วคำตอบที่นายต้องการ สักวันชั้นจะไปบอกกับนาย”
วาสนาดึงแขนออก แล้วเดินไปขึ้นรถของยอดที่จอดรออยู่ “ไปนายยอด”
วาสนาเหลือบมองกระจกหน้ารถแล้วตกใจเมื่อเห็นที่เบาะหลังมีนายเบิ้มกับสมุนมือปืนหลายคนนั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋อง
“อุ้ย นี่จะพาพวกไปถล่มใครนายยอด”
“พ่อกำนันสั่งไว้ครับ ว่าช่วงนี้ต้องดูแลความปลอดภัยให้คุณวาสนาเป็นพิเศษ” ยอดบอก
“เพราะเงินขันหมากของนายย้งใช่มั้ย” ยอดยิ้มนิดหนึ่งแล้วไม่ตอบอะไร ขับรถไปจากที่นั่น ทิ้งให้ย้งมองตามอย่างเศร้าสร้อย

“คุณวาสนา” ย้งครวญคร่ำอย่างน่าสงสาร

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 12 (ต่อ)
 

ค่ำคืนนั้นพอย้งกลับมาถึงบ้าน ก็ต้องแปลกใจเมื่อเจอธัมโมนั่งดื่มชาปลอบใจเถ้าแก่ตงผู้เป็นพ่ออยู่ภายในห้องนั่งเล่น

“ผู้กอง” ย้งชะงักกึก
เถ้าแก่ตงหันมาหาครวญคร่ำ “อาย้งลื้อหายไปไหนมา ตะกี๊อั้วโดนโจรปล้นเกือบซี๊เลี้ยวโชคดีอาผู้กองอีช่วยเอาไว้ แถมยังอุตส่าห์มาส่งอั้วล่วย”
ย้งแค่แปลกใจนิดๆ ขณะที่ธัมโมยืนขึ้นมองย้งเหมือนมีเรื่องอยากคุยด้วย

สองคนเดินออกมาหน้าร้านกาแฟ ย้งรีบอธิบายกับธัมโมทันทีที่ปลีกตัวออกมาด้วยกัน
“เรื่องเงินน่ะผมบอกไปแล้วนะผู้กอง ว่าเป็นเงินเก็บของพ่อผม”
ธัมโมสวนออกมา “นายปล้นเค้ามาต่างหากนายย้ง นายเป็นพวกเดียวกับนางสิงห์ชุดดำ
“อ้าวผู้กอง พูดจาส่งเดชแบบนี้มันไม่สวยนะ ถ้ามีหลักฐานก็จับผมเลยสิ” ย้งฉุน ยื่นข้อมือให้ “จับเลย”
ธัมโมมองการท้าทายของย้งอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยเตือน
“นายย้ง…ถึงกฎหมายเอาผิดคนร้ายทุกคนไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมไม่เคยละเว้น” ธัมโมขยับมาพูดใกล้ๆ “บาปของนาย จะตามหลอกหลอนนายไปชั่วชีวิต”
ย้งเสียววาบ ธัมโมเดินจากไป ย้งมองตามอย่างหวาดหวั่น

ย้งเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยความกังวล เห็นเถ้าแก่ตงดักรออยู่
“อาย้ง อั้วก็มีเรื่องจะถามลื้อ”
“เอาไว้ก่อนเถอะอาป๊า นี่ดึกมากแล้ว”
ย้งเดินขึ้นบ้านไป เถ้าแก่ตงมองตามด้วยวิตกก่อนจะร้องตามหลัง
“อาย้ง อั้วก็แค่อยากรู้ ว่าลื้อไปปล้นเค้ามารึเปล่า อาย้ง อาย้ง”
ย้งลับตัวไปแล้ว เถ้าแก่ตงได้ฮึดฮัดด้วยความขัดใจ

เช้ามืดวันต่อมา นาฬิกาตั้งปลุกเอาไว้ตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เห็นลิ้นจี่ตะครุบปิดเสียงอย่างว่องไว ก่อนจะค่อยๆ ย่องออกไปจากห้องเพราะกลัวกำนันศรจะได้ยิน
“จะไปไหนนังลิ้นจี่” กำนันศรเรียกเสียงดัง
ลิ้นจี่สะดุ้ง “แหะๆ หุงข้าวจ้ะ พี่กำนัน”
“ฟ้ายังมืดอยู่เลย จะรีบหุงทำไมวะ”
“อ๋อ คือชั้นว่าจะใส่บาตรจ้า ก็เลยต้องรีบหุง” ลิ้นจี่แถ
“ฮึ ใส่บาตร จะขอหวยพระสิไม่ว่า ผีพนันขนานแท้เลยนะเอ็ง”
กำนันศรว่าแล้วก็นอนต่อ ลิ้นจี่แอบขมุบขมิบปากด่า ก่อนจะออกไปจากห้อง

ลิ้นจี่ติดเตาไฟในครัว เป็นเตาถ่าน ก่อนจะมองซ้ายขวาดูต้นทางแล้วหยิบห่อของที่ซ่อนไว้ออกมา มันเป็นหนังคางคกแห้งกรอบจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากเสี่ยเล้ง เหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายผุดขึ้นมาในความคิด
ลิ้นจี่ถามเสี่ยเล้งหลังได้รับห่อกระดาษมา “อะไรคะเสี่ย”
“หนังคางคกป่า พิษของมันถ้าใครโดนเข้า ต้องหมดสติทุกราย”
“แล้วมันใช้ยังไงเหรอคะ”
“เผาไฟ ควันของมันจะเล่นงานทุกคนที่อยู่ใกล้” เสี่ยเล้งบอกลิ้นจี่
ลิ้นจี่ดึงตัวเองกลับมา แล้วหยิบหนังคางคกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู ก่อนจะหันไปมองไฟในเตาถ่าน

เวลาเดียวกันยอด เบิ้มและสมุนคอยรักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าทางขึ้นบ้านกำนันศร พวกยามบางส่วนถืออาวุธเดินไปมา บางส่วนนั่งผิงไฟกัน ขณะที่ยอดกับเบิ้มนั่งเล่นหมากรุกด้วยกันที่แคร่
ยอดเห็นเบิ้มทำท่าสัปหงก ก็หยิบถาดฟาด
“ตื่น”
“โธ่พี่ ชั้นไม่ได้หลับ แค่พักสายตาเฉยๆ” เบิ้มแก้ตัว
“พักสายตา แล้วพยักหน้าหงึกๆ ทำไมวะ”
“อ้าว ก็คิดเรื่องหมากรุกไปด้วยไงพี่ คิดแล้วก็พยักหน้าเงี้ยๆๆ”
เบิ้มแถพยักหน้าให้ดู ยอดส่ายหน้าเอือมๆ
“แถไปเรื่อยไอ้นี่” ยอดหันไปบอกคนอื่นๆ “เฮ้ย จะเช้าแล้วนะโว้ย อดทนหน่อยเดี๋ยวพวกผลัดสองมาแล้วค่อยนอน”
ด้านวาสนากำลังนอนหลับสนิท โดยไม่รู้ว่ามีควันไฟผสมกลิ่นคางคกลอดใต้ช่องประตูเข้ามาในห้อง
ขณะที่ลิ้นจี่มีผ้าขนหนูปิดหน้ากรองอากาศ กำลังถือจานสังกะสีซึ่งมีหนังคางคกที่ถูกจุดติดไฟจนเกิดควันขโมงเหมือนยากันยุงอยู่หลายชิ้น
จังหวะต่อมาลิ้นจี่หยิบหนังคางคกโยนไปตามมุมต่างๆ ก่อนจะย่องไปดูที่หน้าบ้านแล้วสาดหนังคางคกที่เหลือออกไป
พวกของยอด ไม่มีใครสังเกตเลยว่าหนังคางคกที่ถูกจุดติดไฟแล้วชิ้นหนึ่งถูกโยนมาตรงข้างๆกองไฟ

“พี่ ได้กลิ่นอะไรเหม็นๆ รึเปล่า” เบิ้มทำจมูกฟุกฟิด
ยอดมองหา แล้วสะดุดตาที่กองไฟ “สงสัยไฟมันลามไปถูกขี้หมาล่ะมั้ง” พลางทำจมูกฟุดฟิด “กลิ่นแปลกๆ ว่ะ”
ส่วนลิ้นจี่ยังคาดผ้าขนหนูปิดจมูก รีบหนีเข้ามาในห้องครัว แล้วปิดประตูก่อนจะหนีลงตุ่มน้ำใบที่ว่างอยู่แล้วปิดฝาเพื่อหนีควันมรณะ
ควันพิษลอดใต้ช่องประตูเข้ามาในห้องของกำนันศรเช่นกัน แต่กำนันศรรอบจัดพอจะรู้ว่ามันคืออะไร
“คางคกป่า” ลุกนั่ง “บรรลัยแล้วกู”
กำนันศรจะลุกจากเตียงไปคว้าไม่เท้าปืน แต่พิษก็ออกฤทธิ์เสียก่อน กำนันทรุดฮวบลงไปกับพื้นทันทีเหมือนคนเมาหนัก
ด้านยอด เบิ้ม และสมุนเริ่มมีอาการ โดยสมุนคนหนึ่งทรุดฮวบไปกับพื้น ขณะที่อีกหลายคนก็มีอาการมึนงงยืนไม่ตรง บางคนเมาควันพิษจนถึงขนาดอาเจียนออกมา
“พี่ยอด ชั้นตาลายไปหมดเลยพี่” เบิ้มบอก
ยอดสะบัดหน้าเรียกสติ “มีคนวางยาพวกเรา”
เห็นสมุนหมดสติฟุบไปอีกราย ยอดมองไปรอบๆ อย่างใจไม่ดี
“ตั้งสติไว้ทุกคน พวกมันอยู่แถวนี้”

มิ่งขับรถกระบะมาจอดรอท่าอยู่แล้ว บนรถบรรทุกสมุนฝีมือดีพร้อมอาวุธมาหลายคน
จำเริญที่นั่งข้างๆ มิ่ง ดูนาฬิกาข้อมืออย่างใจเย็น
“ทุกคนฟังให้ดี ถ้าไม่จำเป็นอย่าฆ่าใครเด็ดขาด เพราะเป้าหมายของเราคือคุณวาสนาคนเดียวเท่านั้น”

จำเริญสั่งการจบ ก็คว้าไอ้โม่งขึ้นมาสวมพรางหน้าและป้องกันควันพิษ ก่อนจะชักปืนขึ้นลำเตรียมพร้อม มิ่งและสมุนคนอื่นทำตาม

ค่อนรุ่งยามนั้นทั่วบริเวณบ้านกำนันศรถูกปกคลุมไปด้วยควันพิษ กำนันชราพยายามรวบรวมกำลังตั้งสติ แต่สายตาของชายชราก็พร่าเลือนใกล้หมดสติเต็มที

กำนันศรฮึด ตะโกนก้อง “ไอ้ยอด ไอ้เบิ้ม พวกเอ็งทำอะไรอยู่ มาช่วยข้าเร็ว”
ควันพิษถูกลมพัดจนเริ่มจางไป สมุนของกำนันศรสลบกันเกือบหมด มีเพียงยอดคนเดียวเท่านั้นที่ยังกัดฟันสะลึมสะลืออยู่ แต่สภาพมึนเมาจนยืนไม่ไหว ต้องประคองตัวด้วยการเกาะเสาต้นหนึ่งเอาไว้
ยินเสียงกำนันศรดังขึ้นมา “ไอ้ยอด เอ็งอยู่ที่ไหน”
“พ่อกำนัน”
ยอดเรียกสติเดินโผเผจะขึ้นไปบนเรือน แต่แล้วก็เหลือบเห็นรถของจำเริญขับเข้ามาในบ้าน เปิดไฟสูงสว่างจ้า ก่อนที่พวกจำเริญจะลงจากรถแล้วตรงเข้ามาหา
“ไอ้หมาลอบกัด วันนี้ข้าขอสู้ตาย”
ยอดโซเซจะไปคว้าปืนของลูกน้องที่หล่นอยู่ แต่มิ่งก็ชักปืนยิงปืนกระบอกนั้นจนกระเด็นไปเสียก่อน
“อย่าหาเรื่องเจ็บตัวดีกว่ามั้งไอ้ยอด” มิ่งเย้ย
“อยู่เฉยๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง” จำเริญบอก
แต่ยอดกลับชักมีดของมันออกมา

สายตากำนันศรมองไม้เท้าปืนของตน และมองแทบไม่เห็นแล้ว ขณะที่พอมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นพวกศัตรูมากันหลายคน
กำนันศรเอนตัวลงนอนกับพื้นอย่างรวดเร็ว และเอื้อมมือไปที่ใต้เตียงหรือซอกเตียงเพื่อหยิบปืนลูกซองยาวที่ซ่อนไว้ออกมาบรรจุกระสุน
“ไอ้พวกหมาหมู่ อยากลองดีกับข้าก็เอาสิวะ ข้าจะระเบิดหัวพวกเอ็งให้หมด” กำนันศรคำราม

ส่วนที่หน้าเรือนบ้านกำนันศร ยอดควงมีดก่อนจะแทงเข้าที่ขาของตัวเอง แต่ไม่ลึกมาก
จำเริญตกใจ “เฮ้ยมันบ้ารึเปล่าวะ”
“เปล่าครับเสี่ยน้อย มันพยายามต่อสู้กับฤทธิ์ยาสลบ”
จำเริญมองอย่างสังเวช “ไอ้หน้าโง่”
ยอดกัดฟันมองไป ความเจ็บปวดทำให้ยอดหายเบลอ และเห็นภาพศัตรูชัดเจนขึ้นว่ายืนตรงไหน ยอดคำรามด้วยความแค้นก่อนจะชักมีดวิ่งออกมาแล้ววิ่งเข้าหาพวกของจำเริญ
มิ่งยกปืนเล็งใส่ยอด แต่จำเริญชูมือห้ามไว้ยืนนิ่งรอจนยอดเข้ามาจ้วงมีดใส่ แล้วก็ขยับหลบไปอย่างง่ายดาย พิษยาทำให้การเคลื่อนไหวของยอดช้าลง มีดของมันเหวี่ยงเปะปะไม่ถูกเป้าหมาย
“คนที่ยอมตายเพื่อเจ้านายอย่างเอ็ง มันน่านับถือไอ้ยอดข้าเสียดายจริงๆ ว่ะ”
ว่าแล้วจำเริญก็ยกด้ามปืนตบเปรี้ยงใส่หัวยอดจนสลบไป จังหวะนั้นเองที่กำนันศรโผเผลากปืนออกมาที่หัวบันไดบ้าน
“ไอ้พวกชิงหมาเกิด พวกเอ็งต้องตายให้หมด”
กำนันศรกระหน่ำยิงใส่พวกของจำเริญจนแตกฮือไปหาที่กำบังกันจ้าละหวั่น กระสุนของกำนันศรโดนกระถางต้นไม้แขวน โดนโอ่งแตกกระจาย
มิ่งโดนยิงเฉี่ยวแขนไปก็เลือดขึ้นหน้า
“ไอ้แก่ มึงตาย”
“เฮ้ย อย่า”
สายเกินไปแล้ว มิ่งกระหน่ำยิงปืนลูกซองยาวของตนใส่กำนันศรบ้าง ร่างของกำนันศรกระเด็นหงายไปกับพื้น จำเริญปราดมากระชากคอมิ่ง
“ไอ้โง่เอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าอย่าฆ่ามัน”
“ขอโทษครับเสี่ย ผมลืมไป เอ่อ..แต่ไอ้กำนันศรมันมีวิชาอาคม มันคงไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ”
เวลาต่อมามิ่ง กับจำเริญพาสมุนขึ้นเรือนมาดูกำนันศร และพบว่าบริเวณหน้าอกถูกยิงเป็นรอยแดงจ้ำใหญ่ แต่ไม่มีเลือดออก ที่สำคัญคือยังหายใจอยู่
“อึดเหมือนวัวเหมือนควายจริงๆ” จำเริญร้องสั่ง “ไปโว้ย รีบจัดการตามแผน”

ด้านลิ้นจี่แง้มฝาโอ่งแล้วโผล่หน้าออกมาดู
“ควันจางแล้วนี่หว่า บรึ๊ย...หนาว ขึ้นได้ซะที”
ลิ้นจี่ปีนออกจากโอ่งก่อนจะเดินออกไป
จำเริญกับมิ่งถือปืนขึ้นมาบนบ้านก่อนตกใจหันไปเล็งปืนเมื่อได้ยินเสียงของลิ้นจี่ร้องลั่น
“คุณจำเริญ”
“โธ่คุณลิ้นจี่ ร้องซะดังลั่น” บุ้ยหน้าถาม “แล้วคุณวาสนาอยู่ห้องไหน”
“ทางนี้ค่ะ เดี๋ยวชั้นพาไป”

ลิ้นจี่เปิดประตู แล้วหลีกทางให้จำเริญกับมิ่งเข้าไปดูวาสนาที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง
จำเริญถอดไอ้โม่งออก “น้องวาสนา เป็นของพี่เถอะนะน้อง”
วาสนาปรือตาขึ้นมาในอาการสะลึมสะลือ เห็นเพียงเงาดำของจำเริญที่ก้มลงมาเพื่ออุ้มตัวเธอออกไป

รุ่งเช้าเพ็ญพรนำข่าวร้ายมาบอกกับธัมโมที่บ้านพัก
“เมื่อคืนบ้านกำนันศรถูกปล้นค่ะ”
“แล้วมีใครเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“พวกมันไม่ได้แตะต้องทรัพย์สิน แต่คุณวาสนาถูกคนร้ายจับตัวไป”
ธัมโมเริ่มเอะใจ ลางสังหรณ์บอกเขาว่ามีบางอย่างเชื่อมโยงกันระหว่างเงินของย้งกับการหายตัวของวาสนา
ไม่นานต่อมาไชโยกับโอฬารคุมกำลังตำรวจค้นบ้านเสี่ยเล้ง
“เอ้าพวกเรา แยกกันค้นหาให้ทั่ว ถ้าใครเจอเบาะแสของคุณวาสนาให้รีบรายงานด่วน” ไชโยสั่ง
โอฬารเสริมขึ้น “เฮ้ย แล้วอย่าทำข้าวของเค้าเสียหายนะเว้ย ของแพงทั้งนั้นหลวงไม่มีงบจ่าย”
ที่ห้องรับแขกเสี่ยเล้งกับมิ่งกำลังเผชิญหน้ากับกำนันศรและเบิ้ม โดยมีดนัยเป็นคนกลาง
“ผมเสียใจด้วยนะกำนันสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เราเป็นเพื่อนเก่ากันแท้ๆ ไม่น่าระแวงกันเล๊ย” เสี่ยเล้งเอ่ยขึ้น เหน็บแนมอยู่ในที
กำนันศรตอกกลับ “เพื่อนเรามันชอบเผาเรือนนี่เสี่ย ไว้ใจไม่ได้”
ไชโยกับโอฬารเข้ามารายงาน
“รายงานสารวัตร ไม่พบเบาะแสของคุณวาสนาครับ”
“หาจนทั่วแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติครับ” โอฬารเสริม
เสี่ยเล้งเอ่ยขึ้นทันที “นั่นไง ผมบอกแล้ว ผมไม่ได้มีเรื่องแค้นเคืองกับกำนันศรแล้วจะไปทำแบบนั้นทำไม”
ดนัยจะพูด “กำนันครับ ผมว่า…”
กำนันศรชูไม้เท้าปืนห้ามไม่ให้ดนัยพูดอะไรอีก ตาจ้องเสี่ยเล้งเขม็ง
“ไอ้เล้ง เอ็งตอบข้าอย่างลูกผู้ชาย เอ็งต้องการอะไรกันแน่”
“แหม ผมไม่ใช่คนร้ายนะกำนัน แต่ถ้าให้ทาย…ผมว่ามันคงอยากได้เงินคืน” พลางขยับมาใกล้ “
เงินสิบห้าล้านของท่านนำชัย”
“อยู่ที่ข้าสามล้าน เป็นค่าสินสอดของวาสนา ส่วนที่เหลือน่าจะอยู่ที่ไอ้ย้ง” กำนันว่า
เสี่ยเล้งสบตามิ่งอย่างครุ่นคิด
กำนันศรกร้าวบอกเชิงขู่ “จะทำอะไรคิดให้ดีนะเสี่ย ถ้าวาสนาเป็นอะไรขึ้นมา เสี่ยกับครอบครัวไม่ตายดีแน่”
คำขู่ของกำนันศรทำให้ทุกคนหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน เพราะรู้ดีว่ากำนันเป็นคนจริง!!!

ด้านย้งพอรู้ข่าวก็รีบเร่งจะออกจากบ้านไปสืบข่าวที่โรงพัก
“ป๊า อั้วไปโรงพักก่อนนะ จะไปถามข่าวเรื่องหมอวาสนา”
“อาย้ง…อาย้ง ลื้อรอเหลียวก่อง” เถ้าแก่ตงเรียกไว้
“อะไรอีกล่ะอาป๊า อั้วรีบอยู่นะ” ย้งหงุดหงิดแต่ก็หยุดรอ
“มีคนทิ้งจดหมายนี่ไว้ให้ลื้อ”
ย้งฉงน “ใคร เห็นหน้ามันรึเปล่า”
เถ้าแก่ตงส่ายหน้า ย้งรีบฉีกจดหมายอ่านออกเสียง
“ถ้าอยากให้หมอวาสนาปลอดภัย ให้เอาเงินที่เหลือไปไถ่ตัวที่ชายป่าทางทิศใต้” ย้งนิ่งคิด “คุณวาสนา”

ทุกขลาภจากเงินบาปก้อนโต ส่งผลกับความปลอดภัยหญิงสาวแสนดีที่ไอ้ย้งรักมั่นเข้าแล้ว?

โปรดติดตาม "นางสิงห์สะบัดช่อ" ตอนต่อไป  
กำลังโหลดความคิดเห็น...