xs
xsm
sm
md
lg

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 8
 
 
สถานการณ์ภายในบ้านครูเพิ่มยามนี้มาคุสุดขีด เก่งเอาอาวุธจ่อที่จุดตายของย้งซึ่งรู้ความลับของตน ในขณะที่ครูเพิ่มกำลังยืนอกสั่นขวัญแขวนอยู่นั้น…สีหน้าย้งมองเก่งอย่างฮึดสู้ คิดในใจถ้าเพื่อนจะฆ่าเพื่อนได้ลงคอก็ตามใจ

เก่งจ้องย้งด้วยแววตาอำมหิตสักครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อย่าบอกใครเรื่องนี้เด็ดขาด ไม่งั้นตาย”
ย้งอึ้งไป ขณะที่เก่งปาอาวุธทิ้งไปก่อนจะผละจากย้งไป ย้งลุกขึ้นตั้งหลักด้วยความสะเทือนใจ ทำหน้าจะร้องไห้ “เสียแรงข้าอุตส่าห์ช่วยปิดความลับให้เอ็งก็เอาสิวะ ! ในเมื่อเอ็งไม่ยอมช่วยข้า ข้าจัดการเองโว้ยเอ็งเป็นโจรได้! ข้าก็เป็นได้เหมือนกัน”
ครูเพิ่มใจหายวาบ ขณะที่เก่งเบือนหน้าหนี ย้งฮึดฮัดก่อนจะวิ่งจากไป

เก่งออกอาการหงุดหงิดอยู่ในห้องนั่งเล่น ขณะที่ครูเพิ่มตามเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“นายย้งเค้าจะเอาจริงรึเปล่า”
“ชั้นไม่รู้”
“แล้วถ้ามันแฉขึ้นมา…”
เก่งตาวาว “ก็ลองสิ! ถ้ามันปากโป้งเมื่อไหร่ ชั้นไม่เอาไว้แน่”
ครูเพิ่มหนักใจ ขณะที่เก่งเองก็ทั้งโกรธทั้งสับสน

เช้าวันต่อมา ภายในห้องพักเพ็ญพรในสถานีอนามัย เพ็ญพรเพิ่งทำความสะอาดปืนเสร็จ และกำลังประกอบเข้าที่ แต่จังหวะนั้นเองที่เสียงฝีเท้าใครบางคนเดินมาหยุดที่หน้าประตู
เพ็ญพรบรรจุกระสุนปืนแล้วเล็งไปที่ประตูทันที
“นั่นใคร!”
เสียงวาสนาดังลอดเข้ามา “ชั้นเองค่ะหมอวาสนา”
เพ็ญพรชะงักก่อนจะลดปืนลง

ที่ร้านกาแฟเถ้าแก่ตงเช้านั้น มีลูกค้าประปราย เพ็ญพรกับวาสนากำลังนั่งคุยกันระหว่างทานกาแฟขนมปังปิ้ง

“ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ ที่เลี้ยงอาหารเช้า”
“อย่าเกรงใจเลยค่ะ ที่บ้านไม้งามเนี่ยค่อนข้างอัตคัดสักหน่อย ถ้าขาดเหลืออะไรผู้หมวดบอกชั้นได้นะคะ”
เพ็ญพรพยักหน้ารับยิ้มๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เออจริงสิคะ ชั้นได้ยินชาวบ้านเค้าลือกันว่า คุณหมอเคยถูกนางโจรชุดดำจับตัวไป ไม่ทราบว่าเป็นความจริงรึเปล่า”
“แค่ตกเป็นตัวประกันเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้ถูกจับไปไหน ว่าแต่..ผู้หมวดถามทำไมเหรอคะ”
เพ็ญพรถามเก็บข้อมูล “คือ..คุณหมอคิดว่านางโจรชุดดำเนี่ย เป็นผู้หญิงจริงๆ รึเปล่าคะหรือว่าเป็นผู้ชายปลอมตัวมา”
วาสนาคิดสักครู่ “ผู้หญิงค่ะ ชั้นมั่นใจ เพราะสัมผัสมันฟ้องแบบนั้น ทั้งรูป ทั้งเสียง ไม่มีทางเป็นผู้ชายเด็ดขาด”
เพ็ญพรไม่ทันได้ซักอะไรอีก หมวยใหญ่ก็เดินส่ายนมถือถาดเปล่าสำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มที่เพิ่งเสิร์ฟโต๊ะอื่น แวะเข้ามาดู
“ว่าไงฮ๊า...คุงตำรวจ กาแฟกับขนมปังร้านอั้วพอสู้ของที่กรุงเทพฯ ได้รึเปล่า”
“อร่อยค่ะเจ๊หมวย อร่อยกว่าที่กรุงเทพฯซะอีก แต่รสชาติเหมือนกับของนายเก่งเลยนะคะ”
หมวยใหญ่ดี๊ด๊าเมื่อมีคนชมเด็กในเครือ “อั๊ยย่ะ ขานั้นเค้าเป็นเด็กอั้ว เอ้ย เป็นลูกศิษย์อั้วเอง อั้วเป็นคนสอนอีทุกอย่างเลยนะ มันก็เลยเหมือนๆ กัน ราวกับเป็นเนื้อคู่ ฮี่ๆๆ”
วาสนานึกได้ “เออจริงสิคะเจ๊หมวย แล้ววันนี้นายเก่งเค้าไม่ขายเหรอคะ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นแวะไปแถวอนามัยเลย”
หมวยใหญ่นิ่งคิด “เอ น่าจะหยุดนะ เมื่อวานอาป๊าอั้วเห็นอีแวะมาซื้อธูปซื้อเทียนสงสัยจะไปทำบุญ”
วาสนาพยักหน้ารับทราบ ขณะที่เพ็ญพรนึกเอะใจ

เก่งกำลังยืนดูสภาพบ้านของผู้ใหญ่ทองอย่างเศร้าสลดใจ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเดินมาสมทบ เมื่อมองไปจึงพบว่าเป็นผู้ใหญ่ทองนั่นเอง
“พ่อผู้ใหญ่”
ผู้ใหญ่ทองทักทาย “ไม่สบายใจเหรอนังแก้ว”
“ชั้นเหนื่อย ชั้นเหนื่อยเหลือเกินพ่อผู้ใหญ่ ทำไมเส้นทางที่ชั้นเลือกมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้” สีหน้าแสน สับสนหนัก “ชั้นต้องปิดบังตัวเองกับคนที่รักต้องบาดหมางกับเพื่อนที่ไว้ใจ นี่ชั้นทำดีอยู่รึเปล่า ทำไมความดีมันถึงไม่ตอบแทนชั้นบ้าง”

ผู้ใหญ่ทองสอนสั่ง “ถ้าหวังสิ่งตอบแทน แล้วจะเรียกว่าทำดีได้ยังไง… เอ็งจำไว้นะนังแก้ว หัวใจของการทำดีก็คือการเสียสละความสุขของการทำดีก็คือความภาคภูมิใจ” ผู้ใหญ่ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ “ถามตัวเองให้ชัด….ว่าที่เอ็งทำอยู่.. เอ็งทำไปเพื่ออะไร”

เก่งหรือแก้วลืมตาตื่นขึ้น และเหลือบมองไปมาเหมือนกำลังตั้งสติ เก่งลุกขึ้นนั่งและพบว่าตัวเองยังอยู่บนเตียง ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝัน เก่งตั้งสติสักพักก็นึกขึ้นได้
“เฮ้ย เกือบลืม วันนี้ครบรอบวันตายของพ่อผู้ใหญ่”
เก่งกำลังจุดธูปไหว้ผู้ใหญ่ทองตรงที่เก็บอัฐิ บริเวณกำแพงวัด
“ชั้นถามตัวเองแล้วพ่อผู้ใหญ่ ว่าจะทำความดีไปเพื่ออะไรตอนนี้ชั้นได้คำตอบแล้ว เพื่อทดแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิด เพื่ออยู่และตายอย่างมีศักดิ์ศรี เรื่องพวกนี้พ่อผู้ใหญ่สอนชั้นตั้งแต่ยังเล็ก
ชั้นไม่มีวันลืมเด็ดขาด”
เก่งมองรูปผู้ใหญ่ทองอย่างศรัทธา ก่อนจะเอื้อมมือไปปักธูป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นมีก้านธูปของเก่าคาอยู่ เก่งอดสงสัยไม่ได้ว่านอกจากเธอแล้วจะมีใครอีกบ้างที่มาไหว้ผู้ใหญ่ทอง

ในเวลาต่อมา ตาคงกำลังครุ่นคิดหลังได้ยินคำถามจากเก่ง
“เอ ใครมาไหว้ผู้ใหญ่ทองน่ะเหรอ ไม่รู้แฮะ ไม่ทันได้สังเกตว่าแต่เอ็งจะถามไปทำไมวะไอ้หนุ่ม โกฏิของผู้ใหญ่ทอง เอ็งไหว้เป็นคนเดียวหรือไง”
“เปล่า ชั้นก็แค่อยากรู้น่ะลุง เผื่อเป็นคอหวยเหมือนกัน จะได้ถามว่ามีเลขเด็ดอะไรบ้าง” เก่งเฉไฉ
“ฮือ บ้าพนัน งมงาย ไม่เข้าท่า” ตาคงอึกอักอยู่พักหนึ่งแล้วหันมาถาม “เออถ้ามีเลขจริงก็บอกด้วยนะ”
เก่งพยักหน้าส่งเดช “จ้ะลุง ขอบใจนะ”
เก่งทำท่าจะปลีกตัวไปขึ้นรถ แต่แล้วตาคงก็นึกขึ้นได้
“เออข้านึกออกแล้ว”
เก่งหันมาหา “อะไรเหรอลุง”
“ตำรวจหญิงที่มาใหม่น่ะ เมื่อเช้าข้าเห็นเค้ามาที่นี่แต่ไม่รู้นะ ว่าเค้าเป็นคนไหว้รึเปล่า”
เก่งรำพึง “ตำรวจหญิง”
ตาคงพยักหน้าอย่างมั่นใจ ขณะที่เก่งเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่างในตัวเพ็ญพร

ที่ห้องทำงานผู้กองธัมโมบนโรงพักยามนั้น จ่าไชโยนำเอกสารรายชื่อมายื่นให้ธัมโม

“นี่ครับผู้กอง รายชื่อผู้หญิงทั้งหมดในหมู่บ้านไม้งาม ตั้งแต่เด็กยันแก่มี 45 คนถ้วนครับ”
ธัมโมรับมาเปิดอ่าน “ฮืม ขอบใจมากนะจ่า”
ไชโยรายงานต่อ “ส่วนใหญ่มีผัวแล้วนะครับ”
ธัมโมเอ็ด “จะบ้าเหรอจ่า ผมกำลังหาตัวผู้ต้องสงสัย”
“ผู้ต้องสงสัย? ชาวบ้านเนี่ยนะครับ” ไชโยสงสัย
“ใช่ ผมเชื่อว่านางสิงห์ชุดดำ ก็คือชาวบ้านคนใดคนนึงที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ และอาจเป็นคนที่เรารู้จักก็ได้”
ไชโยพยักหน้าเข้าใจ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
หมู่โอฬารเข้ามาตะเบ๊ะทำความเคารพ “รายงานครับผู้กอง คุณเพลินตาแวะมาที่โรงพักครับ”
ธัมโมแปลกใจ “มาหาผมเหรอ”
“เปล่าครับ มาหาสารวัตรดนัย” โอฬาร
ธัมโมอึ้งไป ไชโยเข้าไปเอ็ดโอฬารเบาๆ
“แล้วจะบอกผู้กองเค้าทำไมล่ะหมู่”
“แหมจ่าก็..กิ๊กเก่า เผื่อผู้กองเค้าจะอยากรู้” โอฬารย้อน
“ฮึ่ย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” โชโยดุคู่หู

ไม่นานต่อมา ดนัยเดินออกจากห้องทำงานมาส่งเพลินตาที่ห้องโถงโรงพัก
“ขอบคุณมากนะครับคุณเพลินตา ฝากเรียนเสี่ยเล้งด้วยว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ผมจะไปฝากตัวถึงบ้าน” ดนัยเอ่ยขึ้น
“ด้วยความยินดีค่ะสารวัตร”
“เรียกผมว่าดนัยเถอะครับ จะได้เป็นกันเอง”
“แหม จะดีเหรอคะ..เอ่อ..คุณดนัย”
ดนัยจ้องเพลินตาด้วยแววตาแทะโลม โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าระหว่างนั้นธัมโม ไชโย และโอฬาร ก็ได้แง้มประตูออกมามอง ดนัยยื่นมือให้เพลินตา
“ผมยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับคุณ หวังว่าต่อไปเราจะสนิทกันยิ่งขึ้น”
“เช่นกันค่ะคุณดนัย”
เพลินตาจับมือดนัย ขณะที่ดนัยกุมมือเพลินตา และเพลินตากุมตอบ ธัมโมมองภาพตรงหน้ารู้สึกใจหายไม่ได้

มิ่งนั่งรออยู่กับคนขับ พอเห็นเพลินตาออกมาจากโรงพักก็รีบลงมาเปิดประตูรอ
ธัมโมตามออกมาเรียกไว้ “เพลินตา เดี๋ยวก่อน”
เพลินตาหันมาหา “ธัมโม มีอะไรเหรอคะ”
ธัมโม มีท่าทีกลัวๆ กล้าๆ “นี่คุณ คุณมีแผนอะไรกันแน่”
เพลินตา ยิ้มเชิดตีหน้างง “แผน ? เปล่านี่คะ ครอบครัวตาเป็นคนทำมาค้าขาย เจอคนใหญ่คนโตที่ไหนก็ต้องฝากตัวไว้เป็นธรรมดา ว่าแต่ธัมโมเถอะค่ะ สงสัยอะไร”
คราวนี้ธัมโมอึกอัก “ผม..ผมก็แค่…”
“มันสายไปแล้วค่ะธัมโม โอกาสที่สอง….คุณอยากไม่สนใจเอง” พูดน้ำเสียงเย้ย “ช่วยไม่ได้”
ธัมโมนิ่งอึ้งไป เพลินตาสะบัดหน้าจะขึ้นรถ แต่แล้วก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“อ้อ เกือบลืม ตาเอานี่มาคืนค่ะ”
เพลินตาหยิบแหวนสลักชื่อ “ธัมโม” มายื่นคืนให้เจ้าของ
“แหวนวงนี้ตาไม่ต้องการอีกแล้ว ส่วนแหวนที่มีชื่อของตา โมก็ทิ้งไปเถอะค่ะ อย่าเก็บไว้อีกเลย”
ธัมโมรับแหวนมาด้วยความสะเทือนใจ
เพลินตาหันมามองอย่างเย็นชา ขณะที่ดนัยเดินนำไชโย กับโอฬารออกมาดูเหตุการณ์
ธัมโมกับเพลินตาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เพลินตาจะเดินขึ้นรถไป
ธัมโมยืนมองรถของเพลินตาแล่นจากไปด้วยความร้าวราน ไชโยกับโอฬารเฝ้ามองอย่างเห็นใจ ในขณะที่ดนัยแอบยิ้มกริ่มเหมือนเห็นช่องทางอะไรบางอย่าง

เวลาเดียวกันหมวยใหญ่กำลังจัดของอยู่ ก่อนที่ย้งจะเดินออกมาจากในบ้านเรียก
“เจ๊”
“ว่า…”
“วิกผมลื้อ อั้วยืมก่อนนะ”
“เออ” หมวยใหญ่บอก จนนึกขึ้นได้ “เฮ้ย วิกผม” หันไปหา “ลื้อจะเอาไปทำไมวะอาย้ง อาย้ง”

ย้งไม่ตอบเดินขึ้นบ้านไปแล้ว หมวยใหญ่ได้แต่สงสัยว่าอาย้งมีแผนอะไร

วิกผมของหมวยใหญ่ถูกวางอยู่ใกล้ๆ กัน ย้งกำลังง่วนกับการใช้จักรเย็บผ้า ขึ้นรูปเป็นอาภรณ์สีดำขึ้นมาชุดหนึ่ง
 
“โทษข้าไม่ได้นะไอ้เก่ง เพราะเอ็งไม่ยอมช่วยข้า ข้าถึงต้องทำแบบนี้”
ว่าพลางย้งหยิบชุดที่เพิ่งเย็บเสร็จขึ้นมากาง…เหมือนชุดนางสิงห์ชุดดำไม่มีผิดเพี้ยน
รถเพ็ญพรจอดอยู่ ตรงถนนละแวกบ้านผู้ใหญ่ทอง ขณะที่เจ้าตัวลงจากรถมายืนดูบ้านของผู้ใหญ่ทองที่ถูกปล่อยให้ทิ้งรกร้าง อย่างใช้ความคิด นึกเรื่องที่คุยกับดนัยเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ผู้ใหญ่ทอง..เค้าเป็นใครเหรอคะ”
สองคนคุยกันอยู่ในห้องทำงานสารวัตรดนัย
เวลานั้นดนัยหยิบแฟ้มคดีส่งให้เพ็ญพรก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เค้าเป็นวีรบุรุษของบ้านไม้งาม เป็นแกนนำคนสำคัญที่ปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านกำนันศร ก่อนที่ตัวเองกับครอบครัวจะถูกสังหารหมู่”
เพ็ญพรพลิกแฟ้มไปมา “เรื่องมันนานมากแล้วนี่คะ”
“ใช่ แต่ถ้าคิดจะเล่นงานกำนันศร เราก็ควรศึกษาคดีนี้เอาไว้ อย่างน้อยก็เพื่อเตือนใจ ไม่ให้พลาดเหมือนผู้ใหญ่ทอง”
เพ็ญพรพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเปิดดูแฟ้มคดี

เสียงกำนันศรโต้เถียงกับผู้ใหญ่ทองดังแว่วเข้ามา “ไอ้ทอง เอ็งอยากตายใช่มั้ย”
กำนันศรและพวกโต้เถียงอยู่กับผู้ใหญ่ทองซึ่งกำลังถือปืน โดยมีครูเพิ่มยืนดูอยู่ห่างๆ กับ ด.ญ.แก้ว ขณะที่ด.ญ.บัวยืนหลบอยู่หลัง
“ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติเอ็ง ชวนเอ็งมาเป็นพวก แต่เอ็งก็ยังดื้อด้านปฏิเสธความหวังดีของข้า” ใบหน้ากำนันศรมองอย่างแค้นเคือง “แบบนี้มันหักเหลี่ยมกันนี่หว่า”
“ไอ้ศร เงินของเอ็งที่ได้มาจากการรีดไถชาวบ้านของเอ็ง ข้ารับไม่ได้จริงๆ เอ็งเป็นถึงข้าราชการ ไม่ควรทำแบบนี้”
“ทำไมวะ ในเมื่อบ้านไม้งามมันเป็นของข้า ข้าจะปกครองยังไงก็ได้ ที่หมู่บ้านอื่นมีโจร แต่ที่บ้านไม้งามไม่เคยมี ที่หมู่บ้านอื่นมีความอดอยากหิวโหย แต่ที่บ้านไม้งามไม่เคยเป็นแบบนั้นบารมีของข้านำความร่มเย็น นำความเจริญมาสู่แผ่นดินนี้” จังหวะนั้นกำนันศรกระทุ้งไม้เท้าประกาศศักดา “แผ่นดินที่ข้าเป็นเจ้าของ”
“เอ็งมันหลงอำนาจไอ้ศร สักวันฟ้าดินจะต้องลงโทษเอ็ง”
กำนันศรตวัดไม้เท้าชี้หน้าผู้ใหญ่ทองอย่างเกรี้ยวกราด ผู้ใหญ่ทองรีบยกปืนลูกซองเล็งตอบโต้เช่นกัน
“เดี๋ยวก็รู้ไอ้ทอง ว่าฟ้าดิน กับปืนของข้า ใครจะไวกว่ากัน”
ผู้ใหญ่ทองกระชับปืนในมือแน่น ไม่ยอมเอ่ยอะไรอีก
ครูเพิ่ม ด.ญ.แก้วและด.ญ.บัวต่างรู้สึกตื่นกลัว

ขณะนั้นเองตาคงปั่นจักรยานคันเก่าๆ ผ่านมาเจอเพ็ญพรเข้าพอดี
“อ้าวคุณตำรวจ มาหลบอยู่นี่เอง”
เพ็ญพรนึกแปลกใจ “มีใครหาชั้นเหรอลุง”
“เปล่าหรอกครับ แต่เมื่อเช้านายเก่งเค้าถามถึง เค้าสงสัยว่าใช่ ผู้หมวดรึเปล่าที่ไปไหว้โกฏิผู้ใหญ่ทอง” ตาคงพูดท่าทีขำๆ “แบบว่าเค้าอยากได้เลขเด็ดน่ะ”
เพ็ญพรพยักหน้า “อ๋อ” แล้วนึกเอะใจ “นี่นายเก่ง เค้าก็ไปไหว้เหมือนกันเหรอ”

ที่ห้องตรวจโรค ในสถานีอนามัยบ้านไม้งามเวลานั้น วาสนากำลังถือไฟฉายและที่กดลิ้น ตรวจอาการเด็กหญิงชาวบ้านรายหนึ่ง
“อ้าปากกว้างๆ นะคะ เดี๋ยวหมอจะเช็คดูแป๊บนึง ค่ะ ค้างไว้อีก แป๊บนึงนะคะ”
ระหว่างนั้นเอง เด็กหญิงคนนั้นก็เห็นนางสิงห์ชุดดำโหนตัวผ่านหน้าต่างไป
เด็กหญิงอ้าปากอยู่จะบอกวาสนาว่าเห็นนางสิงห์ “อ้า..อ้า…”
“อย่าเพิ่งพูดสิคะ อ้าไว้ก่อน”
เด็กหญิงตาละห้อย “อ้า.....”

นางสิงห์โหนตัวเข้ามาในห้องพักเพ็ญพรทางหน้าต่าง พอตั้งหลักได้ก็ลงมือค้นหาเบาะแสในห้องของเพ็ญพรทันที ทั้งจากตู้เสื้อผ้า ที่นอน ไปจนถึงโต๊ะทำงาน ทุกซอกมุม

ด้านวาสนาเพิ่งตรวจคนไข้เสร็จ
“สงสัยจะเป็นหลอดลมอักเสบ เดี๋ยวหมอจัดยาให้นะคะ นอนพักมากๆ ทานน้ำอุ่นสักวันสองวันเดี๋ยวก็หาย”
เด็กหญิงเอ่ยขึ้น “คุณหมอคะ ตะกี๊หนูเห็นคนชุดดำโหนตัวผ่านหน้าต่างไปค่ะ”
วาสนาชะงักกึก ขณะที่เพ็ญพรผ่านมาได้ยินพอดี
“ไปทางไหนจ๊ะ”
เด็กหญิงชี้ไปทางหลังบ้าน เพ็ญพรมองตามไป

เมื่อนางสิงห์ค้นไม่เจอเบาะแสอะไรก็หันมาค้นเป้าหมายสุดท้ายนั่นคือชั้นวางหนังสือ และเมื่อค้นไปสักพักเธอก็เจอกับกล่องขนมปังกรอบใบหนึ่งที่เหน็บอยู่ ภายในกล่องมีหนังสือการ์ตูนเก่าๆ สองสามเล่ม เป็นเรื่องที่เลิกตีพิมพ์ไปนานแล้ว นั่นก็คือ “อัศวินหน้ากากดำ”
เก่งมองหนังสือการ์ตูนเหล่านั้นอย่างตื่นเต้น และนึกสังหรณ์ใจ จังหวะนั้นเองที่เพ็ญพรผลักประตูเข้ามาพร้อมอาวุธปืน

“นางสิงห์ชุดดำ ยกมือขึ้น”
นางสิงห์ไม่ยกมือ แต่สะบัดลูกตุ้มโซ่ซัดปืนของเพ็ญพรจนหลุดมือไป ก่อนจะพุ่งเข้าเล่นงาน
ภาพตัดเป็นคัทสั้นๆ เห็นนางสิงห์กับเพ็ญพรต่อกรกันอยู่สองสามท่า ก่อนที่นางสิงห์จะล็อคตัวเพ็ญพรเอาไว้ และชนถูกประตูจนปิดลง
เพ็ญพรชะงัก “นี่แก”
“เธอเป็นใครกันแน่ บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้” นางสิงห์คาดคั้น
เพ็ญพรแก้ล็อค ขยับเป็นฝ่ายล็อคนางสิงห์บ้าง “แล้วแกล่ะเป็นใคร บอกชั้นมาก่อนสิ”
“ชั้นไม่ใช่ศัตรูของทางการ เป้าหมายของชั้นคือพวกกำนันศร” นางสิงห์ว่า
“ผู้กองธัมโมเล่าให้ชั้นฟังหมดแล้ว รู้ไว้ด้วยนะว่าชั้นเองก็มีเป้าหมายเดียวกัน” เพ็ญพรบอก
จังหวะต่อมานางสิงห์แก้ล็อคคืนได้ ขยับมาล็อคเพ็ญพรตามเดิม พร้อมทั้งชักปืนออกมาจ่อ
“ชั้นไม่เชื่อเธอ”
“ชั้นพูดความจริง ชั้นอยากเป็นพวกเธอ จะให้ชั้นพิสูจน์ยังไงก็ได้”
นางสิงห์มองเพ็ญพรอย่างลังเล ขณะที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น
วาสนาตะโกนมาจากหน้าห้อง “ผู้หมวดคะ เป็นยังไงบ้างคะ เจอใครรึเปล่า”
เพ็ญพรมองนางสิงห์ “ไม่ค่ะ เจอแค่แมวตัวนึง”
“ตัวใหญ่มากเหรอคะ ชั้นได้ยินเสียงโครมครามไปถึงข้างนอก” วาสนาถามต่อ
“ค่ะ ตัวใหญ่มาก”
วาสนาครุ่นคิดอย่างงงๆ ขณะที่นางสิงห์ค่อยๆ ปลดนกปืน นึกสงสัยครามครันว่าแท้จริงแล้วเพ็ญพรเป็นใคร และจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่?

เวลาเดียวกันย้งมาซุ่มดูลาดเลาแถวหน้าบ้านเสี่ยเล้ง
“เอาวะประเดิมงานแรก คืนนี้ปล้นบ้านไอ้เสี่ยเล้งนี่ล่ะถ้าสำเร็จละก็ รับรองรวยเละแน่”
ระหว่างนั้นย้งก็เห็นรถรับจ้างคันหนึ่งแล่นมาส่งลิ้นจี่ที่หน้าบ้าน แถมเฮัมมาอย่างอารมณ์ดีโครตๆ ทำเอาย้งรีบขยับซ่อนตัวให้มิดชิดกว่าเดิม
ย้งมึนงง “นังลิ้นจี่นี่หว่า มาทำอะไรที่นี่วะ”

มิ่งพยายามขวางทางลิ้นจี่ไม่ให้เข้ามาในห้องรับแขกในบ้าน
“นี่คุณ ก็ผมบอกแล้วไงว่าห้ามเข้า”
“โฮ่ย อะไรกันนักหนา ก็ไหนคุณจำเริญรับปากแล้วไง ว่าถ้าชั้นทำตามแผนล่ะก็ จะยกหนี้ให้ชั้น แล้วจะแถมเงินพิเศษให้อีกด้วย” ลิ้นจี่โวยใส่
“แต่เสี่ยน้อยมีเงื่อนไขว่าต้องชนะ ไม่ใช่แพ้” มิ่งสวนกลับ
“ไม่สน เอาสัญญาเงินกู้มาให้ชั้นเดี๋ยวนี้”
เสี่ยเล้งยินเสียงโหวกเหวกจึงเดินออกมาดู “มีเรื่องอะไรกันไอ้มิ่ง”
“เสี่ยครับ คือว่าคุณลิ้นจี่เค้า…”
ลิ้นจี่แทรกขึ้นอย่างเอาเรื่อง “ชั้นมาทวงสัญญา ลูกชายเสี่ยโกงชั้น”
ลิ้นจี่กระฟัดกระเฟียดใส่ เสี่ยเล้งเห็นท่าทางบ้านๆ ของลิ้นจี่แล้วยิ้มอย่างพอใจ เหมือนคิดแผนออกบางอย่าง

ภายในห้องทำงานเสี่ยเล้งเวลาต่อมา เสี่ยเล้งเปิดตู้เซฟเพื่อหยิบสัญญา เห็นว่าในเซฟมีเงินสดเป็นตั้ง พร้อมแก้วแหวนเงินทองที่ได้จากกิจการบ่อนอีกหลายรายการ ลิ้นจี่เห็นเข้าถึงกับชะเง้อชะแง้ตาโต
“อุ..แม่เจ้า”
เสี่ยเล้งทำเป็นไม่ได้ยิน “เรามันคนกันเองแท้ๆ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ เงินแค่ไม่กี่แสนไม่กี่ล้าน ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงหรอก”
พลางเสี่ยเล้งหยิบสัญญาเงินกู้มาให้ลิ้นจี่
“ขอบคุณนะคะเสี่ยที่ให้ความยุติธรรมกับลิ้นจี่”
“เดี๋ยวก่อน”
เสี่ยเล้งชักสัญญาหนี ลิ้นจี่พยายามไล่คว้า จนหน้าทิ่มไปซุกกับอ้อมอกของเสี่ยเล้ง
“อุ๊ยเสี่ยอ่ะ เล่นอะไรเนี่ย”
“ผมไม่อยากได้คำขอบคุณ แต่อยากให้คุณลิ้นจี่ทำอย่างอื่นให้ผมแล้วผมจะจ่ายเงินพิเศษให้”

“ทำอย่างอื่น? อร๊ายย ทำอะไรเหรอคะ” ลิ้นจี่ใส่จริต
เสี่ยเล้งยิ้มกริ่ม จนลิ้นจี่อดหวั่นไหวไม่ได้

ที่ห้องโถงโรงพักบ้านไม้งาม สารวัตรดนัยกำลังออกเวร และบอกกับผู้กองธัมโม
“พรุ่งนี้ชั้นกับผู้หมวดเพ็ญพรจะไปทานข้าวที่บ้านเสี่ยเล้งนายจะไปด้วยรึเปล่า”
ธัมโมพยายามท้วง “สารวัตรครับ ผมอยากจะเตือนว่า…”
ดนัยตัดบทดื้อๆ “เอาล่ะ ถ้าไม่ไปก็อย่าพูดมาก ชั้นขอตัวก่อน”
ธัมโมพูดตามหลัง “สารวัตรก็รู้! ว่าเสี่ยเล้งเป็นใคร เค้าเป็นพวกของกำนันศร เค้าทำงานผิดกฏหมาย ที่เค้าส่งเพลินตามาตีสนิทกับสารวัตร ก็เพราะต้องการหลอกใช้”
ไชโย โอฬาร และตำรวจอื่นๆ พากันออกอาการเลิ่กลั่กตกใจ ขณะที่ดนัยเดินกลับมาประจันหน้ากับธัมโม
“นายคิดว่าชั้นปัญญาอ่อนหรือไง คิดว่าชั้นดูไม่ออกงั้นเหรอทำเป็นหวังดี ชิ ชั้นว่านายหึงเพลินตาซะมากกว่า”
“สารวัตร” ธัมโมตะลึง
“ไม่เอาน่า เพลินตาเค้าไม่สนนาย นายก็อย่าตื๊อสิ หัดมีน้ำใจนักกีฬากับเค้าบ้าง”
ธัมโมนิ่งอึ้ง ขณะที่ดนัยเดินจากไป

เย็นนั้น ธัมโมขึ้นมานั่งซึมบนรถอยู่นาน กว่าจะตัดใจออกรถจากไป คู่หูหมู่กะจ่า ไชโยกับโอฬารที่ชะเง้อมองตาม
“น่าสงสารผู้กอง ต้องเสียสละความรักเพื่อหน้าที่ แต่ยังมาโดนย่ำยีซะอีก เฮ้อ” ไชโยเปิดก่อน
โอฬารตาม “สงสารอย่างเดียวไม่ได้ครับจ่า ลูกน้องอย่างเราต้องคอยดูแลสอดส่องด้วยนะครับ”
ไชโยสงสัย “ไปสอดไปส่องทำไมวะ”
“อ้าว คนเถรตรงอย่างผู้กองธัมโมเนี่ยครับ เวลาเครียดขึ้นมาจะไประบายออกกับใครได้ที่ไหน ผมเกรงว่า..แกอาจคิดสั้นก็ได้ครับ” โอฬารพูดอย่างผู้ทรงภูมิ
ไชโยตกใจ “หา ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

โอฬารพยักหน้ายืนยันหนักแน่น จนไชโยเริ่มคล้อยตาม
 

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 8 (ต่อ)
 

ลิ้นจี่เดินนวยนาดมาตามทางในตลาดบ้านไม้งามเหมือนกำลังใช้ความคิดหนัก ในใจก็นึกถึงแต่เรื่องที่เสี่ยเล้ง

เวลานั้นเสี่ยเล้งยื่นข้อเสนอกับลิ้นจี่
“คุณลิ้นจี่ก็รู้ว่าผมกับกำนันศรผิดใจกันอยู่ แต่ผมไม่อยากให้เค้าแยกวงไปตอนนี้”
“แล้วเสี่ย จะให้ลิ้นจี่ช่วยยังไงล่ะคะ”
“คอยจับตากำนันศร ถ้ามีความเคลื่อนไหวยังไงก็ให้มารายงานผม”
“เอ๊ะแต่ว่า…”
“ถ้ากำนันศรไปไหนไม่รอด สุดท้ายเค้ากับผมก็จะคืนดีกัน แถมคุณลิ้นจี่ก็ยังได้เงินใช้ฟรีๆ อีกด้วยน๊า”
ลิ้นจี่คิดมาถึงตรงนี้ก็ตัดสินใจ
“เอาวะ งานนี้มีแต่ได้ไม่มีเสียนี่หว่า เรื่องอะไรจะปล่อยให้โอกาสหลุดมือ...อุ๊ย”
ลิ้นจี่เดินไม่ดูทางเลยชนเข้ากับครูเพิ่ม จนถุงกับข้าวและขวดเหล้าครูเพิ่มหล่นแตกกระจาย
“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง”
“ต๊าย นึกว่าขี้เมาที่ไหน คุณครูเองเหรอคะ”
ครูเพิ่มเงยหน้ามอง “อ้อลิ้นจี่ สบายดีเหรอ”
“อ๋อ แน่นอนค่ะครูขา ลูกศิษย์ครูคนนี้ถึงจะเรียนแย่ แต่ก็ได้เป็นถึง คุณนายกำนัน ไม่กระจอกงอกง่อยเหมือนบางคนหรอกค่ะ”
น้ำเสียงแดกดันของลิ้นจี่ทำให้ครูเพิ่มอึ้งไป จังหวะนั้นเองที่หมวยใหญ่ซึ่งจ่ายกับข้าวอยู่รีบปราดเข้ามาดู
“นังลิ้นจี่ แกถือดียังไงมาก้าวร้าวกับครูแบบนี้ ครูเค้าเป็นคนสอนหนังสือให้แกกับชั้นนะ”
ลิ้นจี่ลอยหน้าใส่ “เหรออออ กตัญญูจังเลยนะนังหมวย เรียนจบตั้งหลายปีแล้ว ชั้นไม่สนหรอกย่ะ แล้วดูสารรูปเข้าซิ ซอมซ่อเหมือนขี้เมาข้างถนนไม่มีผิด”
“นังลิ้นจี่ เรื่องที่แกวางยาน้องชายชั้น ชั้นยังไม่คิดบัญชีเลยนะนี่แกคิดจะหาเรื่องอีกแล้วเหรอ อยากเจ็บตัวหรือไง”
“ก็เอาสิโว้ย คนมีมือมีเท้าเหมือนกัน สู้นะโว้ย”
หมวยใหญ่ปรี๊ด เรียกจิกกบาล “นังลิ้นจี่”
ลิ้นจี่จิกกลับ “นังหมวยใหญ่”
หมวยใหญ่กับลิ้นจี่ตบกันที่เก่าเวลาเดิม ครูเพิ่มพยายามเข้าไปห้าม
“อย่า อย่าตีกัน ลิ้นจี่ หมวยใหญ่หยุดซะทีเถอะ ชาวบ้านเค้ามองอยู่ ไม่อายบ้างหรือไง..” ครูเพิ่มคว้าแขน “ลิ้นจี่”
“หลบไป”
ลิ้นจี่ผลักครูเพิ่มเซไปหาหมวยใหญ่
“หมวยใหญ่” ครูเพิ่มห้ามทางหมวยใหญ่
“หลีกไปก่อนครู งานนี้หมวยเปิดเอง”
หมวยใหญ่ตบตีกับลิ้นจี่งัดแม่ไม้มวยไทยมวยจีนมาเล่นงานกันอย่างดุเดือด ข้าวของเละเทะกระจุยกระจายเสื้อแสงขาดรุ่ย
เวลานั้นเองก็เห็นชาวบ้านเดินนำกำนันศรกับเบิ้มและสมุนมายังที่เกิดเหตุแล้วชี้ไปที่คู่วิวาท โดยมีชาวบ้านไปฟ้องกำนันศร แล้วตามมาดูเหตุการณ์
กำนันศรตะโกนลั่น “เฮ้ยหยุด โว้ย หยุด บอกให้หยุด”
ครูเพิ่มตกใจหน้าเสีย ขณะที่ลิ้นจี่กับหมวยใหญ่ยังซัดกันไม่เลิก
ลิ้นจี่ตะเบ็งเสียงใส่ “นังหมวยใหญ่ ชั้นจะฆ่าแก”
หมวยใหญ่คำรามใส่ “วันนี้วันตายของแกต่างหาก นังลิ้นจี่”
ทั้งคู่ซัดกันต่อไม่สนหน้าไหน กำนันศรสุดทนคว้าปืนจากเอวเบิ้มมายิงขึ้นฟ้า..ปัง ทุกอย่างจึงได้ยุติลง
สิ้นเสียงปืนซากนกพิราบตัวหนึ่ง ที่ถูกยิงร่วงลงมาตายคาถนน…ขนกระจุย
ตัดไป

เก่งกำลังยืนกอดอก พิงหน้าต่างในห้องนอนอยู่อย่างใช้ความคิด
ภาพเหตุการณ์ตอนที่เพ็ญพรบอกกับเก่งในคราบนางสิงห์ผุดขึ้นมา
“ชั้นพูดความจริง ชั้นอยากเป็นพวกเธอ จะให้ชั้นพิสูจน์ยังไงก็ได้”
แต่ยิ่งคิดเก่งก็งุนงง
“ยัยเพ็ญพรคนนี้มาแปลกแฮะ เป็นตำรวจแท้ๆแต่ดันอยากเป็นพวกเดียวกับโจร”
เก่งส่ายหน้าด้วยความงง ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้นติดๆ กันสองครั้ง

เป็นธัมโมที่นั่งหน้าละห้อยอยู่บนรถ ก่อนจะเอื้อมมือตบแตรอีกสองครั้งโดยไม่ได้สนใจมองเลยว่าเก่งเดินออกมาแล้ว
“ผู้กอง” เก่งเรียก
“นายว่างรึเปล่า”
“มีอะไรเหรอครับ”
“เป็นเพื่อนชั้นหน่อยสิ ชั้นมีเรื่องไม่สบายใจ”
เก่งประหลาดใจเมื่อสังเกตเห็นว่าธัมโมดูเศร้าชอบกล

ค่ำคืนนั้นที่ร้านยาดอง โถยาดองหลากสี วางเรียงรายรับแสงจากหลอดไฟ เก่งกับธัมโมนั่งเมาหน้าแดงก่ำจิบยาดองคนละจอก แกล้มมะขามเปียกกับเกลือ ไม่ต้องเมาอ้อแอ้ แค่หน้าแดง ตึงๆทั้งคู่
“โธ่เอ๊ย นึกว่าอะไร คุณเพลินตาเค้ามีใหม่ ผู้กองก็มีบ้างสิครับ ง่ายจะตาย” เก่งเอ่ยขึ้น
“พูดน่ะมันง่าย ไอ้ตำรวจเงินเดือนน้อยแต่งานเยอะอย่างชั้น ผู้หญิงที่ไหนเค้าจะมาสน”
“ไม่จริงหรอกครับ ผู้กองต่างหากที่ปิดตัวเอง ไม่ยอมเปิดใจจีบผู้หญิงคนอื่น”
“จีบยังไงอ่ะ ตอนคบกับเพลินตานะ เค้าก็เป็นฝ่ายจีบชั้นก่อน”
“โฮ่ยเรื่องหมูๆ ผมจะสอนให้ครับผู้กอง จีบผู้หญิงน่ะขั้นแรกผู้กองก็ชมเค้าก่อน คุยแต่เรื่องข้อดีของเค้า ผู้หญิงน่ะบ้ายอจะตายครับ ขนาดคนขี้เหล่ยังชอบให้ชมว่าสวยเลย”
“ฮือ แค่นั้นเหรอ”
“ครับ ทั้งชมทั้งเอาใจ ชวนไปกินไปเที่ยวบ่อยๆ จากนั้นพอได้จังหวะผู้กองก็หาโอกาสสบตาเค้า แล้วบอกว่า…ผู้กองอ่ะรักเค้าอยากอยู่ใกล้ๆ เค้าไปจนชั่วฟ้าดินสลาย”
“ฮืม แบบนี้เล่นไม่ยากนะ ชั้นก็ทำได้” ธัมโมนิ่งคิด “เอางี้สมมุติว่านายเป็นผู้หญิงละกัน”
“ฮึ่ย จะดีเหรอครับ”
“สมมุติ! เอานะ อะแฮ่ม” ธัมโมตั้งหลักเก๊กเสียงหล่อ “เก่งจ๊ะ”
เก่งทำเขิน เล่นตามบท “คะผู้กอง”
ธัมโมหัวเราะก๊าก “เฮ้ยเหมือนว่ะ โคตรเหมือนตุ๊ดเลย”
“ก็ให้สมมุติไง”
“เออ ใช่ๆ ลืมไป อะแฮ่ม” ธัมโมตั้งหลักใหม่ “เก่งจ๊ะ ชั้นน่ะชอบเก่งมากรู้มั้ย เก่งคุยสนุกแล้วก็จริงใจกับชั้น เก่งเป็นเพื่อนที่ดี ชั้นอยากจะบอกเก่งว่า…”
เก่งมองตาแป๋ว ไม่รู้อะไรดลใจให้ธัมโมเอื้อมมือมากุมมือเธอ
“ชั้นชอบเธอ ชอบจริงๆ นะ”
เก่งเคลิ้ม กุมมือธัมโม “ชั้นก็เหมือนกันค่ะ”
ธัมโมขำก๊าก “เฮ้ย เหมือนว่ะ เหมือนกะเทยจริงๆ ด้วย”
“ก็ให้สมมุติไง!! ผู้กองอ่ะ ผมไม่เล่นด้วยแล้ว”

ธัมโมหัวเราะชอบใจ ขณะที่เก่งงอนสะบัดสะบิ้งความเป็นหญิงพลุ่งพล่าน

เก่งประคองธัมโมลงจากรถในสภาพเมามาย ทั้งคู่พยายามจะเดินเข้าบ้านพัก

“เดินดีๆ สิครับผู้กอง อย่าเป๋สิครับ”
“ไม่ได้เป๋ ไม่ได้เมา นี่ใครแบกใครกันแน่วะเนี่ย”
สองคนหยุดนั่งพักที่ตีนบันไดด้วยกัน
“โฮ่ย วันนี้สนุกจังเลยนะ”
“จริงเหรอครับ”
“ฮืม คุยกับนายแล้วชั้นสบายใจ ปกติชั้นไม่พูดเรื่องส่วนตัวกับใครมาก่อนเลยนะ”
“อ้าว แล้วทำไมถึงคุยกับผมล่ะครับ”
ธัมโมมองเก่งอย่างมีความหมาย จนเก่งสะท้าน
“ชั้นเชื่อใจนาย ชั้นรู้สึกว่านายจริงใจกับชั้น” ธัมโมว่า
เก่งนึกละอายใจ “แต่ว่าผม…ผมอาจไม่ใช่คนดีก็ได้นะครับผู้กอง”
ธัมโมร่ายต่อ “ช่างมันเถอะ จะดีจะร้าย นายก็เป็นเพื่อนชั้น อันที่จริงเป็นเหมือนน้องชายชั้นเลยด้วยซ้ำ”
ทำเอาเก่งเขิน “ผู้กองอ่ะ เมาก็พูดไปเรื่อยเปื่อย”
“ชั้นพูดจริงๆ นะ” ธัมโมขยับมาใกล้ๆ “ถ้าไม่เชื่อ เรามาสาบานกันก็ได้”
เก่งขำก๊าก “เฮ้ย พูดเป็นหนังจีนไปได้ครับผู้กอง”
“ชั้นเอาจริงนะ จะบอกให้”
ธัมโมมองท้องฟ้าเห็นพระจันทร์ฉายแสงอยู่โดดเด่น ก็คว้ามือเก่งมากุมไว้ก่อนจะประกาศำสาบาน
“พระจันทร์เป็นพยาน ต่อไปนี้ธัมโมคือพี่ชายของนายเก่ง ถ้าใครรังแกน้องเก่ง ก็ถือว่ารังแกธัมโม”
เก่งตื้นตันอยู่สักพัก เอาบ้าง “พระจันทร์เป็นพยาน ต่อไปนี้ไอ้เก่งเป็นน้องของพี่ธัมโม จะคอยดูแลกันและกันตลอดไป”
“ไอ้น้องรัก”
“พี่ธัมโม”
เก่งโผกอดซุกธัมโม วูบแรกธัมโมรู้สึกว่ามันแปลกๆ มันไม่ใช่น้องแน่ๆ แต่แล้วความรู้สึกก็พาไป…เขาตัดสินใจกอดรับเก่งอย่างแนบแน่น
“เออจริงสิ พี่มีของขวัญให้ด้วยนะ”
“อะไรเหรอครับ” เก่งงง
ธัมโมหยิบแหวนที่สลักชื่อเขา ซึ่งได้คืนจากเพลินตาเมื่อตอนบ่ายออกมา
“สวมไว้ ไปไหนมาไหน คนจะได้รู้ว่าเป็นน้องพี่”
“ฮึย ให้แหวนเนี่ยนะ”
“ก็ผู้ชายเหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอกน่า”
ธัมโมคว้ามือเก่งมาสวมแหวนให้ เก่งยิ้มรับหน้าบานด้วยความปลาบปลื้มใจ ทั้งที่แค่...สาบานเป็นพี่น้อง ไม่ใช่แต่งงานเป็นเมียผัวกันซักกะหน่อย
ไชโยกับโอฬารที่ซุ่มอยู่ในพงไม้ ใช้กล้องส่องทางไกล
“เอ็งเห็นอย่างที่ข้าเห็นรึเปล่าไอ้หมู่” ไชโยถาม
“ชัดๆ จะๆ เต็มตาครับจ่า เมาๆ แบบนี้ ทั้งกอด ทั้งสวม บรึ๊ยย หยิวติ๊ว” โอฬารบอก
“ตอนแรกนึกว่าผู้กองจะคิดสั้น ที่ไหนได้ ไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลยโธ่ผู้กอง นี่ถ้ามีใครรู้เข้าล่ะก็…”
โอฬารคราง “ซี๊ดด”
“จะซี๊ดทำไมวะ! อย่าบอกนะว่าหมู่มีอารมณ์ร่วม”
“ไม่ใช่ครับจ่า มดมันกัด”
ไชโยหงุดหงิด “ก็ปัดสิวะ”
“ปัดไม่ได้ มันเข้าไปในกางเกงแว้วว” โอฬารบิดตัวไปมา “อู้ว ซี๊ดดด อย่าอย่าแทะตรงนั้นลูก อย่าแทะ อู๊ยย”
หมู่โอฬารบิดไปเรื่อยอย่างได้ฟีล ขณะที่ไชโยส่ายหน้าปลงๆ แล้วหันไปดูเหตุการณ์ต่อ
เห็นธัมโมและหนูเก่งยังสบตากันอย่างซาบซึ้งใจ

ที่รอบรั้วบ้านเสี่ยเล้งมีสมุนคอยถือปืนตรวจตราเคร่งครัดเหมือนหนังมาเฟียอิตาลีก็ไม่ปาน ระหว่างที่พวกมันมัวเผลอสนทนากันอยู่นั้น ก็ไม่มีใครสังเกตเลยว่านางสิงห์ชุดดำได้ปีนข้ามรั้วเข้ามาในเขตบ้านก่อนจะหล่นตุบไปจุกกับพื้น แต่หากสังเกตดีๆ จึงเห็นชัดว่านางสิงห์ชุดดำนั้นก็คือไอ้ย้งที่ปลอมตัวมานั่นเอง
“อู้ยย…ก้นแทบพัง” ย้งร้องครางพลางส่ายตามองหา “แล้วประตูทางเข้ามันอยู่ทางไหนวะเนี่ย” ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เฮ้ย ไม่ได้สิ เราเป็นโจรนี่หว่า เป็นนางโจรชุดดำต้องปีนเข้าไป”
ย้งมองไปที่ตัวบ้านเห็นมีช่องทางให้ปีนเข้าหลายทาง ทั้งหน้าต่าง ทั้งระเบียง

“แล้วที่เก็บสมบัติ มันอยู่ห้องไหนวะ”  นางสิงห์ดำปลอมส่ายสายตามองหา


นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 8 (ต่อ)
 

ย้งค่อยๆ แง้มประตู ก่อนจะคลานต่ำเข้ามาในบ้าน ขณะกำลังซุ่มอยู่หลังโซฟาห้องรับแขกนั้นมันก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสี่ยเล้งดังขึ้น

“ไม่ได้นะครับท่าน ผมไม่ยอมเด็ดขาด”
ย้งโผล่หน้าไปดูก็เห็นเสี่ยเล้งกำลังคุยโทรศัพท์อยู่
“ก็ไหนท่านรับปากผม ว่าปีนี้จะให้ลงสมัครในนามของพรรค” เสี่ยเล้งฟังอย่างเหนื่อยหน่าย “ท่านช่วยเจรจากับผู้สมัครคนเก่าให้หน่อยเถอะครับ ให้เค้าถอนตัวไปซะแล้วผมจะจ่ายค่าป่วยการให้ เงินแค่ไม่กี่ล้านผมจ่ายไหวครับท่าน ครับ ขอบคุณมากครับ” วางสายอย่างหนักใจ ก่อนจะหันไปตะโกนเรียก “ไอ้มิ่ง ไอ้มิ่งโว๊ย”
มิ่งขานรับเสียงมาก่อนตัว “ครับเสี่ย มาแล้วครับ”
ย้งเห็นมิ่งจะเข้ามา จึงรีบชิ่งไปบนบันไดก่อนล่วงหน้า แต่แล้วมันก็ชะงักหันมาด้วยความอยากรู้
มิ่งรีบเข้ามาเร็วรี่ “ว่าไงครับเสี่ย”
เสี่ยเล้งถามทันที “เรื่องไม้ไปถึงไหนแล้ว”
“ผมจัดการตามที่สั่งทุกอย่างครับ คนงานชุดใหม่จ้างมาจากหมู่บ้านอื่น ตอนนี้ตัดไม้ไปเยอะแล้วเหมือนกัน”
“รีบติดต่อลูกค้า เสาร์นี้ข้าจะขายไม้ให้หมด แล้วจำไว้อย่าให้พวกกำนันศรรู้เด็ดขาด ว่าเราไม่จ่ายส่วนแบ่งให้มัน ไม่อย่างนั้น…”
ย้งขยับจะฟังให้ชัดๆ แต่ดันซุ่มซ่ามเหยียบพลาดเลยลื่นล้มก้นกระแทกบันได
“นั่นใคร”
ย้งรีบเผ่นแน่บไปทันที ขณะที่มิ่งรีบชักปืนแล้วนำหน้าเสี่ยเล้งตามขึ้นไป

ย้งหันรีหันขวางอยู่ตรงทางเดินบนบ้าน หาทางหนีไม่ถูก
“เอาไงดีวะไอ้ย้ง จะหลบทางไหนดีวะเนี่ย” เขม้นมองออกไปไกลๆ “รู้แล้ว ไปทางโน้นดีกว่า”
ย้งจะหนีไป แต่จำเริญดันผลักประตูออกมาจากห้องพอดิบพอดี เลยฟาดย้งจนหน้าหงาย
จำเริญเมายืนแอ่นตะโกนโหวกเหวก “เฮ้ย ใครอยู่ข้างล่างโว้ย เอาเหล้ามาเพิ่มหน่อยเหล้าหมดแล้วโว้ย”
ย้งกุมจมูกน้ำตาเล็ด รีบคลานหนีเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง คลาดกับมิ่งและเสี่ยเล้งที่เพิ่งเดินขึ้นมาไปฉิวเฉียด
มิ่งชะงัก “เสี่ยน้อย”
เสี่ยเล้งฉุน “ที่แท้ก็ไอ้ลูกเวรนี่เอง เมาเหมือนหมาไม่มีผิด”
“ป๊า ป๊ามาก็ดีแล้ว ผมขอตังค์หน่อยสิ จะออกไปดื่มต่อข้างนอก”
เสี่ยเล้งตวาดลั่น “พอได้แล้วไอ้จำเริญ เอ็งมันชักมากไปแล้วนะ แค่ชกมวยแพ้ไอ้ย้งแค่นี้
ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” บุ้ยหน้าเรียกเป็นเชิงบอกให้จัดการ “ไอ้มิ่ง”
มิ่งประคองจำเริญ “มาเถอะครับเสี่ยน้อย เดี๋ยวผมพาไปนอนครับ”
จำเริญอ้อแอ้เข้าห้องไป ได้ยินเสียงบ่น “เฮ้ยไม่ต้อง ไปเองได้ ข้าโตแล้วนะโว้ยยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

ย้งกำลังแอบฟังเสียงอยู่ในห้องๆหนึ่ง พอจับสังเกตได้ว่าเหตุการณ์ข้างนอกสงบลงแล้วก็ถอนใจอย่างโล่งอก
“เฮ้อ เกือบไปแล้วไอ้ย้ง” ชะงัก “เฮ้ย แล้วนี่มันห้องใครวะเนี่ย”
ไม่ทันขาดคำลูกบิดประตูห้องน้ำถูกบิดเปิด ให้เห็นเพลินตาสวมเสื้อคลุมเดินเช็ดหน้าเช็ดตา ฮัมเพลงออกมา ย้งตกใจรีบพุ่งไปหาที่ซ่อน ทำตัวลีบเล็ก
“เหมือนมีอะไรแวบๆ หรือว่าเราจะตาฝาด”
เพลินตาสงสัย แต่ตัดใจหยุดคิด แล้วเดินไปเปิดตู้เพื่อหยิบเสื้อผ้า ที่แท้ย้งซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้านั่นเอง ย้งปิดปากแน่นกลัวเพลินตาจะก้มมาเห็นเข้า
เพลินตามัวแต่เลือกชุด “พรุ่งนี้ใส่ตัวนี้ดีกว่า สารวัตรต้องชอบแน่ๆ เลย”
เพลินตาปิดตู้แล้วเอาชุดแขวนเตรียมไว้ เห็นไม้แขวนเสื้อแขวนอยู่กับด้ามจับสองข้าง ทำให้เหมือนเป็นกลอนขัดลงดานเอาไว้
เพลินตาปิดไฟขึ้นเตียงนอนไม่นานก็หลับไป โดยไม่รู้เลยว่าย้งที่ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า พยายามจะดันประตูอย่างหนัก แต่ดันออกมาไม่ได้
ย้งบ่นงึมงำ “เวรตะไลแล้วไอ้ย้ง ทำไมซวยอย่างนี้วะ โธ่เว้ย”

ขณะเดียวกัน ที่ห้องรับแขกบ้านกำนันศร ยอดคุมเด็กรับใช้ให้มาเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะซึ่งกำนันศรนั่งอยู่กับครูเพิ่ม กำนันศรชงเหล้าให้ครูเพิ่มด้วยตัวเอง แล้วหยิบมาวางให้ตรงหน้า
“ดื่มสิครู ทุกทีเห็นชอบไม่ใช่เหรอ”
ครูเพิ่มกระสับกระส่ายมองไปรอบๆ “กำนัน พาผมมาที่นี่ทำไมครับ”
“ไม่ต้องกลัว ชั้นแค่มีเรื่องอยากจะปรึกษา”
กำนันศรว่าแล้วก็พยักเพยิดไปที่แก้วเหล้า ครูเพิ่มหยิบแก้วมาจิบมือไม้สั่น พอคำแรกลงคอก็มีคำที่สอง และมีคำที่สาม จากนั้นแกก็ดื่มจนหมดตามสัญชาติญาณ เป็นการดื่มย้อมใจ
กำนันศรหัวเราะหึๆ อชอบใจแล้วบุ้ยหน้าให้ยอดชงแก้วใหม่ให้ ระหว่างนั้นก็เอ่ยถามขึ้น
“เรื่องที่เสี่ยเล้งจะลงสมัครเป็นผู้แทน ครูพอจะทราบรึเปล่า”
“ครับ ผมเคยได้ยินมาบ้าง”
“แล้วถ้าชั้นจะลงสมัครบ้าง ครูคิดว่า…ใครชนะ”
ครูเพิ่มลังเลนิดหนึ่ง “เสี่ยเล้งครับ”
“ทำไม” กำนันศรถามนิ่งๆ
“เสี่ยเล้งเป็นพ่อค้า เค้ารู้จักหว่านเงินให้ชาวบ้าน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือประชานิยม”
กำนันศรบอกทันที “ชั้นก็หว่านได้ ชั้นมีเงินเหมือนกัน”
“แต่เสี่ยเล้งมีการศึกษา เค้าจบปริญญาตรี”
กำนันศรหงุดหงิดเล็กๆ “แล้วจบป.4 มันเสียหายตรงไหน”
“ความเชื่อมั่นต่างกันครับ”
“นี่ครู บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ วุฒิการศึกษามันจะมีความหมายอะไร กะอีแค่กระดาษแผ่นเดียว ชั้นจะซื้อจะแต่งยังไงก็ได้”
“นั่นสิครู คนอย่างกำนันถ้าบอกว่าจบด็อกเตอร์ ชาวบ้านคนไหนจะกล้าเถียง”
ยอดว่าพลางยื่นแก้วให้ครูเพิ่มๆรับแก้วมา
“ไม่เถียง…ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยถึงยังไงภาพลักษณ์ของผู้นำ ก็สำคัญกว่าอำนาจเพราะมันคือความน่าเชื่อถือ”
กำนันศร เคาะ คำไม้เท้าอย่างใช้ความคิด “น่าเชื่อถือ คนมีการศึกษาน่าเชื่อถือกว่าเสมอ หึๆๆๆ” พูดกับครูเพิ่ม “ขอบใจมากนะครูที่เตือนสติชั้น ตอนนี้ชั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ใหญ่ทองมันถึงได้ชื่นชมไอ้ขี้เมาอย่างครู”
ยอดมองครูเพิ่มอย่างเย้ยหยัน ขณะที่ครูเพิ่มหยิบเหล้าขึ้นดื่มเพื่อราดรดกองเพลิงในใจ
ตัดไป

เวลาต่อ กำนันศร ให้ยอดขับรถพาครูเพิ่มมาส่งที่หน้าบ้าน
กำนันศรกำชับขณะครูเพิ่มลงรถแล้ว “อย่าลืมนะครู ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป ครูมีหน้าที่สอนพิเศษให้ชั้น ทุกอย่างที่ผู้นำควรรู้ กำนันศรคนนี้ต้องรู้”
“ได้ครับ”
กำนันศรปรายตามองขาครูเพิ่ม “ขอโทษนะที่แต่ก่อนชั้นยิงขาครูซะเดี้ยง ถ้าย้อนเวลา
กลับไปได้ ชั้นคงไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด”
ครูเพิ่มพยักหน้าหงึกๆ ไปตามเรื่อง กำนันศรแค่นยิ้มอย่างพอใจที่ครูเพิ่มไม่ถือสาหาความ

ครูเพิ่มหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟา แล้วมองขาที่เคยถูกกำนันศรยิง
“ยกโทษ? ยกโทษงั้นเหรอ! เพื่อนกู ขาของกู ต้องเป็นเหยื่อสังเวยความเลวของมึง ไอ้ศร
แค้นนี้…มันต้องชำระ”
ครูเพิ่มคำรามในลำคอ

ทุกชีวิตในบ้านไม้งามเช้าวันต่อมา ต่างดำเนินไปตามทางแห่งตน เถ้าแก่ตงเพิ่งกลับมาจากข้างนอก พอมาถึงก็นั่งลงพักอย่างเหนื่อยอ่อน หมวยใหญ่รีบทิ้งงานเข้ามาถาม

“ว่าไงป๊า ลื้อเจอตัวอาย้งรึเปล่า”
“ฮ่ายย อั้วหน้าหงิกแบบนี้ลื้อยังถามอีกเหรออาหมวย เจอที่ไหนกันไอ้ลูกคนนี้ หายหัวไปทั้งคืน สงสัยต้องก่อเรื่องอีกแหงๆ”
“ม่ายน่อ ลื้ออย่าเพิ่งคิดมากสิ อีอาจจะอยู่กับอาเก่งก็ล่ายย”
“ม่ายอยู่ อั้วไปถามแล้ว อาครูเพิ่มบอกว่าอาเก่งอีไปเที่ยวกับผู้กองธัมโม หายไปทั้งคืนเหมือนกัน”
หมวยใหญ่ฟังแล้วก็นึกเอะใจคำว่า “ทั้งคืน”

หมวยใหญ่พาตัวเองมายืนด้อมๆ มองๆ ที่หน้าบ้านพักผู้กองธัมโม
“สงสัยอาย้ง อาเก่งต้องอยู่กับผู้กองธัมโมแหงๆ เลย อั๊ยย่ะ ผู้ชายเนี่ยซุกซนจริงๆ หายไปทำอะไรทั้งคืนก็ไม่รู้ ต้องแอบขึ้นไปถ้ำมอง เอ้ยไปสอดแนมหน่อยเลี้ยว”
ว่าแล้วหมวยใหญ่ก็ย่องขึ้นบ้านไป

หมวยใหญ่แอบย่องมาที่หน้าห้องนอนธัมโม
“อิอิ ต้องเป็นห้องนี้แหงๆ เลย ใช่รึเปล่าน๊อ ขอดูหน่อยซิ”
หมวยใหญ่ค่อยแง้มประตูมองเข้าไป แต่แล้ว…กลับเห็นธัมโมกับเก่งนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน โดยเก่งกอดซุกธัมโมท่าทางเหมือนผู้หญิงไม่มีผิด แถมจังหวะนั้นเก่งยังละเมอขยับตัวให้เข้าที่ ธัมโมก็ละเมอหันมาจุ๊บหน้าผากเก่ง
หมวยใหญ่กรี๊ด “อ๊าย”

คู่หูหมู่กะจ่า ไชโย โอฬารและบรรดาตำรวจทั้งหลายพากันแห่มาดูที่หน้าโรงพักเพราะเสียงร้องของหมวยใหญ่
“จ่าครับเสียงแบบนี้ ต้องมีเหตุร้ายแน่นอน”
“ฮึยใช่เหรอหมู่ เสียงเหมือนเค้าเชือดเป็ดเชือดห่านมั้ง” ไชโยว่า
“โอ๊ยกรี๊ดซะคอหอยแตกขนาดนี้ สงสัยห่านคงโดนทำอนาจารแล้วล่ะครับ ผมว่าเสียงคนมากกว่า” โอฬารท้วง
“เออ แล้วเสียงมันดังมาจากทางไหนวะ”

หมวยใหญ่กำลังสติแตกขณะที่ธัมโมและเก่งพยายามคลี่คลายสถานการณ์
“อาผู้กอง อาเก่ง นี่พวกลื้อ…พวกลื้อตี๊ต่า ตี๊ต่ากันแล้วใช่มั้ยพวกลื้อ…โซ๊ยกันแล้วใช่ม๊าา”
“เฮ้ย ไม่ใช่นะหมวยใหญ่ เธออย่าเข้าใจผิดนะ ชั้นกับนายเก่ง เราไม่ได้มีอะไรกัน” ธัมโมอธิบาย
หมวยใหญ่ไม่เชื่อ “ไม่มีได้ยังไง ก็พวกลื้อนอนด้วยกัน”
เก่งเสริม “แค่นอนเฉยๆ ครับเจ๊ ไม่ได้ทำอย่างอื่นครับ”
“อั้วไม่เชื่อ อั้วเห็นพวกลื้อกอดกันด้วย”
“ก็นั่นแหละ กอดกันเฉยๆ แมนๆ เพื่อนกัน” ธัมโมเซ็ง
หมวยใหญ่เถียง ไม่เชื่อ “ไม่จริง มันมีหอมแก้มกันด้วย”
ธัมโมอึ้ง “หา” มองเก่ง “นี่แก…แกหอมชั้นเหรอเก่ง”
หมวยใหญ่ล้งเล้งต่อ “ลื้อนั่นแหละหอมอาเก่ง ส่วนอาเก่งกอดลื้อ”
ธัมโมกะเก่งงง อีกคนกุมตัวเอง อีกคนกุมแก้ม ประสานเสียง “เฮ้ย”
หมวยใหญ่ยั๊ว “อั้วนึกแล้วเชียว ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง มิน่าลื้อถึงไม่เคยใยดีอั้วเลย อาเก่ง..ลื้อหลอกอั้ว ลื้อแกล้งให้ความหวัง ทำให้อั้วมีใจ คอยดูนะ อั้วจะแฉให้ทั่วหมู่บ้าน ว่าลื้อกับผู้กองเป็นเก้ง”
เก่งตกใจ “เฮ้ยอย่านะครับเจ๊หมวย ฟังผมอธิบายก่อน เจ๊หมวย”
หมวยใหญ่ไม่ฟังเสียง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา กรีดกรายไปราวกับนางงิ้วถูกทิ้ง
“เจ๊หมวย …โธ่เว้ย ไม่ฟังกันบ้างเลยวะ”

เก่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงหันมามองธัมโม และเห็นอีกฝ่ายกำลังมองเธออย่างใจเสีย งานเข้าแล้วทีนี้

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 8 (ต่อ)
 

วาสนาสวมเครื่องแบบหิ้วกระเป๋ายืนชะเง้อรอย้งอยู่ที่หน้าบ้าน โดยไม่รู้ตัวว่ากำนันศรกับยอดกำลังมองอยู่
จนเสียงกำนันศรดังมา “รออะไรวาสนา”
วาสนาตกใจ หันมา “พ่อ เอ่อ…”
“อย่าบอกนะว่ารอไอ้ย้ง” กำนันดักคอ
“ก็…ทุกทีย้งเค้าต้องมารับนี่”
“วันนี้ไม่ต้อง ให้ไอ้ยอดมันไปส่ง” หันไปตะโกนสั่ง “ไอ้ยอด”
“ครับพ่อกำนัน”
“ส่งลูกข้าให้ถึงที่ทำงาน แล้วอย่าให้หมูหมาตัวไหนมาเกาะแกะเด็ดขาด”
วาสนามองกำนันศรอย่างไม่พอใจ

ต่อมาเมื่อยอดขับรถมาส่งวาสนา และช่วยหิ้วกระเป๋าให้ขณะลงจากรถ
“คุณวาสนายังไม่หายโกรธอีกเหรอครับ”
วาสนาหงุดหงิด “มันเรื่องของชั้น ไม่เกี่ยวกับนาย”
วาสนาทำท่าจะเดินขึ้นบันไดแต่แล้วก็ชะงักหันมามองยอดอย่างอ่อนใจ
“ชั้นขอโทษนะ ชั้นอารมณ์ไม่ดี”
“ผมเห็นคุณมาตั้งแต่เล็ก เรื่องแค่นี้ผมไม่ถือหรอกครับ”
“แต่นายไม่เคยเข้าข้างชั้นเลย นายทำทุกอย่างตามคำสั่งของพ่อ”
“พ่อกำนันท่านหวังดีนะครับคุณวาสนา ไอ้ย้ง..มันไม่เหมาะสมกับคุณ” ยอดพูดเตือน
วาสนาอึ้งไป ลึกๆ อดคล้อยตาม ไม่ได้

มือเพลินตาหยิบเสื้อผ้าที่แขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้าไปปลดเสื้อออก นางสิงห์ย้งงัวเงียตื่นขึ้น มันรีบลูบหน้าลูบตาตั้งสติ
“โอ้โห นี่เราอยู่ในนี้ทั้งคืนเลยเหรอวะ”
ขณะนั้นเพลินตาสวมชุดใหม่เสร็จแล้ว กำลังสำรวจความเรียบร้อยอยู่ที่หน้ากระจก จนกระทั่งได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้นเธอจึงชะงักหันมองไป
เพลินตาเดินมาเลิกม่านมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นรถของสารวัตรดนัย(กับเพ็ญพร) แล่นผ่านประตูเข้ามาในบริเวณบ้าน

เพลินตายิ้ม “สารวัตร”
เพลินตาเอาไม้แขวนมาแขวนไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้าตามเดิม ก่อนจะออกไปจากห้อง
ย้งผลักฝาตู้เสื้อผ้าไม่ออก จนชักหงุดหงิด “โธ่เว้ย ทำไมต้องมาแขวนที่เดิมด้วยวะ”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไม่นานก็เห็นจำเริญงัวเงียมาเปิดประตู
จำเริญถามเซ็งๆ “มีอะไร”
“นี่เฮียยังไม่แต่งตัวอีกเหรอ”
“แต่งทำไม อยู่ในห้องก็ดีแล้วนี่”
“ไม่เอาน่าเฮีย แขกสำคัญมาเยี่ยมนะ เฮียน่าจะออกไปพบหน่อย”
“ไปให้เค้าถากถางสิไม่ว่า คนขี้แพ้อย่างชั้น ยังมีหน้าไปพบใครได้อีก”
เห็นท่าทีพี่ชายเพลินตาได้แต่หนักใจ แว่วยินเสียงเสี่ยเล้งหัวเราะลั่นเข้ามา

มิ่งเดินนำดนัยและเพ็ญพรมาพบเสี่ยเล้ง ซึ่งเสี่ยเล้งรีบให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
“สวัสดีครับสารวัตร สวัสดีครับผู้หมวด เชิญข้างในเลยครับผม”
“สวัสดีครับเสี่ย” ดนัยทักตอบ
“สวัสดีค่ะเสี่ย ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์ให้เกียรติพวกเรา”
“โอ๊ย อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ สารวัตรกับผู้หมวดต่างหากที่ให้เกียรติผม เออแล้วนี่ ผู้กองธัมโมไม่มาด้วยเหรอครับ”
“เผอิญผู้กองเค้าติดงานครับ ผมก็เลยไม่อยากรบกวน”
ดนัยว่าพลางมองเพลินตาอย่างมีความหมาย เสี่ยเล้งแอบยิ้มหันไปบอกมิ่งเบาๆ
“ไอ้มิ่ง วันนี้ข้างในอย่าให้พร่อง ข้างนอกอย่าให้ขาด”
“ครับเสี่ย อาหารการกินพร้อม เวรยามแน่นหนาครับ”

ย้งใช้ไม้แขวนเสื้อมาดัดเป็นลวด สอดออกมาตรงช่องระหว่างฝาตู้แล้วค่อยๆเกี่ยวไม้แขวนเสื้อที่ขัดดานอยู่ออกไป จากนั้นจึงผลักฝาตู้เปิดออก

ย้งปาดเหงื่อ “เฮ้อไอ้ย้งเอ๊ย กว่าจะออกมาได้ โง่อยู่ตั้งนาน” แค้นใจ “เอาวะ งานนี้มันต้องถอนทุนให้คุ้ม ปล้น ปล้น ปล้น”

เสี่ยเล้ง ดนัย และเพ็ญพร กำลังสรวลเสเฮฮาร่วมโต๊ะอาหาร โดยมีมิ่งยืนรอรับใช้อยู่ห่างๆ เห็นเพลินตาเพิ่งกลับมาร่วมโต๊ะ และยิ้มให้เพ็ญพรตามมารยาท
“ขอบใจนะผู้กอง ที่อุตส่าห์ให้เกียรติมาเยี่ยมบ้านผม”
“อย่าพูดแบบนั้นเลยครับเสี่ย ผมซะอีกที่โชคดี ได้มีโอกาสมาฝากเนื้อฝากตัวกับเสี่ย” ดนัยปะเหลาะ
เพ็ญพรผสมโรง “นั่นสิคะ ใครๆ ก็รู้ว่าเสี่ย เป็นผู้มีอิทธิพลในบ้านไม้งาม”
เพลินตาเห็นพ่อไป ก็รีบแก้ต่าง “ก็แค่คนทำมาค้าขาย อย่าเรียกแบบนั้นเลยค่ะผู้หมวด”
“เอ แต่ได้ยินว่าเร็วๆ นี้เสี่ยจะลงสมัครเป็นผู้แทนด้วยนี่คะ” เพ็ญพรซัก
“ฮึๆๆ ก็ลือกันไปครับ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจซะด้วยซ้ำ ว่าจะไหวรึเปล่า” เสี่ยถล่มตน
“ต้องไหวครับ ในเมื่อเสี่ยมีลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่งอย่างคุณเพลินตาคอยเป็นผู้ช่วย”
“แหม สารวัตรชมกันดื้อๆ แบบนี้ ตาก็เขินแย่สิคะ”
ดนัยมองเพลินตาด้วยสายตาเจ้าชู้อย่างแทะโลม จนทำให้เสี่ยเล้งเริ่มเล็งเห็นโอกาสหาผลประโยชน์ ขณะที่เพ็ญพรรู้สึกกังวล โดยไม่มีใครสังเกตเลยว่าเวลานั้นที่กระจก มีเงาของย้งเดินมายืนเกาหัวเก้ๆ กังๆ แบบหาทางไปไม่เจออยู่แถวนั้นสักพัก ก่อนจะเดินจากไป

ย้งในคราบนางสิงห์ตัวปลอม ย่องมาตามทางเดินด้วยลีลาสุดเท่ห์ ทั้งซุ่มสลับฟันปลา กลิ้งซ้าย ตีลังกาวุ่นวาย สักพักจำเริญก็เปิดประตูออกมาฟาดหน้าอีกรอบ
“อู้ย อีกแล้วเหรอวะเนี่ย”
“เฮ้ย นี่แกคือ…”
ย้งในมาดนางสิงห์ดำกับจำเริญมองหน้ากัน ต่างคนต่างอึ้ง…เงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเลยทีเดียว

“โจร…”
ย้งพยักหน้าโบกมือทักทายแบบใจดีสู้ “แหะๆๆ อั๊ยย่ะ”

ทุกคนที่โต๊ะทานข้าวต่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงจำเริญดังขึ้น
“ขโมย ขโมยขึ้นบ้าน ใครก็ได้ช่วยจับที”
“เสียงเฮียจำเริญนี่คะป๊า”
“ขโมย?! หรือว่าจะเป็นนางสิงห์ชุดดำ” เสี่ยเล้งตกใจนิดๆ
เพ็ญพรอึ้งไป ขณะที่ดนัยได้สติก่อนคนแรก
“รีบไปดูเถอะครับเสี่ย”

จำเริญจับย้งล็อคไว้จนหน้าบิดแขนเบี้ยวร้องตะโกนบอกคนอื่นๆ
“ขโมย มาช่วยกันจับขโมยเร็ว”
“โอ้ย จะแหกปากทำไมวะ ก็โดนจับอยู่นี่ไง” ย้งหน้าตาตื่น
จำเริญชะงัก “เฮ้ย เสียงคุ้นๆ หรือว่าแกคือ…”
“ไม่บอกโว้ย”
นางสิงห์ดำย้ง ฉวยโอกาสนั้นสะบัดจำเริญออก แล้วตะบันหน้าเข้าเปรี้ยง

เสี่ยเล้งกับทุกคนกำลังออตรงห้องรับแขก แถวหน้าบันไดขึ้นชั้นบน
“ไหนขโมย เสียงดังมาจากไหน”
“สงสัยจะอยู่ข้างบนค่ะป๊า”

ย้งกับจำเริญต่อสู้กันอุตลุด ในที่สุดย้งซัดจำเริญจนหมดสติไป
“อยู่ไม่ได้แล้วงานนี้ เผ่นก่อนล่ะ”
ว่าแล้วย้งก็พุ่งไปทางบันได แต่เท้าดันสะดุดขาจำเริญจนเสียหลักหน้าทิ่ม
ย้งร้องเหวอ...

พวกเสี่ยเล้งได้ยินเสียงอะไรโครมครามก็มองไปที่บันได เห็นย้งในชุดนางสิงห์ดำกลิ้งโค่โล่ตกลงมาไม่เป็นท่า...แต่น่าขัน เสี่ยเล้งตะโกนก้อง
“ไอ้หัวขโมย”
ดนัยชะงักชักปืนออกมา “นางสิงห์ชุดดำ
“จ๊าก ย..อย่ายิง ม..มไม่ใช่นางสิงห์ ไม่ใช่ขโมย”
ย้งตระหนก ตะเกียกตะกายคลานกลับขึ้นไป ดนัยเล็งปืนตาม แต่เพ็ญพรรีบห้ามไว้
“สารวัตร อย่าค่ะ”
ดนัยฉงน “ผู้หมวด คุณห้ามผมทำไม”
“มันเป็นตัวปลอมค่ะสารวัตร อาจมีคนอื่นชักใยอยู่เบื้องหลัง” เพ็ญพรมั่นใจ
“อย่ามัวแต่เถียงกันเลยค่ะสารวัตร รีบหาทางจับมันก่อนเถอะค่ะ” เพลินตาชัดขึ้น
ดนัยสั่งการเพ็ญพร “ติดต่อโรงพัก เรียกกำลังเสริม”

ธัมโมขับรถมาส่งเก่งลงที่หน้าสถานีตำรวจ
“ชั้นส่งแค่นี้นะเก่ง นี่สายแล้ว ต้องรีบไปทำงาน”
“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้”
เก่งว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาจะเดินจากไป ธัมโมรีบเรียกไว้
“เก่ง” ธัมโมรอจนเก่งหันมาจึงพูดต่อ “เรื่องที่ชั้นพูดเมื่อคืน ชั้นพูดจริงๆ นะ ไม่ได้เมา”
“ครับพี่ชาย ผมจำได้ครับ ผมก็ไม่เมาเหมือนกัน”
เก่งยิ้มให้ แล้วยกมืออวดแหวนที่ธัมโมสวมให้เมื่อคืน ธัมโมยิ้มอย่างพอใจ แต่แล้วจู่ๆ ไชโยกับโอฬารก็มาขัดจังหวะมิตรภาพพี่กะน้องที่กำลังเบ่งบาน...
“ผู้กองครับ เจอตัวนางสิงห์ชุดดำแล้วครับ”
ธัมโมตกใจ “อะไรนะ”
“ตอนนี้มันโดนล้อมอยู่ที่บ้านเสี่ยเล้งครับผม” โอฬารบอก
ธัมโมตกใจขณะที่เก่งก็งุนงงเช่นกัน แต่สักครู่เก่งก็นึกมาขึ้นได้ พึมพำออกมาเบาๆ

“หรือว่าจะเป็น...”

โปรดติดตามตอนต่อไป 
กำลังโหลดความคิดเห็น...