xs
xsm
sm
md
lg

มณีแดนสรวง ตอนที่ 7-8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มณีแดนสรวง ตอนที่ 7

ภายในสปาแห่งหนึ่งบรรยากาศเงียบสงบ นายทองทิวกำลังนอนคว่ำหน้าให้หมอนวดส่วนตัวนวดอโรม่าผ่อนคลาย แต่ไม่ได้อยู่กันสองต่อสอง ในห้องนั้นยังมีลูกน้องไว้คุ้มกันคนหนึ่ง

“อืมมม์...แรงกว่านี้หน่อย เน้นๆแถวบั้นเอวด้วย”
หมอนวดรับคำสั่งออกแรงเน้นๆที่เอวทองทิวจนเสียงดัง...กร๊อบ !!
“โอ๊ยยย !!!”
ทองทิวร้องเสียงดังหน้าแหยเก ลูกน้องทองทิวปรี่ไปกระชากหัวหมอนวดมาตบแล้วจับกดลงกับพื้นอย่างทารุณ
“หนูขอโทษ หนูไม่ตั้งใจ”
หมอนวดอ้อนวอน ทองทิวไม่พอใจ
“ไม่ตั้งใจเหรอ...แกเล่นซะหลังฉันเกือบหักเนี่ยนะ เฮ้ย...เอามันออกไป หางานอื่นให้มันทำ แรงเยอะนักก็ให้มันรับแขกให้เต็มที่”
“อย่าเลยค่ะหนูขอร้อง...หนูขอโทษ อย่าส่งหนูไปเลย”
หมอนวดพยายามอ้อนวอน แต่ทองทิวไม่สนใจปล่อยให้ลูกน้องจิกหัวลากตัวไป ระหว่างนั้นสาโรจน์เข้ามา
“นายครับ สินค้าล็อตใหม่มาถึงแล้วครับ”
“อยู่ไหน”
“ทางนี้ครับนาย”
สาโรจน์เดินนำไป

อีกห้องหนึ่งของสปา ทองทิวที่ยังอยู่ในชุดคลุมสบายๆเข้ามานั่งรอที่โซฟา สักพักลูกน้องของสาโรจน์ก็พาหญิงสาวหน้าตาดีแต่อยู่ในอาการตื่นกลัวเข้ามา ทองทิวลุกไปดูทีละคนพินิจพิจารณา
“โอเค คนนี้ใช้ได้ นี่ก็ได้..คนนี้ก็โอเค แต่สิวเยอะ นมเล็กไปหน่อย รักษาหน้ามันให้หายฉีดนมเสริมไปด้วย แล้วค่อยส่งไป”
ทองทิวเดินมาที่คนสุดท้ายของแถว ทองทิวถึงกับอึ้งเหวอ
“เฮ้ย !! นี่ใครพาอีแก่นี่มาวะ ฉันส่งผู้หญิงออกนอกไม่ได้ส่งไปเป็นแม่บ้านนะเว้ย”
“นั่นไม่ใช่สินค้าที่เราจะส่งไปครับนาย”
“แล้วใคร”
“แม่เล้าที่นายสั่งให้ผมหามาช่วยตรวจคุณภาพสินค้าของเราไงครับ ชื่อณี”
ดรุณีฉีกยิ้มหวานพนมมือไหว้งามๆ
“สวัสดีค่ะคุณทองทิว”
ทองทิวไม่พอใจบีบปากทันที
“แกไม่มีสิทธิ์มาเรียกชื่อฉัน ต้องเรียกฉันว่านาย”
“เอ่อ...ค่ะนาย”
ทองทิวพยักหน้าให้ลูกน้องพาพวกสาวๆออกไปแล้วเข้าไปมองดรุณีหัวจรดเท้ากำชับสั่ง
“ที่ฉันไม่ให้ไอ้พวกนี้ดูแลสินค้าของฉัน เพราะพวกมันชอบทำให้สินค้าของฉันมีตำหนิก่อนส่งออก หน้าที่ของแกคือคอยดูแลสินค้าของฉันให้ดี มันอยากได้อะไรบำรุงพวกมันไปให้เต็มที่ อย่าทำให้ชื่อเสียงฉันเสียหาย..เข้าใจมั้ย”
“ค่ะนาย”
ระหว่างนั้นโทรศัพท์ทองทิวดัง สาโรจน์หยิบมาดูเบอร์
“คุณสิโทรมาครับนาย”
ทองทิวรับเครื่องโทรศัพท์มาแล้วถือเดินออกไป ดรุณีมองตามทองทิวด้วยความสนใจ สาโรจน์หันมามองดรุณี
“ไปทำงาน อย่าสอดรู้สอดเห็นเรื่องของนายให้มากนัก”
“ไปก็ได้”
ดรุณเดินออกไป สาโรจน์มองตาม

สการรู้สึกเป็นห่วง เมื่อได้รับการอธิบายจากผู้การดำเกิง
“ดาบดรุณีน่ะเหรอครับ ที่ผู้การส่งเข้าไปเป็นสายสืบ”
“ใช่”
สการท่าทีหนักใจจนดรัณสงสัย
“ดาบดรุณี..ชื่อคุ้นๆ ใช่ที่เคยอยู่ทีมเดียวกับแกตอนกวาดล้างมาเฟียที่พัทยารึเปล่า”
สการพยักหน้า
“คนเดียวกันนั่นแหละ แต่ผู้การครับดาบดรุณีเพิ่งจะยื่นเรื่องขอลาราชการ เพื่อไปแต่งงานไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่...ตอนแรกผมก็อนุมัติไปแล้ว แต่เธอมาขออาสารับงานนี้เพราะอยากช่วยคุณปิดคดีนี้ให้ได้เร็วๆ ผมเห็นว่าเธอกับคุณสนิทกันและเหมาะสมกับงานก็เลยอนุญาต”
“เท่าที่รู้มาดาบดรุณีเป็นสายสืบมาตั้งหลายคดีแต่ก็ไม่เคยโดนจับได้สักที ฉันว่าแกไม่ต้องห่วงไปหรอก”
ผู้การดำเกิงเปิดลิ้นชัก หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเครื่องหนึ่งยื่นให้สการ
“นี่เป็นโทรศัพท์ที่ไว้ใช้ติดต่อกับดาบดรุณี เธอจะคอยส่งข่าวเข้ามา คุณรับไปแล้วก็คอยประสานงานกับเธอ ทันทีที่ได้ข้อมูลมากพอ เราจะได้กวาดล้างนายทองทิวลากคอมันยัดตะรางซะที”
สการเข้าไปหยิบโทรศัพท์มาถือไว้แล้วรับคำหนักแน่น
“ครับผู้การ”

ทองทิวรีบเดินเข้ามาหาสิริสุดาที่นั่งรออยู่ตรงหน้าห้องตรวจกับเอิงเอย ที่โรงพยาบาล
“ยัยสิ”
“คุณป๋า”
สิริสุดาโผเข้าไปกอดทองทิวแล้วซบหน้าสะอื้น ทองทิวเป็นห่วงลูกสาวมาก
“เกิดอะไรขึ้น พอลูกโทรมาบอกว่าอยู่โรงพยาบาลแล้วเอาแต่ร้องไห้ ป๋าก็รีบมาเลย”
สิริสุดาสะอื้นไห้ไม่ยอมพูด ทองทิวต้องหันไปถามเอิงเอย
“ยัยเอย...ลูกสาวฉันเป็นอะไร”
“เอ่อ..คือ...ยัยสิมาหาหมอตรวจค่ะ ตอนนี้กำลังรอผลตรวจ ยัยสิกลัวว่าผลจะออกมาเป็นอย่างที่กลัวค่ะ”
ทองทิวตกใจ
“ห๊ะ...นี่...อย่าบอกนะว่า...แกท้อง !! โธ่เอ้ย ป๋าไม่ได้อยากอุ้มหลานที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของไอ้ดรัณมัน” ทองทิวหันไปสั่งสาโรจน์ที่ตามมา “สาโรจน์ !! แกไปลากคอไอ้ดรัณมา ฉันจะกระทืบมัน”
สิริสุดารีบขัด
“ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาอีกนะ ป๋าขา...ไปกันใหญ่แล้ว สิไม่ได้บอกสักคำว่าสิกลัวว่าตัวเองจะท้อง”
“อ้าวก็ยัยเอยบอกว่าลูกกำลังกลัวผลตรวจ”
“ค่ะ...สิกำลังกลัวผลตรวจ แต่ไมได้ตรวจว่าท้องหรือไม่ท้อง”
“แล้วลูกมาตรวจอะไรล่ะ”
“ก็คือ...สิมาตรวจว่าสิความจำเสื่อมรึเปล่าค่ะป๋า”
“ความจำเสื่อม” ทองทิวฟังแล้วงง

อีกด้านของโรงพยาบาล...ชิโลเข็นรถเข็นที่นารีนั่งมาเพราะหมอเข้าเฝือกอ่อนที่ข้อเท้ากับทำแผลที่มือ ชิโลมองอย่างห่วงมาก
“คุณป้าคงจะเจ็บมากเลยนะคะ”
“ป้าไม่เป็นอะไรมากหรอกจ้ะหนูชิโล แค่ใส่เฝือกอ่อนไว้ไม่กี่วันก็หายแล้ว”
“เป็นความผิดของชิโลเองที่ทำให้คุณป้าต้องมาเจ็บตัวแบบนี้”
“จะเป็นความผิดของหนูได้ยังไงจ้ะ ก็ป้าเป็นลมหน้ามืดล้มลงไปเองไม่ใช่เหรอ”
ชิโลนิ่งไปหน้าเศร้า
“ค่ะ แต่ถ้าลูกชายป้ารู้ว่าป้าออกมากับชิโลแล้วบาดเจ็บกลับไปแบบนี้ เขาต้องโกรธชิมากแน่ๆ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ...ป้าไม่บอกเขาหรอก อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้อยู่แล้วใช่มั้ยจ้ะ”
นารีแตะแขนชิโลแล้วยิ้มให้ปลอบใจไม่ต้องกังวล
“งั้นเดี๋ยวชิโลไปรับยาให้นะคะ”
“จ้ะ”
ชิโลจอดรถเข็นไว้ให้นารีนั่งรอ ส่วนตัวเองก็เดินไปที่เคาท์เตอร์รับยา

ทางเดินทองทิวโอบไหล่ลูกสาวเดินมาตามทาง มีสาโรจน์กับเอิงเอยเดินตาม
“เห็นมั้ยป๋าบอกแล้วว่าลูกน่ะคิดมาก ผลตรวจออกมาหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรสักนิด”
สิริสุดายังไม่คลายกังวล
“แต่มันน่าแปลกมากเลยนะคะคุณป๋า อยู่ๆความจำของสิก็วูบไป จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ยัยเอยก็เป็นเหมือนกัน”
เอิงเอยพยักหน้าเห็นด้วย
“ค่ะคุณพ่อ เอยกับยัยสิพยายามช่วยกันนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ไปนอนหมดสติไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้าง”
ทองทิวหน้าเหี้ยมขึ้นมาทันที
“งั้นป๋าพอจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ไอ้สาโรจน์ ไปสืบมาว่าใครมันกล้ามามอมยาลูกสาวฉัน”
“ป๋าคะ...พอเถอะค่ะ ถ้าสิโดนมอมยาจริงๆ ป่านนี้สิคงเละเทะไปทั้งตัวแล้ว ไม่ตื่นขึ้นมาข้าวของยังอยู่ครบ เนื้อตัวไม่บุบสลายหรอกค่ะ”
ระหว่างนั้นชิโลรับยาเสร็จแล้วและกำลังเดินมาทางพวกสิริสุดา ทั้งหมดจะต้องเดินมาเผชิญหน้ากันตรงทางเดินแน่ๆ แต่ชิโลชนกับญาติคนไข้ที่เดินสวนมาทำให้ถุงยาตก ชิโลก้มลงไปเก็บถุงยาที่พื้น เป็นจังหวะที่สิริสุดากับทองทิวเดินมาหยุดตรงนั้นพอดี
“นั่นสิ...ถ้างั้นป๋าว่า สิคงทำงานหนักแล้วก็เครียดเรื่องไอ้หมอนั่นก็เลยวูบไปมากกว่า ไม่ต้องห่วงนะสิ ป๋าสัญญาว่าป๋าจะตามหาตัวนังหน้าด้านที่มาทำลายงานแต่งงานของลูกให้เจอ ป๋าจะให้ลูกน้องจัดการกับมันแน่”
ชิโลที่กำลังก้มเก็บยาชะงักอึ้ง ค่อยๆหางตาหันไปมองแล้วก็เห็นว่าเป็นสิริสุดา
“ถ้างั้นสิก็คงจะเครียดเพราะนังนั่นจริงๆค่ะป๋า หึ...คอยดูนะ ถ้าเจอตัวมันเมื่อไหร่ สิจะแก้แค้นมัน จะตบๆๆสั่งสอนมัน หน้ามันจะต้องเสียโฉมเพราะสิ”
ชิโลถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก เอามือปิดปากไม่ส่งเสียงแล้วค่อยๆลุกขึ้นเดินตัวลีบออกไป ชิโลกำลังจะไปพ้นอยู่แล้วแต่เอิงเอยดันเห็นถุงยาเหลือตกอยู่ที่พื้น
“เดี๋ยวค่ะคุณ...คุณทำยาตกอยู่อีกถุงค่ะ”
เอิงเอยช่วยหยิบให้แล้วเดินไปที่ชิโล ซึ่งก้มหน้าก้มตาไม่ให้เห็นหน้า
“ขะ...ขอบคุณค่ะ”
ชิโลจะรีบเดินไป แต่เอิงเอยสงสัยเพราะหน้าตาคุ้นมากๆ
“เดี๋ยวก่อน...ฉันว่าฉันคุ้นหน้าเธอ”
ชิโลชะงักกึกหน้าเสีย เอิงเอยนึกได้ก็ตาโตรีบตะโกนบอกสิริสุดา
“ใช่แล้ว...แก...ยัยสิ...นังนั่น...นังหน้าด้านที่ทำลายงานแต่งแก”
“ไหนยัยเอย”
“นั่นไง”
ชิโลหันหน้ามาพอดีเลยปะหน้ากับสิริสุดาเต็มๆ สิริสุดาจำหน้าของชิโลได้ดี
“แก...ใช่แกจริงๆด้วย คุณป๋าคะ...นังหน้าด้านนั่นแหละค่ะ”
ทองทิวสั่งทันที
“สาโรจน์ จับนังนั่น”
ชิโลเหวอ
“ชิ...ชิโล...แย่แล้ว”
ชิโลวิ่งแจ้นไปทันที สาโรจน์รีบไล่กวดตามไปติดๆ

ชิโลวิ่งหน้าตั้งกลับมาที่นารีซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นรอ ชิโลหอบแฮ่กๆ
“ทำไมไปนานจังล่ะหนูชิโล แล้วนี่ไปทำอะไรมาถึงได้หอบมาขนาดนี้”
“คือ...อย่าเพิ่งให้ชิโลพูดอะไรตอนนี้เลยค่ะคุณป้า เรารีบไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า”
ชิโลพูดไปก็หันไปเห็นสาโรจน์วิ่งเข้ามา ชิโลไม่รีรอจับคันบังคับรถเข็นแล้ววิ่งเร็วจี๋เข็นนารีออกไปตามทางในโรงพยาบาล นารีตกอกตกใจร้องเสียงดัง
“ว๊ายๆๆๆ หนูชิโล...ช้าๆหน่อย ป้าหัวใจจะวาย”
“ช้าไม่ได้ค่ะคุณป้า ไม่งั้นชิโลแย่แน่”
ชิโลไม่ลดความเร็วกลับยิ่งเร่งสปีดเข็นนารีแล้วเลี้ยวซ้าย ล้อขวารถยกเอียง...นารีเหวอ
“ว๊ายๆๆๆๆ”
ชิโลซิ่งต่อเลี้ยวปาดขวาล้อรถเข็นทางซ้ายยกเอียง นารีตาตั้ง...เหวอ
“ว๊ายๆๆๆๆ”
ชิโลซิ่งมาแล้วเบรกเอี๊ยดเมื่อเจอสาโรจน์ ที่วิ่งตัดมาจากอีกทางมายืนขวางทางทำหน้าเหี้ยมหักนิ้วดัง...กร่อบ !!
“แย่แล้ว...คุณป้าคะ...เกาะแน่นๆนะคะ”
นารีตกใจ
“ห๊ะ...ยังจะมีซิ่งอีกเหรอ”
“ค่ะ...คราวนี้ต้องเร็ว...ต้องแรงกว่าเดิม ไม่งั้นไม่รอดแน่”
“เอ่อ...จะ...จ้ะ”
นารีหลับตาปี๋ มือจิกที่วางพักเท้าบนรถเข็น
“ชิโล....สู้ตายยยย”
ชิโลออกแรงเข็นเต็มที่พุ่งตรงไปที่สาโรจน์ นารีหลับตาปี๋ตัวเกร็ง
“คิดจะพุ่งชนเหรอ...หึๆๆๆ ฉันไม่หลบแกหรอก”
สาโรจน์ตั้งท่ามั่นรอเล่นงาน ชิโลพุ่งรถเข็นวิ่งตรงดิ่งมาจนเกือบจะถึงสาโรจน์ แต่กลับเลี้ยวหักศอกกะทันหันจนรถยกล้อข้างสูง นารีร้องเสียงหลง
“คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วยยยย”
ชิโลหักเลี้ยวหนีไปอีกทาง สาโรจน์ตกใจกัดกรามหน้าเหี้ยม
“นังตัวแสบ !!!”

สาโรจน์ไล่ตามต่อไปทันที

ชิโลเข็นนารีมาหยุดหอบเหนื่อยเหงื่อแตก ที่บริเวณทางลาดยาวข้างตึกของโรงพยาบาล

“โอ้ยยยย...เหนื่อย”
ชิโลหอบแฮ่กๆก่อนจะหันมาเห็นนารีนั่งตาตั้งเหวอหัวฟู
“ว๊ายยยย...คุณป้า !! ชิโลขอโทษค่ะ”
“ไม่...ไม่เป็นไรจ้ะ แต่ขอป้าดมยาดมหน่อย”
นารีหยิบเอายาดมขึ้นมาสูด...ปื้ดดดด
“ทั้งหวาดเสียว ทั้งตื่นเต้น แต่จะว่าไป..ก็สนุกดีนะ ป้าไม่เคยได้ซิ่งแบบนี้มานานแล้ว”
“คุณป้า”
ชิโลกับนารีพากันหัวเราะขำคิกๆกัน แต่ทันใดนั้นสาโรจน์ก็โผล่มาข้างหลังแล้วจับที่บ่าชิโลหมับ !!
“คิดว่าแค่นี้จะหนีพ้นเหรอยัยตัวแสบ”
ชิโลตกใจหน้าเหวอ สาโรจน์จับชิโลล็อคตัว ชิโลพยายามสะบัด
“ปล่อยนะ...บอกให้ปล่อย”
ชิโลสะบัดแรงไปหน่อยจนตัวไปดันรถเข็นของนารีให้ไหลลงไปตามทาง เลื่อนลงเอง ส่วนชิโลถูกสาโรจน์ลากตัวไป
“คุณป้า !!”
รถเข็นของนารีวิ่งตามทางเลื่อน ด้วยแรงโน้มถ่วงที่ทำให้เร็วไหลลงไปขึ้น
“ชะ....ช่วยด้วยยย”
รถเข็นนารีกำลังจะพุ่งลงไปซึ่งมีเจ็บตัวสาหัสแน่ๆ นารีหลับตาปี๋คิดว่าไม่รอดแน่แล้ว แต่ทันใดนั้นมีมือหนึ่งมาคว้าหมับจับรถเข็นเบรคเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด นารีค่อยๆลืมตาพอเห็นว่าตัวเองรอดก็หันกลับไปมอง
“ไม่เป็นอะไรแล้วครับแม่” สการบอก
“ตาแซม !!” นารีร้องเรียกอย่างดีใจ

ชิโลถูกสาโรจน์ล็อคตัวลากมาตามทาง ชิโลร้องโวยวาย
“ปล่อยนะ...ปล่อยฉัน...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
สาโรจน์ล็อคตัวเอาไว้แน่น ชิโลสู้แรงของสาโรจน์ไม่ได้ระหว่างนั้นเองอุ้มสมโผล่เข้ามาข้างหลังแล้วจู่โจมกระโดดขี่หลังช่วยรุมทึ้งสาโรจน์
“ปล่อยเพื่อนฉันนะเว้ย...นี่แน๊ะๆๆๆ”
สาโรจน์โดนอุ้มสมเล่นงานเลยต้องปล่อยมือจากชิโล
“อุ้มสม!!”
ชิโลรีบช่วยอุ้มสมหันไปเห็นถาดเหล็กที่ไว้ใช้รองอาหารสำหรับคนไข้วางอยู่ ชิโลหยิบขึ้นมาแล้วปรี่เข้าไปฟาดที่หน้าของสาโรจน์ทันที
“ชิโลสู้ตายยย”
ผั๊วะ !!...ถาดเหล็กฟาดเข้าหน้าสาโรจน์เต็มๆทำเอายืนตัวแข็งทื่อหันมามองหน้าชิโลตาขวาง
“นะ....นะ...นังตัวแสบ”
สาโรจนเดินตัวเซก่อนจะทรุดฮวบหมดสติ อุ้มสมรีบเข้ามาคว้าข้อมือชิโล
“รีบไปจากที่นี่เร็ว”
“เดี๋ยว...ฉันต้องไปช่วยคุณป้า”
“คุณป้าไม่เป็นอะไรหรอก เราตามผู้กองสการมาช่วยไปแล้ว”
“ผู้กองสการ !!” ชิลึ้งไป

เมื่อกลับมาที่คอนโด สการนั่งกอดอกตีหน้าซีเรียสจริงจัง ส่วนคุณนารีนั่งหน้าจ๋อยๆ
“นี่..อย่ามามองแม่แบบนั้นนะตาแซม ฉันเป็นแม่นะ”
สการเสียงแข็ง
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลย”
“ก็เพราะเราไม่พูดแล้วเอาแต่นั่งหน้าดุใส่แม่แบบนี้น่ะสิ แม่ถึงได้กลัว”
“ถ้าแม่กลัวผมโกรธ แล้วแม่ออกไปเที่ยวผจญภัยกับยัยตัวแสบนั่น จนเกือบต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลทำไมครับ”
“ก็...ก็แม่ออกไปทำธุระ แล้ว...แล้วมันก็เกิดเรื่องที่หนูชิโลเขาไม่ตั้งใจ”
“นี่ขนาดไม่ตั้งใจ ถ้าผมไปไม่ทัน แม่ได้เจ็บตัวมากกว่านี้แน่ ...ผมบอกแล้วว่ายัยนั่นอยู่ใกล้ไม่ได้ เกิดเรื่องแบบนี้ยังไม่โผล่หัวมาขอโทษอีก แบบนี้ผมเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
สการหุนหันเดินออกไป นารีเป็นห่วงว่าจะไปกันใหญ่
“ตาแซม...อย่าไปว่าหนูชิโลเขาเลย”
นารีจะลุกตามแต่เจ็บข้อเท้าอยู่ทำให้ลุกไปไหนไม่ได้

ทางด้านชิโลจะเดินออกจากห้อง แต่อุ้มสมดึงแขนรั้งไว้
“เดี๋ยวก่อนชิโล”
“ปล่อยเรานะอุ้มสม เราต้องไปขอโทษคุณป้า”
“เราไม่ได้ห้ามเจ้าไม่ให้ไปขอโทษคุณป้า แต่เราไม่อยากให้เจ้าไปตอนนี้ รอให้ผู้กองสการใจเย็นกว่านี้ก่อน เจ้าค่อยไปดีกว่า”
ชิโลเชิด
”เราไม่กลัวเขาหรอกอุ้มสม”
“แต่เราว่าเจ้าควรจะกลัวนะ ขนาดปกติเขายังไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าเท่าไหร่ แล้วนี่เจ้าพาแม่เขาไปเจ็บตัวจนเกือบต้องนอนโรงพยาบาลแบบนี้ เขาไม่ปล่อยเจ้าแน่”
“ถ้าเขาอยากจะทำอะไรเรา คราวนี้เราจะไม่ขัดขืน เราจะปล่อยให้เขาทำ”
ชิโลยืนกรานเสียงแข็งโดยไม่รู้ตัวว่า สการโผล่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อุ้มสมเห็นก็อึ้ง
“ชิ..ชิโล..”
“หยุดห้ามได้แล้ว ในเมื่อเราเป็นคนผิดเราก็ต้องยอมรับผิด คราวนี้เราจะยอมเขาทุกอย่าง”
อุ้มสมหน้าเสียแล้วชี้ให้ชิโลหันไปข้างหลัง
“อะไรอุ้มสม”
“หันหลัง..หันหลังไปสิ”
ชิโลหน้างงๆแล้วหันขวับไปเจอสการ ยืนกอดอกตีหน้ายักษ์แต่มีรอยยิ้มแบบเจ้าเล่ห์
“ผู้กองหน้ายักษ์ !!”
“ยอมฉันทุกอย่างใช่มั้ย...ดีมาก !!”
สการเข้าไปจับข้อมือชิโลแล้วยิ้มร้ายใส่
“เธอโดนฉันจัดชุดใหญ่ให้แน่ยัยตัวแสบ”
สการฉุดกระชากชากดึงชิโลพาออกไป อุ้มสมหน้าเสียเสียงอ่อย
“เราช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว..เจ้าดันพลั้งปากยอมเขาเอง”

สการดึงชิโลพามาที่รถ ชิโลโวยวาย
“ปล่อยฉันนะ จะพาฉันไปไหน”
“ไม่ต้องถาม”
“แต่ถ้าฉันจะถูกลงโทษ ฉันควรจะต้องรู้ว่าฉันจะโดนอะไร”
“จะรู้ไปทำไม”
“ก็...ก็...จะได้ทำใจไว้ล่วงหน้า”
“หึ...ต่อให้ทำใจไว้ ยังไงเธอก็ต้องโดนแน่”
“งั้น...ฉันไม่ยอมแล้ว ฉันหนีดีกว่า”
ชิโลจะหนีแต่โดนสการดึงคอเสื้อไว้
“ปล่อยฉันเถอะ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันขอร้อง”
“ไหนบอกธรรมะธัมโม ที่บ้านถือศีลไง ไม่ทันไรก็จะผิดศีลข้อสี่แล้ว”
ชิโลนิ่งไปด้วยจนแต้ม คอตกหน้าจ๋อยยอมเดินเข้าไปนั่งในรถดีๆ
“ชิโล...แย่แล้ว”
สการปิดประตูรถใส่มองชิโลที่นั่งคอตกห่อเหี่ยวจ๋อยสุดฤทธิ์ สการหยิบบีบี ขึ้นมากดส่งข้อความบางอย่างออกไปก่อนจะเข้าไปนั่งที่คนขับ ดึงเข็ดขัดนิรภัยมาใส่ให้ชิโลแล้วขับออกไป ชิโลอยู่ในอาการสำนึก

ที่โกดังมืดๆทึมๆ รถสการขับเข้ามาจอด ชิโลนั่งอยู่ในรถสายตาเริ่มมีแต่ความระแวง สการลงจากรถแล้วเดินไปปิดประตูโกดังบานใหญ่ทำให้สภาพแสงในโกดังดูทึมๆน่ากลัว
ชิโลนั่งตัวแข็งกลืนน้ำลาย...เอื๊อก สการโผล่มาข้างรถทำเอาสะดุ้ง
“ลงมาได้แล้ว”
ชิโลเอามือจับเข็มขัดนิรภัยแน่นแล้วส่ายหน้า
“ไม่เอา...ไม่ลง”
“ฉันบอกให้ลง !!”
“ไม่ลง”
สการเสียงดัง
“บอกให้ลงมา”
“เรื่องอะไรจะลง คนใจยักษ์ใจมารแบบคุณ พาฉันมาที่น่ากลัวแบบนี้ ฉันไม่เหลือชิ้นดีกลับบ้านแน่”
“ยังจะพยศอีกใช่มั้ย..ได้ งั้นเห็นดีกันแน่”
สการเปิดประตูรถแล้วเข้าไปปลดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งต้องอ้อมตัวเบียดกัน ชิโลพยายามยื้อยุดไม่ยอม
“ไม่...ฉันไม่ลง...ไม่ลง !!”
สการกับชิโลยื้อยุดกันอยู่ในรถแคบๆ ทำให้เผลอหน้าชนกันจมูกชิดจมูก ชิโลผงะสบตากันนิ่ง ทั้งคู่มองหน้ากันซึ้งๆอย่างลืมตัว ก่อนที่ชิโลจะรู้ตัวรีบดันตัวสการ
“ยอมแล้ว...ฉันยอมลงแล้ว”
ชิโลเบือนหน้ากลัว สการเลยปลดเข็มขัดนิรภัยให้ ชิโลรีบก้าวลงจากรถใจเต้นตึกตัก

สการผลักไหล่ชิโล ให้เข้ามาไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งตั้งกลางห้องโถงของโกดัง
“ไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้น”
ชิโลยืนอึ้งมองไปรอบๆนอกจากจะมีเก้าอี้แล้ว ใกล้ๆกันยังมีเตียง และโซ่ตรวนที่ไว้ใช้ทรมานนักโทษ
“ที่...ที่นี่มันอะไรกัน ทำไมมีของพวกนั้นเต็มไปหมด”
“ฉันเรียกว่าเซฟเฮ้าส์ เป็นที่ปลอดภัยไว้สำหรับเล่นของหนักกับพวกคนร้ายปากแข็ง”
“ไม่นะ...ฉัน...ฉันไม่ยอมให้คุณทรมานฉัน”
ชิโลจะหนีแต่โดนสการจับตัวไว้แล้วลากมานั่งที่เก้าอี้ เอากุญแจมือมาล็อคแขนไว้ทันที
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยฉันที”
“อยู่ที่นี่ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอกยัยตัวแสบ”
สการยิ้มร้ายแล้วเอาเทปมาปิดปาก ชิโลได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ดิ้นสุดฤทธิ์ สการหยิบห่อผ้าสีดำออกมาคลี่กาง โชว์อุปกรณ์ทรมานแบบต่างๆเต็มไปหมด ทั้งมีด เลื่อย ค้อน ที่ตอกเล็บ สการหัวเราะลงลูกคอน่ากลัวสุดๆ
“เธอเสร็จฉันแน่..ยัยตัวแสบ...ฮ่าๆๆๆ”

ชิโลหน้าซีดหลังจากคิดไปเองว่า ตัวเองกำลังถูกสการพามาทรมาน สการจับหมับที่บ่า ชิโลตกใจส่งเสียงดังลั่น
“อ๊ายยยย”
สการแสบแก้วหู
“โอ้ยยยย...หุบปาก...แสบแก้วหู”
“อย่านะ...อย่าเข้ามา ไม่งั้นฉันสู้จริงๆด้วย”
“นี่เธอคิดอะไรของเธอเนี่ยยัยตัวแสบ”
“ก็...ก็คุณพาฉันมาที่แบบนี้” ชิโลมองไปที่เครื่องทรมาน “คุณคงไม่พาฉันมาเลี้ยงข้าวหรอก”
สการเห็นท่าทางกลัวของชิโลก็หัวเราะขำ
“ฉันนึกว่าเธอจะดีแต่เพี้ยน สติไม่สมประกอบ แต่เอาเข้าจริงก็ฉลาดเหมือนกัน”
ชิโลเหวอ
“นี่...นี่คุณจะพาฉันมาทรมานจริงๆเหรอ คนใจยักษ์ ใจมาร คุณไม่น่ามาเกิดเป็นมนุษย์เลย คอยดูนะฉันกลับสวรรค์ไปได้เมื่อไหร่ ฉันจะเสกให้คุณหัวล้าน ไม่เหลือผมบนหัวสักเส้น”
“เอ้า...ยังไม่เลิกเพี้ยนอีก เดี๋ยวก็จับทรมานเอาไฟฟ้าช็อตให้หายเพี้ยนซะเลย”
“อย่านะ”
“ฉันพูดเล่นน่ายัยตัวแสบ ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ เพราะฉันอยากหาที่คุยกับเธอสองต่อสอง โดยที่แม่ฉันไม่ต้องมารับรู้เรื่องด้วย”
ชิโลชะงัก
“ไม่ได้พาฉันมาทรมานจริงๆนะ”
“นี่...ฉันเป็นตำรวจนะ จะไปทรมานใครซุ่มสี่ซุ่มห้าได้ยังไง ไอ้ของพวกนั้นมีไว้ขู่อย่างเดียว ไม่เคยใช้จริงๆหรอก”
ชิโลโล่งอก
“งั้นคุณอยากคุยอะไรกับฉัน”
“ก็เรื่องวันนี้ที่เธอโดนตามล่าตัวฉันอยากรู้ว่าเป็นฝีมือใคร”
ชิโลอึ้งไปกับคำถาม

สิริสุดานั่งหน้าไม่พอใจอยู่ในบ้าน ส่วนทองทิวหันมาใส่อารมณ์กับสาโรจน์
“กับแค่ผู้หญิงคนเดียว ยังจับตัวมาไม่ได้ แล้วฉันจะไว้ใจให้แกทำงานให้ฉันได้อีกเหรอ”
สาโรจน์หน้าจ๋อย
“ผมขอโทษครับนาย”
“คราวหน้าอย่าให้ฉันเห็นว่าแกทำงานไม่ได้เรื่องอีก...ไป !!”
สาโรจน์เดินออกไป ทองทิวเข้ามานั่งโอบไหล่ลูกสาว
“ป๋าขอโทษนะ คราวหน้าป๋าสัญญาว่าป๋าจะไม่ปล่อยให้นังผู้หญิงคนนั้นหนีรอดไปได้อีก”
“มันหนีไปได้แบบนี้ แล้วจะมีคราวหน้าอีกเหรอคะป๋า”
“มีสิ...ลูกเคยเห็นป๋าสัญญาอะไรแล้วทำให้ไม่ได้บ้างล่ะ”
ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของทองทิวดัง ทองทิวเอาเบอร์มาดูแล้วแปลกใจ
“ผู้กองดรัณโทรมา”
“ดรัณจะโทรหาป๋าทำไมคะ”
“คงคิดจะขอความเห็นใจจากป๋าน่ะสิ...”
ทองทิวจะกดปิดสาย สิริสุดารีบบอก
“เอ่อ...รับสายเขาเถอะค่ะป๋า ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหู ป๋าก็ด่าไปเลย จะได้ไม่กล้าโทรมาอีก”
ทองทิวพยักหน้ารับแล้วกดรับสาย สิริสุดาขยับเข้าไปอยากฟัง อยากรู้อยากเห็นเพราะลึกๆแล้วยังตัดดรัณไม่ขาด

“มีธุระอะไรเหรอครับผู้กองดรัณ” ฟังอยู่ครู่แล้วแปลกใจ “ว่าไงนะ”

มณีแดนสรวง ตอนที่ 7 (ต่อ)

สการขยับตัวเข้ามายืนตรงหน้าชิโลที่นั่งเงียบ

“ว่าไง...จะบอกได้รึยัง คนที่ไล่จับเธอจนเกือบทำให้แม่ฉันต้องเจ็บตัวไปด้วยน่ะ...ใคร !!”
“พวกที่โรงพยาบาลน่ะเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่านอกจากที่โรงพยาบาลแล้วยังมีที่อื่นอีก”
ชิโลมุมมิบคนเดียว
“ถ้าที่อื่นก็พวกอสูร แต่ขืนบอกไปได้โดนด่าว่าเพี้ยนอีกแน่”
“ไงนะ พูดอะไรฉันไม่ได้ยิน”
“เอ่อ...เปล่า...ฉันจะบอกว่าพวกที่ไล่จับฉันที่โรงพยาบาล เป็นพวกของคุณสิริสุดา”
“นึกแล้วเชียว ที่แม่ฉันต้องมาซวยไปกับเธอด้วยก็เพราะเรื่องวุ่นๆที่เธอทำลงไป นี่ถ้าเธอไม่รีบเคลียร์กับพวกนั้นให้จบ ชีวิตเธอไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบหรอก”
“ใครว่าฉันไม่อยากเคลียร์ให้จบ ฉันอยากบอกความจริงให้คุณสิริสุดารู้ใจจะขาด เธอจะได้เข้าใจแล้วคืนดีกับผู้กองดรัณ ฉันจะได้ไปจากที่นี่ กลับไปที่ๆฉันจากมาซะที คุณทำให้ฉันเสียเวลา หลบไป !!”
ชิโลผลักสการจนเซแล้วรีบวิ่งไปทันที สการหันไปมองตามอย่างหงุดหงิดก่อนจะรีบตาม

ชิโลวิ่งมาเกือบถึงประตูแต่สการตามเข้ามาขวาง
“หยุดนะ...เธอไปไหนไม่ได้จนกว่าฉันจะหมดธุระกับเธอ”
“ผู้กอง..คุณนี่นอกจากจะเป็นผู้กองใจยักษ์แล้ว ยังน่ารำคาญมากด้วยอีกรู้มั้ย”
“อยากบ่นอะไรก็บ่นไป แต่ฟังฉันให้ดี ลำพังแค่เธอไปพูดความจริงกับคุณสิ มันไม่ช่วยให้เธอเคลียร์ตัวเองได้หรอก”
“ต้องได้สิ ในเมื่อฉันพูดความจริง”
“ความจริงว่าเธอเป็นนางฟ้า เหาะลงมาจากสวรรค์เพื่อยับยั้งไม่ให้พวกนั้นแต่งงานกันเพราะไม่ใช่เนื้อคู่กันน่ะเหรอ เธอกำลังเล่นกับไฟนะยัยเพี้ยน” สการพูดแล้วถอนใจยาว ด้วยความหนักใจ
“หมายความว่ายังไง”
“ไม่ต้องถาม เอาเป็นว่าพวกนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น มันอันตรายเกินกว่าที่เธอจะรับมือ”
“แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันสร้างปัญหาขึ้นมาแล้ว ฉันต้องแก้ปัญหาด้วยตัวฉันเอง”
ดรัณเข้ามา
“ปัญหาของคุณมันใหญ่เกินที่คุณจะแก้ได้ด้วยตัวเองแล้วครับคุณชิโล”
ดรัณหันมาที่สการ
“เรื่องที่แกบอกมา ฉันจัดการให้แล้ว”
สการพยักหน้ารับแล้วเข้าไปจับแขนชิโลให้ไปด้วยกัน
“ไปกับฉัน แล้วก็จำไว้ว่าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้ฉันจัดการเอง”
ชิโลงง
“จะพาฉันไปไหน”
“ไม่ต้องกลัวครับคุณชิโล พวกผมจะช่วยคุณ”
สการพาชิโลขึ้นรถ ชิโลยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก

ในร้านอาหารจีน ทองทิว สิริสุดา นั่งรออยู่ในห้องส่วนตัวมีลูกน้องคอยประกบ
“ดรัณเขาบอกรึเปล่าคะป๋าว่าเขานัดป๋าออกมาทำไม” สิริสุดาชะเง้อมอง พลางถามไม่หยุด
“บอก”
สิริสุดาสนใจ
“เขามีธุระอะไรเหรอคะป๋า บอกสิมาสิคะ ทำไมดรัณต้องมีเรื่องลับลมคมนัยไม่ยอมให้สิรู้ด้วย”
“มันบอกป๋าว่า มันจะพาผู้หญิงคนที่ประกาศว่าเป็นกิ๊กในงานแต่งมาพบป๋า แต่ขอร้องไม่ให้ป๋าพาสิมาด้วย”
สิริสุดาอึ้ง
“ว่าไงนะ !!”
“ป๋าไม่รู้ว่ามันจะพานังนั่นมาหาป๋าทำไม แต่ที่ป๋าพาสิมาด้วยเพราะป๋าอยากให้สิเห็นธาตุแท้ของมัน สิจะได้เลิกอาลัยอาวรณ์มันซะที
“ใครว่าสิอาลัยอาวรณ์เขา”
สิริสุดาเชิดหน้าอย่างปากไม่ตรงกับใจ ทองทิวมอง
“ถ้าลูกไม่อาลัยอาวรณ์มันจริงๆ ป๋าก็จะได้สบายใจ ต่อไปจะจัดการอะไรก็จะได้ทำได้เลย”
สิริสุดาหันมาอย่างสงสัย
“ป๋าพูดแปลกๆ ป๋าจะทำอะไรเขา”
ทองทิวไม่ทันจะตอบ สาโรจน์ก็เข้ามา
“นายครับ ผู้กองดรัณพาผู้หญิงคนนั้นมาแล้วครับ”
ทองทิวพยักหน้ารับ สาโรจน์เดินออกไปตาม สิริสุดาชักสีหน้าแค้นมาก

ดรัณเดินนำหน้าเข้ามาในห้องอาหาร ตามหลังด้วยสการที่จับแขนชิโลเอาไว้ ดรัณชะงักเมื่อเห็นสิริสุดา“คุณกล้ามากนะดรัณที่พานังนั่นมาเย้ยสิ”
สิริสุดาจะปรี่เข้าไปจัดการ แต่สการดันชิโลให้ไปหลบข้างหลังเขา ชิโลมองสการด้วยสีหน้าแปลกใจที่เขาแสดงอาการปกป้องเธอออกมาอย่างชัดเจน
“อย่าเลยครับคุณสิ ต่อหน้าตำรวจคุณไม่ควรทำแบบนี้”
ทองทิวถาม
“งั้นก็รีบบอกมา พวกคุณพาผู้หญิงคนนี้มาหาผมทำไม”
“ผมต้องการจบปัญหาครับ”
“แค่พามันมาแล้วคิดว่าปัญหาจะจบง่ายๆเหรอคะดรัณ”
“ฟังผมบ้างได้มั้ยสิ ผมรู้ว่าตอนนี้ไฟในอกคุณมันลุกโชนแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับฟังความจริงคุณจะไม่มีวันดับไฟนั่นได้เลยนะ”
“เชอะ !!”
สิริสุดาถอยไปนั่งกอดออกเชิดหน้า
“แม้แต่หางตาสิก็ไม่อยากมองเห็นนังนั่นค่ะคุณป๋า”
ทองทิวตัดบท
“เอาล่ะ..ตกลงที่พวกคุณพาผู้หญิงคนนี้มาเพื่อจะขอโทษงั้นใช่มั้ย”
“ไม่ใช่การขอโทษครับ แต่เป็นการเอาความจริงมาบอกให้คุณรู้”
สการหันไปที่ชิโลแล้วดันเธอมายืนข้างหน้า
“พูดความจริงที่เธอพูดมาตลอดให้พวกเขาฟัง”
“ให้ฉันพูดเลยเหรอ” ชิโลลังเล
“ตอนนี้ฉันอนุญาตให้เธอพูดแล้ว...พูดไปสิ !!”
“ฉันพูดอยู่แล้ว ไม่ต้องมาตะคอกใส่หน้าฉันหรอก”
ชิโลสะบัดหน้าใส่สการ แล้วก้าวออกไปมองสิริสุดากับทองทิว
“สิ่งที่ฉันจะบอกพวกคุณเป็นความจริงทุกอย่าง ฉันกับผู้กองดรัณเราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ”
“ฉันขี้เกียจฟังข้ออ้างที่มีแต่น้ำ เอาเนื้อๆมา ถ้าไม่เคลียร์...จะไม่มีใครได้ออกไปจากที่นี่”
ทองทิววางท่าทางขึงขังจริงจังแล้วหันไปกวักมือเรียกลูกน้องให้มาเสิร์ฟน้ำชา ชิโลสูดลมหายใจแล้วตัดสินใจพูด
“ฉันกับผู้กองดรัณ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ที่ฉันต้องมาประกาศในงานว่าเป็นกิ๊กเขา เพราะว่าฉัน...ฉันเป็นนางฟ้าค่ะ !!”
ทองทิวที่กำลังจิบน้ำชาร้อนๆอยู่ ถึงกับสำลักพรวดพุ่งใส่หน้าลูกน้องจนเปียกชุ่ม สการอมยิ้มชอบใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
“อย่าเพิ่งห้ามไม่ให้เธอพูดครับคุณทองทิว...พวกคุณควรจะต้องฟังเหตุผลของเธอให้จบ”
สการหันไปพยักหน้าให้ชิโลเล่าต่อ
“ฉันเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ฉันดาวดึงส์ ระหว่างที่ฉันกำลังเรียนวิชาพรหมลิขิตกับท่านพระอาจารย์กามเทพ ฉันพบว่าผู้กองดรัณกับคุณสิริสุดาไม่ใช่คู่แท้ที่ควรจะต้องลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่เป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาแต่ชาติปางก่อน ฉันจึงต้องลงจากสวรรค์มายับยั้งไม่ให้พวกคุณแต่งงานกัน เพราะขืนปล่อยไว้ พวกคุณก็ต้องหย่ากัน”
สีหน้าท่าทางของชิโลจริงจัง แต่ทุกคนที่ได้ฟังถึงกับเหวออ้าปากค้างโดยเฉพาะสิริสุดา

สิริสุดากำมือแน่นลุกเด้งพรวดขึ้นมาโกรธจัด
“ทุเรศที่สุด แกเห็นฉันเป็นเด็กประถมอมมือเหรอ ถึงเอาเรื่องบ้าๆมาตอแหลให้ฉันฟัง”
ชิโลจะอ้าปากอธิบายแต่สการเอามือไปปิดปากไว้
“พอแล้ว...เธอไม่ต้องพูดอะไรอีกจากนี้ไปเป็นหน้าที่ฉัน”
สการหันไปอธิบายต่อ
“เปล่าเลยครับคุณสิ ตั้งแต่ที่ผมตามเจอตัว เธอก็เอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นนางฟ้า มีหน้าที่ห้ามไม่คุณแต่งงานกันเพราะไม่ใช่เนื้อคู่กัน ไม่ว่าผมจะสอบจะเค้นยังไง เธอก็ยังยืนยันคำเดิม”
“ผู้กอง !! คุณเป็นตำรวจนะ กล้าเอาเครื่องแบบคุณมาการันตีเรื่องไร้สาระได้ยังไง”
“เครื่องแบบของผมมีเกียรติเสมอ แต่ที่ผมพาเธอมาพูดเรื่องบ้าๆบอๆให้พวกคุณฟัง ก็เพราะผมต้องการให้พวกคุณเลิกจองเวรกับ...”
สการจับชิโลมายืนข้างหน้า แล้วพูดหนักแน่น
“คนบ้า !! คนสติไม่เต็มบาท !!”
ชิโลหันขวับจ้องสการเขม็งแต่สการไม่สนใจเอามือบีบหน้าเธอจนปากยู่ลิ้นห่อ เอานิ้วแยงจมูกจนหน้าชิโลดูตลก
“ดูสิครับ...ยัยเพี้ยนติ๊งต๋องที่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นนางฟ้าแบบนี้น่ะเหรอ ที่พวกคุณควรจะเอาเรื่องด้วย ผมว่าพวกคุณอย่าเสียเวลากับคนบ้าเลยดีกว่า เดี๋ยวจะพาลบ้าไปด้วย”
สการไม่หยุดยุ่งกับหน้าชิโล ดึงหูให้กาง ดันจมูกเหมือนหน้าหมู รวมผมเป็นแกละสองข้าง ชิโลโกรธจะเอาเรื่องสการแต่โดนสการบีบแขนแล้วกระซิบข้างหู
“หยุดพยศแล้วไม่ต้องพูด ถ้าไม่อยากโดนพวกนั้นตามรังควานก็ทำตามที่ฉันสั่ง”
“แต่ฉันไม่ได้บ้านะ”
สการพูดเสียงดังขึ้น...
“เห็นมั้ยครับ...คนบ้ามักจะบอกว่าตัวเองไม่ได้บ้า”
ทองทิวกับสิริสุดาเริ่มหรี่ตามองชิโลอย่างพิจารณา ดรัณรีบอธิบายกับสิริสุดา
“นี้คุณเชื่อผมแล้วใช่มั้ยสิ ผมไม่เคยนอกใจคุณ เรากลับมาแต่งงานกันเถอะนะสิ”
สิริสุดาไม่ตอบเดินตรงเข้ามาหยุดมองชิโลตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ฉันยอมเป็นคนบ้าก็ได้ ขอแค่ให้พวกคุณได้กลับไปแต่งงานกันเหมือนเดิม”
“ชิ...บ้าไม่บ้าฉันไม่รู้หรอก แต่ใครก็ตามที่กล้ามาทำลายความฝัน ทำลายชื่อเสียงของฉัน ฉันจะไม่มีวันปล่อยมันไป ต่อให้เป็นบ้า..ฉันก็ต้องตบสั่งสอน”
สิริสุดาเงื้อมือจะตบชิโล ดรัณร้องห้าม
“อย่านะสิ”
สิริสุดาฟาดมือลงไปทันที เสียงตบหน้าเพี๊ยะดังลั่น แต่ฝ่ามือของสิริสุดาไม่ลงที่หน้าชิโล กลับไปลงที่หน้าของ ดรัณซึ่งเข้ามารับแทนไปเต็มๆ สิริสุดาอึ้ง
“ดรัณ !!”
ดรัณร้องเจ็บซี้ดส์ แต่สิริสุดาน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเสียใจ
“ไหนบอกว่าไม่มีอะไรกับมันไง”
“สิ..คือ..เอ่อ”
ดรัณไม่รู้จะแก้ตัวยังไง สิริสุดาร้องไห้เสียงดังแล้ววิ่งออกไปทันที ดรัณจะตามแต่ทองทิวพร้อมพวกลูกน้องก้าวเข้ามาขวาง
“ดีแล้วที่เอาเรื่องไร้สาระมาพูดกับลูกสาวฉันแบบนี้ ต่อไปยัยสิจะได้ตัดใจจากแกได้ซะที”
ทองทิวพาพวกลูกน้องออกไป ดรัณหน้าซึมจ๋อย ชิโลหันไปโกรธแก้มป่องเป็นปลาทองใส่สการ

สการขับรถมาจอดที่ริมน้ำ ดรัณนั่งเซ็ง แต่ชิโลฉุนเฉียวใส่สการ ชี้หน้า...
“เพราะคุณคนเดียวเลยผู้กอง คุณทำให้คุณสิไม่เชื่อเรื่องที่ฉันพูด”
สการจับนิ้วที่ชี้หน้าอยู่มาบีบ
“ยัยเพี้ยน !! นี่ฉันช่วยให้เธอไม่ต้องโดนพวกนั้นตามรังควาญแล้ว เธอยังมาชี้หน้าด่าฉันอีกเหรอ...ทำคุณบูชาโทษ ขอสักทีเถอะ”
สการจับชิโลบิดข้อมือแล้วดัดหลังแบบที่ตำรวจจับผู้ร้าย
“โอ๊ย ๆๆๆ ฉันเจ็บนะ ปล่อยฉันนะผู้กองหน้ายักษ์”
ดรัณเข้ามาห้าม
“ปล่อยคุณชิโลนะเว้ยไอ้แซม...ปล่อยสิวะ”
ดรัณแกะมือสการออกจากชิโลที่เจ็บจนน้ำตาเล็ด ดรัณหันมาหัวเสียใส่สการ
“เมื่อไหร่แกจะเลิกทำรุนแรงกับคุณชิโลเขาสักทีวะ เขาเป็นผู้หญิงนะเว้ย”
ดรัณดันสการให้ถอยไปแล้วเข้าไปช่วยดูชิโลให้อย่างเป็นห่วง
“เจ็บมากมั้ยครับคุณชิโล”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทนได้..แต่ฉันต้องขอโทษผู้กองด้วย ฉันพยายามอธิบายแล้ว แต่ก็ช่วยให้คุณกลับไปคืนดีกับคุณสิไม่ได้”
“ช่างมันเถอะครับ ก็คงอย่างที่คุณว่านั่นแหละ ผมกับเธอไม่ใช่เนื้อคู่ที่สวรรค์สร้างมาให้คู่กัน ต่อให้พยายามแค่ไหนก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้”
“อย่าเพิ่งหมดหวังสิคะผู้กอง”
“เลิกพูดเรื่องนั้นเถอะ ชีวิตมันต้องเดินต่อไป ขอผมดูมือคุณหน่อย ท่าทางจะเจ็บมาก”
ดรัณถือวิสาสะจับมือชิโลมาดูอย่างห่วงใย สการยืนมองด้วยความรู้สึกตะหงิดๆหัวใจ
“เฮ้ย ฉันไม่ได้ออกแรงเยอะขนาดนั้น อย่างมากก็แค่ช้ำ ไม่ถึงกับหักใช้การไม่ได้หรอก”
สการไม่แค่พูดกลับตรงเข้าไปจับแขนชิโลดึงออกมาจากดรัณ
“ได้เวลากลับแล้ว ไปขึ้นรถ”
“เดี๋ยวสิวะ แกจะรีบพาคุณชิโลกลับไปทำไม ข้าวปลายังไม่ได้กินเลย”
“ยัยนี่เป็นนางฟ้า ข้าวปลาไม่ต้องกินหรอก เพราะนางฟ้าเขาอิ่มทิพย์ ใช่มั้ยแม่นางฟ้า”
ชิโลเชิดหน้าภูมิใจ
“ใช่...แสดงว่ารู้เรื่องสวรรค์ดีนี่”
สการบ่นเบาๆ
“ยัยเพี้ยนเอ้ย”
สการดันชิโลให้ขึ้นรถแล้วปิดประตู..ปัง สการหันไปที่ดรัณกำชับจริงจัง
“ปัญหาของยัยนั่นกับพวกนายทองทิว ฉันเคลียร์จบแล้ว ที่เหลือแกกับฉันต้องโฟกัสแค่เรื่องงานเท่านั้น โอเคนะเพื่อน”
สการไม่รอคำตอบจากดรัณรีบเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที ดรัณงง
“อะไรของมันวะ...อยู่ๆก็หน้าหงึกเป็นมะเหงก...”
แล้วดรัณยิ้มขำฉายาที่ชิโลตั้งให้เพื่อน
“หึๆๆ ผู้กองหน้ายักษ์ ว่าไปก็เหมาะกับแกเหมือนกัน”

สการขับรถไปเรื่อยๆหน้านิ่งไม่พูดไม่จาเหมือนคนอมทุกข์ ก่อนจะรู้สึกว่าถูกชิโลจ้องหน้ามาตลอดทาง
“มองหน้าฉันทำไม”
“ทำไม..ฉันมองไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ เพราะสายตาที่เธอมองฉันอยู่ มันสายตาของคนจ้องหาเรื่อง”
ชิโลย้อนทันที
“แล้วที่คุณจ้องหาเรื่องฉันล่ะ”
“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้หาเรื่องเธอ แต่ที่ฉันต้องลงมาช่วยเคลียร์เรื่องเธอให้จบ เพราะฉันเป็นห่วงแม่ ไม่อยากให้ต้องมาซวยเพราะเธออีก”
“คุณไม่ต้องห่วงคุณป้าหรอก ฉันไม่มีวันทำให้คนดีๆอย่างคุณป้าต้องเป็นอันตรายแน่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอีก คนที่จะเจ็บก่อนคือฉัน”
สการนิ่งไปแล้วละสายตาจากถนนหันมามองชิโลที่ยืนยันจริงจัง
“ห่วงแต่ตัวเองเถอะ แค่คิดก็กลัวฟ้าผ่าแล้ว...อี๋”
“บ่นอะไรของเธอ ว่าอะไรฉัน ฉันได้ยินนะ ว่าอะไร !!”
“ได้ยินแล้วต้องถามอีกเหรอ”
“ยังมาย้อนอีก ไหนว่าถือศีลไง พูดออกมาเลย อย่าดีแต่กระแหนะกระแหน”
“ก็ได้...ฉันคิดว่าคุณเป็นเกย์ ชอบไม้ป่าเดียวกัน”

สการถึงกับอึ้งเหวอสุดฤทธิ์ หักพวงมาลัยเข้าข้างทางแล้วเบรครถทันที...เอี๊ยด ชิโลหน้าคะมำกระแทกคอนโซล

สการเบรครถเอี๊ยดที่ข้างถนน แล้วฉุนเฉียวเปิดประตูรถอ้อมมาฝั่งชิโล ที่ร้องเจ็บเพราะหัวกระแทก
 
“อู้ยยยย...เจ็บ...ขับรถอะไรของคุณเนี่ย”
สการเปิดประตูแล้วตะคอก
“ลงมา”
“จะทำอะไรฉันอีก”
“บอกให้ลง”
ชิโลปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงจากรถ สการมองหน้าเธออย่างเข็ดเขี้ยว
“เมื่อกี้นี้เธอว่าฉันเป็นเกย์ใช่มั้ย”
“ใช่...ก็ฉันเห็นคุณใส่อารมณ์ไม่พอใจตอนที่ผู้กองดรัณเข้ามาช่วยฉัน แล้วฉันก็เห็นว่าคุณดูไม่ใส่ใจฉันเลย ทั้งๆที่ฉันเป็นผู้หญิงที่สวยมาก พฤติกรรมแบบนี้ฉันเคยดูในหนังในละครตอนลงมาเที่ยวโลกมนุษย์ เขาว่าผู้ชายแบบนี้...เป็นเกย์”
สการกัดกรามแน่นโกรธ
“ยัยเพี้ยนนน...เว้ยยย”
สการตะโกนลั่นแล้วเข้าไปจับไหล่ชิโลดึงมาใกล้ๆแบบหน้าจ่อหน้า
“ฉันไม่ใช่เกย์ ฉันไม่ชอบไม้ป่าเดียวกัน ฉันเป็นผู้ชายทั้งแท่ง รู้ไว้ด้วย”
“แท่ง...แท่งอะไร?”
สการชะงัก..ชักสีหน้าอย่างอยากจะบ้า...
“เว้ยยย...ไม่ไหวแล้ว ถ้าฉันอยู่ใกล้เธอต่อไป ฉันต้องเป็นบ้า เสียสติ ติงต๊องแน่ จากตรงนี้ไป เธอเดินกลับเอง ฉันไม่ขออยู่ใกล้เธออีกแล้ว”
สการหัวเสียกลับไปนั่งที่คนขับแล้วขับรถออกไป ทิ้งชิโลให้ยืนอยู่คนเดียวข้างถนนเปลี่ยวๆ
“ผู้กองหน้ายักษ์...อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวแบบนี้นะ..ผู้กอง !!”
ชิโลอารมณ์เสียได้ครู่ก่อนจะรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชิโลมองรอบๆตัวอย่างเลิ่กลั่กแล้วรีบเดิน
ลมพัดเข้ามา ฟ้าแล่บแปลบๆขึ้นมาอย่างน่ากลัวโดยไม่มีสาเหตุ ควันจางๆลอยเข้ามาก่อนจะเผยให้เห็นว่าเป็นอสุเรศที่ยืนแสยะยิ้มน่ากลัว
“หึๆๆๆๆ...รัศมิชโลธร”


สการขับรถมาตามถนนยังหงุดหงิดไม่หายที่โดนชิโลว่าเป็นเกย์
“ยัยเพี้ยนเอ้ย...พฤติกรรมแบบนี้ฉันเคยดูในหนังในละครตอนลงมาเที่ยวโลกมนุษย์ เขาว่าผู้ชายแบบนี้...เป็นเกย์ ยัยบ้า !! ติ๊งต๋องชมัด หน้าตาก็สวยดีหรอก นี่ถ้าไม่เสียสติล่ะก็ จะจับมาจูบให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าไม่ได้เป็นเกย์”
สการบ่นไปอย่างเจ็บใจได้ครู่ก็แตะเบรกหยุดรถที่กลางถนน
“ไอ้บ้าเอ้ย คิดได้ไงวะ น้ำเน่าอย่างกับละคร”

ชิโลเดินมาตามทางเปลี่ยวๆบรรยากาศน่ากลัว ลมเริ่มพัดเข้ามาแรงขึ้นจนใบไม้ปลิวว่อน ชิโลหน้าตื่นเพราะรู้ตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เลยเร่งฝีเท้าจนเป็นวิ่ง แต่ลมก็พัดปะทะเข้ามาแรงจนทำให้เธอล้มลง
“โอ๊ย !!!”
ชิโลล้มจนมือไปครูดกับพื้นถนนจนถลอกเลือดซิบๆ อสุเรศก้าวเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะดังน่ากลัว
“หึๆๆๆ ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบมนุษย์แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะ...รัศมิโลธร”
“อสุเรศ !!”
“ช่างน่าสงสารเจ้าซะจริง เป็นนางฟ้าอยู่ดีๆแต่ต้องตกสวรรค์มารับโทษในโลกมนุษย์ ขอข้าเยาะเย้ยเจ้าแบบพวกมนุษย์สักนิดนะ...สมน้ำหน้า กะลาหัวเจาะ...ฮ่าๆๆๆ”
ชิโลเจ็บใจที่โดนอสุเรศถากถางสมน้ำหน้า มือคลำได้ก้อนหินเหมาะมือมาก้อนนึง
“อย่าคิดว่าฉันเป็นมนุษย์แล้ว ฉันจะกลัวแกนะไอ้อสูรหน้าบาก”
ชิโลลุกขึ้นแล้วปาก้อนหินใส่...ฟิ้วววว
หมับ !! อสุเรศยกมือขึ้นรับก้อนหินไว้ได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะบีบแน่นจนก้อนหินกลายเป็นผุยผงต่อหน้าชิโล
“เจ้าคิดว่าก้อนหินแค่นี้ จะทำอะไรบุตรของจอมอสูรอย่างข้าได้เหรอ”
“ในเมื่อเจ้าเป็นถึงเจ้านายของพวกอสูร เจ้าก็น่าจะมีจิตใจอันเป็นธรรม อะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็น่าจะแล้วไป”
“ให้แล้วไปงั้นเหรอรัศมิชโลธร...หึๆๆๆ”
อสุเรศค่อยๆถอดแว่นดำออกเผยให้เห็นแผลเป็นบนหน้าที่ดูน่าเกลียด
“เพราะฝีมือของเจ้า หน้าตาที่เคยหล่อเหลาของข้าต้องกลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว แม้แต่หมอศัลกรรมที่เก่งที่สุดก็ยังรักษาให้ข้าไม่ได้ เป็นอย่างนี้แล้ว จะให้ข้า แล้วไปงั้นเหรอ...รัศมิชโลธร !!”
อสุเรศตะคอกเสียงดัง ชิโลสะดุ้งโหยง
“เอ่อ...งั้นเจ้าจะให้เราชดใช้อะไรก็บอกมา เราสัญญาว่าเราได้กลับไปสวรรค์เมื่อไหร่ เราจะชดใช้ให้เจ้า”
“ชดใช้เหรอ...หึๆๆ เจ้าได้ชดใช้แน่รัศมิชโลธร แต่เราไม่รอให้เจ้ากลับไปเป็นนางฟ้าหรอก เจ้าจะต้องชดใช้เรา...ตอนนี้”
อสุเรศขยับเดินเข้ามาใกล้ ชิโลเริ่มกลัวจริงๆจังๆ
“เจ้าจะเอาอะไรจากเรา”
“ก็ตัวเจ้าไง...เราจะพาเจ้าไปเป็นเมียของเราที่พิภพอสูร เจ้าจะไม่มีวันได้กลับไปสวรรค์อีกชั่วกัปชั่วกัลป์...ฮ่าๆๆๆ”
ชิโลตกใจหน้าซีดรีบวิ่งหนีทันที อสุเรศหัวเราะดังกึกก้อง...ฮ่าๆๆๆ

สการขับรถย้อนกลับมาหาชิโลบริเวณที่ทิ้งเธอเอาไว้ แต่สการกลับหาชิโลไม่เจอ
“ชิโล....ยัยเพี้ยน...ยัยติงต๊อง งานเข้าแล้วไงไอ้แซม”
สการพยายามมองหาแต่ไม่เห็น สการเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
“ไม่น่าใจร้อนเลยเรา”
สการยืนครุ่นคิดเอาไงต่อดี

ชิโลวิ่งหนีอสุเรศเข้ามาบริเวณตึกร้าง อสุเรศโผล่เข้ามาดักขวางทาง
“หึๆๆๆ...เจ้าจะหนีไปไหน ยังไงคืนนี้เจ้าก็ต้องไปกับเรา ไปเป็นเมียของเราในพิภพอสูร”
“ฉันยอมตายดีกว่ายอมไปเป็นเมียแก ไอ้อสูรหน้าบาก”
ชิโลถอยแล้ววิ่งหนีไปอีกทาง แต่อสุเรศก็โผล่แว่บเข้ามาดักอีก
“เจ้าเป็นนางฟ้าที่มาจุติเป็นมนุษย์ บุญของเจ้าสูงส่งจนทำให้เจ้าไม่ได้ตายง่ายๆหรอก ข้ารับรองว่าไปเป็นเมียข้าที่พิภพอสูร เจ้าจะสบายกว่าอยู่ที่โลกมนุษย์เยอะ”
ชิโลไม่ฟังวิ่งถอยไปอีกทางแต่ก็เจออสุเรศโผล่..ตึ่ง !! มาดักไว้อีก ทำให้ชิโลจนปัญญาหนี
“หมดปัญญาแล้วใช่มั้ย ถ้างั้นให้ข้าพาเจ้าไปแต่โดยดีเถอะ”
ชิโลหน้าเสียจนมุมหลังพิงฝา อสุเรศก้าวเข้าหาอย่างน่ากลัว แต่ทันใดนั้นก็เกิดเหตุอัศจรรย์ อยู่ๆก็มีวงแหวนไฟลุกโชนขึ้นกั้นขวางไม่ให้อสุเรศเข้าหาชิโลได้
“รีบหนีเร็วชโลธร”
ชิโลตกใจที่ได้ยินเสียงของพรรณราย
“พี่พรรณราย”
“รีบไปสิชิโล”
ชิโลตั้งสติได้ก็ทำตามวิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้นทันที
“รัศมิชโลธร...เจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้น”
อสุเรศจะตามไปแต่ก็ถูกวงแหวนไฟที่ลุกโชนโหมมากขึ้นพุ่งเข้าใส่กั้นขวางเอาไว้ อสุเรศได้แต่เจ็บใจ

สการขับรถมาตามถนนมองหาชิโล
“หายไปไหนแล้วเนี่ย...ยัยเพี้ยนเอ้ย...อย่าบอกนะว่าป้ำๆเป๋อๆ เดินตกท่อตายไปแล้ว ไม่น่าเลยเรา แกล้งคนเสียสติ บาปหนาตกนรกแน่ไอ้แซม...เว้ยยย”
สการบ่นไปได้ครู่ชิโลก็วิ่งโผล่มาจากข้างถนนตัดหน้ารถ สการรีบเหยียบเบรคทันที...เอี๊ยดดด
“อ๊ายยยยย”
ชิโลร้องลั่น
รถจอดนิ่งสนิทห่างจากชิโลแค่ไม่ถึงคืบ ชิโลแทบเข่าอ่อนใจหายวาบๆ สการรีบลงจากรถมาดูทันที
“ยัยเพี้ยน...อยู่ๆวิ่งมาตัดหน้ารถทำไม เกิดฉันเบรคไม่ทัน ฉันชนเธอตายไปแล้วนะ”
ชิโลระล่ำระลัก
“ช่วยฉันด้วย อย่าให้มันเอาตัวฉันไป ช่วยฉันด้วย”
“ใคร..ใครจะมาเอาตัวเธอไป”
“มัน...พวกมัน...”
ชิโลทั้งตกใจกลัวและอ่อนเพลียจนประครองสติตัวเองไม่อยู่ วูบหมดสติไป สการรีบประครองเธอไว้ในอ้อมกอด
“ยัยเพี้ยน...ยัยตัวแสบ”
สการพยายามเรียกสติแต่ชิโลไม่รู้สึกตัวแล้ว สการตัดสินใจอุ้มเธอพากลับเข้าไปในรถแล้วขับรถออกไปทันที

ณ สวนบุณฑริก พรรณรายเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับน้องสาวผ่านบ่อน้ำพุ ภาพเหตุการณ์สะท้อนออกมาทางผิวน้ำจนทำให้พรรณรายต้องตัดสินใจช่วยน้องสาวให้พ้นจากเงื้อมือของอสุเรศ
“ชโลธร...พี่คงจะนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว”
พรรณรายเคร่งเครียดขึ้นมาเมื่อตัดสินใจบางอย่าง

สการอุ้มชิโลที่หมดสติมาวางบนเตียงในห้องของเธอ ช่วยจัดหัววางบนหมอน นารีกับอุ้มสมเป็นห่วงชิโล
“บอกแม่มานะตาแซม เกิดอะไรขึ้นกับหนูชิโล”
“ผมพาเธอไปเคลียร์เรื่องคุณสิริสุดา แต่ระหว่างทางกลับ...”
”เกิดอะไรขึ้น”
“ผมคิดจะดัดนิสัยเธอก็เลยปล่อยให้ลงจากรถเดินกลับเอง แต่พอกลับไปรับก็เจอเธอกำลังตกใจหนี บอกว่ามีคนพยายามมาเอาตัวไป”
อุ้มสมรีบถาม
“ชิโลบอกว่ามีคนจะมาเอาตัวเธอไปเหรอครับ”
“ใช่”
อุ้มสมหน้าเสียเพราะรู้ดีว่าที่ชิโลพูดหมายถึงใคร สการสงสัยสีหน้าอุ้มสมเลยจะถามต่อแต่กลับโดนตีแขน
“ตาแซม !! แม่ไม่คิดเลยว่าเราจะกล้าทิ้งผู้หญิงตัวคนเดียวไว้กลางถนน”
“แม่ครับ ก็ตอนนั้นผม...”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว...แม่ไม่คิดเลยว่าแม่จะเลี้ยงเราให้เป็นคนไม่มีมนุษยธรรม ออกไป !! แม่จะดูแลหนูชิโลเอง...ไปสิ”
สการเซ็งๆหันไปมองชิโลแวบนึงก่อนจะเดินออกไป นารีหันมามองชิโลด้วยความเป็นห่วง
“อุ้มสมจ้ะ...ไปเอาผ้าชุบน้ำมาให้ป้าหน่อย ป้าจะเช็ดตัวให้หนูชิโล”
“ครับ”
อุ้มสมรีบออกไป

สการออกมายืนด้านนอก อุ้มสมที่ไปเอาผ้ากับอ่างน้ำมากำลังจะกลับเข้าไปในห้อง สการรีบเรียกไว้
“เดี๋ยวนายอุ้มสม”
อุ้มสมชะงัก
“เอ่อ...ครับผู้กอง”
“นอกจากเรื่องที่งานแต่งผู้กองดรัณ พี่สาวนายไปก่อเรื่องอะไรกับใครไว้อีก”
“เอ่อ...คือ...”
อุ้มสมพูดไม่ออก สการมองหน้าจับผิด
“ถ้านายรู้อะไรก็บอกฉันมา ฉันจะได้ช่วยเคลียร์ให้”
อุ้มสมมุมมิบคนเดียว
“ขืนบอกว่าโดนอสูรตามล่า มีหวังโดนว่าเพี้ยนอีกคนแน่”
“ว่าไงอุ้มสม พี่สาวนายไปมีเรื่องอะไรกับใครเขาไว้ บอกฉันมาให้หมด”
อุ้มสมมองหน้าสการอยากจะโกหก แต่ด้วยความเป็นเทพบุตรทำให้โกหกไม่ได้
“คือ....คือว่า...”
นารีออกมาพอดี
“ได้รึยังจ้ะอุ้มสม”
“ครับคุณป้า”
อุ้มสมได้โอกาสรีบชิ่งเข้าไปในห้องชิโลทันที นารีมองลูกชายอย่างตำหนิ
“คืนนี้แม่จะอยู่เฝ้าหนูชิโลที่นี่ เรากลับไปนอนที่ห้องเถอะ”
“ผมจะอยู่เฝ้าด้วยครับ ผมไม่ไว้ใจ ถ้าเกิดมีใครบุกเข้ามาอีก”
“ก็ตามใจ แต่อย่าทำให้แม่หนักใจมากไปกว่านี้ แม่สงสารหนูชิโลเขา”
นารีบอกเสร็จก็กลับเข้าไปในห้อง
 
สการถอนใจแล้วนั่งลงที่โซฟา จัดแจงถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกมองไปที่ห้องนอนของชิโลอย่างเป็นห่วงและรู้สึกผิดต่อเธอ

มณีแดนสรวง ตอนที่ 8

เช้าวันต่อมา สการหลับอยู่ที่โซฟา อุ้มสมชะโงกหน้ามาดูสการ แล้วหันไปหานารี

“จะให้ผมปลุกผู้กองมั้ยครับคุณป้า”
นารีที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวตอบออกมา
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ให้เขานอนไปก่อน ป้าทำข้าวต้มเสร็จแล้วค่อยปลุกก็ได้ อุ้มสมมาช่วยป้าทางนี้ดีกว่า”
อุ้มสมรับคำแล้วเดินเข้าไปช่วยเป็นลูกมือนารีที่ครัว
“กลิ่นหอมจังเลยครับ”
“ข้าวต้มธัญพืชทรงเครื่องจ้ะ”
“แค่ฟังชื่อก็น่าทานแล้ว”
“อุ้มสมช่วยใส่พริกไทยให้ป้าหน่อยสิจ้ะ ป้าต้องเตรียมเครื่องเคียง”
“ครับ”
อุ้มสมหันไปหยิบขวดพริกไทยมาเหยาะใส่หม้อข้าวต้ม แล้วเผลอสูดเอาพริกไทยที่ฟุ้งกระจายเข้าไปเต็มๆ อุ้มสมฟุดฟิด
“ยะ..แย่แล้ว..ฮะ..ฮะ...”
นารีเดินเข้ามาเห็นอุ้มสมเอามือปิดจมูก
“เป็นอะไรรึเปล่าจ้ะอุ้มสม”
อุ้มสมมือบีบจมูกกลั้นฮัดชิ้วสุดฤทธิ์ ส่ายหน้าปฏิเสธ
“งั้นเดี๋ยวป้าฝากดูทางนี้หน่อยนะจ้ะ ป้าจะไปเอาน้ำตาลที่ห้องป้าหน่อย”
อุ้มสมมืออุดจมูกแล้วพยักหน้ารับหงึกๆ นารียิ้มให้แล้วเดินออกไป อุ้มสมพยายามกลั้นหายใจสุดฤทธิ์รอจนนารีออกไปก็ค่อยๆเอามือลง
“อ่อย....เกือบไปแล้วเรา”
แต่พูดไม่ขาดคำอุ้มสมก็ฮัดชิ้วออกมาเสียงลั่น...ฮัดชิ้ววววว
สการสะดุ้งตื่นตกใจเสียงฮัดชิ้ว สัญชาติญาณตำรวจทำให้สการคว้าปืนที่เหน็บไว้ขึ้นมา เขาส่องปืนไปรอบๆห้องเพราะนึกว่าเกิดเหตุร้าย แต่ไม่พบคนร้าย เจอแต่นกแก้วตัวนึงส่งเสียงร้องดัง
“เฮ้ย !! นี่แกอีกแล้วเหรอ...ไอ้นกบ้า เข้ามาในนี้ได้ยังไง”
สการหันไปเห็นประตูระเบียงเปิดอยู่
“มาทางนั้น งั้นก็รีบออกไปทางนั้นเลย ไป...ชิ้ว...ชิ้ว”
สการวิ่งไล่จับนกแก้วอุ้มสมที่ส่งเสียงร้องดังให้ออกไปทางประตูระเบียง พอไล่ออกไปได้แล้วสการก็จัดการปิดประตูทันที...ปัง
“อย่าให้เห็นเข้ามาอีกนะ ไม่งั้นฉันจับแกส่งสวนสัตว์แน่...แล้วนี่หายไปไหนกันหมด”
สการมองแปลกใจ ที่ไม่เห็นใครในห้อง

นารีมาเอากระปุกน้ำตาลที่ห้อง แต่มาตกใจเมื่อหันมาเจอมัดหมี่ยืนฉีกยิ้มหวาน
“ว๊าย...หนูมัดหมี่ เข้ามาเมื่อไหร่เนี่ย ป้าตกใจหมด”
“สวัสดีค่ะคุณแม่ขา มัดหมี่ขอโทษที่ทำให้คุณแม่ตกใจ คือมัดหมี่เห็นประตูห้องเปิดไว้ก็เลยถือโอกาสเดินเข้ามาเลย ผู้กองหลับอยู่เหรอคะ”
“จ้ะ”
“งั้นมัดหมี่ขออนุญาตไปปลุกนะคะ พอดีมีเรื่องงานจะมาคุยกับผู้กอง”
“ตาแซมไม่ได้หลับอยู่ที่นี่หรอก”
“อ้าว..ไม่ได้หลับอยู่ที่นี่แล้วไปหลับที่ไหนคะ”
“ห้องตรงข้ามโน่น”
นารีพูดไปก็ชี้ไปที่ห้องตรงข้าม มัดหมี่มองตามแล้วคิ้วขมวดงงๆ

สการอยู่ในห้องนอนของชิโล เห็นเธอยังนอนหลับสบายๆในชุดนอนน่ารักๆที่นารีเปลี่ยนให้เมื่อคืน ชิโลมีอาการเพ้อละเมอ
“ท่านพ่อ...ลูกขอโทษ...ให้ลูกกลับสวรรค์เถอะ...ลูกผิดไปแล้ว”
ชิโลนอนขดตัวงอร้องไห้กระซิกๆอย่างน่าสงสาร
“เฮ้อ...ยัยเพี้ยนเอ้ย ขนาดหลับยังฝันว่าตัวเองเป็นนางฟ้าอีก หรือว่าฉันต้องส่งเธอไปรักษาจริงๆ”
สการพร่ำไประหว่างนั้นชิโลขยับตัว จะตกเตียง เขาจึงรีบเข้าไปนั่งขวางและจับเธอเอาไว้
“เอ้า..เกือบตกเตียงแล้วมั้ยล่ะ เธอนี่ทั้งเพี้ยน ทั้งโก๊ะ ถ้าขืนส่งไปโรงพยาบาลบ้ากว่าจะรักษาหายสงสัยแก่หง่อมพอดี”
“ท่านพ่อ...ลูกคิดถึงท่านพ่อ”
ชิโลเพ้อออกมาอีกเหมือนเด็กขาดความอบอุ่น สการนั่งอยู่ใกล้ชิโลจึงเผลอจับมือสการมากอดและรู้สึกอบอุ่นหลับฝันดี สการเห็นหน้าชิโลมีรอยยิ้มเลยอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ ความสงสารเลยทำให้สการช่วยโอบกอดเธอเอาไว้แต่ก็ขัดๆเขินๆ
“ซัก...ซักหน่อยแล้วกันเว้ย ไม่มีใครเห็น อะ...อะแฮ่ม...” สการแกล้งทำเสียงใหญ่ “พ่อก็คิดถึงลูกเหมือนกัน”
ชิโลอมยิ้มดีใจยิ่งกอดแน่นขึ้นไปอีก สการถึงกับผงะใจเต้นตึกตัก มองหน้าชิโลที่อยู่ใกล้แค่ไม่กี่คืบ

มัดหมี่ตามนารีเข้ามาในห้องชิโล...
“ตาแซม...อ้าว...เมื่อกี้นี้ยังเห็นนอนอยู่ตรงนี้เลย”
“ผู้หญิงที่ชื่อชิโลเนี่ย ใครเหรอคะคุณแม่” มัดหมี่ถามอย่างสงสัย
“เพื่อนบ้านจ้ะ”
“เพื่อนบ้านแบบไหนกันคะ ผู้กองถึงต้องมานอนเฝ้าถึงห้องแบบนี้”
นารีรำคาญ
“ก็เพื่อนบ้านแบบที่สนิทกัน...ม้ากกกกมากไงจ้ะ”
มัดหมี่ผงะรู้ว่าโดนนารีแดกดันใส่

ในห้องนอน...สการประคองกอดชิโลอยู่บนเตียง ชิโลกอดสการเอาไว้แน่นก่อนจะเริ่มรู้สึกแปลกๆเพราะสากๆมือที่จับโดน
“ยัยเพี้ยน..จับเฉยๆสิ มาลูบ มันจั๊กจี๋”
ชิโลเริ่มลืมตาแต่ไม่รู้ว่าอยู่กับใคร ชิโลลูบมือไปจับที่หน้า แล้วตกใจ หันมามองจังๆว่าเป็นสการ
“อ๊ายยย...ออกไปนะ อย่ามาถูกตัวฉัน”
ชิโลผลักสการจนตกเตียงแล้วรีบถอยไปยืนกลัวตัวสั่น จังหวะนั้นมัดหมี่กับนารีเปิดประตูเข้ามาทันที
“ผู้กอง !!”
สการอึ้งๆ
“คุณมัดหมี่ แม่ !!”
นารีถามเสียงแข็ง
“ตาแซม...นี่แกทำอะไรหนูชิโล”
“ผมเปล่านะแม่”
ชิโลฟ้องทันที
“คุณป้า...ผู้กองเขาลวนลามชิโลค่ะ”
มัดหมี่อึ้ง
“นี่เธอ...ฉันจำเธอได้แล้ว หาตัวมาตั้งนานที่แท้ก็...”
สการเข้ามาขัดมัดหมี่
“ เดี๋ยวครับคุณมัดหมี่...ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องของคุณ ขอผมเคลียร์ก่อน ยัยเพี้ยน...ฉันไม่ได้ลวนลามเธอนะ”
“ไม่ได้ลวนลามอะไร ฉันเห็นคุณกอดฉันอยู่ ถ้าฉันไม่รู้สึกตัวก่อน คุณคงปล้ำฉันไปแล้ว คุณป้าช่วยชิโลด้วย”
นารีไม่พอใจ
“ตาแซม !!”
“แม่...ฟังผมก่อน”
นารีโกรธมากจ้องลูกชายจนตาเขียวปั๊ด

สการวิ่งออกมาจากห้องชิโล เพราะโดนนารีไล่ตี
“แม่...พอ...พอได้แล้ว ผมเจ็บนะ”
“ก็ตีให้เจ็บจะได้จำ ต่อไปแกจะได้ไม่กล้าทำเรื่องเลวๆแบบนี้อีก”
“ผมบอกว่าผมเปล่า ทำไมแม่ไม่ฟังผมบ้าง”
มัดหมี่ช่วยห้าม
“นั่นสิคะคุณแม่ขา...ผู้กองเป็นสุภาพบุรุษที่สุดที่มัดหมี่รู้จัก มัดหมี่เชื่อว่าผู้กองไม่ได้คิดอะไรกับนังนั่นแน่”
นารีหันไปแว๊ดใส่
“หุบปากเธอไปเลยมัดหมี่ ฉันยังไม่ได้ขอความเห็นจากเธอ”
มัดหมี่หน้าม้าน นารีจะเข้าไปจัดการกับสการต่อ
“หยุดตรงนั้นเลยครับแม่ ผมไม่ยอมให้แม่เข้ามาตีผมแล้ว”
“ทำไม แกจะจับแม่ข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่เหรอ”
สการเสียงอ่อย
“โธ่...ผมจะจับแม่ได้ไงล่ะครับ ผมแค่อยากให้แม่ชั่งน้ำหนักดูบ้างระหว่างคำพูดของลูกชายที่แม่เลี้ยงดูมา กับคำพูดของยัยเพี้ยน สติไม่เต็ม ขนาดหลับยังเพ้อว่าตัวเองเป็นนางฟ้าถูกพระบิดาไล่ลงจากสวรรค์จนต้องร้องไห้กระซิกๆ...แม่จะเชื่อใคร”
นารีชะงักไปแล้วหันไปมองชิโลที่นิ่งไปเหมือนกัน
“หนูชิโล”
ชิโลเศร้าเสียใจ
“ฉันไม่ได้เพี้ยน ไม่ได้เป็นคนสติไม่เต็ม ฉันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่เลย ไม่ควรมาเลยจริงๆ !!”
ชิโลน้ำตาคลอเสียใจร้องไห้กลับเข้าไปในห้อง
“หนูชิโล”
นารีมองตามอย่างไม่สบายใจ มัดหมี่ยังคงออกความเห็น
“คุณแม่ขา...แบบนี้มันคนบ้าชัดๆเลยนะคะ ให้มัดหมี่ตามโรงพยาบาลมารับตัวไปมั้ยคะ”
“ไม่ต้อง”
นารีเสียงห้วนๆใส่แล้วตามชิโลไป สการรู้สึกใจไม่ค่อยดีเพราะคำพูดที่หลุดออกไปทำให้ชิโลเสียใจ มัดหมี่หันไปพูดกับสการ
“ผู้กองจะปล่อยให้คุณแม่คลุกคลีกับนังบ้านั่นเหรอ น่ากลัวนะคะ”
สการมองมัดหมี่แต่ไม่ตอบอะไร หันไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตที่ถอดวางไว้ตรงโซฟาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเดินออกไป
“ผู้กอง..จะไปไหนคะ รอมัดหมี่ด้วย”
มัดหมี่รีบตาม

ในคฤหาสน์อสูร...อสุเรศสีนั่งเจ็บแค้น มองมือตัวเองที่มีแต่รอยแผลไฟไหม้พุพองน่าเกลียด ทั้งยังปวดแสบปวดร้อน แตะนิดเดียวก็ร้อง...
“ซี้ดดดส์...โอ้ยยย...ปวดแสบปวดร้อนเว้ย”
“แล้วจะให้พวกผมทำยังไงล่ะครับนายท่าน”
“ไอ้โง่...นายท่านปวดแสบปวดร้อนเจ้าก็เอาน้ำมาให้สิวะ”
อัคราสูรนึกได้หันไปหยิบเหยือกน้ำมา
“แค่นั้นมันไม่ช่วยดับพิษร้อนได้หรอก ต้องน้ำแข็งด้วย”
จิตราสูรหันไปหยิบเหยือกน้ำแข็งมาเทใส่เหยือกน้ำ แล้วรีบเอาเข้าไปให้อสุเรศ
“มาแล้วขอรับนายท่าน รับรองว่าดับพิษร้อนได้แน่ขอรับ”
อสุเรศหันมามองเหยือกน้ำแข็งเย็นเจี๊ยบ
“จุ่มไปเลยขอรับนายท่าน เย็นเจี๊ยบแบบนี้หายแน่นอน”
อสุเรศลองทำตามที่สมุนแนะนำยอมจุ่มมือลงไปในเหยือกน้ำเย็น แต่แทนที่จะหายร้อนกลับปวดแสบมากกว่าเดิมจนร้องเสียงดังลั่น
“สะ....สะๆๆๆๆๆ แสบเว้ยยยย”

อสุเรศชักมือกลับแล้วคว้าเอาเหยือกน้ำปากระแทกพื้นแตกกระจายด้วยความเจ็บแค้น

ที่ลานต้นปาริกชาติที่สวยงาม ในสวนบุณฑริก ดอกปาริกชาติเริ่มเบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมขจร พรรณรายก้าวเข้ามายืนนิ่งที่ใต้ต้นปาริกชาติ

“เจ้าอยากเล่นงานน้องสาวเรา ก็สมควรจะได้รับการสั่งสอนซะบ้าง..อสุเรศ”
พรรณรายพูดถึงอสุเรศแล้วก็เริ่มหลับตาทำสมาธิจิตแน่วแน่พนมมือนิ่งอยู่ครู่ สายลมเอื่อยๆก็พัดโบกเข้ามาก่อนที่จะเกิดแสงสว่างขึ้นรอบๆต้นปาริกชาติ
พรรณรายค่อยๆยื่นมือออกไปหลังจากที่อธิษฐานขอบางอย่าง แสงสว่างจากต้นปาริกชาติเหมือนมีชีวิตห่อหุ้มบางอย่างให้ลอยลงมาหยุดนิ่งที่ฝ่ามือของพรรณราย สิ่งนั้นคือสร้อยเงินที่มีจี้เป็นเพชรรูปหยดน้ำส่องแสงเปล่งประกาย

อสุเรศต้องเอาผ้าพันแผล มาพันมือเอาไว้จนมือบวมกว่าอีกข้าง
“ยังไม่สิ้นฤทธิ์ของนางฟ้าแบบนี้ นายท่านคงต้องล้มเลิกแผนการแล้วล่ะขอรับ” จิตราสูรออกความเห็น
“ยัง ที่ข้าต้องโดนไฟลวกมือแบบนี้ ไม่ใช่เพราะฝีมือของรัศมิชโลธร แต่เป็นฝีมือของรัศมิพรรณรายพี่สาวมันต่างหาก”
อัคราสูรสงสัย...
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า ถึงนางจะโดนลงโทษให้ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ แต่ก็ยังได้รับการปกป้องจากสวรรค์อยู่”
“ไม่ใช่ !!...ข้ารู้จักเทพบิดาของนางดี ถ้านางถูกลงโทษ นางก็ต้องก้มหน้ารับโทษไปอย่างยุติธรรมไม่มีสิทธิพิเศษมากกว่าการลงโทษเทวดาองค์อื่น”
“ถ้าพี่สาวแอบให้ความช่วยเหลือ งั้นกระผมจะไปจัดการกับพี่สาวนางเองขอรับ”
อสุเรศหันมากระชากคอเสื้ออัคราสูรดึงมาตะคอกใส่หน้า
“อย่าสะเออะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”
จิตราสูรทับถมทันที
“ปากแกมันพูดไม่รู้จักคิด ถ้าไปมีเรื่องกับรัศมิพรรณราย จะกลายเป็นว่าฝ่ายเราไปหาเรื่องกับพวกนั้น และถ้าท่านเจ้าพิภพอสูรทราบเรื่อง”
“ข้าแล้วก็พวกแกจะโดนลงโทษกันทั้งหมด แล้วเราจะไม่มีโอกาสเล่นงานรัศมิชโลธรอีก”
“กระผมขอโทษขอรับนายท่าน” อัครสูรหน้าจ๋อย
อสุเรศผลักอัคราสูรออกไป สีหน้าเคร่งขรึมมองมือตัวเองที่พันผ้าเอาไว้จนบ่วมเป่ง
“พี่สาวนางแส่เข้ามาช่วยเหลือแบบนี้ ยิ่งทำให้ข้าต้องเร่งพาตัวรัศมิชโลธรมาให้ได้ ก่อนที่นางจะหาวิธีป้องกันน้องสาวให้พ้นจากเงื้อข้าอีก...รีบไปพาตัวรัศมิชโลธรมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
จิตราสูรสะกิดอัคราสูร
“รีบไปสิวะ”
“แล้วเจ้าไม่ไปเหรอ”
“ขนาดนายท่านยังโดนลวกมือพองกลับมาแบบนั้น ข้าไม่โดนย่างเป็นหมูหันเหรอ”
อสุเรศตวาด...
“ข้าสั่งให้ไปทั้งคู่...ไป !!”
จิตราสูรหน้าเสีย อัคราสูรหันมายิ้มเยาะใส่ จิตราสูรเลยฮึดหายวับไปก่อนทันที อัคราสูรหายตัวตามไป อสุเรศเจ็บแค้นแต่ก็ยังไม่หายปวดแสบปวดร้อน
“อู้ยยยย...แสบๆๆๆ”


สการเดินออกมาที่โถงคอนโดฯกำลังจะรีบออกไป มัดหมี่รีบจ้ำตาม
“เดี๋ยวสิคะผู้กอง...รอมัดหมี่ด้วย”
“ผมต้องรีบไปทำงานครับ ขอโทษด้วยที่คงไปไหนกับคุณไม่ได้”
มัดหมี่เซ็ง แต่พยายามพูดดี
“แหม...มัดหมี่ก็แค่อยากคุยเรื่องงานกับผู้กอง คือมัดหมี่ได้เวลาจากสถานีมาทำรายการประเภท REALITY เจาะลึกการทำงานของตำรวจแบบจี๊ดถึงใจผู้ชม ก็เลยอยากจะมาชวนผู้กองให้ไปร่วมงานกับมัดหมี่”
สการปฏิเสธทันที
“งานผมเยอะไม่มีเวลาไปออกทีวีหรอกครับ”
“แต่มัดหมี่ไม่ได้รบกวนเวลาของผู้กองเลยนะคะ ก็แค่คอยตามติดชีวิตผู้กองตลอดการทำงาน เราสองคนจะได้ใช้เวลาจี๊ดๆด้วยกันตลอดเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำไงคะ”
สการมองท่าทางดี๊ด๋าของมัดหมี่ทำเอามัดหมี่รีบเปลี่ยนท่าที
“มัดหมี่เอ่อ..มัดหมี่หมายถึง มันเป็นรูปแบบของรายการ reality ประชาชนกับผู้พิทักษ์สันติราษฐ์จะได้ใกล้ชิดสนิทกันมากขึ้น”
“ผมคงต้องขอปฏิเสธ งานของผมไม่เอื้อต่อการเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ ผมขอตัว”
สการรีบเดินออกไป มัดหมี่ชักสีหน้าไม่พอใจหงุดหงิด แต่ไม่ยอมแพ้รีบตามไปจิกต่อ

สการกำลังก้าวขึ้นรถแต่มัดหมี่ตามออกมา...
“เดี๋ยวค่ะผู้กอง..ก็ได้ค่ะ มัดหมี่อาจจะมารวบรัดผู้กองเกินไป รายการนี้มัดหมี่ตั้งใจทำเพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีให้ตำรวจ ผู้กองลองไปคิดดูก่อนก็ได้ค่ะ”
“ครับ”
สการจะเข้าไปในรถแต่มัดหมี่ยังตื้ออีก
“เดี๋ยวๆๆค่ะ มีอีกเรื่องที่มัดหมี่เป็นห่วงคุณแม่ ก็เรื่องยัยเพี้ยนนั่นไงคะ ผู้กองไม่น่าปล่อยให้ยัยนั่นอยู่ตามลำพังกับคุณแม่เลย น่าจะจับส่งโรงพยาบาลบ้าไปจะได้จบเรื่อง ปล่อยให้อยู่ใกล้คุณแม่แบบนั้น เดี๋ยวคุณแม่จะพลอยบ้าตามไปด้วยนะคะ...เอ่อ...มัดหมี่ไม่ได้ว่าคุณแม่นะคะ แต่คุณแม่เชื่อเรื่องแนวๆนี้อยู่แล้ว ถึงได้ชอบไปทำบุญ นั่งวิปัสนาอยู่วัดนานๆ ยิ่งมาเจอกับยัยเพี้ยนที่เอาเรื่องสวรรค์มาพูดกรอกหู มัดหมี่กลัวคุณแม่จะเตลิดแบบกู่ไม่กลับ”
“เรื่องยัยเพี้ยนนั่น ผมกำลังจะไปจัดการ ขอบคุณคุณมากที่เป็นห่วง ผมไปนะครับ”
สการตัดบทห้วนๆแล้วขึ้นรถขับออกไป มัดหมี่มองตามรู้สึกจี๊ดขึ้น
“แหม...ทีเรื่องของเราให้รอไปก่อน แต่พอเป็นเรื่องนังนั่นกลับรีบๆๆๆ...ชิ..นังบ้า..บ้า !”
มัดหมี่บ่นๆไปก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่างแล้วยิ้มร้าย

ชิโลนั่งเศร้าอยู่คนเดียวที่สระว่ายน้ำของคอนโด อยู่ๆน้ำตาก็ซึมและไหลออกมา ชิโลตกใจรีบเช็ดน้ำตา
“นี่น่ะเหรอที่พวกมนุษย์เรียกว่าน้ำตา”
ชิโลได้แต่เศร้าใจ นารีเดินเข้ามามองชิโลอย่างเป็นห่วง พร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“อย่าร้องไห้ไปเลยนะหนูชิโล ป้าขอโทษที่ลูกชายป้าพูดจาไม่ดีกับหนู”
“คุณป้าไม่ต้องขอโทษชิโลหรอกค่ะ ถ้าชิโลเป็นผู้กอง ก็คงต้องคิดอย่างเขาเหมือนกัน มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีนางฟ้ามาเดินเพ่นพ่านปะปนกับมนุษย์” ชิโลเงยหน้ามองท้องฟ้า “นางฟ้าก็ควรอยู่บนสวรรค์ ไม่ควรจะมาอยู่บนโลกมนุษย์”
ไม่ทันขาดคำน้ำตาชิโลก็ไหลอาบแก้ม นารีเวทนาสงสารเข้าไปโอบกอดลูบหัวอย่างเอ็นดู
“หนูชิโล...ฟังป้านะ...ไม่ใช่หนูคนเดียวหรอกที่คิดว่ามีนางฟ้าแสนดี จากวิมานสวรรค์ลงมาอยู่ร่วมกับพวกเราในโลกมนุษย์ เพราะป้าเองก็เชื่ออย่างสนิทใจเหมือนกัน”
ชิโลชะงักไป
“คุณป้า”
ชิโลแปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มอย่างอารีที่ไม่ปนเปื้อนความเสแสร้ง

นารีพาชิโลมาที่ชั้นวางหนังสือซึ่งมีหนังสือมากมายที่ล้วนเกี่ยวกับธรรมะ หนังสือว่าด้วยเรื่องของสวรรค์ รวมทั้งหนังสือไตรภูมิพระ
“โอ้โห...หนังสือทั้งหมดนี่ของคุณป้าเหรอคะ”
“จ้ะ หนังสือเก่าป้าสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นครูโน่นแน่ะ ตาแซมเองก็ชอบอ่าน นี่ยังไม่หมดนะ ที่บ้านสวนของป้ายังมีอีกเยอะ แต่ขนมาไม่ไหว”
ชิโลหันไปเห็นปกหนังสือเล่มหนึ่งเลยหยิบออกมา นารีอธิบาย
“ไตรภูมิกถา...ไตรภูมิพระร่วงน่ะจ้ะ เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เล่าถึงไตรภูมิหรือภูมิทั้งสาม ทั้ง กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ค่อนข้างอ่านยากสักหน่อยเพราะเป็นสำนวนเก่า คนสมัยใหม่เลยไม่ค่อยสนใจอ่านกัน”
“เหมือนอย่างที่มนุษย์สมัยนี้ไม่สนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษกันแล้ว เลยมองว่าภพภูมิต่างๆเป็นเรื่องไร้สาระ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ อ๊ะ..ท่าทางหนูชิโลจะรู้เรื่องในไตรภูมิพระร่วงดี เคยอ่านมาเหรอ”
ชิโลยิ้มรับ
“ค่ะคุณป้า ว่าแต่ทำไมคุณป้าถึงมาสนใจเรื่องนี้ ทำไมถึงเชื่อว่านางฟ้ามีอยู่จริง”
นารีนิ่งไปครู่ แววตาดูเศร้าๆเมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา
“ถ้าคุณป้าไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่ไม่เห็นว่าชิโลเป็นยัยเพี้ยน ชิโลก็ดีใจแล้ว”
“ไม่ใช่ว่าป้าไม่อยากพูดถึง แต่ที่ป้าไม่เคยพูดให้ใครฟังก็เพราะพูดไปก็คงไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่ตาแซมเองก็ไม่เคยรู้ว่าเขาเคยมีพี่สาวที่ตายตั้งแต่ยังเล็กก่อนที่เขาจะเกิด”
ชิโลตกใจและมองอย่างสงสัย นารีจับมือชิโลมากุมไว้แล้วน้ำตาคลอๆ

ในอดีต...ที่หน้าเมรุเผาศพ โลงศพเด็กถูกนำเข้าเตาเผา นารีร้องห่มร้องไห้เสียใจอย่างหนัก พิรัตน์เข้ามาโอบกอดภรรยาไว้แล้วร้องไห้ตาม
‘อย่าเสียใจไปเลยคุณ คิดซะว่าลูกเราเขาไปสบายแล้ว เขากลับไปที่ๆเขาจากมาแล้ว’
‘ลูกแม่...ฮือๆๆๆ’
นารีกอดพิรัตน์เอาไว้ร้องไห้หนักน้ำตาไหลพราก...
นารีเล่าเรื่องราวในอดีตชิโลฟัง....
“ตอนนั้นป้ากับสามีรับราชการอยู่ทางเหนือ ป้าแต่งงานมา 5 ปีก็ยังไม่มีลูกสักที แม้จะทำทุกอย่างแล้วก็ไม่มี ป้าเลยตัดสินใจไปบนบานขอลูกกับรูปปั้นพระอินทร์ที่ประดิษฐานในโบสถ์แห่งหนึ่ง...คืนนั้นหลังจากกลับมา ก็ฝันเห็นนางฟ้าแสนสวยองค์หนึ่งมาขออาศัยอยู่กับป้า ไม่นานหลังจากนั้นป้าก็ตั้งท้อง ลูกสาวป้าหน้าตาน่ารักน่าชัง ป้าเรียกแกว่าหนูสโรชา แกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ทำให้ป้ามีความสุขมาก”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวป้าคะ”
นารีน้ำตาคลอ
“ตอนนั้นเกิดเหตุน้ำหลากในพื้นที่ที่ป้าอยู่ ป้ากับสามีออกไปช่วยเหลือลูกศิษย์ที่กำลังลำบาก แต่พอกลับมาถึงบ้าน มันเป็นความประมาทของป้าเองที่ทิ้งลูกที่กำลังซนไว้กับพี่เลี้ยง แกคลานเล่นจนพลัดตกจากระเบียงจมน้ำ ไม่มีใครช่วยแกได้ทัน”
นารีสะอื้นเสียใจ ชิโลเวทนาสงสารพลอยร้องไห้ไปด้วย
“บางคนปลอบใจป้าให้หายเศร้าว่าเพราะหนูสโรชาเป็นลูกที่ป้ากับสามีไปขอมาจากเทวดา ท่านก็เลยมาเอาคืนไป บางคนก็บอกว่าลูกป้าอาจจะเป็นนางฟ้าที่แอบหนีมาเที่ยวเล่นโลกมนุษย์เพียงชั่วคราว ก็เลยมีอายุสั้นเพราะต้องรีบกลับสวรรค์”
“คุณป้าคะ...เพราะอย่างนี้คุณป้าถึงได้เชื่อชิโล”
“จ้ะ... ป้าเชื่อว่าลูกสาวป้ากลับไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้ว และวันนึงเราก็จะได้พบกัน”

นารีพูดไปก็สบตากับชิโล สองคนกุมมือกันน้ำตาไหล

มณีแดนสรวง ตอนที่ 8(ต่อ)

มัดหมี่เดินไปเดินมาอยู่ตรงโถงของคอนโด ครู่หนึ่งมีรถพยาบาลของโรงพยาบาลจิตเวชมาจอดเอี๊ยด บุรุษพยาบาลร่างกำยำสองคนลงมาจากรถ

“ทำไมถึงได้มาช้านัก เดี๋ยวคนบ้าก็หนีไปหรอก”
“พอดีวันนี้มีผู้ป่วยต้องไปรับตัวเยอะครับ แล้วผู้ป่วยที่แจ้งให้มารับตัวอยู่ไหนครับ” บุรุษพยาบาลย้อนถาม
“ข้างบนโน่น”
“ทางเราคงต้องรับตัวไปตรวจก่อนนะครับ”
“ฉันรู้น่า แต่ตรวจยังไงก็เจอว่าบ้าแน่นอน ฉันคอนเฟิร์ม”
บุรุษพยาบาลพยักหน้ารับแล้วจะพากันไปแต่มัดหมี่ขัดไว้
“เดี๋ยวๆๆๆค่ะ พวกคุณจะขึ้นไปตอนนี้ไม่ได้ แม่แฟนฉันอยู่กับมัน ฉันไม่อยากให้มันอาละวาดใส่ท่าน รอให้ฉันตามแม่ลงมาก่อนแล้วพวกคุณค่อยขึ้นไป”
บุรุษพยาบาลรับคำ มัดหมี่แอบยิ้ม พึมพำกับตัวเอง...
“นังบ้า...อ้วกใส่ปราด้าฉันแล้วยังมาเจ๊าแจ๊ะกับผู้กองของฉันอีก คราวนี้หล่อนได้เจอฉันเอาคืนแน่...หึๆๆ จี๊ดถึงใจจริงๆ อิอิอิ”

นารีเช็ดน้ำตาแล้วหันมายิ้มกับชิโล...
“ที่ป้าไม่เคยเล่าให้ตาแซมฟังเรื่องพี่สาวที่เสียไปให้รู้ เพราะป้าไม่อยากให้ตาแซมคิดว่าป้างมงาย เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วงป้า”
“สวรรค์ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่ที่มนุษย์ไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะทำความดีแล้วกว่าจะเห็นผลได้ขึ้นสวรรค์ ก็ต้องรอให้หมดอายุขัยก่อน สู้การประพฤติผิดศีล ผิดธรรม ทำชั่วแล้วเห็นผลตอนยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้” ชิโลอธิบาย
“จริงอย่างที่หนูชิโลว่า สมัยนี้อะไรๆก็เร่งรีบกันไปหมด ความอดทนก็เลยไม่มี ชอบหันมาเสวยความสุขกันตรงหน้าอย่างเดียว ไม่เกรงกลัวคำว่าเวรกรรม”
“คุณป้าเป็นคนหมั่นทำบุญ ชิโลเห็นรัศมีความดีและบุญที่สะสมอยู่ ชิโลเชื่อค่ะว่าคุณป้าจะต้องได้พบกับนางฟ้าของคุณป้าแน่นอน”
“ขอบใจนะจ๊ะหนูชิโล ป้าสัญญาว่าป้าจะคอยดูแลหนู จะไม่ให้ใครมาทำอะไรหนูได้”
นารีกุมมือชิโลเอาไว้แล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ระหว่างนั้นโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น
“ป้าขอไปรับโทรศัพท์หน่อยนะจ๊ะ”
มัดหมี่รอจนนารีมารับสายโทรศัพท์ แล้วทำเสียงร้อนใจ...
“คุณแม่ขาเหรอคะ...คุณแม่ช่วยมัดหมี่หน่อยสิคะ มัดหมี่แย่แล้วค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น” นารีร้องถามอย่างตกใจ
“มัดหมี่ติดอยู่ในลิฟท์ที่คอนโดค่ะ”
“ว่าไงนะ”
มัดหมี่สะอื้นสุดฤทธิ์
“ค่ะคุณแม่ มัดหมี่กลัวมากๆเลย คุณแม่ช่วยมัดหมี่ด้วย”
“ทำไมเธอไม่เรียก รปภ.ล่ะ”
“มัดหมี่กดสัญญาณเรียกแล้ว แต่ไม่มีใครตอบกลับมาเลย สงสัยมันจะเสียค่ะ ฮือๆๆๆ คุณแม่ช่วยมัดหมี่ด้วยนะคะ มัดหมี่กลัว..ฮือๆๆๆๆ”
“ได้ๆๆ...ใจเย็นๆนะ แม่จะรีบลงไปบอกรปภ.เขาให้”
นารีวางโทรศัพท์แล้วหันไปบอกชิโล
“เพื่อนตาแซมติดอยู่ในลิฟท์ หนูชิโลรอป้าอยู่ในนี้ก่อนนะ เดี๋ยวป้าขึ้นมา”
“ค่ะคุณป้า” ชืโลพยักหนารับ
ทางด้านมัดหมี่กดปิดสาย แล้วหันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลจิตเวช

ตรีชฎาางงๆเมื่อเห็นชื่อในกระดาษโน้ตที่สการจดใส่มาให้ดู
“นางสาว ชโลธร ณ แดนสรวง ? ชื่อใครเหรอคะผู้กอง”
“ก็ชื่อนามสกุลของยัยเพี้ยนนั่นไง”
“อ๋อ...แม่นางฟ้าคนสวยนั่นน่ะเหรอคะ แหม ชื่อก็เพราะนามสกุลก็พริ้ง”
“ผมไม่ได้ให้คุณมาชื่นชมชื่อยัยนั่น เอาชื่อไปหาข้อมูลจากทะเบียนราษฎ์มาให้ผมหน่อย”
“อ๋อ..ได้สิคะเรื่องง่ายๆสบายอยู่แล้ว แต่ว่าผู้กองไปได้ชื่อนามสกุลของเธอมาได้ยังไงคะ”
“ผมถามเอาจากสำนักงานบริหารในคอนโด”
“นามสกุล ณ แดนสรวง...แดนสรวงก็แปลว่าแดนสวรรค์ ดิฉันว่าเธอคงอินจัดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าจนกู่ไม่กลับแล้วล่ะค่ะ ถึงได้ตั้งใจใช้นามสกุลแบบนี้”
“คุณยังไม่ต้องมาวิจารณ์อะไรตอนนี้ ไปหาข้อมูลเธอมาว่าเป็นลูกใคร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร มีญาติที่ไหนอีก แล้วก็เช็คด้วยว่าเคยมีประวัติอาชญากรรมที่ไหนไว้บ้าง”
“ค่ะผู้กอง มีชื่อนามสกุลมาให้แบบนี้ รับรองว่าผู้กองจะได้รู้หมดทุกซอกทุกมุมแน่”
ตรีชฎารีบออกไป สการหันมาสีหน้าเคร่งขรึม


ชิโลเปิดหนังสือไตรภูมิพระร่วง พลิกอ่านอย่างสนใจระหว่างรอนารีกลับเข้ามา
“อ่านแล้วคิดถึงสวรรค์จังเลย ป่านนี้ท่านพ่อจะหายโกรธลูกรึยัง ลูกอยากกลับสวรรค์”
ชิโลแอบน้ำตาซึม ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะชะประตูห้อง ชิโลแปลกใจ
“ทำไมคุณป้ากลับขึ้นมาเร็วจัง”
ชิโลสงสัยเดินไปเปิดประตู แล้วชะงักเมื่อเห็นมัดหมี่ยืนกอดอกเชิดหน้าใส่
“คุณมัดหมี่..นี่คุณไม่ได้ติดอยู่ในลิฟท์เหรอ”
“เปล่า...ฉันจำเป็นต้องโกหกคุณแม่เพราะไม่ต้องการให้ท่านอยู่ใกล้เธอ”
ชิโลงง
“คุณทำอย่างนี้เพื่ออะไร การมุสาเป็นการผิดศีลนะ”
มัดหมี่หัวเราะ
“ต๊ายตายนี่ฉันกำลังโดนนางฟ้าสั่งสอนเรื่องศีลธรรมอยู่เหรอเนี่ย”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคะ คุณอาจจะเห็นนรก สวรรค์เป็นเรื่องไร้สาระ แต่มันมีอยู่จริง ถ้าคุณหมั่นเพียรทำความดีละเว้นความชั่ว คุณก็จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี”
“เหมือนอย่างเธอน่ะเหรอที่เป็นนางฟ้านางสวรรค์”
“ค่ะ”
มัดหมี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ทันทีที่ชิโลยืนยันว่าตัวเองเป็นนางฟ้า
“งั้นถ้าเธอเป็นนางฟ้าจริงๆ แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่บนโลกมนุษย์ล่ะ เล่าให้ฉันฟังได้มั้ย”
“เพราะฉันทำเรื่องไม่สมควร ระหว่างที่เรียนวิชาพรหมลิขิตกับพระกามเทพ ฉันเลยถูกพระบิดาลงโทษให้มาชดใช้ความผิดที่โลกมนุษย์ เมื่อแก้ปัญหาที่ฉันสร้างไว้ได้ ฉันก็จะได้กลับสวรรค์”
มัดหมี่แกล้งตบอก ทำทีเป็นสงสารมาก
“ต๊ายตาย...น่าสงสารเธอจังเลย นางฟ้าชิโล”
“ชิโลเป็นชื่อที่ฉันใช้เพื่อให้กลมกลืนกับมนุษย์ แต่อยู่บนสวรรค์ฉันมีชื่อว่า รัศมิชโลธร”
มัดหมี่ยิ้มร้ายแล้วหันไปบอกบุรุษพยาบาลที่หลบอยู่ข้างประตู
“ได้ยินกันแล้วนะคะ...แบบนี้ไม่ได้บ้าธรรมดา แต่บ้าถึงบ้ามากที่สุด...พาตัวไปเลยค่ะ”
พวกบุรุษพยาบาลโผล่ออกมาหน้าตาจริงจัง ชิโลตกใจ
“คุณมัดหมี่..นี่คุณ”

หน้าคอนโดฯ อีกาสีดำมะเมื่อมสองตัวบินมาเกาะที่กำแพงคอนโดก่อนจะค่อยๆกลายร่างเป็นอัคราสูรกับจิตราสูร สองอสูรในชุดสูทสีดำสวมแว่นดำ
ชิโลถูกจับมัดใส่ชุดคนบ้ามีผ้าปิดปากและถูกบุรุษพยาบาลอุ้มออกมา ชิโลพยายามร้องขัดขืนแต่สู้แรงไม่ได้ มัดหมี่ตามหลังมาส่งชิโลที่โดนจับยัดเข้าท้ายรถตู้โรงพยาบาล
“พาไปแล้วอย่าให้หนีออกมาได้อีกนะคะ เดี๋ยวมันจะมาทำร้ายคุณแม่ได้”
ชิโลมองหน้ามัดหมี่แล้วร้องอู้อี้
“ฉันไม่ได้บ้า...ฉันเป็นนางฟ้าจริงๆ ปล่อยฉันนะ”
“รีบๆพามันไปเถอะค่ะ”
บุรุษพยาบาลปิดประตูท้ายรถแล้วขับรถพาชิโลออกไป มัดหมี่ยืนกอดอกสะใจสุดฤทธิ์
“ชิ...เรื่องจี๊ดๆแบบนี้ ไม่ใช่มัดหมี่ ทำไม่ได้หรอก”
อัคราสูรกับจิตราสูรเห็นชิโลถูกจับใส่รถตู้พาตัวออกไป พวกมันคืนร่างกลับไปเป็นอีกาก่อนจะบินตามไป

มัดหมี่จัดการชิโลได้แล้วก็เชิดหน้าเริ่ดๆ เข้ามาที่โถงก่อนจะเจอกับนารี
“มัดหมี่...นี่มันอะไรกัน แม่ไปถามรปภ.เขาบอกไม่มีใครติดลิฟท์”
“คุณแม่ขา” มัดหมี่รี่เข้าไปกราบอกตีหน้าสำนึกผิด “มัดหมี่กราบขอโทษด้วยค่ะ มัดหมี่จำเป็นต้องโกหกเพราะห่วงความปลอดภัยของคุณแม่”
“เธอหมายความว่ายังไง”
“ก็นังบ้านั่นไงคะ...คุณแม่ไม่ควรจะอยู่ใกล้มัน ถ้ามันคลุ้มคลั่งขึ้นมา มันอาจจะทำร้ายคุณแม่เมื่อไหร่ก็ได้นะคะ”
นารีตกใจ
“มัดหมี่...นี่เธอ !!”
“ค่ะ...มัดหมี่เพิ่งจะเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวไป”
นารีทั้งตกใจ ทั้งโมโหที่ได้ยินอย่างนั้น

รถตู้พยาบาลวิ่งมาตามถนน ในรถชิโลถูกจับมัดตัวติดอยู่กับเตียงคนไข้ ชิโลได้แต่ร้องอู้อี้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วย...ฉันไม่ได้บ้า ฉันเป็นนางฟ้าจริงๆ ช่วยด้วย”
พวกบุรุษพยาบาลไม่สนใจขับรถไปตามถนนเรื่อยๆ จนมาแปลกใจเมื่อเห็นชายในชุดสูทดำสองคนมายืนขวางถนนกลางแดดเปรี้ยงๆ
อัคราสูรกับจิตราสูรยืนขวางถนน แม้เสียงแตรจะดังสนั่นไล่ให้ออกไป พวกมันกลับแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว บุรุษพยาบาลที่ขับรถมาต้องแตะเบรคตัวโก่ง...เอี๊ยดดดด รถจอดนิ่งสนิทห่างจากพวกอสูรไปแค่ไม่ถึงคืบ
บุรุษพยาบาล รีบเปิดประตูลงมาด่า
“เฮ้ย...อยากตายเหรอ หลบไป ยิ่งรีบๆอยู่”
พวกอสูรสองตนไม่ขยับเขยื้อน บุรุษพยาบาลอีกคนที่ลงมาด้วยเลยเข้าไปกระชากคอเสื้ออัคราสูร
“ไอ้น้องอย่ามาหาเรื่องดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
อัคราสูรมองไม่พอใจ
“เรียกข้าว่าไอ้น้องเลยเหรอ...ถ้าเอ็งรู้ว่าข้าอายุเท่าไหร่ เอ็งจะหนาว”
“หน้าอย่างแกเนี่ยนะ รุ่นหลานข้าแล้วมั้ง”
“ถ้าเทียบเวลาบนโลกมนุษย์ อายุข้าก็ 425 ปี เป็นทวดของทวดของทวดเอ็งได้เลยมั้ง”
“ไอ้นี่ท่าจะบ้า จับส่งโรงพยาบาลไปเลยดีกว่า”
บุรุษพยาบาลเข้าไปจับแขนจะลากตัวไป แต่ทั้งสองคนออกแรงเท่าไหร่ก็ขยับเขยื้อนตัวอสูรสองตนไม่ได้เลย ราวกับพวกมันมีน้ำหนักเป็นตันๆ
“กินอะไรเข้าไปวะเนี่ย ทำไมตัวถึงได้หนักขนาดนี้”
จิตราสูรสั่ง...
“เลิกเล่นได้แล้ว รีบๆพาตัวรัศมิชโลธรไปให้นายท่าน”
อัคราสูรพยักหน้า พวกมันจับหมับที่มือของพวกบุรุษพยาบาล แล้วเหวี่ยงตัวลอยกระเด็นไปไกล พวกบุรุษพยาบาลกลิ้งเหมือนลูกบอลไปสลบเหมือดที่ข้างทาง
ในรถตู้ชิโลพยายามดิ้นและส่งเสียงร้องอู้อี้ๆ ประตูท้ายรถตู้เปิดออก...ผ่าง !! ชิโลตกใจหน้าซีดเมื่อเห็นอสูรสองตัวยืนฉีกยิ้มน่ากลัว
“เจอกันอีกแล้วนะจ๊ะนางฟ้าแสนซน คนสวย ให้พวกเราช่วยมั้ยจ๊ะ..ฮ่าๆๆๆ”
ชิโลเหวอสุดขีด

สการตกใจ หลังจากคุยโทรศัพท์กับนารี...
“ว่าไงนะครับแม่ ยัยเพี้ยนนั่นโดนจับส่งโรงพยาบาลบ้าไปแล้วเหรอครับ”
นารีบอกซ้ำอย่างร้อนใจ
“ก็ใช่น่ะสิ...ฝีมือยัยมัดหมี่ของแก แม่ไม่สนใจว่าแกจะทำยังไง แต่แกต้องช่วยพาหนูชิโล กลับมาให้ได้ เพราะหนูชิโลไม่ได้บ้า”
“ใจเย็นสิครับแม่”
“ฉันไม่เย็นแล้ว ถ้าหนูชิโลเป็นอะไรแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะโกรธแก โกรธมากด้วย..หึ”
“อ้าวแม่...แม่ครับ...แม่”
นารีวางสายไปแล้วสการได้แต่หน้าเซ็ง
“ยัยเพี้ยนเอ๊ย...วันๆฉันต้องวุ่นวายแต่กับเธอเนี่ยแหละ...เว๊ย!!”

สการรีบหันไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ต มาสวมแล้วรีบออกจากห้องทำงาน

ชิโลถูกอัคราสูรจับอุ้มพาดบ่าพาตัวมา

“ปล่อยฉัน..บอกให้ปล่อย”
ชิโลทั้งดิ้นทั้งทุบหลังอัคราสูรดังอั๊กๆๆ จนอัคราสูรต้องหยุดอยู่กับที่
“เจ้าหยุดทำไม ขืนชักช้า นายท่านไม่พอใจ ข้าจะโดนเล่นงานไปด้วย” จิตราสูรสงสัย
“ข้ารำคาญนาง กรี๊ดๆๆๆใส่หูข้าอยู่ได้ เจ้าเอานางไปอุ้มบ้างแล้วกัน”
อัคราสูรปล่อยชิโลลงจากบ่า จับหันหน้าไปทางอัคราสูรแล้วผลักใส่
“เจ้ามันอสูรขี้บ่น เรื่องใช้แรงงานต้องเป็นเจ้า แต่เรื่องใช้สมองต้องเป็นข้า”
จิตราสูรจับชิโลผลักชิโลกลับไปที่อัคราสูร
“เจ้าก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าข้าเท่าไหร่หรอก ไอ้อึ่งอ่างอสูร เตี้ยม้อต้อ ข้าเป่าทีเดียวเอ็งก็กระเด็นไปร้อยโยชน์แล้ว”
อัคราสูรจับชิโลหันหน้าแล้วผลักใส่ จิตราสูรไม่พอใจ
“หนอย...มาดูถูกข้าเป็นอึ่งอ่างอสูร ถึงข้าจะไม่มีกล้ามเป็นมัดๆอย่างเอ็ง แต่ข้าถีบยอด อกเอ็งทีเดียว เอ็งได้กระเด็นไปถึงหิมพานต์แน่”
จิตราสูรจับชิลหันหน้าแล้วผลักคืน สองอสูรผลักชิโลไปๆมาๆจนชิโลหัวหมุน
“โอ้ยยย...หยู้ดดดดด...หยุดๆๆๆ เลิกผลักฉันไปๆมาๆซะที ฉันเวียนหัว เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันช่วยตัดสินให้เองว่าใครควรจะเป็นฝ่ายพาฉันไปหาอสุเรศ”
อัคราสูร กับจิตราสูรบอกพร้อมกัน
“ก็ดี !!”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าชกหน้าใส่กันคนละหมัด ใครล้มทั้งยืนก็ถือว่าเป็นอสูรที่แข็งแกร่งที่สุด”
พวกมันพยักหน้ารับเห็นด้วยกับชิโล
“คอยฟังฉันนับหนึ่งถึงสามแล้วออกแรงชกให้เต็มที่เลย”
อัคราสูรชูกำปั้นขึ้นมั่นใจ
“เอ็งโดนข้าแน่ไอ้อึ่งอ่างอสูร”
จิตราสูรชูกำปั้น
“หน้าเอ็งนั่นแหละที่ต้องหน้ายุบเพราะหมัดข้า”
ชิโลนับ...
“หนึ่ง...สอง...สาม !!”
ชิโลนับถึงสามปุ๊บ อัคราสูรกับจิตราสูรก็ชกเปรี้ยงเข้าหน้าของฝ่ายตรงข้าม พวกมันหน้าหันแล้วสลบเหมือดลงไปกองด้วยกันทั้งคู่
“มีสมุนแบบนี้ ช่างน่าสงสารอสุเรศนายของพวกเจ้าซะจริง..เฮ้อ ไปล่ะ”
ชิโลยิ้มชอบใจรีบเอาตัวรอดไปทันที

ชิโลวิ่งหนีพวกอสูรออกมาที่หน้าถนนเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งกำลังวิ่งมา ชิโลรีบโบกมือเรียก
“จอดด้วยค่ะ...จอดด้วย”
แท็กซี่ขับเข้ามาจอด ชิโลรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะหลังทันที
“รีบไปจากที่นี่เลยค่ะ”
คนขับรถแท็กซี่ยังนั่งเงียบไม่พูดไม่จา
“คุณคะ...รีบไปเลยค่ะ ไปสิคะ”
คนขับเสียงเนิบ
“จะให้ไปส่งไหนเหรอครับคุณนางฟ้าแสนซนคนสวย”
ชิโลชะงักอึ้งเมื่อคนขับค่อยๆหันหน้ามาเป็นจิตราสูร มันแสยะยิ้มกวนๆ แต่ดันเจ็บปากที่โดนชกหน้าไป
“อู้ยยย...หมัดไอ้อัคราสูรมันหนักจริงๆ ทำเอากรามข้าแทบหลุด แต่แค่นั้นมันเล่นงานพวกข้าไม่ได้หรอกรัศมิชโลธร...ฮ่าๆๆๆ”
ชิโลกลัวรีบเปิดประตูวิ่งหนีไปทันที จิตราสูรหัวเราะเยาะ
“ฮ่าๆๆๆ...อู้ย...เจ็บกราม”

ชิโลวิ่งหนีอย่างตื่นกลัว อัคราสูรโผล่มาตีหน้ายักษ์ดุดันขวางทางเอาไว้
“จะหนีไปไหน..ฮ่าๆๆๆ..อู้ยยยย หมัดไอ้อึ่งอ่างมันหนักเอาเรื่องเว้ย”
อัคราสูรจับปากตัวเองแล้วร้องซี้ด ชิโลถอยหลังหนีแต่ก็เจอ จิตราสูรเข้ามาขวาง มันยังอยู่ในชุดคนขับแท็กซี่
“เจ้าไม่มีทางให้หนีไปไหนได้อีกแล้ว นางฟ้าแสนซนคนสวย”
“ไอ้อึ่งอ่างอสูร นั่นเจ้าใส่ชุดอะไร”
“คนขับแท็กซี่เว้ย ข้าชอบเล่นสนุกกับนางฟ้า ฮ่าๆๆๆ”
“ถอยไป ถ้าท่านพ่อของเรารู้ว่าอสูรหางแถวอย่างพวกเจ้ามายุ่งกับเรา พวกเจ้าโดนท่าพ่อเราสั่งสอนแน่”
จิตราสูรหัวเราะลั่น...
“ฮ่าๆๆๆ ถ้าท่านพ่อของเจ้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ คงไม่ส่งบุตรสาวสุดที่รักมาตกระกำลำบากในมนุษยภูมิหรอกรัศมิชโลธร”
“ไปกับพวกเราซะดีๆ นายท่านของเรากำลังรอให้เจ้าไปเป็นเมีย ฮ่าๆๆๆ”
อัคราสูรกับจิตราสูรย่างสามขุมเข้าหา ชิโลถอยไปชิดติดกำแพง สถานการณ์ตึงเครียดจนตรอก
“ถึงเวลาที่จะต้องบอกลามนุษยภูมิแล้ว...รัศมิชโลธร...ฮ่าๆๆๆ”
ทันใดเสียงพรรณรายดังขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าอสูร”
สองสมุนอสูรชะงักหันไปตามเสียง เห็นพรรณรายปรากฏตัวขึ้น รอบตัวสว่างไสว งดงามหาที่ติไม่ได้
“พี่พรรณราย !!”
ชิโลบร้องอย่างดีใจ พรรณรายมองสองอสูร
“พวกเจ้าบังอาจกับน้องสาวของเรามากไปแล้ว รีบไสหัวไปก่อนที่เราจะเล่นงานเจ้า”
จิตราสูรเหวอตกใจ แต่อัคราสูรกลับกัดกรามจนขึ้นสัน ดวงตาเกรี้ยวกราด
“เจ้าจะทำอะไร”
อัคราสูรบอกทันที
“ข้าไม่กลัวนาง ข้าจะจัดการนางเอง”
“ไอ้อสูรหน้าโง่ อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
จิตราสูรห้ามอัคราสูรไม่ทัน เพราะมันปรี่เข้าไปจะเล่นงานพรรณราย
“อยากลองดีกับเราใช่มั้ย...งั้นเจ้าได้เห็นดีแน่”
รัศมิพรรณรายเพ่งจิตนิ่ง อัคราสูรปรี่เข้ามาเกือบจะถึงตัว แต่พรรณรายก็ไม่ขยับหลบแม้แต่ก้าวเดียว
“พี่พรรณราย...ระวัง !!”
ฃิโลร้องบอก พรรณรายลืมตาขึ้นจังหวะเดียวกับที่อัคราสูรยื่นมือมาเกือบถึงตัวเธอ แต่พรรณรายกลับชี้นิ้วออกไปก่อน ปลายนิ้วชี้อันเรียวงามของเธอแตะเพียงเบาๆที่หน้าผากของอัคราสูร ร่างของมันก็ชะงักกึกตัวนิ่งแข็งจากหัวลงไปที่เท้าเหมือนรูปปั้นหินทันที
“เย้ยยย !! เตือนแล้วไม่รู้จักฟัง ดูสิ แข็งเป็นหินเลย”
จิตราสูรร้องลั่น พรรณรายหันขวับมาจ้องหน้ากราดเกรี้ยวใส่
“เจ้าล่ะว่ายังไง...อยากลองเป็นอย่างพวกเจ้ามั้ย”
จิตราสูรรีบส่ายหน้าปฏิเสธเสียงอ่อย
“เราไม่ใช่อสูร เราเป็นคนขับแท็กซี่ เราต้องรีบไปส่งกะรถ ลาล่ะพะย่ะค่ะ”
จิตราสูรยกมือไหว้งามๆแล้วรีบหนีหางจุกตูดไปทันที ชิโลดีใจที่ได้พบกับพี่สาวจึงวิ่งเข้าหาและสวมกอดทันที
“พี่พรรณราย...เป็นพี่จริงๆด้วย”
“เกือบไปแล้วเชียว นึกว่าจะมาช่วยน้องไม่ทันซะอีก”
พรรณรายยิ้มรับแล้วสวมกอดน้องสาวเอาไว้อย่างห่วงใย

สการขับรถตามมาถึงบริเวณที่รถพยาบาลจอดทิ้งเอาไว้ที่กลางถนน สการเข้าไปดูอาการของบุรุษพยาบาลสองคนที่สลบเหมือดไม่ได้สติ
“คุณ..คุณ เกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงที่พวกคุณพามาอยู่ไหน”
บุรุษพยาบาลสลึมสะลือตาปรือไม่รู้เรื่องแล้วแน่นิ่งไปอีก สการยิ่งเป็นห่วงชิโล ดินตามหาชิโลด้วยความเป็นห่วง
“ชิโล....ยัยเพี้ยน...อยู่ไหน...ชิโล !!”
สการตะโกนเรียกหาแต่ไม่มีวี่แวว เขาร้อนใจและเป็นห่วงเธอมาก

บนดาดฟ้าตึกสูง...ชิโลกุมมือพี่สาวแล้วน้ำตาคลอ
“ถ้าพี่พรรณรายลงมาช่วยชิโลไม่ทัน มีหวังชิโลต้องไปเป็นเมียของอสุเรศในภพอสูรแน่ๆ”
“หลังจากท่านพ่อส่งน้องลงมา พี่ก็คอยดูน้องอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้ดีว่าอสูรเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างอสุเรศคงไม่ปล่อยน้องไว้แน่”
ชิโลกังวล
“ว่าแต่พี่มาได้ยังไง ท่านพ่อไม่ว่าเอาเหรอ”
“หนึ่งวันบนดาวดึงส์มีค่าเทียบเท่ากับร้อยปีบนโลกมนุษย์ พี่ลงมาที่นี่เพียงหนึ่งวันหมายถึงเวลาบนโน้นแค่อึดใจ ท่านพ่อไม่ทันสังเกตหรอกว่าพี่หายไปไหน”
“แต่ท่านพ่อท่านสั่งไว้เด็ดขาดไม่ให้พี่ลงมา”
“พี่จำเป็นต้องเสี่ยง ดีกว่าให้น้องถูกพาตัวไปพิภพอสูร”
“พี่พรรณราย น้องสำนึกผิดในสิ่งที่น้องทำลงไปแล้ว น้องพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาให้ผู้กองดรัณกับคุณสิริสุดาได้กลับมาแต่งงานกันอีกครั้งแล้ว แต่น้องทำไม่สำเร็จ ซ้ำยังโดนเข้าใจผิดว่าเป็นบ้าอีก”
“อย่าเพิ่งหมดความพยายามสิชิโล”
“แต่ถ้าน้องทำไม่สำเร็จ น้องก็ต้องติดอยู่ที่โลกมนุษย์ไปตลอดชีวิต น้องไม่อยากอยู่กับคนที่เขาเกลียดน้อง ไม่ชอบน้อง จ้องแต่จะหาเรื่องน้อง”
ชิโลน้ำตาคลอ พรรณรายแตะไหล่น้องสาวปลอบใจ
“พี่ก็อยากใช้เวทย์มนต์ของพี่ช่วยแก้ปัญหาให้น้อง แต่พี่ทำไม่ได้ ท่านพ่อต้องการให้น้องรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง”
“แต่น้องใช้พรที่ท่านพ่อให้มาแล้วไป 1 ข้อ เหลือพรอีกแค่ 2 น้องไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรอีก ไหนจะพวกมนุษย์ที่หาทางกลั่นแกล้งน้อง ไหนจะพวกอสุเรศ”
“เรื่องอสุเรศไม่ต้องเป็นห่วง พี่มีวิธีที่ช่วยปกป้องน้องไม่ให้พวกมันมาทำอะไรน้องได้อีก”
ชิโลมองพี่สาวด้วยความสงสัย พรรณรายยิ้มให้ชิโลแล้วค่อยๆยื่นมือออกไป พลันเกิดแสงสว่างเรืองรองรอบๆตัวก่อนที่แสงนั้นจะหมุนเป็นวงกลมก่อนจะมาหยุดที่ฝ่ามือ จี้เพชรรูปหยดน้ำบนฝ่ามือของพรรณรายสว่างเรืองรองจนชิโลต้องยกมือขึ้นกันแสงที่เข้าตา

สการเดินตามหาชิโลมาถึงด้านล่างตึก หยุดชะงักแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีเมฆเคลื่อนตัวมากรถจุกรวมตัวกันอย่างน่าอัศจรรย์และมีแสงสว่างจ้าที่บนยอดตึกตรงหน้า สการมองอย่างสงสัยว่าเป็นแสงอะไร
ด้านบน...พรรณรายสวมสร้อยคอที่มีจี้เพชรสวยงามให้กับน้องสาว ชิโลจับจี้เพชรมาดูอย่างสงสัย
“นี่คือแก้วสัตตพิธรัตนะ แก้วมงคลที่ประดับพระมหาเจดีย์จุฬามณี”
“พระมหาเจดีย์จุฬามณีที่พวกเราเทพบุตร เทพนารีมักจะเหาะไปมนัสการพระบรมธาตุ”
“จ้ะ แก้วสัตตพิธรัตนะ เป็นแก้วศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้คุ้มครองกาย หากแก้วนี้อยู่กับตัว ไม่ว่าจะเป็นสัมภเวสี ภูติผีปีศาจ และเหล่าอสูรร้ายจะไม่กล้ากล้ำกรายทำอันตรายน้องได้”
ชิโลจับแก้วศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาดูแล้วรู้สึกได้ถึงเกราะป้องกันที่ปกป้องตัวเธอเอาไว้
“ส่วนที่พักของน้อง พี่จะไปขีดเส้นเขตกั้นอาณาเขตเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกอสูรเข้าใกล้ประชิดตัวน้องได้ ขอเพียงแต่น้องอยู่ในเขตป้องภัยและสวมแก้วศักดิ์สิทธิ์ น้องก็จะแคล้วคลาดจากอสูร...แต่กับมนุษย์”
พรรณรายหยุดนิ่งไปครู่ก่อนจะมองไปทางบันไดทางเข้าดาดฟ้า แล้วยิ้มเล็กน้อยเหมือนรู้ว่าใครกำลังจะมา
“มีอะไรเหรอพี่”
“เปล่าจ้ะ...พี่แค่อยากจะเตือนน้องว่าสำหรับพวกมนุษย์ พี่ไม่มีของวิเศษช่วยปกป้องน้องได้ น้องคงต้องหาทางป้องกันตนด้วยตัวเอง”
“น้องว่ามนุษย์บางจำพวกยังน่ากลัวกว่าพวกอสูร เพราะรู้หน้าไม่รู้ใจ ทั้งๆที่ฉีกยิ้มต่อหน้าเรา แต่ในใจกลับจ้องจะทำลายและจงเกลียดจงชัง”
“ก็เป็นกับมนุษย์แค่บางคนเท่านั้น คนดีๆที่ยังไว้ใจได้ก็ยังมีอยู่ พี่แนะนำให้ว่า เมื่อน้องอยู่กับพวกเขา น้องไม่ควรยืนยันว่าตัวเองเป็นนางฟ้า”
“แต่น้องเป็นนางฟ้าจริงๆ น้องผิดศีลโกหกไม่ได้”
“น้องไม่ได้ตั้งใจผิดศีลเพื่อทำร้ายผู้อื่น แต่น้องผิดศีลเพราะปกป้องชีวิตผู้อื่น เจตนาน้องจึงไม่ถือว่าผิด เอาล่ะ ได้เวลาที่พี่ต้องไปแล้ว”
“พี่พรรณราย...อยู่กับน้องต่ออีกนิดไม่ได้เหรอ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกชิโล ถ้ามีอะไรเดือดร้อน ให้อธิษฐานกับแก้วศักดิ์สิทธิ์แล้วเรียกชื่อพี่ พี่จะรีบลงมาช่วย แต่ตอนนี้มีคนมาช่วยน้องแล้ว”
“ใครเหรอพี่”
พรรณรายยิ้มมีเลศนัย
“มนุษย์ที่น้องควรมองให้ลึกในจิตใจเขามากกว่าการกระทำและคำพูด จำไว้...จะรับมือกับมนุษย์บางทีก็ต้องใช้วิธีการแบบมนุษย์ การมีมารยาหญิงอาจช่วยทำให้เรารอดพ้นจากอันตรายได้”
“มารยาหญิง ? พี่พรรณรายหมายถึง...”
ชิโลจะถามเพิ่มพรรณรายก็หายตัวไป แต่ได้ยินเสียงดังเข้ามาเป็นเสียงของสการ

“ชิโล...ชิโล...เธออยู่ข้างบนนี้รึเปล่า...ชิโล!!”

โปรดติดตาม "มณีแดนสรวง" ตอนต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...