xs
xsm
sm
md
lg

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แสบสลับขั้ว ตอนที่ 9

เซียนนัดเจอกับปลาใหญ่ที่ร้านกาแฟ ปลาใฟญ่กระดิกขาไขว่ห้างแล้วจิบกาแฟด้วยสีหน้าท่าทางกวนมากๆ

“เสียใจที่จะต้องบอกว่าเสียใจ ไอ...ส่อรี่”
“ไอ้เซียน เท่าที่แกทำกับฉันนี่ยังไม่พออีกเรอะ แกแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากฉันและที่ร้ายที่สุดแกแย่งตัวตนของฉันไปอย่างหน้าด้านๆ”
ปลาใหญ่ยียวนกวนประสาทสุดๆ
“รู้จักคำว่า หน้าด้านด้วยเรอะคุณหนู” ปลาใหญ่ลอยหน้าลอยตา “ของแบบนี้ใครดีใครได้โว้ย”
“แต่ที่แกเอาไปนั่นมันร่างของฉัน ตัวตนของฉัน”
“แสดงว่าแกไม่ค่อยได้ไปวัด พระท่านสอนว่าอย่ายึดมั่น...ถือมั่น...ไม่มีอะไรหรอกที่เป็นของเราแม้แต่ร่างกาย...เมื่อถึงเวลาก็ต้องตายกันทุกคน ร่างกายก็จะเน่าเปื่อยเสื่อมสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน”
“แต่ฉันยังไม่ได้ตาย ร่างกายยังไม่ได้เสื่อมสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ร่างกายฉันยังดีครบถ้วนทุกประการแล้วแกก็ขโมยไป”
ปลาใหญ่ทำหน้าเคร่งราวกับกล่าวปรัชญา
“ร่างกายก็คล้ายเปลือกหอยเสฉวน เมื่อตัวมันไม่อยู่ตัวอื่นก็สามารถเข้าไปอาศัยอยู่แทนได้ฉันใดก็ฉันเพล”
“ร่างกายฉันก็คือร่างกายฉัน ไม่ใช่หอยใช่ปูอะไรทั้งนั้น”
ปลาใหญ่ทำไม้ทำมือแล้วพูดเสียงดังประมาณว่าพยายามห้ามปรามคนโรคจิต
“จเย็น ...ใจเย็น...ไม่ใช่หอยก็ไม่ใช่หอย”
เซียนชี้หน้าปลาใหญ่
“แกนั่นแหละ ไอ้หอย”
ปลาใหญ่หันไปทางเคาน์เตอร์แล้วยกมือไหว้โดยรอบ
“ต้องขอประทานโทษแทนลูกจ้างของเพื่อนผมด้วยนะครับ พอดีเขาไม่ได้ทานยามาหลายวัน...ข้าวของทั้งหมดที่เสียหาย ผมจะรับผิดชอบเอง”
ทุกคนต่างลุกขึ้นตบมือให้ปลาใหญ่ ปลาใหญ่โค้งรับอย่างสุภาพเซียนกระชากคอเสื้อปลาใหญ่มาต่อยล้มโครม
“โอ๊ย”
เซียนก้มลงกระชากปลาใหญ่ขึ้นมาแล้วหมุนตัวกระโดดถีบแบบคาราเต้ ปลาใหญ่กระเด็นไปชนอีกโต๊ะล้มครืน คนที่โต๊ะนั้นกระเจิง พนักงานรีบกดโทรศัพท์
“ฮัลโหล ช่วยด้วยค่ะ มีคนบ้ามาอาละวาดอยู่ในร้าน”
ขณะที่เซียนไล่ถลุงปลาใหญ่ทำเป็นพยายามห้ามปรามโดยไม่ตอบโต้

เซียนถูกจับมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในคุก ครรชิตเดินเข้ามาที่ร้อยเวร
“สวัสดีครับ คุณครรชิต”
“สวัสดีครับหมวด นายเซียนล่ะครับ”
“นั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในนั้นแน่ะครับ”
ครรชิตหันไปมองแว่บหนึ่ง
“อ้อ...”
ครรชิตเดินไปที่เซียนซึ่งมองมาหน้างอ

เซียนและครรชิตเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง ทั้งสองนั่งนิ่งกันไปไม่พูดไม่จา
“เกิดอะไรขึ้นครับ” ครรชิตถามขึ้นในที่สุด
“ก็อย่างที่บอก ผมนัดไอ้เซียน ...”
“ขึ้นไอ้ขึ้นอีอีกแล้ว คุณปลาใหญ่”
“ไปอยู่ที่นั่นนานๆ ยิ่งกว่านี้ผมก็พูดได้” ครรชิตถอนใจยาว สีหน้าเคร่งเครียด “จะต้องเคร่งเครียดไปทำไม เพราะผมเองก็คงไม่มีโอกาสกลับไปเป็นปลาใหญ่ตามเดิมอีกแล้ว”
“คุณปลาใหญ่ ผมผิดเองที่ดูแลคุณปลาใหญ่ไม่ดี” ครรชิตบอกอย่างเจ็บปวด
“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก มันเป็นเวรกรรมของผมเอง”
“ยังไงผมก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้น”
“ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไม่ได้แล้ว ผมก็คงไม่ต้องแคร์อะไร”
“คุณปลาใหญ่” ครรชิตมองหน้าปลาใหญ่อย่างตกใจ
“ผมเป็นคนจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างนะคุณครรชิต ตอนที่ผมเป็นผู้บริหาร ผมก็จริงจังกับหน้าที่ของผม พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าของบริษัทและพนักงานทุกคน แต่แล้ว...” เซียนอึ้งไปเหมือนมีความสะเทือนใจสุดๆ พุ่งขึ้นมา “มันก็เหมือนโลกนี้ถล่มทลายต่อหน้าต่อตา ผมกลายเป็นใครก็ไม่รู้ทุกอย่างที่มีสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา...”
เซียนหยุดพูดน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างสุดจะอดกลั้น
“สักวันหนึ่งเมื่อทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม” ครรชิตตบไหล่ปลอบ เซียนส่ายหน้าแล้วขัดขึ้นทันที
“ไม่มีวันหรอกคุณครรชิต ทุกอย่างจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม”
“คนเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องมีความหวัง”
“ความหวังของผมคือ ใครที่มันทำกับผมขนาดนี้จะต้องพินาศล่มจมหาความสุขไม่ได้เหมือนกัน มันจะได้เรียนรู้ว่าเงินทองที่อยากได้นักหนาไม่ได้ช่วยให้มันมีความสุขเลย”
สีหน้าเซียนเคร่งเครียดเต็มที่ ขณะที่ครรชิตมองอย่างกังวล

สายพิณกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสายพิณบิดขี้เกียจแล้วเอื้อมมือมาหยิบดู สายพิณ
กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“พี่เซียน หายหัวไปเลยนะ...หรือว่าไปเป็นไฮโซอยู่บ้านใหญ่แล้วลืมรูหนู...”
ปลาใหญ่นั่งในรถจอดอยู่ในซอยค่อนข้างเปลี่ยวขัดขึ้นทันที
“พิณมาพบพี่หน่อยได้ไหม”
“แล้วทำไมมาพบพิณเองไม่ได้ อ้อ ชุมชนแคบๆ นี่คงไม่คู่ควรจะให้พี่เซียนกลับมาเหยียบแล้วใช่มั้ยล่ะ” สายพิณถามอย่างไม่พอใจ
“แกนี่ดูละครมากไปหรือเปล่า คู่ควรไม่คู่ควรบ้าบออะไรก็ไม่รู้...ออกมาพบพี่หน่อย อยู่ถัดมาจากชุมชนนี่แหละ”

ปลาใหญ่ปิดโทรศัพท์ แหงนหงายพิงพนักหลับตา

สายพิณเดินออกมาขณะที่ยายปิ่นกำลังคุยกับเพื่อนบ้านบริเวณนั้น

“จะไปไหนฮึ ไอ้พิณ”
สายพิณขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์
“แถวนี้แหละยาย เดี๋ยวมา”
สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป
“เฮ้ย เดี๋ยว ไอ้พิณ” สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์ไปลับตา “ดู๊ ขอให้ดู”
สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์มาจนถึงหน้าปากซอย เหลียวมองซ้ายขวาจะออกไป มอมเห็นสายพิณจึงรีบเดินไปหา
“พิณ จะไปไหน...”
“ไปธุระ”
“ธุระอะไร”
สายพิณหันมามองมอมฉุนๆ
“ เป็นพ่อฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮึ! พี่มอม”
“เปล่า พี่เป็นห่วง”
“พิณอายุเข้าเลข 2 แล้วนะ ไม่ต้องการให้ใครมาเป็นห่วงไปละ”
สายพิณเลี้ยวรถออกไป มอมมองตามเซ็งๆ แล้วเดินกลับมาสมทบกับป๋องและลุงป่อง
“เปลี่ยนใจเถอะ ไอ้มอม”
“แล้วลุงล่ะ เปลี่ยนใจจากป้าไหมได้หรือเปล่า”
“ข้ามันแก่แล้ว”
“ไม่เกี่ยวหรอก มันอยู่ที่ว่าเป็นรักแท้หรือเปล่า”
“ซึ้งว่ะ”
“ข้าจะตามไปดู”
“อันนี้ข้าขอค้าน” มอมมองป๋อง “เพราะมันจะทำให้พิณเกลียดขี้หน้าเอ็ง”
มอมคอตก ลุงป่องกับป๋องตบไหล่คนละข้างปลอบใจ

สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์ช้าๆ ตรงมาที่รถปลาใหญ่ สายพิณจอดมอมอเตอร์ไซค์ขณะที่ปลาใหญ่กดล็อคประตูให้
“ขึ้นมาซิ”
สายพิณเปิดประตูเข้านั่งแล้วชะงักเมื่อเห็นหน้าปลาใหญ่ชัด
“ไปเดินชนหน้าแข้งใครเขามาน่ะ”
“ไอ้ปลาใหญ่”
“เรื่อง ...”
“มันจะหมั้นกับคุณน้ำเพชร”
สายพิณชะงักมองหน้าปลาใหญ่ครู่หนึ่งแล้วกำหมัดสะใจ
“เยส”
“เฮ้ย นั่นดีใจเรอะ”
“ทำไมล่ะ คู่นั้นเขาสมกันดีจะตาย”
“สมกันบ้าบออะไรล่ะ ไอ้ปลาใหญ่มันจนจะตายขืนแต่งกันไปคุณน้ำต้องลำบาก”
สายพิณชะงัก
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่” ปลาใหญ่นิ่งไป สายพิณเม้มปาก “อ้อ หึงละซิ”
“แล้วเอ็งไม่เสียดายร่างไอ้เซียนหรือไง”
“สำหรับฉัน จิตวิญญาณสำคัญกว่ารูปร่างภายนอก พี่เซียนน่ะเลิกทำเป็นหมาเห็นเครื่องบินได้แล้ว คนอย่างยัยน้ำเพชรเขาไม่สนพี่เซียนหรอก”
ปลาใหญ่นิ่งไปครู่หนึ่ง
“พิณ... ช่วยอะไรพี่หน่อยได้มั้ย”
“ต้องบอกมาก่อน”
“ช่วยบอกคุณน้ำเพชรว่าพิณเป็นแฟนกับไอ้เซียน...” สายพิณนิ่วหน้า “แล้วพิณจะไม่ยอมให้ร่างกายของไอ้เซียนไปเป็นของผู้หญิงคนไหนเด็ดขาด” สายพิณตบปลาใหญ่เปรี้ยง “โอ๊ย”
“ทุเรศ” สายพิณเปิดประตูรถลงไปแล้วปิดอย่างแรง ก้มลงพูดที่หน้าต่าง “เสียแรงที่พิณเคยรักพี่เซียน ตอนนี้พิณเกลียดพี่เซียนมากที่สุดในโลก!พี่เซียนมันน่ารังเกียจ น่าทุเรศ”
สายพิณขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่กลับออกไป

สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์อย่างเร็วเข้าไปในซอย ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
“เฮ้ย ไอ้พิณมันเป็นอะไรของมัน”
“ยังกับโกรธใครมา”
มอมไม่พูดพล่ามทำเพลงขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปทันที
สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน พอเก็บรถแล้วจึงเดินเข้าบ้าน มอมขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา
“พิณ สายพิณ...พิณ”
ยายปิ่นโผล่หน้าออกมา
“พิณอยู่ในห้องจะพบกับปิ่นก่อนมั้ยล่ะ”
มอมยิ้มแห้งๆ
“ไม่หรอกจ้ะ เอ้อ...ยายช่วยตามพิณออกมาหน่อยได้มั้ย”
“เชื่อเหอะ ตอนนี้พิณมันไม่อยากพบใครหรอก”

ยายปิ่นเดินเข้าไปในบ้าน มอมทำหน้าเซ็งๆ แล้วมองตัวบ้านนิ่งคิด

มอมค่อยๆ ลัดเลาะมาบริเวณหลังบ้านแล้วตะโกนเรียกเบาๆ

“พิณ...เป็นอะไรหรือเปล่าพี่เป็นห่วง” สายพิณกำลังนอนคว่ำหน้าร้องไห้กับที่นอนเงยหน้าขึ้น “พิณ พี่มอมไม่สบายใจจริงๆ นะ”
“กวนโอ๊ยนัก”
สายพิณเดินไปที่ประตูเปิดออกไป ขณะนั้นมอมยังคงต้องตั้งอกตั้งใจเรียก
“สายพิณ ...ถ้าไม่โผล่หน้าต่างออกมา พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น” เงียบ “พี่น่ะ ระ...เอ้อ หวังดีกับพิณจริงๆ...” น้ำโครมใหญ่ถูกสาดออกมาจากหน้าต่าง “โอ๊ย” สายพิณถือถังใบใหญ่ที่สาดน้ำลงมา สีหน้าถมึงทึงทั้งๆ ที่มีคราบน้ำตาเต็มหน้า มอมลูบน้ำออกจากหน้า “ ทำไมพิณทำกับพี่อย่างนี้”
“ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับฉัน”
สายพิณน้ำตาร่วงอีกด้วยความคับแค้น
“พิณร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรพิณ”
“บอกว่าอย่ามายุ่ง”
สายพิณกระแทกหน้าต่างปิดแล้วเดินไปทิ้งตัวร้องไห้ต่อบนที่นอน มอมเงยหน้ามองด้วยความเป็นห่วง

ปลาใหญ่ยังคงจอดรถอยู่ที่เดิม ปลาใหญ่นั่งพิงพนักหลับตานิ่งภาพสายพิณซ้อนเข้ามาในห้วงความคิด
“เสียแรงที่พิณเคยรักพี่เซียน ตอนนี้พิณเกลียดมากที่สุดในโลกพี่เซียนมันน่ารังเกียจ น่าทุเรศ”
ปลาใหญ่ลืมตาขึ้น นัยน์ตาแดงก่ำ
“ขนาดพิณยังคิดว่าพี่น่ารังเกียจน่าทุเรศ แล้วคุณน้ำล่ะ เขาคงรังเกียจพี่มากกว่าพิณหลายเท่านัก”
ปลาใหญ่นั่งหมดอาลัยตายอยากครู่หนึ่ง แล้วขับรถออกไปด้วยสีหน้าเหมือนไร้ชีวิตจิตใจ

ยายปิ่นเปิดประตูเข้ามาในห้องสายพิณแล้วหยุดยืนมอง สายพิณยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิมยายปิ่นทอดถอนใจ แล้วเดินมานั่งใกล้ๆ พลางลูบผมหลานอย่างเวทนา
“พิณเอ๊ย ...”
สายพิณกอดเอวยายแน่น
“ยายจ๋า ...”
“รักคนที่เขารักเราดีกว่านะลูกนะ” สายพิณส่ายหน้าสะอึกสะอื้น “ไอ้มอมมันเป็นคนดี”
“พิณไม่รักคนดี พิณมันแย่! ทุเรศที่สุดที่ฉันดันไปรักคนชั่ว”
ยายปิ่นได้แต่ลูบผมหลานอย่างเวทนา

ปลาใหญ่เดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ามีร่องรอยเหมือนถูกทำร้ายมา สมศรีซึ่งกำลังนั่งรื้อแม็กกาซีนมาจัดเรียงใหม่มองอย่างแปลกใจ ปลาใหญ่เดินขึ้นไปห้องตัวเองสมศรีชะเง้อมองตาม
สมทรงกำลังครึ่งนั่งครึ่งนอนอ่านหนังสือเกี่ยวกับเคมีอยู่ทางหลังบ้านสมศรีเดินแกมวิ่งเข้ามา
“พี่สมทรง”
“หือ ...”
“คุณปลาใหญ่กลับมาแล้ว” สมทรงลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที “แถมผมเผ้าหน้าตายังกับไปชกต่อยกับใครมา”
สมทรงควักโทรศัพท์ทันทีแล้วกด
“คุณจันทร์ขา...คุณปลาใหญ่กลับมาบ้านแล้วค่ะ”

เกริกก้องพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อจันททิพย์ร์โทรมารายงานเรื่องปลาใหญ่
“ดีแล้ว ยิ่งพวกมันวุ่นวายว้าวุ่นกันเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์กับเราเท่านั้น”
เกริกก้องวางโทรศัพท์ลงสีหน้าเหมือนจะพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่าง
วันรุ่งขึ้นเมื่อครรชิตและเซียนเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วชะงักเมื่อเห็นปกรณ์นั่งเอกเขนกอยู่ที่เก้าอี้ครรชิตอย่างสบายใจ เซียนขยับจะพูดเอาเรื่องแต่ครรชิตแตะแขนไว้
“คุณกรณ์ นี่มันห้องของผมนะครับ”
“แต่มันจะกลายเป็นของผมตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป”
“ใครจะไล่คุณครรชิตออกไปไม่ได้”
ปกรณ์เบือนสายตามามองเซียนอย่างเหยียดหยามดูหมิ่น
“ไอ้สวะเซียน” ปกรณ์ลุกเดินมามองเซียนหัวจรดเท้า “แอบอ้างตัวเป็นปลาใหญ่ ถามจริงเคยตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาหรือเปล่า”
“ไม่เคยหรอก ไอ้คางคก”
ปกรณ์ชะงักดวงตาเป็นประกายวาวด้วยความโกรธ แล้วเหวี่ยงแขนใส่เซียน เซียนหลบแล้วคว้าแขนปกรณ์ดัดไว้ข้างหลัง
“โอ๊ย เจ็บโว้ย ปล่อย” เซียนดัดให้เจ็บขึ้นไปอีก “โอ๊ย บอกว่าเจ็บ” เซียนดัดแรงขึ้นไปอีก แล้วผลักปกรณ์กระเด็นกระแทกผนังแล้วร่วงลงบนพื้น “ไปได้แล้ว”
ปกรณ์ค่อยๆ ลุกขึ้น ชี้หน้าครรชิตกับปลาใหญ่อย่างเคียดแค้นชิงชัง
“แกทั้งสองคนต้องถูกไล่ออก และสำหรับแก...นายครรชิต แกไม่ใช่แค่ต้องออกไปจากบริษัทนี้ แต่ต้องออกไปจากบ้านด้วย เพราะคนทุจริตเลี้ยงไว้ไม่ได้”
“คุณจะใส่ร้ายอะไรผมก็ว่าไปเถอะ แต่อย่ามาใส่ร้ายว่าผมทุจริต”
“ไม่ทุจริตแล้วจะถูกไล่ออกทำไม แล้วที่ฉันมานี่ก็เพราะน้องจันทร์ทิพย์ให้มาส่งข่าวว่าพวกแกทั้ง 2 คนจะทำงานที่นี่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ไปละ”
ปกรณ์เดินออกไป เซียนกำมือแน่น
“ใจเย็นๆ ... คุณปลาใหญ่ คิดเสียว่าวันนี้ไม่ใช่วันของเรา”
เซียนสูดลมหายใจยาว

น้ำเพชรนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานในขณะที่โทรศัพท์ดังขึ้น น้ำเพชรเงยหน้าขึ้นหยิบมารับ
“ห้องท่านประธานค่ะ”
“คุณจันทร์ทิพย์ให้มาพบเดี๋ยวนี้”
เสียงวางหูโทรศัพท์ลง น้ำเพชรมีสีหน้าหงุดหงิด
“ยัยคนนี้ท่าจะบ้า”
น้ำเพชรลุกขึ้นแล้วเดินไป น้ำเพชรเดินมาที่ห้องทำงานจันทร์ทิพย์
“เร็วๆ เข้าย่ะ คุณจันทร์กำลังรออยู่” เลขาบอก น้ำเพชรทำท่าจะตอบโต้ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เดินไปเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป “ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย”

“นั่งซิ”
จันทร์ทิพย์บอกเมื่อน้ำเพชรเปิดประตูเข้ามา
“ขอบคุณค่ะ”
“ทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้าง”
“ก็... ดีค่ะ”
“แล้วอยากจะทำต่อไปไหม”
“ทำไมหรือคะ”
“คุณครรชิตกับนายเซียนถูกไล่ออกไปแล้ว ฉันเลยอยากรู้ว่าเธอจะไปกับเขาด้วยหรือเปล่า”
น้ำเพชรเบิกตากว้างตั้งแต่ประโยคแรก
“คุณครรชิตถูกไล่ออก”
“แล้วเธอจะไปกับเขาหรือเปล่าล่ะ”
น้ำเพชรมีสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ไม่ค่ะ”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจค่ะ”
“แล้วฉันจะคอยดู”

น้ำเพชรเม้มปาก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 9 (ต่อ)

พอออกจากห้องจันทร์ทิพย์แล้ว น้ำเพชรก็รีบมาหาครรชิตกับเซียนที่ห้อง

“จริง เขาหาว่าลุงทุจริต”
“และผมก็เลยต้องออกตามคุณครรชิตไป”
“นายเซียนละค่ะ รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”
“รู้”
“แล้ว ...”
“ดูเหมือนมันจะดีใจด้วยซ้ำ”
“น้ำจัดการเอง”
“ไม่ต้อง...บางทีคนอย่างนั้นก็ต้องมีบทเรียนบ้าง”
“กว่าจะได้บทเรียน คุณปลาใหญ่มิต้องสูญเสียหมดทุกอย่างหรือคะ”
“ข้อนี้ต้องอาศัยคุณ คุณต้องอยู่ที่นี่ แล้วคอยส่งข่าวให้พวกเรารู้ ไอ้เซียนมันไม่ยอมให้คุณออกแน่เพราะมันชอบคุณ”
“แต่น้ำเกลียดมัน เกลียดที่สุดในโลก ถ้าไม่มีมันเรื่องบ้าๆ บอๆ พวกนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น”
“หนูน้ำ ลุงต้องขอร้องให้หนูอดทน”
“น้ำขุ่นไว้ข้างนอก น้ำใสไว้ข้างใน”
“น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอกครับ” ครรชิตแย้ง
“ไม่เป็นไร สลับที่กันนิดหน่อย...คุณน้ำเพชร ผมขอร้องละ”
น้ำเพชรมองเซียนอย่างลังเล

เย็นวันนั้นครรชิตขับรถมาจอดหน้าบ้านปลาใหญ่แล้วก้าวลงมา เกริกก้องและจันทร์ทิพย์เดินออกมาติดตามด้วยสองสาวใช้
“รู้แล้วใช่มั้ยว่า คุณต้องออกไปจากบ้านนี้ด้วย”
เกริกก้องถามทำให้ครรชิตอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ครับ”
“งั้นก็ดี”
ครรชิตเดินผ่านทุกคนเข้าไปในบ้าน
“ถ้าจะไปฟ้องปลาใหญ่ละก็มันไม่อยู่”
เกริกก้องบอกขณะเดินตามเข้ามา ครรชิตหันกลับมา
“รุ่นนี้แล้วไม่มีฟ้องใครหรอกครับ”
“ดี”
ครรชิตเดินแยกไป ทุกคนมองตามอย่างพอใจ

ขณะนั้นรัญญายังกลับไม่ถึงบ้าน ชายสี่ขับรถมาเรื่อยๆ และลอบมองรัญญาทางกระจกจึงเห็นรัญญาทำเป็นเหม่อมองออกไปทางกระจกข้าง บางครั้งก็ทอดถอนใจ
“คุณรันไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือครับ”
ชายสี่ตัดสินใจถามขึ้นมา
“เปล่า”
“แสดงว่าคุณรันไม่ไว้ใจผมแล้ว”
รัญญาสบตาชายสี่ในกระจกทำท่าเหมือนถือตัวขึ้นมาแว่บหนึ่ง
“แล้วทำไมฉันถึงจะต้องไว้ใจเธอล่ะ”
“ขอโทษครับ ลืมคิดไปว่าผมเป็นแค่คนขับรถ”
ชายสี่บอกอย่างน้อยใจ รัญญาจึงทำเสียงอ่อนลง
“ขอโทษ...หิวมั้ย”
“ไม่ครับ”
“แต่ฉันหิว”
ชายสี่เหลือบมองรัญญาทางกระจกอย่างแปลกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
รัญญาสั่งให้ชายสี่จอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อมานั่งในร้านอาหารรัญญาทำเป็นนั่งซึมจนชายสี่ต้องนั่งมองเงียบ
“ทานซิจ้ะ”
“ผมรู้ว่ามันเป็นการอาจเอื้อม แต่คุณรันดีกับผมมากไม่เคยดูถูกว่าเป็นแค่คนขับรถยากจน”
“โถ! จะมีจะจน เราก็เป็นคนเหมือนกัน”
“ผมถึงได้อยากรู้ว่า คนรันกังวลใจเรื่องอะไร ถึงแม้ผมจะต่ำต้อยแต่ก็อาจจะช่วยได้บ้าง เหมือนในนิทานเรื่องหนูกับราชสีห์ไงครับ หนูตัวนิดเดียวยังสามารถช่วยราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่”
รัญญาเบือนหน้าไปทำท่าคลื่นไส้ แล้วหันมายิ้มตื้นตันใจ
“ขอบใจมาก” รัญญาแกล้งถอนใจยาว “ชายสี่รู้หรือยังว่าคุณครรชิตกับนายเซียนถูกไล่ออกแล้ว”
ชายสี่สะดุ้งเฮือก
“เหรอครับ ทำไมผมไม่รู้เลย ทำไมถึงได้ถูกไล่ออกล่ะครับ”
“เห็นว่าคุณครรชิตยักยอกเงินของบริษัทมานานแล้ว ส่วนนายเซียนเป็นคนของคุณครรชิตเลยต้องออกตาม”
“ผมก็เป็นคนของคุณครรชิต”
“ฉันขอคุณพ่อไว้ เพราะเห็นว่าเธอเป็นคนดี ไว้ใจได้”
“แต่ผม ...”
“อย่าทิ้งฉันไปเลย ชายสี่” ชายสี่ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก “นี่พูดจากใจจริงนะ ฉันไม่เคยไว้ใจลูกจ้างคนไหนเท่าเธอ! เธอมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้น”
“ขอบคุณมากครับ” ชายสี่ตื้นตันยกมือไหว้รัญญา รัญญารีบรับไหว้แทบไม่ทัน
“อุ๊ย ทีหน้าทีหลัง ไม่ต้องไหว้ฉันหรอกเราเป็นเพื่อนกันไงจ้ะ ทานข้าวเถอะ”
“ครับ”

ชายสี่กินข้าวด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ รัญญามองแบบเยาะๆ แต่พอชายสี่มองมาก็ยิ้มให้อ่อนโยน

ชายสี่ขับรถเลี้ยวเข้ามาในซอย

“อย่าเพิ่งเข้าบ้านจอดตรงนั้นก่อน...” รัญญาชี้ไปที่มุมค่อนข้างเงียบชายสี่ขับเข้าไปจอด “มีอีกเรื่องนึง”
“อะไรหรือครับ”
“ไม่รู้คุณพ่อไปเอามาจากไหนว่า วิญญาณปลาใหญ่กับนายเซียนสลับร่างกันเมื่อคราวที่เกิดอุบัติเหตุ” ชายสี่
นิ่งอึ้งไป “ท่าทางท่านจะเชื่อเอามากๆ เสียด้วย ขนาดฉันพยายามบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ก็ไม่ยอมเชื่อ”
“เป็นเรื่องจริงครับ”
ชายสี่เผลอหลุดปากบอกออกมา รัญญาพยายามซ่อนความดีใจเอาไว้
“ชายสี่ นี่เธอ...”
“ผมรู้ว่ามันไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นความจริง”
“โอ๊ยตาย”
“แต่คุณรันอย่าไปบอกใครนะครับ”
“จะบ้าเรอะ ขืนบอกใครๆ จะได้ว่าฉันบ้าน่ะซิ”

เมื่อกลับถึงบ้านรัญญาเล่าเรื่องให้เกริกก้องฟัง เกริกก้องมองลูกสาวอย่างเพิ่งพิศ
“ทำไมมันถึงไว้ใจลูกขนาดเล่าให้ฟังหมดทุกอย่าง”
“อาจจะเป็นเพราะรันหว่านล้อมเก่งมั้งคะ”
“น้องรันต้องระวังตัว อย่าให้ความสนิทสนมกับคนพวกนี้เกินไปนะครับ เล่นกับหมา...หมาเลียปาก” ปกรณ์บอก รัญญาหันขวับมาทันที
“รันโตแล้ว อะไรผิดถูกรู้หมดทุกอย่างไม่ชอบให้ใครมาสั่งสอน”
“ขอโทษครับ” ปกรณ์ทำหน้าสลด
“แต่เรื่องนี้ พ่อเห็นด้วยกับคุณกรณ์”จันทร์ทิพย์และปกรณ์ลอบสบตากันยิ้มๆ ขณะที่รัญญาหน้างอ “ถึงจะอยากจะรู้แค่ไหน ลูกก็ต้องไม่ทำตัวสนิทสนมกับมัน”
“รันทราบค่ะคุณพ่อ แทนที่คุณพ่อจะดีใจที่รันล้วงความลับจากพวกมันได้แต่คุณพ่อกลับด่าว่ารันทำตัวไม่เหมาะสม”
รัญญาเดินแกมวิ่งออกไป เกริกก้องรีบตามจันทร์ทิพย์และปกรณ์หันมาสบตากันแล้วหัวเราะ

เกริกก้องรีบตามลูกสาวออกมา
“ลูกรัน ฟังพ่อก่อน”
รัญญาหยุดวิ่ง หันกลับมาทั้งน้ำตา
“ทำไมต้องด่ารันต่อหน้า 2 คนนั่นด้วย”
“ข้อแรก พ่อไม่ได้ด่าแต่พูดเพราะความเป็นห่วง ข้อสอง พ่อเห็นว่าน้าจันทร์ไม่ใช่คนอื่น”
“สำหรับคุณพ่ออาจจะไม่ใช่ แต่สำหรับรัน ใช่ค่ะ”
เกริกก้องนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เอาเป็นว่า พ่อขอบใจเรื่องที่รันทำให้พ่อก็แล้วกัน” รัญญายังหน้าบึ้ง “ส่วนคำพูดอะไรที่ทำให้ลูกสะเทือนใจ พ่อก็ขอโทษด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะพ่อเป็นห่วงลูกไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” รัญญาน้ำตาไหลกอดพ่อไว้ เกริกก้องลูบหลังลูกสาวอย่างอ่อนโยน “จำไว้ว่า พ่อรักลูกมากที่สุด...รันเป็นคนสำคัญที่สุดในโลก...”

น้ำเพชรขับรถเข้ามาจอด แล้วนั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบมือถือมากด
“น้ำมาถึงแล้วค่ะหม่าม้า หม่าม้ากับอาเตี่ยจะทานรังนกร้อนๆ มั้ยคะ น้ำจะแวะตลาด...ค่ะ...เอาเกี๊ยวน้ำด้วยนะคะ”
น้ำเพชรเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า มีเสียงเคาะที่หน้าต่างรถน้ำเพชรสะดุ้งเงยหน้ามองขณะที่มือหยิบที่ช็อตไฟฟ้าออกมา น้ำเพชรถอนใจเมื่อเห็นเป็นสายพิณ น้ำเพชรเก็บที่ช็อตไฟฟ้าใส่กระเป๋าตามเดิมแล้วเปิดประตูลงมา กดรีโมทปิดประตูรถ
“กว่าจะเยื้องย่างออกมาได้ โทรศัพท์ถึงใครน่ะ”
“เรื่องของฉัน มีธุระอะไร”
“ได้ข่าวว่า เธอจะแต่งงานกับปลาใหญ่”
“นายเซียนบอกเธอละซิ ฝากบอกเขาด้วยว่าไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
“พี่เซียนเขารักเธอ” สายพิณตัดสินใจบอก น้ำเพชรหัวเราะเย้ยหยัน
“แต่ฉันเกลียดเขามาก ฝากบอกด้วย” น้ำเพชรเดินไป
“เธอดูถูกความรักของพี่เซียน” น้ำเพชรหันกลับมา
“เอาอย่างนี้ ฉันยกให้เธอ”
“ความรักมันยกให้ใครไม่ได้หรอก นังโง่”
น้ำเพชรมือสั่นเทาจะตบ
“อย่าเรียกว่าฉันนังโง่”
“ฉันจะเรียก แกมันใจดำ ดูถูกความรักของคนอื่นว่าไร้ค่า ระวังเถอะคนอื่นก็จะดูถูกความรักของแกว่าไร้ค่าเหมือนกัน”
น้ำเพชรนิ่งอึ้งตะลึงไป เพราะคำพูดของสายพิณกระทบใจอย่างแรง สายพิณมองน้ำเพชรครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป ขณะที่น้ำเพชรยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

น้ำเพชรเดินเข้ามาแล้วชะงักเมื่อเห็นกิมฮวยและเติมศักดิ์นั่งจิบน้ำชารออยู่
“หม่าม้ากับอาเตี่ยยังไม่นอนอีกหรือคะ”
“ยัง รอลื้อ”
“นั่งลงซิ”
น้ำเพชรยังไม่ทันนั่งลงดีเติมศักดิ์พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อั๊วได้ยินมาว่า ลื้อยังยืนยันจะหมั้นหมายกับไอ้อาเซียน”
น้ำเพชรถอนใจเฮือก
“อาหม่าม้าไม่ได้เล่าให้อาเตี่ยฟังหรือคะว่า วิญญาณคุณปลาใหญ่อยู่ในร่างนายเซียน”
“เล่า... แต่อั๊วไม่เชื่อ”
“เชื่อเถอะค่ะ น้ำไม่เคยโกหกอาเตี่ยกับหม่าม้าเลย”
“คราวนี้ลื้ออาจโกหก”
“หม่าม้า อาเตี่ย เรื่องนี้ขอให้เชื่อน้ำเถอะค่ะ”
“อั๊วไม่เชื่อ มีอย่างที่ไหนวิญญาณของอาเซียนไปเข้าร่างอาท่านประธาน วิญญาณอาท่านประธานไปเข้าร่างอาเซียน ซี้ซั้วต่า”
“แต่มันเป็นความจริงค่ะ”
“หัวเด็ดตีนขาด อาหม่าม้ายอมไม่ได้”
“ถ้าลื้อจะหมั้น ลื้อต้องหมั้นกับอาท่านประธาน”
“ก็ใช่น่ะซีคะ น้ำจะหมั้นกับท่านประธาน”
กิมฮวยกับเติมศักดิ์ถอนใจเฮือก
“ค่อยยังชั่ว”
“...ซึ่งอยู่ในร่างนายเซียน”
“ไอ๊หยา”
“เหนียวตัวจัง น้ำไปอาบน้ำก่อนนะคะ”

น้ำเพชรรีบเดินแกมวิ่งไปอย่างเร็วรี่ 

น้ำเพชรรีบเข้าห้องทิ้งตัวพิงประตู หลับตาลงราวกับจะรวบรวมสมาธิครู่หนึ่งแล้วสูดลมหายใจยาวก่อนจะลืมตาขึ้น

“คิดถูกหรือเปล่าเนี่ย” น้ำเพชรเดินช้าๆ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วทรุดตัวลงนั่ง “ถ้าเผื่อว่า...เราเข้าใจผิดทั้งหมดล่ะ” น้ำเพชรเอนหลังพิงพนัก “ถ้าเผื่อว่า...นายเซียนก็คือนายเซียน คุณปลาใหญ่ก็คือคุณปลาใหญ่ล่ะ”
น้ำเพชรลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมา “ฮื้อ...ไม่หรอกน่า สองคนนั่นคงไม่รวมหัวกันหลอกเราแน่โดยเฉพาะ คุณปลาใหญ่”
น้ำเพชรเดินมาทิ้งตัวลงนั่ง สีหน้าแววตาค่อยผ่อนคลายลง

เติมศักดิ์เดินกลับไปกลับมาอย่างพลุ่งพล่านขณะที่กิมฮวยโบกพัดให้ตัวเองประมาณว่าว้าวุ่นใจ
“อาน้ำนะ อาน้ำ ทำไมอีถึงดื้อรั้นยังงี้”
“ก็เหมือนลื้อไง รั้นยันโดน”
เติมศักดิ์หันขวับมาทันที
“รั้นยันโดน”
“ใช่ ถ้าอาน้ำเหมือนอั๊ว อีจะว่าง่ายน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนอั๊ว”
“งั้นก็ต้องเหมือนผี”
“ลื้อว่าใครเป็นผี”
“ลื้อไง”
“ลื้อนั่นแหละผี ผีขึ้นอืด” เติมศักดิ์อ้าปากจะด่าตอบแต่กิมฮวยยกมือขึ้นห้าม “ช้าก่อน...เรามาคิดกันดีกว่าว่า จะทำการขัดขวางยังไงดี”
ทั้งคู่ต่างคนต่างคิด

อีกด้านหนึ่งสายพิณนั่งกอดเข่าใจลอยอยู่หน้าบ้านเหม่อมองไปข้างหน้า มอมเดินเข้ามามอมยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินเข้ามาใกล้อีกนิดพร้อมกับกระแอมเบาๆ สายพิณหันมามองดวงหน้าเฉยเมยปรากฏแววรำคาญแว่บหนึ่งแล้วเมินกลับไป
“พิณยังไม่นอนเหรอ” มอมถามอย่างเกรงใจ
“นอนแล้วมั้ง ที่นั่งอยู่นี่คงเป็นวิญญาณ”
มอมพยายามหัวเราะ
“พิณตลกจัง”
“เหรอ”
มอมค่อยๆ หุบยิ้มลง
“ทำไมพี่พูดอะไรไม่เคยถูกใจพิณซักอย่าง”
“ก็เพราะว่า พิณรำคาญพี่มอมแมมน่ะซิ” มอมอึ้ง สีหน้าแววตาสะเทือนใจ “ง่วงแล้ว พิณไปนอนละ”
สายพิณเดินกลับเข้าไปในบ้าน มอมมองตามน้อยใจสุดๆ
“ไอ้มอม” มอมหันกลับไปมอง “กลับไปนอนเถอะ” ป๋องบอก
“เอ็งกลับไปก่อน”
“เฮ่ย กลับไปด้วยกันนี่แหละ”
ป๋องกอดคอมอม พาเดินไปพลางร้องเพลงเกี่ยวกับอกหัก มอมฟังเฉยๆ ครู่หนึ่งแล้วร้องตามลั่นซอยในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เซียนนอนก่ายหน้าผากสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดสายพิณก็มาตะโกนเรียก
“ปลาใหญ่ ปลาใหญ่” เซียนฟังครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นอย้างไม่ได้รีบร้อน “ปลาใหญ่ ไอ้ปลาใหญ่ ไอ้ปลาใหญ่โว้ย” เซียนสะดุ้ง
“ผู้หญิงอะไร หยาบคาย”
เซียนเดินออกไป ขณะนั้นสายพิณยังหลับหูหลับตาเรียก
“ไอ้ปลาใหญ่ ไอ้สันหลังยาว จะนอนกินบ้านกินเมืองเรอะไง”
“จะตะโกนไปหาอะไร”
สายพิณลืมตามองจึงเห็นเซียนกอดอกอกมองเธออยู่
“อ้าว ออกมาแล้วทำไมไม่บอก ปล่อยให้ฉันตะโกนเสียงแหบเสียงแห้งอยู่ได้”
เซียนคว้าแขนสายพิณเข้าบ้าน
“เข้ามานี่”
“เฮ้ย”

พอเข้ามาในบ้านสายพิณสะบัดมือหลุดอย่างหงุดหงิด
“ฉันเดินเข้ามาเองได้”
“แล้วตะโกนทำไม หนวกหู”
“ฉันมีเรื่องมาตกลงด้วย เพิ่งคิดออกเมื่อคืนนี้เอง”
“อะไร”
“ฉันรู้ว่า ยัยน้ำเน่านั่นชอบนาย”
“เป็นไปไม่ได้”
“อย่าเถียง ฟังอย่างเดียว”
“อย่าบังอาจมาออกคำสั่งฉัน”
“งั้นก็อย่าโง่”
เซียนจ้องสายพิณเขม็ง และโกรธจัดจนตากระพริบยิบหยีสุดๆแล้วกัดฟันพูด
“ฉันเป็นคนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่ง จงอย่าได้บังอาจว่าฉันโง่เด็ดขาด”
“ก็ถ้าไม่โง่ แล้วทำไมถึงได้กลายเป็นยาจก”
“จะบอกให้รู้ด้วยว่า ด้วยสมองอันชาญฉลาดของฉัน ฉันสามารถสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองได้ ภายในเวลาอันรวดเร็ว” สายพิณกอดอกพลางยิ้มเยาะ เซียนจับปากสายพิณบีบจนสายพิณร้องลั่น “อย่าหัวเราะฉัน” สายพิณคว้ามือเซียนมากัดอย่างแรง “โอ๊ย”
เซียนสะบัดมือจนสายพิณเซล้มลงและสะบัดมือเร่าๆ มือเซียนมีเลือดหยด
“ผู้หญิงบ้าอะไร กัดยังกับ...” เซียนหยุดชะงัก
“พูดให้จบซิ จะด่าว่าฉันเหมือนหมาใช่มั้ยล่ะ”
“ฉันไม่ได้พูด เธอพูดเอง” สายพิณลูบผมแล้วพยายามตั้งสติแล้วลุกขึ้น “เธอมาพูดเรื่องน้ำเพชรกับฉันทำไม”
สายพิณไม่ตอบแต่เดินออกไป “เฮ้ จะไปไหน ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”
สายพิณหันกลับมา
“ฉันไม่พูดแล้ว เซ็ง”

สายพิณเดินออกไป เซียนมองตามงงๆ

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 9 (ต่อ)

ที่บ้านปลาใหญ่ขณะนั้นสมทรงและสมศรีเริ่มเสิร์ฟอาหารเช้า โดยทุกคนเป็นอาหารเช้าเบาๆ ยกเว้นปลาใหญ่ซึ่งเป็นข้าวน้ำพริกปลาทู แกงจืด และผักสดผักต้มเต็มที่ ปลาใหญ่กินข้าวด้วยมืออย่างเอร็ดอร่อย ปกรณ์เห็นแล้วกลืนน้ำลาย

“อร่อยมั้ยครับ คุณปลาใหญ่”
“อร่อย เอามั่งมั้ยล่ะ”
จันทร์ทิพย์มองถลึงตาใส่ปกรณ์ ปกรณ์ปฏิเสธอย่างเสียดาย
“ไม่เป็นไร ผมถนัดอาหารฝรั่ง”
“คุณครรชิตติดต่อมาบ้างหรือเปล่า” เกริกก้องถาม
“ก็ตั้งแต่ขนข้าวขนของไปเมื่อคืน ก็ยังไม่ได้ติดต่อกันเลยครับ” ปกรณ์บอก
“ดีแล้ว คุณครรชิตเป็นคนอื่นที่ไหนจะรักและหวังดีกับปลาใหญ่อย่างจริงใจ เหมือนพวกเราซึ่งเป็นญาติแท้ๆ”
“เออ วันนี้ริก้าจะกลับแล้วนะ ปลาใหญ่จะไปรับกับพี่ไหม รัญญาถาม
“ไปซิครับ”
“ดีเลย เพราะริก้าพาเพื่อนมาด้วย 3-4 คน เราจะได้ไปแฮงค์เอ้าท์ด้วยกัน”
“แค่ฟังก็สนุกแล้ว”
“เพื่อนฝรั่งหรือเพื่อนไทยคะน้องรัน”
“ฝรั่งซิคะ” ปลาใหญ่ค่อยๆ หุบยิ้มลง “ดูเหมือนว่าจะมีเพื่อนเก่าของปลาใหญ่มาด้วย”
“เพื่อน”
“แอนดรูไง”
“ตายละ ผมลืมไป” ทุกคนมองปลาใหญ่ซึ่งทำสีหน้าจริงจัง “เพิ่งนึกได้ว่า ผมมีนัด”
“นัดกับใคร” ทุกคนถามออกมาพร้อมกัน
“นัดกับ...กับ...กับลูกค้าครับ”
“ลูกค้าคนไหน” เกริกก้องถามต่อ
“ต้องถามคุณน้ำเพชร คุณน้ำเพชรเป็นคนนัดให้”
แต่ละคนมีสีหน้ายิ้มๆ เหมือนรู้ทัน

ปลาใหญ่รีบเข้าบริษัทและเรียกน้ำเพชรเข้าไปคุยในห้องทำงาน
“คุณน้ำ เชิญข้างในหน่อยครับ” น้ำเพชรเงยหน้าขึ้นมอง “ได้โปรด...ผมกำลังเดือดร้อน”
ปลาใหญ่เดินเข้าห้องไป น้ำเพชรมีสีหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะลุกตามไป
พอเข้ามาในห้อง น้ำเพชรมองปลาใหญ่ด้วยสีหน้าแววตาเย็นชา
“ขอบคุณมาก”
“ไม่ต้องเรื่องมาก มีอะไรก็ว่ามา”
“เดี๋ยวถ้ามีใครมาถามว่าผมมีนัดกับลูกค้าหรือเปล่า ช่วยบอกว่ามีด้วยถ้าถามชื่อ คุณก็มั่วเอาละกัน”
“หมายความว่า จะให้ฉันโกหก”
“น่า...เจ๊ น่า”
“อย่ามาเรียกฉันว่า เจ๊”
“เรียกอาซ้อก็ได้”
“ไม่ได้ทั้งนั้น”
ปลาใหญ่คุกเข่าลงทันที
“คุณน้ำครับ ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนแล้วนะ เราต้องช่วยกันทำให้บริษัทไปรอด”
“เท่าที่ฉันดูแล้วท่าทางจะไม่รอด”
“แต่คราวนี้เอาให้รอดก่อน แบบว่าให้รอดวันต่อวัน” น้ำเพชรกอดอกมองปลาใหญ่ตาเขียว “นะคุณน้ำ ... แล้วเราไปหาคุณครรชิตกัน”
น้ำเพชรมองปลาใหญ่ครุ่นคิด

เซียนมาหาครรชิตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“ทานอะไรกันมาหรือยังครับ”
“ยังเลย”
ครรชิตยกมือเรียกบริกรมา เซียนและป๋องสั่งอาหาร
“ผมอยากให้คุณครรชิตไปอยู่ด้วยกัน อยู่แถวนี้มันไกลไปหน่อย”
“ผมก็อยากไป แต่ที่นั่นไม่มีบ้านเช่า”
“ไปอยู่กับผมก็ได้หรือไม่ก็อยู่กับลุงป่อง” ป๋องบอก
“อย่าเลย รบกวนเปล่าๆ”
“ไม่รบกวนเลย นอกจากคุณครรชิตจะคิดว่ามันคับแคบ”
“เฮ้ย ผมไม่ใช่ไฮโซมาจากไหน คุณปลาใหญ่ยังอยู่ได้แล้วทำไมผมจะอยู่ไม่ได้”
“งั้นเราไปด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”
“อย่าเพิ่ง ขอกินข้าวก่อน”

ป๋องรีบบอก บริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ...ทั้งหมดกินกันไป ปรึกษากันไป

น้ำเพชรเดินออกมาจากห้องปลาใหญ่พร้อมกับเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น

“เอาแล้วไง” น้ำเพชรรีบเดินมารับ “ห้องท่านประธานปลาใหญ่”
“ท่านประธานในอนาคตอันใกล้ก้องเกียรติให้เธอมาพบเดี๋ยวนี้”
“เออ” น้ำเพชรวางโทรศัพท์ลง อลิสาสะดุ้ง
“เออ...แค่เนี้ย” อลิสากดโทรศัพท์เข้าห้องเกริกก้อง “คุณก้องขา...แม่น้ำเพชร ตอบรับคำเดียวสั้นๆ ค่ะ ว่า “เออ”
“เออ”
อลิสาชะงักมองโทรศัพท์ฉุนๆ ขณะวางลง
“ฮึ! อยู่ต่อหน้าเมียหลวงละก็ทำเป็นไม่ใยดี”

จันทร์ทิพย์มองเกริกก้องเขม็ง
“ แม่อลิสาโทรเข้ามาว่ายังไงคะ”
“ก็บอกว่าน้ำเพชรกำลังมา”
“แค่นั้น ...”
“แล้วจะเอาแค่ไหนล่ะ”
“จันทร์ถามจริงๆ ค่ะว่า...”
“จันทร์ เลิกวุ่นวายเรื่องอื่นก่อนได้มั้ย ตอนนี้เราต้องโฟกัสอยู่กับเรื่องยึดบริษัทจากปลาใหญ่ให้สำเร็จ”
“แต่จันทร์...”
“ขอร้อง Please”
“Oh! My God”

น้ำเพชรเดินตรงมาขณะที่อลิสาลุกขึ้นยืนท่าทางระวังตัวสุดๆ
“ทำไมมาช้า นี่ท่านประธานในอนาคตอันใกล้เรียกพบนะ”
“มีด้วยเรอะ เพราะสำหรับฉันและพนักงานคนอื่นเห็นว่า มีแต่ท่านประธานในปัจจุบันคนเดียวเท่านั้น”
“แล้วจะรู้”
“รู้มานานแล้วละย่ะ”
อลิสาอ้าปากจะพูดอีกแต่เปลี่ยนใจหุบปากทันที เมื่อเห็นน้ำเพชรเชิดหน้าเดินเข้าห้องไปเกริกก้อง

น้ำเพชรเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแววตาเรียบเฉย
“จองหองพองขน นายเซียนมันนัดแนะกับเธอว่ายังไง”
“นายเซียนที่ไหนหรือคะ” น้ำเพชรย้อนถาม
“อย่ามาตอหลด”
“จันทร์” เกริกก้องลงเสียงหนักนิดๆ เป็นเชิงปราม จันทร์ทิพย์นิ่งไปแต่ยังมองน้ำเพชรอย่างเอาเรื่อง เกริกก้องเบือนหน้ามามองน้ำเพชร “เห็นปลาใหญ่บอกว่า วันนี้มีนัดกับลูกค้า”
“ก็ไม่เชิงหรอกคะ เป็นเพื่อนของเพื่อน ซึ่งอยากจะติดต่อธุรกิจด้วยมากกว่า”
“ผมรู้จักไหม”
“เอ น่าจะไม่นะคะ เพราะเพิ่งจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน”
“ชื่อ ...”
“คุณอดิศักดิ์ศรีค่ะ”
เกริกก้องพยักหน้าช้าๆ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ขณะที่จันทร์ทิพย์สวนทันที
“มั่ว”
“เปล่ามั่วค่ะ”
“งั้นก็ต้องให้คุณก้องรู้จักบ้างซิ”
“เวลานี้ คุณอดิศักดิ์ศรียังไม่ได้ทำธุระกิจกับเราเลยค่ะ ยังคงเป็นเพียงเพื่อนของเพื่อนคุณปลาใหญ่เท่านั้น”
“ฉันนึกว่ามีแต่เพื่อนในสลัมซะอีก”
“สลัม...สลัมไหนหรือคะ”
“เอ๊ะ อย่ามายอกย้อนฉันนะ”
“ก็ดิฉันแปลกใจนี่คะ คุณปลาใหญ่อยู่ในบ้านหลังใหญ่โต”
“เอาละ พอแล้ว” น้ำเพชรนิ่งไป “กลับไปบอกปลาใหญ่ให้พาเพื่อนคนนี้มาดูกิจการของเรา เพราะฉันจะ
หว่านล้อมให้เขาเข้าร่วมธุรกิจด้วย ไปได้แล้ว”
“ค่ะ”
น้ำเพชรไหว้ทั้งสองคนแล้วเดินออกไป
“คุณก้อง ...”
เกริกก้องยกมือห้าม
“ฉันจัดการเอง”
จันทร์ทิพย์มองเกริกก้อง เกริกก้องมีสีหน้ายิ้มนิดๆ เหมือนพอใจในความคิดของตน

น้ำเพชรกลับมาหาปลาใหญ่แล้วบอกสิ่งที่เกริกก้องสั่ง
“ไม่เห็นจะเป็นไร เราก็บอกว่าตกลงกันไม่ได้แค่นั้นก็หมดเรื่อง”
“แต่ถ้าเรามีคุณอดิศักดิ์ศรีมาให้ทุกคนเห็น พวกเราก็จะไม่สามารถหาเรื่องให้คนอื่นสงสัยเราได้”
“แล้วจะไปหาได้ที่ไหน”
“นั่นน่ะซิ ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ด้วย”
ปลาใหญ่เดินกลับไปกลับมาด้วยสีหน้าพยายามเค้นความคิดอย่างหนัก น้ำเพชรก็พยายามคิดเช่นกัน แต่แล้วปลาใหญ่ก็ทำท่าตื่นเต้นด้วยนึกออกในที่สุด
“ใช่เลย”
“ใคร”
“ลุงป่อง”
“ลุงป่องไหน... อย่าบอกนะว่าหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ชุมชนสุขาฯ”
“ใช่เลย หัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ชุมชนสุขาฯ”
“จะบ้าเรอะไง”
“ไม่บ้าหรอก เราช่วยกันจับลุงป่องมาลอกคราบเป็นไฮโซดีกว่า”
“นายเองยังจะเอาตัวไม่รอดเล้ย ขนาดอยู่ในร่างคุณปลาใหญ่นะเนี่ย”

“งั้นก็ต้องปรึกษาคุณคัน”

ปลาใหญ่กับน้ำเพชรมาหาครรชิตที่บ้านลุงป่อง ครรชิตดีดนิ้วอย่างพอใจ

“ผมเห็นด้วย”
ปลาใหญ่ยิ้มเผล่ขณะที่ทุกคนเบิกตากว้าง
“คุณครร”
“ผมไม่เอาด้วยหรอก” ลุงป่องรีบบอก
“ลุงต้องเอา”
“เฮ้ย”
“ผมว่ามันจะยุ่งกันใหญ่นะ” เซียนบอก
“เราก็ต้องพยายามไม่ให้ยุ่ง ฟังนะต่อไปเราอาจจะต้องใช้ลุงป่องซึ่งอยู่ในคราบของคุณอดิศักดิ์ศรีเป็นเหยื่อล่อ ...”
“เฮ้ย ผมไม่ใช่ไส้เดือนนะ”
“ผมจะจัดการลอกคราบลุงเอง”
“ผมก็ไม่ใช่งูอีกเหมือนกัน”
“ถ้าคุณครรชิตคิดว่า Work เราก็จะช่วยกัน”
ทุกคนพยักเพยิด
“ดะ...ดะ...เดี๋ยว...ก่อน นี่จะไม่มีใครถามความเห็นผมเลยเรอะ”
“ไม่มี”
“แล้ววินมอ’ไซค์...”
“ให้ไอ้ป๋องกับไอ้มอมมันจัดการ”
“ใช่แล้ว” ครรชิตดีดนิ้วอีก
“จะเอาไอ้มอมแทนใช่ไหม” ลุงป่องมีสีหน้าโล่งใจสุดๆ “งั้นฉันจะไปตามให้”
ลุงป่องลุกขึ้นแต่ครรชิตดึงให้นั่งลงใหม่
“ลุงนั่นแหละคือคุณอดิศักดิ์ศรี ส่วนป๋องกับมอมแมมจะรับหน้าที่คนขับรถและเลขา”
“เอางั้นเลยเรอะ”
ครรชิตพยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ

เซียนเดินเข้ามากับครรชิตสีหน้ายังกังวลเมื่อหยุดเดินหันมามอง
“มันมิยุ่งกันใหญ่เรอะคุณครรชิต เดี๋ยวจะกลายเป็นอะไรนะที่คุณพ่อเคยพูดว่าความควายไม่ทันหาย ความวัวก็เข้ามาแทรก”
“สลับที่กันครับ ต้องพูดว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก”
“ก็แล้วมันต่างกันตรงไหน แค่วัวกับควายเท่านั้น”
“นั่นน่ะซีครับ คืองี้...”
“คุณเห็นนายเซียนมั้ย มันทำ image ผมเสียหมด”
“แต่คุณก็แก้แค้นเขาไปพอแรงนี่”
เซียนยิ้มสะใจ
“ผมจะหมั้นกับน้ำเพชร”
“คิดดีแล้วนะ คุณปลาใหญ่”
“ยิ่งกว่าดีอีก ประการแรก ผมยังไม่ได้รักใคร ประการต่อมา ยัยรู้ดมาบอกผมว่า ...”
“ยัยรู้ด...”
“ก็ยัยสายพิณไง ยัยรู้ดสายพิณมาบอกผมว่า น้ำเพชรชอบผม ซึ่งผมก็คิดยังงั้นเหมือนกัน เพราะน้ำเพชรเป็นคนมีความคิด ถึงจะฉลาดน้อยกว่าผมก็ตาม แต่ก็ฉลาดพอสมควร แถมยังเป็นคนสวย การแต่งงานจะทำให้ได้ลูกที่ไอคิว สูงเหมือนพ่อ หน้าตาสะสวยเหมือนแม่”
“แล้วถ้าอาเตี่ยกับหม่าม้าเขาไม่ยอมล่ะครับ”
“คุณครรชิตคิดว่าน้ำเพชรจะเชื่อเรอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เราต้องคิดให้ดีเรื่องลุงป่องว่าจะทำยังไงให้แกออกมา เป็นคุณอดิศักดิ์ศรีได้ใกล้เคียงที่สุด”
“ต้องเริ่มจากปรับ Look ก่อนครับ”

ครรชิตขับรถมาจอดที่หน้าคลีนิคผิวหนังแห่งหนึ่งแล้วเปิดประตูรถก้าวลงไป เซียนเปิดประตูหลังก้าวตามลงมา ในขณะที่ลุงป่องยังลังเล
“ลงมา ลุงป่อง”
“เอาแน่เรอะคุณ”
“แน่ไม่แน่ก็มาถึงแล้ว”
“ลุงป่อง ลงมาได้แล้ว”
ลุงป่องจำใจก้าวลงมาทั้งหมดเดินตรงเข้าไปในคลีนิค

ภายในคลีนิค ทุกคนที่มารักษาพากันมองสามหนุ่มอย่างแปลกใจ ครรชิตและเซียนพาลุงป่องเดินมาที่เคาน์เตอร์ พนักงานยิ้มหวานกับเซียน
“สวัสดีค่ะ”
เซียนดึงลุงป่องซึ่งหลบอยู่ข้างหลังให้ก้าวออกมาข้างหน้า
“คนนี้ครับ ไม่ใช่ผม”
“คุณลุงเนี่ยหรือคะ”
“ครับ พอจะทำได้ไหมครับหรือว่าเยินเกินจะเยียวยา”
ลุงป่องหันมาเขม้นมอง พนักงานมองลุงป่องแล้วยิ้ม
“ไม่หรอกค่ะ คุณลุงยังไม่แก่อะไรมากมาย อายุสัก 50 ไม่เกิน 55 แน่” ลุงป่องสะดุ้ง
“ผมยังไม่ถึง 50 ครับ” พนักงานสะดุ้งแล้วรีบปรับสีหน้า
“ล้อเล่นน่ะค่ะ เอ้อ...จะเป็นคอร์สไหนดีคะ”
“เอาหมดทุกคอร์สเลย”
“กรอกรายละเอียดแล้วเชิญไปนั่งรอคิวก่อนนะคะ”

พนักงานส่งปากกาและกระดาษกรอกประวัติของคนไข้

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 9 (ต่อ)

ระหว่างนั้นน้ำเพชรกับปลาใหญ่รออยู่ที่บ้านลุงป่อง น้ำเพชรนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ปลาใหญ่นั่งมองในลักษณะพยายามจะหาโอกาสพูดด้วยแต่ไม่สบโอกาสสักที

“จะไปไหนก็ไป แต่ต้องระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน”
น้ำเพชรบอกออกมา
“ผมไม่ได้จะไปไหน แค่อยากจะรู้ว่า...” น้ำเพชรเงยหน้าขึ้นมอง “คุณจะหมั้นเมื่อไหร่”
“ธุระไม่ใช่”
“คุณน้ำเพชร คนอย่างปลาใหญ่น่ะสมองมันเต็มไปด้วยธุรกิจ มีแต่เรื่องกำไรขาดทุนมันไม่รักใครจริงหรอก”
“ฉันบอกว่าธุระไม่ใช่”
“มันเคยบอกหรือเปล่าว่ารักคุณ”
น้ำเพชรเอาหนังสือฟาดหัวปลาใหญ่ทันที
“นี่แน่ะ พูดไม่รู้ฟัง”
“คุณน้ำ ผมอยากให้คุณคิดดีๆ”
น้ำเพชรผุดลุกขึ้นยืนจังก้าแล้วควงกำปั้น
“อุวะ บอกว่าไม่ฟังๆ แล้วยังจะมีหน้ามาพูดอีก เดี๋ยวแม่ตบกระจาย”
ปลาใหญ่น้อยใจขึ้นมาบ้าง
“ทำไม ไอ้ปลาใหญ่มันมีดีอะไร คุณถึงได้เชื่อมันทุกอย่าง”
“นี่แน่ะ”
น้ำเพชรฟาดโครมเข้าให้ปลาใหญ่กระเด็นไปกระแทกผนังแล้วพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง
“เอาเลย จะทุบจะตีจะตบจะต่อยหรือจะฆ่าผมก็เชิญ” น้ำเพชรจ้องเขม็งด้วยสายตาเกลียดชังแล้วเดินไปที่ประตู “คุณน้ำ”
น้ำเพชรกระแทกประตูใส่อย่างไม่ใยดี ปลาใหญ่มองตามอย่างน้อยใจ

น้ำเพชรเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
“ไม่รู้เป็นอะไร พูดด้วยแล้ว’รมณ์เสีย” สายพิณเดินตรงเข้ามา “มาอีกคนแล้ว เฮ้อ”
“เอาพี่เซียนไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“โอ๊ย...ย...ย”
“บอกมานะว่าพี่เซียนอยู่ที่ไหน”
“โน่น อยู่ในบ้านลุงป่องโน่น” สายพิณรีบเดินไป น้ำเพชรมองตาม “ท่าจะบ้า ชอบใครไม่ชอบดันไปชอบไอ้เซียน เมื่อไหร่พวกนั้นจะกลับมาซักทีนะ”
น้ำเพชรยกนาฬิกาขึ้นดู

สายพิณผลักประตูบ้านลุงป่องเข้ามา
“พี่เซียน พี่เซียนเป็นไงบ้าง”
“ก็...สบายดี”
“นังน้ำเน่ากับอีตาครรชิตพาพี่มาขังไว้ที่บ้านลุงป่องเนี่ยเหรอ แล้วทำไมแกถึงได้ยอม แล้วไอ้ปลาใหญ่ล่ะ ได้ข่าวว่ามันพาลุงป่องไปไหนก็ไม่รู้ พิณว่าแจ้งความ”
“เฮ้ย ไอ้พิณ หายใจหายคอบ้างซิเว้ย”
“ก็พิณเป็นห่วงพี่เซียนนี่”
“ห่วงก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเอะอะโวยวาย”
“งั้นตกลงเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไร” ปลาใหญ่พยักหน้า “ไม่เชื่อ”
“สายพิณ เราอย่าวุ่นวายนักได้ไหม”
“ได้ แต่พี่ต้องฟังแผนพิณก่อน รับรองว่าเจ๋ง”
“แผนอะไรของเอ็ง”
“เรามาหมั้นกันบ้างมั้ย”
ปลาใหญ่สะดุ้งเฮือก
“เฮ้ย ไอ้พิณ”
“ในเมื่อยัยน้ำเน่ามันจะหมั้นกับปลาใหญ่ เราก็หมั้นกันได้เหมือนกัน”
“เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว ...”
“พี่เซียนไม่อยากแก้เผ็ดยัยน้ำเน่าเรอะ”
“...แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปแก้เผ็ดใคร” สายพิณเม้มปาก “ขอบใจที่เอ็งหวังดี”
“พี่เซียนรังเกียจพิณ”
“ไม่ใช่”
“พิณรู้ว่าใช่”
สายพิณน้ำตาร่วงพรู ปลาใหญ่ถอนใจแล้วเดินมาหาสายพิณ โอบไหล่สายพิณอย่างอ่อนโยน สายพิณซบปลาใหญ่สะอึกสะอื้น
“ถึงพี่จะชั่วช้าเลวทรามสักแค่ไหน แต่พี่จะไม่มีวันฉวยโอกาสกับพิณหรือทำให้พิณเสียชื่อเด็ดขาด”
“โอ๊ะ...โอ”
สายพิณกับปลาใหญ่หันไปมอง น้ำเพชรมองภาพนั้นตาโต ปลาใหญ่รีบปล่อยสายพิณ
“คุณน้ำ...มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
น้ำเพชรยิ้มกว้าง
“รู้เรอะว่าฉันคิดอะไร ตามสบายนะ” น้ำเพชรเดินออกไป ปลาใหญ่รีบตาม
“เดี๋ยว”
สายพิณกัดปากแล้วตามออกไปเช่นกัน

ปลาใหญ่รีบเดินมาขวางหน้าน้ำเพชรไว้
“เดี๋ยว คุณน้ำเพชร”
“จะถอยหรือไม่ถอย”
สายพิณวิ่งมาขวางไว้
“อย่าทำอะไรพี่เซียนนะ”
“โอ๊ะ...โห ผู้ชายอกสามศอกใช้ผู้หญิงอกไม่ถึงศอกเป็น รปภ.”
“พิณ อย่ามายุ่ง”
“พี่เซียน พิณอุตส่าห์จะปกป้อง”
“เฮ้ย พี่ไม่ใช่ลูกเอ็งนะ ไอ้พิณไม่ต้องมาปกป้อง” ขณะที่ทั้งสองคนคุยกัน น้ำเพชรเดินเลี่ยงออกไป “เดี๋ยว คุณน้ำเพชร รอด้วย” น้ำเพชรยกมือโบกให้โดยไม่หันมามองและไม่หยุดเดิน “คุณน้ำ” ปลาใหญ่ขยับตาม
“อย่าเพิ่งไป พี่เซียน”
“อย่ามายุ่งกับพี่”
ปลาใหญ่รีบตามน้ำเพชรไป สายพิณตะโกนเรียกอย่างเจ็บปวด
“ไอ้พี่เซียน”

น้ำเพชรก้าวเดินพรวดๆ โดยมีปลาใหญ่วิ่งตามพลางร้องเรียกท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
“น้ำ คุณน้ำ คุณน้ำเพชร”
น้ำเพชรหันขวับมาอย่างหงุดหงิด แล้วชี้หน้าปลาใหญ่
“ไปให้พ้น”
ลูกบอลลอยตรงมากระแทกหัวปลาใหญ่อย่างจัง ปลาใหญ่ตาเหลือกแว่บหนึ่งแล้วล้มลงหมดสติ สายพิณ
ซึ่งวิ่งตามมามองด้วยอาการตกตะลึงครู่หนึ่งแล้ววิ่งตรงมาช้อนหัวปลาใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกับที่น้ำเพชรรีบเดินมาด้วยความตกใจ ส่วนเด็กๆ วัยรุ่นที่เล่นบอลตกใจวิ่งเตลิดหนีกันตามระเบียบ
“เป็นไงบ้าง”
“ยังไม่ตายให้สะใจแกหรอก”
น้ำเพชรทรุดตัวลงนั่ง เขย่าตัวเซียน
“นายเซียน นายเซียน”
สายพิณปัดมือน้ำพชร
“ไม่ต้องมายุ่ง พี่เซียนเป็นแบบนี้เพราะแก”
“เออ ฉันก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอก แต่ขอแนะนำเพื่อนมนุษยธรรมว่าควจจะพาไปโรงพยาบาล”
น้ำเพชรหันหลังจะเดินไปแต่แล้วก็ชะงัก เมื่อปลาใหญ่ขยับตัวพึมพำ
“อูย...ย...”
“พี่เซียน เป็นไงบ้าง”
ปลาใหญ่ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ปลาใหญ่มองสายพิณแล้วค่อยๆ เงยขึ้นมองน้ำเพชรเลยเรื่อยไปมองโดยรอบ นัยน์ตาเลื่อนลอย
“ผมอยู่ที่ไหน”
สายพิณและน้ำเพชรสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้างพูดไม่ออก

ลุงป่องเดินออกมาด้วยใบหน้าเนียนกระจ่าง ครรชิตและเซียนลุกขึ้นมองดูกึ่งๆ พอใจ
“ดีกว่าเดิมมั้ย คุณครรชิต”
“ก็โอเคน่ะ” ครรชิตตบไหล่ลุงป่อง “เป็นไง”
“ก็เป็นไงล่ะ หมอห้ามออกแดดแล้วนี่จะทำมาหากินยังไง”
“ไม่ต้อง ผมจะจ้างให้อยู่กับบ้าน”
ลุงป่องเบิกตากว้าง
“จ้างให้อยู่กับบ้าน”
ทุกคนหันมามอง
“เบาหน่อย...ผมไปจ่ายเงินก่อน”
ครรชิตเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

ปลาใหญ่มองรอบแล้วมาหยุดที่สองสาวซึ่งจำต้องสงบศึกกันชั่วคราว
“ผมเป็นใคร”
“เป็นพี่เซียน”
“แต่อยู่ในร่างปลาใหญ่”
“ไม่เห็นรู้จักทั้งสองคน”
สายพิณหันมากระซิบกับน้ำเพชร
“แย่แล้ว”
“อย่าเพิ่งไปเชื่อ...นายเซียน”
“ใครคือนายเซียน”
สายพิณหันมาโวยน้ำเพชร
“เพราะแกคนเดียว”
“เพราะแกนั่นแหละ อย่ามั่ว”
“นังตัวดี”
ทั้งคู่ขยับจะเข้าห้ำหั่นกัน
“โอ๊ย ปวดหัว”

สองสาวหันมามองด้วยสีหน้าหนักใจ

สองสาวเดินออกมาด้วยสีหน้ากลุ้มๆ น้ำเพชรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สายพิณรีบถาม

“จะโทร.ถึงใคร”
“ก็แฟนเธอน่ะซิ”
สายพิณเขินขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วทำสีหน้าปกติ
“โทรทำไม”
“ก็ลองดูว่า ไอ้ที่เราเห็นเมื่อกี้นี้นะ จริงหรือมั่ว”
น้ำเพชรกดโทรศัพท์ โดยสายพิณมองแบบลุ้นเต็มที่
“ฮัลโหล”
ปลาใหญ่รับสาย น้ำเพชรทำเสียงกระซิบกระซาบ
“นายเซียน...นี่ฉันเอง นายมีแผนอะไรเหรอ”
“แผน...แผนอะไร... คุณเป็นใคร “
“ฉันไง น้ำเพชร”
“น้ำเพชร ผมไม่รู้จัก โอ๊ย ปวดหัว”
ปลาใหญ่วางสาย
“เขาจำอะไรไม่ได้จริงๆ ด้วย... ตายแล้วหรือว่ามีวิญญาณอื่นเข้าไปสิง”
“มันก็ไม่แน่เหมือนกัน” สายพิณทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“แล้ววิญญาณพี่เซียนไปอยู่ที่ไหน โธ่เอ๊ย แล้วนี่จะทำยังไงกันดี วันนั้นฉันไม่น่าให้พี่เซียนไปเอายาให้ยายเลยเพราะฉันแท้ๆ ที่ทำให้พี่เซียนเป็นแบบนี้ ฉันมันชั่ว ฉันมันเลว ฉันมัน ...”
“โว้ย” สายพิณสะดุ้งแล้วนิ่งไปทันที “มาคร่ำครวญอะไรตอนนี้ คิดซิคิด เราต้องใช้หัว ไม่ใช่ใช้น้ำตา”
“โทรติดต่อคุณครรชิตดีมั้ย” น้ำเพชรพยักหน้าแล้วกดโทรศัพท์หาครรชิต “เห็นมั้ย ฉันใช้หัวได้ทันทีเลย”
น้ำเพชรตวัดตามองขวางๆ แล้วคุยโทรศัพท์กับครรชิต
“คุณครรชิต เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”

ขณะนั้นครรชิตอยู่ที่ร้านอาหาร เซียนกำลังหัดให้ลุงป่องใช้มีดและส้อมขณะที่ครรชิตคุยโทรศัพท์กับน้ำเพชร
“ยังจะมีเรื่องอะไรใหญ่กว่าที่เป็นอยู่นี่อีกเรอะ หนูน้ำ” เซียนหันมาฟังทันที ลุงป่องถือโอกาสรีบหยิบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมากัดกินเอร็ดอร่อย ครรชิตนิ่งฟังครู่หนึ่งแล้วเบิกตากว้าง “หา! ลุงจะไปเดี๋ยวนี้”
“มีอะไรหรือคุณครรชิต”
“เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังระหว่างทาง ไป...ลุงป่อง คุณปลาใหญ่พาลุงป่องไปที่รถก่อน”
ลุงป่องหยิบเนื้อที่เหลือในจานเซียนติดมือไปด้วย ครรชิตเรียกพนักงานมาเช็คบิล

“คุณครรชิตกำลังมา”
น้ำเพชรบอกกับสายพิณ
“เขาว่ายังไงบ้าง”
“ยังไม่ได้ว่าอะไร”
ปลาใหญ่เดินออกมา น้ำเพชรและสายพิณรีบขวางไว้ทันที
“จะไปไหน” สองสาวถามออกมาพร้อมกัน
“ไปสืบหาตัวตนของผม”
“ก็บอกแล้วว่าคุณคือปลาใหญ่”
“พี่เซียนต่างหาก”
ปลาใหญ่มองสองสาวสลับกัน
“ตกลงผมเป็นใคร”
“คุณปลาใหญ่ / พี่เซียน” น้ำเพชรกับสายพิณพูดออกมาพร้อมกัน
“เห็นมั้ย พวกคุณยังบอกไม่เหมือนกันเลย”
“คือ...เรื่องมันยาวน่ะ แล้วจะอธิบายให้คุณฟัง”
“ไม่ต้อง ตัวตนของผม ผมต้องไปตามหาเอง” ปลาใหญ่ขยับออกเดิน สองสาวตบคนละหมัดปลาใหญ่ลอยกระเด็นเข้าไปร้องลั่น “โอ๊ย”

น้ำเพชรกับสายพิณก้าวเข้ามาขณะที่ปลาใหญ่ยันตัวลุกขึ้น
“พวกคุณจะทำอะไรผม”
“เปล่า แค่จะขอร้องให้นายอยู่ในนี้”
“แสดงว่าพวกคุณจะกักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้ผมขาดอิสรภาพ”
น้ำเพชรหันมามองสายพิณ
“งวดนี้น่าจะเป็นวิญญาณพวกนักกฏหมาย”
“แล้ววิญญาณพี่เซียนล่ะ วิญญาณพี่เซียนหายไปไหน”
“ทำใจดีๆ นะ ฉันคิดว่าอาจจะลงนรกไปแล้ว”
“นังน้ำครำ แกแช่งพี่เซียนของฉัน อย่าอยู่เลย”
สายพิณกระโจนเข้าใส่น้ำเพชร ปลาใหญ่ถือโอกาสค่อยๆ คลานจะออกไป สองสาวเห็นพอดีรีบขยุ้มคอเสื้อปลาใหญ่ไว้ดึงอย่างแรงจนปลาใหญ่ร้องลั่น
“จะไปไหน”
“ไปในที่ที่ไม่มีพวกคุณ ผู้หญิงอะไร...”
สายพิณมองซ้ายมองขวาแล้วคว้าเสื้อลุงป่องมาผูกปากปลาใหญ่ไว้ก่อนที่ปลาใหญ่จะพูดจบ ปลาใหญ่ดิ้นขลุกขลัก พยายามร้อง
“ขืนดิ้นแบบนี้ คงต้องมัดไว้แล้วละ”
น้ำเพชรและสายพิณช่วยกันมัดปลาใหญ่ไว้กับเสา
“เอาละ เรียบร้อยแล้ว”
“ยัยน้ำครำ”
“ว่าไง ยัยสายสะดือ”
“จะทำยังไงดี”
น้ำเพชรนิ่งคิด ขณะที่สายพิณเบือนหน้าไปมองปลาใหญ่อย่างหนักใจ

สายพิณเดินออกมาแล้วตรงไปที่มอเตอร์ไซค์น้ำเพชรรีบตามออกมา
“จะไปไหน”
“ไปเอาข้าวมาให้กิน เที่ยงกว่าแล้ว” น้ำเพชรนิ่งอึ้งไป “หรือว่าอาหารคนจนกินไม่ลงบอกซะก่อนว่า สเต็กสตูว์ไม่มีให้รับประทาน มีแต่ผัด...”
“มีอะไรก็เอามาเถอะ มัวแต่พล่ามอยู่ได้”
สายพิณยักไหล่ แล้วเดินไปขี่รถมอเตอร์ไซค์ขับออกไปน้ำเพชรมองตามแล้วเดินกลับเข้าบ้าน

น้ำเพชรเดินกลับเข้ามาปลาใหญ่เงยหน้าขึ้นมอง น้ำเพชรทรุดตัวลงข้างหน้าปลาใหญ่
“คุณปลาใหญ่ คุณกลับเข้าร่างแล้วใช่ไหมคะแต่คุณยังไม่อยากให้ใครรู้”
น้ำเพชรถามอ่ากระตือรือร้น
“ให้ตายเถอะ บอกตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าผมไม่ได้ชื่อปลาใหญ่ คุณก็ยังมาปลาใหญ่ ปลาใหญ่อยู่ได้”
น้ำเพชรเปลี่ยนท่าทีทันที
“งั้นนายก็คือ ไอ้เซียน”
“โฮ้ย ไอ้เซียนก็ไม่ใช่ ถามจริง ทำไมคุณถึงอยากจะให้ผมเป็น 2 คนนี่นัก หรือว่าคุณเป็นแฟนใครคนใดคนหนึ่ง”
“พูดมาก...ไหน ขอดูหน่อยซิ”
น้ำเพชรจับเสื้อปลาใหญ่จะเลิกขึ้น
“เฮ้ย คุณจะทำอะไรน่ะ”
“เฉยๆ น่า”
ปลาใหญ่พยายามดิ้นขณะที่น้ำเพชรพยายามจะถอดเสื้อ
“จะทำอะไรน่ะ” น้ำเพชรและปลาใหญ่หยุดชะงัก สายพิณมองน้ำเพชรเขม็ง “แกปล้ำปลาใหญ่”
“จะบ้าเรอะ”
“ก็ฉันเห็นเต็ม 2 ตา ดีนะที่ฉันมาหากระเป๋าตังค์ ไม่รู้ว่ามันตกตอนไหนเลยได้มาเห็นแกจะรวบรัดปลาใหญ่”
“บ้า นี่ ดูซะให้เต็มตา”
น้ำเพชรดึงเสื้อปลาขึ้นให้สายพิณดู สายพิณชะงัก รอยจ้ำที่อกและหลังปลาใหญ่ใหญ่ขึ้น เขียวช้ำมากขึ้น
“เฮ้ย อะไรน่ะ”
ปลาใหญ่ก้มมองอย่างแปลกใจและตกใจ
“พวกคุณทำอะไรผม”
“ออกมานี่” น้ำเพชรคว้าแขนสายพิณ
“ผมเป็นอะไร คุณทำอะไรผม”

น้ำเพชรพาสายพิณออกมาคุยข้างนอก สายพิณหันขวับมามอง
“เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่รู้ นายเซียนก็เป็นแบบเดียวกัน ตรงที่เดียวกันเป๊ะยังกับฝาแฝด”
“แล้วแกรู้ได้ไง มันอยู่ในร่มผ้า หรือว่าแกเหมาหมดแล้วทั้ง 2 คน”
“จะบ้าเรอะ คุณครรชิตเป็นคนเห็น”
สายพิณเบิกตากว้าง
“งั้นคุณครรชิตก็ ...”
“เลิกคิดบ้าๆซะที ยังมีเรื่องต้องกลุ่มกว่านั้นอีกเยอะแยะ”
“แล้วมันเกิดอะไร”
“ไม่รู้ ให้ไปหาหมอก็ไม่มีใครยอมไป แถมยังทำเฉยๆ จนไอ้เราก็ตายใจจนนึกว่าหายแล้วซะอีก นี่ถ้าเมื่อกี้ไม่นึกได้เปิดดู ...ก็คงไม่ได้เห็นว่ามันใหญ่ขึ้น”
“ตายละ ฉันชักจะเป็นห่วงพี่เซียนของฉันซะแล้ว เดี๋ยวต้องขอดูหน่อย เอ...หรือว่าจะเอาปลาใหญ่ไปหาหมอซะเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ได้ ตอนนี้ยิ่งคุมไม่ได้อยู่”
“งั้นก็เข้าไปดูมันไว้ ฉันไปเอากับข้าวก่อน”
สายพิณขึ้นมอเตอร์ไซค์
“แล้วหากระเป๋าตังค์เจอรึยัง”
สายพิณพยักหน้าแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

น้ำเพชรเดินกลับเข้ามาในบ้าน
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้ไปไหนแล้ว”
“ไปเอาข้าวมาให้กิน”
“ปากร้ายใจดี ปากร้ายใจร้าย”
“อะไรนะ”
“ไม่ชอบพูดซ้ำ”
“เมื่อกี้หมายถึงใคร”
“ลองพิจารณาดูเอง”
น้ำเพชรมองปลาใหญ่อย่างเพ่งพิศ ปลาใหญ่มองน้ำเพชรอย่างระวังตัว
“นายหลอกด่าฉันใช่มั้ย ไอ้นายเซียน”
“บอกไม่รู้กี่หนแล้วว่าไม่ได้ชื่อเซียน”

น้ำเพชรยังคงมองปลาใหญ่อย่างคลางแคลงใจ

ครรชิตขับรถมาจอดใต้ร่มไม้บริเวณห่างจากวินมอเตอร์ไซค์ไปเล็กน้อย ป๋องและมอมหันไปมองพลางลุกขึ้น

เซียน ครรชิต และลุงป่องลงจากรถด้วยเสื้อผ้าและทรงผมใหม่แถมใส่หมวก ทั้งสามถือถุงเสื้อผ้าและรองเท้ากันเต็มมือ
ผู้โดยสารเดินตรงมาที่มอม
“ฉันรีบ...”
“รีบก็เหาะไป”
“เหาะไม่เป็น”
“เรื่องมาก หันหลังมาจะช่วยถีบส่งไปให้”
“ไม่เป็นไร ไปเองได้” ผู้โดยสารรีบเดินไป
กลุ่มเซียนเดินมาถึงพอดี มอมและป๋องมองลุงป่องเขม็ง
“ไปลอกคราบมาเรอะ ลุง”
“ไอ้บ้า เขาเรียกเปลี่ยนลุ๊ค”
“นั่นแหละ แถวบ้านเรียกลอกคราบ”
“แถวบ้านเอ็งก็แถวเดียวกับแถวบ้านข้านั่นแหละ”
“ลอกแล้วยังเหมือนเดิม เหมือนงูไง งูลอกคราบมาก็ยังเป็นงูอยู่ดี”
“ไอ้มอม”
ขณะทั้งสามต่อปากต่อคำกัน เซียนขึ้นมอเตอร์ไซค์ของลุงป่องโดยมีครรชิตซ้อนท้ายขับเข้าไปในซอย
“ไปโน่นแล้ว”
ป๋องและมอมรีบขี่ตาม
“เฮ้ย รอด้วย รอข้าด้วย”
ลุงป่องวิ่งถือถุงตามไปพะรุงพะรัง

น้ำเพชรป้อนข้าวปลาใหญ่เป็นคำสุดท้าย ในขณะที่สายพิณลอบมองเงียบๆ น้ำเพชรวางจานข้าวลงแล้วเอาแก้วน้ำจ่อปากปลาใหญ่
“ค่อยๆ ดื่ม”
ปลาใหญ่ดื่มน้ำจนหมด
“ขอบคุณ”
“นายไม่ใช่นายเซียนแน่ เพราะไอ้คนนั้นไม่รู้จักคำว่าขอบคุณ เอ๊ะ หรือว่าคุณปลาใหญ่กลับมาแล้ว”
ปลาใหญ่ถอนใจและรำคาญสุดๆ
“พูดไม่รู้ฟัง บอกแล้วว่าไม่ใช่ทั้งนายเซียนทั้งนายปลาใหญ่”
“อิ่มกันหมดแล้วใช่มั้ย จะได้เก็บให้หมด เดี๋ยวมดขึ้น”
น้ำเพชรพยักหน้า แล้วช่วยซ้อนจานส่งให้สายพิณ สายพิณหอบจานชามวางบนถาดแล้วเดินออกไป
เพียงครู่เดียวสายพิณก็เดินกลับเข้ามา
“ทำไมมาเร็วจัง”
“เอาไปแช่น้ำไว้หลังบ้านก่อน เสร็จเรื่องพวกนี้แล้วค่อยเอาไปคืนยาย ทำไมพวกนั้นกลับช้าจัง”
“ปล่อยผมไปเถอะ นึกว่าปล่อยปลา...” สองสาวหันมามอง “ก็พวกคุณเรียกผมว่าปลาใหญ่ไม่ใช่เรอะ”
“รำคาญว่ะ ออกไปรอข้างนอกดีกว่า”
สายพิณเดินออกไป ปลาใหญ่หันมาทางน้ำเพชร
“ล้างซวยไง...นะ...ปล่อยผมเถอะนะ”
“ไปคน” น้ำเพชรรีบตามสายพิณออกไป
“เลยไปกันหมด”
ปลาใหญ่พยายามปิดแขนจะแก้เชือกให้ได้

น้ำเพชรและสายพิณลุกขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ เซียนขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด
“เขาอยู่ที่ไหน”
“ข้างในค่ะ”
เซียนและครรชิตรีบเดินเข้าไปในบ้าน สายพิณรีบตาม

ทุกคนเข้ามาในบ้านปลาใหญ่พยายามร้องและดิ้นให้ช่วย
“ต้องมัดกันขนาดนี้เลยเรอะ”
ปลาใหญ่พยายามร้องให้ช่วย ครรชิตเดินเข้าไปจะแก้มัด
“อย่าค่ะ วิญญาณใหม่นี่ฤทธิ์มากจนพิณกับยัยน้ำเน่าต้องช่วยกันจับมัด” สายพิณรีบบอก เซียนหันขวับมาทันที
“ฉันไม่ชอบให้เธอเรียกน้ำเพชรว่าน้ำเน่าหรือน้ำอะไรทั้งนั้น”
“ทีแม่นั่นยังเรียกพิณว่าสายสะดือ”
เซียนทำท่าจะแย้ง แต่ครรชิตพูดขึ้นก่อน
“จะเอายังไงดี คุณปลาใหญ่”
“แก้มัดเขา”
“เฮ้ย กว่าจะจับได้ก็แทบตายนะเนี่ย”
“แต่การจับเขามัดแบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน”
“โฮ้ย มาอีกแล้ว”
ครรชิตมายืนอยู่ตรงหน้าปลาใหญ่
“ถ้าฉันปล่อยละก็ ... สัญญามั้ยว่าจะไม่โวยวาย...ไม่หนี ...”
ปลาใหญ่รีบพยักหน้า ครรชิตแก้มัดให้ปลาใหญ่
“ถ้าเขาหนีหรืออาละวาด พิณไม่ช่วยแล้วนะ”
“เธอไม่รักนายเซียนแล้วเรอะ”
สายพิณชะงัก มองเซียนเบิกตากว้าง ครรชิตแก้มัดเสร็จปลาใหญ่ดึงผ้าออกจากปาก ผลักครรชิตให้พ้นทาง แล้ววิ่งออกไป ตะโกนท่ามกลางความตกใจของทุกคน
“ช่วยด้วย”

ขณะนั้นน้ำเพชรอยู่หน้าบ้านกำลังเล่าให้ลุงป่อง ป๋องและมอมฟัง ขณะที่ปลาใหญ่วิ่งออกมา
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
ทั้งสี่หันมามองในขณะที่ครรชขิต เซียนและสายพิณตามออกมา น้ำเพชรใช้ความว่องไวยื่นขาออกไปขณะที่ปลาใหญ่วิ่งมาถึงพอดี ปลาใหญ่สะดุดขาน้ำพชรที่ยื่นมาขวางจึงหกล้มหัวกระแทกพื้นสลบไปท่ามกลางความตกใจของทุกคน

ปลาใหญ่รู้สึกตัวขึ้นอย่างเบลอๆ ก่อนจะหลับตาลง ทุกคนมองปลาใหญ่อย่างเป็นกังวล
“เกิดอะไรขึ้น”
ปลาใหญ่ถามทั้งที่ยังหลับตา
“นายเป็นใคร” ครรชิตถาม
“ผมชื่อเซียน” ปลาใหญ่ชะงักแล้วลืมตาขึ้น “ทำไมถามยังงั้น ...คุณครรชิต”
แต่ละคนถอนใจอย่างโล่งอก สายพิณโผเข้ากอดปลาใหญ่อย่างลืมตัว
“พี่เซียน พี่เซียนกลับมาแล้ว ไชโย้”
“อย่ากอดฉัน ยัยรู้ด” เซียนโวยวาย
“ฉันกอดพี่เซียน” สายพิณเพียง
“แต่ ... ที่เธอกอดนั่นมันร่างกายของฉัน ฉันไม่อนุญาตให้เธอกอด”
“พูดอีแบบนี้ หมายความว่า จะให้ฉันไปกอดตัวพี่เซียน ซึ่งก็เท่ากับกอดนายงั้นเรอะ”
“ฉันไม่อนุญาตให้เธอกอดทั้งร่างและจิตวิญญาณของฉัน”
“บ้า นายมันบ้า”
สายพิณเดินออกไป มอมซึ่งคอยมองตลอดเวลารีบเดินตามออกไป
“นายทำแบบนี้ทำไม”
น้ำเพชรถามขึ้นมา ทุกคนมองน้ำเพชรอย่างประหลาดใจ
“หมายความว่ายังไง”
“ก็ที่นายแกล้งทำเป็นจำอะไรไม่ได้น่ะซิ”
“ผมเปล่า”
น้ำเพชรหันหลังเดินออกไป ปลาใหญ่ขยับจะลุกตาม
“เดี๋ยวซิ” ปลาใหญ่เซลงไปนั่งอีก ทุกคนมองปลาใหญ่ด้วยสายตาว่างเปล่า “เฮ้ย จะบ้าเรอะไง กูเปล่าจริงๆ กูลูกผู้ชาย กล้าทำก็กล้ารับอยู่แล้ว”
เซียนส่ายหน้า แล้วเดินออกไป
“มึงยอมรับเพราะจนมุมต่างหาก คนอย่างมึงไม่มีใครเขาเชื่ออีกแล้ว” ลุงป่องบอก ปลาใหญ่มองหน้าทีละคน
“โว้ย...ย เชื่อกันบ้างซิ”
“ไม่เชื่อ”
ทุกคนบอกพร้อมกัน ปลาใหญ่ถอนใจเฮือก เซ็งสุดๆ

สายพิณหลบมานั่งมองอยู่ท้ายซอย โดยมีมอมมองอย่างห่วงใย
“พี่ว่าพิณอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกนั้นเลย ปวดหัวเปล่าๆ” สายพิณยังคงทอดสายตามองสายน้ำนิ่ง “เรื่องของเขาก็ปล่อยให้เขาแก้ไขกันเอง เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงมันเป็นยังไง บางที...ทั้งไอ้เซียนแล้วก็ปลาใหญ่ อาจจะไม่ได้สลับวิญญาณกันด้วยซ้ำ...ทั้งสองคนอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุจนสมองฟั่นเฟือนไป” สายพิณค่อยๆ เบือนหน้ามองมอมรีบออกตัว “ไม่รู้นะ...พี่เคยอ่านเจอเรื่องแบบนี้”
“อ่านที่ไหน”
“พี่จำไม่ได้”
“แล้วพูดทำไม”
มอมหน้าเสีย แต่พยายามทำเสียงกระตือรือร้นใหม่
“เราไปถามคุณหมอก็ได้”
“หมอที่ไหน”
“ก็...ก็...ที่โรงพยาบาลไง”
สายพิณถอนใจแบบพยายามระงับความรำคาญเต็มที่
“พี่มอม ถ้าพี่มอมยังไม่รู้อะไรหรือแค่รู้ครึ่งๆ กลางๆ ก็อย่ามาพูดหรือมาแนะนำได้มั้ย เพราะพอพิณอยากรู้รายละเอียดก็ตอบไม่ได้ มันรำคาญ เสีย’รมณ์”
มอมอึ้งด้วยความน้อยใจ สายพิณเบือนหน้าไปอีกทาง
“พี่ทำอะไรไม่ถูกใจพิณซักอย่าง”
“เออ รู้แล้วก็ไปซะ หรือไม่ก็อยู่เงียบๆ พิณจะใช้ความคิด”
มอมมองพิณครู่หนึ่ง แล้วเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป

น้ำเพชรเดินคุยกับเซียนมาเรื่อยๆ สีหน้าเหมือนกำลังขัดแย้งกันบางอย่างแต่ไม่รุนแรงนัก
“คุณต้องใจเย็นๆ มันอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้”
“คุณปลาใหญ่อย่าไปหลงเชื่อมัน”
“ไอคิว ขนาดผมไม่มีวันหลงเชื่อใคร ผมเริ่มหัดพูดตั้งแต่ 6 เดือน เข้าใจคำพูดคนอื่นเมื่ออายุย่างเข้า 10 เดือน .. อ่านออกเขียนได้เมื่อ ...”
“นั่นนายมอมนี่ นายมอม นายมอม”
มอมหยุดรถหันมามอง น้ำเพชรขยับจะเดินตรงไปแต่เซียนจับแขนไว้
“ถ้าผมพูด...ทุกคนต้องฟังให้จบ เพราะจะได้สาระดีๆ มากมาย โอเค้”
น้ำเพชรลอบทำหน้าเซ็งๆ
“รับทราบค่ะ”
เซียนปล่อยแขนน้ำเพชร น้ำเพชรขยับจะเดิน
“อีกอย่าง นายมอมควรจะเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราเดินไปหานายมอม” เซียนพยักหน้าเรียกมอม “มานี่ซิ นายมอม”
มอมหันหลังกลับขยับจะขับออกไปด้วยความโมโห น้ำเพชรรีบเดินไปหา
“เดี๋ยว”
มอมหยุดรถหันมา
“คุณช่วยบอกไอ้ปลาทีนด้วยว่า มันจะใหญ่ที่ไหนก็ใหญ่ไป แต่อย่ามาใหญ่ที่นี่”
“ช่างเถอะ เขาเป็นคนอย่างนั้นเอง สายพิณล่ะ”
“นั่งเหม่ออยู่ท้ายซอยครับ อีกหน่อย ผมคงต้องไปสร้างศาลาคนเศร้าให้ที่นั่น”
มอมหันมามองเซียนขวางๆ แล้วขี่รถออกไป

น้ำเพชรและเซียนเดินเข้ามาในบริเวณที่สายพิณนั่งอยู่
“นี่ก็อีกคน”
“ทำไมคะ”
“ชอบทำอะไรโดยไม่ใช้เหตุผล ไอคิวคงจะไม่สูงนัก”
น้ำเพชรเดินไปหาสายพิณ
“สายพิณ”
สายพิณหันมาแล้วตวัดสายตาผ่านเซียนแว่บหนึ่ง
“มาทางไหน ก็กลับไปทางนั้นเลย”
“ทำไม ไอคิว ฉันเป็นยังไง”
“ก็...”
“ท่านประธานคะ ขอร้อง...” เซียนแบมือ ยักไหล่ “ฉันคิดว่าเราควรสงบศึกกันชั่วคราวก่อน แล้วมาปรึกษากันอย่างจริงจังว่าจะทำยังไงกันดี”
“แล้วจะทำยังไงล่ะ”
“นั่นเป็นเรื่องที่เราจะต้องมาระดมสมองเพื่อแก้ไขเรื่องนี้”
“เรื่องนี้ให้ผมคิดคนเดียวดีกว่า เพราะไอคิวผมน่าจะมากกว่าทุกๆ คนรวมกัน”
“โว้ย รำคาญท่านชายไอคิว นี่เหลือเกิ๊น”
“คุณปลาใหญ่คะ ขอร้องละค่ะ”
“โอเค้ ผมเป็นสุภาพบุรุษ อยู่ในสังคมชั้นสูง ผมย่อมมีมารยาท รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
เซียนเดินผละไป
“ให้ตายเถอะ ฉันทนอีตาท่านชายไฮโซนี่ไม่ไหวจริงๆ”
“ฉันรู้แล้วว่าจะทำยังไง”
“ทำยังไง”

น้ำเพชรยิ้มมาดหมาย

โปดติดตาม "แสบสลับขั้ว" ตอนต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...