xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13
 
 
แก้วชะเง้อแง้มองไปทางหน้าบ้าน สักครู่ดรุณีพาตุลยานีกลับเข้าบ้านมา ดรุณียกมือไหว้

“สวัสดีค่ะน้าแก้ว ตุ่น...นี่น้าแก้ว ผู้ทรงอิทธิพลของที่นี่จ้ะ”
“แหม...คุณณีก็ น้าแก้วก็แค่แม่บ้าน”
ตุลยานียกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ”
“ยายตุ่นสุดสวย เพื่อนที่ณีพูดถึงบ่อยๆไงคะ”
จิ๋วแจ๋วจูงตะวันเข้ามาหาดรุณี
“สวัสดีค่ะคุณณี นายตะวันธุจ้าพี่ณีก่อนเร้ว”
ตะวันยกมือไหว้ดรุณี ดรุณีลงนั่งคุยด้วย
“สวัสดีค่ะ นายตะวันโตขึ้นเยอะเลย ไหน...ขอพี่ณีกอดหน่อยซิ”
ตะวันอ้าแขนโผเข้ามากอดดรุณี
“ตะวันคิดถึงพี่ณี”
ตุลยานีลงนั่งมองตะวัน จับแก้มเอ็นดู
“น่ารักจังเลย ลูกใครน่ะณี”
จิ๋วแจ๋วกับแก้วเตรียมอ้าปากบอกว่าลูกอาทิจ แต่ดรุณีขัดขึ้นซะก่อน
“ลูกของญาติๆกันนี่ล่ะ พอดีพ่อแม่เขาทำงาน คุณย่าท่านเลยรับมาเลี้ยงน่ะจ้ะ จิ๋วแจ๋ว พาคุณตุ่นเข้าไปพักผ่อนข้างในก่อนไป ณีคุยธุระกับน้าแก้วก่อนนะ เดี๋ยวตามไป”
จิ๋วแจ๋วรับคำ
“เชิญค่ะ”
ตุลยานี ตามจิ๋วแจ๋วเดินเข้าไปข้างใน แก้วหันมาถามอย่างสงสัย
“ทำไมคุณณีไม่บอกเพื่อนไปคะว่า นายตะวันเป็นลูกคุณอาทิจ”
“ให้พี่อาทิจเขาสนิทกับยายตุ่นให้มากกว่านี้หน่อย ค่อยบอกก็ได้ บอกไปตอนนี้
เดี๋ยวเสียคะแนนหมด”
“นี่คุณณีคิดจะทำอะไรคะ จะให้เพื่อนจีบคุณอาทิจจริงๆเหรอ”
“แหม พูดซะน่าเกลียดเชียวน้าแก้ว หนูก็แค่อยากจะแก้ตัวกับพี่อาทิจ หนูเคยทำให้ชีวิตพี่อาทิจพังเพราะ...” ดรุณีมองหน้าตะวันแล้วเปลี่ยนจากที่จะพูดว่า ผู้หญิงไม่ดีมาเป็น “ผู้หญิงคนนั้น หนูก็อยากจะแนะนำผู้หญิงดีๆที่คู่ควรกับพี่อาทิจให้ก็เท่านั้นเอง”
“ไม่ได้นะคะ”
“หนูรับรองค่ะว่ายายตุ่นน่ารักแล้วก็เป็นคนดี หนูอยากจะขอร้องน้าแก้ว อย่าเพิ่งพูดเรื่องพี่อาทิจกับนายตะวันให้ยายตุ่นต้องอึดอัดใจเลยนะคะ ให้เขารักกันก่อนแล้วหนูจะพูดเรื่องนี้เอง หนูเชื่อว่าความรักจะทำให้ยายตุ่นยอมรับทุกอย่างได้”
“ยังไงน้าแก้วก็ยืนยันว่า คุณอาทิจกับเพื่อนคุณณีจะรักกันไม่ได้ ค่ะ”
“ก็ถ้าเขารักกันขึ้นมาจริงๆ น้าแก้วจะไปห้ามเขาได้เหรอคะ” ดรุณีหันไปหาตะวัน “นายตะวันยังไม่ห้ามเลย ใช่มั้ย ไป...นายตะวันไปอาบน้ำกินข้าวกับป้าแก้วก่อนนะ เดี๋ยวพี่ณีแวะไปหา”
ดรุณีหอมแก้มเด็กน้อยฟอดใหญ่ๆอีกครั้ง ก่อนจะโบกมือให้แล้วเดินเข้าบ้านไป
“คุณณี ไม่ได้นะคะคุณณี ได้ยินมั้ยคะ”
แก้วถอนใจเฮือก รู้สึกพายุร้ายเริ่มตั้งเค้ายังไงบอกไม่ถูก

เย็นนั้น ตุ๊กับทองประศรีกำลังสับมะละกอเตรียมจะตำส้มตำ แล้วทั้งคู่ก็ถึงกับถือมีดค้างเมื่อได้ยินสิ่งที่ไพฑูรย์บอก ตุ๊หันขวับไปหาสามีทันที
“ไม่ใช่คุณณีเธออยากได้เพื่อนเป็นพี่สะใภ้เหรอ ถึงได้พาขึ้นมาประเคนคุณอาทิจถึงที่อย่างนี่”
“ก็คงงั้นมั้ง แล้วคุณอาทิจก็คงอดใจไม่ไหว ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยทั้งหวานหุ่นก็เซ็กซี่ ตางี้ใสกิ๊กเป็นประกาย มองแล้วหัวใจจะวายซะให้ได้”
ตุ๊ยกมีดขึ้นมาขู่ด้วยความหึง
“อยากจะวายเดี๋ยวนี้เลยมั้ย ย่องไปดูแม่นั่นมารึไงถึงได้เห็นไปถึงขี้หูขี้ตาขนาดนั้น เดี๋ยวแม่สับๆให้เป็ดกินซะนี่”
ไพฑูรย์เอามือกุมเป้าแข็งขัน
“อย่านะน้องตุ๊ พี่ฑูรเปล่าย่อง แค่ได้ยินพวกคนงานที่ไร่กะหล่ำมันเพ้อกันว่า ผู้หญิงคนนั้นสวยแล้วก็น่ารักกว่าคุณณีแค่น้าน”
“แล้วไป คิดๆแล้วก็เสียดายคุณอาทิจแทนน้องศรีจริงๆ ผับผ่าสิ”
“ฉันก็เสียดาย ฉันมันไม่ดีเอง แต่ถึงฉันจะรักนวลสงวนตัวยังไง พี่เขาก็ไม่ใจอ่อนกับฉันหรอก ก็เขาไม่เคยรักฉันเลยนี่”
ไพฑูรย์เข้าใจ
“ปลงได้อย่างนี้ก็ดี”
“ฉันแค่แปลกใจมากกว่า”
ตุ๊มองหน้าทองประศรีอย่างไม่เข้าใจ
“แปลกใจเรื่องอะไร”
“ฉันคิดว่าคุณอาทิจจะลงเอยกับ...” ทองประศรีอยากจะพูดว่า คุณณีแต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูด “แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ว่าคุณอาทิจจะเลือกอยู่กับใคร ผู้หญิงคนนั้นก็ดีกว่าฉันอยู่แล้ว”
ไพฑูรย์แปลกใจ
“เออ เดินผ่านต้นโพธิ์มารึไง จู่ๆก็คิดอะไรดีๆขึ้นมาได้เนอะ น้องตุ๊น่าจะเอาอย่างน้องทองโตบ้างนะ”
“เรื่องบางเรื่องมันปลงได้ แต่บางเรื่องมันปลงไม่ได้” ตุ๊ตะโกนใส่ไพฑูรย์ “เข้าใจมั้ย”
“จนขนาดนี้แล้ว น้องตุ๊จะบังคับอะไรพี่นักหนา ยังไงนกเขามันก็ไม่ขันแล้ว ทำใจ
ซะเถอะนะ”
“ไหนบอกคุณอาทิจพาไปหาหมอแล้วไง”
“ก็เพิ่งไปแค่หนสองหน ของอย่างนี้มันต้องใช้เวลา”
“จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน จะให้รอไปถึงเมื่อไหร่...จาก 4 เหลือ 3 แล้วมาเหลือ 2 เหลือ 1จนเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย ตุ๊ไม่ยอมนะ เอาพี่ฑูรคนเดิมของตุ๊คืนมา เอาคืนมา”
ตุ๊กระทืบเท้าตีอกชกตัวเป็นเด็กๆ ไพฑูรย์ละเหี่ยใจ ก้มลงมองของรักที่ล้มแล้วคอพับอย่างเพลียๆในขณะที่ทองประศรีนึกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้วเศร้า

ดรุณีพาตุลยานีเข้ามากราบรูปย่าแดงในห้องนอน
“คุณย่าขา ณีพายายตุ่นมากราบคุณย่าค่ะ”
ตุลยานีก้มลงกราบรูปย่าแดงตามดรุณี หญิงสาวมองไปรอบๆห้องแล้วเห็นฟูกที่ปูผ้าเรียบร้อยอยู่ข้างๆเตียง
“มีใครมานอนที่ห้องคุณย่าด้วยเหรอ”
“สงสัยพี่อาทิจจะย้ายมานอนที่นี่ตามที่คุณย่าท่านสั่ง แต่ไม่กล้าขึ้นไปนอนบน
เตียงท่านแหงๆ”
“แสดงว่าตอนนี้ห้องนี้เป็นของพี่อาทิจ”
ดรุณีพยักหน้าให้เพื่อน
“อื้อ”
ตุลยานีดี๊ด๊า
“ต๊าย นี่ตุ่นได้เข้ามาในที่ส่วนตัวของพี่อาทิจขนาดนี้เลยเหรอ ขนลุกอะ”
สองสาวคุยกันออกรส ทันใดนั้น อาทิจเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครอยู่ในห้อง ชายหนุ่มตกใจที่เห็นสองสาว
“ณีพาตุ่นมากราบคุณย่าค่ะพี่อาทิจ”
“ครับ ถ้างั้นพี่ไปรอข้างนอกนะ”
ตุลยานีรีบบอก
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เรากำลังจะออกไปกันอยู่แล้ว ขอโทษด้วยนะคะที่เข้ามาในห้อง
ส่วนตัวของพี่อาทิจ”
ดรุณีแซวต่อ
“อีกหน่อยคงไม่ใช่ห้องส่วนตัวของพี่อาทิจแล้วจ้ะ เพราะอาจจะมีใครบางคนมาอยู่ห้องนี้เป็นเพื่อน”
ตุลยานีเขินหน้าแดง
“บ้า ณีอะ...พูดอะไรก็ไม่รู้ ตุ่นขอตัวก่อนนะคะ”
ดรุณีหันไปชวน
“เดี๋ยวกินข้าวเย็นด้วยกันนะคะพี่อาทิจ”
“ครับ”
สองสาวหัวเราะคิกๆ เฮฮาแล้วพากันเกี่ยวก้อยเดินออกไป อาทิจมองตาม ความน่ารักสดใสของผู้หญิงทำให้โลกนี้น่าอยู่ชะมัด

ตุลยานีซึ่งกำลังเอาเสื้อผ้าที่พับมาในกระเป๋าขึ้นแขวนชะงักกึกเบิกตาโต
“หา! ใช้ห้องน้ำห้องเดียวกัน”
ดรุณีกำลังเอาเสื้อผ้าแขวนและพับใส่ตู้เช่นกัน พยักหน้า
“ถูก แถมมีประตูทะลุถึงกันอีกต่างหาก”
“อ๊าย...เขินอ้ะ อยู่ใกล้พี่อาทิจแค่ประตูกั้นแค่นี้เอง”
ทันใดนั้นเสียงเปิดประตู ตามด้วยเสียงอาบน้ำดังซู่ตามมา ดรุณีรีบเอามือจุ๊ปากห้ามเพื่อนไม่ให้กรี๊ด ก่อนจะกระซิบบอกพร้อมชี้โบ้ชี้เบ้ไปที่ห้องน้ำ
“พี่อาทิจ”
ตุลยานีกรี๊ดบีบเสียงต่ำ
“อ๊าย...ซิกส์แพ็คเซเว่นแพ็คกี่มัดต่อกี่มัด ไม่อยากจะคิด”
ดรุณีกดเสียงตาม
“หยุดจินตนาการเลย ไม่งั้นคงได้เข้าไปปล้ำพี่ชายณีแหง”
“หือ หวงพี่”
“ไม่ได้หวง ถ้าหวงจะพามาจับคู่ถึงนี่เหรอ แค่อยากให้เก็บกิริยาหน่อยจ้ะ พี่อาทิจไม่ค่อยได้พูดคุยสุงสิงกับผู้หญิงที่ไหน ขืนจู่โจมมากๆเดี๋ยวหัวใจวายตายกันพอดี”
“ผู้ชายรักนวลสงวนตัวอย่างนี้ สเปกเลย ขอบใจมากนะณี”
ว่าแล้วตุลยานีก็ฮัมเพลงเบาๆอย่างมีความสุข ดรุณีมองเพื่อนแล้วยิ้มด้วยหัวใจเป็นสุขตามไปด้วย

แก้วเข้ามาเสิร์ฟผลไม้หลังอาหารที่โต๊ะ แล้วคอยเติมน้ำนั่นนี่ให้คุณๆ จุดประสงค์สั้นๆง่ายๆคือต้องการอยากรู้ว่าคุยอะไรกัน ตุลยานีหันไปคุยกับอาทิจ
“เห็นณีบอกว่าพี่อาทิจไม่มีมือถือ หรือบีบีเอาไว้โทรหาใครเลยเหรอคะ”
“ครับ”
“คอมพิวเตอร์ ไอแพด ไอพอดก็ไม่ใช้เลยเหรอ แล้วพี่อาทิจอยู่ได้ยังไง ตุ่นว่ามันจำเป็นสำหรับคนยุคใหม่อย่างเรานะคะ”
“ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่ามันไม่จำเป็น มันจำเป็นมากในบางสถานการณ์อย่างช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ ถ้าไม่มีเครื่องมือสื่อสารพวกนี้ ผมว่าการช่วยเหลือคงจะยากลำบากมาก แต่สำหรับผมกับงานที่ผมทำที่นี่ มันไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือสื่อสารพวกนี้ครับ”
ดรุณีเสริม
“พี่อาทิจมีหน้าที่ดูแลการผลิตให้ได้ผลดีมีคุณภาพเพื่อส่งต่อไปที่โรงงาน ซึ่งก็จะมีคนงานรับช่วงไปทำต่อในแต่ละแผนกอยู่แล้ว ในส่วนของพี่อาทิจมันก็เลยไม่จำเป็นต้องใช้คอม ใช้ไอพ่งไอแพดอะไรน่ะจ้ะ”
“แต่อย่างน้อยโทรศัพท์มือถือหรือบีบีมันก็ควรจะมีนะคะ” ตุลยานีหยอดคำหวาน “จะได้เอาไว้โทรคุยกับคนพิเศษ”
อาทิจยิ้ม
“มันจะไม่มีเวลาน่ะสิครับ พวกเราทำแต่งาน พอหัวถึงหมอน เราก็หลับเป็นตายเพราะความเพลียกันแล้วครับ อีกอย่างสัญญาณโทรศัพท์ที่นี่ก็มีเป็นจุดๆ ถ้ามัวแต่วิ่งหาสัญญาณ วันๆคงไม่ได้ทำอะไร เสียเวลาทำงานเปล่าๆ”
“พี่อาทิจจริงจังกับเรื่องงานจังเลยนะคะ เจอกันทีไร ตุ่นเห็นพี่อาทิจคุยแต่เรื่องงานทุกที”
อาทิจเก้อๆ
“แล้ว...เอ่อ...ผู้ชายอื่นเขาคุยกับผู้หญิงเรื่องอะไรบ้างล่ะครับ”
สองสาวหันมาหัวเราะคิกคิ้วใส่กัน ตุลยานีเอ็นดูอาทิจสุดๆ
“ตุ่นอยากให้พี่อาทิจเป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ ถ้าชวนคุยเรื่องอื่นก็ไม่ใช่พี่อาทิจสิคะ”
แก้วอดไม่ได้
“คุณอาทิจเป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ ลมหายใจเข้าออกมีแต่งานๆๆๆ ไม่มีเวลาชายตาหรือไปสุงสิงกับผู้หญิงที่ไหนหรอกค่ะ นอกจาก คุณณีคนเดียว”
ตุลยานีชอบใจหนักขึ้นไปอีก
“ผู้ชายทำงานเก่งๆ อย่างนี้ล่ะค่ะ มีเสน่ห์สุดๆ”

อาทิจหน้าแดงที่ถูกสาวสวยชมซึ่งๆหน้า แก้วไม่พอใจ อุตส่าห์เหน็บ ตุลยานีก็ยังไม่นำพาแถมยังโยงเข้าทางตัวเองอีกต่างหาก

ค่ำนั้น...ดรุณีชวนตุลยานีมารับลมที่ระเบียง โดยมีอาทิจเดินตามมา ตุลยานีสูดอากาศหายใจเข้าปอดเต็มที่
“อากาศที่นี่สดชื่นจังเลย ดอกไม้ก็หอม ดอกพุดซ้อนใช่มั้ยณี”
“อื้อ คนเมืองที่นี่เรียกดอกเก็ตถะวา”
“คนอิสานเรียกดอกอินทะวา เพราะดีนะครับ”
ตุลยานีหยอดคำหวานให้ชายหนุ่ม พูดคนละเรื่อง
“ค่ะ เสียงพี่อาทิจเพราะมากค่ะ”
อาทิจยิ้มเขิน ดรุณีพูดต่อ
“คุณย่าชอบมานั่งดูพระจันทร์ที่นี่ ท่านว่ามุมนี้เปิดโล่งเห็นดาวเห็นเดือนชัดดี”
“นั่นสิ...สวยจริงๆแหละ แต่...เมื่อกี้ตุ่นกินซะเยอะเลย เราไปเดินย่อยกันก่อนดีมั้ยแล้วค่อยกลับมานั่งดูพระจันทร์กัน”
ดรุณีเห็นด้วยกับเพื่อน
“ไปสิ ในสวนมีที่ให้เดินเล่นเยอะแยะ ไปด้วยกันนะคะพี่อาทิจ”
“ครับ เดี๋ยวพี่ไปหยิบของบนห้องก่อนนะครับ”
อาทิจเดินผ่านมุมมุมหนึ่งไป แก้วโผล่ออกมาแอบดูสองสาว ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่นั่งหัวเราะต่อกระซิกที่ระเบียง จิ๋วแจ๋วตามออกมายืนข้างแม่
“สวยดีเน้อ”
แก้วหันมามองลูก
“คุณณีเธอก็สวยของเธอมาตั้งนานแล้ว”
“คุณณีน่ะน่ารัก แต่ถ้าสวยน่าจะเป็นคุณตุ่นมากกว่านะแม่”
แก้วไม่พอใจ
“น่ารักมันดีกว่าสวยเว้ย คนน่ารักมองยังไงก็ไม่เบื่อ”
“หนูไปว่าอะไรล่ะ ทำไมต้องมาโมโหใส่หนูด้วย”
แก้วสะบัดหน้างอนลูก ในขณะที่ฝ่ายลูกก็งงๆกับอารมณ์แปรปรวนของแม่

ดรุณีเดินคั่นกลางระหว่างอาทิจกับตุลยานี ทั้งหมดเดินลัดเลาะมาในสวนส้ม อาทิจมีย่ามสะพายแล่งมาด้วย ตุลยานีสูดอากาศรอบข้างอย่างสดชื่น
“หอมกลิ่นส้มจังเลย” หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “พระจันทร์ก็สวย กลิ่นส้มก็หอม อากาศก็สดชื่น ฉันอยากจะกอดทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไว้ในอ้อมอกจริงๆเลยณี”
“ก็เอาสิจ๊ะ อยากจะกอดอะไรก็...กอดเลย”
ดรุณีเอาไหล่กระแซะเพื่อน แล้วบุ้ยใบ้มาทางอาทิจ ตุลยานียิ้มแย้มถูกใจ
“ตุ่นอยากจะอยู่ที่สวนคุณย่านานๆซะแล้ว ต้องขออนุญาตใครเอ่ย”
ดรุณีตอบทันที
“พี่อาทิจ”
ตุลยานีชะโงกหน้ามามองอาทิจ
“ตุ่นขอสมัครเป็นคนงานที่นี่ได้มั้ยคะ”
“คงต้องถามว่าที่เจ้าของสวนคุณย่าคนใหม่ครับ”
อาทิจบุ้ยใบ้ไปทางดรุณี ตุลยานีทำตาโตใส่เพื่อน
“ณีเองเหรอ”
“ไม่ใช่ณีหรอก พี่อาทิจต่างหาก”
“เอาเป็นว่าขออนุญาตทั้งสองคนเลย จะได้ไม่ต้องเกี่ยงกัน ว่าไงจ๊ะ”
“สำหรับตุ่น จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้หรือจะอยู่ตลอดไปก็ยิ่งดีใหญ่”
ดรุณียิ้มกับเพื่อน ตุลยานีอ้อนเสียงหวาน
“พี่อาทิจล่ะคะ”
อาทิจพูดเรียบๆ
“ยินดีครับ”
“แต่ต้องไม่กลัวไอ้เจ้าตัวสีดำมะเมื่อม ที่มันชอบแลบลิ้นแผล็บๆเลื้อยไปเลื้อยมา รวมทั้งไอ้ตัวที่มันมีเขี้ยวโง้งยาวๆที่ชอบออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน”
ดรุณีสวมบทเป็นหมูป่าเอาเขี้ยวไล่ขวิดเพื่อน ตุลยานีร้องวี๊ดว้ายวิ่งไปวนหน้าวนหลังอาทิจแล้วแอบกอดแบบเนียนๆ แก้วยืนเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันแอบดูอยู่ที่ส้มต้นหนึ่งกับลุงเกร็ง
“คุณตุ่นนี่เขาหวานดีนะ”
แก้วหมั่นไส้
“เขาเรียกว่าหวานซ่อนเปรี้ยว ผู้หญิงคนนี้จริตจะก้านแพรวพราว เชื่อตาฉันสิ”
ต๊อด อึ่ง พัน ซึ่งซุ่มแอบดูอยู่อีกมุม ต๊อดหันมาถามเพื่อน
“เอ็งว่าสามคนนั่นเขาสวยหล่อเหมือนดารามั้ยวะ”
พันเห็นด้วย
“เออว่ะ ดูแล้วมันเจริญหูเจริญตามากกว่าตามไปดูคู่ไหนๆ”
อึ่งมองอาทิจอย่างอิจฉา
“นายนี่เสน่ห์โคตรแรงเลยเนอะ ได้ควงผู้หญิงสวยๆตั้งสองคน อิจฉาว่ะ”
ตุลยานีหลบจนเหนื่อย
“ไม่เอาแล้ว ตุ่นเหนื่อยจะหนีแล้วณี”
แก้วเหน็บแนม
“หนีอะไร กอดคุณอาทิจแน่นยังกะกาวตาช้าง”
ดรุณีชี้ไปทางหนึ่ง
“งั้นไปนั่งพักตรงนั้น หรือจะนอนชมจันทร์ด้วยก็ยังได้ ไปค่ะ...พี่อาทิจ”
อาทิจเดินออกไปพร้อมกับสองสาว พลพรรคนักถ้ำมอง 2 กลุ่ม หันมาสบตากันแล้วพร้อมใจกันพยักหน้าตาม

มุมนั่งเล่นในสวนส้ม ยกเป็นแคร่สำหรับนอนเล่นได้ อาทิจ ดรุณี ตุลยานีลงนั่งมองพระจันทร์ ดรุณียังคงนั่งคั่นกลางเหมือนเดิม พลพรรคนักถ้ำมองทั้ง 2 กลุ่ม ย่องตามมา กลุ่มใครกลุ่มมัน พันมองๆแล้วถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ
“เขามานั่งมองพระจันทร์กันทำไมวะ”
อึ่งคิดๆ
“หรือว่าต้องการสร้างบรรยากาศก่อนจะ...จ๊ะอึ๊ย...แค่นึกก็ขนลุกละ...ละ...ฮา...ฮาด” อึ่งจามออกมาเสียงดัง “ฮัดเช้ย!”
ต๊อดกับพันช่วยกันเอามือปิดปากอึ้ง อาทิจ ดรุณี ตุลยานีชะงัก
“เสียงอะไรน่ะณี”
ลุงเกร็งที่แอบอยู่เซ็งเลย
“ซวยแล้วสิ จะโดนถอนหงอกมั้ยเนี่ย แม่แก้วนะแม่แก้วไม่น่าชวนมาเลย”
อาทิจรู้ทัน
“ไม่มีอะไรหรอกครับ”
พลพรรคนักถ้ำมองทั้งสองกลุ่ม ถอนใจโล่งอก
“ขอโทษนะครับ”
อาทิจหยิบปืนที่อยู่ในถุงย่ามเก๋ๆซึ่งสะพายมาด้วยยิงขึ้นฟ้าดังปัง...ปัง...ปัง พลพรรคนักถ้ำมองทั้งสองกลุ่ม วิ่งกันป่าราบแถมวิ่งมาชนกันล้มลุกคลุกคลานอีกต่างหาก ตุลยานีหน้าตื่น
“เสียงหมูป่ารึเปล่า...หรือว่างู”
ตุลยานีขยับเข้ามาเบียดดรุณี
“ไม่ใช่งูครับ ถ้าเป็นงูคงไม่ต้องพึ่งปืน” อาทิจหันไปแหย่ดรุณี “งูกลัวน้องณี”
ดรุณีแอบตีแขนเขาเบาๆ
“พี่อาทิจนี่ เดี๋ยวนี้ต้องพกปืนแล้วหรือคะ”
“พกแค่ตอนกลางคืน เอาไว้ป้องกันตัวแล้วก็ยิงขู่ขโมยกับสัตว์อันตรายที่หลุดออกมาจากป่าเพราะคนเข้าไปล่ามันน่ะครับ”
ตุลยานีเปลี่ยนเรื่องเงยหน้ามองท้องฟ้า
“พระจันทร์สวยจัง พระจันทร์ที่นี่สวยกว่าที่ไหนๆ พี่อาทิจอยากฟังเพลงมั้ยคะ”
ดรุณีรีบเสริม
“ยายตุ่นร้องเพลงเพราะมากค่ะพี่อาทิจ เป็นนักร้องของมหาวิทยาลัยด้วยนะคะ”
อาทิจยิ้มๆ
“อยากฟังครับ”
“เพลงที่เกี่ยวกับพระจันทร์อย่าง ลาวดวงเดือน ดีมั้ยคะ”
“เพลงนี้คุณพ่อผมชอบร้องให้คุณแม่กับลูกๆฟังบ่อยๆ ผมชอบมากครับ”
ตุลยานีร้องเพลงทันที
“โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง โอ้ดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วง รักเจ้าดวงเดือนเอย ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม เอิงเออเอ่อเอย พี่นี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอ้ย หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้ายคล้ายเจ้าสูเรียมเอย หอมกรุ่นกลิ่นครันหอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชย เอ๊ย...เราล่ะเน้อ”
ระหว่างที่ตุลยานีร้องเพลง อาทิจฟังอย่างเคลิบเคลิ้มเพราะคิดถึงพ่อแม่และน้องๆ ตุลยานีร้องเพลงไปชม้ายชายตาโปรยเสน่ห์หวานใส่ชายหนุ่มไป ดรุณีแอบมองทั้งคู่อยู่ตรงกลางแล้วอมยิ้ม ท่าทางคู่นี้จะไปได้สวย ไม่เสียแรงเชียร์แน่

เช้าวันใหม่...ดรุณีขยับตัวตื่น หญิงสาวเห็นเพื่อนยังหลับสนิทก็เลยลุกขึ้นมาหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วเดินมาเข้าห้องน้ำ เมื่อดรุณีเปิดประตูเข้าไป หญิงสาวก็ต้องตกใจเพราะพบกับอาทิจที่นุ่งผ้าขาวม้ายืนแปรงฟันอยู่แล้ว อาทิจเองก็ตกใจไม่น้อยกว่าหญิงสาว ชายหนุ่มมองอกอันเปลือยเปล่าของตัวเองแล้วรีบดึงผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่มานุ่งแบบกระโจมอก แต่แล้วก็รู้สึกว่าทุเรศเกินไปเลยดึงออกมาคลุมปิดตัวพอไม่ให้อุดจาดตา แล้วทั้งคู่ก็เอ่ยปากขึ้นพร้อมกัน
“พี่อาทิจ / น้องณี...ใช้ห้องน้ำก่อนเถอะค่ะ / ครับ”
“เชิญน้องณีก่อนเถอะครับ”
“พี่อาทิจก่อนเถอะค่ะ”
“ไม่เป็นไร วันนี้พี่ไม่รีบ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ไม่ได้เกรงใจ แต่แปรงฟันให้เสร็จก่อนมั้ยคะ แล้วค่อยตกลงกันทีหลัง”
อาทิจเพิ่งนึกได้ ชายหนุ่มรู้สึกอายที่ลืมไปว่าตัวเองแปรงฟันอยู่ จึงได้แต่ส่งยิ้มฟองเต็มปากให้ ดรุณีค่อยๆงับประตูปิด แล้วยืนขำก่อนจะเอามือปิดปากเพราะกลัวเสียงจะลอดเข้าไปในห้องน้ำ

สองสาวนั่งดื่มน้ำเต้าหู้ กับขนมปังปิ้งทาแยมผลไม้กับอาทิจอยู่ที่ระเบียงบ้าน
“ณีกับตุ่นมีโครงการจะทำผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารด้วยกันค่ะพี่อาทิจ อย่างขนม
ปัง เราก็อยากพัฒนาส่วนผสมอย่างอื่นดูบ้าง เช่นเอาจมูกข้าวมาผสมกับงาดำ”
“ถึงมันจะไม่ใช่ของใหม่อะไร แต่เราก็อยากจะลองพัฒนาสูตรของเราเอง แล้วทำแบบแฮนด์เมดจริงๆ ขนมปังของเราต้องนุ่มอร่อยและหอมกรุ่นกว่าใคร พี่อาทิจว่าดีมั้ยคะ”
อาทิจยิ้มชื่นชมผู้หญิงสองคนที่อยู่ตรงหน้า ที่ไม่ใช่ดีแต่สวยหรือน่ารักอย่างเดียวแต่ยังมีกึ๋นอีกต่างหาก
“ดีครับ”
“ถ้างั้นณีจะลองทำดูนะคะ ข้าวกับงาเราก็มีแล้ว เดี๋ยวณีจะลองคิดเพิ่มไปเรื่อยๆว่าจะทำอะไรได้อีกบ้าง หยิบเอาของที่เรามีในสวนนี่ล่ะค่ะมาทำ”
“ดีครับ”
“ลองทำแยมสตรอเบอรี่ดูบ้างมั้ยณี ณีบอกสตรอเบอรี่เริ่มเก็บได้แล้วใช่มั้ย แต่ต้องคิดสูตรใหม่ให้เป็นแบบเฉพาะของสวนคุณย่า”
“ดีครับ”
“ใส่ในแพ็คเกจจิ้งน่ารักๆ”
“ดีครับ”
“เดี่ยวพี่อาทิจจะเข้าไปที่สวนส้มใช่มั้ย ตุ่นขอไปด้วยคนนะคะ”
อาทิจเผลอตอบแบบเดิม
“ดีครับ เอ๊ย เชิญครับ”
สองสาวหัวเราะขำ อาทิจจะเขิน จะเปิ่น จะอาย จะขยับตัวทำอะไรยังไงก็ น่ารัก

ประเวทย์และวิไลลักษณ์เดินออกมานอกบ้าน เตรียมตัวจะไปงานด้วยกัน เวทางค์กับวิยะดา โผเข้าไปกอดพ่อกับแม่
“ตาเว ยายวิ แม่คิดถึงจังเลยลูก”
ประเวทย์หันไปถามเวทางค์
“ไหนว่าจะรับยายณีกลับมาด้วยกัน แล้วยายณีล่ะ”
เวทางค์เซ็งๆ
“หนีกลับมาเองแล้วน่ะสิครับ”
วิไลลักษณ์หน้าเหวอ
“อ้าว ก็ไหนลูกว่านัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วไม่ใช่เหรอ” วิไลลักษณ์ใส่อารมณ์เหวี่ยง
เว่อร์ “แล้วยายณีทำกับลูกแบบนี้ได้ยังไง ไม่มีมารยาท ไม่รักษาสัญญา ไม่มีสัจจะ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีสมบัติของกุลสตรี ไม่...”
วิไลลักษณ์นึกว่าจะด่าอะไรต่อดี ประเวทย์ต่อให้หน้านิ่งๆ
“ไม่ดีพอจะเอามาเป็นลูกสะใภ้”
วิยะดาและเวทางค์แอบขำกับมุขหน้าตายของพ่อ วิไลลักษณ์เอ๋อไปเลย
“แหม คุณพี่ก็มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ ยังไงน้องก็ว่ายายณีทำไม่ถูกอยู่ดี รับปากจะกลับกับตาเวแล้วหนีกลับมาแบบนี้ได้ยังไง น้องต้องไปเอาเรื่องให้ได้”
วิยะดาขัดขึ้น
“ก่อนไป วิแนะนำให้ถามพี่เวก่อนนะคะว่านัดยายณีไว้จริงมั้ย เดี๋ยวจะโดนถอนหงอกกลับมาซะเปล่าๆ ถึงชีจะไม่แร็งส์เหมือนเมื่อก่อน แต่ชีก็เอาเรื่องอยู่นะคะ”
วิไลลักษณ์หันไปหาลูกชาย
“ว่าไงตาเว”
เวทางค์อึกอัก
“ผม...เอ่อ...ลืม”
วิไลลักษณ์ปรี๊ดทันที
“ตาเว เรารีบไปทำคะแนน ไปขอโทษยายณีเดี๋ยวนี้เลยนะเอายายวิไปเป็นเพื่อนด้วยก็ได้”
“ไม่ได้ค่ะคุณแม่ วิต้องเตรียมอ่านหนังสือสวดมนต์ อาทิตย์หน้าวิมีนัดนั่งสมาธิกับรุจน์”
วิไลลักษณ์กับเวทางค์ถามพร้อมกัน
“รุจน์ไหน”
วิยะดาเขินบิดไปมา
“ก็ลูกชายป้ากานดาเพื่อนคุณแม่ไงคะ วิอยากให้เขาเซอร์ไพร์สน่ะค่ะว่า เจอกันแค่หนสองหนก็สวดมนต์ได้ทั้งเล่มแล้ว วิขอตัวก่อนนะคะ”
ทั้งสามมองตามวิยะดาตาค้าง ไม่อยากจะเชื่อหูเชื่อตาตัวเองว่า หญิงสาวจะเอาดีทางนี้

อาทิจเดินคุยเรื่องส้มมาตามทาง โดยมีดรุณีกับตุลยานีขนาบข้าง
“ที่สวนเราปลูกส้มหลายชนิดครับ ทั้งสายน้ำผึ้ง โอเชี่ยนฮันนี่ ฟรีมองต์ ส้มเขียวหวาน”
ตุลยานีถามขึ้น
“แล้วพันธุ์ที่กินได้ทั้งเปลือก ที่นี่ปลูกด้วยมั้ยคะ”
“ปลูกอยู่ 2 พันธุ์ครับ กัมควอท ลูกจะเล็กคล้ายมะปราง รสหวาน คนจีนเรียกกิมจ๊อ ส่วนอีกพันธุ์ก็ คารามอนติน หวานอร่อยเหมือนกันครับ แต่พันธุ์ที่หวาน มีกลิ่นหอมและขายดีที่สุดของที่นี่ก็คือ พันธุ์ ดรุณี นัมเบอร์วัน”
ตุลยานีตาโตตื่นเต้น
“หา! นี่ณีมีพันธุ์ส้มเป็นของตัวเองด้วยเหรอ เก๋จังเลย”
ดรุณีหน้าตาเหรอหราเพิ่งรู้เหมือนกัน
“จริงเหรอคะพี่อาทิจ”
“พี่ทดลองปลูกตอนที่น้องณีไปเรียนที่กรุงเทพใหม่ๆ พอน้องณีอยู่ปี 3 ดรุณี นัม
เบอร์วัน ก็ออกดอกออกผลให้เก็บไปขายได้ และตอนนี้ขายดีที่สุดด้วย”
ดรุณียิ้มปลื้มน้ำตาคลอ
“ขอบคุณมากนะคะพี่อาทิจ”
 
อ่านต่อหน้า 2




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13 (ต่อ)
 
 
ตุลยานีเคลิ้มฝัน

“อยากมีพันธุ์ตุลยานี นัมเบอร์วัน เป็นของตัวเองบ้างจัง”
ดรุณียิ้มให้เพื่อน
“ก็อยู่ที่นี่ซะเลยสิจ๊ะ รับรองพี่อาทิจจัดให้แน่”
สองสาวหัวเราะกันคิกคัก ในขณะที่อาทิจยืนเด๋อขำอะไรกัน ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน เดินเลาะสวนผ่านหน้าดรุณี อาทิจ และตุลยานีพอดี ทั้งกลุ่มสะดุ้งโหยงหันหลังกลับเพราะมีชนักปักหลัง แต่ไม่ทัน ดรุณีหันมาเห็นซะก่อน
“เดี๋ยวค่ะลุงเกร็ง”
ลุงเกร็งชะงักกึก ในขณะที่ต๊อด อึ่ง พัน ขยับหนี แต่ก็...ไม่ทันเช่นกัน อาทิจตะโกนถามเสียงเข้ม
“จะไปไหนหาไอ้ สามลิง!”
ต๊อด อึ่ง พัน ชะงักกึก หันมายิ้มให้อาทิจ ดรุณี ตุลยานีแหยๆ ลุงเกร็งถามเสียงอ่อย
“มีอะไรหรือครับคุณหนูณี”
“ช่วงนี้มีสัตว์ป่าเข้ามาเพ่นพ่านในสวนเยอะหรือคะ พี่อาทิจถึงกับต้องพกปืนน่ะค่ะ”
ลุงเกร็งยิ้มแหะๆ
“ก็...เยอะครับ”
อาทิจกวาดตามอง
“พวกนี้ชอบสอดรู้สอดเห็น ชอบแอบดูคน เจอตัวจะจะเมื่อไหร่ จะยิงให้ไส้แตก”
ตุลยานีปลื้มมาก
“เท่จังเลย”
ต๊อดหน้าซีด
“โหด”
พันปากสั่น
“เหี้ยม”
อึ่งรนรานกลัวตาย
“มาก”
อาทิจแอบขำ
“ต้องเด็ดขาดแบบนี้ล่ะ ไม่งั้นไม่เข็ด” อาทิจหันไปหาลุงเกร็ง “ลุงเกร็ง ผมฝากงานที่นี่ด้วยนะครับ ผมจะเอาแทรกเตอร์ไปไถปรับหน้าดินแปลงใหม่ก่อน”
ตุลยานีถือโอกาสเกาะแขนอาทิจ
“ขอตุ่นไปด้วยนะคะ ตุ่นอยากลองขับแทรกเตอร์ค่ะ...นะค้า...พี่อาทิจ”
อาทิจยิ้ม
“เชิญครับ”
อาทิจออกไปพร้อมกับสองสาว สามเกลอหันมามองหน้ากัน แล้วเลียนแบบตุลยานีพร้อมกัน
“นะค้า”

อาทิจซึ่งขึ้นไปนั่งอยู่บนรถแทรกเตอร์แล้ว ส่งมือให้ตุลยานีที่ยืนอยู่ที่พื้นกับดรุณี ตุลยานียึดมืออาทิจแล้วปีนขึ้นรถมา ใส่จริตเล็กๆด้วยการทรงตัวไม่อยู่ เพื่อจะได้เซไปกอดเขาชิวๆพอหอมปากหอมคอดรุณีแอบยิ้ม เพราะรู้ว่าเพื่อนแอบโปรยเสน่ห์ให้อาทิจ สองสาวแอบหันมามองตารู้ใจกัน
“อยู่กับพี่อาทิจไปก่อนนะยายตุ่น”
ตุลยานีทำแกล้งถามแต่ตายิ้มละมัย
“อ้าว...แล้วณีจะไปไหน”
“จะกลับไปเตรียมอาหารกลางวันให้น่ะสิ หิวขึ้นมาจะได้ไม่กระโดดกัดพี่อาทิจ”
ตุลยานีหัวเราะขำเพื่อน
“บ้า ยายณีนี่ เห็นเพื่อนเป็นเสือไปได้”
ดรุณีแกล้งแหย่
“ก็เสือไง เสือสาวพราวเสน่ห์”
ตุลยานีรู้ความนัยที่ดรุณีส่งมา แต่หันไปทำตาใสแบ๊วใส่อาทิจ
“อย่าไปฟังยายณีเลยนะคะ อย่างตุ่นเป็นได้แค่ลูกกวางแสนเชื่องเท่านั้นล่ะค่ะ”
ดรุณีขำกับลีลาหวานย้อยของเพื่อน
“จ้า ฝากลูกกวางน้อยแสนเชื่องด้วยนะคะพี่อาทิจ”
“ครับ”
อาทิจคำสั้นๆ ทำให้ตุ่นตีความยาวไปไกลว่า ชายหนุ่มจะดูแลเธอทั้งชีวิตและตลอดไป

ดรุณีตักกับข้าวและข้าวใส่ปิ่นโตให้อาทิจกับตุลยานี โดยมีแก้วเป็นลูกมือจัดผักผลไม้ให้ แก้วบ่นอุบ
“คุณณีนะคุณณี ไม่น่าปล่อยคุณอาทิจไว้กับเพื่อนอย่างนั้นเลย”
ดรุณีขำ
“ทำไมล่ะ กลัวพี่อาทิจจะปล้ำยายตุ่นเหรอ”
“กลัวคุณตุ่นจะปล้ำคุณอาทิจต่างหากคะ”
เวทางค์เดินเข้ามาหาดรุณี
“HI น้องณี”
ดรุณีหันไปมอง
“พี่เว มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“เมื่อเช้านี้เองจ้ะ พี่แวะไปรับน้องณีที่คอนโดฯด้วยนะ แต่เจ้าหน้าที่บอกน้องณีกลับมานี่แล้ว พี่น้อยใจจริงๆ น้องณีไม่เห็นบอกพี่เลยว่าจะกลับบ้าน”
“ณีมากับยายตุ่นน่ะค่ะ ตุ่นเขาอยากมาเที่ยวที่นี่ ก็เลยฉุกละหุกนิดหน่อย”
เวทางค์ ตาเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง
“งั้นเหรอ แล้วเขาอยู่ไหนล่ะ”
แก้วแอบหยอด
“อยากเจอขึ้นมาเชียวนะคะ มีอะไรในใจรึเปล่าค้าคุณเว”
เวทางค์ตัดอารมณ์ฉับ
“ไม่มีอะไร ฉันแค่รู้จักเขาในฐานะเพื่อนสนิทของน้องณี ตอนนี้ฉันไม่มีตาไปมองใครอีกแล้ว นอกจาก...” เวทางค์ทำตาหวานใส่ดรุณี “น้องณีของพี่คนเดียว”
ดรุณีขำก๊าก
“พูดซะขนลุกเลยพี่เว ณีจะเอาข้าวไปให้ยายตุ่นก่อนนะ พี่เวจะรออยู่ที่นี่หรือจะไปด้วยกัน”
“ไปด้วยสิ น้องณีไปไหน พี่ไปด้วยทั้งนั้น”
“ถ้างั้นไปค่ะ”
เวทางค์รับปิ่นโตจากดรุณีมาถือ ก่อนจะเดินตามหญิงสาวไป แก้วหนักอกอารมณ์เสีย
“ทำไมมันถึงได้ผิดฝาผิดตัวอย่างนี้ เฮ้อ”

ต๊อด อึ่ง พัน ชะเง้อชะแง้โผล่ตามกิ่งก้านสาขาของต้นไม้มองอาทิจสอนตุลยานีขับแทรกเตอร์ อาทิจสอนตุลยานีหักพวงมาลัย โอบใกล้ชิดแต่ก็จะถอนตัวออกมาให้มีระยะห่างเสมอ ต๊อดขัดใจ
“อู๊ย นายเนี่ย ไม่รู้จะสุภาพไปถึงไหน ถ้าเป็นไอ้ต๊อดล่ะก็ ต้องมีจูบๆหอมๆบ้างแล้ว”
พันคิดๆ
“หรือว่าทำอย่างนี้แล้วมันมีเสน่ห์วะ”
อึ่งคิดได้
“นั่นสิ สงสัยต้องลองทำนิ่งๆบื้อๆอย่างนายบ้าง หญิงจะได้ระทวย”
ต๊อดมองอึ่งอย่างดูถูก
“หาหญิงให้มาระทวยให้ได้ก่อนเถอะ”

เวทางค์ขับรถหรูมาส่งดรุณีทั้งคู่ลงจากรถ ดรุณีมองอาทิจที่ใกล้ชิดคลุกวงในกับตุลยานี ขณะเดินเข้าไปหาทั้งคู่ หญิงสาวรู้สึกดีใจที่เห็นความสนิทสนมของอาทิจกับเพื่อนก้าวล้ำไปมาก แต่ลึกๆในใจ เธอเองก็รู้สึกหน่วงๆยังไงบอกไม่ถูก เธออิจฉาเพื่อนอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ๆๆไม่จริงๆๆ อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ดรุณีเห็นอาทิจแสดงความใส่ใจผู้หญิงอื่นนอกจากเธอต่างหาก

อาทิจเงยหน้าขึ้นมาเห็นดรุณี ชายหนุ่มบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร รู้แต่ว่าไม่สบายใจ ที่เห็นเวทางค์เดินจับมือดรุณีมาตามทาง ส่วนเวทางค์ก็แปลกใจตัวเอง ทำไมต้องลมออกหู กับอีแค่เห็นตุลยานียิ้มร่าและคุยเจื้อยแจ้วกับอาทิจตลอดเวลา ยิ่งลมออกหู ยิ่งจับมือดรุณีแน่น ตุลยานีโบกมือเริงร่าสุดๆให้ดรุณี
“เอาข้าวมาส่งจ้า”
อาทิจกระโดดลงจากรถแล้วคอยรับหญิงสาวลงมา ตุลยานีร่าเริงมาก
“กินด้วยกันนะณี พี่เวด้วยนะคะ”
เวทางค์งอนนิดๆ
“ต้องขอตัวก่อนนะน้องตุ่น พี่ไม่ชอบกินข้าวกลางแดดแบบนี้ มันร้อน”
“ใครจะกินกลางแดดล่ะคะพี่เว ร่มเงาต้นไม้มีออกเยอะ ลมพัดเย็นสบายจะตาย”
“ยังไงไอร้อนมันก็สาดมาโดนผิวอยู่ดี ทั้งรังสียูวีบียูวีเอ โอ๊ย...มะเร็งทั้งนั้น ไหนจะเหงื่อออกอีก พี่ยิ่งแพ้เหงื่อตัวเองด้วย”
ตุลยานีหมั่นไส้
“ถ้าลำบากขนาดนั้น ก็อย่ากินเลยค่ะ”
“พี่ไม่กินแถวนี้หรอก พี่จะพาน้องณีไปกินข้าวที่บ้านนะ น้องณี คุณแม่อยากกินข้าวด้วยจ้ะ”
ดรุณีเป็นห่วงเพื่อน
“แล้ว เอ่อ...ยายตุ่น”
อาทิจตัดบท
“ไม่ต้องห่วง พี่ดูแลเอง”
“จี๋จ๋ากันจัง จะแต่งเมื่อไหร่ก็บอกล่ะ อย่าหนี...”
เวทางค์จะพูดว่าเจ้าสาวเหมือนเที่ยวก่อนล่ะ ดรุณีรีบขัด กลัวเวทางค์จะปากโป้งพูดเรื่องทองประศรี
“รีบไปกันเถอะพี่เว ณีหิวแล้ว...ไป”
ดรุณีรีบดึงมือเวทางค์แล้วเดินขึ้นรถไปกับชายหนุ่ม ก่อนจะพากันนั่งรถออกไป
“ยายณีนี่โชคดีที่สุดเลย อยากได้อะไรอยากทำอะไร สั่งพี่เวได้ทุกอย่าง พี่เวก็ตามใจสารพัด ตั้งแต่รู้จักกัน...ตุ่นยังไม่เคยเห็นพี่เวขัดใจยายณีแม้แต่ครั้งเดียว”
อาทิจรู้สึกขมุกขมัวขึ้นมานิดๆ พันที่แอบมองอยู่พูดขึ้น
“สองคู่ชู้ชื่น”
อึ่งไม่ค่อยชอบใจนัก
“แต่ มันจะดีกว่านี้มั้ยวะ ถ้าจะสลับคู่กัน”
ลุงเกร็งโผล่เข้ามาโดยไม่ได้นัดหมาย
“ข้าว่ายากว่ะ คุณตุ่นเธอเป็นคุณหนูสวยสง่าเป็นผู้ดีทุกกระเบียด ไม่ได้กะเฬวรากอย่างนังทองโต อีกอย่างคุณเวก็คงไม่ปล่อยคุณหนูณีแน่ ที่จริงคุณเวน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่แม่คุณเวนี่สิ”
ต๊อดมองหน้าลุงเกร็ง
“วิเคราะห์ได้เป็นฉากๆ มาแอบดูอยู่นานแล้วใช่มั้ยล่ะ”
ลุงเกร็งหลุดปาก
“ก็ตามหลังพวกเอ็งมา” ลุงเกร็งนึกได้ “เฮ้ย ไป ไป รีบกลับไปทำงาน”
อึ่งแย้ง
“ทำงานอะไรล่ะ นี่มันเวลาพักกินข้าว”
ลุงเกร็งชะงัก
“เออ จริง”

ว่าแล้วสามเกลอกับหนึ่งแก่ ก็หันกลับไปสนใจภาพหนุ่มสาวที่กินข้าวกันใต้ร่มไม้ไกลๆอีกครั้ง อาทิจตักกับข้าวให้ตุลยานี หญิงสาวป้อนข้าวให้ชายหนุ่ม อาทิจเขิน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีสาวสวยมาป้อนข้าวให้ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร สุขภาพกายแข็งแรงมาก แต่สุขภาพใจสั่นไหวเล็กๆ ไม่รู้เป็นเพราะ ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า หรือผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถที่เพิ่งขับออกไปคันนั้น

เย็นนั้น...อาทิจกับตุลยานีเดินกลับเข้ามาในบ้าน แก้วเดินออกมารับหน้า มองหาดรุณี
“คุณณีล่ะคะ”
“ไปกินข้าวกับพี่เวค่ะ”
“แล้วทำไมคุณตุ่นไม่ไปกับคุณณีล่ะคะ คุณตุ่นก็สนิทกับคุณเวไม่ใช่เหรอ”
“ค่ะ แต่ตุ่นไม่อยากไป ตุ่นอยากเรียนขับรถแทรกเตอร์กับพี่อาทิจมากกว่า”
แก้วหึงแทนดรุณี
“แล้วตาเกร็งกับไอ้ 3 ลิง ไปช่วยคุณอาทิจด้วยรึเปล่าคะ”
“เปล่าครับ”
แก้วเสียงสูง
“คุณอาทิจอยู่กับคุณตุ่นสองคน”
“ครับ”
แก้วกัดฟันกรอด
“มันน่าเขกกะโหลกตั้งแต่หัวหน้ายันลูกน้อง ปล่อยให้คุณอาทิจทำงานคนเดียวได้ยังไง”
ตุลยานียิ้มหวาน
“ไม่เป็นไรค่ะ ตุ่นพอขับแทรกเตอร์ได้แล้ว ตุ่นช่วยพี่อาทิจเองค่ะ”
อาทิจเห็นแก้วท่าทางแปลกๆ อดถามไม่ได้
“เป็นอะไรครับ”
แก้วฮึดฮัด
“มันคลื่นไส้ พะอืดพะอม คล้ายจะอ้วกน่ะค่ะ”
“ถ้างั้นน้าแก้วไปนอนพักเถอะครับ เดี๋ยวมื้อเย็นผมกับคุณตุ่นทำอะไรง่ายๆกินเอง”
ตุลยานีอ้อน
“ตุ่นอยากกินสลัดทูน่าค่ะพี่อาทิจ”
“ได้ครับ”
แก้วกระฟัดกระเฟียดหนักขึ้นไปอีก

อาทิจทำสลัดทูน่า โดยมีตุลยานีเป็นลูกมือคอยประกบอยู่ไม่ห่าง แก้วโผล่มาเห็นทั้งคู่ใกล้ชิดกันนัวเนียตาแทบเหลือก รีบวิ่งเข้ามาแทรกกลางทันที
“อู๊ย ไม่ต้องค่ะคุณอาทิจ เดี๋ยวน้าแก้วทำเอง”
“น้าแก้วไม่สบายก็ไปพักเถอะครับ ทำสลัดง่ายๆแค่นี้เอง”
“หายแล้วค่า น้าแก้วเคยเป็นอะไรนานซะที่ไหนคะ แข็งแรงทนทานยิ่งกว่ากระบือเหล็กอีกค่ะ คุณอาทิจไปนั่งรอเถอะนะคะ น้าแก้วทำเอง แป๊บเดียวเสร็จ”
อาทิจหันไปชวนตุลยานี
“ไปนั่งรอที่ระเบียงกันครับคุณตุ่น”
ตุลยานีจะเดินตามอาทิจ แต่แก้วคว้ามือหมับ
“อย่าเพิ่งไปค่ะ คือน้าแก้วเคยได้ยินคุณณีเล่าว่าคุณตุ่นทำสลัดอร่อยมาก โดยเฉพาะสลัดทูน่านี่เรียกว่า กูรู เลยใช่มั้ยคะ”
“แหม ยายณีก็ชมตุ่นเกินไป”
“ช่วยสอนกลเม็ดเคล็ดลับน้าแก้วหน่อยเถอะค่ะ”
“ไม่มีเคล็ดลับอะไรเลยค่ะน้าแก้ว”
แก้วหาทางจนได้
“มันต้องมีสิคะ อย่างจะใส่ผักอะไรก่อนหลัง ใช้ทูน่ายี่ห้ออะไรจะเอาไม้สัก ไม้มะค่าหรือไม้ยางคนดี เรื่องจุ๊กๆจิ๊กๆอย่างนี้ล่ะค่ะ ที่เขาเรียกกลเม็ดเคล็ดลับ”
“ก็ได้ค่ะ พี่อาทิจไปนั่งรอเลยนะคะ ตุ่นจะทำให้สุดฝีมือเลยค่ะ”
ตุลยานีโปรยยิ้มหวานให้อาทิจ โดยที่แก้วแอบค้อนควักประหนึ่งตัวเองเป็นเมียอาทิจก็ไม่ปาน

อาทิจออกมาชะเง้อมองดรุณีอย่างเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นเวทางค์พาดรุณีกลับเข้ามาก็รีบจ้ำเข้าบ้าน แล้วเดินออกมาใหม่ ทำเป็นเพิ่งเห็นทั้งคู่
“ยายตุ่นล่ะคะ”
“ทำสลัดอยู่ในครัวแน่ะ”
เวทางค์แดกดัน
“คงเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวให้นายแหงๆ ทั้งช่วยทำงาน แถมทำกับข้าวให้กินอย่างนี้”
อาทิจย้อน
“อีกหน่อยคุณเวก็คงมีใครทำกับข้าวให้กินเหมือนกัน”
“นายอาทิจเขาหมายถึงน้องณีน่ะจ้ะ” เวทางค์อ้อน “เมื่อไหร่จะมาทำกับข้าวให้พี่กินทุก
วันสักทีล่ะจ๊ะ”
ดรุณีหน้าตึง ไม่พอใจเล็กๆที่อาทิจแอบพาดพิงถึงเธอ
“ณีชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว พี่เวอยากกินก็มากินที่นี่สิคะ ณีทำให้กินทุกวันก็ยังได้”
“พี่หมายถึง อยากชิมฝีมือน้องณีที่บ้านพี่ทุกวันน่ะจ้ะ” เวทางค์อ้อนหนักขึ้นอีก “เมื่อไหร่
จะย้ายไปทำให้กินสักทีล่ะ วันนี้ข้าวอบสับปะรดฝีมือน้องณีอร่อยม๊าก” เวทางค์หันไปเย้ยอาทิจ “กะจะเอามาฝากนายเหมือนกัน แต่มันหมดซะก่อนว่ะ”
“ขอบคุณนะครับที่นึกถึง แต่ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
อาทิจเดินหน้านิ่งออกไป ดรุณีปรายตามองตามแล้วตะโกนถามในใจ เหวี่ยงใส่แล้วยังจะมาทำหน้าบูดใส่อีกเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย

ตุลยานียกชามไม้ใส่สลัดขนาดใหญ่มหึมาเข้ามา โดยแก้วยกจานตักแบ่งและช้อนส้อมเดินตามหลัง ดรุณีเดินกลับเข้าบ้านมาพร้อมกับเวทางค์ ตุลยานีมองหาอาทิจ
“พี่อาทิจล่ะณี”
ดรุณียังหน้าตึงนิดๆ
“ไปแล้ว”
“ไปไหนล่ะ”
“ไม่รู้สิ ไม่ทันได้ถาม”
“อุตส่าห์ทำสลัดทูน่ามาซะเยอะเลย กะจะให้พี่อาทิจชิมสักหน่อย”
ดรุณีแปลกใจ
“อ้าว ไหนพี่อาทิจบอกว่าอิ่มแล้ว”
“อิ่มอะไรล่ะ กินมื้อกลางวันเสร็จก็เอาแต่ทำงาน แล้วก็กลับมาบ้านนี่ล่ะ”
เวทางค์เหน็บแนม
“ถ้างั้นก็คงอิ่มอกอิ่มใจที่ได้อยู่ตามลำพังกับน้องตุ่นทั้งวัน”
ตุลยานีเขินๆ
“แหม พี่เวก็ ถ้างั้นณีช่วยตุ่นกินนะ”
“ไม่ไหวแล้ว ณีกินมาจากบ้านคุณป้าซะพุงกาง”
เวทางค์เสนอหน้าทันที
“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวพี่ช่วยกินเอง”
แก้วได้โอกาสจัดแจงชงและแยกดรุณีออกไปทันทีเช่นกัน
“ถ้างั้นคุณณีขึ้นไปอาบน้ำเลยค่ะ ไปสิคะ”
แก้วลุนหลังดรุณีให้รีบออกไป แล้วหันมาลุนหลังเวทางค์
“คุณเวเชิญนั่งค่ะ” แก้วขยับเก้าอี้ให้ชิดกับตุลยานี “นั่งติดกับคุณตุ่นเลยนะคะ สลัดคุณ
ตุ่นอร๊อยอร่อยค่า ชิดกันอีกนิดเบียดกันอีกหน่อยก็ได้ค่ะ ลมหนาวพัดมาอย่างนี้นั่งเบียดกันอบอุ่นดีค่า อร่อยมั้ยค้า ยิ่งชิดยิ่งอร่อยค่า ต๊าย น่ารักจริงเชียวคู่นี้”
ตุลยานีรู้สึกทะแม่งๆและประดักประเดิดที่เวทางค์นั่งเบียดซะจนจะขึ้นมาเกยตักเธออยู่ร่อมร่อ ในขณะที่เวทางค์แอบยิ้มอย่างมีความสุข

ต๊อดเดินเข้าหน้าบ้านพักคนงาน
“มีแต่ข้าว”
พันเดินเข้ามาขนาบขวาต๊อด
“ไม่มีสับปะรด”
อึ่งเข้ามาขนาบซ้ายต๊อด
“จะให้ไปหาสับปะรดที่ไหนบนดอยแบบนี้ แล้วนึกครึ้มอะไรขึ้นมาถึงอยากจะกิน
ข้าวอบสับปะรดหา!”
อาทิจอายตัวเองเหมือนกันแต่แกล้งตีหน้าตายกลบเกลื่อน
“แค่เปรยเฉยๆ มันทำให้พวกพี่ๆเคืองมากหรือครับ”
ลุงเกร็งเดินถือหม้อกับจานและช้อนเข้ามา
“ข้าวอบสับปะรดไม่มี มีแต่ข้าวผัดกากหมู รสชาติเป็นสับปะรดรึเปล่าไม่รู้ ถ้าอยากรู้ต้องลองชิมดูครับ”
ลุงเกร็งวางหม้อลงแล้วตักข้าวผัดในหม้อให้อาทิจ โดยที่สามเกลอเข้ามามั่วนิ่มตักข้าวแจมด้วย ต๊อดบอกเพื่อนๆ
“เอ้า กินฉลองให้นายหน่อยเว้ยเฮ้ยพวกเรา”
อาทิจงงๆ
“ฉลองอะไร”
อึ่งยิ้มล้อๆ
“แหม ก็ฉลองที่นายมีลูกศิษย์สาวแสนสวยมาเรียนขับแทรกเตอร์นัวเนียด้วยอะสิ”
พันยิ้มๆ
“อิจฉาอะ ได้อยู่บ้านเดียวกับผู้หญิงสวยตั้งสองคน”
ต๊อดเสริมทันที
“ช่าย คุณณีก็น่ารัก คุณตุ่นก็เยิ้มหยด อิจฉาเว้ย”
“ไม่ต้องอิจฉา เตรียมจัดที่นอนหมอนมุ้งให้ด้วย คืนนี้จะนอนนี่”
ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน หันมาสบตากัน ลุงเกร็งหันไปถามอาทินอย่างแปลกใจ
“ทำไมล่ะครับ”
ต๊อดมองหน้าเจ้านาย
“งอนอะไร”
พันถามบ้าง
“ใครทำให้งอน”
อึ่งเสียงเข้ม
“บอกมาเดี๋ยวนี้”
อาทิจทำหน้านิ่งพร้อมขยับข้อมือข้อแขนวอร์มอัพ
“อยากรู้จริงรึเปล่า”
ต๊อด อึ่ง พัน หันมามองหน้ากัน ต๊อดถามเพื่อนๆ
“ไหน ใครอยากรู้”
อึ้งโบกไม้โบกมือ
“ไม่มี้ ใคร๊มันจะอยากแส่เรื่องคนอื่น”
พันนิ้มแหยๆ
“เดี๋ยวจัดให้ 1 ชุด ที่นอน หมอน มุ้ง พร้อมเลยนาย”
อาทิจแอบขำลูกน้อง

ค่ำนั้น ดรุณีนั่งแปรงผมให้ตุลยานีบนเตียง ตุลยานีดัดขนตาไปเม้าท์เรื่องอาทิจไป ตาเป็นประกายชวนฝันสุดๆ
“พี่อาทิจเป็นสุภาพบุรุษม๊าก จะโดนเนื้อตัวตุ่นแต่ละทีขอโทษแล้วขอโทษอีกแล้วกลิ่นตัวก็นะ ห๊อมหอม กลิ่นเหงื่ออ่อนๆ หอมจัง เคยดมรึเปล่า”
“จะบ้าเหรอ ใครจะได้ใกล้ชิดพี่อาทิจอย่างตุ่นล่ะ นี่ล่ะน้า เขาถึงว่ายามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แม้แต่จักกะแร้ก็ยังหอม”
“ก็หอมจริงๆนี่ กลิ่นผู้ช๊ายผู้ชาย”
“ยังกับเคยดมมาเยอะงั้นแหละ”
“มีมาให้ดมเยอะแยะ แต่ไม่อยากดม แต่ละคน กลิ่นน้ำหอมโชยในระยะ 100 เมตรกันทั้งนั้น ไม่มีใครเหมือนพี่อาทิจสักคน พูดแล้วก็คิดถึง นี่ยังไม่กลับมาอีกเหรอณี หายไปไหนนะ”
ดรุณีเดินเอาแปรงไปเก็บที่โต๊ะเครื่องแป้งไป แล้วก็จัดเก็บข้าวของอื่นๆให้เข้าที่อยู่แถวนั้น
“คงไปขลุกอยู่กับลูกน้องที่บ้านพักคนงาน พี่อาทิจเขาชอบไปคุยกับลูกน้อง ไม่ได้ไปสังสรรค์กินเหล้าเฮฮากันหรอกนะ แต่ไปคุยกันเรื่องงาน พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนนี้ เดือนหน้า เดือนโน้นจะทำอะไร พี่อาทิจเป็นคนจริงจังกับงานอย่างนี้มานานแล้ว ถ้ามีความรักก็คงจริงจังไม่แพ้งานเหมือนกัน ว่ามั้ย ยายตุ่น”
ดรุณีหันไปมองอีกทีก็เห็นตุลยานีผล็อยหลับคาที่ดัดขนตาไปแล้ว ดรุณีเปรยยิ้มๆเอ็นดูเพื่อน
“หัดขับรถจนเพลียล่ะสิ คุณหนูตุ่น”
ดรุณีเดินมาหยิบที่ดัดขนตากับกระจกออกจากมือเพื่อน แล้วปิดไฟนอน พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ต้องเบิกตาอยู่ท่ามกลางความมืดอยู่อย่างนั้น เพราะอะไร หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

เช้ามืดวันใหม่ อาทิจนุ่งผ้าเช็ดตัวเปิดประตูห้องน้ำอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินย่องไปที่ประตูห้องดรุณีแล้วเอื้อมมือไปล็อคประตูทางห้องดรุณี แต่ไม่ทันเพราะ ดรุณีเปิดประตูเข้ามาทำให้หน้าต่อหน้า ตาต่อตา จมูกต่อจมูก จ๊ะเอ๋ะกันพอดีดรุณีเก้อๆ
“พี่อาทิจ เพิ่งกลับมาเหรอคะ ทำไมมาเงียบจัง ณีไม่ได้ยินเสียงเลย”
อาทิจก็เก้อๆไปเหมือนกัน
“พี่นอนที่บ้านพักคนงานน่ะ นี่แวะกลับมาอาบน้ำเพราะเสื้อผ้าอยู่ที่นี่แล้วว่าจะไปดูนาข้าวเลย เอ่อน้องณีจะใช้ห้องน้ำเหรอ”
“ค่ะ แต่จะรีบไปทำงานก็อาบก่อนเถอะค่ะ พี่อาทิจอาบน้ำเร็ว ณีรู้”
“เคยเห็น”
“ก็ตอนที่เราไปรดน้ำผักแล้วลื่นล้มกันไงคะ คุณย่าให้พี่อาทิจอาบน้ำข้างล่าง จำไม่ได้เหรอ”
ดรุณีเล่าไปยิ้มไปนึกถึงความหลังไป ตาเป็นประกาย อาทิจยืนยิ้ม ตาเยิ้มมองดูตา ปาก จมูกของดรุณีที่ขยับไปมาอย่างเอ็นดู
“แสดงว่าแอบดู”
ดรุณีเอ๋อไป
“แล้วจำได้มั้ยว่ามีรอยคล้ายฝ่าเท้าประทับอยู่แถวๆนี้ด้วย”
อาทิจชี้ตรงแถวๆลิ้นปี่ตัวเอง ดรุณีหน้าแดงซ่าน รีบสลายตัวทันที
“พี่อาทิจอาบเสร็จแล้ว เคาะเรียกณีนะคะ”
ดรุณีรีบปิดประตู ทั้งคู่ต่างเอาหลังพิงกันมีแค่ประตูกั้น ต่างคนต่างนึกถึงความหลังด้วยหัวใจที่เป็นสุข ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อยากแช่เวลาให้อยู่ตรงนั้นนานๆ

สายวันนั้น อาทิจ ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันเดินดูน้ำในนาและตรวจดูว่ามีแมลงอะไรมาลงข้าว
รึเปล่า ตุลยานีวิ่งเริงร่าท้าสายลมและแสงแดดเข้าไปหาอาทิจ พร้อมกับตะโกนเรียกเสียงหวาน
“พี่อาทิจคะ พี่อาทิจ”
อาทิจ ต๊อด อึ่ง พัน หันมามอง ตุลยานี วิ่งมาจนเกือบถึงอาทิจ แต่สะดุดคันนาจะล้มลง
“ว้าย”
อาทิจวิ่งไปประคองหญิงสาวไว้
“ขอบคุณมากนะคะพี่อาทิจ”
อาทิจรีบผละออกจากตุลยานีอย่างเขินๆ เมื่อเห็นว่าเธอทรงตัวได้แล้ว
“ไม่เป็นไรครับ คันนามันแคบแล้วก็ไม่เรียบ คุณตุ่นต้องเดินระวังหน่อยครับ”
ดรุณีเดินตามหลังเพื่อนมา
“ยายตุ่นเขาอยากจะไปเที่ยวที่ไร่สตรอเบอรี่น่ะค่ะ พี่อาทิจช่วยพาไปหน่อยนะคะ”
“แต่วันนี้พี่ต้องเข้าไปดูคนงานแพคส้มน่ะจ้ะน้องณี”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวณีจัดการแทนเอง”
ตุลยานีอ้อนน่ารักน่าเอ็นดู
“นะค้า พี่อาทิจ”
“เอ่อ ครับ”
อาทิจเดินนำตุลยานีไป สามเกลอจีบปากจีบคอจ๋าจ้ะเลียนแบบตุ่นพร้อมกัน
“นะค้า พี่อาทิจ”
ดรุณีหันมาส่งสายตาปราม สามเกลอให้หยุดแสดงอาการลิงๆออกมา สามเกลอยิ้มแหะๆใส่ดรุณี

แก้วถลาเข้าครัวมา พร้อมโวยวายใส่ดรุณี
“ปล่อยให้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว”
ดรุณีกำลังทำขนมปัง โดยมีอุปกรณ์แป้งสาลี ยีสต์แห้ง จมูกข้าว งาดำ ไข่ นม น้ำตาล เกลือ น้ำเปล่า เนยสด วางอยู่บนโต๊ะ
“ค่ะ ไม่ให้อยู่ด้วยกันแล้วจะมีเวลาเรียนรู้กันได้ยังไง”
“กลัวคุณอาทิจจะโดนรวบบนรวบล่าง ก่อนจะได้เรียนรู้กันน่ะสิคะ”
ดรุณีหัวเราะ
“น้าแก้วพูดยังกับยายตุ่นเป็นโจรบ้ากาม”
“ก็จริงนี่คะ ไม่ได้พกปืนมาจี้แต่ก็ใช้เสน่ห์ล่อให้หลง คุณณีไม่เห็นเหรอคะ คุณตุ่น มองคุณอาทิจแต่ละที ตางี้เยิ้มยังกับจะกลืนคุณอาทิจซะให้ได้ คุณอาทิจไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้ มีเหรอจะไม่เผลอเคลิ้มไปด้วย”
“นั่นล่ะ วัตถุประสงค์ ยิ่งรักกันเร็วเท่าไหร่ หนูจะได้อุ้มหลานเร็วขึ้นเท่านั้น”
“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณณีไม่รักไม่หวงคุณอาทิจเลยหรือคะ”
“รักค่ะแต่ไม่หวง หวงไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงพี่อาทิจก็ต้องมีครอบครัวและผู้หญิงที่สมบูรณ์พร้อมอย่างยายตุ่นก็เหมาะกับพี่อาทิจที่สุด”
“โอ๊ย...ขวางโลกจริงเชียว ไม่เอา น้าแก้วไม่พูดด้วยแล้ว”
แก้วหนีไปนั่งหน้าหงิก ลมออกหูอยู่มุมหนึ่ง
“อย่างอนเลยค่ะ มาทำขนมปังกับหนูมา จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน”
แก้วค้อนควักให้ดรุณี งอนสุดขีด ในขณะที่ดรุณีแอบขำ
 
อ่านต่อหน้า 3




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13 (ต่อ)
 
 
ตุลยานีวิ่งถลากางมือกางแขนเข้าไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในแปลงสตรอเบอรี่ โดยมีอาทิจตามหลังมา

“สวยจังเลยค่ะพี่อาทิจ อากาศก็สดชื่น”
ตุลยานีก้มลงดูสตรอเบอร่รี่ที่ชูลูกสีแดง ออกมาตามกอ
“โอ้โฮ ลูกโตหน้าตาน่ากินจริงๆนะคะเนี่ย”
“สตรอเบอรี่ที่นี่โตเร็วครับ แล้วก็โตไล่ๆกัน เราปลูกบนดอยสูงด้วย เลยมีระยะเก็บผลที่นานกว่าที่อื่น ตอนนี้ก็เริ่มทยอยเก็บแล้วก็ขายไปเรื่อยๆ ขายได้จนถึงเดือนมีนา เมษานั่นล่ะครับ”
อ่องซึ่งทำงานอยู่อีกมุมวิ่งมาหาอาทิจ
“สวัสดีครับนาย” อ่องมองหา “คุณณีไม่มาด้วยหรือครับ”
“ไม่มา มาแต่เพื่อนคุณณี นี่นายอ่องครับคุณตุ่น เป็นหัวหน้าคนงานที่นี่ครับ”
อ่องยกมือไหว้ตุลยานี
“สวัสดีครับ”
ตุลยานีรับไหว้แทบไม่ทัน
“สวัสดีจ้ะ”
“ตอนแรกผมนึกว่านายมากับคุณณี จะได้กลับไปรับเจ้าตัวเล็กที่คุณณีช่วยทำคลอดมาให้ดู กำลังจ้ำม่ำเลยครับนาย”
อาทิจยิ้มให้อ่อง
“ถ้าคุณณีเห็นต้องดีใจแน่ๆ เขารักเด็ก ชอบเล่นกับเด็กๆ”
“แล้วเมื่อไหร่นายกับคุณณีจะมีลูกด้วยกันบ้างล่ะครับ ผมว่าคงจะน่ารักมาก”
ตุลยานีสะดุดกึก รีบหันมามอง อาทิจรู้สึกเหมือนถูกสะกิดใจกับคำถามพาซื่อของอ่อง ชายหนุ่มตอบแบบสุภาพราบเรียบที่สุด
“คุณณีเขามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว และก็คงจะแต่งงานกันเร็วๆนี้”
อ่องหน้าเหวอ
“อ้าว...”
“แต่งแล้วคุณณีคงเลือกย้ายตามครอบครัวไปอยู่ในเมือง อาจจะไม่ได้มาทำงานที่สวนคุณย่าอีกแล้ว”
“อ้าว แล้วนาย”
อาทิจตัดบท
“ไปทำงานต่อเถอะ” ชายหนุ่มหันมาหาหญิงสาว “ไปดูเขาแพ็คสตรอเบอรี่ด้านนั้นกันดีกว่าครับคุณตุ่น”
อาทิจเดินนำออกไป ตุ่นไม่ยอมให้เสียจังหวะและโอกาส หญิงสาวควงแขนชายหนุ่มหมับเนียนๆตามไปด้วยทันที ทิ้งให้อ่องยืนเกาหัวงงๆ

ดรุณีดึงถาดขนมปังออกจากเตาอบไป ชะเง้อมองอาทิจกับตุลยานีไป เมื่อไหร่จะกลับ แก้วแอบเข้ามายืนมองหญิงสาว
“คิดถึงล่ะสิ ปล่อยเขาไปใจก็เจ็บจี๊ดๆ เดี๋ยวเขารักกันขึ้นมาจริงๆ คอยดูเถ๊อะ...น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า”
“จะยิ้มทั้งวันล่ะสิไม่ว่า หนูยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้พี่อาทิจมีความสุข”
อาทิจพาตุลยานีกลับเข้ามา ตุลยานีวิ่งไปจับแขนดรุณี
“ไร่สตอเบอรี่สวยม๊าก อากาศหนาวโรแมนติกสุดๆเลยณี”
ดรุณีมองอาทิจแล้วแอบแซว
“แล้วผ้าห่มหนาๆหอมๆที่ให้ไป อุ่นมั้ยล่ะ”
ตุลยานีรู้ว่าดรุณีหมายถึง อาทิจ
“ก็น่าจะอุ่น แต่เสียดายที่ไม่ได้กอดน่ะสิ”
อาทิจไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าสาวๆแอบเม้าท์ คิดเป็นจริงเป็นจังมาก
“อ้าว มีผ้าห่มไปด้วยเหรอครับ ก็ไหนคุณตุ่นบอกไม่ได้ติดเสื้อหนาวอะไรมาเลย”
สองสาวขำกันกิ๊ก ในขณะที่อาทิจงงๆ แก้วยืนหน้าคว่ำเป็นตะหลิว ดรุณีหันมาบอกตุลยานี
“เดี๋ยวกินข้าวกันเลยนะ ช่วงบ่ายอยากไปเที่ยวที่ไหนก็บอกพี่อาทิจก็แล้วกัน”
แก้วหันมามองดรุณี หน้าง้ำ ตุลยานี ยิ้มหวานให้อาทิจ
“พี่อาทิจจะพาไปเที่ยวที่แปลงลาเวนเดอร์กับแปลงบ๊วยใช่มั้ยคะ”
“ครับ น้องณีไปด้วยกันนะ น้องณียังไม่เคยเห็นเหมือนกัน”
แก้วรีบบอกทันที
“ไปเถอะค่ะคุณณี คุณอาทิจปลูกทั้ง 2 อย่างนั่น ให้คุณณีโดยเฉพาะค่ะ”
แก้วได้ระบายอะไรสักดอกสองดอกเลยยิ้มออกมาได้ ตุลยานีแอบสะดุดนิดๆ ทำไมอาทิจทำอะไรให้ดรุณีเยอะจัง

อาทิจพาดรุณีกับตุลยานีจูงจักรยานเดินลัดเลาะเข้าแปลงลาเวนเดอร์ สองสาวผละจากจักรยานแล้วโผเข้าไปดมดอกไม้สีม่วงอ่อนอย่างเต็มปอด
“น่ารักแล้วก็หอมจังเลย”
อาทิจแนะนำสองสาว
“ลองเอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขยี้เบาๆที่ดอกสิครับ กลิ่นหอมของมันจะโชยมาแตะจมูก”
สองสาวลองทำดู ดรุณีตื่นเต้น
“จริงๆด้วย หอมขึ้นมาทันทีเลยตุ่น ทั้งน่ารักทั้งหวานทั้งหอมสมกับที่พี่อาทิจโม้ เอ๊ย...คุยไว้ในจดหมายจริงๆ พันธุ์นี้รึเปล่าคะที่เขาปลูกไว้สกัดเป็นน้ำมันหอมน่ะค่ะ”
อาทิจยิ้มกว้าง
“ถ้าจะเอาไปสกัดก็ได้ครับ แต่อาจจะสู้พันธุ์ อิงลิช ลาเวนเดอร์หรือว่า เฟรนช์ลาเวนเดอร์ไม่ได้ พันธุ์เฟิร์น ลีฟ ลาเวนเดอร์ นี่จะเน้นส่งไปอบแห้งเป็นเครื่องหอม จำพวกบุหงารำไปน่ะครับ”
ดรุณีหูผึ่งตาลุกวาว
“ณีชอบณีชอบ ณีอยากทำจัง”
“ส่วนอิงลิช ลาเวนเดอร์กับเฟรนช์ลาเวนเดอร์เราก็ปลูกไว้นะครับ อยู่เขาทางด้านโน้น แต่ตอนนี้มันยังไม่ออกดอก”
ดรุณีปิ๊งไอเดียร์บอกโครงการมาเป็นฉากๆ
“ณีจะทำน้ำมันอะโรม่า ทำสบู่ ทำแชมพู ทำบุหงารำไป ทำขนมปังอบกลิ่นดอกลาเวนเดอร์แต่ไส้เป็นช็อกโกแลตใส่อัลมอนด์ด้วย”
อาทิจเปรยขำๆ
“นั่นไง ว่าแล้วเชียวว่าต้องปิดท้ายด้วยของหวาน”
ดรุณีแอบค้อนอาทิจ
“พี่อาทิจนี่ เอาอีกแล้วนะ”
ทั้งคู่หัวเราะให้กัน ตุลยานีรู้สึกว่าอาทิจกับดรุณีคงมีอดีตที่ประทับใจร่วมกันอยู่ไม่น้อย เลยพยายามดึงความสนใจกลับมา ไม่ใช่ริษยา แต่ไม่อยากให้อาทิจสนใจใครมากกว่าตัวเอง
“ถ่ายรูปกันดีกว่าค่ะ มา ยายณี ถ่ายรูปกัน”
ตุลยานีใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปอาทิจอยู่ตรงกลาง โดยมีสองสาวสวยหวานขนาบข้าง

ดรุณีกำลังถ่ายรูปให้อาทิจกับตุลยานี ท่ามกลางหมู่มวลดอกบ๊วยสีขาวบริสุทธิ์
“ชิดกันอีกนิดจ้า พี่อาทิจขยับอีกนิด ทำไมยืนตรงเข้าแถวเคารพธงชาติอย่างนั้นค้า ตุ่นช่วยหน่อยเร้ว เอามือคล้องแขนทพี่อาทิจ”
ตุลยานีแกล้งถามงั้นๆ แต่ใจน่ะอยากกระโดดกอด
“มันจะดูเป็นรูปถ่ายเวดดิ้งไปรึเปล่า”
“เถอะน่า ไม่น่าเกลียดหรอก เผื่อเอาไปใช้เวดดิ้งได้จริงๆ ฮิ...ฮิ”
ดรุณีจะกดชัตเตอร์ แต่แล้วก็โผล่ออกมากำกับภาพอีก
“พี่อาทิจเอียงหัวอีกนิดสิคะ”
อาทิจเอียงไปทางด้านที่ตุลยานีไม่ได้ยืนอยู่
“ไม่ใช่ค่า เอียงไปทางด้านยายตุ่นสิคะ”
ดรุณีออกอาการลุ้นจัด เดินหน้าถอยหลังจนสะดุดต้นบ๊วยที่อยู่ด้านหลังล้มลง ข้อเท้าพลิก
“โอ๊ย อู๊ย”
อาทิจกับตุลยานีรีบวิ่งมาดู
“น้องณี!” อาทิจจับที่ข้อเท้าดรุณี “เจ็บมากมั้ย”
“สงสัยเท้าแพลง นิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นไร”
ตุลยานีส่ายหน้า
“กลายเป็นช่างภาพขาเดี้ยงไปซะแล้ว แล้วจะกลับยังไงล่ะ ณีไปนั่งซ้อนท้าย พี่อาทิจก็แล้วกัน เดี๋ยวอีกคันตุ่นถีบกลับเอง”
อาทิจเข้าพยุง
“ลุกไหวมั้ย”
“ไหวค่ะ ไหว”
ดรุณียันตัวขึ้นยืน และพยายามเดิน แต่ก็กะเผลกเล็กๆ อาทิจเข้าไปประคองดรุณี
“น้องณีเดินระวังๆครับ มา พี่ช่วย”
อาทิจประคองแขนดรุณีออกมา ตุลยานีรู้สึกอยากจะขาแพลงซะงั้น หญิงสาวเข้ามาช่วยประคองดรุณีอีกด้านเพราะไม่อยากเดินทิ้งท้ายคนเดียวโดดเดี่ยว ดรุณีหัวเราะ
“กลายเป็นคนพิการไปเลยเรา”
ทั้งสามคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเดินตรงมาที่จักรยาน 2 คันซึ่งจอดเคียงกัน

เย็นนั้น จักรยานสองคันวิ่งผ่านทิวดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูตัดกับฟ้าสีคราม ดรุณีซึ่งนั่งซ้อนท้ายอาทิจ ส่วนตุลยานีถีบจักรยานของดรุณีเคียงกันมาตามถนนสวยงาม หญิงสาวเกาะเอวชายหนุ่มไว้หลวมๆ ให้มีระยะห่าง ดรุณีนึกถึงคำพูดของเธอและตุลยานีทีคุยกันเมื่อวันก่อน
‘นี่ล่ะน้า เขาถึงว่ายามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แม้แต่จักกะแร้ก็ยังหอม’
‘ก็หอมจริงๆนี่ กลิ่นผู้ช๊ายผู้ชาย’

ดรุณีเผลอเอาจมูกขยับไปใกล้ไหล่อาทิจ ตัวอาทิจมีกลิ่นหอมอ่อนๆแบบผู้ชาย อย่างที่ตุลยานีพูดจริงๆ สักครู่ หญิงสาวรู้สึกตัวนึกแปลกใจตัวเองเผลอตัวไปได้ยังไง สุดท้ายก็ต้องขยับตัวออกจากเขาให้มีระยะห่างเหมือนเดิม ตุลยานีปรายตามองอาทิจกับดรุณี หญิงสาวไม่สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร จึงหันความสนใจไปซึมซับกับบรรยากาศหวานแหววของดอกนางพญาเสือโคร่งซึ่งออกดอกสะพรั่งข้างทาง

อาทิจ ดรุณี ตุลยานี ถีบจักรยาน กินลมชมวิวตามทางมาเรื่อย เวทางค์ขับรถมาจากถนนอีกด้าน ชายหนุ่มเพ่งมองผ่านกระจกเห็นดรุณีนั่งซ้อนท้ายจักรยานอาทิจ จึงเร่งเครื่องแซงแล้วปาดมาดักหน้าจักรยานอาทิจ และตุลยานี อาทิจกับตุลยานีเบรกรถแทบไม่ทัน ดรุณีหน้าทิ่มกอดอาทิจแน่น เวทางค์เปิดประตูลงจากรถ ตุลยานีโกรธจี๊ด
“ขับรถยังไงน่ะพี่เว นึกจะปาดก็ปาด ถ้าเบรกไม่ทันก็ชนกันไปแล้ว”
เวทางค์แถไป
“พี่...เอ่อ...พี่ขอโทษก็แล้วกัน ทางมันลงเขาพอดี ยิ่งมาเห็นน้องณีนั่งซ้อนท้ายจักรยานแบบนี้ก็กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ” เวทางค์ ชักสีหน้าใส่อาทิจ “นายพาน้องณีกับน้องตุ่นมาถีบจักรยานบนถนนแบบนี้ได้ยังไง มันอันตรายไม่รู้รึไง คิดเป็นรึเปล่าเนี่ย”
ดรุณีขัดขึ้น
“ณีถีบไปดูสวนดูไร่กับคุณย่าตั้งแต่เด็ก ณีชินแล้วค่ะพี่เว”
“ก็นั่นล่ะ เมื่อกี้พี่เพิ่งเห็นรถเก๋งชนมอเตอร์ไซด์กระเด็นมาหมาดๆ บอกตามตรงว่าพี่เป็นห่วง น้องณีกับน้องตุ่นขึ้นมานั่งรถพี่ พี่จะเข้าไปที่สวนอยู่แล้ว”
ดรุณีชะงัก
“แล้วจักรยานอีกคัน ใครจะถีบกลับ”
“ถ้างั้นณีกลับกับพี่เวก็แล้วกัน ตุ่นจะถีบจักรยานกลับเป็นเพื่อนพี่อาทิจเอง”
ดรุณีหันมามองหน้าอาทิจ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถเวทางค์ อาทิจมองตามดรุณี โดยมีตุลยานีแอบชำเลืองมองอาทิจอีกที

เวทางค์เดินออกมาเจออาทิจกับตุลยานีซึ่งเพิ่งถีบจักรยานเข้ามาจอด
“น้องณีให้พี่บอกน้องตุ่นให้ตามไปที่ห้องน่ะจ้ะ”
ตุลยานีหันมาหาอาทิจ
“เดี๋ยวกินข้าวเย็นด้วยกันนะคะ”
อาทิจยิ้มพยักหน้า เวทางค์หมั่นไส้ ตุลยานีเดินเข้าบ้านไป ในขณะที่อาทิจเดินออกมาจะไปทำงานต่อ เวทางค์พูดขึ้น
“ทำผิดแล้วรีบชิ่งรึไง”
อาทิจชะงักกึกหันกลับมาหาเวทางค์
“ทำผิด”
“นายไม่มีสิทธิ์พาน้องณีนั่งซ้อนจักรยานอย่างนั้น ฉันกับน้องณีเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน ฉันยังไม่เคยแตะเนื้อถึงตัวน้องณีขนาดนั้นเลย”
“คุณเวคิดมากไปรึเปล่าครับ จักรยานนั่นผมเป็นคนถีบ คุณเวก็น่าจะรู้ว่าคนถีบไม่มีทางจะแต๊ะอั๋งคนที่นั่งซ้อนได้อยู่แล้ว”
เวทางค์แถไป
“ที่ฉันพูดก็เพื่อจะเตือนนาย วันนี้ไม่เผลอ วันหน้านายอาจจะเผลอ นายกับฉันมันก็ผู้ชายเหมือนกัน ทำไมฉันจะไม่รู้จักนิสัยผู้ชายด้วยกันวะ”
“ผู้ชายเหมือนกันแต่นิสัยต่างกันก็มีเยอะนะครับ”
เวทางค์ยัวะ
“นายด่าฉันเหรอ นับจากนี้ไป ฉันห้ามไม่ให้นายอยู่กับน้องณีตามลำพังจนกว่าฉันกับน้องณีจะแต่งงานกัน”
“คงไม่ได้หรอกครับ เราสองคนต้องทำงานด้วยกัน มันจำเป็นต้องมีเรื่องปรึกษากันบ้าง และเรื่องบางเรื่องเราก็จำเป็นต้องคุยกัน สองคน”
เวทางค์ปรี๊ดแตก
“ฉันกับน้องณีต้องแต่งงานกันตามคำสั่งของคุณย่า นายคิดจะขัดคำสั่งคุณย่าเหรอ นายไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวน้องณีนะ”
“ข้อนั้นผมทราบดี”
“นายไม่มีอะไรคู่ควรกับน้องณีสักอย่าง ไม่ว่าจะฐานะ การศึกษา หรือหน้าตาในสังคม”
“ครับ”
“ที่สำคัญที่สุด นายต้องไม่ลืมว่าน้องณีเป็นน้องสาวของคุณย่า เพราะฉะนั้นน้องณีก็นับเป็นย่าของนายด้วย”
อาทิจตอกกลับทันควัน
“ถ้าน้องณีเป็นย่าของผม น้องณีก็ต้องเป็นย่าของคุณเวด้วย เหมือนกัน คุณพ่อคุณเวกับคุณพ่อผมเป็นพี่น้องกัน อย่าลืมสิครับ”
เวทางค์หน้าแตกเพล้ง เพราะคิดว่าอาทิจไม่ใช่ญาติตลอดมาเลยลืมนึกถึงความจริงข้อนี้ไปซะสนิท เวทางค์โดนจี้จุดก็โมโห
“ไอ้อาทิจ”
“เอาเป็นว่า ผมเข้าใจความต้องการของคุณย่าและผมก็พร้อมจะทำตามที่ท่านสั่ง คุณเวไม่ต้องห่วงครับ”
จากที่คิดว่าจะไปดูงาน อาทิจตัดสินใจเดินกลับเข้าบ้านไปทำอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นการตัดปัญหา ทิ้งให้เวทางค์ยืนกัดฟันกรอดแค้นใจอยู่ตรงนั้น

อาทิจเปิดประตูถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากห้องคุณย่า ดรุณีซึ่งอาบน้ำเสร็จแล้ว เปิดประตูออกมาเช่นกัน หญิงสาวเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าในมืออาทิจ
“พี่อาทิจ จะไปไหน”
อาทิจเหนื่อยใจ
“พี่จะไปนอนที่บ้านคนงาน”
“ณีทำให้พี่อาทิจอึดอัดเหรอคะ”
อาทิจอ้างเหตุผลที่ดูดีที่สุด
“ไม่ใช่ครับ แต่ถ้าพี่อยู่นี่ แล้วเราต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน น้องณีก็เห็นว่ามันไม่สะดวก ถ้าจะให้พี่ลงไปอาบข้างล่างแล้วขึ้นมานอนข้างบน มันก็ไม่เหมาะอยู่ดี”
“ไม่เหมาะยังไงคะ”
“ก็พี่เป็นผู้ชาย น้องณีกับคุณตุ่นเป็นผู้หญิง”
“พี่อาทิจเลยต้องลำบากเพราะณี”
“เอาไว้สะดวกเมื่อไหร่ค่อยกลับขึ้นมาก็ได้”
“เวลาสะดวกของพี่อาทิจคือเวลาที่ณีไม่อยู่ที่นี่ใช่มั้ยคะ ณีไปอยู่ที่อื่นก็ได้นะ”
อาทิจเข้าใจผิดเล็กๆ
“น้องณีคงอยากย้ายเข้าเมืองเร็วๆ เพราะบ้านผู้ว่า สะดวกสบายทุกอย่าง”
ดรุณีฉุนกึก
“ค่ะ...พี่อาทิจ ก็คงอยากอยู่กับใครบางคนที่นี่โดยไม่มีณีเหมือนกัน”
ดรุณีมองอาทิจด้วยสายตาที่บ่งว่าน้อยใจ อาทิจกลัวเรื่องจะบานปลายเลยตัดบท
“น้องณีกับคุณตุ่นอยู่ที่นี่ตามสบายเถอะครับ พี่อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ไม่ลำบากหรอก พี่ไปนะ”
อาทิจตัดใจเดินออกไป ดรุณีรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรแล่นขึ้นมาจุกคอหอย เขาไม่ปฏิเสธก็แปลว่า ยอมรับ

วิไลลักษณ์โผเข้ายืนหน้าเวทางค์ซึ่งนั่งหน้าเป็นหงิกอยู่มุมหนึ่ง วิไลลักษณ์ใส่อารมณ์
“มันมีสิทธิ์อะไรมาแข็งข้อใส่ลูกขนาดนี้”
วิยะดานั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ข้างๆประเวทย์ซึ่งกำลังไล่ดูเอกสารราชการต่างๆ วิยะดาละสายตาจากหนังสือ
“วิฟังแล้วมันไม่ใช่เรื่องแข็งข้อนะคะคุณแม่ พี่เวดันไปอ้างเหตุผลเรื่องยายณีเป็นน้องคุณย่า มันก็จบข่าวสิคะ”
ประเวทย์เปรยๆ
“ผมว่าอาทิจน่าจะรู้แล้วว่ายายณีไม่ใช่น้องสาวของคุณแม่ เพียงแต่ไม่พูดเท่านั้น”
วิไลลักษณ์คิดๆ
“ถ้างั้นก็เหลือเรื่องความต้องการของคุณแม่เรื่องเดียว ที่จะทำให้เจ้าอาทิจกระเด็นออกไปจากชีวิตยายณีได้”
ประเวทย์แปลกใจ
“ความต้องการอะไร”
“อ้าว...นี่คุณแม่ไม่เคยพูดกับคุณพี่เลยเหรอคะว่าอยากให้ตาเวกับยายณีลงเอยกัน”
“ความต้องการของคุณแม่ผมหรือคุณแม่ตาเว”
วิไลลักษณ์ชักฉุน
“คุณพี่...นี่คุณพี่ไม่เชื่อคำพูดน้อง หาว่าน้องโกหกอย่างนั้นหรือคะ”
“ผมกับคุณแม่ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากก็จริง แต่ท่านเป็นแม่ผมนะ คุณคิดว่าผมไม่รู้จักคุณแม่ผมเลยเหรอ จะทำอะไรก็อย่าพาดพิงถึงท่านเลย”
วิไลลักษณ์เสียงแข็ง
“แต่ท่านต้องการอย่างนั้นจริงๆนะคะคุณพี่”
“อย่าไปบังคับใจใครเลยคุณวิไล ไม่ต้องพูดถึงยายณี แค่ตาเว...คุณเคยลองถามลูกดูบ้างรึยังว่า รักชอบยายณีรึเปล่า”
เวทางค์อึกอัก
“ผม...เอ่อ...แล้วแต่คุณแม่ครับ”
“นั่นไง ได้ยินชัดแล้วใช่มั้ยคะ น้องหวังว่าคุณพี่คงไม่ลุกขึ้นมาค้านอะไรอีกนะคะ”
ประเวทย์เอือมๆ
“ทำให้ยายณีตกลงใจเรื่องนี้ได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน”
ประเวทย์ถือเอกสารเดินออกไปอ่านที่อื่น วิไลลักษณ์แววตามีแผนร้าย
“แม่จะปล่อยเรื่องนี้ไว้ไม่ได้แล้ว เราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะ
เปิดพินัยกรรม”
วิยะดาอ่านหนังสือ
“ความสุขเป็นรางวัลแห่งชีวิต ความทุกข์เป็นโอกาสทองในการสร้างบารมี อดได้ ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี เป็นบันไดก้าวไปสู่พระนิพพาน พระอาจารย์มิตซูโอะ เทศน์ได้ตรงใจจริงๆ”
วิไลลักษณ์หงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อเจอบทความธรรมะของลูกสาว
วันต่อมา...ตุลยานีช่วยดรุณีทำขนมปังและแยมสตรอเบอรี่ หญิงสาวชะเง้อมองอาทิจเป็นระยะ
“พี่อาทิจไม่กลับมากินข้าวกลางวันเหรอณี”
“คงกินกับคนงานแล้วมั้ง เราไม่ต้องรอหรอก แต่สมัยที่คุณย่ายังอยู่ พี่อาทิจต้องกลับมากินข้าวกับคุณย่าทุกมื้อ”
แก้วซึ่งยืนเป็นลูกมืออยู่แถวนั้นได้จังหวะ สอด แทรก เสริม ทันที
“ค่ะ ช่วงนั้นคุณณีต้องถีบจักรยานไปรับคุณอาทิจแล้วก็นั่งซ้อนท้ายหนุงหนิงจุ๋งจิ๋งกันมาทุ๊กวัน น่ารักมากค่า ใครเห็นใครก็เชียร์ให้เป็นแฟนกัน”
ดรุณีดักคอแก้ว
“แต่บังเอิญเราเป็นพี่น้องกัน คนอื่นก็เลยได้แต่เชียร์ ณีเห็นใจพี่อาทิจที่เอาแต่ทำงานจนไม่มีตามองใคร เลยต้องพาผู้หญิงดีๆสวยๆขึ้นมาซ้อนท้ายจักรยานพี่อาทิจนี่ไง”
ตุลยานียิ้มร่า
“ขอบใจนะ”
จิ๋วแจ๋วยกถาดสตรอเบอรี่เข้ามายืนข้างแก้วที่ยืนหน้าบูด เพราะดรุณีไม่เป็นใจ
“ได้แล้วค่ะคุณณี”
ตุลยานีหันมาถามดรุณี
“วันนี้พี่อาทิจทำอะไรอยู่ที่ไหน ณีรู้มั้ย”
จิ๋วแจ๋วไม่รู้อิโหน่อิเหน่รีบบอก
“อยู่ที่นาข้าวค่ะ คุณตุ่นอยากไปมั้ยคะ เดี๋ยวจิ๋วแจ๋วพาไป”
แก้วอยากจะบีบคอลูกสาวให้ตายคามือ ตุลยานีดีใจ
“ฉันไปเองได้จ้ะ ขอบใจนะ เดี๋ยวมานะณี”
ตุลยานีวิ่งลั้นลาออกไป แก้วเขกกะโหลกจิ๋วแจ๋ว
“นี่แน่ะ สอดไม่เข้าเรื่องเลย”
“อะไรล่ะแม่ มาเขกหัวจิ๋วแจ๋วทำไม”
แก้วสะบัดหน้าใส่ลูก ดรุณีแอบขำแล้วปรายตาไปมองเพื่อนสาวที่วิ่งออกไปไกล หญิงสาว
ยิ้มที่เห็นเพื่อนมีความสุขแต่ตัวเองสุขมั้ย ดรุณีตอบตัวเอง ย้ำๆซ้ำๆ สุขสิ สุข เรามีความสุข

นาข้าวสีเขียวออกรวงสะพรั่ง อาทิจพาตุลยานีมาเดินเล่น แต่ตาก็คอยมองน้ำในแปลงว่าพอมั้ย มือก็ตรวจดูรวงข้าวว่าสมบูรณ์ดีรึเปล่า
“พี่อาทิจน่ารักจังเลย ตั้งแต่ตุ่นมาอยู่ที่นี่ ตุ่นไม่เคยได้ยินพี่อาทิจบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง ทั้งๆที่งานที่ทำมันทั้งหนักทั้งเหนื่อยขนาดนี้”
อาทิจยิ้ม
“มันเหนื่อยจนอยู่ตัวแล้วครับ แต่ถึงจะเหนื่อยยังไง มันก็เป็นงานที่ทำให้ผมมีความสุข ผมรักผืนดิน รักท้องไร่ท้องนา รักที่นี่ ผมโตมากับอาชีพนี้และก็คงทำอาชีพนี้ตลอดไปครับ”
ตุลยานีตาเป็นประกายอินเลิฟหนัก
“ดูเป็นคนรักเดียวใจเดียวจังเลย พี่อาทิจรักเดียวใจเดียวกับทุกเรื่องรึเปล่าคะ”
อาทิจรู้ว่าตุลยานีต้องการถามเรื่องอะไร ชายหนุ่มไม่ตอบได้แต่ยืนหน้าแดง ตุลยานีหัวเราะคิกคักที่ทำให้เขาเขินได้ หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างเอ็นดู ผู้ชายคนนี้มีทั้งความเป็นผู้นำที่อบอุ่น และมีความเป็นหนุ่มน้อยขี้อายอยู่ในตัว ช่างน่ารักน่าแต่งงานด้วยจริงๆ ดรุณีเดินหิ้วตะกร้าปิกนิกเข้ามาไกลๆ
“ตุ่นร้องเพลงให้ฟังมั้ยคะ พี่อาทิจจะได้ทำงานเพลินๆ”
อาทิจรู้สึกดีที่ตุลยานีจะพูดหรือทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับตัวเขาบ้าง ไม่งั้นคงได้ยืนเขินอยู่อย่างนี้ จึงรีบรับคำ
“เอาสิครับ เพลงเดิมก็ได้ครับเพราะมาก”
“วันนี้ตุ่นอยากเปลี่ยนเพลงค่ะ เพลงนี้ให้พี่อาทิจคนเดียว”
ตุลยานีจ้องไปที่ตาอาทิจ ส่งความหมายลึกซึ้งไปให้ ในขณะที่ดรุณีเดินเข้ามาหาทั้งคู่...ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อาทิจไม่สามารถยืนให้ตุลยานีจ้องอยู่อย่างนั้น จึงแก้เขินด้วยการหันไปก้มหากบเขียดกุ้งหอยปูปลาในนา ตุลยานีร้องเพลงคู่แท้ของพี่เบิร์ด
“แล้ววันหนึ่งเธอนั้นก็มา ฉันรู้สึกเธอนั้นคุ้นตา เหมือนบางสิ่งฉุดฉันให้ดึงเธอเข้าหา ให้มารักและรู้ใจกัน ตั้งแต่เจอะเรานั้นคุ้นเคย เหมือนรู้จักมาแล้วเนิ่นนาน ถ้าจะบอกเหตุผลเรื่องเธอกับฉัน ก็ไม่เห็นจะมีข้อไหน”

อาทิจใจเต้นตึกตัก ไม่คิดว่าตุลยานีจะร้องเพลงส่งความนัยให้อย่างนี้ หญิงสาวเห็นอาทิจอาย ยิ่งแกล้งร้องจีบใส่อารมณ์ใหญ่ ระหว่างทาง ดรุณีได้ยินเพื่อนร้องเพลงจีบอาทิจ แต่ก็ยังแข็งใจเดินใจดีสู้เสือ กลัวพี่กับเพื่อนจะไม่ได้กินของว่างช่วงบ่าย แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้จนถึงช่วงเกือบเข้าท่อนฮุค ดรุณีก็หน้าร้อนวูบเมื่อเห็น ตุลยานีประคองหน้าอาทิจที่มัวแต่อายขึ้นมาสบตาตัวเอง แล้วบรรจงร้องสื่อความหมายซึ่งแฝงในเนื้อเพลงท่อนนี้สุดชีวิต

“บางครั้งฉันคิดเอง ว่าฟ้าสร้างเรามาอย่างตั้งใจ ฉันเป็นของของเธอ คู่แท้ที่หากันเจอ ไม่ว่าครั้งไหน ไม่ว่าชาติไหน ฉันเป็นของของเธอ ถูกสร้างเอาไว้เพื่อเธอ ให้เธอรักฉัน ให้เธอคู่ฉัน...ตลอดไป”

ดรุณีไม่อาจทนฟังได้จนจบท่อน หญิงสาวรู้สึกตัวเองเป็นตัวประหลาดเป็นส่วนเกินในโลกที่มีแต่เราสองคนของอาทิจและตุลยานี จึงรีบหันหลังแล้วเดินกลับออกไป ตุลยานีร้องจบท่อนฮุค แล้วหญิงสาวก็ยิ้มหวานพูดกับชายหนุ่ม
“ตุ่นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะคะพี่อาทิจ”
อาทิจเขินจนหน้าแดง
“เอ่อ...ครับ พะ...พี่ว่า...เรากลับกันเลยดีมั้ยครับ น้องณีคงทำกับข้าวรอแล้ว ไปครับ”

อาทิจส่งมือให้ ตุลยานีเกาะเกี่ยวแขนอาทิจเดินออกมาในท่ามกลางทุ่งข้าวอันงดงามด้วยกัน


อ่านต่อหน้า 4 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13 (ต่อ) 

ดรุณีหิ้วตะกร้ากลับมาที่ระเบียงบ้านด้วยหัวใจที่เหี่ยวแห้ง แก้วเข้ามา
 
“อ้าว...คุณอาทิจล่ะคะ”
“พี่อาทิจยังเดินเล่นอยู่กับยายตุ่นน่ะค่ะน้าแก้ว”
“แล้วทำไมไม่ชวนคุณอาทิจกลับมาด้วยล่ะคะ จวนจะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว”
“หนู...หนู...”
ดรุณีคิดว่าจะตอบยังไงดี พอดีตุลยานีเดินเกาะซบแขนอาทิจเข้ามา ดรุณีเห็นแล้วรู้สึกเจ็บแปล๊บในใจ ในขณะที่แก้วแอบไม่พอใจ ตุลยานีร่าเริงมาก แต่พอเห็นหน้าดรุณีแล้วก็ต้องแปลกใจ
“ณี...เป็นอะไรน่ะ หน้าตาเหมือนไม่สบาย”
“เปล่า...ไม่ได้เป็นอะไรนี่”
แก้วแดกดัน
“คงเป็นเพราะเดินหิ้วของว่างฝ่าแดด ตามไปหาคุณอาทิจกับคุณตุ่นถึงที่นาข้าวน่ะค่ะ”
อาทิจหันมามองหน้า ดรุณีรีบออกตัว
“แต่ณี...ณีไปไม่ถึงหรอกค่ะ รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยก็เลยกลับมาก่อน”
อาทิจถอนใจ
“ไหนบอกไม่เป็นอะไรไง”
“ก็...ณีปวดหัวจี๊ดเดียวเองนี่คะ” ดรุณีรีบเปลี่ยนเรื่อง “พอดีณีอบขนมปังกับทำแยมเสร็จ
เลยจะเอาไปให้ลองชิม” หญิงสาวฝืนยิ้มแห้งแล้งให้ชายหนุ่ม “พี่อาทิจชิมดูสิ อร่อยนะ”
อาทิจมองเข้าไปในตาหญิงสาว ดรุณีรีบหลบตาแล้วหันไปยิ้มกับตุลยานี
“ชิมสิตุ่น ฝีมือเราสองคนไม่เลวเลยล่ะ”
ตุลยานีจัดแจงทาแยมใส่ขนมปังแล้วป้อนอาทิจ ชายหนุ่มจำต้องให้หญิงสาวป้อนเพราะกลัวเสียน้ำใจ ดรุณีใจคอโหวงเหวงพิกล แต่ก็พยายามฝืนยิ้มเข้าไว้ แก้วแอบหันมาจับความรู้สึกดรุณี วิไลลักษณ์เดินเข้ามายิ้มหวาน
“อยู่นี่พอดีเลยอาทิจ อาขอคุยธุระด้วยหน่อยสิ”

อาทิจเดินตามวิไลลักษณ์ออกมาหน้าบ้าน
“คุณอามีอะไรจะใช้ผมหรือครับ”
วิไลลักษณ์ยืนอยู่อีกมุมโปรยยิ้มหวาน
“อาจะขอหมั้นยายณีให้ตาเว”
อาทิจรู้สึกเหมือนใครเอาฆ้องวงใหญ่มาเคาะดังผ่างใส่หู ทุกอย่างอื้ออึงอลหม่าน
“ที่ต้องบอกอาทิจเพราะอาทิจยังเป็นผู้ปกครองของดรุณี ยังไงอาก็ต้องให้อาทิจรับรู้ จะได้ไม่รู้สึกว่าอาทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา”
อาทิจจุกเสียดแน่น
“ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น”
“อาเคยพูดเรื่องนี้กับยายณีแล้ว แต่ตอนนั้นยายณีเกี่ยงว่าเรียนยังไม่จบ ตอนนี้จบแล้วก็คงไม่มีปัญหาอะไร อีก 2 อาทิตย์ อาจะมาฟังคำตอบ”
“ผมจะบอกน้องณีตามที่คุณอาต้องการ”
“อันที่จริงอาทิจน่าจะตัดสินใจแทนน้องได้ เพราะยายณีก็นับถืออาทิจมาก”
“น้องณีเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะแล้วครับ ผมเป็นเพียงผู้ปกครอง ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้แทนได้ แต่ผมรับปากครับว่าจะพูดกับน้องณีให้”
วิไลลักษณ์ยิ้ม
“ขอบใจจ้ะ ถ้าอาทิจรักยายณีจริงๆก็ต้องมองออกใช่มั้ยจ๊ะว่าผู้ชายที่เหมาะสมกับยายณีทุกด้านในย่านนี้ มีแค่ตาเวคนเดียวเท่านั้น”
“ครับ”
วิไลลักษณ์ยิ้มเย็น อาทิจรู้สึกว่า โลกดูเป็นสีเทามืดมัวขึ้นมาทันที

เย็นนั้น...อาทิจนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆหลุมฝั่งเถ้าย่าแดง
“เรื่องมันต้องลงเอยแบบนี้ใช่มั้ยครับคุณย่า”
ดรุณีหิ้วตะกร้าใส่ขนมปังและแยมสตรอเบอรี่ขึ้นเนินมา หญิงสาวตกใจและแปลกใจที่เห็นอาทิจนั่งอยู่ที่นี่
“พี่อาทิจ”
อาทิจแปลกใจที่เห็นหญิงสาวเช่นกัน
“น้องณี ขึ้นมาทำอะไรที่นี่”
“พอดีลุงเกร็งแวะไปที่บ้าน ณีก็เลยติดรถลุงเกร็งขึ้นมา จะเอาขนมปังจมูกข้าวมาอวดคุณย่าน่ะค่ะ”
ดรุณียิ้มเศร้าๆ อาทิจลังเลว่าจะพูดเรื่องวิไลลักษณ์ดีรึเปล่า แต่ถ้าไม่พูดวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็ต้องพูดอยู่ดี
“เมื่อกี้คุณอาวิไลคุยกับพี่”
“ค่ะ คุณอากลับเข้าไปที่บ้านก็บอกเหมือนกันว่าพี่อาทิจมีเรื่องสำคัญจะคุยกับณี”
“เรื่องสำคัญของน้องณีครับ”
ดรุณีแปลกใจ
“เรื่องของณี”
อาทิจสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูด
“คุณอามาทาบทามขอหมั้นน้องณีให้คุณเว”
ดรุณีใจหายวาบ ตะกร้าแทบหลุดจากมือ หญิงสาวถามอาทิจเสียงสั่น
“แล้ว...พี่อาทิจตอบคุณอาว่ายังไง”
“พี่คงตอบอย่างอื่นไม่ได้นอกจากยินดีที่จะคุยกับน้องณีให้ในฐานะ...ผู้ปกครอง”
ดรุณีขรึมลง
“แล้ว...พี่อาทิจคิดว่าณีควรจะตอบว่ายังไง”
“คุณอาบอกว่าเคยพูดเรื่องนี้กับน้องณีแล้ว”
ดรุณีตัดสินใจถามอาทิจอย่างตรงไปตรงมา
“ค่ะ...แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับณีคือ ณีอยากจะรู้ว่าพี่อาทิจคิดว่าณีควรจะตอบเรื่องนี้กับคุณอายังไง”
อาทิจลำบากใจสุดๆ
“พี่คิดแทนน้องณีไม่ได้”
“ความสุขของพี่อาทิจคืออะไร”
“ความสุขของพี่คือการได้เห็นน้องณีมีความสุข”
ดรุณีถามเองเจ็บเอง
“กับพี่เวอย่างนั้นหรือคะ”
อาทิจตอบเองเจ็บเอง
“คุณเวมีทุกอย่างพร้อม เหมาะกับน้องณีทุกอย่าง”
ดรุณีปากคอสั่น เสียใจ
“รวมทั้งการมีบ้านในเมือง พี่อาทิจคงอยากจะให้ณีไปอยู่ที่นั่น เพราะพี่อาทิจมีใครที่นี่แล้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะน้องณี”
ดรุณีฝืนยิ้มทั้งที่เสียใจน้อยใจสุดๆ
“ณีเข้าใจค่ะ ถ้าพี่อาทิจอยากจะอยู่ที่นี่ตามลำพังกับยายตุ่น ณีไปอยู่กับน้าแก้วก็ได้ แต่ขอร้องล่ะค่ะ อย่าผลักไสณีไปอยู่ที่อื่นได้มั้ยคะ” ดรุณีทนไม่ไหวน้ำตาคลอ “อย่าใจดำกับณีขนาดนั้น”
ดรุณีรีบเดินออกมา อาทิจคว้ามือไว้ ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ดรุณีเองก็ไม่หันมามอง อาทิจอยากจะอธิบายความรู้สึกลึกๆในใจให้ดรุณีรับรู้เหลือเกิน แต่คำพูดที่หลุดออกมาก็มีเพียงแค่...
“พี่ไปส่งนะน้องณี ให้พี่ไปส่งนะ”
ดรุณีสะเทือนใจ หญิงสาวอยากได้ยินได้ฟังคำอธิบายจากปากเขามากกว่านี้ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ที่ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ก็เพราะอาทิจไม่คิดอะไรไปมากกว่า...มากกว่าคำว่าพี่กับน้องกับเธอ

ทั้งคู่เดินเหน้าเศร้าเคียงกันมาบนถนนนางพญาเสือโคร่ง ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดตัวเอง ไม่มีใครพูดอะไร จนมาถึงจักรยานของอาทิจที่จอดอยู่ อาทิจเดินมาหยิบเสื้อหนาวที่พาดไว้ที่รถ
“สวมเสื้อทับหน่อยนะ ขี่จักรยานต้านลมมันจะหนาว”
อาทิจคลุมเสื้อหนาวให้ดรุณี ชายหนุ่มเห็นไรผมที่ต้นคอ อยากจะหอมไรผมที่มีกลิ่นหอมเบาๆนั้นเหลือเกิน ดรุณีหันมามองเขาในระยะประชิด หญิงสาวเห็นสายตาชายหนุ่มซึ่งฉายแววห่วงหาอาทรมาให้ชั่วแวบเดียวแล้วทั้งคู่ก็หักห้ามใจ ต่างคนต่างขึ้นรถ
“ถ้าไม่รังเกียจก็ช่วยเกาะเอวพี่ไว้ ทางลงเขามันชัน”
ดรุณีเอื้อมมือไปเกาะเอวอาทิจไว้หลวมๆ อาทิจรู้สึกได้ถึงพลังแห่งความห่างเหินที่ดรุณีส่งมาให้

อาทิจถีบจักรยาน โดยมีดรุณีนั่งซ้อนท้าย ชายหนุ่มแอบเหลือบมองมาทางด้านหลัง อยากจะจอดรถ แล้วบอกดรุณีซะเดี๋ยวนี้เลยว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่ก็ทำไม่ได้ ดรุณีเองก็อยากจะตัดพ้อ อยากบอกอาทิจเหลือเกินว่าเธอน้อยใจเขาขนาดไหน แต่ก็ทำไม่ได้เช่นกัน ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่แสดงออกไม่ได้ ต่างคนต่างเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจ

ค่ำนั้น...ต๊อดลงนั่งที่แคร่ ท่าทางหนักอก
“คนนึงก็น่ารัก อีกคนก็สวย”
พันหน้าเครียดตามมาลงนั่งข้างๆต๊อด
“คนที่น่ารักก็แสนดี คนสวยก็มีเสน่ห์ แถมร้องเพลงเพราะอีกต่างหาก”
อึ่งตามมาลงนั่งข้างพัน
“นายทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ถ้ามีใครสักคนร้องเพลงกล่อมนายก่อนนอนทุกคืน นายคงหลับฝันดีมีความสุข”
ต๊อดตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินมาใกล้ๆอาทิจที่ยืนกอดอกพิงต้นไม้หน้าขรึม
“แต่มันจะสุขกว่ามั้ย ถ้าใครคนนั้นทำงานอยู่ข้างนายทั้งวัน อยู่กับนายแม้ในยามหลับและตื่น”
อาทิจยังยืนนิ่ง อึ่งกับพันทนไม่ไหวตามมายืนขนาบข้าง พันหันมาถาม
“นายรู้ใช่มั้ยว่าไอ้ต๊อดหมายถึงใคร”
อาทิจยังนิ่ง สยบความเคลื่อนไหวเหมือนเดิม อึ่งยิ้มแฉ่ง
“คุณณีไง”
“อย่าพูดในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ไม่อยากฟัง”
อาทิจเดินหนีออกไปทันที สามเกลอยืนเอ๋อ...กูพูดอะไรผิดวะเนี่ย นายเป็นอะไร

ดรุณีเอายางที่บิดผมสีสันสดใสบิดผมตุลยานีให้เป็นเกลียวน่ารัก ตุลยานีนึกถึงเหตุการณ์ที่นาข้าวแล้วได้แต่นั่งตาเชื่อม ลมหายใจเข้าออกยามนี้มีแต่ พี่อาทิจ
“เป็นอะไรยายตุ่น ถอนใจดังเฮือกเฮือก”
“ก็ถ้าไม่ถอนออกมาซะบ้าง ตุ่นก็คงสำลักความสุขจุกอกไปแล้ว”
ดรุณีชะงักกึกเล็กน้อย แต่ก็ฝืนพูดฝืนยิ้มกับเพื่อน
“จะแต่งกันเมื่อไหร่ก็บอกกันล่วงหน้าล่ะ จะได้มีเวลาตัดชุดสวยๆใส่เป็นเพื่อนเจ้าสาว”
“ถามจริงๆเถอะ ณีอยู่ใกล้ชิดพี่อาทิจตั้งหลายปี ไม่รู้สึกวาบหวามหวีดหวิวอะไรบ้างเหรอ”
“คิดอย่างนั้นได้ยังไง ณีกับพี่อาทิจเป็นพี่น้องกัน”
“ก็ไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆนี่ ณีเล่าให้ตุ่นฟังเองนี่นาว่าคุณย่าเอาณีมาเลี้ยง จริงๆแล้วณีไม่ได้เป็นญาติท่านด้วยซ้ำไป ตุ่นจำได้”
“ถึงไม่ใช่ญาติ แต่ณีกับพี่อาทิจก็นับถือกันเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้อง”
“จริงเหรอ”
ดรุณีพยักหน้า
“อื้อ”
“ไม่คิดอะไร”
“อื้อ”
“ไม่เสียดาย”
“อื้อ”
“ถ้างั้น ตุ่นจะมัดเขาละนา”
“เดี๋ยวจะหาเชือกให้ มัดให้แน่นๆล่ะ”
“คนนี้...ขอมัดเงื่อนตาย 12 ทบ ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด แบบนี้ไง”
ตุลยานีหันมากอดดรุณีแน่น
“โอ๊ย...จะกอดอะไรแน่นขนาดนี้ หายใจไม่ออก”
ดรุณีบิดตัวหนีออกมา
“ก็ซ้อมไว้มัดพี่อาทิจไง มามะ...มาให้กอดซะดีๆ”
“ไม่เอา ณีไม่ใช่พี่อาทิจนะ อยากกอดก็ไปกอดเจ้าตัวโน้นไป”
ตุลยานีไม่ฟังเสียงวิ่งไล่ดรุณีไปรอบห้อง ในขณะที่ดรุณีก็วิ่งหนีไปรอบห้องเช่นกัน

อาทิจเดินทอดอารมณ์เรื่อยเปื่อย มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเดินมาถึงบ้านย่าแดงแล้ว ชายหนุ่มมองขึ้นไปที่ห้องดรุณี อยากจะเข้าไปพูดกับหญิงสาวเรื่องเวทางค์ให้เข้าใจ รวมทั้งไม่อยากให้หญิงสาวเข้าใจผิดคิดว่าเขาต้องการผลักไสเธอไปพ้นๆบ้าน

ดรุณีนอนไม่หลับ หญิงสาวดึงมือตุลยานีที่นอนกอดเธอไว้หลวมๆออกจากตัว แล้วลุกนั่งบนเตียง...อาทิจไม่อยากมีเรื่องคาใจแต่อีกใจก็ไม่กล้า กลัวจะเป็นการรบกวน ชายหนุ่มจึงเดินวนเวียนอยู่นั่น...ดรุณีลุกจากเตียงเดินไปสูดอากาศที่หน้าต่าง อาทิจเงยหน้ามองที่หน้าต่างห้องดรุณีอีกครั้ง แต่จังหวะที่หญิงสาวเดินมายืนที่กรอบหน้าต่าง ดันเป็นจังหวะที่อาทิจละสายตาหันมาอีกทางพอดี คลาดการปะทะกันทางสายตาอย่างฉิวเฉียด ดรุณีเห็นอาทิจเดินไปมาอยู่ด้านล่าง ในที่สุดอาทิจก็ตัดใจเดินออกมาเพราะคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยพูดค่อยเคลียร์กันก็ได้ ดรุณีเปรยขึ้นอย่างน้อยใจ

“คงอยากจะเข้ามาหายายตุ่นล่ะสิ”
เพียงเสี้ยววินาที ดรุณีก็ต้องหันกลับไปมองเพื่อนที่เตียงอีกครั้ง เพราะเสียงละเมอร้องเพลงของเพื่อนสาว
“ฉันเป็นของของเธอ คู่แท้ที่หากันเจอ...ตุ่นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะคะ พี่อาทิจ”

ตุลยานีหลับตาพริ้มยิ้มหวานมีความสุข ในขณะที่ดรุณีหน้าเศร้า

ท้องฟ้าสดใสของเช้าวันใหม่ แปลงข้าวโพดขนาดใหญ่มีคนงานกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แก้วกับลุงเกร็งเด็ดข้าวโพดอยู่คนละแถว แก้วทำงานไปหงุดหงิดไป สักครู่ก็ทนไม่ไหวระเบิดอารมณ์ออกมา
“โอ๊ย...จะทำยังไงดี...ตาเกร็ง”
ลุงเกร็งแหวกข้าวโพดโผล่หน้ามาถาม
“เรื่องอะไรแม่แก้ว”
แก้วตกใจ
“ว้าย...ตาเถรหก โผล่พรวดออกมาได้ ก็เรื่องคุณณีกับคุณอาทิจน่ะสิ คุณย่าท่านอยากจะให้ตกล่องปล่องชิ้นกัน แต่ดูคุณณีสิ ทำท่าจะประเคนคุณอาทิจให้เพื่อนซะให้ได้”
“หรือว่าคุณหนูณีเธอจะชอบคุณเวเข้าให้แล้ว คุณเวเทียวไล้เทียวขื่อมาตั้ง 3-4 ปี ช่วงที่เรียนอยู่กรุงเทพน่ะ คุณหนูณีอาจใจอ่อนแล้วก็ได้”
“ถ้าจะใจอ่อนก็คงอ่อนไปก่อนหน้านั้นแล้ว กลัวว่าคุณอาทิจจะใจอ่อนกับคุณตุ่นก่อนน่ะสิ”
“สวยขนาดนั้นมันก็น่าอยู่นา”
“เอ๊ะ...ตาเกร็งนี่ยังไงนะ อุตส่าห์ให้ช่วยกันคิดว่าจะทำให้คุณอาทิจกับคุณณีลงเอยกันยังไงดี กลับมาเชียร์คนอื่นซะนี่”
“ก็ถ้าคุณหนูณีเธอไม่เปิดทางให้คุณอาทิจ แถมเชียร์เพื่อนออกนอกหน้าขนาดนี้ แล้วจะให้คุณอาทิจทำยังไง ในเมื่อคุณตุ่นก็ไม่ได้มีอะไรด้อยกว่าคุณหนูณีสักนิด มีเสน่ห์กว่าด้วยซ้ำไป ฉันเป็นคุณอาทิจ ฉันก็คงใจอ่อนเข้าสักวันเหมือนกัน”
แก้วถอนใจเฮือก ตกลงปัญหาอยู่ที่ใคร คุณอาทิจหรือคุณณี

ทิวต้นนางพญาเสือโคร่งเรียงรายตามทางสวยงาม ดรุณีและตุลยานี ถีบจักรยานมาตามถนนมีตะกร้าแขวนอยู่กำลังจะไปเก็บสตรอเบอรี่กัน
“เก็บสตรอเบอรี่เสร็จแล้ว ตุ่นอยากไปเที่ยวที่ไหนรึเปล่า”
“พี่อาทิจจะพาตุ่นไปเที่ยวน้ำตกน่ะ เออว่าจะถามณีตั้งแต่เมื่อวาน ณีจะแต่งงานเหรอ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”
ดรุณีเบรกจักรยานเอี๊ยด
“อะไรนะ ตุ่นไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน”
“ตุ่นได้ยินพี่อาทิจคุยกับคนงานว่าณีมีแฟน แล้วก็จะแต่งงานกันเร็วๆนี้ ทำไมล่ะเป็นความลับเหรอ”
ดรุณีฉุนจี๊ด แต่พยายามเก็บอารมณ์กับเพื่อน
“ไม่ใช่”
“ถ้าไม่ได้เป็นความลับก็บอกตุ่นมาซะดีๆว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
“ที่บอกว่าไม่ใช่ คือมันไม่เป็นความจริงต่างหากล่ะ”
“อ้าว...แล้วพี่อาทิจไปเอาข้อมูลมาจากไหน แถมยังบอกด้วยนะว่า ณีอาจจะย้าย จากที่นี่ไปอยู่กับแฟนในเมืองอีกต่างหาก”
คราวนี้ดรุณีโกรธจัดที่อาทิจคิดเองเออเองในเรื่องส่วนตัวของเธอ
“ตุ่น...ณีเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วนต้องจัดการ เดี๋ยวณีพาตุ่นกลับบ้านก่อนนะ พรุ่งนี้ เราค่อยไปเก็บสตรอเบอรี่กัน”
ตุลยานีงงๆ
“เหรอ พรุ่งนี้ก็ได้”
ดรุณียิ้มให้เพื่อนแล้วหันจักรยานกลับไปทางเดิม ก่อนจะถีบออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตุลยานีมองตามดรุณีงงๆ แต่ก็ถีบจักรยานตามออกมา

แก้ว ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันเก็บข้าวโพด ดรุณีถีบจักรยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง แล้วเบรกก่อนจะมองหาอาทิจ
“พี่อาทิจละคะน้าแก้ว”
ต๊อดเข้ามาบอก
“นายไม่อยู่ที่นี่ครับคุณณี เห็นว่าจะเข้าไปที่แปลงบ๊วยน่ะครับ”
“ขอบใจนะ”
ดรุณีปั่นจักรยานออกไปทันที และทันทีที่จักรยานพุ่งออกไป หมู่มวลด้านหลังก็พากันเห่ฮิ้วปี๊ดปิ้ว พันดีใจออกนอกหน้า
“ฮิ้ว...นานๆจะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีคุณตุ่นสักที”
อึ่งยิ้มกริ่ม
“คราวนี้ล่ะจะได้ ช็อกกะดุ๊บ กันบ้าง”
ต๊อดมองอึ่งงงๆ
“อะไรของเอ็งวะ ช็อกกะดุ๊บ”
“ก็แบบนี้ไง”
ลุงเกร็งเอามือโอบแก้วเนียนๆ แก้วตีมือดังเพี๊ยะ
“นี่แน่ะ...ช็อกกะดุ๊บ เดี๋ยวปั๊ดซัดให้ ชักกระแด่ว เลยนี่”
แก้วจะถองศอกใส่ ลุงเกร็งหลบวูบแล้วยิ้มแหยๆ อึ่งส่ายหนาขำๆ
“กระดูกผุขนาดนี้แล้วยังจะหยอกกันอีกเหรอ”
ต๊อดยิ้มๆ
“รอลุ้นวัยรุ่นมวลกระดูกแยะๆอย่างนายกับคุณณีดีกว่า ข้าว่าเดี๋ยวคงได้งุงิงุงิจนบ๊วยเค็มกลายเป็นบ๊วยหวาน...ชัวร์”
ทุกคนชะเง้อมองตามดรุณีไป ใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีหวัง

อาทิจนั่งถักแหวนจากหญ้าแห้งย้อมสีอยู่ที่ใต้ต้นบ๊วย ดรุณีถีบจักรยานพุ่งเข้าไปจอด หญิงสาวลงจากรถจ้ำไปหาเขาทันที
“ยายตุ่นบอกว่าพี่อาทิจพูดกับคนงานว่า ณีมีคู่หมั้นและกำลังจะแต่งงานกัน จริงหรือเปล่า”
อาทิจถอนใจ แล้วตอบสั้นๆ
“จริงครับ”
“พี่อาทิจพูดอย่างนี้ได้ยังไง”
อาทิจขมขื่นใจที่จะต้องพูด
“น้องณีโกรธพี่เรื่องอะไร ในเมื่อมันเป็นเรื่องจริงที่จะต้องเกิดขึ้นไม่ใช่เหรอ สักวันน้องณีก็ต้องแต่งงาน”
ดรุณีเสียงสั่น
“ถึงมันจะเป็นเรื่องจริง แต่พี่อาทิจก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนณี ไม่มีสิทธิ์ยกณีให้ใคร”
“พี่รู้ว่าพี่ไม่มีสิทธิ์ในตัวน้องณี พี่ก็แค่อยากจะทำหน้าที่ผู้ปกครองเท่าที่เวลายังพอเหลืออยู่เท่านั้น”
ดรุณีเน้นเสียงยะเยือก น้ำตาคลอ
“ผู้ปกครอง ไม่ใช่เจ้าชีวิต”
อาทิจเสียใจ
“ถ้าน้องณีเห็นว่าพี่ก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวมากเกินไป พี่ก็ต้องขอโทษ ต่อไปนี้พี่จะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของน้องณีอีก”
อาทิจเดินหนีออกไป ดรุณีเสียงเครือ
“พี่อาทิจอยากให้ณีแต่งงานกับพี่เวใช่มั้ย”
อาทิจชะงักตอบโดยไม่หันหน้ากลับไป เพราะกลัวดรุณีจะเห็นแววตาที่ปิดไม่มิดของตัวเอง
“น้องณีอยากให้พี่เป็นแฟนกับคุณตุ่นจริงๆรึเปล่า”
“ณีอยากเห็นพี่อาทิจมีความสุข ยายตุ่นทำให้พี่อาทิจมีความสุขได้แน่”
“คุณเวก็เป็นผู้ชายที่มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม พี่คิดว่าน้องณีจะมีความสุข ถ้าได้อยู่กับคุณเว”
ดรุณีน้ำตาหยด...ทั้งเสียใจทั้งน้อยใจประดังประเด
“ถ้าอย่างนั้น...” ดรุณีขบฟันข่มความเจ็บปวด “ณี...ตามใจพี่อาทิจ”
อาทิจกัดฟันตอบเช่นกัน
“เรื่องคุณตุ่น พี่ก็แล้วแต่น้องณี”
ดรุณีแข็งใจสรุปเสียงแข็ง
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนั้น”
ดรุณีกลับมาที่จักรยาน หญิงสาวเอามือเช็ดน้ำตาที่หยดลงมาอีกรอบ ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วถีบจักรยานออกไป อาทิจหันมาหาดรุณี ชายหนุ่มวิ่งตามออกมาอยากจะตะโกนเรียกหญิงสาว แต่ก็ต้องห้ามใจแล้วก้มมองแหวนดอกหญ้าที่อยู่ในมือ

ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน มองอาทิจด้วยท่าทางระริกระรี้ ต๊อดตะโกนลั่น
“มาแล้วเว้ย...มาแล้ว”
อาทิจเดินหน้านิ่งเข้ามา สามเกลอตามพันแข้งพันขาพันหน้าพันหลัง อึ่งถามอย่างยิ้มแย้ม
“เป็นยังไงบ้างนาย บ๊วยออกดอกสะพรึ่บสะพรั่บเลยใช่มั้ย”
พันแซว
“ปีนี้บ๊วยสวนคุณย่าท่าทางจะหวานกว่าทุกปี ว่ามั้ยวะ”
สามเกลอหัวเราะฮา ต๊อดมองๆ
“หือ...ทำขรึม เก็กยังไงก็ไม่เนียน อยากจะยิ้มก็ยิ้มออกมาเถอะน่า ไม่มีใครว่าอะไรหรอก ความสุขของนายก็คือความสุขของพวกเรา จริงมั้ยวะ”
สามคนพากันฮาอีกรอบ แล้วขากรรไกรทุกคนก็แทบค้าง เมื่ออาทิจพูดเสียงเข้มขึ้นมา
“ว่างมากรึไง มายืนพูดอะไรไร้สาระอยู่ได้ ไปทำงาน”
อาทิจเดินหน้าเครียดออกไป สามเกลอจ๋อย พันอึ้งงง
“รมณ์เสียเรื่องอะไรเนี่ย”
อึ่งเซ็งเลย
“เห็นพวกเราเป็นเมียน้อยรึไง เอะอะอะไรก็ใส่อารมณ์...ใส่อารมณ์”
อาทิจชะงัก หันกลับไปมองสามคน หน้านิ่ง ต๊อดแต๋วแตก
“รู้ว่าทำหน้านิ่งแบบนี้แล้วพวกเค้ากลัวก็ทำอยู่นั่นล่ะ ตัวเองงะ”
อาทิจเสียงเข้มมาก
“จะไปไม่ไป”
สามคน ตะเบ๊ะ ตบเท้าเป็นทหารแข็งขันขึ้นมาทันที
“ไปครับ!”
สามเกลอวิ่งตามอาทิจเข้าไปในสวนส้มที่กำลังออกผลเต็มที่

ดรุณีเดินกลับเข้าบ้านมา ด้วยความรู้สึกใจหายขมขื่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แก้วเดินออกมาจากครัว เห็นตุลยานีนั่งอ่านหนังสืออยู่แถวนั้นก็เลยแซวเรื่องอาทิจกับดรุณี ต่อหน้าตุลยานี
“เจอคุณอาทิจแล้วใช่มั้ยคะ คงคุยกันจุ๋งจิ๋งหนุงหนิงมาสิคะ หน้าตาสดชื่นเชียว”
“หนูไม่ใช่ยายตุ่นนี่คะ พี่อาทิจจะได้คุยจุ๋งจิ๋งหนุงหนิงด้วย เราคุยกันเรื่อง...” หญิงสาวนึกแล้วสะท้อนใจ “งาน เท่านั้น”
แก้วจ๋อย คิดว่าอาทิจกับดรุณีอยู่ด้วยกันสองคน แล้วจะรู้สึกอะไรดีๆต่อกันขึ้นมาบ้าง ตุลยานีเงยหน้าขึ้นถาม
“แล้วณีไม่ชวนพี่อาทิจกลับมาด้วยเหรอ”
ดรุณีส่ายหน้า
“เขาทำงานของเขาต่อ”
“แต่พี่อาทิจสัญญาว่าจะพาตุ่นไปเที่ยวน้ำตกนะหรือว่าลืม สงสัยทำงานจนเพลิน”
“ถ้างั้นณีพาไปหาพี่อาทิจก่อนเอามั้ย อาจจะลืมจริงๆก็ได้”
แก้วเห็นดีด้วย
“ดีค่ะ คุณณีจะได้ไปเล่นน้ำกับคุณอาทิจด้วยเลย เดี๋ยวน้าแก้วเตรียมของให้”
“จัดให้ยายตุ่นคนเดียวก็พอค่ะ ณีไปส่งยายตุ่นแล้วจะกลับมาทำกับข้าว อยากกินแกงหอง ต้องแสดงฝีมือสักหน่อย”
จิ๋วแจ๋วพาตะวันเดินเข้ามา ดรุณีเหลือบมองตุลยานีแล้วกลัวความแตก เลยรีบเข้าไปเล่นกับตะวัน แก้วสบโอกาสทอง
“นายตะวันมาหาคุณพ่อเหรอ คุณพ่อไม่อยู่ที่นี่ ไปกับพี่ณีสิ พี่ณีจะไปหาคุณพ่อพอดีเลย”
ดรุณีรู้เจตนาของแก้ว รีบตัดบท
“นายตะวันอยู่นี่แหละ ออกไปตอนนี้แดดร้อน”
จิ๋วแจ๋วเสริมแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“จริงด้วย เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“พี่ณีไปส่งพี่ตุ่นแป๊บเดียว เดี๋ยวกลับมาเล่นด้วยนะจ๊ะ ไป...ยายตุ่น”
ดรุณีรีบดึงมือตุลยานีเดินออกไป แก้วเขกหัวจิ๋วแจ๋วทันที
“อะไรอีกล่ะแม่”
“มาถูกที่ถูกเวลาแต่ขัดจังหวะแม่ได้ตลอด มันน่าเขกหัวนัก”
“น่าเขกอะไรล่ะ ก็เขกมาแล้ว แม่นะแม่”
แก้วเดินขัดใจออกไป จิ๋วแจ๋วคลำหัวปูดงงๆ ทำอะไรผิดเนี่ย
 

จบตอนที่ 13

อ่านต่อตอนที่ 14 พรุ่งนี้



มารยาริษยา ตอนที่ 13 อวสาน
มารยาริษยา ตอนที่ 13 อวสาน
อามขี่มอเตอร์ไซค์มาตามทาง ในสภาพคนอกหักหัวใจสลาย วินาทีที่คิดถึงเรื่องถูกดีนี่ปฏิเสธนั้น น้ำตาหนุ่มวัยคะนองก็ไหลรินออกมา ขณะเดียวกัน เพียงดาวเพิ่งขับรถออกมาพ้นบริเวณบ้านโอมเพียงนิดเดียว เสียงมือถือดังขึ้น เพียงดาวมองจอเห็นเป็นโอมโทร.มา แต่อารามรีบจะกดรับสาย จึงทำมือถือหลุดมือไปที่พื้น เพียงดาวโน้มตัวก้มลงเก็บ ครั้นพอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งวิ่งสวนมาตัดหน้า ไวเท่าความคิดเพียงดาวรีบหักรถจอดที่ข้างทาง แล้วก้าวลงรถรีบวิ่งเข้าไปหา พอเห็นว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ล้มทับตัวอามอยู่ก็ยิ่งตกใจ “น้องอาม!!!” เพียงดาวรีบช่วยยกมอเตอร์ไซค์ขึ้นอย่างทุลักทุเล แล้วยังสังเกตเห็นว่าอามร้องไห้ก็ยิ่งตกใจหนัก “น้องอามเป็นยังไงบ้าง?” “พี่ดาว ผมขอโทษนะครับ” อามเอ่ยขึ้น ใบหน้าหมองเศร้า เพียงดาวไม่เข้าใจ “ขอโทษพี่ทำไม เมื่อกี๊พี่มัวแต่ก้มเก็บมือถือจนเกือบชนน้องอาม พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ” “ผมรู้แล้วครับ ว่าเรื่องพี่ดีนี่...พี่ดาวพูดจริงทุกอย่าง” “น้องอามหมายความว่ายังไงคะ?”
กำลังโหลดความคิดเห็น...