xs
xsm
sm
md
lg

แก้วกลางดง ตอนที่ 24 (จบตอน)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แก้วกลางดง ตอนที่ 23

ทรงเผ่า เมียวดี และเชอรี่ วิ่งหนีมาถึงทางแยกแล้วเลี้ยวไปทางหนึ่ง สาทิศกับส่วย และลูกน้องวิ่งไล่ตามหลังมา สาทิศยกไม้ยกมือชี้ให้ ส่วยกับลูกน้องส่วนหนึ่ง วิ่งไปทางที่ทรงเผ่า กับ เมียวดี วิ่งไปส่วนเขากับลูกน้องอีกหมู่ วิ่งไปอีกทาง

ระหว่างวิ่งหนี เชอรี่สะดุดล้มลงไป
“โอ๊ย”
ทรงเผ่า กับเมียวดีหันมอง แล้ววิ่งมาหาอย่างเป็นห่วงเห็นเชอรี่มีแผลเลือดออกนิดหน่อย เมียวดีรีบถาม
“เชอรี่ เป็นไง”
“เป็นแผลนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก”
เชอรี่จะลุกขึ้นแล้วล้มลงไปอีก
“โอ๊ย”
ทรงเผ่าหน้าเครียด
“ท่าทางขาจะแพลงนะ”
“คุณเผ่ากับคุณเหมียว รีบไปเถอะ เดี๋ยวพวกมันตามมาทันจะยุ่ง”
“งั้นก็ไปสิ”
เมียวดีทำท่าจะฉุดขึ้น เชอรี่รีบห้าม
“ปล่อยฉันไว้ตรงนี้แหละ”
“พูดอะไรอย่างนั้น จะให้เราทิ้งเชอรี่ไปได้ยังไง”
“เชอรี่ไม่อยากเป็นภาระ คุณเหมียวกับนายรีบไปเถอะ”
เมียวดีจ้องหน้า
“เชอรี่เป็นเพื่อน เรานะ เพื่อนไม่มีวันทิ้งเพื่อน รู้ไว้”
เชอรี่อึ้งซึ้งใจ
“คุณเหมียว”
ทรงเผ่าเห็นด้วยกับเมียวดี
“เมียวดีพูดถูกแล้ว มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน”
เสียงพวกคนร้าย วิ่งสวบสาบมา เมียวดีเหลียวมองแล้วหันมาหาเชอรี่
“เราไม่ยอมให้ใครทำร้ายเชอรี่แน่ ไปกับเราเถอะ”
เมียวดี ยื่นมือไปหาเชอรี่มองมุ่งมั่น เชอรี่มองตื้นตัน แล้วเอื้อมมือออกไปจับมือเมียวดี
“ขอบคุณมากคุณเหมียว”
เชอรี่ มองสบตาเมียวดียิ้มด้วยมิตรภาพ ทรงเผ่าพลอยอมยิ้มไปด้วย

สาทิศถือปืนลุยป่าออกมาทางหนึ่ง ลูกน้องวิ่งเข้ามารายงาน
“ไม่เจอเลย นาย”
สาทิศเอาปืนตบหน้าลูกน้องกระเด็นล้มลงไป เลือดกลบปาก
“ยังมีหน้ามาพูดอีก” สาทิศหันไปสั่งลูกน้องที่เหลือ “ไป แยกย้ายกันไปหาต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล่า ก็ต้องเอาตัวมันมาให้ได้!”
ลูกน้องรีบแยกย้ายกันออกไป สาทิศมองตามออกไปอย่างเหี้ยมเกรียม

ทรงเผ่ากับเมียวดีช่วยกันประคองแขน เชอรี่คนละข้าง พาเดินกันไป ตามทาง ส่วยกับลูกน้อง โผล่จากป่าข้างทางออกมาดักขวางข้างหน้า
“จะหนีไปไหน”
เมียวดี ทรงเผ่า เชอรี่ตกใจ ส่วยยกปืนขึ้นมาทำท่าจะยิง เมียวดีไวเกินคาด หยิบก้อนหินขึ้นมาปาไปที่มือส่วยปืนร่วงกระเด็นหายเข้าไปทางพุ่มไม้
“โอ๊ย...” ส่วยสั่งลูกน้อง “ฆ่ามัน!”
ลูกน้องส่วยข้างหลังทำท่ากรูวิ่งเข้ามา เมียวดีหยิบก้อนหินอีกสองก้อน ขึ้นมาปาไปที่หัวลูกน้องทั้งสอง โดนเข้าอย่างจัง เลือดอาบล้มลงไปกอง ลูกน้องที่เหลือ กรูเข้ามาหา ทรงเผ่ารีบกระโดดออกไปขวาง สู้กับพวกลูกน้องช่วยเมียวดี ทั้งสองเตะต่อยกับพวกลูกน้องไม่ยั้ง ชุลมุนวุ่นวายไปหมด เชอรี่ที่เบี่ยงตัวหลบออกมาอยู่ที่มุมพุ่มไม้หนึ่ง มองสองคนอย่างเป็นห่วง
“คุณเผ่า...คุณเหมียว ระวังนะ”
ทรงเผ่ากับเมียวดี ช่วยกันสู้ จนลูกน้องทั้งหมดสลบเหมือด เชอรี่ตบมือดีใจ แล้วเหลือบมองไปเห็น ปืนส่วยที่ตกอยู่กับพื้น เชอรี่ตาลุกรีบพุ่งเข้ามา จะหยิบปืนแต่มือส่วยเข้ามากระชากผมเชอรี่ดึงกลับ ออกไป ตบคว่ำ เชอรี่ร้องกรี๊ด เมียวดีที่กำลังสู้อยู่อีกวง หันไปมองเห็นตกใจ
“เชอรี่!”
ส่วยหยิบปืนขึ้นมาแล้วเล็งไปที่เชอรี่
“ลงนรกเถอะมึง”
ทรงเผ่าพุ่งเข้าไปในจังหวะเดียวกับที่ ส่วยกำลังจะลั่นไก เขาปล้ำสู้แย่งปืนกับส่วย ทรงเผ่าตะโกนให้เชอรี่กับเมียวดีหนีไป
“เมียวดี เชอรี่ หนีไป”
“ไม่ เราไม่ทิ้งนาย”
ทรงเผ่าสั่งอย่างเด็ดขาด
“ไปซิ!”
เมียวดีจำต้องฉุดแขนเชอรี่พากันวิ่งหนีออกไป ทางหนึ่ง ทรงเผ่าปล้ำสู้กับส่วยอุตลุด จนส่วยล้มกลิ้งไปกับพื้น...ทรงเผ่าจับศีรษะส่วยโขกกับต้นไม้จนส่วยเลือดอาบหน้าทรุดลงไปกองกับพื้น ทรงเผ่ายื่นมือไปกระชากตัวขึ้นมาอีก ส่วยเบี่ยงตัว แล้วยกเท้าถีบข้อพับขา ทรงเผ่าทรุดลงไปกับพื้น ส่วยได้โอกาส หยิบมีดสั้นที่เหน็บเอวไว้ออกมา จะแทง ทรงเผ่าหันมามองส่วย ตกใจ ตระหนก ส่วยแทงมีดลงมา ทรงเผ่าพลิกตัวหลบได้ทันท่วงที

เมียวดีพาเชอรี่วิ่งหนีมาแขนเสื้อเมียวดีโดนกิ่งไม้เกี่ยว จนขาดแคว่ก เลือดไหลซึมออกมา เชอรี่หันมามองตกใจ
“ว้าย...ตายแล้ว”
เมียวดีเอามือแตะเลือดที่แขนขึ้นมาดู แล้วหน้าตาเป็นกังวล เป็นห่วงทรงเผ่า เชอรี่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
“คุณเหมียวทำแผลก่อนนะ”
“เราไม่เป็นไร”
เมียวดีเอานิ้วมือแตะน้ำลายตัวเองนิดหน่อย แล้วยกนิ้วชูขึ้นในอากาศ
“คุณเหมียวทำอะไร”
“ตามทิศทางลมแล้ว ทางออกน่าจะเป็นทางนี้” เมียวดีชี้ไปทางหนึ่ง “เชอรี่ วิ่งไปทางนี้นะ จะได้ออกจากป่า”
“คุณเหมียวพูดยังกับจะไม่ไปกับเชอรี่”
เมียวดีพยักหน้า
“ใช่...เชอรี่ต้องออกจากป่าไปหาตำรวจให้ได้นะ เราฝากด้วย”
เมียวดีตบไหล่เชอรี่ แล้วรีบวิ่งหันกลับหลังไปทางเดิม เชอรี่ร้องตามอย่างเป็นห่วง
“คุณเหมียว...คุณเหมียวจะไปไหน”

ทรงเผ่าพลิกตัวกลิ้งหลบส่วยที่ เอามีดตามแทงมาเรื่อยๆ จนกลิ้งไปติดต้นไม้ ส่วยกระหยิ่ม ยกมีดจะจ้วงแทง
“มึงตาย!”
ทันใดนั้น เสียงปืนดังปังๆ ขึ้นก้องป่า ส่วยชะงัก ไปพร้อมๆกับทรงเผ่าที่มองตามไป ตื่นตระหนก สาทิศถือปืน เดินออกมาจากแนวป่า พร้อมกับลูกน้องหลายคน
“ชีวิตไอ้ทรงเผ่า เป็นของฉัน...ฉันจะเป็นคนส่งมันลงนรกเอง”
ทรงเผ่าจ้องหน้าสาทิศ
“ไอ้พ่อค้ายาในคราบนักบุญ”
สาทิศหัวเราะชอบใจ
“ฉันถือว่าเป็นคำชมนะ ไอ้พระเอกหน้าโง่”
“ถึงแกฆ่าฉันตาย แกก็หนีความผิดไปไม่พ้นหรอก ไอ้ชั่ว”
สาทิศเอาปืนตบหน้าทรงเผ่ากระเด็น เลือดอาบปาก
“จะปากดีอีกไหม”
ทรงเผ่าถ่มเลือดใส่หน้า สาทิศเบือนหลบ โดนเฉียดๆ สาทิศมองทรงเผ่าด้วยสายตาอำมหิต แล้วยกเท้าถีบไม่ยั้งจนทรงเผ่า กระอักเลือดตัวงอ สาทิศยกปืนขึ้นมาเล็ง
“โลกนี้ไม่มีที่ว่าง สำหรับพระเอกห่วยแตกอย่างแกอีกแล้ว”
สาทิศลั่นไกจะยิง ทันใดนั้นเสียงช้างป่า ร้องคำรามเข้ามา ดังกระหึ่มสาทิศชะงัก ส่วย กับพวกลูกน้อง มองเลิกลั่ก หวาดกลัว
“นาย ช้างป่า”
“กลัวอะไรวะ”
เสียงเสือดังคำรามก้องขึ้นมาอีก สาทิศเริ่มเจื่อน รีบยกปืนกระชับ ส่วยตื่นกลัว
“มีทั้งเสือ ทั้งช้าง เผ่นเถอะ”
ส่วยกับลูกน้องรีบวิ่งหนี แล้วส่วยนึกได้หันกลับมาดึงสาทิศให้ไป
“รีบไปเถอะ นาย”
ที่พุ่มไม้ข้างๆ ทรงเผ่า เมียวดีลดมือลงก้าวออกมา ทรงเผ่าดีใจ
“เมียวดี!”
เมียวดีรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนทรงเผ่า
“ไปเร็วนาย เสียงช้างเสียงเสือที่เราเป่า คงหลอกมันได้ชั่วคราว”
เมียวดีประคองทรงเผ่าลุกขึ้น...สาทิศที่วิ่งหนีไป เกิดเหลียวหน้ามามอง เห็นเมียวดีกับทรงเผ่าวิ่งหนีออกไปทางหนึ่ง
“นังเมียวดี!”
ส่วยมองตาม
“นังเด็กตัวแสบ มันต้มพวกเรา”
สาทิศตวาด
“มัวพล่ามอะไรวะ ไปจับมันมาสิ...ไป!”

ส่วยกับพวกลูกน้องรีบวิ่งกรูตาม เมียวดีกับทรงเผ่าไป สาทิศมองตามไปอย่างแค้นใจ

ทรงเผ่ากับเมียวดีรีบวิ่งหนีไปตามทาง อย่างเร่งรีบ หน้าตาตื่นตระหนก...สาทิศก้าวเข้ามายืนที่เนินดิน เล็งปืนติดลำกล้องออกไป เขามองผ่านกล้องเห็น ทรงเผ่ากับเมียวดีวิ่งหนีเข้ามา ส่วยกับพวกตามหลัง

สาทิศยิ้มกระหยิ่ม ลั่นไกเปรี้ยง ทรงเผ่า กับ เมียวดี หลบทันฉิวเฉียด ดินกระจายเป็นสาย ทั้งสองเงยหน้ามองเห็นสาทิศ มองเข่นเขี้ยวอยู่บนเนินดิน
“ไอ้ชั่ว”
สาทิศยิงมาอีกทั้งสองรีบวิ่งหนี สาทิศไล่ตามยิงเปรี้ยงๆ ไปตามเนินดิน คู่ขนานกับทรงเผ่ากับเมียวดีที่วิ่งอยู่ข้างล่าง

ทรงเผ่ากับเมียวดีวิ่งขึ้นไปบนสะพานข้ามลำธาร ส่วยกับลูกน้อง วิ่งจากปลายสะพานอีกด้าน มาดักหน้า ทั้งสองชะงักตะลึง แต่พอหันมาอีกด้านจะวิ่งกลับคืนก็พบว่า สาทิศก้าวเข้ามาขวางหน้า ยิ้มกระหยิ่ม
“จะไปไหน”
เมียวดีกับทรงเผ่าขยับถอยหลัง ส่วยยกปืนขึ้นมาเล็ง
“ต่อให้มีปีก พวกแกก็หนีไม่พ้นแล้วล่ะ”
“ตายซะเถอะ”
สาทิศยกปืนขึ้นเล็ง ทรงเผ่ามองออกไป ตัดสินใจอะไรบางอย่างรีบฉวยมือเมียวดี ดึงให้วิ่งออกไป เมียวดีส่ายหน้า เพราะว่ายน้ำไม่เป็น
“นาย”
“ไป!”
ทั้งสองกระโดดข้ามราวสะพาน ลงน้ำไปพร้อมกันตูม...สาทิศกับส่วยตะลึง รีบวิ่งเข้ามา ยิงปืนลงไปในน้ำเปรี้ยงๆ ๆ แต่ไม่มีร่างทั้งสองคนปรากฏ หายลับไปกับสายน้ำ ส่วยยิ้มพอใจ
“มันไม่รอดแน่ นาย...ตายแน่!”
สาทิศหันมาต่อยหน้าส่วย แล้วสั่งขึ้น
“หาศพมันให้เจอ ไม่อย่างนั้นไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า”

เชอรี่วิ่งมาตามทาง แล้วมองเห็นถนนอยู่ข้างหน้าก็ดีใจ
“ถนน!”
เชอรี่รีบวิ่งออกไป อย่างไม่ทันดูตาม้าตาเรือรถกระบะแล่นเข้ามาด้วยความเร็ว เชอรี่หันไปมอง ระยะประชิดร้องกรี๊ดตกใจกลัวสุดขีด รถกระบะเบรกเอี๊ยดเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด เชอรี่ร่วงลงไปสลบ ด้วยความตกใจ

อัญชิสารีบกลับมาที่บ้านทรงเผ่า เข้าไปในห้องรีบเก็บเสื้อผ้า ยัดใส่กระเป๋าอย่างรีบเร่ง หยิบข้าวของมีค่าใส่กระเป๋าลนลาน เธอกำลังเตรียมหนีไปต่างประเทศ ทันใดนั้นเธอหันมาเห็นมือถือของทรงเผ่าที่ตัวเองแย่งมาก็ชะงักอย่างเจ็บปวด แล้วค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบมือถือทรงเผ่าขึ้นมาดู อัญชิสานึกถึงคำพูดของทรงเผ่า
‘ผมสะกดรอยตามรถคุณมาไง ผมถึงได้รู้ว่า คุณโกหก คุณหลอกผมหลอกทุกคน’
อัญชิสาน้ำตารื้นจะร้องไห้
“คุณเผ่า”
อัฐชิสาสะอื้น ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาอย่างเจ็บปวด ทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“หวานไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ หวานรักคุณได้ยินไหมคะ คุณเผ่า หวานรักคุณ...ฮือๆๆๆ”

ทรงเผ่ากับเมียวดีนอนสลบอยู่ใกล้ๆริมน้ำ เนื้อตัวเปียกปอน สักครู่ทรงเผ่าค่อยๆรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อน แล้วหันมาเห็นเมียวดี เขารีบวิ่งเข้าไปดูอย่างเป็นห่วง
“เมียวดี...”
ทรงเผ่าเขย่าตัวเรียก แต่เมียวดียังนอนนิ่งไม่ไหวนิ่ง เขายิ่งเป็นห่วงร้องเสียหลง
“เมียวดี ตื่นสิ เมียวดี เธออย่างทำแบบนี้นะ”
เมียวดียังนิ่ง
“เมียวดี อย่าตายนะ”
ทรงเผ่าก้มหน้าลงไป ซ่อนหน้าจะร้องไห้ เมียวดีที่หลับตาอยู่แอบอมยิ้ม ทรงเผ่าที่ก้มหน้าอยู่สายตาเหลือบมองไปที่ปลายเท้าของเธอแล้วเห็นว่า เธอยกเท้าข้างหนึ่งมาเกาขาอีกข้าง เขารู้ได้ทันทีว่า เมียวดีแกล้งตาย ทรงเผ่าทำเป็นสะอื้น แล้วหันกลับมาแกล้งอำ
“ฮือ ๆ เมียวดี ไม่...ฉันจะไม่ยอมให้เธอตายเด็ดขาด”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นไปจับแก้มหญิงสาวประคองไว้
“เมียวดี เธอไม่ต้องห่วงนะ ฉันเคยเรียนลูกเสือมา เขาบอกว่า คนจมน้ำ ต้องผายปอดด้วยวิธี เม้าส์ทูเม้าส์”
ทรงเผ่าก้มหน้าลงมาทำท่าจะจูบปาก เมียวดีร้องจ๊ากขึ้นมา แล้วผลักเขาออกไปเต็มแรง
“อย่านะ นายบ้า...”
ทรงเผ่าขำๆ
“เอ้า...ไม่แกล้งตายแล้วเหรอ”
เมียวดีค้อนเขินๆ แล้วทำเป็นจะต่อย
“ฮึย กวนประสาทนักนะ นายเนี่ย”
ทรงเผ่าหลบๆ แล้วคาดโทษ
“หยุดเลยนะ ยายตัวดี เธอต่างหากที่แกล้งฉัน เธอต้องได้รับการลงโทษ”
เมียวดีชะงัก เสียงอ่อยลง
“แหมล้อเล่นแค่นี้เอง”
“เรื่องเป็นเรื่องตายมาล้อเล่นได้ไง เกิดฉันหัวใจวายตายไป ใครจะรับผิดชอบ”
“ก็ได้ๆ จะทำโทษเราเลย เชิญ จะตีกี่ทีก็เอาให้สาแก่ใจนายเลย”
เมียวดียื่นมือออกไปให้ ตี
“หึหึ อย่ามาท้า...เจ็บแน่ๆ...”
ทรงเผ่าทำเป็นหักนิ้ว หมุนมือ แล้ว ยกมือขึ้นสูงเหมือนจะตีแรง เมียวดีมองกลืนน้ำลายเฮือก กลัวๆ เหมือนกัน ทรงเผ่าฟาดมือลงมาแรง แต่แล้วกลับกลายเป็นดึงเธอมากอดไว้กับอก เมียวดีอึ้งตาโตโดนเขากอดแน่น
“นี่คือวิธีทำโทษของฉัน”
“นาย!”
หญิงสาวยอมให้กอดแต่โดยดี รู้สึกดีเหมือนกัน
“รู้มั้ยฉันห่วงเธอแค่ไหน ห้ามตายนะถ้าฉันไม่อนุญาต”
ชายหนุ่มกอดหญิงสาวแน่นขึ้น จนสักพัก เขารู้สึกตัวปล่อยเธอ แล้วพูดออกมา เขินๆ กันทั้งสองคน
“เอ่อ...”
“คือ”
เงียบกันไป เมียวดี ตั้งสติได้ก่อนทำสบายๆตบไหล่
“แน่นอน ถ้าไม่ตาย ก็ไม่ทิ้งกันหรอก จริงมั้ย ฮะๆๆๆ”

ทรงเผ่าทำเป็นขำหัวเราะไปด้วย แต่จริงๆ เขินด้วยกันทั้งสองคน

แก้วกลางดง ตอนที่ 23 (ต่อ)

เย็นนั้น อัญชิสาขับรถไปในถนนเปลี่ยว พูดมือถือ ไปด้วย

“จัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย โอเค อีกสิบห้านาที ฉันก็จะถึงสนามบินแล้ว”
ทันใดนั้นรถตู้คันหนึ่ง ขับมาปาดหน้า อัญชิสาตกใจ เบรกรถ หัวแทบคะมำ
“ว้าย”
อัญชิสาเปิดประตูรถออกไปด่าอย่างลืมตัว
“นี่แก ขับรถภาษาบ้าอะไร”
พวกสมุนสาทิศเปิดประตูรถออกมา แล้วกรูมาล็อกจับตัว อัญชิสาร้องกรี๊ด ตกใจ
“ปล่อยฉันนะ แกมาจับฉันทำไม”

ค่ำนั้น...อัญชิสาโดนเหวี่ยงมาในกระท่อมล้มลงแทบเท้าสาทิศ เขากระชากผมเธอขึ้นมา จ้องหน้าเอาเรื่อง
“แกนึกว่าจะหนีไปได้ง่ายๆหรือ”
“เรื่องอะไรฉันต้องไปเข้าคุกกับไอ้เศษสวะอย่างแกด้วยล่ะ”
“แกนึกว่าแกสูงส่งนักหรือ นังไฮโซพันทาง”
สาทิศเดินเข้าไปเปิดลิ้นชัก หยิบทรัมไดรฟ์ อันหนึ่งออกมา ชูขึ้นให้ อัญชิสาดู
“รู้มั้ยว่าในนี้มีคลิปเด็ดๆเพียบเลย”
อัญชิสาหน้าตื่น
“ไอ้สาทิศ”
“ฉันอยากให้นักข่าวมันเห็นคลิปที่แกเมายา จริงๆ มันคงร้อนฉ่าไปทั่ววงการไฮโซ แน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
อัญชิสาโกรธมากพุ่งเข้าไปทุบตีสาทิศไม่ยั้ง พร้อมด่าไปด้วย
“แกอัดคลิปฉันเหรอ แกมันไม่ใช่คน ไอ้ชั่ว ไอ้เลว ไอ้นรก”
สาทิศตบเปรี้ยง สองฉาดซ้อน อัญชิสากระเด็นไปล้ม เลือดกลบปาก เขาจะเข้าไปตบอีก อัญชิสาหวาดกลัวยกมือไหว้
“อย่า...ฉันกลัวแล้ว อย่าทำฉัน”
สาทิศยั้งมือ
“ฮึ ต้องให้ใช้กำลังใช่มั้ยถึงจะพูดรู้เรื่อง”
“ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แกจะเอายังไงกับฉันอีก ฮ้า...แกยังต้องการอะไรอีก”
สาทิศคุกเข่าลงมาจ้องหน้ายิ้มอำมหิต
“เธอเป็นเมียฉันไม่ใช่เหรอ...เธอน่าจะรู้จักฉันดีนะ ว่าฉันไม่ชอบเป็นฝ่ายถูกทิ้ง” สาทิศยกมือขึ้นเชยคางอัญชิสาขึ้น “อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีกเพราะ ผู้หญิงประเภทเดียวที่จะเดินออกไปจากชีวิตฉันได้ก็คือ ต้องเป็นศพเท่านั้น”
สาทิศบีบคางอัญชิสาอย่างแรงยิ้มแสยะ อำมหิต อัญชิสาอึ้ง เครียด ยะเยือก กับการขู่จะฆ่าของเขา

เชอรี่นอนอยู่บนโซฟาที่บ้านหลังหนึ่ง ค่อยๆรู้สึกตัวมองไป เห็นชายคนหนึ่งก้มหน้ามองลงมา
“ตื่นแล้วเหรอ”
เชอรี่ตกใจร้องกรี๊ด
“อ๊าย...อย่าเข้ามา อย่าทำฉันเลย”
“ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครทำเราอะไรเราหรอก ฉันเป็นตำรวจสายสืบนะ”
ชายคนนั้นเปิดประเป๋าเงินเอาบัตรให้ดู เชอรี่ดีใจ
“ตำรวจเหรอ!”

ทรงเผ่าหากระป๋องนมเก่าๆมาผูกกับอวนเอาไว้แล้วขึ้นปักไว้กับกิ่งไม้ ห่างจากโขดหินนิดหน่อย เมียวดีนั่งดูอยู่ กอดเข่าด้วยความหนาว
“ปกตินั้นมันต้องเป็นหน้าที่เรานะนาย”
“ฉันก็เรียนรู้มาจากเธอตอนอยู่นั้นแหละ ฉันทำได้สบายมาก”
ทรงเผ่าถอดเสื้อให้เมียวดีคลุมไว้
“เราไม่เป็นไร”
ทรงเผ่าจับหน้าผาก
“ตัวร้อนขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก”
“เสียดาย แถวนี้ไม่ใช่ ป่าเหมือนบ้านเรา ต้นไม้ที่พอแก้ไข้ได้ ก็ไม่มี”
เมียวดียิ่งพูดยิ่งหนาว กอดตัวเองใหญ่ ทรงเผ่ามองอย่างห่วงใย
“หนาวเหรอ เดี๋ยวฉันก่อไฟให้นะ”
“อย่านาย ไฟจะนำพวกมันมา เราทนได้”
ทรงเผ่าเลยตัดสินใจกอดเธอไว้ เมียวดีตัวแข็ง
“เธอเคยบอกว่าเองนะ นอนเบียดกันทำให้อุ่น”
“นายจำได้”
“แน่นอนฉันยังจำได้อีกนะว่า” ทรงเผ่าแกล้งเหลือบมอง “ถ้าไม่ใส่เสื้อผ้าจะยิ่งอุ่นกว่านี้”
เมียวดีหน้าตื่น
“เฮ้ย...เราไม่ได้พูดแบบนั้นซักหน่อย”
ทรงเผ่าขำ
“ฮะๆๆแปลว่าเธอก็ยังมีสติ ไข้ไม่สูงถึงขึ้นเพ้อ”
เมียวดีค้อน
“เหอะ ไม่มีทางเสียล่ะ เราคือเมียวดีนะนาย”
ทรงเผ่ายิ้มมองไป บนทองฟ้า
“ดาวประจำตัวเธอขึ้นแล้วนะ เห็นมั้ย เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราจะต้องรอดแน่นอน พรุ่งนี้เราจะเลียบชายทะเลไปเรื่อย ๆ แล้วต้องเจอบ้านคน เราก็จะปลอดภัย...ตอนนี้ ตาจั่นกับอั๋นคงจะมองดูเราอยู่บนโน้น และต้องคุ้มครองเราสองคน...เธอว่ามั้ย”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ทรงเผ่าก้มลงดูในอ้อมกอดเห็นหญิงสาวหลับไปแล้ว ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างเอ็นดู ตั้งท่าจะจูบหน้าผากแล้วก็คิดได้เหลือบมองบนฟ้าอีกรอบ
“ขออนุญาตนะตาจั่น อั๋น”
ชายหนุ่มจูบหน้าผากหญิงสาวเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยเธอให้พิงกับหิน ดึงเสื้อให้กระชับมากขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป

สารวัตรคุยกับทนง บัวคลี่ วงศ์อยู่ในห้องรับแขก บัวคลี่ตกใจมาก เมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เธอจะเป็นลมวงศ์ประคองเอาไว้ ทนงหน้าเครียดกังวลใจ
“แล้วตอนนี้ เจ้าเผ่า กับเมียวดีปลอดภัยมั้ยครับ”
“เรายังไม่พบตัวเลยครับ ผมกำลังประสานงานกับตำรวจในท้องที่ นำกำลังเข้าจับกุมคนร้าย แล้วก็ช่วยเหลือคุณเผ่ากับเมียวดีอยู่”
รำพาแอบฟังอยู่อีกมุม รีบหลบมากดโทรศัพท์ใหญ่มือไม้สั่น
“ลูกหวาน หนูอยู่ไหน!”

อัญชิสาถือหูโทรศัพท์ค้างอยู่ ตกใจ
“ตำรวจ...ตำรวจรู้แล้ว กำลังมาที่นี่!”
อัญชิสาพล่านไม่รู้ทำไง สาทิศที่อยู่ช้างๆตวาดเสียงดัง
“เธอพูดเพ้อเจ้ออะไร อยากยาจะหลอนอีกแล้วเหรอ”
“ฉันพูดเรื่องจริง คุณแม่โทรมาบอก นังเชอรี่มันหนีไปได้ แล้วมันก็บอกตำรวจหมดแล้ว ฉันต้องแย่ๆ แน่ๆ ฮือ ๆ ฉันยังไม่อยากติดคุก ๆฮือ ๆ”
สาทิศตกใจทันใดนั้น เสียงรถหวอดังขึ้น อัญชิสาร้องกรี๊ดเอามืออุดหูด้วยความกลัว
“หยุดร้อง ฉันบอกให้หยุด”
อัญชิสายิ่งกรี๊ด เลยโดนสาทิศตบไปหนึ่งทีถึงเงียบได้ เปลี่ยนเป็นร้องไห้กระซิกๆ สาทิศตรงไปที่เซฟ รีบไข หยิบเงินใส่กระเป๋าใบใหญ่ ส่วยหน้าตื่นถือปืนเข้ามา
“นาย ตำรวจยกโขยงกันมาแล้ว ไม่รู้มันรู้ได้ไงว่ารังใหญ่เราอยู่ที่นี่”
สาทิศเอาหลังมือฟาดปากไปอีกที
“แกนั่นแหละปล่อยให้พวกมันหนีไป...ออกทางข้างหลัง ให้ไอ้พวกนั้นรับหน้าไปก่อน”
สาทิศกับส่วยรีบออกจากห้อง ไม่สนใจอัญชิสา
“แล้วฉันล่ะ”
“ก็แล้วแต่แก นาทีนี้ตัวใครตัวมัน”
“ไอ้บ้า...ฉันไปด้วย”
อัญชิสาผวาตามไป...ทั้งหมดออกมาด้านหลังตัวบ้าน ได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะ วิ่งหลบเข้าไปในป่า

เมียวดีนอนหลับอยู่ เท้าใครคนหนึ่งเดินสะดุดสายอวน กระป๋องสั่น เสียงดังกรุ๊งกริ๊ง...ทรงเผ่าเดินสำรวจบริเวณรอบๆอยู่เห็นไม้พายเรือหักปลายแหลมขนาดเหมาะมือหยิบขึ้นมา ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงกระป๋องก็ชะงัก
เมียวดีลุกขึ้น สาทิศเข้าถึงตัวผลักกระเด็นไปกับพื้น
“ให้คนตามหาตั้งนานบทจะเจอก็เจอกันง่าย ๆ”
เมียวดีมือกำทรายไว้ อัญชิสาเข้ามาถาม
“คุณเผ่าล่ะ คุณเผ่าอยู่ไหน”
“ยังจะถามหาผัวเก่าอีกเหรอ หุบปากเลย” สาทิศหันไปสั่งส่วย “จัดการยิงมันทิ้งให้
เสร็จๆไป”
อัญชิสาสั่งบ้าง
“แล้วก็โยนศพมันทิ้งทะเล ให้ฉลามกินด้วย”
เมียวดีถอยหนี ทำเป็นกลัวก้มหน้าหลบ
“อย่าๆฉันกลัวแล้ว”
ส่วยยิ่งสะใจ เมียวดีคว้าทรายเข้าตา ก่อนจะใช้ขาตัดเตะส่วยล้ม ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนี ส่วยยิงออกไปมั่วๆ ทั้งๆ ที่หลักไม่ดี แต่ก็โดนขาเมียวดี ล้มลง ส่วยลุกขึ้นได้ รีบเดินเข้าไปใกล้
“มึงตายแน่คราวนี้”
เมียวดีตัดสินใจหลับตายอมรับความตาย ส่วยลั่นไกเสียงปืนดังปัง เมียวดีสะดุ้งเลือดหยดลงบนหน้าผากเธอ เมียวดีมองเห็นท้องส่วย มีด้ามไม้พายที่หักแหลมปักทะลุและแน่นอน คนที่ล้มลง ต้องเป็นส่วย เมียวดีกลิ้งหลบ ทรงเผ่าอยู่ด้านหลังเป็นคนขว้างมา
“นาย!”
เมียวรีบลุกขึ้นแต่ไม่ไหว ทรงเผ่าวิ่งเข้ามากอด
“เมียวดี”
อัญชิสาเห็นแล้วทนไม่ได้
“อ๊าย...เลิกกอดกันได้แล้ว ทุเรศที่สุด”
สาทิศตวาด
“จะแหกปากทำไม เดี๋ยวตำรวจก็ได้แห่มากันมาหรอก”
ทรงเผ่ากับเมียวดีได้ยินคำว่าตำรวจมองหน้ากัน อัญชิสาหันไปเถียง
“ฉันจะร้องใครจะ ทำไม อ๊าย ๆ ๆ คุณเห็นมันดีกว่าหวาน หวานถึงเป็นแบบนี้ อ๊าย”
อัญชิสาเข้าไปทุบ ทรงเผ่ากอดเมียวดีไว้ไม่ให้ทุบ อัญชิสายิ่งโมโห ก่อนจะผลักทรงเผ่าอย่างแรงจนหลุดจากเมียวดีแล้วกระทืบขาเมียวดีที่โดนยิง
“โอ๊ย”
ทรงเผ่าจะเข้าช่วย
“อย่า”

สาทิศเอาปืนที่ตกอยู่ มาจี้เอวทรงเผ่าทันที

 
อ่านต่อพรุ่งนี้

อัญชิสาจิกหัวเมียวดีลากมาที่ชายทะเล ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แล้วกดหัวลงไปในน้ำ เมียวสำลักน้ำ สาทิสหงุดหงิด

“อีบ้าเอ๊ย เสียเวลาชะมัด นี่ถ้าเธอไม่ไป ฉันไม่รอแล้วนะ”
ทรงเผ่าฉวยจังหวะที่สาทิศหงุดหงิดปัดปืน ตก สองคนเข้าสู้กันด้วยมือเปล่า แย่งปืนกัน
ส่วนสาวๆ สู้กันอยู่ในน้ำ เมียวดีกัดฟันสู้ความเจ็บปวดของบาดแผล ผลักอัญชิสาไป สู้กลับบ้าง
สาทิศได้ปืนพอดี ตำรวจคนหนึ่ง ตามมาทัน ยิงปืนขึ้นฟ้า
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ทิ้งปืน แล้วก็มอบตัวเสีย”
ทั้งหมดชะงัก ยกมือขึ้น ตำรวจเล็งปืนใส่สาทิศ
“เดินมา ช้าๆ”
อัญชิสาตกใจ ค่อยๆเดินมาจากทะเล
“อย่ายิงนะ ฉันไม่รู้เรื่อง ไอ้นั้นค่ะ” อัญชิสาชี้ไปที่สาทิศ “มันเป็นหัวหน้าใหญ่ ทั้งผลิต แล้วก็ส่งยาด้วย จับมันไปเลย”
สาทิศอาศัยจังหวะ อัญชิสาเดินมาใกล้ รีบค้าปืนแล้วกระชากตัวอัญชิสามาจับไว้
“อย่าเข้ามาไม่งั้นอีนี่ตาย”
“ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ”
“ปล่อยให้โง่ซิ เอาซิ ยิงเลย ถ้าไม่กลัวจะโดนนังนี่”
“แกไอ้คนเลว เอาฉันบังกระสุนให้แกเหรอ”
สาทิศหันมาตะคอกตำรวจ
“วางปืนลงซิ ไม่งั้นฉันระเบิดหัวนังนี่แน่ ฉันจะนับแค่ 1 2 3”
อัญชิสาหน้าตื่นกลัว
“ไม่นะ...วางปืนลงซิ เร็วซิ”
สาทิศยิ้มอย่างเป็นต่อ ตำรวจค่อยๆวางปืน
“ฮะๆๆๆ คนอย่างสาทิศไม่จนมุมง่ายๆหรอก”
สาธิศผลักอัญชิสา แล้วยิงใส่ ตำรวจม้วนตัวหลบ เมียวดีที่สะบักสะบอมอยู่ในริมชายหาด มองตาทรงเผ่าอย่างรู้กัน แอบพยักหน้าให้เตรียมพร้อม เมียวดีแข็งใจหยิบก้อนหินที่อยู่ริมหาดได้ ซัดไปเต็มๆที่สาทิศ โดนเข้าที่หัว เลือดออกทันที และทำให้สาทิศหยุดชะงักเซไป ในขณะที่ทรงเผ่าก็กระโดดเข้าตะครุบตัว ล็อคไว้ ก่อนตำรวจจะเข้ามาจับไว้ใส่กุญแจมือ
ทรงเผ่าเดินมาหาเมียวดี
“แม่นมากเมียวดี”
“มันแน่อยู่แล้วนาย เมียวดีเสียอย่าง”
หญิงสาวยิ้มให้ก่อนจะค่อยฟุบลงไป ทรงเผ่าเข้าประคองอย่างตกใจ

วันใหม่...เชอรี่น้ำตาไหลสะอึกสะอื้น ในขณะที่วงศ์ทำกับข้าวอยู่ หันไปมอง
“ทำกับข้าวไป ร้องไห้ไป คนกินจะมีความสุขได้ยังไงเชอรี่”
“ก็มัน ฮือๆๆ”
“อ้าว...ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ”
“ก็มัน...มัน แสบตานี่ค่ะคุณแม่บ้าน” เชอรี่ซอยหัวหัวไปปาดน้ำตาไป “อีกอย่าง เชอรี่อดคิดถึงพี่ฟ้าลั่นไม่ได้ พี่ฟ้าลั่นชอบกินหอมซอยฝีมือเชอรี่มาก ฮือ ๆๆๆๆ”
“มาโอดครวญตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ก็ใครล่ะ ที่ทำให้ฟ้าลั่นมันอกหักหนีไป”
“คุณแม่บ้าน ซ้ำเติมเชอรี่ ไม่เห็นใจความรักของเชอรี่เลย”
“เออ ฉันจะยิ่งกว่าซ้ำเติมอีก ถ้าเธอยังซอยหอมไม่เสร็จ”
เชอรี่เงียบกริบ ส่งหอมให้ บัวคลี่เข้ามา
“ข้าวต้มกุ้งเสร็จหรือยังจ๊ะ”
“เหลือแต่ทอดหอมเจียวโรยเท่านั้นค่ะ คนป่วยหิวแล้วเหรอคะ”
“คนป่วยนะไม่เท่าไหร่หรอก แต่คนเฝ้านี่ซิ เป๊ะ อาหารต้องไม่ซ้ำกันเสิร์ฟตรงเวลา มีคุณค่าต่อร่างกาย ยิ่งกว่าตอนพยาบาลมืออาชีพอีกนะ”
วงศ์ยิ้มๆ แบบรู้อยู่
“ก็คงเป็นเฉพาะคนไข้คนนี้ละมั่งค่ะ”
บัวคลี่ยังไม่รู้เรื่อง
“เอ๊ะ...แม่วงศ์พูดแปลกๆ”
“อ๋อ...ดิฉันหมายถึง คุณเหมียวเธอร่วมผจญเหตุการณ์กันมา คุณเผ่าก็ห่วงมากหน่อยเป็นธรรมดานะคะ”
เชอรี่สอดขึ้น
“แต่แหมนี่ถ้าไม่ได้เชอรี่บอกตำรวจ ก็คงไม่จบแบบนี้ ไม่เห็นคุณเผ่าจะห่วงเชอรี่เลยบ้างนะคะ ดูซิค่ะ รอยหนามเกี่ยวยังอยู่เลย”
วงศ์หมั่นไส้
“จ๊ะ แม่เชอรี่ งั้นเดี๋ยวฉันเอาน้ำเกลือทาให้เอง ทายังไม่หายดีมั้ย พูดมากนักนะเรา”
เชอรี่เลยเงียบ คนใช้อีกคนเข้ามา
“คุณบัวคลี่ค่ะ คุณท่านให้มาเชิญคุณเผ่ากับคุณเหมียวไปพบค่ะ”
“งั้นก็ไปเชิญซิ มาบอกฉันทำไม”
“หนูไปดูที่ห้องคุณเหมียวแล้ว แต่ไม่เจอค่ะ”
บัวคลี่เลิ่กลั่ก
“อ้าว!”

ทรงเผ่าอยู่ที่ใต้ต้นไม้กำลังโวยวายอยู่ เมียวดีนั่งแกว่งขาสบายใจ อยู่บนต้นไม้
“เฮ้ย...นี่ขึ้นไปได้ยังไง ขาก็ยังเจ็บอยู่เลยนะ”
“กระสุนแค่ถาก เราหนังหนา ยิงไม่เข้าหรอกนาย”
“งั้นเหรอ แล้วใครเป็นลมหน้าซีดพับให้ฉันอุ้ม”
เมียวดีพูดกวนๆ
“ใครเหรอนาย เราไม่เห็นรู้”
“นี่...จะลงมาเสียดีๆ หรือให้ฉันอุ้ม”
เมียวดีลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ ทรงเผ่าเลยตัดสินใจปีนขึ้นไป
“เฮ้ย...นาย ขึ้นมาทำไม คราวที่แล้วกิ่งไม้หักจำไม่ได้เหรอ”
“ก็เธอไม่ลงไป ฉันเลยขึ้นมาตามนะซิ ฉันจะอุ้มเธอลงไปจริงๆนะ”
ทรงเผ่าขยับมาใกล้ๆ
“ชู่ว์”
เธอจุ๊ปากให้เขาเงียบ เงียบกันไปพักใหญ่ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ เมียวดีกระซิบ
“ได้ยินมั้ยนาย นกมันคุยกัน”
“เธอขึ้นมาฟังนกคุย ฟังรู้เรื่องเหรอ หรือว่าฟังภาษานกออก”
“ออกซิ เวลาเข้าป่า เราก็ต้องหัดฟังเสียงทุกอย่างนั้นแหละ ถึงจะรู้จักป่า”
“แล้ว เสียงหัวใจตัวเองล่ะ เคยฟังบ้างหรือเปล่า”
เมียวดีหันหน้ามา เจอหน้าเขาอยู่ใกล้ๆ มากก็ชะงักไป
“หัวใจเรา เรารู้จักมันดี ไม่ต้องฟังหรอก”
“งั้นเหรอ แต่ฉันเพิ่งรู้...”
ทรงเผ่าพูดค้างแค่นั้น ประสานตากับหญิงสาวอย่างเข้าใจความรู้สึกกันได้ไม่อยาก เพราะต่างคนต่างก็รู้ดีอยู่ ชายหนุ่มค่อยๆโน้มหน้าลงไปใกล้อย่างลืมตัว หญิงสาวเองก็โน้มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ หลับตา ทันใดนั้นเสียงเชอรี่ก็ดังขึ้น
“คุณเผ่า...คุณเหมียว”
ทั้งสองชะงักลืมตา รีบผละออกจากกัน หันไปมองข้างล่างเห็นเชอรี่อยู่ใต้ต้นไม้
“อยู่นี่เอง!”

ในห้องรับแขก รำพาสะอึกสะอื้นยกมือไหว้ทนงกับบัวคลี่ บัวคลี่ไม่เข้าใจ
“อะไรกันคะ”
“ดิฉันมากราบขอร้องคุณพี่ทั้งสอง เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ดีของเราตั้งแต่เก่าก่อน ช่วยลูกหวานของดิฉันด้วยนะคะ”
เชอรี่แทรกขึ้น
“อ๋อ...ที่คุณหวานตบหนูไม่ยั้งตอนนั้น ก็เพราะความสัมพันธ์ที่ดีด้วยหรือเปล่า”
บัวคลี่หันมาถลึงตาห้าม เชอรี่ฟึดฟัดขัดใจ รำพาพร่ำรำพันต่อ
“โธ่ เชอรี่ จ๋า อย่าประมาณลูกหวานอย่างนั้นเลย ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติหนูหวานไม่ใช่คนร้าวร้าวแบบนั้น แต่นี่ที่ต้องทำก็เพราะโดนพวกคนเลวมันบังคับ”
เชอรี่เถียง
“ตอนบีบคอ คุณเหมียว หนูก็ไม่เห็นมีใครถือมีดถือปืนจี้ให้คุณหวานทำเลยนะคะ”
รำพาโมโหแต่ต้องเล่นบทโศกบีบน้ำตาต่อ
“ฮือๆ ถ้าเธอพูดแบบนั้น ก็ขอให้มาต่อว่าฉันดีกว่า เพราะที่ลูกหวานต้องลงไปเกลือกกลั้วกับพวกเศษมนุษย์ก็เพราะฉันเอง” รำพาหันไปหาทนงกับบัวคลี่ “เป็นความผิดของดิฉันเองค่ะ ขอยอมรับอย่างไม่อายว่าดิฉันเป็นหนี้ หนูหวานจึงต้องหาเงินมาใช้หนี้ให้แม่ พวกมันขู่จะทำร้ายดิฉันถ้าเราไม่หาเงินไปให้”
บัวคลี่สงสัย
“หนี้อะไรเหรอค่ะ”
“ดิฉันเอ่อ พลาดโดนพวกมิจฉาชีพหลอกนะคะ...เพราะความรักแม่ อยากช่วยแม่แท้ๆ ลูกหวานถึงได้ไปพัวพันกับเรื่องนี้ โถ...ลูกหวานของแม่ ดิฉันขอร้องล่ะค่ะ ช่วยลูกหวานด้วย”
ทนงถอนใจ
“เราไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดมันก็หนักหนาอยู่ เราคงไม่สามารถช่วยได้เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมืองนะครับ”
รำพาพยายามอ้อนวอน
“อย่าปฏิเสธแบบนี้เลยนะคะ คุณเผ่า หนูเหมียว น้าขอร้องละ เห็นแค่หัวอกคนเป็นแม่ด้วยเถอะ ถ้าลูกต้องติดคุกเพราะน้า น้าคงหัวใจสลาย จะให้น้ากราบก็ยอม”
รำพาก้มลงทรุดตัวจะกราบ แต่ทรงเผ่าจับไว้
“อย่าทำแบบนี้เลยครับ คุณน้า”
ทรงเผ่าถอนหายใจอย่างหนักใจ มองหน้าเมียวดีเหมือนปรึกษา เมียวดีพูดขึ้น
“ถ้าใช้ข้ออ้างในการทำผิด มันก็อ้างกันได้ทั้งหมด เราถึงต้องคิดก่อนทำ แต่เมื่อทำไปแล้วคนทำผิดก็ต้องรับโทษสิ”

รำพาร้องไห้โฮทันที
ติดตามตอนต่อไป พรุ่งนี้

แก้วกลางดง ตอนที่ 24

วันต่อมา...รำพายืนอยู่อยู่ด้านหน้าห้องขังอย่างร้อนใจ ครู่หนึ่งตำรวจเปิดประตูให้ อัญชิสาเดินออกมา

“คุณแม่”
“ลูกหวาน”
อัญชิสาโผล่เข้ากอดแม่
“หนูคิดว่าคุณแม่จะทิ้งหนูเสียแล้ว”
“แม่ต้องช่วยหนูแน่นอน...พ้นเคราะห์พ้นโศกเสียทีนะ”
“ทำไมถึงช้านักละคะ ตำรวจกักตัวหนู ซักหนูตลอดจนหนูจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
“มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะลูก แม่ต้องไปบากหน้าไปขอร้องใคร ต่อใครเยอะแยะ กว่าจะเอาหนูออกมาได้ นี่ก็เร็วที่สุดแล้ว”
อัญชิสามองไป
“แล้วคุณเผ่าล่ะคะ ไม่มาด้วยเหรอ”
รำพาอึกอัก
“เอ่อ...คุณเผ่าเขาวิ่งเต้นให้หนูอยู่ ก็เลยมาไม่ได้”
“เขายอมช่วยหนู แปลว่าเขาไม่ได้เกลียดหนูใช่มั้ยค่ะ เขาต้องเข้าใจว่าหนูเป็นแบบนี้เพราะอะไร ทุกคนในสังคมต้องเข้าใจ หนูโดนบังคับ คุณแม่ก็รู้ใช่มั้ยค่ะ”
“แน่นอนจ๊ะ ไม่งั้นลูกหวานของแม่คงไม่ได้ออกมา ไปเถอะ เรากลับกันดีกว่า”
รำพาพยักหน้าเออออให้ลูกสาวสบายใจ อัญชิสาเองรู้อยู่ว่าไม่ใช่แบบนั้น

ในห้องแถลงข่าว...สาทิศนั่งอยู่ในห้อง ข้างๆมีสารวัตรและ ตำรวจนั่งอยู่ ข้างหน้าเป็นยาไอซ์ หลายกิโลวางอยู่ กับเงินที่แผ่ไว้ สารวัตรกล่าวแถลงข่าว
“ผู้ต้องหาอุกอาจมาก นอกจากจะมีการผลิตยา ขายยากันเป็นขบวนการใหญ่แล้ว ยังถึงขนาดลงมือฆ่านายตำรวจทีมสืบสวน ของเราคนหนึ่ง แล้วอำพรางคดี แต่ความจริงเราก็รู้ระแคะระคายมาตั้งแต่ตอนนั้น ค่อยๆตามสืบเรื่อยมาก จนสามารถจับตัวได้ ถึงผู้บงการใหญ่”
นักข่าวถ่ายรูปสาทิศกันพรึบพรับ ก่อนจะถามสาทิศ
“แล้วที่ว่ามีสาวสังคมไฮโซ รวมมืออยู่ในแก็งค์ด้วย จริงหรือเปล่าค่ะ”
สาทิศตอบกวนๆ
“คุณรู้มาแค่ไหนล่ะ มันก็อย่างนั้นแหละ”
นักข่าวถามต่อ
“แต่เท่าที่รู้มา คุณเป็นคนบังคับให้เขาเสพยาจนติด”
“คนเราโตๆกันแล้ว ผมคงจับมือใครให้เอายาใส่ปากไม่ได้ ฮึ...คนติดยา
พูดแบบนี้ทุกคน แต่ความจริง เขาติด ก็เพราะตัวเขาเองนั้นแหละ”
นักข่าวฮือฮา สารวัตรรีบขัด
“เอาล่ะครับ คงตอบได้เพียงเท่านี้ เพื่อไม่ให้เสียรูปคดี ขอบคุณทุกคนที่มาครับ”
ตำรวจพาตัวสาทิศเดินออกมาที่หน้าห้อง สาทิศเหลือบไปเห็นอัญชิสากับรำพาเดินผ่านมาพอดี สาทิศรีบสลัดตำรวจ วิ่งเข้าไปบีบคอ อัญชิสาร้องลั่น
“อ๊าย”
“นังตอแหล ทิ้งผัวออกมาเดินหน้าระรื่น โยนความผิดให้ฉันคนเดียวแกก็ไม่รอดหรอก ต้องติดคุกเหมือนฉัน”
“ปล่อยลูกฉันนะ ไอ้สวะสังคม ไอ้คนเลว”
รำพาเข้าไปตีๆๆ ตำรวจตามมาดึงตัวสาทิศไป แต่แม้เขาจะโดนลากออกไปก็ยังด่าไม่หยุด
“นังไฮโซ จอมปลอม ทั้งคู่นั้นแหละ เอาเงินฉันคืนมา ค่อยดูฉันจะแฉแกทั้งสองคนแม่ลูก”
อัญชิสาตกใจรีบปฏิเสธ
“ไม่จริงๆนะคะ อย่าไปเชื่อ”
นักข่าวถ่ายรูปอัญชิสากับรำพากันใหญ่ อัญชิสารีบหลบเลี่ยงกล้อง

บัวคลี่ดูภาพอัญชิสาที่หลบนักข่าวจากโทรทัศน์ ก่อนจะกดรีโมทปิด พลางส่ายหน้า
“สงสารหนูหวานจังเลยนะคะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแบบนี้”
ทนงถอนใจ
“เข้าไปวงจรนี้แล้ว มันมีแต่เสียกับเสีย ทั้งเงินทอง สุขภาพ ชื่อเสียง เขาถึงห้ามไม่ให้ยุ่งไงล่ะคุณ”
ทรงเผ่าเดินเข้ามา
“สารวัตร โทรมาบอกว่าคุณหวานได้รับกันตัวเป็นพยานแล้ว”
ทรงเผ่าเหลือบมองเมียวดีที่นั่งเงียบอยู่ แต่เมียวดีเฉยทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทนงหันไปถามทรงเผ่า
“แล้วก็เรื่องการตายของอั๋นล่ะ”
“คุณหวานก็ยืนยัน ว่าเป็นฝีมือของสาทิศครับ”
ทนงโล่งใจ
“เจ้าเหมียวของเราได้จะบริสุทธิ์ พ้นข้อกล่าวหาเสียที”
“เราไม่ได้ทำ ยังไงก็ไม่ผิดพ่อนาย” เมียวดียืนยัน
ทนงมองขำๆ
“แหม เสียงดังเชียวนะเจ้าเหมียว”
ทนงกับบัวคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดู ทรงเผ่าแกล้งถาม
“แล้วไหนเธอว่าคนผิดต้องได้รับโทษไง สารวัตรบอกฉันว่าเธอโทรไปคุยด้วย”
“เราแค่บอกว่าคุณหวานดูไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ก็เท่านั้น ทุกอย่างอยู่ที่สารวัตรจะตัดสินใจอยู่ดี อีกอย่าง...โทษมันไม่ได้มีแค่เข้าคุกหรอกนะนาย”
เมียวดีบอกอย่างรู้สึกเป็นห่วงอัญชิสาไม่น้อย

อัญชิสากลับมาอยู่ที่บ้านกับแม่ เธอเริ่มเสี้ยนยา เกาแขนตัวเอง เหงื่อออกท่วมตัว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอมองแต่ไม่รับแล้วตะโกนเรียกคนใช้
“อยู่ไหนกันหมด มารับโทรศัพท์ซิ”
คนใช้เพิ่งวิ่งมา แต่โทรศัพท์เงียบไปเสียก่อน ก่อนที่มือถืออัญชิสาที่วางอยู่จะดัง รำพาเข้ามา
“อะไรกันทำไมไม่รับโทรศัพท์”
คนใช้รีบบอก
“วันนี้มีนักข่าวโทรมาหาคุณหวานตลอดค่ะ แต่คุณหวานให้หนูรับแทน”
“ก็บอกแล้วไง ว่าฉันไม่ให้สัมภาษณ์ใครทั้งนั้น”
รำพาอึ้งไป ก่อนจะหยิบมารับเอง
“ขอโทษนะคะ...ลูกหวานไม่สบายค่ะ ยังให้สัมภาษณ์ไม่ได้”
รำพาวางหูไปแล้วก็รีบปิดเครื่อง ก่อนจะชี้ไปที่โทรศัพท์บ้าน
“แกก็ดึงปลั๊กออกเสียด้วย จะได้หมดเรื่อง”
“ได้ค่ะ”
คนใช้เดินผ่านอัญชิสา
“นี่แกด่าฉันเหรอ”
“เปล่านะคะ คุณหวาน”
“ไม่จริง แกหัวเราะเยาะฉัน ก็ฉันได้ยิน คุณแม่เห็นมั้ยค่ะ ว่ามันหัวเราะเยาะหนู ไล่มันออกไปเลยค่ะคุณแม่ ไล่มันออกไป”
รำพาอึ้ง รู้ว่าลูกสาวประสาทหลอน อัญชิสาจิกหัวคนใช้
“โอ๊ย...คุณหวานหนูเจ็บนะคะ”
รำพารีบเข้าไปห้ามทำสัญญาณให้คนใช้ออกไป
“หวาน...ฟังแม่นะ ไม่มีใครว่าลูกหรอกนะ”
“แต่หนูได้ยิน ได้ยินเสียงซุบซิบนินทา หัวเราะเยาะหนู คุณแม่ หวานทรมานเหลือเกิน หนูไม่ไหวแล้ว”
อัญชิสาจะวิ่งออกไป รำพาจับไว้
“อย่าไปลูก”
“หนูต้องไป หนูอยากได้ยา”
รำพาสงสารลูกใจจะขาด ทำได้แค่กอดเอาไว้แน่น
“โธ่ หวาน หนูต้องใจแข็งนะ หนูจำได้มั้ย ตอนสารวัตรรับปากจะกั้นหนูมาเป็นพยาน หนูรับปาก ว่าจะไปบำบัด เลิกยานรกนี้ให้ได้ หนูต้องทำจริง ๆ แล้วนะลูกหวาน ถ้าหนูอยากกลับเข้าไปในสังคมใหม่ เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ฮือๆ”
รำพาร้องไห้ กอดลูกสาวไว้แน่น

วันใหม่...ทรงเผ่า บัวคลี่ ทนง รองอธิบดี และแม่อั๋น พากันมาที่เก็บกระดูกของอั๋น ทรงเผ่าจุดธูปปักเป็นคนสุดท้ายคนอื่นๆปักเรียบร้อยแล้ว บัวคลี่หันมาคุยกับพ่ออั๋น
“วิญญาณคุณอั๋นคงจะเป็นสุขเสียทีนะคะ จับคนร้ายตัวจริงได้เสียที”
“ก็คงต้องขอบใจเผ่า กับ หนูเมียวดีนะ ที่ทำให้เจอคนร้ายตัวจริง”
“ผมถือว่าอั๋น เป็นน้องชายผมคนหนึ่งของผมนะครับ”
พ่ออั๋นตบไหล่ประมาณว่ายังไงก็ขอบใจ แม่อั๋นหันมาบอกทุกคน
“เสร็จแล้ว งั้นเชิญบนศาลาดีกว่านะคะ ดิฉันจัดเลี้ยงเพลทั้งวัด ทำบุญให้
ลูกอั๋น”
“ได้ค่ะ คุณพี่”
ทนงมองหา
“เอ๊ะ...แล้วนี่เจ้าเหมียวล่ะไปไหน เมื่อกี้ก็ยังอยู่ๆเลย”
ทรงเผ่าพอรู้ว่าเมียวดีอยู่ไหน

เมียวดีนั่งเล่นอยู่ที่ท่าน้ำ ทรงเผ่าตามมา
“ไม่ไปไหว้อั๋นหน่อยเหรอ”
“ไหว้ทำไม รักกันชอบกัน ก็บอกกันตอนเป็นๆ ตายแล้วทำอะไรไม่ได้”
ทรงเผ่ายิ้ม
“ตอนพ่อเธอตาย เธอก็บอกฉันแบบนี้ แต่คิดว่ามาอยู่ในป่าคอนกรีตแล้วเธอจะลืมไปแล้วเสียอีก ก็ดูเธอตอนนี้ซิ เป็นสาวเมืองเต็มตัวแล้ว”
“ก็แค่เสื้อใส่กันร้อนกันหนาว เราจะลืมรากเง่าเราได้ยังไง”
“ความจริง ฉันก็นับถืออั๋นนะ อั๋นชัดเจนเสมอ รู้สึกยังไงก็แสดงออกมารู้มั้ย อั๋นเคยบอกฉันว่า คนเราไม่ได้มีชีวิตยืนยาวมากนัก ถ้าอยากจะทำอะไร ก็ให้รีบทำตายไปจะได้ไม่เสียใจ”
“หมวดอั๋นเป็นคนดี แล้วก็จริงใจกับความรู้สึกของตัวเองเสมอ”
ทรงเผ่าเงียบไปนิด แล้วตัดสินใจถาม
“เมียวดี เธอรักอั๋นจริงหรือเปล่า”
“รัก...แปลว่าอะไร”
“รัก ก็แปลว่า อยากอยู่ด้วยกัน อยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เห็นกันทุกวันไง”
เมียวดีมองหน้า
“แล้วนายล่ะ...เรารักกันหรือเปล่า”
ทรงเผ่าถึงกับผงะ
“นายกับเราก็อยู่ด้วยกัน เห็นกันทุกวัน จะเป็นจะตายมาด้วยกัน”
“ฉัน...เอ่อ...”
ทรงเผ่าไม่กล้าพูด เมียวดีขัดขึ้น
“เรารักหมวดอั๋น”
ทรงเผ่าหน้าสลด
“เหมือนไอ้หมาลั่น”
ทรงเผ่าชะงัก
“หมวดเป็นเพื่อนเรา แต่เราไม่ได้อยากเอาหมวดก้านยาวเป็นผัว”
ทรงเผ่ายิ้มแป้น
“เอ๊ะ...ไม่ใช่ซิ สามี ต้องเรียกว่าสามีใช่มั้ย เมียพ่อนาย กับป้าวงศ์บอกว่าคำว่าผัว มันไม่สุภาพ”
ทรงเผ่าหัวเราะ
“ฮะ ๆ ๆ ๆ”
เมียวดีมองหน้า
“นายหัวเราะเยาะเราเหรอ”
“เปล่า...ฉันชอบ ชอบมาก ต่างหาก ทำไมวันนี้คำนี้มัน...ใช่ แล้วก็ชัดเจน แบบนี้นะ”

เมียวดีพลอยยิ้มไปกับทรงเผ่าด้วย แล้วก็หัวเราะกัน เพราะต่างก็เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน
 

พระอาทิตย์ยามเช้าสาดแสง ช่วยให้บรรยากาศแสนสดใส อัญชิสาในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลที่เธอมารักษาอาการติดยาเสพติด เพราะออกมาเดินเล่นในสวนหย่อมของโรงพยาบาลหน้าตาสดใสขึ้น ญาติคนไข้ลุกขึ้นพอดีทิ้งหนังสือพิมพ์ไว้ อัญชิสาเข้ามานั่งแทนที่ เหลือบเห็นหนังสือพิมพ์หยิบขึ้นมาดู

ครั้นพอเปิดไปหน้าสังคมเห็นรูปเมียวดีกับทรงเผ่าในหน้าสังคม เธอมองนิ่งๆกำหนังสือพิมพ์แน่น รำพาเข้ามา
“ลูกหวาน มาอยู่ตรงนี้เอง ถึงเวลาทานยาแล้ว”
“แม่คะ ตั้งแต่หนูเข้ารับการบำบัด ยังไม่เจอคุณเผ่าเลย”
รำพาอึกอัก พูดไม่ออก
“หนูเห็นรูปในหนังสือพิมพ์ แล้วก็เลยคิดถึงนะคะ”
รำพาหยิบมาดู เห็นรูปทรงเผ่า ยืนอยู่กับสารวัตร มอบโล่ให้ มีเมียวดีที่ยืนข้างๆ
“ทรงเผ่า ยิ้มแป้นเข้ารับโล่จากปปส.ในฐานะพลเมืองช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ สงสัยได้กำลังใจทำดี จากสาวน้อยหน้าใสที่ยืนข้างๆมากกว่า ไม่รู้อดีตสาวไฮโซขี้ยาจะว่ายังไง”
รำพาขยำหนังสือพิมพ์ทิ้ง
“นักข่าวมันเขียนแบบนี้ได้ยังไง แม่จะฟ้องตั้งแต่นักข่าวจนถึงบก.เลย เจ็บใจนักเมื่อก่อน วิ่งตามขอสัมภาษณ์ คุณหญิงคะ คุณหญิงขา คุณหวานคะ คุณหวานขา”
“ช่างเถอะค่ะ ก็เขาพูดเรื่องจริง”
รำพาชะงัก
“ลูกหวานจ๊ะ อย่าไปฟังมันนะ ลูกหวานของแม่ยังสวยและเป็นที่ต้องการของหนุ่มๆ อยู่เสมอ อย่าลืมซิจ๊ะ ว่าทางคุณเผ่า เขายังไม่ได้พูดอะไรเลยเรื่องแต่งงาน ตอนนี้หนูก็ยังเป็นว่าที่เจ้าสาวของคุณเผ่าอยู่นะ”
“แม่คะ พอเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไรหรอก...แต่หนูอยากให้แม่ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ยคะ”
“อะไรจ๊ะ”
“เอาหนูออกจากที่บ้าๆ นี่ให้เร็วที่สุด!”


ในห้องรับแขก...บัวคลี่บอกกับทนงว่าเธอจะจัดงานที่บ้าน โดยมีเชอรี่กับวงศ์ อยู่ในห้องด้วย ทนงมองภรรยาแล้วถามอย่างสงสัย
“คุณจะจัดงานเลี้ยงรับขวัญเหรอ”
“แหมเรียกว่าเป็นกินข้าวกันในครอบครัว ดีกว่านะคะ คุณพี่ ตั้งแต่เกิดเรื่องเรายังไม่ได้มีงานรื่นเริง ส่วนงานมงคลที่เคยคิดจะจัด ก็...” บัวคลี่ไม่อยากพูดต่อ “ดิฉันเลยอยากจะจัดงานนะคะ ทั้งคุณเผ่า แล้วก็เมียวดีด้วย”
เชอรี่ถามขึ้นอย่างตื่นเต้น
“คุณบัวคลี่จะจัดงานเมื่อไหร่ค่ะ”
บัวคลี่ยิ้มแย้มตอบ
“วันเสาร์นี้...ทำไม”
“ต๊ายแล้ว เร็วจังค่ะ แบบนี้เชอรี่ก็เตรียมชุดไม่ทันนะซิค่ะ”
วงศ์หันไปปรามเชอรี่
“น้อยๆหน่อยจ๊ะ แม่ลำไย”
เชอรี่ค้อน
“แหม คุณแม่บ้านอะ เรียกชื่อนี้อีกแล้ว เอ๊ะ...หรือคุณบัวคลี่ต้องการการแสดงใช่มั้ยค่ะ เดี๋ยวเชอรี่จัดให้”
เชอรี่ขยับท่าทางทันที พร้อมร้องเพลงลูกทุ่งอย่างเคย วงศ์ส่งเสียงดุ
“นี่ๆ ยังไม่เข็ดอีกเหรอไอ้เรื่องอยากเป็นนักร้องนะ”
เชอรี่เลยเงียบไป ทนงกับบัวคลี่ ขำๆกับเชอรี่ไปด้วย วงศ์หันมาถามบัวคลี่ต่อ
“คุณบัวคลี่จะให้เตรียมอะไรพิเศษมั้ยค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก แต่...งานนี้ฉันจะเชิญคุณหญิงสุมาด้วย หาชุดที่เรียบร้อยให้เมียวดีหน่อยก็แล้วกัน แล้วก็กำชับเรื่องกิริยามารยาทด้วยนะ อย่าให้...”
ทนงขัดขึ้นทันที
“เอ...ไหนว่างานเลี้ยงกันเองในครอบครัวไง ทำไมถึงต้องเข้มกับเจ้าเหมียวขนาดนี้”
“แหม...คราวที่แล้วจะดิฉันตั้งใจจะเปิดตัวเมียวดีในงานแฟชั่นก็พลาด เพราะฉะนั้น งานนี้ จะเป็นบททดสอบนะคะ ว่าแกอยู่เข้าสังคมอย่างเราได้หรือยัง”
บัวคลี่บอกสีหน้ายิ้มแย้ม

เย็นนั้น...วงศ์กับเชอรี่ เอาชุดมาให้เมียวดีในห้อง เมียวดีใส่แล้วมองที่กระจกไม่ค่อยชอบ
“อีกแล้วเหรอ เราไม่ชอบใส่กระโปรง”
เชอรี่สอดขึ้นทันที
“ให้เชอรี่ใส่แทนก็ได้คุณเหมียว มาค่ะ ถอดเลย เชอรี่พร้อมแล้ว”
วงศ์ส่งสายตาดุ
“เธอชื่ออะไรจ๊ะ”
“ก็ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ เอ๊ย...เชอรี่ไงค่ะ คุณแม่บ้าน ทำไมคะ”
“ก็รู้นี้ว่าตัวเองชื่ออะไร แล้วคุณบัวคลี่บอกให้ใครใส่จ๊ะ”
“คุณเหมียวค่ะ แต่ว่าหนูหวังดีนี่คะ ก็คุณเหมียวไม่ชอบ...”
วงศ์หันไปมอง เชอรี่เลยเงียบ คอตก
“ไปดูความเรียบร้อยในครัว”
เชอรี่จำต้องออกไป เมียวดีบ่นต่อ
“อีแค่ กินข้าว ยุ่งจัง” เมียวดีถอนหายใจ “ทั้งเรื่องกิน เรื่องนอน”
“สังคมมักจะมีกฎเกณฑ์มากยังงี้แหละค่ะ แต่ว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ มันก็ทำให้มนุษย์ มีความงาม ความประณีต ไอ้จะกินมือกิน หรือกินมีด กินซ่อม มันก็อิ่มเหมือนกัน แต่เราผ่านยุคคนป่ามาแล้ว เรื่องอะไรจะต้องกลับไปยุคนั้นอีกล่ะคะ”
เมียวดีแกล้งตีรวน
“เราไม่ชอบดัดจริต ผู้หญิงในเมืองชอบดัดจริต วางท่า”
“มารยาทค่ะ เขาเรียกมารยาท คุณ อยู่ในป่า รู้จักการล่าไอ้ลาย เป็นวิชาชั้นยอด คุณก็ทำได้ดีที่สุด”
“แน่นอน”
“งั้น เมื่ออยู่ที่นี่ อะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ชั้นยอด ของเขา คุณก็ต้องทำให้ได้ ทำไมไม่ทำให้ใครๆเห็นล่ะคะ เมื่ออยู่ป่าคุณคือพรานชั้นยอด เมื่ออยู่ในเมือง คุณคือผู้หญิงชั้นเยี่ยม”
“เพื่ออะไร”
“แล้วคุณคิดว่า จะทำเพื่ออะไรล่ะคะ”
วงศ์ย้อนให้คิดเอง เมียวดีคิดหนัก

เมื่อถึงวันงาน...ทนง บัวคลี่ ทรงเผ่า มายืนรอรับคุณหญิงสุที่เดินมาโดยมีจินนี่คอยประคอง จินนี่ยกมือไหว้ทนงกับบัวคลี่ คุณหญิงสุออกตัวอย่างอึกอัดนิดหน่อย
“ขอโทษทีที่เสียมารยาทไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ที่มีแขกเพิ่มมาอีกคน”
“พอดี จินนี่ทราบจากคุณป้าหญิงมีปาร์ตี้เล็กๆ ก็เลยอยากมาร่วมแสดงความยินดีกับฮีโร่คนเก่ง”
จินนี่ส่งสายตาให้ทรงเผ่า บัวคลี่ยิ้มแย้ม
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจินนี่ ก็พอรู้จักคุ้นเคยกันอยู่กับหนูหวานใช่มั้ยจ๊ะ”
“ค่ะ แต่หวานเขาทำตัวเองนะคะ” จินนี่เข้าไปหาทรงเผ่า “จินนี่ดูข่าว คุณเผ่าเท่ห์
มากเลยอ่ะ”
“ความจำเป็นครับ ไม่ใช่ฮีโร่อะไรหรอก แล้วก็ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับ เมียวดีด้วย...”
จินนี่พอได้ยินว่าเมียวดี ก็ขัดขึ้นทันทีเหมือนไม่ได้ยินประโยคท้าย
“แหมคุณเผ่าก็ถ่อมตัวจัง คนเก่งมักไม่อวดตัว จินนี่เข้าใจค่ะ”
จินนี่หยิบมือถือขึ้นมา
“มาค่ะ ถ่ายรูปกันนะคะ จะอัพขึ้นเฟส อวดเพื่อนๆหน่อย คุณพ่อขาช่วยถ่ายให้หน่อยนะคะ”
จินนี่ส่งมือถือส่งใส่มือทนง งงไปเหมือนกันตอนแรก
“เอาสิหนู แล้วกับพ่อฮีโร่ จะถ่ายด้วยมั้ย จะได้รู้ว่าลูกไม้หล่อนไม่ไกลต้น”
บัวคลี่แอบมองค้อนนิดหนึ่ง จินนี่ส่ายหน้า
“โอ้ว...ไม่ล่ะคะ แต่แหม คุณพ่อเนี่ย มีอารมณ์ขันดีจังนะคะ”
จินนี่เข้าประกบแทบจะแนบหน้ากับทรงเผ่าให้ถ่ายรูป ผู้ใหญ่ทำหน้าไม่ค่อยถูกกับความไม่เหมาะสมของจินนี่ บัวคลี่เลยตัดบท
“ถ่ายรูปเสร็จแล้ว เชิญข้างในดีกว่าคะ”

ทุกคนนั่งกันพร้อมหน้า ทรงเผ่านั่งข้างล่าง เชอรี่เอาน้ำมาเสิร์ฟ บัวคลี่หันมาถาม
“แล้วยายเหมียวล่ะ อยู่ไหน”
“อยู่กับคุณแม่บ้านค่ะ”
“อ้าว...งั้นก็ไปตามมาซิ”
วงศ์ส่งเสียงมาก่อน
“มาแล้วค่ะ”
เมียวดีเดินเข้ามาใส่ชุดกระโปรงเรียบร้อยสวยงาม พร้อมถือพานเล็กๆ ใส่ใบมะตูม ทรงเผ่าถึงกับมองตาตะลึงกับความสวยไปอีกรอบ เมียวดีวางพานแล้วก็ไหว้ คุณหญิงสุอย่างเรียบร้อยมาก บัวคลี่ยิ้มแย้มแนะนำ
“นี่เมียวดีคะ ที่เล่าให้ฟังไงค่ะ อยากให้คุณพี่หญิงทำขวัญให้ด้วย เพราะแกก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงกับคุณเผ่ามาหลายครั้งแล้ว”
คุณหญิงสุมองเมียวดีอย่างชื่นชอบ
“กริยามารยาท หน้าตา ผิวพรรณ มองไม่ออกเลยนะ ว่าเป็นเด็กป่าเด็กดอย”
บัวคลี่หน้าบาน
“ก็ต้องอบรมกันให้รู้กริยามารยาทแบบชาวเมืองกันนะคะ แต่เขาฉลาดเรียนรู้ไว”
“แบบนี้วงสังคมคงได้ต้อนรับสาวน้อยคนใหม่กันแล้วกันแล้วนะคะ ถ้ามีงานคงต้องขอตัวไปช่วยบ้าง คงไม่ขัดนะคะ”
เมียวดีแอบมองวงศ์ยิ้มให้อย่างรู้กัน จินนี่มองเมียวดีอย่างหมั่นไส้ ทนงยิ้มรับ
“ได้เลยครับ คุณหญิง เพราะก็ตั้งใจจะเลี้ยงดูแกเหมือนลูกเหมือนหลานอยู่แล้ว แต่จริงๆต้องถามเจ้าเผ่าครับ เขาเป็นผู้ปกครองจริงๆ ใช่มั้ย เจ้าเผ่า”
ทนงต้องสะกิด ทรงเผ่าถึงรู้ตัว
“อ๋อ...ครับ ได้ครับ”
“เอาล่ะ เข้ามาใกล้ๆซิ ทั้งสองคน”
คุณหญิงสุ หยิบใบมะตูม ขึ้นมาส่งให้ทรงเผ่ากับเมียวดีทัดหู
“ขอให้ขวัญคืนกลับมา หมดทุกข์ หมดโศก กันทั้งสองคนนะจ๊ะ”
จินนี่มองอย่างหมั่นไส้ เชอรี่สะกิดจินนี่
“คุณจินนี่ไม่ถ่ายรูป อัพขึ้นเฟสบุคเหรอค่ะ”
จินนี่ค้อนเชอรี่อย่างไม่พอใจ ขณะที่ทุกคนแช่มชื่น

จินนี่เซ็งเดินมาที่รถของตัวเอง
“คิดว่าหมดยายหวานไปเสียคน ฉันจะได้เกิดบ้าง ยังจะมียายเด็กดอยนี่อีกเชอะ” จินนี่เลียนแบบคุณหญิง “วงสังคมคงต้องต้อนรับ...บ้าไปแล้ว”
จินนี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ฮัลโหล แป้งเหรอ อยู่ไหน เดี๋ยวฉันไปหา...”
จินนี่ชะงักทันทีเมื่อเห็นอัญชิสาไม่คิดว่าจะกล้ามา
“หวาน...ออกจากสถานบำบัดแล้วเหรอ”
อัญชิสาเดินเข้ามา ยิ้มอย่างดีใจ
“ใช่...ฉันโทรหาเธอตั้งหลายครั้งแต่เธอไม่ยอมรับสาย”
จินนี่ไม่ค่อยอยากคุยด้วย
“ก็ฉัน...ไม่ว่าง มีเรื่องให้ทำเยอะแยะ มากกว่าคุยกับคนติดยา ขอโทษนะที่ต้องพูดตรงๆ แต่มันเป็นเรื่องจริง ฉันไม่เอาชื่อเสียงฉันไปเสี่ยงหรอก”
อัญชิสาอึ้งไปอย่างเจ็บปวด
“เธอคงลืมไปแล้ว ว่าคืนนั้น เธอเป็นคนชวนฉัน”
“อะไร อย่ามามั่วนะ ไหนหลักฐาน” จินนี่เข้าไปกระซิบ “อยู่ในสังคมตั้งนาน เธอไม่รู้เหรอว่าเรื่องแบบนี้ มันพลาดกันไม่ได้”
อัญชิสาฝืนยิ้มอย่างเจ็บปวด เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร
“ฉันเข้าใจแล้ว...แต่ ต้องขอบใจมากนะ ที่อัพรูปขึ้นเฟสบุ๊ค ฉันเลยตัดสินใจตามมา” อัญชิสาฮึดร้ายใส่ “คิดจะแทนที่ฉัน สอยคุณเผ่างั้นเหรอ...ไม่มีทาง ฉันกลับมาแล้ว”

อัญชิสาแกล้งเดินกระแทกไหล่จินนี่เข้าไปข้างใน

แก้วกลางดง ตอนที่ 24 (ต่อ)

โต๊ะดินเนอร์จัดที่สนามข้างบ้านข้างนอก เมียวดีตักอาหารให้คุณหญิง

“คุณหญิงจะรับอะไรอีกมั้ยคะ”
ทรงเผ่าถึงกับเหลือบดู เมื่อได้ยินเมียวดีพูดมีหางเสียง
“เดี๋ยวเหมียวไปเอามาให้ค่ะ”
ทรงเผ่าถึงกับสำลักเมื่อได้ยินอีกที บัวคลี่กับทนงยิ้มหน้าบาน รวมทั้งวงศ์ด้วย เมียวดีหยิบทิชชูให้ตีหน้าซื่อ
“กระดาษค่ะ คุณเผ่า”
คุณหญิงสุหันมาถามทรงเผ่า
“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ทรงเผ่า”
“เปล่าครับ”
ทรงเผ่าเสหยิบน้ำมากิน คุณหญิงสุหันมาหาเมียวดี
“ขอบใจมากจ๊ะ พอแล้วหนูนะ มัวแต่ดูแลฉัน ตัวหนูทานหรือยัง”
เมียวดียิ้มบางๆ
“ยังค่ะ”

เมียวดีมาที่โต๊ะอาหารที่แยกออกมาอีกนิด เธอเอื้อมมือตักอาหาร ทันใดนั้นมือทรงเผ่าเข้ามาจับมือเธอไว้
“ให้ผมช่วยดีกว่านะครับ น้องเหมียว”
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่เผ่า”
ทรงเผ่ามองไปที่โต๊ะผู้ใหญ่ที่กำลังทานกันอยู่ เห็นไม่ได้สนใจมองมา
“เธอทำฉันเชื่อสนิทเลยนะ เก่งมาก เมียวดี”
“อ้าว...ก็นี่เป็นมารยาทที่ผู้หญิงควรทำไม่ใช่หรือค่ะ พี่เผ่าขา”
“ค่ะน้องเหมียว แต่บอกตรงๆฟังน้องเหมียวพูดค่ะ ขา แล้วมัน จักกะจี้หูยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ขอเป็นเรากับนายเหมือนเดิมดีกว่ามั้ย”
แล้วสองคนก็หัวเราะขำกันเอง ทันใดนั้นเสียงอัญชิสาก็ดังขึ้น
“สองคนหัวเราะอะไรกัน ขอหวานขำด้วยคนได้มั้ยค่ะ”
ทั้งหมดตกใจ แม้แต่ทนงกับบัวคลี่ คิดไม่ถึงว่าอัญชิสาจะมา

วงศ์กำลังจัดอาหารอยู่ในครัวเพื่อเอาไปเติมกับเชอรี่ คนใช้วิ่งเข้ามาบอก...
“แย่แล้วค่ะ คุณแม่บ้าน เกิดเรื่องแล้ว”
เชอรี่หน้าตื่น
“คุณเหมียวหลุด แล้วใช่มั้ย” เชอรี่แบมือ “สองร้อยค่ะ คุณแม่บ้าน เห็นมั้ยค่ะ หนูบอกแล้ว คุณเหมียวนะเรียบร้อยอยู่ได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก”
วงศ์ตีมือเชอรี่แทน
“ใครพนันกับเธอแม่เชอรี่”
คนใช้รีบบอก
“ไม่ใช่ค่ะ คุณหวานมา”
วงศ์กับเชอรี่ตกใจ
“ฮ้า!”


วงศ์กับเชอรี่ รีบเดินมา
“เร็วๆซิ คุณแม่บ้าน ป่านนี้คุณหวานคงล้มงานหมดแล้ว”
เชอรี่ แทบลากวงศ์เดิน
“ก็รีบอยู่แล้วเธอลากฉันแขนจะหลุดอยู่แล้ว”
เชอรี่ชะงัก
“เอ๊ะ คุณแม่บ้าน นั้นหนูตาฝาดไปหรือเปล่า”
ภาพเบื้อหน้าที่เชอรี่เห็นกลาย เป็นอัญชิสากำลังทรุดตัวคุกเข่าลงไหว้ทนง กับบัวคลี่
“หวานกราบขอขมากับสิ่งที่ทำลงไป ถึงแม้สิ่งที่หวานทำไปทั้งหมดเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด แต่มันก็เป็นเรื่องเลวร้ายจน...จน...บางครั้ง...เมื่อคิดถึงมัน หวานยังรับตัวเองไม่ได้”
อัญชิสาก้มหน้า น้ำตาหยด บัวคลี่มองอย่างสงสาร
“หนูหวาน เรื่องมันแล้วไปแล้ว หนูก็รู้ว่าสิ่งที่หนูทำไปมันไม่ใช่ตัวของหนูเอง”
ทนงเสริม
“ใช่แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ คุณน้า...คุณพ่อ”
เชอรี่ทนไม่ไหว ถามทันที
“คุณหวานแล้วไอ้ครีมหมดอายุที่คุณให้เชอรี่ใช้ รวมทั้งเรื่องที่ให้เชอ
รี่หลอกคุณเหมียว มันเป็นเพราะฤทธิ์ยาจริงๆ เหรอค่ะ”
“ฉันไม่รู้ตัวจริงๆ นะเชอรี่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ทำแบบนั้นหรอก ก็เหมือนกับ ตอนที่ฉัน...ทำร้ายเมียวดี มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ฉันทำลงไป”
อัญชิสาหันมาหาเมียวดี
“ฉันทำร้ายเธอ เพราะฉันคิดว่าเธอเอาเรื่องฉันไปบอกคนอื่นฉันกลัว ฉันได้ยินเสียงคนจากทุกทิศทุกทาง ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ เมื่อรู้ตัวฉันก็ถลำลึกลงไปแล้ว”
เมียวดีเงียบไม่โต้แย้งใดๆ บัวคลี่มองอัญชิสาอย่างเห็นใจ
“โธ่มันเป็นภาพหลอนจากฤทธิ์ยานั้นเอง”
อัญชิสามองหน้าเมียวดี
“เธอไม่พูดอะไรซักคำ แปลว่าเธอยังไม่ยกโทษให้ฉันใช่มั้ย เอางี้ถ้ามันจะทำให้เธอหายโกรธ ก็ตีฉันเลยเอาซิ ตีให้พอใจ”
อัญชิสาเดินเข้ามาหา เมียวดีถอยหนีไม่ตี อัญชิสาเลยเอามือเมียวดี ขึ้นมาตีตัวเอง ตีได้สองสามที เมียวดีก็เกร็งมือไว้ไม่ให้จับไปตีอีก
“ทำแบบนี้มันได้ช่วยอะไรเลย พ่อเราบอกว่า เกิดเป็นคน สิ่งที่ยากที่สุดคือการเอาชนะใจตัวเอง ถ้าคุณเลิกมันได้ มันจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด สำหรับคุณ”
อัญชิสามองหน้าเมียวดีเนิ่นนานน้ำตาหยด
“ฉันไม่เคยมีเพื่อนที่แท้เลย ยิ่งตอนนี้...” อัญชิสายิ้มเย้ยให้กับชะตาชีวิต “ถ้าเธอยอมยกโทษ ให้ฉันจริง ๆ...เมียวดีจากนี้ไป เธอเป็นเพื่อนฉันได้มั้ย”
เมียวดีคิดอยู่ครู่ก่อนพยักหน้า อัญชิสาดึงตัวเมียวดีมากอด แต่ตามองทรงเผ่าเหมือนมีเรื่องอยากคุยด้วย

อัญชิสายืนรออยู่ที่มุมหนึ่งของสนามหน้าบ้าน สักครู่ทรงเผ่าเดินออกมา
“ขอบคุณนะคะ ที่ยอมออกมาพบหวาน คิดว่าคุณเผ่าจะไม่ยอมคุยกับหวานเสียแล้ว”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นละครับ”
“หวานรู้ค่ะ ว่าพฤติกรรมหวานที่ผ่านมาเป็นยังไง”
“คนเราผิดพลาดกันได้”
“งั้นคุณเผ่าจะยอมยกโทษให้หวาน แล้วเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม ดีมั้ยค่ะ”
ทรงเผ่าอึ้ง
“หวาน ก็แค่พูดเล่นนะคะ เพราะ หวานรู้...หวานไม่คู่ควรกับคุณอีกแล้ว”
“ผมไม่ได้มองหาแค่คนที่คู่ควรกับผมเท่านั้น แต่ผม...”
ทรงเผ่ายังพูดไม่จบ อัญชิสาปิดปากเขาทันที
“อย่าค่ะ ให้หวานพูดเองเถอะ มันคงดีกว่า หวานถึงไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่น หวานยอมรับค่ะ ว่ายังทำใจเรื่องของเราไม่ได้ หวานยังรักคุณอยู่ แต่หวานจะพยายามยื้อคุณไว้อีกแล้ว...เรื่องของเรามันคงจบลงแค่นี้ แต่ ยังไงขอหวานได้มีโอกาสมองคุณอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ได้มั้ยค่ะ อย่าผลักไสหวานไปไกลได้มั้ย หวานคงทนไม่ได้”
อัญชิสาน้ำตาไหลพราก
“ถึงเราจะแต่งงานกันไม่ได้ แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่เหรอครับ”
“ขอบคุณค่ะ หวานรักคนไม่ผิดจริงๆ คุณเป็นสุภาพบุรุษเสมอ”
อัญชิสาจูบแก้มทรงเผ่าเบาๆ เป็นการรำลา ก่อนจะฮึดรีบเช็ดน้ำตา
“ทางโน้นคงกำลังสนุก ได้ยินเสียงเพลงดังแล้ว เชิญค่ะ หวานไม่รั้งคุณไว้แล้วล่ะ”
ทรงเผ่าชะงักอึ้งไปนิด
“แล้วคุณ...”
อัญชิสาเช็ดน้ำตา พยายามยิ้ม
“ขอหวานเติมแป้งนิดหนึ่งนะคะ ไปตอนนี้อายเขาแย่ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”

ทรงเผ่าเดินออกไป อัญชิสามองตามแววตาไม่ยอมแพ้ผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง

โปรดติดตามตอนต่อไป วันพรุ่งนี้

เสียงเพลงลูกกรุงเก่าๆ จังหวะสนุกๆ ดังขึ้น

“แหมได้ยินเพลงแล้วไม่รู้เป็นไร เท้ามันขยับทุกที ซักหน่อยมั้ยคุณ”
ทนงส่งมือให้ บัวคลี่
“คุณพี่ก็ อายคุณพี่หญิงนะคะ”
แต่ส่งมือให้ทนงแต่โดยดี ทนงคว้าตัวมาเต้น เมียวดียืนอยู่ใกล้ๆกับวงศ์และเชอรี่
“นี่มันเพลงอะไรเนี่ย ทำไมเชอรี่ ไม่เห็นเคยได้ยิน”
วงศ์มองหน้า
“อะไรกันไม่รู้จักกันเหรอ เพลงนี่ดังจะตาย”
ทรงเผ่าเข้ามา
“ใช่เป็นเพลงฮิตและใหม่ล่าสุด สมัยเมื่อ 30-40 ปีก่อนไง ตอนนั้นป้าวงศ์อายุเท่าไหร่นะครับ”
วงศ์ยิ้มเขินๆ
“18 ค่ะ กำลังแหม คุณเผ่าอ่ะ ไม่แก่มั่งก็ให้รู้ไป”
ทรงเผ่าขำๆ
“ใครว่าป้าวงศ์ของผมแก่ครับ ตอนนี้ยังสาว สวยอยู่เลย”
“อย่ามาปากหวานเลยค่ะ ไปปากหวานกับสาวๆเถอะ”
วงศ์ค้อนให้อย่างไม่จริงจัง ทรงเผ่าหัวเราะหันไปมองพ่อกับบัวคลี่ที่เต้นรำกันอยู่
“เต้นรำกันมั้ย”
เชอรี่คิดว่าถามตัวเองพยักหน้า
“ค่ะ”
เชอรี่ส่งมือให้ แต่หันไป กลายเป็นทรงเผ่ามองเมียวดีอยู่ต่างหาก เชอรี่เซ็ง เมียวดีส่ายหน้า
“เราเต้นไม่เป็น”
ทรงเผ่าแกล้ง
“ไม่ได้นะคะ น้องเหมียว ถ้าน้องเหมียวจะออกสังคมชั้นสูง จะต้องหัดเต้นรำ นี่ป้าวงศ์ลืมสอนเรื่องนี้หรือครับ มา มา เดี๋ยวผมสอนให้เอง”

ทนงจับบัวคลี่หมุนตัว
“โอ๊ย ไม่ไหวแล้วค่ะ คุณพี่ ขอพักก่อน”
บัวคลี่กับทนงเข้ามา สวนกับเมียวดีกับทรงเผ่าที่ออกไป
“ไม่เอาหรอกนาย เราเต้นไม่เป็น ขายหน้าเปล่าๆ”
ทรงเผ่าแกล้งต่อ
“ไม่หรอกค่ะ ถ้าเต้นไม่เป็นซิคะ อย่าเกร็งซิ นิ่งๆสบายๆคะน้องเหมียว”
เมียวดีเหยียบเท้าทรงเผ่าทันที แกล้งล้อเล่นใส่บ้าง
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ พี่เผ่า”
“ไม่เป็นไรครับ นี่น้องเหมียวตั้งใจจะเหยียบจนจบเพลงเลยใช่มั้ยครับ”
“ก็คงงั้นมั่งค่ะ...เต้นแบบนี้ น้องเหมียวไม่ถนัดเลย เอาแบบนี้ดีกว่านะคะ”
เมียวดีปล่อยมือทำท่าเต้นตลกๆ แบบปัจจุบัน ทรงเผ่าส่ายหน้าขำกับความทะเล้นของเมียวดี

บัวคลี่มานั่งที่โต๊ะ
“เดี๋ยวผมไปหาเครื่องดื่มมาให้นะ”
ทนงออกไป อัญชิสาเข้ามาหาบัวคลี่
“คุณพ่อ...เอ่อ คุณอาดูแลคุณน้าดีจังนะคะ น่าอิจฉา...แต่หวานคงไม่มีโอกาสแบบนั้น”
“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะจ๊ะ”
อัญชิสาน้ำตาคลอตัดใจบอก
“คุณเผ่า เขาบอกเลิกหวานแล้วค่ะ”
บัวคลี่ตกใจเอามือทาบอก อัญชิสาพยายามกลั้นน้ำตาให้บัวคลี่เห็น
“แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจากกันด้วยดี ตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน...แต่หวานคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว แต่คงไม่ใช่สำหรับคุณเผ่า”
อัญชิสาเหลืบตามองไปทางเมียวดีกับทรงเผ่าให้รู้ บัวคลี่มองตามสายตาหวานเริ่มคิดหนัก มองไปเห็นทรงเผ่ากับเมียวดีที่เต้นออกลิงออกค่างกันอย่างสนุกสนาน อัญชิสาแอบสะใจ บัวคลี่ตัดสินใจลุกขึ้น

ทรงเผ่ากับเมียวดีกำลังเต้นกันอยู่ มือบัวคลี่เข้ามาแตะหลังทรงเผ่า
“ขอน้าสนุกด้วยคนได้มั้ย ค่ะ ขอโทษนะเมียวดี”
บัวคลี่แทรกตัวเข้าแทนเมียวดีทันที เมียวดีงงๆ แต่ก็เลยต้องถอยมา ทรงเผ่าต้องพาบัวคลี่เต้นรำตามปกติ เมียวดีไม่ว่าอะไร เดินออกจากฟลอร์ไป บัวคลี่แอบมองโล่งอก แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง

เมียวดีเดินกำลังจะกลับห้อง ทรงเผ่าเดินออกมามองหา เห็นเมียวดีรีบเรียกไว้
“เมียวดี...กลับห้องใช่มั้ย เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“เราเดินกลับเองได้ ห้องก็อยู่แค่นี้ไม่ใช่ในป่า ไอ้แมวยักษ์ก็ไม่มี ไม่เห็นต้องมาส่งเลย”
“สุภาพบุรุษก็ต้องมาส่งสุภาพสตรีซิ วันนี้เธอเล่นบทสุภาพสตรีในเมืองไม่ใช่เหรอ”
เมียวดีถอนสายบัว
“งั้นก็ขอบคุณค่ะ”
เมียวดีชักเท้ากลับแล้วก็บังเอิญรองเท้า พลิกเซ ทรงเผ่ารีบจับไว้ทัน อยู่ในอ้อมกอดสองคนมองตากัน
“วันนี้ฉันสนุกมาก เธอล่ะ”
“ฮือ”
ทรงเผ่าค่อยๆ ก้มหน้าลงมาใกล้ แต่พอจังหวะกำลังสวยงาม เมียวดีก็กลับจามเข้าหน้าเขาเต็มๆเมียวดีตกใจ
“ขอโทษที นาย”
ทรงเผ่าเลยขำแทน แล้วก็ต้องปล่อย มาเช็ดน้ำลาย ที่กระเด็นเข้าหน้าแทน
“เอาล่ะ สงสัยเธอจะเป็นหวัดเสียแล้ว รีบไปนอนเถอะ”
เขาปล่อยให้เธอเดินไปก่อนตัดสินใจเรียก
“เดี๋ยว เมียวดี...ฉันบอกเธอหรือยัง ว่าคืนนี้...เธอสวยมาก”
เมียวดียิ้มเขินแต่ต้องหันกลับมาทำฟอร์มแลบลิ้นใส่แล้ววิ่งออกไป ทรงเผ่าก็เขินเหมือนกัน ถึงขั้นเอาเอามือแตะหัวอย่างเขินตัวเอง
“อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยเรา พูดอะไรแบบนั้นไปได้ยังไง เชยชะมัดๆ”
บัวคลี่มองอยู่ ทนไม่ไหว
“คุณ...”
บัวคลี่จะเรียกแต่ก็ปรากฏว่าทนงเข้ามาปิดปาก ส่ายหน้าไม่ให้พูด พาออกมาคุยกันตามลำพัง
“คุณพี่ไม่เห็นหรือคะ ว่ากริยาคุณเผ่า กับยายเหมียว...ดิฉันจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม คุณพี่รู้มั้ยค่ะ ว่า คุณหวานบอกว่าคุณเผ่าขอเลิกกับเธอแล้ว”
“นั้นก็แสดงว่าเจ้าเผ่าโสดจริงๆแล้ว ไม่ผิดอะไรไม่ใช่เหรอ ถ้ามันจะมองผู้หญิงคนอื่น”
“แต่ต้องไม่ใช่ กับเด็กบ้านป่าอย่าง ยายเหมียว”
“มันแปลกต้องไหน ถ้าจะเป็นเจ้าเหมียว ผมเห็นคุณคอยดูแลแก ขัดเกลาสอนกิริยามารยาทให้ ผมคิดว่าคุณจะเอ็นดูแกเสียอีก”
“ดิฉันเอ็นดูแกค่ะ แต่ไม่อยากให้แกมาเป็นสะใภ้ คุณเผ่าควรได้คนที่มีคุณสมบัติที่ดี เหมาะสมมากกว่านี้เป็นคู่ครอง”
“อย่างหนูหวาน ที่คุณเห็นว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงนะเหรอ แล้วพยายามยัดเยียดให้เจ้าเผ่าใช่มั้ย แล้วเป็นไง”
บัวคลี่อึ้งไป
“คุณพี่!”
“ความเหมาะสมมันไม่ใช่ความรักหรอกนะคุณ การที่เราจะอยู่กับใครได้ไปตลอดชีวิต มันก็ควรอยู่ด้วยความรัก ความเข้าใจ...เราเลือกคู่ชีวิตนะคุณ ไม่ใช่ตุ๊กตาวางโชว์หน้าบ้านให้คนอื่นมอง...ก็เหมือนที่ผมเลือกจะอยู่กับคุณไง”
บัวคลี่ถอนหายใจ ยอมแพ้
“แล้วดิฉันควรทำยังไง”
“ปล่อยให้เจ้าเผ่ามันตัดสินใจเองเถอะ...”

บัวคลี่ถึงได้ยอมปลง

โปรดติดตามตอนต่อไปพรุ่งนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...