xs
xsm
sm
md
lg

กระบือบาล ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 กระบือบาล  ตอนที่ 2 

สรนุชเดินก้าวฉับๆ มาที่ลานจอดรถของคอนโดสุบิน อรอนงค์เดินตามมาไม่ห่าง

“ไม่...ยังไงฉันก็ต้องให้สุบินไปที่สุรินทร์กับฉันให้ได้W
“ขนาดนี้แล้ว...แกยังไม่ยอมอีกรึไง” อรอนงค์ท้วงสีหน้าระอา
“ถึงฉันอยากจะยอมแต่ฉันก็ยอมไม่ได้...” อรอนงค์มองอย่างสงสัยในคำพูดของสรนุช “ตอนนี้ฉันเดินเครื่องไปแล้ว”
“เดินเครื่อง...? หมายความว่าไง” อรอนงค์สงสัยหนัก
สรนุชสีหน้าเครียดไม่อยากจะบอกว่าตัวเอง...ส่งบางอย่างไปที่สถานีเพาะพันธุ์กระบือแล้ว...นั่นก็คือจดหมายเอกสารที่อยู่ในมือใจเด็ด นั่นเอง...!

เจ้าหน้าที่ของสถานีเพาะพันธุ์กระบือทุกคนยืนอยู่หน้าเสาธงต่างร้องประสานเสียงออกมาด้วยความตกใจ
“ออกทีวี !!!”
ใจเด็ดอยู่หน้าเสาธงกำลังพูดกับทุกคนอย่างเป็นทางการ
“ละครเรื่องอะไรครับ” ภิรมย์ถามแทนใจทุกคน
“มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว”

เวลาเดียวกันนั้นอรอนงค์ตกใจในสิ่งที่สรนุชบอก
“แกส่งจดหมายไป!” สรนุชพยักหน้าแทนคำตอบ “แล้ว...แล้วแกส่งจดหมายไปว่าไง”
เป็นใจเด็ดกำลังตอบคำถามคาใจทุกคน
“จะมีคนมาถ่ายสารคดีควายที่นี่”
อรอนงค์ทั้งตกใจและไม่เข้าใจ
“แล้วแกส่งจดหมายไปทำไม”
“เชื่อฉันซิอร...ว่าพวกนั้นต้องดีใจแน่ๆ...พวกนั้นต้องคิดว่า...”
ใจเด็ดพูดต่อสอดรับกับคำถามของสรนุช
“ความพยายามของเรากำลังได้ผล...ถ้าสารคดีชุดนี้ออกไป...ชาวนาไทย...เกษตกรไทยจะต้องกลับมารักควายเหมือนเดิม”
เกริกไกรถามต่อทันที “แล้วพวกนั้นบอกหรือเปล่าว่าจะมาเมื่อไหร่”

เช้าวันใหม่ บนเส้นทางสายรังสิตมุ่งหน้าสระบุรี อรอนงค์ สุบินนั่งอยู่ภายในรถของสรนุชที่ทำหน้าที่คนขับ
“มันไม่ฉุกละหุกไปหน่อยหรือไง...นัดเมื่อวานเดินทางวันนี้นะ” สุบินบ่นออกมา
“ไม่ได้ซิ...ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นใจ...ดูอย่างแม่ดาราของนายซิ...อยู่ดีๆ ก็ขับรถไปเดี้ยงซะงั้น...ฉันว่าตอนนี้เทพีแห่งโชคกำลังหันหน้ามาทางฉันแล้ว”
“ไม่ใช่เทพีแห่งโชค...ที่ฉันมาด้วยก็เพราะว่าแกบอกว่าจะดูโลเคชั่นเฉยๆ”
ระหว่างนั้นสุบินหันไปเห็นอรอนงค์นั่งหน้าเครียดอยู่
“แต่ฉันว่าเทพีแห่งตัวเลขคงไม่อยากไปด้วย...” สุบินหันมาพูดกับอรอนงค์ “เป็นไร...คิดว่าไปเที่ยวน่า...สามวันก็กลับแล้วจะเครียดไปทำไม”
“ฉันไม่ได้เครียดที่ต้องไปสุรินทร์...แต่ฉันเครียดเพราะยัยนุชดันบอกปุ้ปปั้บอย่างนี้ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันเอากกน.มาพอหรือเปล่าต่างหาก”
“นึกว่าเรื่องอะไร...เอางี้ถ้าไม่พอฉันให้ยืมก็ได้” สุบินสัพยอก
“ว้าย..! ใครจะบ้าไปใส่ของแก”
สรนุชกับสุบินก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน

สายมากแล้วสรนุชขับรถมุ่งหน้าไปตามทาง สุบินถ่ายรูปตามรายทางเก็บข้อมูลสถานที่ ส่วนอรอนงค์นั่งสวดมนต์อยู่ในรถ สรนุชขับรถด้วยความมุ่งมั่นในภารกิจครั้งนี้
หลักกี่โลเมตรเส้นทางมุ่งสู่อีสานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ป้ายบอกทางที่ถนนหลวงตามจังหวัดต่างๆ ก่อนจะเห็นป้ายมุ่งหน้าเข้าจังหวัดสุรินทร์
ตอนนี้สุบินกับอรอนงค์ต่างคอพับคออ่อนหลับกันเป็นตาย ขณะที่สรนุชยังคงมุ่งมั่นเหมือนเดิม

ภายในรถของสรนุช...อรอนงค์ที่นั่งคู่กับสรนุชค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้น แล้วทันใดนั้นอรอนงค์ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นรถคันหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามา
“ว้าก”
เสียงของอรอนงค์ทำให้สุบินสะดุ้งตื่น ก่อนที่สุบินจะเห็นภาพเดียวกันคือรถกำลังพุ่งเข้ามา ทั้งสองตกใจร้องเสียงหลงพร้อมๆ กัน
“เฮ้ย”
เท้าของสรนุชค่อยๆ ถอนคันเร่งออก จึงเห็นว่าที่จริงแล้วสรนุชกำลังขับจี้ไปที่รถพ่วงคันหนึ่งที่กำลังลากรถอีกคันแบบยกหลังไป
สรนุชหัวเราะชอบใจ “นี่...ตื่นได้แล้ว”
“เล่นบ้าอะไรเนี่ย”
“เอ้า...ก็ฉันกลัวว่าจะพาพวกแกมาเบื่อก็เลยหาอะไรตื่นเต้นให้ทำไง”
อรอนงค์หันมองไปรอบๆ ที่มีแต่ท้องทุ่ง
“ถึงไหนแล้ว”
“เข้าเขตสุรินทร์แล้ว...ไงหายงัวเงียพร้อมที่จะซ้อมแผนของฉันแล้วใช่มั้ย”
“ซ้อม..?”
อรอนงค์หันไปมองทางสุบิน แต่สุบินส่ายหน้าทำนองว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

เวลาเดียวกันนั้นเกริกไกรเดินตามใจเด็ดที่กำลังดูความเรียบร้อยของซุ้มต้อนรับ รวมถึงป้ายที่เขียนเพื่อต้อนรับที่หน้าสำนักงาน
“ใช่...เพราะฉันไม่อยากให้อะไรมันผิดพลาดเมื่อคณะถ่ายทำสารคดีมาถึง”
ใจเด็ดพูดจบก็เดินไปดูความเรียบร้อยของซุ้ม เกริกไกรเดินตาม
“นี่แกยอมลงทุนขนาดนี้เลยเหรอ...มันไม่มากไปเหรอวะ”
“เขาเรียกว่าเฟิร์สอิมเพรสชั่น...ฉันอยากให้พวกนั้นเขาประทับใจเมื่อเห็นว่าควายของเราแสนรู้ขนาดไหน”
ระหว่างนั้นเจนจิรา ภิรมย์ และสมหญิงเดินเข้ามา
“ฝ่ายต้อนรับพร้อมมั้ย” ใจเด็ดถาม
“พร้อมค่ะ...เด็กๆเราทุกตัวพร้อมแล้ว...ตอนนี้เจนให้พักกินหญ้ากินน้ำกันไปก่อน” เจนจิราบอก
“แล้วฝ่ายเรือนรับรองละ”
“พร้อมค่ะหัวหน้า...สมหญิงเตรียมน้องๆเอาไว้ให้พวกทีมงานนั่งเวลาไปที่เรือนรองด้วยค่ะ”
“นี่...พวกนั้นก็คนเหมือนกัน..ทำกันซะนึกว่าเป็นเทวดา...มีราชรถมาเกยถึงที่” เกริกไกรประชด
“แต่ถ้าให้ถูกผมว่าน่าจะเรียกว่าราชควายนะครับหมอ” ภิรมย์แซว
เกริกไกรไม่ขำด้วย ใจเด็ดเห็นท่าทางซีเรียสของเกริกไกรก็หันไปบอกทุกคน
“งั้นแยกย้ายกันทำหน้าที่ของแต่ละคนแล้วกัน...อย่าลืมว่า...งานครั้งนี้สำคัญมาก”
ทุกคนคำพร้อมกัน “ค่ะ” / “ครับหัวหน้า”
หลังจากนั้นทุกคนแยกย้ายกันไป เหลือใจเด็ดกับเกริกไกร ใจเด็ดจึงเอ่ยขึ้น
“ตกลงแกไม่สบายใจเรื่องอะไร...หรือว่าแกเจอรายชื่ออยู่ในพวกบาคาตี้หรือไง”
“เปล๊า...แต่ฉันก็ยังรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้” เกริกไกรยังเป็นกังวล
ใจเด็ดเข้าไปตบบ่าเพื่อน “คิดมากน่าหมอ...ไม่มีอะไรหรอก...ในเมื่อไม่ใช่พวกบาคาตี้ก็จบ...ฉันว่าแกมาทบทวนความจำฉันดีกว่าว่าพวกเขาชื่ออะไรบ้าง...ฉันไม่อยากเรียกชื่อพวกเขาผิดตั้งแต่มาถึง”


รถสรนุชแวะพักที่ปั๊มข้างทาง เป็นปั๊มแบบถังหลอดเดียวซึ่งอยู่ตามรายทางไปจังหวังแถบภาคอีสาน ทั้งสามคนเปลี่ยนชุดพร้อมปฏิบัติภารกิจ ระหว่างนั้นสุบินก้าวออกมา พร้อมกับเสียงของสรนุชดังขึ้น
“สุบิน...นายรับหน้าที่เป็นคนสัมภาษณ์พวกนั้น”
สุบินเดินออกมามาดราวกับนางแบบ ในขณะอรอนงค์เดินเข้ามาในมาดใหม่ ใส่กางเกงยีนส์มัดผม เสื้อยืดดูทะมัดทะแมง พร้อมกับเสียงบรรยายของสรนุช
“อร...เธอเป็นผู้ช่วยตากล้อง...ส่วนฉัน”
สรนุชใส่กางเกงยีนส์ ผมรวบตึง สวมเสื้อกั้ก ยืนโพสอยู่
“ฉันเป็นตากล้อง”
“นุช...พวกเราต้องถ่ายสารคดีจริงๆ เหรอ” อรอนงค์ยังกังวลไม่หาย
“อย่าเพิ่งถามเรื่องนั้นเลย...ตอนนี้ที่ฉันอยากรู้ก็คือ...ทำไมต้องมาเดินโพสท่าทำติงต๊องกันด้วย”
สุบินคาใจ เพราะเวลานี้ทั้งสามยืนโพสท่าอยู่ในปั้มน้ำมันหลอด โดยมีชาวบ้านต่างมองมาที่ทั้งสามเหมือนตัวประหลาด
“เอ่อ...” สรนุชหันไปกับชาวบ้าน “เรียบร้อยแล้วนะคะ..ไปกันเถอะพวกเรา”
ทั้งสามรีบเดินไปขึ้นประจำตำแหน่งเดิมทันที ก่อนจะเห็นรถของสรนุชวิ่งออกไปจนฝุ่นตลบ

เวลาต่อมาสุบินขับรถแทน ส่วนสรนุชนั่งข้างสุบินก็กำลังอธิบายถึงที่มาที่ไป
“ที่พวกเราต้องปลอมตัวเป็นคณะถ่ายทำสารคดีก็เพราะว่า...เมื่อสองวันก่อนพวกนั้นจับได้ว่าเราส่งคนเข้าไปสืบข้อมูล”
อรอนงค์ที่นั่งอยู่ข้างหลังได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มใจคอไม่ดี
“พอพวกนั้นจับได้...แล้วทำยังไงกับคนของเรา”
“อยากรู้จริงๆเหรอ” สุบินเห็นอรอนงค์กลัวเลยคิดจะแกล้ง หันมาบอกด้วยเสียงน่ากลัว “พวกมันก็ซ้อมเขา” ออกท่าประกอบ อรอนงค์สะดุ้งตามจังหวะ “ให้รับสารภาพ...พอคนของนุชรับสารภาพพวกมันก็จัดการเขาโดยวิธีอะไรรู้มั้ย”
อรอนงค์ส่ายหน้าอย่างกลัวๆ
“พวกมันใช้ควายห้าตัวผูกไว้ที่แขนสอง...ขาสอง...แล้วก็...” สุบินบอก
“นี่พอเลย...ทำไมนายชอบพูดอะไรให้อรมันกลัวอยู่เรื่อย...” สรนุชดุสุบินแล้วหันไปบอกกับอรอนงค์ที่สีหน้าตื่นๆ “อย่าไปเชื่อสุบินมันนะ...ไม่มีอะไรหรอก”
สุบินมองกระจกส่องหลังยิ่งเห็นอรอนงค์ซีดก็ยิ่งหัวเราะขำ
“ควาย” อรอนงค์อุทาน
“ใช่...ควาย...พวกมันใช้ควายแยกร่างของเขา”
“นี่...” สรนุชตีแขนสุบินดังเผียะ !!! “พอได้แล้ว”
อรอนงค์ยังคงละเมออยู่อย่างนั้น “ควาย”
“เห็นมั้ยว่ายัยอรยังอยากฟังอยู่เลย” สุบินว่า
“ไม่ใช่...ควายอยู่ข้างหน้า” อรอนงค์บอก
ทั้งสามมองไปข้างหน้าแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภาพควายฝูงหนึ่งกำลังข้ามถนน
ทั้งสามร้องออกมาพร้อมกัน “ว้าก”

เวลาเดียวกันใจเด็ดชะเง้อมองไปที่ประตูหน้าสถานีเพาะพันธุ์กระบือ อย่างใจจดใจจ่อ เกริกไกรใส่แว่นกันแดดแบบกวนๆ เดินเข้ามาหา
“หรือว่าพวกนั้นไม่ได้มาวันนี้วะ”
ใจเด็ดเริ่มใจไม่ดี “บางที...เขาอาจจะหลงทางก็ได้”
“หลงทาง..? ! เฮ้อ...นี่...สถานีเรานี่...คนทั้งสุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียงรู้จักหมด...ถ้าพวกนั้นยังหลงอีก...ฉันว่าแกต้องคิดแล้วละว่าจะฝากอนาคตของควายไว้กับพวกเขาดีมั้ย”
ระหว่างนั้นมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ใจเด็ดกับเกริกไกรหันไปก็เห็นว่าควายตัวหนึ่งกำลังพยศเพราะอากาศที่ร้อน ภิรมย์กับสมหญิงกำลังช่วยกันทำให้มันสงบ เจนจิราวิ่งเข้ามา
“หัวหน้า...ควายมันทนร้อนไม่ไหวแล้วนะ...เอาไงดี”
ใจเด็ดมองไปที่ควายเหล่านั้นก่อนจะตัดสินใจ
“งั้นพาไปแช่ที่ปลักก่อนแล้วกัน...ถ้าพวกนั้นมาเมื่อไหร่...เดี๋ยวพี่ให้คนไปตาม”
เจนจิราพยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินออกไปช่วยภิรมย์กับสมหญิง ระหว่างนั้นใจเด็ดนึกขึ้นมาได้ รีบดึงจดหมายที่เก็บไว้กับตัวขึ้นมาดู
“ทำไรของแก...จะดูวันให้แน่ใจหรือไง” เกริกไกรท้วง
“ไม่ใช่...ฉันจะดูว่ามีเบอร์ติดต่อหรือเปล่า...เผื่อจะเกิดอะไรระหว่างทาง”

สรนุช สุบินปีนขึ้นมาจากคันนามาเห็นว่าทั้งคู่ตัวเปียกไปครึ่งตัว
“ฮือ...รถ...รถฉัน” สรนุชมองไปทางควายตัวนั้นอย่างฉุนๆ “ไอ้ควายบ้า..!”
ว่าแล้วสรนุชทำท่าจะเดินไปที่ควายตัวนั้น สุบินรีบดึงเอาไว้
“เฮ้ย ! แกจะไปไหน”
“ฉันจะไปหาคนรับผิดชอบ...ควายพวกนี้มันต้องมีคนเลี้ยงอยู่แล้ว” สรนุชอารมณ์เสีย
“แล้วแกจะไปถามมันเหรอว่าเจ้าของแกชื่ออะไร...ฉันว่าตอนนี้เรามาคิดกันก่อนดีกว่าว่าเราจะไปกันยังไงต่อ”
“แล้วรถฉันละ”
“ก็ใช่ไง...เราต้องไปถึงสถานีควายนั่นก่อน...แล้วค่อยให้เขาพาคนมาช่วยกันลากรถเธอขึ้นมา” สุบินนึกได้ “มือถือไง...มือถือ”
สุบินรีบควานหามือถือก่อนจะพบว่ามือถือของเขาอยู่ในกางเกงที่เปียกโชก
“เฮ้ย ! ของเธอละ”
สุบินถามยังไม่ทันขาดคำ สรนุชก็ยื่นโทรศัพท์ที่มีน้ำโคลนไหลจ๊อกๆ ออกมาให้ดู
“ฮือๆๆ แล้วอย่างนี้จะทำยังไง...ฮือๆ”
ทันใดนั้นสรนุชกับสุบินก็นึกขึ้นมาได้พร้อมกัน
สรนุชกับสุบินร้องขึ้นพร้อมกัน “อร”
พอนึกถึงอรอนงค์เสียงอรอนงค์ก็ดังขึ้น
“ช่วยด้วย...ฉันขึ้นไปไม่ได้”
สรนุชกับสุบินรีบวิ่งไปดูในที่นาใกล้กันแล้วก็พบว่าอรอนงค์ขาติดอยู่ที่โคลน เห็นรถของสรนุชเป็นแบ๊คกราวด์ด้านหลัง
“อร...มือถือเธออยู่ไหน” สรนุชถามเสียงร้อนรน
“มือถือ...?”
อรอนงค์นึกได้รีบควานหาไปที่กางเกง แล้วอรอนงค์ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ว้าย”
สรนุชกับสุบินถึงกับตกใจเพราะคิดว่ามือถือของอรอนงค์อยู่ในกางเกงที่เปียกน้ำเหมือนกัน แต่อรอนงค์กลับตะโกนออกมาว่า
“แล้วมือถือของฉันอยู่ไหน”
สรนุชหันขวับ เริ่มมีความหวังขึ้นมา “หาดูดีๆ ซิ...อยู่ในกระเป๋าเสื้อกั๊กหรือเปล่า”
อรอนงค์รีบควานหาที่เสื้อกั๊กตามช่องต่างๆ สรนุชกับสุบินลุ้นจัด อรอนงค์ควานหาไปเจอมือถือที่หน้าอกก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ
“เจอแล้ว...อยู่...อยู่นี่”
อรอนงค์รีบล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่ด้วยความรีบเลยดึงออกมาเต็มแรง มือถือของอรอนงค์ค่อยๆลอยละลิ่ว สรนุชกับสุบินตาโต ก่อนจะเห็นมือถือของอรอนงค์หล่นลงไปในน้ำเสียงดังจ๋อม!
สรนุชกับสุบินถึงกับอ้าปากค้างกุมขมับคิดในใจเหมือนกันว่า...หมดกัน !!!


ใจเด็ดกำลังโทรศัพท์อยู่ในสำนักงานก่อนจะวางสายลง
“ไม่มีคนรับ..?” เกริกไกรถาม
ใจเด็ดพยักหน้ารับ สีหน้าเครียดครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจเดินหยิบกุญแจรถก่อนจะเดินออกไป
“อ้าว...นั่นแกจะไปไหน”
“ฉันจะลองออกไปดูแถวๆ นี้ซักหน่อย”
ใจเด็ดพูดแล้วก็เดินออกไป เกริกไกรคิดไปคิดมาว่าจะเอายังไงก่อนจะตัดสินใจ
“ฉันไปด้วย”
“แต่ฉันอยากให้แกอยู่ที่นี่...เผื่อพวกเขามาแล้วจะสวนกัน”
“แล้วถ้าพวกนั้นเกิดอุบัติเหตุอย่างที่แกกลัวละ...มีหมอไปด้วยอุ่นใจนะเว้ย” เกริกไกรแถ
“หมอควาย...”
“ยังไงก็หมอเหมือนกันแหละน่า...อย่างน้อยปฐมพยาบาลเบื้องต้นฉันก็ทำเป็น”
ใจเด็ดพยักหน้าสีหน้าเครียดด้วยความกังวล

ด้านทั้งสามเพื่อนซี้ ยังคงนั่งจุมปุกอยู่ที่ริมทุ่งท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยงตอนกลางวัน มีกระเป๋าเสื้อผ้าขนเอามากองรวมกันไว้
อรอนงค์เริ่มบ่น “ฉันหิวน้ำ”
“ถ้าเธอไม่ทำมือถือตกน้ำ...ป่านนี้คงได้ดื่มน้ำอัดลมสดชื่นซาบซ่าไปแล้ว” สุบินว่า
“อ้าว...แล้วนายมาโยนความผิดให้ฉันเนี่ยนะ...ถ้านายไม่มัวแต่ทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะเล่านิทานหลอกฉัน...นายก็หลบควายพ้นไปแล้ว...ทั้งหมดเป็นความผิดของนายต่างหาก”
“ของเธอ” สุบินบอก
“ของนาย” อรอนงค์เถียง
อรอนงค์กับสุบินเริ่มเถียงกัน ของเธอ...ของนาย จนในที่สุดสรนุชที่อยู่ข้างๆก็ตะโกนออกมาอย่างสุดจะทน
“หยุด... ! จะทะเลาะกันทำไมเนี่ย...แค่นี้ชีวิตยังเศร้าไม่พออีกหรือไง” สรนุชตัดพ้อกับชะตาตัวเอง “นี่ฉันทำอะไรผิด...พระเจ้าถึงได้ลงโทษฉันให้เสียทั้งรถ...ให้เสียทั้งโทรศัพท์” แล้วสรนุชก็ก็ตะโกนออกมาสุดเสียง “ฉันเกลียดควาย.....”
สุบินกับอรอนงค์กระแทกเสียงกลับ “หยุด.....”
สรนุชชะงักไปเมื่อเห็นสุบินกับอรอนงค์ว่าเธอกลับ
“ก็มันจริงๆ นี่...ถ้าไม่ใช่เพราะควายแล้วจะเป็นเพราะอะไร”
สุบินกับอรอนงค์ประสานเสียงประชด “ก็เพราะใคร”
สรนุชชะงัก ก่อนจะรับเพราะเป็นเพราะตน “เออๆ ฉันยอมรับว่าฉันผิด...แต่ตอนนี้เราน่าจะหาทางไปที่สถานีควายก่อน” แต่แล้วสรนุชก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงด้วย!!”
“อะไร...ร้องซะตกใจ” สุบินงง
“เมื่อกี้เราเจอควายใช่มั้ย...เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนเลี้ยงควาย...ใช่...ต้องมีชาวนาอยู่ใกล้ๆ แถวนี่แน่ๆ” สรนุชบอกเพื่อนๆ
“แล้วยังไง...จะไปขอข้าวเขากินหรือไง”
“นี่...เลิกกัดฉันซักแป๊ปได้มั้ย...บางทีที่บ้านเขาอาจจะมีรถอีแต๋น...จะได้เอามาลาก รถฉันขึ้นมาไง...ไป...” สรนุชลุกขึ้น “พวกเราไปกันเถอะ”
ว่าพลางสรนุชลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นสุบินกับอรอนงค์ไม่ลุกตาม
“พวกเราจะรออยู่ที่นี่...เธอไปเองแล้วกัน” สุบินบอก
“อ้าว...ไหงงั้นละ...ไป...อร”
อรอนงค์เริ่มเพ้อ “แม่...แม่จ๋า” สรนุชเห็นอาการก็ทำหน้าเหนื่อยใจ
“เธอเป็นคนที่อยากมาที่นี่...ถ้าอยากให้พวกเราไปต่อ...เธอก็ไปเรียกคนมาช่วยแล้วกัน” สุบินบอก
“ไอ้พวกเพื่อน...ตาย”
สรนุชเน้นเสียงตรงท้ายประโยค แล้วสะบัดก้นออกไปอย่างหงุดหงิด

ครู่ต่อมาสรนุชเดินถือร่มแดงแป๊ดใส่แว่นกันแดดราวกับมาเดินชายหาด สรนุชหยุดก่อนจะหันมองไปรอบๆ ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
“วู๊...มีใครอยู่แถวนี้มั้ย...วู๊”
ทุกอย่างเงียบสนิท...ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่คุณเรียก
“ชิ...คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้คนอย่างสรนุชยอมแพ้หรือไง”
สรนุชจะเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่นและหมายมาด

ทางด้านอรอนงค์ทำท่าสะลึมสะลืออ่อนเพลียไม่หาย และเริ่มเพ้อหนัก
“คนที่เขาหลงทางในทะเลทรายเขาตายกันยังไง”
“นี่มันเมืองไทย...ไม่ใช่ทะเลทรายซาฮาร่า...อดน้ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงไม่ตายหรอกน่า...เดี๋ยวยัยนุชก็ไปตามคนมาแล้ว” สุบินว่า
อรอนงค์ยังเพ้อต่อ “ทำไมมันถึงได้สวยงามอย่างนี้...นี่ฉันอยู่บนสวรรค์แล้วใช่มั้ย”
สุบินเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะตบหน้าเบาๆ เรียกสติ
“นี่...เธอเพ้อแล้ว...นั่นมันภาพลวงตา”
“ภาพลวงตา...หรือว่าเป็นนิมิตของคนใกล้ตาย” อรอนงค์เปรย
“ตายอะไร...” สุบินเริ่มตบแรงขึ้น “นี่...ตั้งสติหน่อยซิวะ”
อรอนงค์เจ็บ จนต้องกุมแก้ม แล้วพอมองไปด้านหลังสุบิน ก็อึ้งไป “รถ...รถมา”
สุบินคิดว่าอรอนงค์เพ้อหนักไม่เลิก เลยตบหนักขึ้น “รถอะไร...” ตบอีกทีแรงขึ้นกว่าเก่า “นี่”
ทันใดนั้นอรอนงค์ก็ตบสวนกลับสุบินเต็มแรงเหมือนกัน อย่างฉุน
“แล้วแกมาตบฉันทำไม...ฉันบอกว่าฉันเห็นรถ”
สุบินชะงักไปก่อนจะหันมองไปทางด้านหลังแล้วก็เห็นรถ ซึ่งเป็นกระบะของใจเด็ด วิ่งเข้ามาอย่างที่อรอนงค์ว่าจริงๆ
สุบินรีบลุกขึ้น “ช่วยด้วยครับ...ช่วยด้วย”
จังหวะนั้นรถกระบะคันเก่าของใจเด็ดแล่นเข้ามาจอด ก่อนจะเห็นใจเด็ดกับเกริกไกรลงมาจากรถ สุบินกับอรอนงค์รีบวิ่งเข้ามาหา
แล้วทันใดนั้นอรอนงค์ก็เบรกเอี้ยด! เมื่อเห็นหน้าใจเด็ด สุบินสงสัยว่าอรอนงค์เป็นอะไร
“มีอะไร”
“แกจำไม่ได้เหรอไง...นั่นมันนายใจเด็ดไง”
สุบินหันไปมองใจเด็ดที่กำลังเดินเข้ามากับเกริกไกร สุบินอ้าปากค้างไม่ทันได้ตั้งรับ แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” ใจเด็ดเอ่ยทักทาย
“เอ่อ...เอ่อ” สุบินรีบทำเป็นใจดีสู้เสือ “ยินดีที่ได้รู้จักครับ” สุบินเห็นใจเด็ดกับเกริกไกรทำหน้างง “ผมคือคนที่ติดต่อมาถ่ายสารคดีที่สถานีไงครับ”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาได้ ก่อนจะรีบเข้าไปจับมือเช่นกัน
“ยินดีเช่นกันครับ...ผมนึกว่าพวกคุณจะไม่มาซะแล้ว”
“พอดีเราเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ” สุบินบอก
เกริกไกรแปลกใจที่อรอนงค์ไม่หันหน้ามาซะที
“เพื่อนคุณเป็นไรหรือเปล่าครับ”
สุบินได้ยินอย่างนั้นก็พยายามสะกิดเรียกอรอนงค์ให้หันมา อรอนงค์ค่อยๆ หันมาด้วยท่าทีหวั่นกลัว ครั้นเมื่อเกริกไกรเห็นอรอนงค์ก็ถึงกับตะลึงในความสวย
“ผมรู้แล้วครับว่าเพื่อนคุณเป็นอะไร...เพื่อนคุณเป็นนางฟ้านี่เอง” เกริกไกรหยอดหวาน
สุบินกับอรอนงค์หันมองหน้ากันไม่รู้ว่าเกริกไกรมามุมไหน
ใจเด็ดกระทุ้งท้องเกริกไกรเป็นเชิงบอกอย่าเสียมารยาท “สวัสดีครับ...คุณคงเป็นคุณสรนุช”
“เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ...ดิฉันชื่ออรอนงค์ค่ะ” อรอนงค์แนะนำตัว
ใจเด็ดแปลกใจ “แล้วคุณสรนุชละครับ”

สรนุชที่ใจเด็ดถามถึงกำลังเดินระโหยโรยแรงมาตามทาง
“ทำไมแถวนี้มันไม่มีคนเลยหรือไงเนี่ย...เฮ้อ”
ระหว่างนั้นสรนุชเกิดรู้สึกปวดฉิ๊งฉ่องขึ้นมา
“มาปวดอะไรตอนนี้เนี่ย”
สรนุชมองซ้ายมองขวาพอเห็นว่าไม่มีคนอยู่แถวนั้น ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปริมทางก่อนจะกางร่มออกพรึ่บ!
สรนุชมองซ้ายมองขวาอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวหลบไปหลังร่มที่บังเธอจนมิด


ใจเด็ดเดินมาตามทางหาสรนุช ระหว่างนั้นใจเด็ดเหลือบไปเห็นร่มกางไว้อยู่ริมทาง
“ร่มใครมาตกอยู่แถวนี้”
ใจเด็ดรีบเดินเข้าไปที่ร่มคันนั้นที่กางไว้อยู่ทันที สรนุชกำลังมีความสุขหน้าพริ้มอยู่หลังร่ม
ใจเด็ดเข้ามาที่ร่มไม่รู้ว่าสรนุชอยู่หลังร่มคันนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่สรนุชเสร็จภารกิจก่อนจะลุกขึ้นใส่กางเกง ทันใดนั้นทั้งใจเด็ดกับสรนุชต่างก็ต้องตกใจ
“เฮ้ย”
“ว้าย..! ไอ้บ้า...ไอ้โรคจิต”
แล้วเมื่อใจเด็ดกับสรนุชต่างเริ่มมีเวลาที่จะพิจารณาใบหน้าของกันและกันต่างก็ต้องตกใจ
“คุณ”

สรนุชอึ้งไป ในใจนึกหวั่น ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!!!

อ่านต่อหน้า 2 เวลา 17.00 น.




 กระบือบาล  ตอนที่ 2 (ต่อ) 

ทางด้านเกริกไกร อรอนงค์ และสุบินยังคงนั่งรอกันอยู่ที่ริมทุ่งตามเดิม เกริกไกรเอาแต่จับจ้องไปที่อรอนงค์จนทำให้อรอนงค์รู้สึกกลัว จนแอบกระซิบกับสุบิน

“ตานั่นทำไมเอาแต่มองฉันอ่ะ”
“สงสัยคงไม่เคยเห็นแม่ชีเปื้อนโคลนมั้ง” สุบินแซว
อรอนงค์ตีเผียะเข้าให้ “บ้าเหรอ...เอาดีๆ ซิ”
“ก็ได้...หรือว่าเขาอาจจะชอบเธอก็ได้นะ” สุบินบอก
อรอนงค์ตีเข้าให้อีกเผียะ “นี่...”
ระหว่างนั้นเกริกไกรมองอรอนงค์จนเคลิ้ม ขนาดรำพึงออกมา
“แหม...ถ้ารู้ว่าสวยขนาดนี้...ผมคงออกมารับด้วยตัวเองตั้งนานแล้วละครับ”
สุบินกับอรอนงค์ทำเสียงสงสัยในลำคอ ทำให้เกริกไกรนึกได้รีบแก้
“ถ้ารู้ว่าซวย...รถตกน้ำขนาดนี้น่ะครับ”
“เอ่อค่ะ...นี่คุณใจเด็ดไปตามเพื่อนอรตั้งนานแล้ว...แน่ใจนะคะว่าไม่เป็นไร” อรอนงค์เป็นห่วงสรนุช
“รับรองครับ...ไอ้ใจเด็ดเนี่ย...ขนาดควายหายข้ามอำเภอมันยังตามกลับมาได้เลย...นับประสาอะไรกับเพื่อนคุณ...รับประกันความปลอดภัยครับ”
จังหวะนั้นเกริกไกรมองไปก็เห็นใจเด็ดเดินจ้ำหน้าง้ำกลับมา
“นั่นไงครับมาแล้ว”
อรอนงค์กับสุบินหันมองไปก็เห็นใจเด็ดเดินเข้ามา แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นสรนุชวิ่งตามเข้ามา
“นี่...รอก่อนซิคุณ...นี่”
อรอนงค์ดีใจที่เห็นเพื่อน “นุช...นุช !” รีบขอบคุณใจเด็ดที่เดินเข้ามาพอดี “ขอบคุณนะคะ”
ใจเด็ดเดินผ่านพร้อมกับพูดว่า
“กลับไปซะ...ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณ”
ใจเด็ดว่าแล้วก็เดินเลยไปที่รถที่จอดไว้ทันที ทุกคนถึงกับงงว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้ย ! ไอ้เด็ด...เป็นไรของแกวะ...ไอ้เด็ด”
ใจเด็ดไม่สนใจเดินบึ่งไปขึ้นรถ เกริกไกรต้องหันมาขอโทษอรอนงค์
“ต้องขอโทษจริงๆครับ...ไอ้เด็ด...รอด้วยเว้ย”
เกริกไกรรีบวิ่งไปที่รถก่อนที่ใจเด็ดจะออกรถไป เกริกไกรรีบกระโดดขึ้นรถไปทัน
“นี่...เดี๋ยวก่อน...นายอย่าใจแคบเกินไปซิ”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอนุช”
“หึ...ไม่บอกก็รู้...นายใจเด็ดคงจะโกรธคนที่ทำให้เขาติดคุก...แถมยังโดนว่าเสียๆ หายๆ แล้วยังโดนทำร้ายร่างกายอีก” สุบินเดา...แต่ถูกหมด
“ก็ตอนนั้นฉันไม่รู้นี่ว่าฉันจะต้องมาที่นี่แล้วก็มาเจอกับหมอนี่”
“แล้วนี่จะทำยังไง...พวกนั้นไม่ต้อนรับเรา...อย่างนี้เราต้องกลับกรุงเทพฯแล้วใช่มั้ย”
“ใครบอก...ฉันอุตส่าห์มาถึงแล้ว..คิดเหรอว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้คนอย่างสรนุชยอมแพ้” น้ำเสียงสรนุชมุ่งมั่นเอามาก
“เธอจะทำอะไร”
สรนุชไม่ตอบแต่ยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้

ด้านเจนจิรากับสมหญิงชะเง้อมองไปด้วยความเป็นห่วงใจเด็ดกับเกริกไกร
“ไปนานขนาดนี้...ไม่รู้ว่ามีอะไรหรือเปล่านะคะคุณเจน” สมหญิงเอ่ยขึ้น
เจนจิรากังวล “ก็ขออย่าให้มีอะไรก็แล้วกัน”
ระหว่างนั้นภิรมย์เข้ามาสะกิดสมหญิง สมหญิงกับเจนจิราหันมาก่อนจะเห็นภิรมย์หน้ายิ้มแป้น
“ไอ้ภิรมย์...ตอนนี้เขากำลังเครียดกันอยู่...นี่แกยังมีกะจิตกะใจยิ้มอีกหรือไง”
ภิรมย์พูดทั้งๆ ที่ยังยิ้ม “ก็หัวหน้าสั่งให้พวกเรายิ้มเข้าไว้...แต่ตอนนี้หน้าฉันมันค้าง”
เจนจิรากับสมหญิงกุมขมับกลุ้มใจ
“มานี่...ฉันจะทำให้มันหายค้างเอง”
สมหญิงค่อยๆ จับหน้าภิรมย์เข้ามา ก่อนจะใช้สองมือตบเผียะ! เข้าทั้งสองแก้ม ภิรมย์ถึงกับสะดุ้งหน้าหายค้างทันที
“ฮู้...หายจริงๆ ด้วย” ภิรมย์เอามือคลึงหน้าด้วยความเจ็บแทน
ระหว่างนั้นใจเด็ดเดินหน้าบึ้งเข้ามา หลังจากจอดรถแล้ว
“อ้าว...หัวหน้า...เจอพวกกองถ่ายมั้ยคะ” เจนจิราถาม
“เจอ” ใจเด็ดตอบสั้นห้วน
“ฮือๆๆ งั้นผมต้องยิ้มอีกแล้วใช่มั้ยครับ” ภิรมย์ว่า
“ไม่ต้องทำอะไรแล้ว...ทุกอย่างยกเลิก...แยกย้ายกันทำงานได้แล้ว”
ใจเด็ดพูดจบก็เดินออกไป ทุกคนมองตามด้วยอาการงงเต๊ก ระหว่างนั้นเกริกไกรวิ่งตามเข้ามา
“ไอ้เด็ด...ไอ้เด็ดเว้ย”
ทุกคนกรูกันเข้าไปถามเกริกไกร
“เกิดอะไรขึ้นเหรอหมอ...ทำไมอยู่ๆหัวหน้าให้เรายกเลิกทุกอย่าง”
เจนจิราถา เกริกไกรหน้าเครียดเพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

ทุกคนรู้เรื่องการยกเลิกงานจากเกริกไกรหมดแล้ว แต่ไม่รู้สาเหตุจึงเดาไปต่างๆนาๆ
“หรือว่าผู้หญิงคนนั้นคือแฟนเก่าของหัวหน้าครับ” ภิรมย์ว่า
“ไม่มีทาง...ฉันรู้จักแฟนเก่ามันดี” เกริกไกรบอก
สมหญิงตั้งข้อสังเกต “เอ...ถ้าไม่ใช่...งั้นผู้หญิงคนนั้นต้องทำให้หัวหน้าโกรธแน่นอนเลยคะ”
ภิรมย์เอานิ้วจิ้มหัว “ใช้อะไรคิด...ห๊ะ ! ถ้าทำให้หัวหน้าอารมณ์ดีจะเป็นอย่างนี้หรือไง”
เจนจิราที่นั่งเครียดอยู่ก็บ่นขึ้น
“น่าเสียดายนะหมอ...โอกาสที่จะทำให้คนกลับมารักควายเหมือนเดิมเลยหมดกัน”
เกริกไกรพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่...โอกาสที่คุณอรจะมาอยู่ที่นี่ก็หมดไปด้วยเหมือนกัน”
ทุกคนถึงกับหันมองเกริกไกร เห็นเกริกไกรหน้าเศร้าก็สงสัยว่าเป็นอะไร


ส่วนสรนุช อรอนงค์ และสุบินกำลังช่วยกันขนกระเป๋าและเครื่องการถ่ายทำเดินมาตามทาง ท่าทางของอรอนงค์กับสุบินใกล้จะโคม่าเต็มที จะมีก็แต่สรนุชเท่านั้นที่ก้าวฉับๆ มีแรงล้นอยู่คนเดียว
อรอนงค์กับสุบินต่างสะกิดให้แต่ละฝ่ายเป็นคนพูด แต่ก็เห็นอรอนงค์กับสุบินต่างก็เกี่ยงกัน ระหว่างนั้นสรนุชหันกลับมาเช็ค แล้วก็สงสัย
“ซุบซิบอะไรกัน”
อรอนงค์กับสุบินต่างมองหน้ากันก่อนที่อรอนงค์จะเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“นุช...แล้วไอ้สถานีนั่นมันอยู่อีกไกลมั้ย...ฉันไม่ไหวแล้วนะ”
สรนุชเดินเข้ามาบอก “ไม่ไหวก็ต้องไหว”
“ฉันว่ากลับกรุงเทพฯเถอะ...แกจะไปทำไม”
“ไม่ได้ !” น้ำเสียงสรนุขยังแค้นใจเด็ดไม่หาย “ฉันจะทำให้นายนั่นรู้ว่าไม่เคยมีใครปฏิเสธคนชื่อสรนุชได้” หันมาสั่งสองเพื่อนซี้ต่อ “ไม่ต้องถามอะไรแล้ว...เก็บแรงไว้เดินไปให้ถึงที่นั่นดีกว่า”
ว่าแล้วสรนุชก็เดินออกไป อรอนงค์กับสุบินระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจในความรั้นของสรนุชสุดๆ


คืนนั้นทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าว อารมณ์ของใจเด็ดเมื่อตอนกลางวันทำให้ทุกคนต่างมีท่าทางอึดอัด
ใจเด็ดมองทุกคนก็รู้ว่าทุกคนอยากรู้เหตุผลที่เขายกเลิกไม่ให้คณะสารคดีมาถ่ายทำที่นี่ ใจเด็ดวางช้อน
“ทุกคนจำตอนที่ฉันไปกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดนี่ได้มั้ย”
สมหญิงสอดขึ้นทันทีหลังจากที่อยากรู้มานาน
“แล้วหัวหน้าไปเจอผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ”
ทุกคนหันมองสมหญิง ทำให้สมหญิงต้องหลุบหน้าลง
ใจเด็ดเล่าต่อ “ฉันกลับไปที่บ้าน”
สมหญิงสอดขึ้นอีก “แล้วก็เจอผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ”
ทุกคนหันมองสมหญิงอีก ทำให้สมหญิงต้องหรุบหน้าลงอีกครั้ง
ใจเด็ดเล่าต่อ “แต่เกิดการเข้าใจผิด...ทำให้คนคิดว่าฉันเป็นขโมย...แล้ว...”
“อ๋อ...แล้วก็เจอผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ยคะ” สมหญิงต่อประโยคให้อีก
ภิรมย์เอานิ้วป้ายปากสมหญิงอย่างเซ็งๆ “เว้ย...แกสอดอยู่อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่หัวหน้าเขาจะได้ผู้หญิงคนนั้นเล่า”
“แล้วฉันก็เจอผู้หญิงคนนั้น”
สมหญิงดึงจมูกภิรมย์เป็นการเอาคืน “เห็นมั้ย...นี่แน่ะ”
“อ้าว...แล้วทำไมแกไม่บอกไปละว่าแกไม่ใช่ขโมย” เกริกไกรถาม
“ฉันพูดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว...แม่นั่นเชื่อที่ไหนละ”
“แกก็เลยไล่พวกนั้นกลับเป็นการแก้แค้น”
ใจเด็ดนิ่งไปทบทวนความรู้สึกตัวเอง
“ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้น...แต่จริงๆแล้วที่ฉันไม่อยากให้พวกนั้นมาถ่ายก็เพราะ...”
ใจเด็ดพูดไม่ทันจบประโยค ระหว่างนั้นเสียงช่อผกาดังขึ้น
“พี่เด็ด...พี่เด็ดกลับมาแล้ว”
ทุกคนหันไปก็เห็นช่อผกา...สาวมั่นทรงสะบึมแต่งตัวฉูดฉาดวิ่งเข้ามาก่อนจะโผเข้ากระโดดกอดใจเด็ด
“ผกา...” ใจเด็ดพยายามจะดันตัวออก “ทำอะไรน่ะ”
“ไม่รู้แหละ...ก็พี่เด็ดเล่นหนีไปกรุงเทพฯไม่บอกผกา...ผกาจะกอดให้หายคิดถึงเลยคอยดู” ช่อผกาว่า
“อย่าทำอย่างนี้ผกา...เราไม่ได้เป็นอะไรกัน...ถ้าพ่อผกามาเห็นมันจะไม่ดีนะ” ใจเด็ดเอ็ดเอา
“ไม่ต้องห่วงคะ...ผกาเอายานอนหลับให้พ่อกินแล้ว...พี่เด็ดอ่ะ...รู้มั้ยว่าตั้งแต่พี่เด็ดไปกรุงเทพ..ผกาก็กินไม่ได้...นอนไม่หลับ”
“สองวันเองเนี่ยนะ” เจนจิราอึ้ง
ช่อผกาหันขวับมองเจนจิราสายตาดุ เจนจิราทำหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้
ช่อผกาไม่สนใจ หันมาอ้อนใจเด็ดต่อ “เนี่ย...ผการู้สึกอ่อนแรง...สงสัยจะเป็นเพราะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะคิดถึงพี่เด็ด...อุ้ยๆ...ผการู้สึกเหมือนจะเป็นลมน่ะค่ะ”
ช่อผกาทำท่าโซซัดโซเซจะแกล้งโผเข้าหาใจเด็ด แต่แล้วเจนจิรากลับเอาตัวเข้ามารับช่อผกา ช่อผกาซบลงที่ไหล่ของเจนจิราหลับตาพริ้มคิดว่าเป็นใจเด็ด
“งั้นฉันโทร.เรียกผู้พันให้เอามั้ย”
ช่อผกาตกใจลืมตาตื่น “อ๊าย ! นังเจน”
“ก็ใช่น่ะซิ...อ้าว...จะเป็นลมไม่ใช่เหรอ”
“อ๊าย...! นังเจน...แก...แก”
ระหว่างที่ช่อผกากับเจนจิราจะมีเรื่อง เสียงของโทนก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“หัวหน้า...หัวหน้า”
ทุกคนหันไปก็เห็นโทนวิ่งเข้ามา
“มีคนมาที่หน้าสถานีครับ”
ใจเด็ดสงสัยว่าเป็นใคร ใจเด็ดและทุกคนรีบออกไป ช่อผกาเจ็บใจที่ไม่มีใครสนใจ
“อ๊าย ! พี่เด็ด...ผกาอยู่นี่...พี่เด็ดจะไปไหนไม่ได้นะ...อร๊ายย”


ทุกคนเดินกันออกมาเป็นพรวนที่หน้าสถานีนำโดยใจเด็ด เกริกไกรมองฝ่าความมืดไปที่กลุ่มคนที่หน้าสถานี แล้วทันใดนั้นเกริกไกรก็อึ้งไป
“คุณอร”
อรอนงค์ สุบินนั่งกองกันหมดแรงอยู่บนข้าวของสัมภาระ สรนุชได้ยินเสียงจึงหันมา แล้วนั่นจึงเป็นการประจันหน้าระหว่างใจเด็ดกับสรนุชอีกครั้ง
เกริกไกรตะโกนบอก “เปิดประตู”
“เดี๋ยวก่อนหมอ”
ใจเด็ดห้ามเกริกไกรไม่ทัน พอประตูเปิดออกเกริกไกรก็รีบวิ่งเข้าไปดูอรอนงค์ที่นั่งหมดแรงทันที สรนุชเดินเข้ามาหาใจเด็ด ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสรนุชตบหน้าใจเด็ดดังเผียะ !!!
ทุกคนอ้าปากค้างเพราะไม่เคยมีใครทำอย่างนี้กับใจเด็ด อรอนงค์กับสุบินถึงกับใจเสียเพราะดันมาแหย่เสือถึงในถิ่น
ช่อผกาที่วิ่งตามมาพอดีเห็นเข้าก็ถึงกับร้องออกมา
“อ๊าย ! แกเป็นใคร...เรื่องอะไรมาตบพี่ใจเด็ดของฉัน”
ช่อผกาวิ่งเข้ามาขวางระหว่างสรนุชกับใจเด็ด สรนุชไม่สนใจผลักช่อผกาหลบออกไปจนช่อผกาแทบหัวคะมำ
“ว้าย”
สรนุชเดินเข้ามาหาใจเด็ดจ้องหน้าตาไม่กระพริบ
“ตบแรก...สำหรับการที่นายทิ้งพวกฉันเอาไว้โดยไม่สนใจว่าจะเป็นจะตาย...เผื่อแรงตบของฉัน...มันจะช่วยกระตุ้นความเป็นมนุษย์ของนายขึ้นมาบ้าง....แล้วนี่”
สรนุชเงื้อมือตบหน้าใจเด็ดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใจเด็ดคว้าหมับไว้ได้
ใจเด็ดกระชากสรนุชเข้ามา “ผมไม่ใช่พระเอกในละครที่ยอมโดนตบแล้วไม่ทำอะไรเลย”
ระหว่างนั้นช่อผกาพลิกตัวกลับมาพอดี เห็นใจเด็ดจับมือสรนุชเอาไว้
“ดีค่ะ...พี่เด็ดจับมันไว้นะคะ...เดี๋ยวผกาจะตบล้างแค้นให้พี่เด็ดเอง...ย้ากกก”
ช่อผกาเงื้อมือมาแต่ไกล แต่แล้วเกริกไกรก็จับมือช่อผกาเอาไว้
“ปล่อยฉันนะหมอ”
“นี่...จะเข้าไปยุ่งทำไม..แค่นี้ก็ยุ่งอยู่แล้วนะผกา”
“ไม่...มันทำพี่เด็ดของผกา...ผกาไม่ยอม”
เกริกไกรเหนื่อยใจ “ภิรมย์...สมหญิง”
ภิรมย์กับสมหญิงรู้หน้าที่ดี จึงปรี่เข้ามาจับตัวช่อผกาก่อนจะรีบดึงออกไปท่ามกลางเสียงร้องโวยวายของช่อผกาที่ดังลั่นสถานี
สรนุชมองตามช่อผกาไปพอเห็นว่าทุกอย่างสงบ สรนุชก็หันมาเฉ่งใจเด็ดต่อ
“นายมันไม่มีน้ำใจ” ทุกคนถึงกับอึ้งไปในความแรงของสรนุช “ฉันรู้ว่าฉันเคยทำไม่ดีกับนายไว้...แต่นั่นเป็นเพราะฉันไม่รู้...นายก็ควรจะให้อภัย”
“อยากให้ผมให้อภัยเหรอ...ได้...ผมให้อภัยคุณ” สรนุชและทุกคนฟังแล้วใจชื้น “ในเมื่อคุณได้สิ่งที่ต้องการแล้ว...ก็กลับไปซะ...” หันไปบอก “ปิดประตู”
ใจเด็ดทำท่าจะเดินเข้าไป สรนุชเหวอ...ให้อภัยตรงไหน ระหว่างนั้นเสียงของสรนุชดังขึ้น
“นายไม่ได้รักควายจริง”
ใจเด็ดชะงักแล้วหันมามองสรนุช
“สิ่งที่นายรักคือตัวนายเอง...นายกำลังปิดโอกาสการอยู่รอดของควายเพราะความเห็นแก่ตัว...ความไม่มีน้ำใจของนาย” สรนุชเริ่มหันไปบอกกับคนอื่นเหมือนกำลังหาเสียง “ทุกคนคิดดูนะคะ...มีคนดูโทรทัศน์กี่สิบล้านคนในประเทศไทย...แค่เพียงเราออกอากาศเพียงครั้งเดียว...จะมีคนที่รู้และหันมาสนใจเรื่องควายกันแค่ไหน...แล้วไหนเราจะทำเป็นดีวีดี...และอัพโหลดขึ้นยูทูป...แถมด้วย...”
“เลิกพล่ามได้แล้ว” ทุกคนชะงักไปเมื่อใจเด็ดเสียงดัง “เพราะผมรักควายของผมและควายทุกตัวต่างหาก...ผมจึงไม่ให้คุณมาทำสารคดีที่นี่”
ทุกคนสงสัยในคำพูดของใจเด็ด
“ผมไม่รู้ว่าคนที่มีความคิดในแง่ลบและทัศนคติร้ายๆอย่างคุณ...จะสื่อสารเรื่องความรักออกมายังไง...กลับไปซะ...คุณกับผมจะได้ไม่ต้องมีใครเสียเวลา”
“นายเองก็ไม่ต่างจากฉัน...นายยังไม่ได้เห็นในสิ่งที่ฉันทำแต่นายก็ตัดสินไปแล้วว่าฉันทำไม่ได้...ว่าแต่คนอื่น...ดูตัวเองซะก่อนเถอะนายใจแคบ” สรนุชเยาะ
จากนั้นใจเด็ดกับสรนุชต่างสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนต้องมีคนเข้ามาช่วยพูด
“นั่นซิ...แกน่าจะลองให้พวกเราทำออกมาให้ดูก่อน...ถ้าไม่พอใจอะไรตรงไหนก็ให้พวกเขาแก้ใหม่ได้...” ใจเด็ดพูดกับสรนุช “จริงมั้ยครับ”
สรนุชรีบสอดรับทันที “แน่นอนอยู่แล้วคะ...ทางเราคงต้องให้ทุกคนช่วยดู...เพราะลำพังที่จะให้คนมองโลกในแง่ลบอย่างฉันดูคนเดียว...ก็คงไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี”
ใจเด็ดรู้ว่าสรนุชแอบพูดกัดเขา เจนจิราเข้ามาช่วยพูดกับใจเด็ดอีกคน
“เจนว่าก็น่าจะลองดูนะคะหัวหน้า...เราไม่มีโอกาสอย่างนี้บ่อยๆ นะคะ”
“ทำไมจะไม่มี...ทีวีช่องอื่นก็ติดต่อเข้ามาขอถ่ายกันเยอะแยะ”
เกริกไกรพาซื่อ “อ้าว...ไหนแกบอกว่าไม่มีเลยไง”
ใจเด็ดชะงักกึกที่เกริกไกรดันทำให้เขาหน้าแหกซะแล้ว สรนุชเห็นว่าใจเด็ดเริ่มอ่อนลงจึงรีบยื่นข้อเสนอ
“ฉันขอเวลาสามวัน...แล้วฉันจะทำสารคดีควายที่ดีที่สุดในโลกให้นายดู”
“วันเดียว ! แค่วันเดียว...พวกเราก็จะรู้แล้วว่าคุณมันตัวจริงหรือตัวปลอม”
สุบินกับอรอนงค์ถึงกับสะดุ้ง
สรนุชนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนกัน “ได้...ไว้นายคอยดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
สรนุชสบตาใจเด็ดอย่างมุ่งมั่น

กระเป๋าสัมภาระของทั้งสามคน ถูกวางลงภายในเรือนรับรอง มีเจนจิรากับสมหญิงมาส่งและคอยดูแลให้
“ขอบคุณมากนะครับ...คุณ” สุบินเอ่ยขอบคุณเจนจิรา
“เจนจิราค่ะ...แล้วนี่ก็สมหญิง”
“สวัสดีค่ะ”
ทุกคนรับไหว้และขำในอาการนอบน้อมเกินเหตุของสมหญิง
“สมหญิงจะมาคอยดูแลพวกคุณ...ถ้าเกิดขาดเหลือหรืออยากจะเรียกใช้อะไรก็เรียกสมหญิงได้ตลอดเวลานะคะ”
“อุ้ย...ไม่ต้องหรอกค่ะ...คือ...พวกเราดูแลตัวเองกันได้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ...หัวหน้าใจเด็ดสั่งไว้ให้สมหญิงคอยดูแลพวกคุณๆให้ดี”
“นายนั่น...” สรนุชนึกได้ “อุ้ย...หัวหน้าของสมหญิงน่ะเหรอจ๊ะ”
เจนจิรารับแทน “ใช่ค่ะ...หัวหน้าสั่งเอาไว้”
สรนุชเชิดหน้า “ไม่น่าเชื่อ”
“แต่สั่งเอาไว้ก่อนที่พวกคุณจะมาถึงนะคะ” เจนจิราบอก
สรนุชบ่นพึมพำคนเดียว “ว่าแล้ว”
อรอนงค์ที่ดูกลัวๆ ก็รีบถามเพื่อเป็นข้อมูลให้กับตัวเอง
“เอ่อ...ปกติคุณใจเด็ดเขาเป็นอย่างนี้หรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอกค่ะ...ปกติหัวหน้าใจเด็ดแกใจดีกับทุกคน...ลูกน้องหรือชาวบ้านทุกคนที่อยู่แถวนี้...รักหัวหน้ากันหมดทุกคนแหละค่ะ”
สรนุชทำหน้าไม่น่าเชื่อ “รักลงไปได้ยังไง” แล้วรีบเก็บข้อมูลทันที “เอ่อ...หัวหน้าของคุณเนี่ยเป็นคนยังไงคะ”
เจนจิรายิ้ม “เดี๋ยวพวกคุณก็จะรู้เองแหละคะ...ตอนนี้อากาศออกจะอ้าวซะหน่อย...แต่ตอนดึกๆรับรองว่าพวกคุณต้องหาผ้าห่มกันไม่ทันแน่นอน...พักผ่อนเถอะคะ...ถ้ามีอะไรเรียกฉันกับสมหญิงได้ตลอดเวลานะคะ”
ทั้งสามกล่าวขอบคุณเจนจิรากับสมหญิงก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไป อรอนงค์มองไปรอบๆ บ้านอย่างกลัว ก่อนจะยกมือไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทาง
“สวัสดีค่ะผีบ้านผีเรือนเจ้าที่เจ้าทาง...ถ้าลูกทำอะไรผิดพลาดไปก็โปรดอภัยให้ลูกด้วยนะคะ...แล้วพรุ่งนี้ลูกจะรีบกลับกรุงเทพทันทีเลยค่ะ”
“พรุ่งนี้อะไร...อีกสามวันเราถึงจะกลับกัน” สรนุชบอก
“สามวัน..! เหอะ...เอาพรุ่งนี้ให้รอดก่อนเถอะ...ท่าทางนายใจเด็ดนั่นไม่ยอมเธอเหมือนฉันสองคนแน่” สุบินแขวะ
สรนุชมองไปทางบ้านพักของใจเด็ด “ก็ดี...ให้นายนั่นขุดสิ่งร้ายๆ ออกมาให้หมด...ถึงเวลาสู้กันจริงๆ ระหว่างควายกับบาคาตี้จะได้รู้ว่าจุดอ่อนกับจุดแข็งนายนั่นคืออะไร”
สรนุชมองเขม็งไปทางบ้านของใจเด็ดด้วยความตั้งใจที่จะทำภารกิจให้สำเร็จให้ได้

ใจเด็ดกับเกริกไกรเดินมาที่บ้านพักของใจเด็ด
“แกอยากรู้ไปทำไมว่าฉันจะเอาเป็นเกณฑ์ตัดสินสารคดีของพวกนั้น” ใจเด็ดสงสัย
“ก็ไม่มีอะไร...เผื่อแกจะมีอะไรให้ฉันช่วยไง”
“ช่วยฉันหรือช่วยคุณอร”
เกริกไกรถึงกับอ้าปากค้างที่ใจเด็ดรู้ทัน
“เอ่อ...ไม่มีอะไรจริงๆ”
“หมอ...แกไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้แกไม่รู้หรอกว่าเขาร้ายขนาดไหน”
“อ่ะ...ที่แท้ก็ยังแค้นเขาอยู่” เกริกไกรเหน็บ
“ฉันไม่ได้แค้น...แต่ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของควาย”
“เขาไม่มีแล้วใครมี...แกเหรอ”
ใจเด็ดชักฉุน “นี่แกอยากให้พวกเขาอยู่ให้ได้ใช่มั้ย”
“ไอ้เด็ด...ฟังฉันนะเว้ย...ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร...แต่ที่พวกเขาพูดก็ถูก...นี่คือโอกาสที่ไม่ได้มีบ่อยๆ...ไม่เคยมีเลยด้วยซ้ำ...โอกาสที่ชาวนาจะหันกลับมาใช้ควายอยู่ที่แกแล้วนะเว้ย”
ใจเด็ดลังเล แต่ยังหัวแข็งดื้อดึง “ก็ได้...ถ้าแกคิดอย่างนั้น...” แล้วใจเด็ดก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่ฉันคงต้องทดสอบก่อน...ถ้าพรุ่งนี้พวกนั่นผ่าน...ฉันก็จะให้พวกเขามาถ่ายสารคดีได้
ว่าแล้วใจเด็ดก็ปิดประตูใส่หน้าเกริกไกรโดยไม่รอให้เกริกไกรรั้งเอาไว้
“เฮ้ย...ไอ้เด็ด...ไอ้เด็ด” เกริกไกรครุ่นคิด “พรุ่งนี้ไอ้เด็ดมันจะให้พวกคุณอรทำอะไรบ้างวะ”


อรอนงค์กับสุบินอาบน้ำทาบท่าเสร็จก็พากันปะแป้งเต็มหน้า แต่กำลังออกอาการงงอยู่
“บอกพวกเราหน่อยซิว่า...เธอมีแผนอะไรที่จะทำให้นายใจเด็ดยอมให้พวกเราอยู่ต่ออีกสามวัน”
สรนุชกำลังทดลองถ่ายกล้องวิดีโอให้ชำนาญมือ
“ไม่มี”
สุบินกับอรอนงค์ตกใจ
“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเธอจะไม่มีแผน”
“ที่ฉันไม่มีแผนก็เพราะว่าฉันไม่ได้ต้องการมาถ่ายวิดีโอควายอะไรนั่นจริงๆ ซะหน่อย...แกสองคนก็รู้ว่าฉันมาหาข้อมูลของนายใจแคบนั่น...ถ้าพรุ่งนี้พอ...พวกเราก็จะกลับกรุงเทพฯกันพรุ่งนี้เลย...แต่ถ้าไม่...แกสองคนคนใดคนหนึ่งก็แกล้งป่วยซะ...ฉันว่าอย่างน้อยคนที่นี่คงไม่ใจดำเหมือนนายใจแคบนั่นหรอก”
สรนุชหรี่ตาลงอย่างมั่นใจในแผนการของตน

รุ่งเช้าวันต่อมาใหม่สรนุชกับอรอนงค์นอนหลับกันอย่างสบายอารมณ์ ภายในห้องนอนที่เรือนรับรอง ส่วนที่ด้านนอกเห็นขาของผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนบ้านพร้อมกับไม้ในมือ ชายคนนั้นค่อยๆ เดินมาที่หน้าห้องนอน

ครู่ต่อมาสรนุชกับอรอนงค์ต้องสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อได้ยินเสียงโคร้งเคร้งดังลั่น
“โอ๊ย...! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
เป็นใจเด็ดนั่นเองกำลังตีหม้อตีไหเสียงดังจนแทบจะตื่นไปทั้งสถานี สรนุชเดินงัวเงียผมกระเซิงออกมาจากห้อง
“ทำอะไรของนาย...พวกฉันนอนอยู่นะ”
“ถ้าอยากจะนอนก็กลับไปนอนที่กรุงเทพฯ...แต่ถ้าอยากทำงานก็ตื่นได้แล้ว”
ระหว่างนั้นสุบินงัวเงียออกมาอีกคน
“มันไม่เช้าเกินไปหน่อยเหรอ...นี่มันแค่...” สรนุชหันไปถามอรอนงค์ “กี่โมงแล้ว”
ใจเด็ดตอบแทน “หกโมง ! คนที่นี่เขาทำงานกันแต่เช้า...หกโมงของที่นี่เขาเรียกว่าสาย...ผมจะให้เวลาพวกคุณสิบนาที...ขอให้พร้อมกันที่คันนาข้างหน้าด้วย”
ใจเด็ดพูดจบก็เดินออกไปโดยไม่รอคำทักท้วงจากสรนุช
“อ้าว...เดี๋ยวก่อนซิ...ฮึ่ยย์...ใจเด็ด...นายจอมเผด็จการ”


ใจเด็ดนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าอีกคัน กำลังมองดูนาฬิกาข้อมือ
“57...58...59”
ทันใดนั้นเสียงของสรนุชดังขึ้น
“ไม่ต้องนับถอยหลังก็ได้...พวกฉันมาถ่ายสารคดี...ไม่ใช่มาฝึกทหาร”
ใจเด็ดหันไปก็เห็นสรนุช อรอนงค์ และสุบินเดินหอบหิ้วอุปกรณ์ลงมาจากเรือนรับรอง พอสรนุชเดินเข้ามาใกล้ ใจเด็ดก็ทำหน้าฉุนขึ้นมาทันที
“ฮือ...”
“อะไร”
“นี่คุณไปอาบน้ำหรือไปให้อูฐเยี่ยวใส่กันแน่...”
“เขาเรียกว่าโรลออน”
“จะโรลออนหรือโรตีผมก็ไม่สน...ควายกับคนที่นี่ไม่ชอบน้ำหอม...ไปอาบน้ำใหม่ซะ”
“ไง...ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องใส่...แค่ครีมกันแดดก็พอแล้ว”
สรนุชค้อนสุบินหนึ่งขวับก่อนจะหันมาพยศใส่ใจเด็ดต่อ
“ไม่...นี่มันสิทธิส่วนบุคคล...นายไม่มีสิทธิมาสั่งให้ฉันทำหรือไม่ทำอะไร”
ใจเด็ดลงจากมอเตอร์ไซค์ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาสรนุช แล้วก้มลงหยิบก้อนโคลนจากคันนาขึ้นมา
“เฮ้ย ! ทำบ้าอะไรของนาย”
“ในเมื่อคุณไม่ล้างไอ้เยี่ยวอูฐนั่นออก...ผมก็จะเอาดินนี้ถูที่จักกะแร้คุณเพื่อดับกลิ่นให้ไง”
อรอนงค์สะดุ้งโหยง กลัวไว้ก่อน “อุ้ย...เอ่อ...ของอรก็ใส่มานิดนึง...งั้นเดี๋ยวมานะคะ”
อรอนงค์วิ่งจู๊ดออกไป สรนุชค่อยๆถอยกรูดและร้องเรียกให้สุบินช่วย
“สุบิน...ช่วยฉันด้วยซิ”
“เอ้า...เธอก็แค่ไปอาบน้ำใหม่ไง”
ระหว่างนั้นสรนุชที่มัวแต่ถอยหลังจนไม่ได้ดูทาง ทันใดนั้นสรนุชก็เหยียบเข้าไปที่คันนาก่อนที่โคลนจะยุบตัว ร่างของสรนุชค่อยๆ เซก่อนจะลอยละลิ่วลงท้องนาไปเสียงดัง ตูม !!!
ใจเด็ดมองแล้วอมยิ้มก่อนจะโยนโคลนในมือทิ้ง “ไม่จำเป็นแล้ว”

สรนุชตีโคลนด้วยความเจ็บใจ “บ้าๆๆๆ !!!”

อ่านต่อหน้า 3 พรุ่งนี้




 กระบือบาล  ตอนที่ 2 (ต่อ) 

ใจเด็ดกำลังพูดแจ้งเรื่องการมาถ่ายสารคดีของสรนุชและเพื่อนๆ อยู่ที่หน้าเสาธงสถานี

“เมื่อวานพวกเราบางส่วนคงได้รู้กันแล้วว่าจะมีคณะถ่ายทำสารคดีมาที่นี่...แต่วันนี้...ผมอยากจะขอแนะนำพวกเขาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง...ขอเชิญครับ”
บรรดาเหล่ากระบือบาลที่อยู่ด้านล่างต่างตบมือชอบใจ แต่แล้วทั้งหมดก็ต้องชะงักไปเมื่อมองขึ้นไปบนเวทีเห็นสภาพของสรนุช!
สรนุชอยู่ในสภาพเปื้อนโคลนเต็มตัวเดินขึ้นมาบนเวทีหน้าง้ำ
“ไม่ต้องสงสัยนะทุกคน...พอดีคุณแก้วใจเธออยากทำความคุ้นเคยกับควายก็เลยลองลงไปแช่ในปลักให้เหมือนกัน”
สรนุชมองใจเด็ดด้วยความแค้นก่อนจะหันมาสวัสดีเหล่ากระบือบาล
“สวัสดีค่ะ...ดิฉันชื่อสรนุช...เป็นพิธีกร...ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันคนแรก...ชื่อสุบิน...เป็นตากล้อง...ส่วนอีกคนคือ...อรอนงค์...เป็นผู้ช่วยตากล้องค่ะ”
“ผู้ช่วยตากล้องทำอะไรบ้างครับ” เกริกไกรถามพาซื่อ
อรอนงค์ชะงักไปเพราะไม่รู้เรื่อง จึงหันมองขอความช่วยเหลือจากสรนุช)
สรนุชกัดฟันบอกแบบเบาๆ “ทำทุกอย่าง...ทำทุกอย่าง”
อรอนงค์ฟังผิด “อ๋อ...ดิฉันมีหน้าที่ย่างควายค่ะ”
ทุกคนในที่นั้นเงียบสนิท สุบินถึงกับกุมขมับ สรนุชต้องรีบแก้ให้
“เมื่อกี้อรเขาเล่นมุกน่ะคะ...คืออรเขาทำหน้าที่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับควายน่ะคะ...ทุกอย่าง...ไม่ใช่ย่างนะคะ”
ทุกคนที่อยู่ข้างหน้าโล่งใจ ค่อยส่งเสียง...”อ๋อ” ออกมาตามๆ กัน สรนุชโล่งอกก่อนจะมองอรอนงค์แววตาจิกด่า

ไม่นานหลังจากนั้น สุบินกำลังตั้งกล้องโดยมีอรอนงค์คอยช่วยกางขาตั้งกล้องให้อย่างทุลักทุเล ก่อนที่สุบินจะหันไปสั่งกับสรนุชที่ยืนถือสคริปต์อยู่ข้างๆ
ระหว่างนั้นเสียงของเกริกไกรดังขึ้น
“พร้อมแล้วครับทุกคน”
สรนุช อรอนงค์ และสุบินหันมาก็เห็นเกริกไกรในชุดที่สีแสบสันต์ยิ่งกว่าปกติเดินเข้ามา
“เป็นยังไงครับคุณอร...หล่อพอจะออกทีวีได้หรือยังครับ”
“เอ่อ...หล่อ...หล่อแล้วค่ะ”
สรนุชแอบบ่น “คนหรือศาลพระภูมิเนี่ย”
ใจเด็ดเดินเข้ามาหน้าตาจริงจัง “พวกคุณจะถ่ายอะไรกันบ้าง”
“ทุกอย่าง...ไม่มีสคริปต์...นายอยากพูดอะไรก็พูดไป...เดี๋ยวฉันจะถ่ายของฉันเอง” สรนุชบอก
“ก็ดี...เพราะควายประชาสัมพันธ์ของผมพร้อมนานแล้ว” ใจเด็ดยิ้มกวน
“ควายประชาสัมพันธ์เหรอครับ” สุบินอึ้งเลยทีเดียว
จังหวะนั้นเองนั้นเจนจิราจูงควายสองตัวเดินเข้ามา สรนุชส่งสัญญาณให้สุบินก่อนที่เธอจะเริ่มกดอัดเทป
“เจ้าตัวแรกรหัส...เจ็ดศูนย์หนึ่ง...ชื่อจริงคือจะเด็ด...เขาฉลาดเรียนรู้เร็ว...มารยาทเป็นเยี่ยม...มีความเป็นมิตรสูง...เหมาะกับตำแหน่งนี้” เจนจิรากระตุกเชือก “เอ้า...สวัสดีแขกเขาหน่อยจะเด็ด”
ควายตัวผู้พ่วงพีค่อยๆ ย่อเข่าลง ทำให้สรนุช อรอนงค์และสุบินเกิดอาการอึ้งเล็กน้อย ใจเด็ดพูดแนะนำควายที่อยู่ข้างๆ ตัวต่อทันที
“ส่วนเจ้าตัวนี้รหัสแปดสองห้า...ชื่อว่าจันทรา...เอ้า...จันทรา...สวัสดีค่ะ”
ระหว่างนั้นสรนุชเดินเข้าไปใกล้จันทรา จันทราสบตากับสรนุช ก่อนที่มันจะรู้สึกได้ถึงความหวังดีประสงค์ร้ายของสรนุช ทันใดนั้นจันทราก็เกิดอาการกระสับกระส่าย เริ่มสะบัดสายตะพายจนน่ากลัว จะเด็ดควายอีกตัวเมื่อเห็นจันทรามีอาการอย่างนั้นก็มีปฏิกิริยาร่วมก่อนจะมีอาการเดียวกัน
“เย็นไว้...เย็นไว้...ฉันฝึกให้มารับแขกไม่ใช่มาขู่แขกนะจะเด็ดจันทรา” ใจเด็ดปรามควายพีอาร์
เจนจิรารีบให้สรนุช สุบินและอรอนงค์ถอยออกมาเพื่อความปลอดภัย
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ...ไม่รู้ว่าเป็นอะไร...อยู่ๆ ก็เกิดงอแงขึ้นมาซะงั้น”
“ไม่หรอกหมอ...จันทรามันคงคิดว่าเจอตัวเมียด้วยกันก็เลยออกอาการหวงถิ่นน่ะ”
ใจเด็ดพูดพร้อมกับปลายตามองไปที่สรนุช โดนสรนุชมองค้อนขวับ
ระหว่างนั้นโทนวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น
“หัวหน้า...หัวหน้าใจเด็ด”
“มีอะไรโทน”
“ผู้พันเขาจะยิงพ่อและไอ้โหมครับ”
ใจเด็ดได้ยินก็มีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที “อะไรนะ...ไป...พาฉันไปเดี๋ยวนี้เลย”
ใจเด็ดรีบวิ่งออกไปทันที เกริกไกรรีบหันมาขอโทษทั้งสาม
“นี่มันวันอะไรวะเนี่ยทำไมถึงมีแต่เรื่อง...ไม่มีอะไรหรอกนะครับ”
สรนุชคิดแล้วเห็นว่าน่าจะเก็บข้อมูลเอาไว้ “ถ้าเราจะขอตามไปด้วยได้มั้ยคะหมอ”
“ผมว่าอย่าไปเลยดีกว่าครับ....ไม่มีอะไรหรอกครับที่นั่นน่ะ”
เกริกไกรมัวแต่พูดหันมาอีกทีก็ต้องเหวอไปเมื่อเห็นสรนุช อรอนงค์และสุบินไม่อยู่ตรงนั้นซะแล้ว เกริกไกรมองไปก็เห็นทั้งสามกำลังวิ่งตามใจเด็ดออกไปนั่นเอง เกริกไกรรีบวิ่งตามออกไป

กลางทุ่งนาขณะนั้น ตาเท่งกำลังคุกเข่าอ้อนวอน โดยมีไอ้โหมถูกมัดเอาไว้อยู่กับต้นไม้ที่ด้านหลัง
“ผมขอละผู้พัน...อย่ายิงไอ้โหมมันเลย”
ผู้พันชาญณรงค์กำลังวาดปืนไปมา
“หลีกไปไอ้เท่ง...แกจะให้ฉันยิงควายหรือยิงแก”
ตาเท่งเข้าไปกอดขา “ผู้พัน...ผมกราบก็ได้...ยกให้โหมสักครั้งเถอะครับ”
ระหว่างนั้นเสียงรถขับแล่นเข้ามา ผู้พันชาญณรงค์หันไปก่อนจะเห็นรถกระบะของใจเด็ดแล่นเข้ามา
รถกระบะของใจเด็ดแล่นเข้ามาจอด ใจเด็ดรีบกระโดดลงจากรถแล้วตรงเข้ามาทันที
“ใจเย็นนะผู้พัน...มีอะไรค่อยๆ คุยกันก็ได้”
“หลีกไอ้เด็ด...ฉันจะแก้แค้นให้แนนซี่” ชาญณรงค์ นายทหารนอกราชการฉุนขาด
ระหว่างนั้นทั้งคณะตามเข้ามาสมทบ สรนุชรีบเปิดกล้องเพื่อเก็บภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้
“นี่ผู้พันมีลูกสาวอีกคนเหรอครับ”
“ปากอย่างนี้อมลูกซองหน่อยมั้ย...ลูกสาวอะไร...แนนซี่มันหมาฉัน”
ทุกคนถึงกับอึ้งไปเมื่อรู้ว่าแนนซี่เป็นหมานั่นเอง
ชาญณรงค์เศร้าขึ้นมาอีก “โธ่แนนซี่...แนนซี่ผู้น่าสงสารของพ่อ”
“เรื่องมันเป็นยังไงตาเท่ง” ใจเด็ดหันไปถามเท่ง
“ไอ้โหมน่ะครับ...มันออกไปกินหญ้า...แต่มันคงหลงทิศไปหน่อยก็เลยข้ามไปทางบ้านผู้พัน...หัวหน้าก็รู้ว่าหมากับควายมันไม่ค่อยถูกกัน”
“ใช่...ตอนนี้แนนซี่นอนไส้ไหลอยู่ตรงนั้นใครจะรับผิดชอบ” ชาญณรงค์สำทับ
“ใจเย็นนะครับผู้พัน...ผมว่าผู้พันหันปืนไปทางอื่นก่อนดีกว่า...บางทีเรื่องมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ผู้พันคิดก็ได้นะครับ...แล้วแนนซี่อยู่ไหนครับ” เกริกไกรอาสา
“แกจะทำอะไร”
“เอ้า...ก็ผมเป็นสัตวแพทย์ก็ต้องช่วยสัตว์ซิครับ...ไหนครับ..บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“เหรอ...งั้นแกลองไส้ไหลแบบแนนซี่ดูบ้างมั้ย”
ว่าพลางชาญณรงค์ยกปืนขึ้นขู่ทำให้ทุกคนต้องหลบกันเป็นแถว ใจเด็ดออกโรงห้าม
“ผู้พัน...ผมว่าผู้พันเก็บปืนก่อนดีกว่า...เกิดมันลั่นขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”
“ไม่เก็บเว้ย...ฉันไม่ใช่ลูกน้องแกไม่ต้องมาสั่ง...ฉันจะเก็บปืนก็ต่อเมื่อ...ฉันยิงได้ไอ้ควายบัดซบนั่น”
ชาญณรงค์วาดปืนไปที่ไอ้โหมที่อยู่ใต้ต้นไม้ ทันใดนั้นใจเด็ดก็เอาตัวเข้ามาขวาง
ทุกคนถึงกับตะลึงว่าใจเด็ดจะทำอะไร
สรนุชพูดกระซิบกับเกริกไกร “เพื่อนคุณไม่กลัวลูกปืนหรือไง”
เกริกไกรนึกได้จึงตะโกนบอก “นั่นซิครับ...ไอ้เด็ด...นั่นปืนนะเว้ย”
ชาญณรงค์ยกปืนขึ้นเล็งเอาจริง “หลีกไป...งานนี้แกไม่เกี่ยว”
“ผมคงหลีกไม่ได้...เพราะที่ไหนที่ควายกำลังเดือดร้อน...มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องช่วยพวกมัน!”
สุบินที่หลบอยู่กับอรอนงค์และสรนุชได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับอึ้งไป
“ถ้าผู้พันจะยิงควาย...ก็ให้ยิงผมก่อน” ใจเด็ดพูดเสียงเด็ดเดี่ยว
ทุกคนต่างอ้าปากหวอโดยเฉพาะสรนุชที่ไม่เชื่อกับภาพที่เห็น !!! เพราะไม่เชื่อว่าใจเด็ดจะบ้าได้ถึงขนาดนี้ ทุกคนนิ่งไปเหมือนเวลาหยุดเดิน ทันใดนั้นเสียงของสุบินก็ดังขึ้น
“เดี๋ยว”
ทุกคนหันมองไปก็เห็นสุบินออกจากที่ซ่อนตรงมาที่ใจเด็ดกับชาญณรงค์
“คุณไม่กลัวกฎหมายหรือไง”
ชาญณรงค์ยิ้มเยาะ “หึ...กฏหมายเหรอ...ฉันนี่แหละเว้ยกฎหมาย...” มองสุบินและสรนุชกับอรอนงค์ที่หลบอยู่ “พวกแกเป็นใคร”
“พวกเรามาถ่ายสารคดีที่นี่...” สุบินพูดพร้อมกับยกกล้องขึ้น “เห็นมั้ยนี่อะไร...ถ้าคุณยิงคุณใจเด็ด..เราจะส่งภาพในกล้องนี่ให้กับตำรวจ”
เกริกไกร สรนุชและอรอนงค์ที่หลบอยู่พอได้ยินที่สุบินพูดอย่างนั้นก็ใจชื้นขึ้น เกริกไกรเห็นชาญณรงค์ชะงักก็คิดว่าชาญณรงค์กลัว เกริกไกรอยากเป็นฮีโร่ต่อหน้าอรอนงค์จึงรีบเดินเข้ามาสมทบแล้วขู่ชาญณรงค์อีกคน
“ใช่...ถ้าผู้พันไม่กลัวก็ยิงเลย...ยิงซิ”
“ได้!”
พอเกริกไกรได้ยินอย่างนั้น พร้อมกับเห็นว่าชาญณรงค์เอาจริงก็ตกใจ
“เฮ้ย ! ดะดะเดี๋ยว...ผู้พันไม่กลัวพวกเราเอาภาพส่งตำรวจหรือไง”
ชาญณรงค์ได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา
“พวกแกคิดว่าจะมีชีวิตได้เอาภาพในกล้องให้ตำรวจหรือไง...ดูรอบๆซิ...ทุ่งทั้งนั้น...ฉันฝังพวกแกทุกคนตรงนี้ก็ไม่มีใครรู้”
เกริกไกรได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจรีบปลีกเข้าไปหลบหลังใจเด็ดทันที อรอนงค์ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งกลัว
“นุช...ทำไงดี..ทำไงดี”
สรนุชเครียด ก่อนจะนึกออกแล้วโพล่งขึ้น “แต่ตอนนี้คุณกำลังออกทีวีอยู่ไม่รู้ตัวหรือไง”
ทุกคนหันไปก็เห็นสรนุชเดินเข้ามาพูดหน้ากล้องเป็นพิธีกรภาคสนาม
“สวัสดีค่ะ...ขณะนี้เรากำลังถ่ายทอดสดความขัดแย้งระหว่างคนกับควาย”
ชาญณรงค์ไม่เชื่อ “พวกแกคิดว่าฉันโง่หรือไง”
สรนุชรีบประกบแล้วเบี่ยงเบนความสนใจ “สวัสดีท่านผู้ชมหน่อยซิคะ”
ชาญณรงค์เริ่มลังเล ไม่อยากเสี่ยง “ฮึ่ยย์...ฝากไว้ก่อนเถอะ” ผู้พันเฒ่าหันไปทางใจเด็ด “โดยเฉพาะแก...ถ้าหมาฉันเป็นอะไรละก็...”
ชาญณรงค์แค้นเคืองใจเด็ดก่อนจะเดินหงุดหงิดออกไป ทุกคนถึงกับเป่าปากโล่งอกที่ผ่านสถานการณ์เฉียดตายมาได้ สรนุชเหลือบมองใจเด็ดเหมือนทวงบุญคุณ แต่ใจเด็ดกลับมองตามชาญณรงค์ไปด้วยความหนักใจ

ครู่ต่อมาใจเด็ดและเกริกไกรเดินมาส่งสรนุช อรอนงค์และสุบินที่หน้าเรือนรับรอง
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับที่พาพวกคุณไปเจอกับเรื่องแบบนี้” เกริกไกรเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปทางอรอนงค์ “แล้วก็ขอบคุณคุณอรด้วยนะครับที่ช่วยพวกเราไว้”
สรนุชกับสุบินถึงกับหันมองเกริกไกร
“นุชกับสุบินต่างหากคะ...อรไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ทำไมจะไม่ทำละครับ...คุณอรทำให้ผมรู้ว่าชีวิตมีค่าขนาดไหน”
มุกหยอดคำหวานของเกริกไกร ทำเอาสรนุชทำหน้าพะอืดพะอม ขณะที่อรอนงค์ทำหน้าไม่ถูกเมื่อโดนเกริกไกรจีบแบบโต้งๆ อย่างนี้
สรนุชเหลือบมองใจเด็ดเหมือนต้องการจะทวงบุญคุณ เป็นจังหวะเดียวกับที่ใจเด็ดเหลือบมองมาพอดี ใจเด็ดทำเป็นหน้าเครียด
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน”
ใจเด็ดทำท่าจะเดินออกไป แต่เกริกไกรดึงแขนเอาไว้
“เฮ้ย ! จะรีบไปไหนไอ้เด็ด...แกไม่คิดจะขอบคุณพวกคุณๆ เขาซักคำหรือไง”
ใจเด็ดทำหน้าไม่ถูกเพราะรู้สึกเสียหน้าที่จะต้องขอบคุณสรนุช
สรนุชประชดทันควัน “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...พวกเราช่วยไม่ได้หวังอะไร”
“ได้ยังไงครับ...” เกริกไกรเอาเรื่องกับใจเด็ด “เอางี้...คืนนี้ผมกับไอ้เด็ดขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงขอบคุณและถือโอกาสเลี้ยงต้อนรับย้อนหลังให้พวกคุณละกัน...ว่าไงเพื่อน”
ใจเด็ดคอแข็ง ยิ่งมองไปที่สรนุชที่มองมาที่เขาก็ยิ่งรู้สึกเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
เกริกไกรรู้ว่าใจเด็ดกลัวเสียฟอร์มเลยหาวิธี “เฮ้ย ! เสื้อแกเปื้อนอะไรน่ะ”
ใจเด็ดก้มหน้าลงดู
“นั่นไงครับ...ไอ้เด็ดพยักหน้าแล้ว...งั้นคืนนี้เจอกันที่โต๊ะอาหารนะครับ”
“หมอ”
ใจเด็ดฉุนร้องเสียงหลง เกริกไกรรีบดึงใจเด็ดออกไป สรนุชมองตามแล้วยี้ปากหมั่นไส้
“ถ้านายนั่นชาติหน้าเกิดเป็นควายต้องชื่อทรพีถึงจะเหมาะ...ขอบคุณซักคำก็ไม่มี”
“อ้าว...ไหนบอกว่าช่วยไม่ได้หวังอะไรไง”
สรนุชหันมองอรอนงค์ที่ชอบขัดคอ ระหว่างนั้นสุบินที่มองตามใจเด็ดแล้วรำพึงขึ้นมา
“ฉันเจอแล้ว”
สุบินพูดจบก็รีบวิ่งขึ้นเรือนรับรองไป สรนุชกับอรอนงค์มองตามด้วยความสงสัย
“เจออะไรของมัน”

สรนุชกับอรอนงค์ตามสุบินขึ้นมาบนเรือนรับรองก่อนจะเห็นสุบินเดินถือกระดาษปากกาออกมาจากห้องแล้วนั่งลงจดขยุกขยิก
สรนุชเข้าใจผิด ยิ้มร่าอย่างดีใจ “เจอจุดอ่อนนายนั่นใช่มั้ย”
“พระเอกในฝันของฉันต่างหาก...” สุบินเริ่มจินตนาการ “ใจเด็ดผู้เด็ดเดี่ยว...ยอมแลกแม้แต่ชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก”
พอสรนุชได้ยินก็ปริ้ดแตก ตรงเข้าไปกระชากกระดาษปากกาของสุบินก่อนจะเอาปากกาขีดๆๆฆ่าๆๆ
“นี่ๆๆ”
“เฮ้ย ! ทำบ้าอะไรของเธอ” สุบินโมโห
“รู้ไว้ด้วยว่าพระเอกของนายเป็นศัตรูของฉัน”
“ใช่...จำไม่ได้หรือว่าเรามาที่นี่เพราะอะไร” อรอนงค์ย้ำ
“ฉันจำได้ว่าเธอบอกว่ามาดูโลเคชั่น...แล้วฉันก็มาพักผ่อน...ถ้าเธอจะเป็นศัตรูกับเขา...มันก็เรื่องของเธอ...ฉันไม่เกี่ยว”
“จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่สุบินว่านะนุช” อรอนงค์ชักคล้อยตาม
“อะไร...นี่พวกเธอเป็นอะไร...แค่หมอนั่นเล่นละครแสดงเป็นฮีโร่แค่ฉากเดียวก็หลงกลแล้วหรือไง...จะบอกให้นะว่าหมอนั่นไม่กล้าเอาชีวิตแลกเพื่อช่วยควายจริงๆ หรอก”
สุบินกับอรอนงค์มองสรนุชด้วยความอยากรู้ทันที
“หมอนั่นตั้งใจแสดงบทฮีโร่เพื่อซื้อใจพวกเรา”
“คิดมากไปหรือเปล่า” สุบินว่า
“นายคิดน้อยไปต่างหาก” สรนุชเยาะ
“แต่เท่าที่ฉันเห็น...ฉันว่าเขารักควายจริงๆ...ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำอย่างที่เธอว่า...แล้วที่ฉันพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าฉันจะเข้าข้างเขา...แต่ฉันพูดเพื่อช่วยเธอ” สรนุชกับอรอนงค์ฟังสุบินแล้วทำหน้าสงสัย “เอ้า...เธอควรคิดว่าถ้าเขารักควายจริงๆ มันคือปัญหาใหญ่สำหรับเธอ...เพราะเขาจะไม่ยอมหลีกทางให้รถไถบาคาตี้ของเธออย่างแน่นอน”
สรนุชหน้าเครียดลงเพราะมันคือปัญหาใหญ่สำหรับเธอจริงๆ

ส่วนทางด้านชาญณรงค์กำลังคุยโทรศัพท์กับสัตวแพทย์ บนโต๊ะเห็นชาญณรงค์กำลังเช็ดถูปืนคู่ใจค้างเอาไว้อยู่
“นังแนนซี่หมาผมปลอดภัยแล้วเหรอหมอ” สีหน้าดีใจ “เฮ...ขอบคุณมากนะครับคุณหมา...เอ๊ย...คุณหมอ...โทษทีหมอ...พอดีผมดีใจเลยพูดผิดไปหน่อย...งั้นอีกสามวันผมไปรับนะครับ”
ชาญณรงค์วางสายอย่างโล่งอก แล้วหันมาหยิบปืนที่ขัดค้างไว้อยู่ขึ้นมาดู
“รอดตัวไป...ไม่งั้นพ่อบุกยิงทิ้งหมดสถานีแน่”
ช่อผกาเดินเข้ามาทันได้ยินพอดี
“ยิงใครเหรอพ่อ”
ชาญณรงค์ไม่ตอบ หันมองไปก็เห็นช่อผกาแต่งตัวสวยเดินลงมา “จะไปไหน”
ช่อผกาไม่อยากบอกว่าจะไปหาใจเด็ด “เอ่อ...ก็ไปแถวนี้แหละพ่อ”
“อย่าให้รู้นะว่าแกแอบไปหาไอ้หัวหน้าควายนั่น”
“พ่ออ่ะ...พี่เขาชื่อใจเด็ด..” ช่อผการีบเปลี่ยนเรื่อง “พ่อยังไม่บอกเลยว่าพ่อขัดปืนจะเอาไปยิงใครเหรอพ่อ”
“ก็ไอ้ใจเด็ดสุดที่รักของแกไง” ช่อผกาตกใจ “ดีนะที่แนนซี่ปลอดภัย...ไม่งั้นทั้งควายทั้งคนพ่อไม่เอาไว้แน่”
ช่อผกาฉุนผู้เป็นพ่อ “พ่อ...พ่ออยากให้หนูเป็นม่ายตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งเหรอพ่อ”
ชาญณรงค์ขึ้นเสียง “เออ”
“คอยดูนะ...ถ้าพ่อทำอะไรพี่ใจเด็ดละก็...หนูจะขึ้นไปเปลี่ยนเป็นชุดสีแดงแล้วไปยืนให้ควายขวิดตายตามพี่ใจเด็ดไปจริงๆ ด้วย”
“หนอย...นังลูกไม่รักดี...คนรวยๆ ในอำเภอมาชอบตั้งเยอะตั้งแยะไม่ชอบ...ดันไปชอบเด็กเลี้ยงควาย”
“ก็ดูคนที่พ่อพามาแต่ละคนซิ...แค่พูดธรรมดายังพะงาบๆ เลย”
“ถ้าแกไม่อยากแต่งกับอาเสี่ยพวกนั้น...แกก็ไปบอกไอ้เด็กเลี้ยงควายของแกให้เลิกเลี้ยงควายซะ...ร้านเราจะได้ขายของได้ซะที”
“พ่ออ่ะ...พ่อก็รู้ว่าพี่ใจเด็ดเขารักควายแค่ไหน”
“ไม่รู้เว้ย...พ่อไม่ใช่ควาย...หรือแกกลัวสู้ควายไม่ได้”
“อ๊าย ! พ่อพูดอย่างนี้ได้ไง...อ๊ายๆๆ”
ช่อผกากรี๊ดดังไปแปดบ้านสิบบ้านก่อนจะเดินสะบัดก้นขึ้นบ้านไป
ชาญณรงค์แค้นเคืองใจเด็ดมากขึ้น “ไอ้ใจเด็ด...ไอ้มารถ่วงความเจริญ”


ใจเด็ดเดินเข้ามาในคอกพ่อพันธุ์ ควายพ่อพันธุ์ต่างมีอาการลุกลี้ลุกลนคล้ายกับคำต้อนรับใจเด็ด เกริกไกรเดินตามมาข้างหลังคิดแต่เรื่องอรอนงค์
“แกว่าคืนนี้ฉันแต่งตัวยังไงดีวะ...เสื้อสีแดงกางเกงสีเขียวดีมั้ย...หรือว่าเสื้อสีเขียวกางเกงสีแดงดี”
ใจเด็ดไม่สนใจฟัง มัวแต่มองไปรอบๆ คอกเห็นว่าไม่มีคอกว่างเลยซักคอก ใจเด็ดครุ่นคิด
“แกว่าเราสร้างคอกอีกจะดีมั้ย”
“ไอ้นี่...ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยหรือไง”
“แกพูดว่าอะไร”
เกริกไกรกุมขมับ “เฮ้อ...อ้ะ...งั้นว่าเรื่องของแกก่อนก็ได้...แกจะสร้างคอกเพิ่มทำไม...อย่าบอกว่าแกจะเอาควายตาเท่งมาเลี้ยงอีกตัวนะ”
“ฉันกลัวว่ามันจะไม่ปลอดภัย...แกก็รู้ว่าผู้พันเกลียดควายแค่ไหน”
“ผู้พันแกเกลียดควาย...แต่ลูกสาวเขาชอบแก...แกแค่พูดกับช่อผกาดีๆ..หวานๆ...รับรองว่าแม่ผกาแทบจะแอ่นอก” เกริกไกรทำท่าโชว์อกบึ้ม “บังกระสุนแทนแก...” แล้วตบบ่าใจเด็ด “เชื่อฉันดิ...ไม่มีปัญหาหรอกน่า”
แม้ว่าเกริกไกรพยายามจะพูดให้ใจเด็ดสบายใจแต่ใจเด็ดก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ เกริกไกรรีบเปลี่ยนประเด็น
“ฉันว่าปัญหาของแกตอนนี้ก็คือ...แกรีบไปอาบน้ำแล้วก็แต่งตัวสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับคุณอรกับเพื่อนคืนนี้ได้แล้ว”
ใจเด็ดสีหน้าเครียดลงอย่างหนักใจ คิดในใจให้เขาไปตามควายในป่ายังดีกว่าให้มาขอบคุณสรนุช

ด้านสรนุชนุ่งกระโจมอกอาบน้ำอยู่ที่โอ่งหลังบ้าน
“คนบ้าอะไรจะรักควายได้ขนาดนั้น”
ระหว่างนั้นคำพูดของสุบินที่เตือนสรนุชก็ดังขึ้นมาในความคิด
“เอ้า...เธอควรคิดว่าถ้าเขารักควายจริงๆมันคือปัญหาใหญ่สำหรับเธอ...เพราะเขาจะไม่ยอมหลีกทางให้รถไถบาคาตี้ของเธออย่างแน่นอน”
สรนุชชะงักมือที่กำลังจะตักน้ำเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“นึกออกแล้ว...นึกออกแล้ว”


เวลาเดียวกันอรอนงค์กำลังนั่งสมาธิอยู่บนเรือน สุบินนั่งเขียนบันทึกอยู่ที่ชานบ้าน ระหว่างนั้นสรนุชวิ่งโวยวายขึ้นมาในสภาพที่ยังมีสบู่อยู่เต็มตัว
“นี่...นี่”
“เฮ้ย !” สุบินผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความตกใจ “เจออะไรหรือไง...งู...งูใช่มั้ย”
“ไม่ใช่...ฉันนึกออกแล้วว่าจุดอ่อนของนายใจเด็ดคืออะไร”
ทั้งคู่หูผึ่งสนใจขึ้นมาทันที
“จุดอ่อนของหมอนั่นก็คือ...ความรักของเขาที่มีให้กับควายไง”
อรอนงค์ไม่เก็ตงง “เรื่องนั้นพวกเรารู้แล้ว...แล้วมันเป็นจุดอ่อนตรงไหน”
“คิดดูนะ...ขนาดคนเรารักกันยังเลิกกันได้...นับประสาอะไรกับควาย...จริงมั้ย”
“มันก็จริงนะ...ตรงกับหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง” อรอนงค์ว่าไปโน่น
“แต่การที่เราจะให้หมอนั่นเลิกรักควายได้...เราจะต้องรู้ก่อนว่าทำไมหมอนั่นถึงได้รักควายขนาดนั้น”
“แล้วแกมีวิธีหรือไง”
สรนุชผุดยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที


ค่ำวันนั้นเกริกไกรกับภิรมย์กำลังเล่นละครอยู่ต่อหน้าเหล่ากระบือบาลทุกคน เรื่องเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน
ภิรมย์เอาส้อมเล็งเป็นปืน “หลีกไป...งานนี้แกไม่เกี่ยว”
“ผมคงหลีกไม่ได้...เพราะที่ไหนที่ควายกำลังเดือดร้อน...มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องช่วยพวกมัน ! ...ถ้าผู้พันจะยิงควาย...ก็ให้ยิงผมก่อน” เกริกไกรสวมบทเป็นใจเด็ด
สมหญิงนั่งดูอยู่ก็ถึงกับตะลึง
“โห...หัวหน้าถึงกับเอาตัวเองรับกระสุนแทนควายเหรอคะ”
“ตอนนั้นฉันคิดอะไรไม่ออก...ฉันรู้แต่ว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้น...ผู้พันต้องยิงไอ้โหมแน่นอน” ใจเด็ดว่า
เจนจิราแอบมองใจเด็ดด้วยสายตาปลื้มสุดๆ
ภิรมย์จะเล่นละครต่อ แต่ไม่รู้บทตอนต่อไป “แล้วยังไงต่อหมอ...ผมต้องยิงหรือเปล่า”
“บ๊ะ...ถ้าผู้พันเขายิงแล้วไอ้เด็ดจะมานั่งอยู่ตรงนี้หรือไง”
ระหว่างนั้นสรนุช อรอนงค์และสุบินเดินเข้ามาพอดี เกริกไกรเหลือบไปเห็นก็ดีใจรีบปรี่เข้าไปต้อนรับทันที
“อุ้ย...มากันแล้ว...เชิญครับ...เชิญนั่งก่อนครับ”
สรนุชลอบมองใจเด็ดที่คอแข็งตั้งบ่าไม่หันมองสรนุช สรนุชยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันไปบอกกับเกริกไกร
“เห็นว่าวันนี้หมอจะจัดงานเลี้ยงให้พวกเรา...แต่พวกเราจะมามือเปล่าก็น่าเกลียดไปหน่อย...พวกเราไม่มีอะไรนอกจาก...”
สรนุชหันไปพยักหน้าให้กับสุบิน สุบินเลยยกไหเหล้าออกมาโชว์ ใจเด็ดเหลือบเห็นก็ขัดขึ้นทันที
“คนที่นี่ไม่กินของมึนเมา...คุณเอาของคุณกลับไปเถอะ”
เกริกไกรรู้ว่าเพื่อนเริ่มแผลงฤทธ์เลยรีบเบรก “แกไม่กินแต่ฉันกิน...” พูดกับสรนุช “นั่งเลยครับ...มาครับมาดื่มด้วยกัน”
เกริกไกร ภิรมย์และสมหญิงรีบจัดแจงที่นั่งให้กับคณะของสรนุช
“กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ” สรนุชถามขึ้น
“หมอกำลังเล่าตอนที่หัวหน้าเอาตัวบังปืนเพื่อช่วยควายตาเท่งไว้น่ะค่ะ” เจนจิรายิ้มให้
สรนุชทำเสียงตอแหลมาก “เหรอคะ...แหม...แล้วเล่าถึงตอนที่พวกเราช่วยชีวิตหัวหน้าคุณไว้หรือยังคะ”
สิ้นคำพูดของสรนุชก็ทำเอาทั้งวงเงียบสนิท ทุกคนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุขึ้นมาทันที
“อุ้ย...ฉันไม่ได้พูดเพื่อทวงบุญคุณอะไรหรอกนะคะ”
“ก็ดีที่คิดอย่างนั้น...เพราะผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นบุญคุณอะไร”
ใจเด็ดกับสรนุชสบตากัน ก่อนที่สรนุชจะแสร้งเล่นละครต่อ
“อุ้ย...อะไรน่ะคะน่าทานจัง”
ว่าแล้วสรนุชก็หยิบอาหารที่อยู่ตรงหน้าเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ
“ไม่รู้จักแมงกุดจี่หรือคุณ”
“แมงกุดจี่”
“ใช่...แต่ถ้าคนที่นี่เขาก็เรียกว่าแมงขี้ควาย”
สรนุชแทบจะพ่นออกมาตรงนั้น แต่ติดตรงที่เธอต้องสร้างภาพสนิทสนมกับทุกคนเลยอมยิ้มทั้งน้ำตา
สรนุชอมไปด้วยพูดไปด้วย “เหรอคะ...แหม...เพิ่งรู้ว่ามันอร่อยอย่างนี้นี่เอง” หันมาทางสุบิน “พวกเธอสองคนนั่งรอก่อนนะ...ฉันนึกได้ว่าลืมของเอาไว้ที่บ้าน”
สรนุชลุกออกไปเลยโดยไม่รอให้อรอนงค์ซักต่อ ใจเด็ดมองตามอย่างรู้ทันว่าสรนุชจะไปไหน

สรนุชกำลังก้มตัวโก่งคออยู่ที่ลับตาคน ก่อนจะตักน้ำจากโอ่งขึ้นบ้วนปาก
“ฮึ่ยย์...ฉันต้องรู้ความลับนายให้ได้”
สรนุชปาดปากด้วยสายตามุ่งมั่น

เกริกไกรตักอาหารให้กับอรอนงค์ “ชิมซิครับ...นี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่เลยนะครับ”
อรอนงค์มองอาหารในจานกล้าๆ กลัวๆ เพราะกลัวว่าจะเจออะไรแปลกๆ เหมือนสรนุชอีก
“ขึ้นชื่อว่าอะไรเหรอคะ”
“แหม...ก็ต้องขึ้นชื่อว่าอร่อยซิครับ”
อรอนงค์ค่อยทาน ก่อนจะรู้สึกว่าอร่อยจริงๆ “หือ...อร่อยจริงๆ ด้วยค่ะ...นี่เขาเรียกว่าอะไรเหรอคะ”
“จิ้งเหลนร้าครับ” อรอนงค์ได้ฟังแทบจะพุ่งพรวดออกมา “ล้อเล่นครับ...ไก่ผัดตะไคร้น่ะครับ”
สุบินที่นั่งอยู่เกือบจะติดกับใจเด็ด เห็นใจเด็ดนั่งเงียบอยู่คนเดียวจึงหาเรื่องคุย
“คุณใจเด็ดมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ”
“ตั้งแต่จบน่ะครับ...พอจบมาผมก็ตั้งใจมาอยู่ที่นี่เลย”
สุบินยิ่งฟังยิ่งทึ่ง อยากรู้แนวคิดของใจเด็ด “ผมเห็นคนหนุ่มรุ่นๆ คุณมีแต่อยากเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ...อยู่ที่นี่ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรนอกจากควาย”
“ก็เพราะว่าที่นี่มีแต่ควาย...ผมจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่...คนเราถ้าได้อยู่กับสิ่งที่เรารักไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็ทำให้เราก็ทำให้เรามีความสุข”
สุบินได้ยินอย่างนั้นก็สบโอกาสยิงคำถามที่อยากรู้ทันที เป็นความอยากรู้ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อหาข้อมูลให้สรนุช
“แล้วทำไมคุณถึงได้รักควายมากขนาดนี้”
ใจเด็ดนิ่งงันไป สุบินสังเกตเห็นว่าคำถามของเขาคงไปสะกิดอะไรบางอย่างในใจของใจเด็ดนั่นเอง ระหว่างที่สุบินกำลังรอคำตอบอยู่นั่น สรนุชก็เดินเข้ามาพอดี
“แหม...กำลังคุยกันสนุกอยู่เลยใช่มั้ยคะ”
สุบินแทบจะหันไปบีบคอสรนุชที่ดันเข้ามาได้จังหวะพอดี สรนุชเห็นหน้าสุบินก็สงสัย
“มีอะไรหรือไง...เอ่อ...ฉันว่า...เราควรดื่มฉลองเพื่อการทำงานที่ราบรื่นของเราดีมั้ยคะ”
ทุกคนส่งเสียงเฮดีใจ ระหว่างนั้นใจเด็ดลุกขึ้น
“อ้าว...จะไปไหนไอ้เด็ด”
“นอน” ใจเด็ดบอกห้วนสั้น
ทุกคนชะงักไปเมื่อใจเด็ดเล่นพูดขัดกับสรนุชทุกคำ
เกริกไกรรีบเคลียร์ทันที “จะรีบนอนไปทำไม...มา...มาดื่มด้วยกันเพื่อการทำงานที่ราบรื่นอย่างที่คุณนุชว่าไง”
“ฉันไม่เห็นว่าการดื่มเหล้าแล้วทำให้พรุ่งนี้เมาค้างไปทำงานมันจะราบรื่นตรงไหน...” ใจเด็ดบอกกับทุกคน “ต้องขอโทษด้วยนะครับ...พอดีผมเป็นคนไม่ดื่ม...แต่ถ้าใครอยากจะดื่มก็อย่าให้เสียงานแล้วกัน”
ใจเด็ดค้อมศรีษะขอโทษก่อนจะเดินออกไป สรนุชพยายามจะรั้งเอาไว้เพราะถ้าใจเด็ดไม่อยู่แผนล้วงความลับของเธอจะมีประโยชน์อะไร
“จองหองจริงๆ...คิดว่าตัวเองเป็นใคร” สรนุชพึมพำกับตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องขอตัวด้วยอีกคน...ตามสบายนะคะ...แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”
พอเจนจิราเดินตามใจเด็ดออกไปอีกคนยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียด เกริกไกรที่กลัวบรรยากาศไม่ดีจึงรีบสร้างบรรยากาศใหม่
“ไม่เป็นไรครับ...ใจเด็ดไปแต่เกริกไกรยังอยู่”
สรนุชได้ยินที่เกริกไกรพูดก็นึกขึ้นมาได้ “จริงด้วยค่ะ...ถ้างั้นหมออยากเล่นอะไรเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์กันมั้ยคะ”
เกริกไกรมองสรนุชด้วยความแปลกใจ เช่นเดียวกับสุบินและอรอนงค์
สรนุชยิ้มให้แต่แฝงแววเจ้าเล่ห์


เวลาผ่านไปสุบินกำลังดวลชนแก้วกับเกริกไกรอยู่ เห็นภิรมย์กับสมหญิงตาพริ้มกำลังกรึ่มเต็มที่คอยเป็นกองเชียร์ของเกริกไกร ส่วนอรอนงค์ก็เป็นกองเชียร์ฝ่ายสุบิน
สุบินท่าทางเมาเต็มทีหันไปบอกกับสรนุช
“ไม่ไหวแล้ว” สุบินบอก
“อะไรแก...เพิ่งจะไหที่สามเอง...เดี๋ยวก็แพ้หรอก...ดื่มเข้าไป….” สรนุชช่วยจับมือสุบินกระดกไหดื่มจนหมด
เกริกไกรกลั้นใจดื่มตาม ฝ่ายภิรมย์กับสมหญิงเฮแบบเมาๆ
“ไหที่สี่…” สรนุชบอก
สุบินท่าทางมึนๆ จะยกมือขอยอมแพ้
สรนุชรีบปิดปากเพื่อน “ไม่ได้นะ”
“ฉันจะตายแล้ว”
“ไม่ตายหรอก...เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หายแล้ว..ฝ่ายทีมกระบือบาลจะสู้มั้ย”
ภิรมย์กับสมหญิงพูดพร้อมกัน “สู้”
แต่แล้วภิรมย์กับสมหญิงก็หงายเก๋งลงไปนอนกองกับพื้น สรนุชเห็นว่ากำจัดส่วนเกินไปได้จึงเริ่มดำเนินตามแผนต่อ
“เอ่อ...ฉันว่าวันนี้เราเสมอกันดีกว่าคะ...เอาไว้วันหลังค่อยดวลกันอีกที”
เกริกไกรเมาปลิ้น “ไม่...ผมยังไหว”
“รู้ค่ะว่าหมอยังไหว...แต่ขอพักแป๊ปนึงนะคะ...ดูซิคะอรเขาเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
อรอนงค์งงที่อยู่ๆ สรนุชก็พาดพิงซะงั้น แต่เกริกไกรพอได้ยินชื่ออรอนงค์ก็ยิ้มกริ่มทันที
“อ๋อ...คุณอรเหนื่อยเหรอครับ...ได้ครับ...งั้นเราพักก่อน”
“เอ...งั้นระหว่างนี้เรามาคุยกันดีมั้ยคะ” สรนุชเข้าเรื่อง
“ดีครับ...ผมชอบคุย”
สรนุชเริ่มยิงคำถามทันที “หมอกับหัวหน้าใจเด็ดเป็นเพื่อนกันมานานหรือยังคะ”
“นานซิ...ผมกับมันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก”
สรนุชหันไปยิ้มรับกับอรอนงค์ ส่วนสุบินฟุบสลบคาโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นหมอก็รู้ซิคะว่าทำไมหัวหน้าใจเด็ดถึงได้รักควาย” อรอนงค์ถาม
“ทำไมจะไม่รู้...ผมเนี่ยแหละรู้แม้กระทั่งว่ามันมีขนจมูกกี่เส้น...ฮ่าๆ”
“เอ่อ...ไม่เอาเรื่องขนจมูกคะ...เอาเรื่องควาย...หมอรู้มั้ยว่าทำไมหัวหน้าใจเด็ดถึงได้รักควาย” สรุนชบอก
“พูดไปแล้วเรื่องมันยาว...แต่ถ้าพวกคุณอยากรู้...ผมจะเล่าให้ฟัง”

สรนุชยิ้มให้กับชัยชนะเบื้องหน้าที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากของเกริกไกร

 อ่านต่อหน้า 4




 กระบือบาล  ตอนที่ 2 (ต่อ) 

เสียงของเกริกไกรเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของใจเด็ด

“เมื่อตอนไอ้เด็ดมันอายุสิบหรือสิบเอ็ดนี่แหละ...ตอนนั้นมันไปเที่ยวบ้านย่ามันที่สุพรรณ”
แล้วภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเกริกไกร
เด็กชายรูปร่างอ้วนพีคนหนึ่ง ซึ่งก็คือใจเด็ดในวัย 10 ขวบ กำลังนั่งกินข้าวอยู่พร้อมกับใจจอม หทัย เด็กชายใจเพชร และย่าใหญ่
เด็กชายใจเด็ดกำลังจะหยิบเนื้อแดดเดียวชิ้นสุดท้ายที่อยู่ในจาน แต่แล้วใจเพชรที่เร็วกว่าก็คว้าหมับตัดหน้าไปอย่างเฉียดฉิว
“เอาเนื้อผมคืนมานะพี่เพชร”
ด.ช.ใจเพชรบอก “ไม่ให้”
“เพชร...ไปแย่งของน้องทำไม...คืนน้องไปเดี๋ยวนี้” หทัยเอ็ดเอา
ทันใดนั้นเด็กชายใจเพชรก็โยนเนื้อแดดเดียวเข้าปากก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆ เย้ยใจเด็ด
“แบร่...!”
เด็กชายใจเพชรยังเย้ยใจเด็ดก่อนจะวิ่งออกไปเพราะกลัวใจจอมกับหทัยว่า ใจเด็ดร้องไห้จ้าที่โดนใจเพชรแกล้ง
“ฮือๆๆ จะกินเนื้อ...จะกินเนื้อ”
“โอ๋ๆ...ไม่ต้องร้องนะลูก...เดี๋ยวพ่อไปซื้อไปมาให้ใหม่นะ” ใจจอมโอ๋ลูกชาย
“ไม่เอา...จะกินตอนนี้...ตอนนี้...ตอนนี้!”
“เอ้า...ตอนนี้ก็ตอนนี้...ไป...ไปบอกคนงานเอาเนื้อมาให้ใจเด็ดกินซิ” ย่าใหญ่เอ่ยขึ้น
“แต่ว่าแม่ครับ”
“ฉันบอกให้ไปก็ไปซิ” ใจจอมจำใจลุกออกไป ย่าใหญ่หันมาโอ๋ใจเด็ดต่อ “เดี๋ยวก็ได้กินแล้วนะ”
ใจเด็ดปาดน้ำตาก่อนจะลุกขึ้นยืน
“จะไปไหนใจเด็ด” หทัยถาม
“หนูจะไปรอ...เดี๋ยวพี่เพชรมาแย่งไปอีก” ใจเด็ดวิ่งออกไปเลย
“ใจเด็ด...เดี๋ยวก่อนลูก” หทัยเรียกไว้ ทว่า ใจเด็ดไม่ยอมเหลียวหลัง


เด็กชายใจเด็ด วิ่งมาหลังบ้านพร้อมกับถือจานข้าวมาด้วย ใจเด็ดวิ่งเข้ามาแล้วเห็นใจจอมยืนหันหลังอยู่
“พ่อ...เนื้อได้ยัง”
ใจจอมไม่คิดว่าใจเด็ดจะตามมาก็ตกใจ “ใจเด็ด...มาทำอะไรตรงนี้”
ใจเด็ดวิ่งมาที่ใจจอมแต่แล้วเด็กชายตัวน้อยก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นภาพคนงานคนหนึ่งกำลังจับควายให้ยืนอยู่เฉยๆ ขณะที่คนงานอีกคนกำลังยกค้อนปอนด์ขึ้นสุดแขน
เด็กชายใจเด็ดอึ้งกับภาพที่เห็นคนฆ่าควายต่อหน้าต่อตา

ฟังถึงตรงนี้ สรนุชกับอรอนงค์ถึงกับอึ้งไปเมื่อได้รู้ความหลังของใจเด็ด
“ตั้งแต่นั้น...ไอ้เด็ดมันก็ไม่เคยกินเนื้อควายอีกเลย”
สรนุชกับอรอนงค์มองหน้ากันไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
อรอนงค์กระซิบกับสรนุช “แล้วอย่างนี้เธอจะทำยังไงละ”
สรนุชเองยังอึ้งอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน ระหว่างนั้นสรนุชกับอรอนงค์ก็ได้ยินเสียงครางดังมาจากเกริกไกร ทั้งคู่หันไปก็เห็นเกริกไกรนั่งก้มหน้าตัวสั่นคล้ายกำลังร้องไห้
“ฉันว่าหมอเขาคงจะสงสารเพื่อนเขาน่ะ” อรอนงค์เดินเข้าไปจะปลอบ “ไม่เป็นไรนะหมอ”
ทันใดนั้นเกริกไกรก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ทำเอาอรอนงค์กับสรนุชต้องตกใจเหวอ
“เฮ้ย”
“นี่พวกคุณเชื่อเหรอครับ”
“ห๊า ! หมายความว่าไง...หมอหลอกพวกเราเหรอ”
“จุ๊ๆ อย่าพูดว่าหลอกซิครับ...อ่ะผมแค่ล้อเล่น” เกริกไกรขำก๊าก
สรนุชกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่อรอนงค์ก็พยายามจับมือสรนุชให้สงบสติ
“โอเคๆ...เล่าเรื่องจริงก็ได้...ที่ไอ้เด็ดมันรักควายก็เพราะว่า...”
แต่แล้วเกริกไกรก็หงายหลังน็อคกลางอากาศด้วยฤทธิ์เหล้า สรนุชอ้าปากค้างรีบวิ่งเข้าไปหาเกริกไกร
“เดี๋ยวอย่าเพิ่งหลับ...บอกมาว่าเพราะอะไร...หมอ...หมอ”
“อีกนิดเดียวก็จะรู้แล้ว...” อรอนงค์เซ็ง
สรนุชปล่อยมือจากปกเสื้อของเกริกไกรก่อนจะลุกขึ้นประกาศก้อง
“ฉันจะต้องรู้ความลับของนายใจเด็ดให้ได้”

ทางด้านใจเด็ดกำลังทำงานอยู่ในบ้านพัก ระหว่างนั้นใจเด็ดชะงักมือเพราะหมึกที่ปากกาขาดๆ ใจเด็ดสะบัดๆ หมึกแต่ก็ไม่เป็นผล
ใจเด็ดเปิดลิ้นชักเพื่อหาปากกาด้ามอื่น ระหว่างนั้นใจเด็ดก็ต้องชะงักไปเมื่อเจอกับกรอบรูปที่วางอยู่ในลิ้นชัก ใจเด็ดค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาดู
กรอบรูปในมือของใจเด็ดเวลานี้ เป็นภาพใจเด็ดตอนเด็กกำลังขี่หลังควาย ยิ้มอย่างมีความสุข
สีหน้าใจเด็ดเครียดลงเหมือนแผลเก่ากำลังกำเริบ เสียงร้องของเขาในวัยเด็กดังก้องเข้ามาในหัว
“สายใจ...สายใจ”

ใจจอมกับหทัยกำลังช่วยกันจับเด็กชายใจเด็ดที่พยายามดิ้นให้หลุดจากการจับ
“สายใจ...สายใจ”
คนกลุ่มหนึ่งกำลังพาควายขึ้นรถบรรทุก สายใจคือควายตัวนั้น มันหันกลับมามองเด็กชายใจเด็ดด้วยแววตาอาลัย
“พ่อ...พวกเขาจะพาสายใจไปไหน...พ่อ” ด.ช.ใจเด็ดถาม
ใจจอมกับหทัยนิ่งเงียบ...ไม่มีคำตอบให้กับลูก เด็กชายใจเด็ดหันมองไปที่สายใจอีกครั้งก่อนที่เขาจะอึ้งไปเมื่อเห็นว่าสายใจกำลังร้องไห้
รถบรรทุกคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวออก สองสายตาระหว่างเด็กน้อยกับควายสบตากันจนลับตา
ด.ช.ใจเด็ดร้องเรียกออกมา “สายใจ”

ใจเด็ดมองภาพเขากับสายใจอีกครั้งก่อนจะรีบเก็บมันลงในลิ้นชัก เหมือนต้องการลืมความเจ็บปวดในอดีต

สรนุชกำลังนั่งจดความเป็นไปได้ที่ใจเด็ดจะรักควายลงในสมุด เห็นว่าในสมุดมีเหตุผลอยู่หลายข้อ สรนุชใช้ความคิดอย่างหนัก
“ถ้างั้น...หมอนี่อาจจะไม่เหมือนเด็กคนอื่น...อาจจะมีควายเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เล็ก...เอ...หรือหมอนั่นอาจจะชอบกินเนื้อควายจริงๆเลยอยากมีเนื้อควายกินไปตลอดชีวิตก็เลยทำเป็นแกล้งรักควาย...โอ๊ย...ปวดหัวไปหมดแล้ว...ยัยอร...ลุกขึ้นมาช่วยฉันคิดเดี๋ยวนี้เลย”
สรนุชมองไปก็เห็นอรอนงค์นอนอ้าปากหวออย่างสบาย
สรนุชส่ายหน้า เอนหลังคลายความเมื่อยขบ แล้วนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ไหนๆก็นอนไม่หลับแล้ว...ลองดูแล้วกัน”
สรนุชสายตามุ่งมั่นที่จะทำบางอย่าง

ครู่ต่อมาสรนุชเดินถือไฟฉายส่องมาตามทางเดินมุ่งหน้าไปที่สำนักงาน แต่ด้วยเป็นเพราะความมืดทำให้สรนุชเองก็กลัวอยู่ไม่ใช่น้อย
สรนุชรีบเดินจ้ำเพื่อต้องการให้ไปถึงสำนักงานให้เร็วที่สุด ระหว่างนั้นมีเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น สรนุชชะงักหยุดอยู่กับที่
สรนุชหันมองไปรอบๆก่อนจะรีบสาวเท้าให้เร็วกว่าเดิม แต่แล้วเสียงเหมือนกิ่งไม้หักก็ดังขึ้นอีก กร๊อบ! สรนุชรีบหันไปทางทิศทางเสียงทันที
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอก...อย่าคิดมากๆ”
สรนุชปลอบใจตัวเองก่อนจะหันหลังมา แล้วทันใดนั้นสรนุชก็ต้องตกใจขนหัวลุกเมื่อเห็นใจเด็ดยืนในระยะประชิดแทบติดหน้าเธอ
“อ๊าย...”
ใจเด็ดเอามืออุดหู “โอ๊ย ! เบาๆซิคุณ...ควายผมตื่นหมดแล้ว”
“นาย..! นายมาได้ยังไง”
ใจเด็ดกำลังจะอ้าปากบอก
สรนุชพูดสวนขึ้นด้วยความคิดที่คิดไปแล้ว “หรือว่านายสะกดรอยฉันมา...ใช่...นี่นายคิดจะทำอะไรฉันใช่มั้ย”
ใจเด็ดดึงไฟฉายจากมือสรนุชมาส่องหน้าสรนุชแทน “ฟังดีๆนะคุณ...” พูดใส่หน้าสรนุช “ผมออกมาดูควายผม”
“นี่...ดูควายก็หันไปทางควายซิ...เรื่องไรหันมาทางฉัน”
“ก็กลัวว่าคุณจะเชื่อว่าผมมาดู” ใจเด็ดกระแทกเสียงอีก “ควายผม...แล้วคุณละมาทำอะไรแถวนี้”
“ฉันก็มาดู” สรนุชพูดกระแทกเสียงกลับ “ควายคุณเหมือนกัน”
ใจเด็ดเอาไฟส่องหน้าสรนุชจ้องตาไม่กระพริบ
“คอกควายอยู่ทางโน่น...นี่มันทางไปสำนักงาน”
สรนุชนิ่งไปเพราะกลัวว่าใจเด็ดจะรู้ว่าเธอจะไปสำนักงาน
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ...ฉันนอนไม่หลับก็เลยออกมาเดินเล่น...” สรนุชเหล่มองใจเด็ดก่อนจะลองแย๊บ “นายรักควายมากถึงขนาดต้องมาดูมันกลางดึกอย่างนี้เลยเหรอ”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
สรนุชพยายามสะกดอารมณ์ ทำเป็นพูดดีด้วย “ฉันรู้ว่าฉันกับนายเริ่มต้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่...ฉันว่าเราลืมเรื่องในอดีตแล้วมาเริ่มกันใหม่ดีมั้ย”
“เพื่ออะไร”
สรนุชอึกอัก หลบตาวูบ “เอ่อ...ก็...ก็เพื่อควายของนายไง...ฉันมีหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องควายให้ผู้ชมดู...ส่วนนายก็บอกข้อมูลที่ฉันอยากรู้...เพราะถ้านายไม่บอก...ฉันก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดอะไร”
“หึ...ไอ้เราก็นึกว่ามืออาชีพ” ใจเด็ดเยาะ
สรนุชเผลอขึ้นเสียง “นี่!” แล้วนึกได้ “เอ่อ...ต่อให้มืออาชีพยังไงก็ต้องหาข้อมูล...โอเค๊”
ใจเด็ดสบตาสรนุชเหมือนสำรวจบางอย่างผ่านสายตา
“แล้วคุณอยากรู้เรื่องอะไร”
สรนุชนิ่งไปคิดหนักว่าเอาไงดีวะ ก่อนจะตัดสินใจถาม “ทำไมนายถึงรักควาย”
ใจเด็ดชะงักไปกับคำถามนั้น ซึ่งสรนุชเองสังเกตเห็นความหวั่นไหวผ่านสายตาคู่นั้น สรนุชนิ่งไปลุ้นสุดขีดว่าใจเด็ดจะบอกความลับที่เธออยากรู้หรือไม่?
ใจเด็ดชะงักกับคำถามของสรนุช “แล้วคุณอยากรู้ไปทำไม”
สรนุชหลบตา “ก็...ก็ฉันจะได้เอาความรักของนายที่มีให้กับควาย...ไปถ่ายทอดออกมาเป็นภาพไง”
พูดจบสรนุชหันมองมาทางใจเด็ด เจอสายตาใจเด็ดจ้องอยู่
สรนุชสะดุ้งเล็กน้อย แล้วแกล้งทำเป็นวาดภาพในอากาศให้ฟัง “ณ ดินแดนอิสานใต้แห่งนี้คือวิมานของควายกับชายคนนึง”
“วิมาน..?!”
“ถูกต้อง”
ใจเด็ดรีบห้ามก่อนที่จะพูดเพ้อมากไปกว่านี้ “พอเลยคุณ...ที่คุณพูดมามันเหมือนผมโรคจิตยังไงชอบกล”
สรนุชแอบพูดกับตัวเองเบาๆ “เพิ่งรู้ตัวหรือไง” แล้วหันไปทำหน้าแป้นแร้น “คุณไม่ชอบเหรอ...” ในที่สุดก็ตะล่อมเข้าเรื่องที่ตัวเองอยากรู้ “ก็เนี่ยเห็นมั้ย...ถ้าคุณไม่บอกว่าอะไรที่ทำให้คุณรักควาย...ฉันอาจจะสื่อสารออกไปผิดๆ ก็ได้”
“คุณอยากรู้ใช่มั้ยว่าทำไมผมถึงรักควาย”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องให้ผมทดสอบก่อน” ใจเด็ดมีข้อเสนอ
“ทดสอบ?”
“ถูกต้อง...ถ้าคุณผ่านการทดสอบของผมไปได้...ผมจะบอกทุกอย่างที่คุณอยากรู้...แต่ถ้าไม่” ใจเด็ดจ้องหน้าสรนุชจริงจัง “คุณต้องเก็บของกลับกรุงเทพฯไปซะ”
สรนุชมองใจเด็ดคิดสงสัยว่าใจเด็ดจะมาไม้ไหน ใจเด็ดแอบยิ้มเจ้าเล่ห์สำหรับแผนกลั่นแกล้งที่หลั่งไหลออกมาเต็มหัว

เสียงนกร้องไก่ขันรับวันใหม่ พระอาทิตย์ฉายแสงสาดส่องไปทั่วสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ เป็นอรุณรุ่งอีกวันที่เหล่ากระบือบาลต่างเร่งเตรียมตัวสำหรับการทำงานที่เขาและเธอรัก
ในขณะที่ใจเด็ดเดินออกมาจากห้องจะออกไปทำงาน แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเกริกไกรยืนหันหลังอยู่ที่ระเบียง
“เฮ้ย ! หมอ...มายืนอะไรตรงนี้วะ”
เกริกไกรค่อยๆ หันมา ใจเด็ดตกใจเมื่อเห็นสภาพเพื่อนซี้ เพราะเกริกไกรสโลสเลท่าทางเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“ฉันปวดหัวว่ะ”
ใจเด็ดทำหน้าเซ็ง “ฉันบอกแล้วว่าอย่าดื่มเยอะใช่มั้ย...แล้วไง...วันนี้จะทำงานได้มั้ยเนี่ย”
“ฉันไม่ได้ปวดหัวตรงนี้..” เกริกไกรเอามือชี้ที่หัว “แต่ฉันปวดตรงนี้” เอามือชี้ที่อกตัวเอง
“หัวใจ !” ใจเด็ดยิ่งเซ็งหนัก “เป็นไร...หรือว่าเมื่อคืนแกโดนคุณอรเขาหักอกมาหรือไง”
“ไอ้ปากเปราะ ! ไม่ใช่เว้ย...เมื่อคืนฉันฝัน...ฝันว่าวันนี้คุณอรบอกว่าจะกลับกรุงเทพ...แล้วจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว”
ใจเด็ดคิดไปถึงคำท้าของสรนุช ที่พูดกับตัวเอง “ก็ถ้าไม่ผ่านการทดสอบก็คงต้องเป็นอย่างนั้น”
“ฉันนอนไม่หลับก็เพราะอย่างนี้แหละ...ไอ้เด็ด...วันนี้ฉันขอไปเป็นผู้ช่วยคุณอรได้มั้ย”
“อะไรนะ”
เกริกไกรรีบคุกเข่าอ้อนวอน “ฉันกลัวว่าฝันมันจะเป็นจริง...แกจะให้ฉันอกหักเหรอไง”
“แล้ววันเดียวแกจะทำให้เขารักแกได้หรือไง...นี่หมอ...ฉันจะบอกให้ว่าอย่างแกเนี่ยอกหักวันเดียวเดี๋ยวก็หาย...ฉันยังจำได้ว่าคราวที่แล้วที่พวกครูในเมืองมาทัศนศึกษาแกก็หลงรักครูคนนึง...ตอนนั้นแกฟูมฟายจะเป็นจะตาย...แล้วไง...พอผ่านไปครึ่งวันแกก็กลับมาเป็นไอ้หมอคนเดิม”
“แต่กับคุณอรมันไม่ใช่...ฉันชอบคุณอรจริงๆนะเว้ย...แกจะไม่ช่วยฉันเลยเหรอวะ”
“ไม่ !” ใจเด็ดเดินออกไปเลย
“ไอ้เด็ด...ไอ้เด็ด...ไอ้เพื่อนแล้งน้ำใจ...” เกริกไกรกลับมาทำหน้าเศร้ากับตัวเอง “ฮือๆ ...ไม่น่าฝันบ้าๆเลยกู...” มองตามใจเด็ดด้วยความแค้นเคือง “ก็ได้...แกไม่ช่วย...งั้นฉันหาทางเองก็ได้”
เกริกไกรครุ่นคิดด้วยใจที่ปรารถนา ทันใดนั้นเกริกไกรก็คิดวิธีขึ้นมาได้

ใจเด็ด สรนุช เกริกไกร อรอนงค์ สุบิน เจนจิรา ภิรมย์ และสมหญิง ยืนมองธงชาติกำลังเคลื่อนตัวสู่จุดสุดยอดบนเสา พร้อมกับเพลงชาติที่จบลงพอดี
“ไชโย..!” ทุกคนร้องขึ้นพร้อมกัน
สุบินยืนหน้าตามึนตึ๊บเพราะเมาค้าง อรอนงค์เอามือปิดจมูกเพราะกลิ่นละมุดของสุบิน ก่อนจะหันมาเห็นสรนุชกำลังเต้นฟุตเวิร์คอยู่ข้างๆ
“เป็นไรของแก...ฉันเห็นแกเต้นยึกยือๆ ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”
“ฉันกำลังทำให้ร่างกายตื่นตัว...เธอก็เหมือนกัน...วอร์มเข้า...ไม่รู้ว่านายนั่นจะมาไม้ไหนกับเราอีก”
สรนุชสะบัดไม้สะบัดมือมองไปที่ใจเด็ดที่กำลังเดินขึ้นไปที่หน้าเสาธง ใจเด็ดหันมองไปที่แถวที่อยู่ด้านหน้าก่อนจะเห็นสภาพของสุบิน ภิรมย์และสมหญิงก็หน้านิ่งไร้ความรู้สึก
“เมื่อคืนผมรู้ว่าทุกคนคงจะสนุกสนานกันหนักไปหน่อย...วันนี้ผมจะให้สิทธิพิเศษ...ใครที่ทำงานไม่ไหว”
“หัวหน้าจะให้พักเหรอครับ” ภิรมย์ถาม
“ให้ทำงานเพิ่มไปสองเท่า” ใจเด็ดบอก
สมหญิงเคลิ้ม “แหม...หัวหน้าใจดีจัง” แล้วนึกได้ “ห๊า”
“เขาบอกว่าอาการเมาค้างจะหายไปเมื่อเราทำงานเยอะๆ” ภิรมย์กับสมหญิงถึงกับก้มหน้างุดเถียงไม่ออก “ส่วนคนอื่น...งานที่ผมอยากให้ทำในวันนี้ก็คือ...”
ทันใดนั้นเสียงของเกริกไกรก็ดังสวนขึ้น
“เดี๋ยว”
ทุกคนหันไปก็เห็นเกริกไกรในชุดสไตล์แสบสันต์เดินผ่ากลางวงเข้ามา ก่อนจะเดินมายืนด้านหน้ากับใจเด็ด
“ภารกิจอื่นในวันนี้ฉันจะเป็นคนพูดเอง”
ใจเด็ดกระซิบถาม “อะไรของแกวะ”
เกริกไกรมองค้อนใจเด็ด ยังงอนๆอยู่ “ต่อไปนี้เราจะมีการจับเสี่ยว”
ทุกคนที่ได้ยินเกริกไกรถึงกับงงว่ามันคืออะไร
“จับเสี่ยวอะไรของแกวะ”
เกริกไกรไม่พูดด้วยกับใจเด็ด แต่พูดกับทุกคนที่อยู่ในแถว “ทุกคนอาจจะเคยได้ยินประเพณีผูกเสี่ยว...ซึ่งเสี่ยวเป็นภาษาท้องถิ่นของที่นี่แปลว่าเพื่อนนั่นเอง...หรือจะพูดง่ายๆตามความหมายของคนกรุงเทพฯก็เรียกว่าการจับบัดดี้นั่นเอง”
ใจเด็ดกระซิบกันสองคน “ไอ้หมอ...แกจะทำอะไรของแก”
เกริกไกรกระซิบบอก “ก็แกไม่ยอมช่วยฉันเอง” แล้วหันไปยิ้มร่ากับทุกคน “ที่ผมกับคุณใจเด็ดคิดวิธีนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง” เกริกไกรหันสบตาหวานเชื่อมให้อรอนงค์ “กันและกัน”
ใจเด็ดรู้ทัน จึงทำหน้าเซ็งก่อนจะหันมาเห็นสายตาของสรนุชที่มองมาที่เขา ใจเด็ดรู้ได้ทันทีว่าสรนุชต้องคิดว่าเป็นแผนของเขาแน่นอน
“มีใครขัดข้องอะไรมั้ยครับ”
“แล้วเราจะจับบัดดี้กันยังไงคะ”
เกริกไกรยิ้มให้สรนุชแต่เป็นยิ้มที่เจ้าเล่ห์

ไม่นานนัก สรนุชกำลังล้วงมือลงไปในกล่องก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย ตัดกว้างเห็นทุกคนจับฉลากกันเรียบร้อยแล้ว
“กระดาษที่ทุกคนจับขึ้นมาจะมีรูปอยู่ในนั้น...แล้วแต่ละรูปจะบอกถึงคู่ของตัวเอง” เกริกไกรแจง
ภิรมย์มีท่าทางกระตือรืนล้นขึ้นมาทันที
“เป็นไรของแก” สมหญิงสงสัย
“เอ้า...ก็ได้จับคู่กับคนกรุงเทพฯไม่ดีใจหรือไง”
“ฉันก็อยากให้แกดีใจหรอกนะ...แต่...แกไม่เกี่ยว”
ภิรมย์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะมีสีหน้าเศร้าลง ระหว่างนั้นเกริกไกรเริ่มดำเนินการต่อ
เกริกไกรหันไปทางเจนจิรา “ถ้าอย่างนั้นคนแรกเลยแล้วกันนะครับ...เจน...เธอได้รูปอะไร”
เจนจิราคลี่กระดาษออกดูแล้วพบว่าเป็นกระดาษเปล่า
“ไม่มีรูปอะไรเลยหมอ...กระดาษเปล่า” เจนจิราว่า
“ไหนดูซิ” เกริกไกรเอากระดาษของเจนจิรามาดู “อ๋อ...กระดาษเปล่านี่ก็เหมือนท้องฟ้าที่ว่างเปล่าไง...แล้วอะไรที่อยู่บนฟ้า...ก็ต้องเป็นนกใช่มั้ย...แล้วนกทำยังไงถึงขึ้นบนฟ้าได้...ก็ต้องบินไง...บิน...บิน...รู้แล้ว...บัดดี้ของเจนจิราก็คือ...คุณสุบิน”
สุบินกับเจนจิรางงๆ กับคำตอบของเกริกไกร เกริกไกรรีบเข้าไปดูเจนจิรากับสุบินออกมาก่อนที่ทั้งคู่จะทักท้วง เกริกไกรหันมาทางอรอนงค์ก่อนจะรีบทำตัวปกติเข้ามาขอดู
“เอ่อ...แล้วของคุณอรเป็นรูปอะไรครับ”
อรอนงค์คลี่กระดาษออกดู “กระดาษเปล่าเหมือนกันคะ”
เกริกไกรแกล้งทำเป็นตกใจ “ไม่...ไม่จริง ! นี่...นี่ผมได้คู่กับคุณอรเหรอเนี่ย”
ใจเด็ดท้วงทันที “เฮ้ยๆ เดี๋ยว...คุณอรเขาจะคู่กับแกได้ยังไง...กระดาษเปล่านะเว้ย”
เกริกไกรค้อนเข้าให้ “แกมีจินตนาการบ้างมั้ย...ของคุณอรไม่ใช่กระดาษเปล่า...สีขาวสะอาดของกระดาษนี่มันก็เหมือนความใสสะอาดของผืนน้ำ” ว่าไปนั่น
สรนุชเองก็สงสัย “แล้วน้ำมันเกี่ยวอะไรกับหมอคะ”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว...ผมชื่อว่าเกริกไกร...ซึ่งชื่อของผมมันละม้ายคล้ายคลึงกับชื่อของไกรทอง...แล้วไกรทองสู้กับอะไร”
“จระเข้ไงหมอ” สรนุชบอก
“แล้วจระเข้อยู่ในไหน...จระเข้ก็อยู่ในน้ำใช่มั้ยครับ...แล้วคราวนี้คุณนุชจะว่าไม่เกี่ยวกันอีกเหรอครับ” เกริกไกรรีบเข้าไปหาอรอนงค์ “ดีใจจังเลยครับที่เราได้คู่กัน
อรอนงค์ทำหน้าลำบากใจ เกริกไกรเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็ไม่สนอย่างอื่น
“เอาละ...ตอนนี้เราก็จับคู่กันเรียบร้อยแล้ว...ต่อไปแต่ละคู่ก็แยกย้ายกันไปได้”
“เดี๋ยวๆ...ไอ้หมอ...แกเล่นง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ...แล้วฉันจะคู่กับใคร” ใจเด็ดถาม
“อ้ะ...ยังจะถามอีกเหรอ...เอาละครับ...ตอนนี้เราต่างก็ได้บัดดี้กันแล้ว...เจนจิราคู่กับคุณสุบิน”
สุบินแอบมองเจนจิราที่หน้านิ่งเหมือนไม่ได้สนใจเขา เกริกไกรพูดต่อ
“ส่วนผมก็คู่กับคุณอร”
เกริกไกรยิ้มให้อรอนงค์ ในขณะอรอนงค์หน้าเจื่อน อยู่ในอาการกลัวๆ
“แล้วสุดท้าย...คุณสรนุชคู่กับใจเด็ด”
ใจเด็ดหันมาแล้วเห็นสรนุชกอดอกเชิดหน้า

ใจเด็ดไม่แย้งคิดไปคิดมาแล้วก็ดีเหมือนกันเพราะจะได้มีโอกาสแกล้งสรนุชได้เต็มที

อ่านต่อตอนที่ 3



กำลังโหลดความคิดเห็น...