xs
sm
md
lg

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 16

เผยแพร่:

 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 16 

ไชยเดินมาถึงหน้าบ้านหลังนั้นแล้วค่อยๆ เปิดประตูบานนั้น มีเสียงดังออดแอดทำให้บรรยากาศยิ่งดูวังเวง และน่ากลัว ไชยค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้อง แล้วมองไปโดยรอบ จนสายตามาหยุดอยู่ที่โต๊ะเครื่องบูชาอสูร
“นี่มันบ้าบออะไรกัน”
ไชยหงุดหงิด รีบหันหลังกลับ แต่ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นอสูรสดับยืนอยู่ตรงหน้า ไชยไม่รู้ว่ามันคืออสูร
“แก!”
ไชยจดจ้องมองอสูรด้วยความระแวง และหวาดๆ
“แกเป็นใคร!”
“อย่ายุ่งกับดารกา” อสูรสดับบอกเสียงเหี้ยม
“แล้วแกมาเกี่ยวอะไรด้วย ...หรือว่าเป็นพ่อ” ไชยทึกทัก
“อย่ายุ่งกับดารกา” อสูรสดับไม่ยอมตอบ
จู่ๆ ก็มีแสงสว่างพร่างพรายปรากฏขึ้น ร้อนแรงจนไชยต้องหลับตา เอามือป้องหน้าตัวเอง ด้วยความตกใจ สักพักหนึ่ง แสงสว่างนั้นเลือนหายไป ไชยลืมตาสีหน้าพิศวง กับสิ่งที่เจอและพบเห็นเมื่อครู่

บริเวณแห่งนั้นกลับกลายเป็นชุมชนท้ายซอยบ้านสดับตามเดิม ทุกคนในละแวกนั้นต่างดำเนินชีวิตไปตามปกติ
มีเสียงคนทะเลาะกันดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง
“มีเงินละเป็นไม่ได้ ต้องเอาไปเล่นหวย” เป็นเสียงสดับดังด่าขึ้น
“ก็ทีตัวเองเล่นล่ะ” มาลีเถียงกลับ
ไชยเบือนหน้าหันไปมอง เห็นสดับลากมาลีพลาง ทะเลาะกันพลาง ไชยมองสดับ...อ้าปากค้าง
จังหวะนั้นสดับตบมาลีจนหน้าหัน “นี่แน่ะเถียง”
“โอ๊ย!” มาลีร้องลั่นเอามือกุมแก้ม
“ฉันเล่นได้ แต่แกเล่นไม่ได้” สดับสบถ
“เออ! ตบมันเข้าไป เดี๋ยวมันตาย ใครจะหาเลี้ยงเอ็ง” เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ตะโกนด่าสดับ
สดับชี้หน้ากราด “ชาวบ้านไม่เกี่ยวเว้ย !”
ว่าแล้วสดับก็ลากมาลี ซึ่งล้มลุกคลุกคลานผ่านหน้าไชยไป โดยไม่มีท่าทีจะรู้จักหรือจำเขาได้
ไชยมองตาม ในขณะที่ชาวบ้านพากันตะโกนด่าสดับดังโหวกเหวก
“ไอ้ดับ! ไอ้คนใจร้าย!”
“เฮ้ย ! เล่นกลเก่งยังกับ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์แน่ะ !...” ไชยเหลียวมองหาดารกา “แล้วน้องดาหายไปไหน!”
ไชยยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น

ไชยเดินออกมาจากบริเวณชุมชนนั้น แล้วเดินมาขึ้นรถ ไชยยกมือลูบหน้า แล้วหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออก
“สวัสดีค่ะ...พี่ไชย” เสียงดารการับสายใสซื่อ
ไชยละล่ำละลักถาม “น้องดาอยู่ที่ไหน”
“อยู่ที่มหาวิทยาลัยค่ะ...กำลังจะเข้าเรียนเคมี” ดารกาบอก
“อยู่มหาวิทยาลัย น้องดากลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
น้ำเสียงดารกาดูแปลกใจ “... น้องดาไม่ได้ไปไหนค่ะ เมื่อเช้าพี่ธานีขับรถมาส่ง”
“เป็นไปไม่ได้” ไชยเถียงออกไป
“น้องดาต้องปิดมือถือแล้วค่ะ อาจารย์มาแล้ว”
“น้องดา ๆๆ!”
ไชยกดใหม่ แต่มีเพียงเสียงฝากข้อความ ไชยกุมขมับ
“เกิดอะไรขึ้น”
ไชยงงหนัก ฟุบหน้ากับพวงมาลัย

พอมาถึงโรงพยาบาล ไชยก็เดินตรงมาที่ห้องทำงาน เปิดเข้าไป แล้วปิดประตูเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ภาพเหล่านั้นหายไปไชยฟุบหน้ากับฝ่ามือ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา”

เวลาเดียวกันภวัตเดินเข้ามาในห้อง หลังจากไป Sound ward ซาวนด์วอร์ด ภวัตมองบนโต๊ะทำงานด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นแจกันปักดอกกุหลาบอย่างสวยงาม วางอยู่ตรงมุมโต๊ะ
“แนนนี่จัดให้พี่ภวัตเองค่ะ” เสียงแนนนี่ดังขึ้น
ภวัตนิ่วหน้าเล็กน้อย แล้วทรุดตัวลงนั่ง ทำราวกับไม่มีแนนนี่ในที่นั้น
แนนนี่ทำหน้าประจบประแจง เดินมายืนหน้าโต๊ะ
“พี่ภวัตชอบมั้ยคะ”
ภวัตไม่ตอบ แต่นั่งเปิดแฟ้มอ่าน แนนนี่ยังพยายามเอาใจต่อ
“เฉยเมยแบบนี้แสดงว่าอาจจะเบื่อกุหลาบ แนนนี่เปลี่ยนให้ใหม่ก็ได้”
แนนนี่ร่ายคาถา กุหลาบเปลี่ยนเป็นกล้วยไม้
“อุ๊ย! กล้วยไม้สวยจังเลย”
ภวัตยังทำท่าเหมือนอยู่คนเดียวในห้อง
“เอ...กล้วยไม้ก็ยังไม่โดน... แนนนี่รู้แล้ว พี่ภวัตชอบไม้ไทยๆ ...เช่นดอกโมก!”
แนนนี่ว่าคาถา มีกระถางต้นโมกปรากฏขึ้น ภวัตชักสะดุ้งนิดๆ
“ดอกพุดซ้อน” แนนนี่ว่าคาถา กระถางพุดซ้อนปรากฏขึ้น “ดอกแก้ว” แนนนี่ว่าคาถากระถางดอกแก้วปรากฏขึ้นมาทันตา
ภวัตสุดจะทน “แนนนี่!”
แนนดีใจ “พี่ภวัตพูดแล้ว แสดงว่าชอบ” ว่าแล้วแนนนี่ร่ายคาถา ต้นจำปีเอย กระดังงาเอยปรากฏขึ้นหลายๆ กระถาง
จังหวะนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ภวัตหันไปมอง แล้วเบือนกลับมาที่แนนนี่ อ้าปากจะบอกให้เอาดอกไม้ทั้งหลายออกไป
แนนนี่รีบชิงพูดก่อน “แนนนี่รู้ค่ะว่า พี่ภวัตไม่อยากให้ใครเห็นแนนนี่”
แนนนี่หายตัวแวบไป
ประตูเปิดออก บุษบาเดินเข้ามา
“โอ๊ะโอ...คุณหมอหนุ่มผู้รักษ์โลก ! …เอาต้นไม้มาตั้งไว้ในห้องเป็นกระถางเลย”
ภวัตไม่รู้จะพูดหรืออธิบายอะไร “ครับ!”
ระหว่างนั้นแนนนี่ค่อยๆ โผล่มาแอบมองทางหน้าต่าง ขณะบุษบาเดินดมกลิ่นดอกไม้อย่างชื่นอกชื่นใจ
ภวัตหันไปเห็นรีบทำหน้าดุ แล้วทำไม้ทำมือให้แนนนี่กลับไป
บุษบากำลังชื่นชมดอกไม้ หันมาเห็นท่าของภวัต ถามขึ้นทันที “คุณไล่อะไรหรือคะ
“อ๋อ !… เอ้อ…แมลงครับ ! แมลงมันวุ่นวายมาก” ภวัตแก้เก้อ
“เป็นคนธรรมดาค่ะ...ที่ไหนมีดอกไม้ ที่นั่นย่อมมีแมลง...เช่นเดียวกับที่ไหนมีภวัต...ที่นั่นย่อมมีบุษ”
“แหวะ” เสียงแนนนี่ดังแว่วมา
บุษบาชะงัก “เอ๊ะ ! เสียงใครคะ”
“เสียงผมครับ ผมกระแอม...แอะๆ อะแฮ้ม”
“ภวัต ถ้าไม่ว่าอะไร บุษอยากจะขอแบ่งต้นไม้ไปไว้ในห้องบุษบ้างได้มั้ยคะ”
“อ๋อ ! เอาไปให้หมดเลยครับ ! ผมยกให้”
แนนนี่เบิกตากว้างไม่พอใจ
“งั้นบุษโทร. เรียกให้คนมาขนไปนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับ”
“บุษต้องไปจัดที่ในห้องสำหรับวางก่อน เดี๋ยวเชิญภวัตไปดูด้วยนะคะ! แหม ... ตื่นเต้นจัง!
“เชิญครับ” ภวัตยิ้มส่ง
บุษบาเดินออกไปอย่างร่าเริง
ภวัตหันกลับมา “แนนนี่!”

บุษบาเดินเลยไปไกลพอสมควร แล้วนึกได้เดินย้อนหลังกลับมาใหม่

“เห็นมั้ยว่า เธอทำให้พี่เดือดร้อนอีกแล้ว” ภวัตดุทันที
“แนนนี่ขอโทษค่ะ”
“เมื่อไหร่ถึงจะยอมเข้าใจเสียทีว่า...”
“แนนนี่เข้าใจแล้วค่ะ...แนนนี่จะเอาต้นไม้พวกนี้ไปให้หมด” แนนนี่เสียงอ่อย
“ดี...” ภวัตนึกได้ “...เดี๋ยว อย่าเพิ่ง”
ภวัตห้ามไม่ทัน เพราะแนนนี่และต้นไม้หายไปพร้อมกันหมด
บุษบาเปิดประตูเข้ามา ด้วยใบหน้ายิ้มละมัย
“ภวัต...” ใบหน้าบุษบาที่ยิ้มแย้มค่อยๆ หุบลง เมื่อเห็นว่าต้นไม้หายไปหมด
บุษบาพยายามหลับตาลง แล้วลืมขึ้นใหม่อีก 2-3 ครั้งให้แน่ใจ ในขณะที่ภวัตทำหน้าตาย
“หะ...หะ....หาย...หายไปไหนหมดคะ”
ภวัตลงนั่ง “คุณบุษเคยได้ยินประโยคนี้มั้ยครับ... อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น”
บุษบาพยักหน้า
“ก็นี่ไงครับ...” ภวัตผายมือให้ดูโดยรอบ
“นี่น่ะหรือคะ”
ภวัต พยักหน้า “เป๊ะเลยครับ”
“บุษว่าบุษต้องไปทานยาก่อนดีกว่า”
บุษบาเดินออกไป
แนนนี่ปรากฏตัว มองไปทางประตู
“ความจริงก็น่าสงสารเธอเหมือนกันนะคะ”
“ยังจะมีหน้ามาพูดอีก”
ถูกภวัตดุแนนนี่ยืนก้มหน้านิ่ง เหมือนเสียใจในความผิดเต็มประดา
“แล้วนี่ไม่มีเรียนหรือ”
“มีค่ะ แต่แนนนี่รีบมาหาพี่ภวัตก่อน เพราะมีข่าวดีจะบอก...เกรดแนนนี่เพิ่งออก แนนนี่ได้เกรด 3 ค่ะ”
ภวัตดักคอทันที “ไม่ใช่ 2 เทอมรวมกันนะ”
“เทอมที่แล้วเทอมเดียวค่ะ...ยัยพี่ดารู้ผลก่อน รีบเอาไปให้คุณแม่ดู...แล้วมาถามผลสอบแนนนี่ต่อหน้าคุณแม่...เค้าอยากจะให้แนนนี่ขายขี้หน้า” แนนนี่ฟ้องทันที
“แนนนี่คิดบวกเป็นมั้ย”
“คิดลบ คิดคูณ คิดหารก็เป็นค่ะ” แนนนี่พูดเป็นเรื่องเล่น
ภวัตมองดุๆ แนนนี่จ๋อย
“ขอโทษค่ะ”
“พี่ดาของแนนนี่เป็นคนดี”
“ฮึ!”
“เย็นนี้เอาผลสอบไปให้คุณน้าปัทดู ท่านจะได้ดีใจ”
“ค่ะ!” แนนนี่เว้นจังหวะ ทำตาเจ้าเล่ห์ “พี่ภวัตหายโกรธ น.น. แล้วใช่มั้ยคะ”
ภวัตไม่มองหน้า ทรุดตัวลุกนั่ง พยายามจะไม่ยิ้มกับสรรพนามใหม่ของแนนนี่
แนนนี่เดินมาคุกเข่าข้างเก้าอี้ กอดแขนประจบ
“พี่ภวัตเลี้ยงฉลองเกรด 3 ให้ น.น. นะคะ” แนนนี่เรียกตัวเองว่าน.น.
“ไม่ ! ต้องได้เกรด 4 ถึงจะเลี้ยง”
“ว้า! แต่ก็ยังดีค่ะ”
“ไปเรียน”
“ค่ะ น.น. จะเชื่อพี่ภวัต...แล้วเย็นนี้พบกันนะคะ”
แนนนี่เงยหน้าขึ้นมอง ขณะที่ภวัตก้มหน้าลงมามองเช่นกัน ทั้ง 2 คนเหมือนจะชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแนนนี่ก็หายไป
ภวัตถอนหายใจยาว

มีการประชุมใหญ่ที่เมืองเวทมนตร์ เวลานี้บรรดาพ่อมดแม่มด รวมตัวอยู่ในห้องประชุมพร้อมหน้า แล้วส่งเสียงพูดคุยกันจ้อกแจ้กจอแจ
“ท่านผู้นำปรากฏ”
สิ้นเสียงตะโกน... กลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น แล้วร่างผู้นำปรากฏตรงกลาง
“สุรีย์สวัสดิ์” ทุกคนลุกขึ้นยืน
“สุรีย์สวัสดิ์” ทุกคนขานรับแล้วนั่งลง
“การค้นหาอสูรน้อยไปถึงไหนแล้ว” ผู้นำถามเสียงจริงจัง
บาบาร่าหันมาทางทาฮิร่า แล้วยิ้มเย้ย พร้อมกระซิบกระซาบ “ไม่รายงานท่านผู้นำหน่อยรึ”
ทาฮิร่ายิ้มอย่างรู้ทัน แล้วกระซิบตอบ “เธอสมควรจะเป็นคนรายงานมากกว่า”
“บาบาร่า ทาฮิร่า” เสียงผู้นำแม่มดตะโกนก้อง
“ท่านผู้นำ” สองแม่มดลายครามประสานเสียง
“นั่นซุบซิบอะไรกัน”
ทาฮิร่าชิงพูดขึ้นทันที
“บาบาร่าซึ่งเสียสละ ขึ้นไปสืบหาอสูรถึงเมืองมนุษย์เจ้าค่ะ”
“แล้วพบมั้ย” ผู้นำแม่มดถามเสียงเข้ม
บาบาร่าอึกอัก ทุกคนหันมามอง
“กราบเรียนท่านผู้นำไปซิจ้ะ...บาบาร่า” ทาฮิร่าขี่แพะไล่ต่อ
“เอ้อ ! ยังไม่พบเจ้าค่ะ... มันซ่อนตัวเก่งมาก” บาบาร่าเสียงอ่อย
“เพราะมันมีองค์รักษ์คอยคุ้มครองอยู่ องครักษ์จะต้องปกปิดที่อยู่อสูรจนกว่ามันจะอายุครบ 22 ปี ซึ่งถ้านับจากวันที่ 9 เดือน 9 และงาน 9 ฉลองที่ผ่านมา อสูรน้อยก็จะอายุครบในอีก 3 ปี”
“บาบาร่าคิดว่าน่าจะได้ตัวก่อนวันนั้นเจ้าค่ะ” บาบาร่าเอาคืนมั่ง
“บาบาร่าดูจะมั่นใจจัง” ทาฮิร่าเยาะอยู่ในที
“แล้วเจ้าล่ะ ทาฮิร่า”
บาบาร่ายิ้มเยาะบ้าง “ทาฮิร่าอาจจะพบก่อนก็ได้เจ้าค่ะ...แต่ต้องระวังเพราะนางใจอ่อน”
“ทาฮิร่า” ท่านผู้นำเสียงดังลั่น
“เจ้าขา...”
“เจ้าจะใจอ่อนไม่ได้ เข้าใจไหม”
“เข้าใจเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้นำคงต้องย้ำมากๆ หน่อยเจ้าค่ะ จะได้ซึมซับ” บาบาร่าเยาะ
“นี่เจ้าทั้ง 2 เป็นอะไร เหตุใดถึงได้ กระทบกันไปกระทบกันมา”
“เราเป็นเพื่อนรักกันเจ้าค่ะ” ทาฮิร่าบอก
“รักกันมากด้วยเจ้าค่ะ” บาบาร่ายืนยัน
ทั้งสองคนจ้องมองหน้า ต่างยิ้มเย้ยให้กัน

หลังประชุมเสร็จทั้งสองนายบ่าวเดินคุยกันมา
“คุณยายจะทำยังไงต่อไป”
“กลุ้มใจไง ฉันต้องกลุ้มใจต่อไปจนกว่า...จนกว่า”
“จนกว่านครเวทมนตร์จะพินาศ” ชิกเก้นเติมให้
ทาฮิร่าหยุดเดินหันขวับมาทันที
“ไอ้ชิกเก้น”
“ชิกเก้นพูดจริง ’ไรจริง...หรือว่าคุณยายมีคำตอบที่ดีกว่านี้”
ทาฮิร่านิ่งอึ้ง แล้วเดินต่อ พร้อมกับเอ่ยขึ้น
“แล้วแกจะส่งแนนนี่ให้ท่านผู้นำลงเรอะ”
“อาจจะต้องการตกลงกันก่อน เช่นให้แนนนี่อยู่ในความควบคุม”
“โฮ้ย! ใครเขาจะยอมตกลงกับแก๊ ไอ้ชิกเก้น”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม

อีกมุมหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกล บาบาร่า กำลังหารืออยู่กับไทเกอร์
“เผลอแป๊บเดียว ยัยทาฮิร่าหายไปแล้ว”
“ทำไมคุณยายไม่บอกความจริงไป ไทเกอร์น่ะเบื่อเมืองมนุษย์ วุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น แถมฤดูกาลต่างๆ ก็บิดเบี้ยวไปหมด” ไทเกอร์บ่น
“ฉันต้องเป็นคนจับอสูรน้อยมาให้ได้...บอกแล้วไง ฉันไม่ได้หวังแค่ความดีความชอบเท่านั้น แค่ฉันหวังตำแหน่ง1 ในที่ปรึกษาท่านผู้นำซึ่งจะมีการแต่งตั้งใหม่ในอีก 2 ปี”
“อ้อ! อยากเป็นใหญ่เป็นโต” ไทเกอร์กัด
“แล้วใครล่ะที่ไม่อยาก” น้ำเสียงบาบาร่าเชิดเริด

เย็นวันนั้นปีเตอร์นั่งเปิดเพลงฟังอยู่ในรถภายในมหา’ลัย พร้อมกับขยับไปตามจังหวะสักพักหนึ่ง ปีเตอร์ถึงกับชะงัก เมื่อมองไปเห็นทาฮิร่าในชุดนักศึกษาเดินตรงมาช้าๆ ดวงตาจ้องเขม็งผ่านฟิล์มกรองแสงหน้ารถมาสบตาปีเตอร์
ปีเตอร์ขยับตัวเล็กๆ สีหน้าแววตาแปลกใจ
“เฮ้ย ! นั่นมันเด็กปี 10 เพื่อนแนนนี่”
ทาฮิร่าเดินมาที่ประตูตรงข้ามคนขับ ปีเตอร์รีบกดล็อค
ทาฮิร่าส่ายหน้า เปิดประตูก้าวขึ้นมา ท่ามกลางความตกใจของปีเตอร์
“เปิดได้ไงเนี่ย ปีเตอร์ล็อคแล้วล็อคอีก” ปีเตอร์งงงัน
“ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางฉันได้หรอก นายเปอร์ตี้”
ปีเตอร์เกาหัวแกรกๆ นึกคุ้นหู กับคำเรียกนี้ ใครว้า ! เคยเรียกปีเตอร์ว่าเปอร์ตี้
“ยังไม่ต้องคิด ฟังฉันอย่างเดียว เนื่องจากเธอเป็นคนจิตไม่อยู่กับร่องเลย อสูรมันถึงเข้าสิงได้ง่าย ! …ซึ่งถ้าเธอไม่ใช่เพื่อนสนิทของแนนนี่ ฉันจะไม่สนเลย” ทาฮิร่าว่าไปตามปาก
ปีเตอร์มองจ้องทาฮิร่าตลอดเวลา แต่ไม่ได้ใส่ใจฟัง แล้วจู่ๆ ก็เบิกตากว้างอย่างดีใจ เมื่อนึกได้
“เฒ่าทารก”
ทาฮิร่าสะดุ้งเฮือก มองซ้ายแลขวา
“ไม่ต้องมองหา ตัวเองนั่นแหละ เหมือนเฒ่าทารถเลย นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนของแนนนี่ ปีเตอร์ก็ไม่ยอมให้เอาเสื้อผ้าราคาถูกมาสัมผัสเบาะรถแพงเว่อร์ของปีเตอร์หรอก”
ทาฮิร่าเบิกตากว้าง ถูกเด็กด่าว่า
ปีเตอร์เปิดเก๊ะออก ทาฮิร่ามองตามแล้วสะดุ้ง เมื่อในเก๊ะมีใบละพันอัดแน่นเต็มไปหมด
“หยิบไปซิ ปีเตอร์ให้...จะเอาเท่าไหร่ก็ได้ไปฉีดโบท็อกซ์ไปทำหน้าให้เด้ง ... ซื้อผ้าดีๆ มาตัดชุดใหม่ แล้วอย่าลืมบอกแนนนี่ด้วยว่าเป็นอภินันทนาการจากปีเตอร์”
“นายเปอร์ตี้” ทาฮิร่าฉุนขาด
ปีเตอร์อ้าปากจะโวยวาย
ทาฮร่าชี้หน้าดุ “หยุด”
ปีเตอร์หยุดทันใด
ทาฮิร่าเอื้อมมือไปดึงผมปีเตอร์ออกมา 1 กระจุก
ปีเตอร์ร้องลั่น “โอ๊ย! ทำอะไรป้า”
ทาฮิร่าเอื้อมมือมากดที่บริเวณหัวปีเตอร์ แล้วว่าคาถา มีกลุ่มควันพุ่งออกมาเล็กน้อย แล้วหายไป
ทาฮิร่าเสร็จภารกิจก็เปิดประตูก้าวลงไป ปีเตอร์รีบเปิดประตูก้าวตาม
“เฮ้ย! จะไปไหนน่ะ”
ผู้คนในบริเวณนั้นหันมามองปีเตอร์เป็นตาเดียว ปีเตอร์มองรอบกาย แต่ไม่ปรากฏร่างทาฮิร่าแล้ว
“หายไปไหนไวเหมือนโกหก”

เวลาต่อมา แนนนี่อยู่ในห้องวางหนังสือในมือลง เรียกหาคุณยายแม่มด
“คุณยายขา ! คุณยาย!…แนนนี่อยากพบคุณยายค่ะ”
“วันนี้คิดถึงคุณยายมากเรอะไง...กลับถึงบ้านก็เรียกเลย” ชิกเก้นงง
“คุณยายขา”
ทาฮิร่าปรากฏขึ้น
“รู้แล้วว่าจะถามอะไร...ยายถอนมนต์สะกดของอสูรออกจากเปอร์ตี้” ทาฮิร่าคุยทันที
“โห! ทำอะไรมีสาระกับเขาเป็นด้วยเรอะนี่”
“เงียบเลย ! ไอ้ชิกเก้น” ทาฮิร่าหันมาดุชิกเก้น
“แน่ใจนะว่าคาถาถูก” ชิกเก้นไม่วางใจ
“ก็ต้องติดตามกันต่อไป” ทาฮิร่าหันมากอดแนนนี่ “เปอร์ตี้เป็นเพื่อนสนิทของแนนนี่ ...ยายเกรงว่านายนั่นจะเป็นอันตรายกับหลาน”
“ชิคเก้นน่ะเกรงว่าจะเป็นอันตรายกว่าเก่าน่ะซิ เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นออกความเห็น
“บอกให้เงียบ ไอ้ชิคเก้น”
“แนนนี่น่ะสงสารปีเตอร์ ไม่อยากให้มีอันตายเพราะแนนนี่”
“ไม่แล้วลูก ปีเตอร์เป็นปกติแล้ว”
ทาฮิร่าดูจะมั่นใจมาก

ปีเตอร์อาบน้ำเสร็จปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับฮัมเพลงลั้นลา
“จง! ระวังหลัง จะทำอะไรให้คอยระวังหลัง” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น
“ใครน่ะ” ปีเตอร์ถาม
เสียงนั้นเงียบหายไป
“สงสัยจะเป็นเสียงขี้หูกระทบกัน”
ปีเตอร์นึกว่าตัวเองหูแว่ว จึงเดินมาหน้ากระจก แล้วเริ่มทาเครื่องสำอางผู้ชาย
“ศัตรูปองร้าย” มีเสียงดังขึ้นมาอีก
ปีเตอร์ตกใจแล้วร้องลั่น “เฮ้ย !” กวาดมองไปโดยรอบด้วยอาการผวา และหวาดหวั่น
“อันตรายมันจะมาข้างหลัง” เสียงนั้นพูดเตือน
“ใคร !”
ทุกอย่างเงียบสนิท ปีเตอร์มองไปโดยรอบด้วยความอกสั่นขวัญหาย

“ยายไปละนะ...แนนนี่...ระวังตัวดีๆ น่ะ”
“จ้ะยาย”
ทาฮิร่าว่าคาถาหายตัว แต่ปรากฏว่าร่างยังอยู่ไม่หายไปไหนซะงั้น
ทาฮิร่ายกแขนขึ้นดู “แนนนี่ ยายยังอยู่หรือเปล่า”
แนนนี่พยักหน้าเกรงใจไม่กล้าพูดออกมา
“อยู่ทั้งตัวเลยเจ๊ เวรก๊ำ ...เวรกรรม”
ทาฮิร่าว่าคาถาใหม่ พลัน ร่างทาฮิร่าเหลือครึ่งตัวบน
“คราวนี้หายไปครึ่งตัว” ชิกเก้นระอา
“ลองใหม่ซิจ๊ะ” แนนนี่บอก
ทาฮิร่าพยักหน้าหนักแน่น แล้วลองใหม่ คราวนี้หายไปทั้งตัว
“เฮ้อ ! นึกว่าไม่รอดแล้ว” ชิกเก้นแซวตามประสา

ปีเตอร์ตกใจรีบวิ่งตรงมาที่ลานจอดรถ โดยที่ยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย มองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะขับรถออกไป

แนนนี่ว่าคาถาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ สวยปิ๊ง
“ซักแห้งอีกแล้ว” ชิกเก้นแขวะเอา
“ก็แนนนี่ขี้เกียจอาบน้ำนี่”
“ไม่ดีหรอกแนนนี่ เราอยู่กับมนุษย์ ก็ต้องทำอะไรให้เหมือนมนุษย์บ้าง!” ชิกเก้นอบรม
“แนนนี่จะรีบไปหาพี่ภวัต...เรานัดกันไว้”
“ใครนัดใคร! …แนนนี่นัดหมอภวัต หรือหมอภวัตนัดแนนนี่” ชิกเก้นซักไซร้
“ก็ได้ ! แนนนี่นัดพี่ภวัต!”
แนนนี่เดินไปเข้าห้องน้ำ
“เวรก๊ำ...เวรกรรรม !”
แนนนี่เดินเข้ามาในห้องน้ำ แล้วต้องชะงัก เมื่อบนกระจกเป็นตัวหนังสือยึกยือซึ่งเป็นภาษาแม่มดเมืองเวทมนตร์
แนนนี่อ่านเสียงงึมงำ “คาถาอสูรพิลาป”
แนนนี่ไล่สายตาตามบรรทัดตัวอักษรเลยเรื่อยมาจนถึงในวงเล็บ
“ยังมีต่อ ! นี่มันคาถาปราบอสูรนี่ .... ใครมาเขียนไว้” แนนนี่ประหลาดใจมาก
ตัวอักษรเริ่มรางเลือน
แนนนี่รีบอ่านเพื่อจดจำ “อัม...อิเมกุม...อัจชี ...อัลวา...อัยยายุม...”

ในขณะที่แนนท่องคาถาถึงบรรทัดไหน ตัวหนังสือบรรทัดนั้นก็เลือนหายไป

อ่านต่อหน้า 2
 
แจ้งเพื่อทราบ...
ระหว่างนี้ "อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว" อาจจะอัพขึ้นเว็บไม่ตรงเวลา จึงแจ้งให้ทราบเวลาที่จะอัพขึ้นเว็บ ดังนี้ 9.30 น., 12.00 น., 18.00 น. และ 22.00 น. หรือตามเวลาอันสมควร หลังจากที่ทีมงานแก้ไขบทที่ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว
ทีมละครออนไลน์
 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 16(ต่อ) 


ประตูห้องน้ำเปิดออก แนนนี่กระโดดออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“ชิกเก้น! ชิกเก้น ชิกเก้น” แนนนี่ร้องลั่น
“อะไรแนนนี่ นั่นยังไม่ได้อาบน้ำอีกเรอะ” ชิกเก้นสนใจเรื่องอาบน้ำ
“แนนนี่...โอ๊ย! ดีใจจัง ! แนนนี่เจอคาถาอสูรพิลาป”
“หา! ไหน! อยู่ที่ไหน ...คาถานั่นหายไปนานมาแล้วนะ” ชิกเก้นตาโต น้ำเสียงตื่นเต้น
“ไม่รู้! แนนนี่เจออยู่ที่กระจก...พอแนนนี่ท่องบรรทัดไหนได้ บรรทัดนั้นก็หายไป!...คาถานี้มันเป็นยังไงหรือชิกเก้น”
“ชิกเก้นก็ไม่แน่ใจ...เท่าที่รู้มันกึ่งร้ายกึ่งดี...แนนนี่ต้องลองถามแม่มดสาวสามพันปีของเราดู!” ชิกเก้นแนะนำ  
แนนนี่ทำท่าจะไปจริงๆ
“เดี๋ยว! เดี๋ยว ! ไปอาบน้ำก๊อน ...แม่มดที่ดีเวลาตั้งใจจะทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ !
“เฮ้อ!” แนนนี่เซ็ง
“แนนนี่จะกลับเนื้อกลับตัวไม่ใช่เรอะ”
แนนนี่เดินกลับเข้าไปในห้องน้ำใหม่ แล้วมองไปที่กระจก เห็นทุกอย่างเป็นปกติ แนนนี่ยกมือลูบกระจก แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แนนนี่เริ่มล้างหน้า

เวลาเดียวกัน ดารกา ปัทมน ธานี และเกล้า คุยกันอยู่อย่างรื่นเริง แนนนี่เดินเข้ามา แล้วชะงัก
ดารกาหันมาเห็นพอดี “กลับมานานแล้วเหรอ แนนนี่!”
แนนนี่หลับตาสูดลมหายใจยาวและลึก แล้วลืมตาขึ้น
“งั้นมั้ง”
ปัทมนซึ่งเฝ้าคอยมองลุ้นว่าแนนจะโอภาปราศรัยอย่างดีกับดารกาก็มีสีหน้าผิดหวัง เช่นเดียวกับธานี และรัดเกล้า
ดารกาพยายามใหม่ “เห็นคุณแม่บอกว่า แนนนี่ได้เกรด 3”
แนนนี่มองปัทมน แล้วฝืนใจยิ้มให้ดารกา
“ค่ะ! …. เอ้อ ... แนนนี่ขออนุญาตก่อนนะคะ”
“จะไปไหนล่ะนั่น” ธานีถาม
“ไปหาพี่ภวัตค่ะ .... แนนนี่นัดกับพี่ภวัตไว้!”
แนนนี่เข้ามาหอมแก้มแม่ แล้วสบตาดารกาเหมือนเยาะๆ แว่บหนึ่ง ในขณะที่ดารกาหันมายิ้มกับปัทมน

ครู่ต่อมาปัทมนเดินขึ้นมากับดารกา
“น้องดาล่ะลูก...หมู่นี้ไม่เห็นค่อยให้พี่ภวัตติวเลย!”
ดารกาก้มหน้านิ่ง “น้องดาพยายามทำความเข้าใจเองค่ะ”
ปัทมนหยุดเดินมอง ท่าทางของดารกาอย่างแปลกใจ
“น้องดามีเรื่องอะไรกับพี่เขาหรือเปล่า”
ดารการีบเงยหน้าขึ้น “เปล่าค่ะ...พี่ภวัตดีกับน้องดามากๆ น้องดาเองก็...เอ้อ...รักและก็เคารพพี่ภวัต...แต่...”
“แต่อะไร” ปัทมนรีบซักทันที
“ไม่มีอะไรค่ะ” ดารกาหน้าเศร้าไป
“แม่รู้จักน้องดาดี...แม่รู้ว่าน้องดามีอะไรบางอย่างในใจ” ปัทมนว่า
ดารกาเงยหน้ามองแม่อย่างซาบซึ้งใจ “คุณแม่ขา...”
ปัทมนดึงดารกาเข้ามากอดด้วยความรัก

สองแม่ลูกเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาในห้องนอนปัทมน
“น้องดาอยากให้แนนนี่มีความสุข แล้วก็ไม่เกลียดน้องดา...คุณแม่เองก็จะได้สบายใจที่ลูกๆไม่ทะเลาะกัน...” ดารกาเอ่ยขึ้นเสียงเศร้า
“น้องดาก็เลยเสียสละ” ปัทมนดักคอ และพอเข้าใจเรื่องราว
ดารกาก้มหน้า อย่างน่าสงสาร

“น้องดาเป็นเด็กดีเหลือเกิน...แล้วแม่ก็ขอบใจน้องดาที่พยายามทำให้แม่กับน้องสบายใจ...แต่แม่เป็นคนยุติธรรมนะลูก...ถ้าพี่ภวัตเขารักลูก...แม่ก็จะสนับสนุนให้เป็นไปตามนั้น...แนนนี่จะมาเกเรไม่ได้”
“อย่าเลยค่ะ! คุณแม่ขา” ดารกาขอร้อง
“การเสียสละต้องมีขอบเขต แล้วแม่จะพูดเรื่องนี้กับแนนนี่เอง”
“น้องดาไม่เป็นไรจริงๆ นะคะ”
ปัทมนดึงลูกดารกาเข้ามากอด สีหน้าดารกานิ่งสนิท

รัดเกล้แวะมาคุยหารือกับธานี
“เกล้าสงสารน้องดา” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“น้องดาเขาเป็นคนดีมาตั้งแต่เกิดแล้ว”
“แนนนี่ก็เกเรมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน! เกล้าพูดจริงๆ นะคะ... เกล้าไม่เห็นด้วยที่ทุกคนคอยตามใจแนนนี่แล้วบีบให้น้องดาเสียสละ!”
“ไม่มีใครเขาทำอย่างนั้นซักหน่อย” ธานีท้วง
“พี่ธานีไม่รู้สึกตัวน่ะสิคะ...เกล้าเป็นคนนอก...เกล้ารู้”
“เธอจะมารู้ดีกว่าตัวพี่ได้ยังไง! จำเรื่องจดหมายนั้นได้มั้ยละ!...จดหมายถึงน้องดาที่เกล้าเก็บได้น่ะ” ธานีว่า
“บางที...น้องดาอาจจะช็อค”
“พูดจริงๆนะ...บางครั้งน้องดาก็เหมือนคนเก็บกด” ธานีพูดตามที่ตัวเองรู้สึก
“โอ๊ย! จะไม่เก็บกดได้ยังไงล่ะคะ”
มีเสียงแตรรถดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“ใครมาอีกละ”
รัดเกล้าลุกขึ้น “กลับดีกว่า! อารมณ์ไม่ค่อยจะดีแล้ว”
รัดเกล้าเดินออกไป
“ว้า! ยังพูดไม่จบเลย” ธานีบ่นเซ็งๆ

รัดเกล้าเดินออกมา เจอกับปีเตอร์ที่หน้าตื่นๆ ขณะลงจากรถ ปีเตอร์หันมาเห็นรัดเกล้ารีบยกมือไหว้
“สวัสดีครับ พี่เกล้า!”
“สวัสดีจ้ะ! แนนนี่อยู่ที่บ้านพี่แน่ะ! เดี๋ยวจะไปตามให้”
“ไม่เป็นไรครับ! ผมไปด้วยดีกว่า”
สองคนเดินคุยกันไป

เวลาเดียวกันนั้น แนนนี่คุยอยู่กับภวัต เรื่องบุษบา
“ตอนนี่เจ๊บุษแกเป็นยังไงบ้างละค่ะ...แนนนี่ก็เป็นน้องแกเหมือนกัน” แนนนี่ว่า
“ยังจะมาพูด”
ภวัตพูดยังไม่ทันขาดคำปีเตอร์เดินตามเกล้าเข้ามา
“แนนนี่...ปีเตอร์มีเรื่องสำคัญมาบอก!”
ภวัตไม่พอใจสีหน้าเคร่งเสมองไปอีกทาง แต่ไม่พ้นสายตาสังเกตของเกล้า
“โอ๊ย! น่ารำคาญ” แนนนี่หงุดหงิด
“ใคร!” ปีเตอร์ไม่รู้ตัว
“ก็ปีเตอร์น่ะซิ! ไหว้ผู้ใหญ่หรือยัง”
ปีเตอร์นึกได้ไหว้ภวัต “หวัดดีครับพี่หมอภวัต! …” มองที่มือแนนนี่ว่างเปล่า “เอ๊ะ! มือแนนนี่ไม่ได้ใส่
แหวนทับทิมสยามของปีเตอร์เหรอ!”
“แนนนีไม่ชอบใส่แหวน! กลับไปคุยที่บ้านกันดีกว่า...” แนนนี่พูดพลางหันมามองภวัต กับรัดเกล้า “แนนนี่ไปก่อนนะค่ะ...แล้วจะมาใหม่”
“ไม่ต้องมาแล้ว!” ภวัตเสียงขุ่น ออกอาการหึงโดยไม่รู้ตัว
รัดเกล้ามองพี่ชายอย่างเพ่งพิศ
“แนนนี่จะมา!” แนนนี่หันไปพยักหน้ากับปีเตอร์ “ไป! ปีเตอร์!”
แนนดึงแขนปีเตอร์ออกไป
“พี่ภวัตโกรธใครหรือคะ” รัดเกล้าถาม
“ไม่ได้โกรธ แต่รำคาญ” ภวัตเดินหนีขึ้นข้างบนไป
“ถ้าพี่ภวัตชอบแนนนี่ แล้วมันจะไปกันรอดเร้อ!”
รัดเกล้าดูออกว่าพี่ชายหึง บ่นออกมาคนเดียว

ส่วนปีเตอร์เดินเข้ามาในสวนหลังบ้านกับแนนนี่พลาง ด้านบนเหนือขึ้นไปเป็นกิ่งไม้ใหญ่ ที่กำลังค่อยๆ แตกออกราวกับมีมือยักษ์หัก โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัว
“ปีเตอร์จะมาบอกแนนนี่เรื่องนี่แหละ”
ปีเตอร์คุยเรื่องที่ได้ยินเสียงประหลาดเมื่อเช้าก่อนไปมหา’ลัย

“ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย! อะไรข้างหลัง! ทำไมจะต้องระวังหลัง”
“ปีเตอร์ก็ไม่รู้! ตั้งแต่ยัยเพื่อนหน้าแก่ของแนนนี่ดึงผมปีเตอร์ไป ปีเตอร์ก็ได้ยินอะไรแปลกๆ!”
แนนนี่ชะงัก “ยาย!”
“ยายไหน!”
“เปล่า!”
ระหว่างที่ทั้ง 2 คุยกันอยู่นั้น มีเสียงเหมือนกิ่งไม้ใหญ่ถูกหัก
“กลับเข้าบ้านกันเถอะ...เดี๋ยวแนนนี่เลี้ยงข้าว”
สองคนขยับออกเดินจากตรงนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ด้านบนกิ่งไม้หักออกมาหมด! แนนนี่หันมาคุยกับปีเตอร์ กิ่งไม้นั้นลอยลงมา หมายหัวแนนนี่
แนนนี่ และปีเตอร์ กำลังก้าวผ่านตรงนั้น กิ่งไม้ใหญ่ตรงดิ่งลงมา
“ระวัง! แนนนี่!”
แนนนี่แหงนหน้าขึ้นมอง ปีเตอร์ดึงแนนนี่หลบไป ในขณะที่กิ่งไม้หล่นลงมาถึงพอดี
กิ่งไม้ใหญ่นั้นคลาดหัวแนนนี่ไปอย่างหวุดหวิด
แนนนี่กับปีเตอร์ หันไปมองด้วยสีหน้าตระหนก แล้วหันมามองหน้ากัน
“เหยียบเอาไว้นะปีเตอร์ ห้ามบอกใครเด็ดขาด! แนนนี่ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง!”
“แนนนี่! เหมือนที่ปีเตอร์พูดมั้ย...ที่บอกให้ระวังหลังน่ะ” ปีเตอร์ถามปนสงสัย
แนนนี่ตบไหล่ปีเตอร์จนเซ “บังเอิญน่ะ! แต่ยังไงก็ขอบใจปีเตอร์!”
“ทีนี้เห็นหรือยังว่า ปีเตอร์เหมาะที่จะเป็นบอดี้การ์ด ให้แนนนี่ที่สุด”
ปีเตอร์คุยโว สีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
แนนนี่จิ้มหน้าปีเตอร์หงายไป “เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ ปีเตอร์เอ๊ย”
แนนนี่เดินนำออกไป ปีเตอร์บ่นอย่างเซ็ง
“ขนาดเป็น บอดี้การ์ด ยังไม่เอาเลย”
แล้วรีบเดินตามไป

ตอนค่ำวันนั้น แนนนี่เดินไปมาอย่างใช้ความคิดอยู่ในห้อง ชิกเก้นมองตามจนตาลาย
“เอาอีกแล้ว! เดินไปเดินมาอีกแล้ว”
“เดี๋ยวมานะ ชิกเก้น”
“จะไปไหน”
ชิกเก้นไม่ได้คำตอบ เพราะร่างแนนนี่หายวับไปทันที

ภวัตเปิดประตูเดินเข้ามา แล้วชะงัก เมื่อเห็นแนนนี่ยืนยิ้มรออยู่ ภวัตโกรธเรื่องปีเตอร์ จึงทำเหมือนแนนนี่ไม่มีตัวตน เดินมาที่โต๊ะทำงาน แนนนี่หน้าจ๋อย แล้วพยายามง้ออีก
“พี่ภวัตเล่น เฟซบุค หรือเปล่าคะ”
ภวัตไม่ตอบเปิดคอมพิวเตอร์ ดูเว็บไซด์ทางการแพทย์ แนนนี่ชะโงกหน้ามามอง
“เมื่อ 2-3 วันก่อนแนนนี่ก็อ่านพบว่า มีการพบยาโรคเอดส์ซึ่งรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย”
ภวัตยังคงไม่ได้มีทีท่าว่าจะเห็นหรือสนใจแนนนี่ แต่แนนนี่ยังไม่ย่อท้อ ยังเจื้อยแจ้วต่อ
“แนนนี่สงสัยจังว่า พวกแม่มดเนี่ยจะมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนมนุษย์หรือเปล่า...เอ๊ะ! แนนนี่เคยเห็นยายป่วยเหมือนกัน แต่พอกินยาอายุวัฒนะก็หาย”
ภวัตคลิกดูข่าวสารทางการแพทย์ไปเรื่อยๆ
“แล้วยาของแม่มดจะรักษาโรคของมนุษย์ได้หรือเปล่า...เอายังงี้มั้ยคะแนนนี่จะเอายาอายุวัฒนะของยาย มาให้พี่ภวัตรักษาคนไข้”
ภวัตปิดคอมพ์ฯ ลุกเดินไปที่หน้าต่าง แนนนี่ลุกตามไป
“แนนนี่ว่าน่าสนใจนะคะ...เพราะถ้าใช้ได้ พี่ภวัตจะเป็นหมอที่ดังที่สุดในโลกเลย แล้วก็รวยด้วย เพราะเราจะจดลิขสิทธิ์”
ภวัตไม่หืออือสักแอะ หันหลังกลับจะเดินมาที่เตียง แนนนี่ก้าวมาขวางไว้อย่างหมดความอดทน
“พี่ภวัต! แนนนี่ชักจะหมดความอดทนแล้วนะ” แนนนี่ฉุนขาด
ภวัตขยับ ชะงัก แต่ขยับจะเดินต่อ แนนนี่กางแขนขวางไว้
“ถ้าพี่ภวัตไม่ยอมพูด แนนนี่จะร้องตะโกนให้คนมาช่วย”
ภวัตไม่สน เดินเลี่ยงมานอนบนเตียง แนนนี่กรีดร้องขึ้นทันที
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
ภวัตผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ

ได้ผลจริง ประตูห้องจักรวาล และรัดเกล้าเปิดออก จักรวาลถือปากกา และหนังสืออยู่ในมือ ในขณะที่รัดเกล้าซึ่งกำลังแปรงฟันอยู่ อมแปรงออกมาด้วย
“เสียงอะไรคะ คุณพ่อ” รัดเกล้าถามผู้เป็นพ่อ
“ห้องเจ้าภวัต”
ไวเท่าความคิดสองพ่อลูก รีบวิ่งมาหน้าห้องภวัต แล้วทุบประตู
“ภวัต! แกเอาใครมาไว้ในห้อง” จักรวาลเรียกเสียงดัง
“พี่ภวัต! เปิดประตู” รัดเกล้าตะโกนเรียก
“ภวัต ! ภวัต!” / “พี่ภวัต พี่ภวัต” สองพ่อลูกประสานเสียงเรียกดังลั่น พร้อมกับทุบประตูตลอดเวลา

ภวัตหันมาดุเบาๆ อย่างหงุดหงิดสุดๆ “กลับไปเดี๋ยวนี้ แนนนี่!”
“ก็พี่ภวัตอยากไม่พูดกับแนนนี่นี่”
“บอกให้กลับไป” ภวัตกระซิบเสียงขุ่น
“งั้นเดี๋ยวแนนนี่มาใหม่” แนนนี่กวนใส่
“ไม่ต้องแล้ว ห้ามมาอีกเด็ดขาด ไปซิ”
ภวัตพูดพลางเดินไปที่ประตู ที่ทั้งจักรวาล และรัดเกล้า ทุบประตู ตะโกนเรียกไม่หยุด
แนนนี่หายตัวไป ภวัตหันมามองสำรวจความเรียบร้อยอีกที แล้วเปิดประตู จักรวาลและรัดเกล้า รีบพรวดพราดเข้ามาทันที ตรวจหาไปทั่วห้อง
“มองหาอะไรกันครับ!”
“ผู้หญิง” พ่อและน้องสาวประสานเสียง
“พ่อได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย” จักรวาลซัก
“เกล้าก็ได้ยิน”
“เสียงที.วี บ้านใกล้ๆ นี่มั้งครับ ผมก็ได้ยินเหมือนกัน” ภวัตตีหน้าซื่อ
“แต่มันชัด
กำลังโหลดความคิดเห็น...