xs
xsm
sm
md
lg

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 12 

“ลุงว่าธานีฝันไปละมั้ง” จักรวาลออกความเห็นหลังจากฟังธานีเล่าเรื่องประหลาดเมื่อคืนให้ทุกคนฟัง

โป่งมีสีหน้าตื่นเต้นกว่าใคร “คุณธานีฝันถึงผู้หญิง ผู้หญิงนี่มันเลขอะไร พี่ผาด”
ทุกคนค่อยๆ เบือนหน้ามามอง
ผาดใคร่ครวญก่อนจะทายฝันออกมาเป็นเลข อย่างผู้ชำนาญ
“เลข 5 หรือเลข 6 ก็ได้ แต่ผู้หญิงที่คุณธานีฝันน่าจะเป็นนางฟ้า”
“นางฟ้าก็เลข 9 ชัวร์ คุณธานีฝันดี ฝันดีมาก
“แล้วทั้งหมดรวมกันมันเลขอะไรล่ะ” พรรีบซัก
ทั้งสามคนคุยกันเต็มที่โดยไม่รู้สึกตัวว่า ทุกคนในที่นั้นเหล่อยู่
“นางฟ้ามาให้ความช่วยเหลือก็...”
จักรวาลกระแอมขัดจังหวะใบ้หวยขึ้น “อะแฮ้ม...ไอ้โป่ง”
“ผาด! พร!” ปัทมนเสียงเขียวใส่ฝั่งของตัวเอง
“ครับ” โป่งขาน
“ขา...” ผาดกับพรประสานเสียง สีหน้าเจื่อนไป
“ลูกฉันไม่ใช่เจ้าพ่อใบ้หวยนะจ๊ะ” ปัทมนว่ายิ้มๆ
ทั้งสามคนยิ้มแห้งๆ
“มันเป็นธรรมดาของคนไทยครับ” โป่งบอก
“ฉันก็เป็นคนไทย...ทำไมถึงไม่เล่นหวยล่ะ” จักรวาลค้าน
โป่งตบเข่าฉาด
“งั้นคราวนี้มาร่วมวงไพบูลย์มั้ยครับ...เริ่มแรกนี่เอาน้อยๆ ก่อน...พอต่อไปชักจะชำนาญขึ้นเหมือนผม” โป่งว่า
“ไอ้โป่ง!” จักรวาลเสียงดังขึ้นกว่าเมื่อครู่อีก
“ขอรับ” โป่งขานรับเสียงดังตาม
“แกกลับไปเลย!” จักรวาลออกคำสั่ง
“อ้าว! แล้ว!” โป่งยังไม่ยอม
“กลับไป” จักรวาลเสียงดังกว่าทุกครั้ง
“เจ้านายไล่นี่เลขอะไรพี่ผาด” โป่งทิ้งทวนหันมาทะเล้นถามผาด
จักรวาลลุกขึ้นอย่างเหลืออด โป่งรีบวิ่งจู๊ดออกไป ธานีมองตามยิ้มๆ
“ขอโทษนะครับ คุณปัท...ธานีด้วย...ลุงขอโทษที่ไอ้โป่งมันวุ่นวาย”
“ไม่เป็นไรครับ...สนุกดี” ธานียิ้มรับ
“ผาดกับแม่พรนี่ก็เอาเรื่องเหมือนกัน” ปัทมน
“แต่มันก็น่าแปลกนะครับ ที่พอตื่นเช้าผมก็ดีขึ้นเยอะ ขยับแข้งขยับขาได้เลย” ธานีตั้งข้อสังเกต
“อาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองน่ะลูก” ปัทมนบอก
ธานีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

โป่งถูกไล่ก็กลับมาบ้าน และนั่งดื่มโอเลี้ยง ด้วยสีหน้าท่าทางใช้ความคิดเต็มที่
“นางฟ้ามาช่วยคุณธานี นางฟ้าก็เก้า แล้วคุณธานีเลขอะไรล่ะ”
“นายโป่ง” เสียงบานเย็นบาบาร่าเรียกขึ้น
โป่งกำลังคิดเพลินๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือก โอเลี้ยงหก โป่งหันมามองตามเสียง
“คุณแม่บ้านบานเย็นคนนี้นี่เอง เล่นเอาตกอกตกใจโหม้ด...ด”
“บ้านนั้นเป็นยังไงบ้าง” บาบาร่าถามเสียงเรียบ
“บ้านนั้นก็เป็นบ้านนั้น ...จะเป็นบ้านนี้หรือบ้านโน้น...บ้านโน้นไปไม่ได้” โป่งทะเล้น กวนกลับ
“เคยถูกสาปมั้ย” บาบาร่าถามเสียงขุ่น
“ยังเลยครับ...อยากจะลองเหมือนกัน”
“แกต้องได้โดนแน่!...” บาบาร่าเว้นนิดหนึ่ง “คุณธานีเป็นยังไงบ้าง”
“เกือบจะหายแล้วครับ” โป่งบอก
“ไม่ใช่เกือบจะตายเรอะ” บาบาร่าโพล่งขึ้นมา
โป่งทำทีเป็นมองซ้ายมองขวา ทำเสียงลดลง เหมือนกลัวว่าใครจะได้ยิน “คุณธานีบอกว่ามีนางฟ้ามาช่วยครับ”
“นางฟ้า” บาบาร่านิ่วหน้า ประหลาดใจ
“ครับ...ไม่งั้น คุณธานีจะเกือบหายหรือครับ”
สีหน้าบาบาร่าเวลานี้ครุ่นคิดอย่างหนัก

การหายป่วยราวปาฏิหาริย์ของธานี เลยเป็นประเด็นของสองนายบ่าวในเวลาต่อมา
“เพิ่งรู้ว่าอสูรก็มีน้ำใจกับเขาเหมือนกัน!” ไทเกอร์ออกความเห็น
“นี่แหละที่ฉันว่าแปลก ไอ้ที่ทำร้ายธานีตกบันไดเกือบตายน่ะเป็นวิสัยของพวกมัน แต่ที่เปลี่ยนใจช่วยชีวิตน่ะไม่เคยปรากฏ” บาบาร่าคาใจอย่างแรง
“หรือว่ามันคิดจะกลับเนื้อกลับตัว” ไทเกอร์ว่า
บาบาร่านิ่งคิดครู่หนึ่ง “ฉันพอจะนึกออกแล้ว...มันคงพยายามจะกลบเกลื่อนร่องรอยไม่ให้ฉันสงสัย”
“เมี้ยว” ไทเกอร์ดูเหมือนจะเห็นด้วย
“ไม่มีเสียละ ฉันต้องกำจัดมันให้ได้...โดยที่ทาฮิร่าไม่มีเอี่ยวด้วยเด็ดขาด ... ฝีมือฉันเองล้วนๆ”
น้ำเสียงบาบาร่าขณะพูดมุ่งมั่นเกินร้อย

ค่ำนั้นภายในห้องรับแขกแนนนี่กำลังนั่งประจบธานี โดยมีปัทมนนั่งอยู่ด้วย
“พี่ธานีของแนนนี่เก๊ง... เก่ง หายเร็วยังกับโกหก เนี่ย...ต้องแสดงว่า พี่ธานีมีบุญ”
“พูดมาก เกรดออกหรือยังล่ะเรา” ธานีโยกหัวแนนนี่เอ็นดู
“ยังไม่ได้สอบเลยค่ะ” แนนนี่บอกยิ้มๆ
“พูดถึงเกรด...เทอมที่แล้ว แม่ยังไม่ได้รับจดหมายรายงานผลสอบแนนนี่เลย”
คำพูดปัทมน ทำเอาทุกคนมองมาที่แนนนี่เป็นตาเดียว
“อ้าว! จริงหรือคะ...ไปรษณีย์ต้องทำหายแน่ๆ เลย ใช้ไม่ได้” แนนนี่ทำหน้าตาย
“จะหายได้ยังไงในเมื่อลงทะเบียน” ปัทมนแกล้งแย้ง
“งั้นฉบับของแนนนี่ต้องลืมลง” แนนนี่ดำน้ำแถไปอีก
“ไปได้น้ำขุ่นๆ เลยนะเรา” ธานียิ้ม
“ไปดีกว่า” แนนนี่ว่าพลางลุกขึ้น
“ไปไหน” ปัทมนถาม
“ไปชวนพี่เกล้ามาเยี่ยมพี่ธานีค่ะ”
ธานีสะดุ้ง ขณะที่แนนนี่เดินแกมวิ่งออกไป
“แก่แดดแก่ลม”
ปัทมนย้พลางหันมามองธานี ในขณะที่ธานีมีสีหน้าขัดเขินอย่างเห็นได้ชัด

แนนนี่เปิดประตูออกมา เป็นจังหวะที่คนรถขับพาดารกากลับมาถึงหน้าบ้านพอดี คนรถลงมาเปิดประตู
ดารกาผินหน้ามามอง แนนนี่ซึ่งทำท่าจะเดินเลยไปบ้านภวัต เปลี่ยนใจเดินกลับมาเคาะกระจก ดารกากดกระจกลง
“ได้ข่าวว่าพี่ให้ของขวัญวันเกิดพี่ภวัตก่อนใครเพื่อนเลยหรือคะ”
“ใครบอกเธอ” ดารกาฉุน แต่พยายามเก็บอาการณ์
“แนนนี่ตาทิพย์ แต่สงสัยว่าพี่ภวัตจะได้ใช้ผ้าเช็ดตัวยั่วสวาทหรือเปล่าน้า”
แนนนี่พูดเยาะ แล้วเดินเลยไปโดยไม่ฟังดาเรียก
“แนนนี่! แนนนี่!”
คนรถซึ่งยืนรอ สองสาวคุยกัน ขึ้นรถแล้วขับเข้าบ้าน ขณะที่ดารกานั่งคอแข็ง

รัดเกล้ากำลังชื่นชมพรรณไม้ดอกในบ้าน และเดินก้มดมหากลิ่นดอกไม้ไปเรื่อยๆ
“ตรงนี้ก็ไม่ใช่”
เสียงแนนนี่เรียกนำมาก่อนตัว “ทำอะไรคะ พี่เกล้า”
รัดเกล้าหันมามอง “อ้าว! แนนนี่!”
“พี่เกล้ากำลังหาอะไรน่ะ”
“กลิ่นดอกอะไรก็ไม่รู้ หอมจัง! พี่ได้กลิ่นแถวๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่า อยู่ตรงไหน” รัดเกล้าดมต่อ
แนนนี่ยืนสูดกลิ่นครู่หนึ่ง “อ้อ! ดอกปริศนาน่ะค่ะ...แนนนี่ซื้อมาให้คุณลุงเมื่อเดือนที่แล้ว...หอมจังนะคะ”
“หอมมาก! แนนนี่มาหาพี่ภวัตเหรอ...ดูเหมือนจะยังไม่กลับนะ” รัดเกล้านึกได้ถามเรื่องธุระแนนนี่
“เปล่า! แนนนี่มาหาพี่เกล้า”
รัดเกล้าชะงัก มีสีหน้าแปลกใจ ระหว่างนั้นสองสาวไม่รู้ตัวว่าบาบาร่าแอบดู อยู่
“จะชวนไปเยี่ยมพี่ธานีน่ะค่ะ...เพิ่งกลับบ้านเมื่อตอนสายๆ วันนี้เอง”
“เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่ามั้ย วันนี้มืดแล้ว” รัดเกล้าทำท่าอิดออดเล็กๆ
“ไม่ได้ค่ะ ต้องไปตอนนี้เลย ไม่งั้นคืนนี้พี่ชายแนนนี่นอนไม่หลับแน่”
แนนนี่ไม่ฟังข้ออ้าง พูดพลาง จูงแกมลากรัดเกล้าไป ในขณะที่บาบาร่ามองตามอย่างครุ่นคิด

“น้องดาต้องขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยม” ดารกาเอ่ยขอโทษขึ้นขณะเดินเข้ามาหาธานี
“ใครบอก น้องดาช่วยคุณแม่พาพี่ไปโรงพยาบาล” ธานีรีบขัดขึ้น
“แต่น้องดาก็ควรจะไปอีกหลายๆ ครั้ง”
“พี่อยู่โรงพยาบาลแค่ 2-3 วันเอง แล้วน้องดาก็เรียนหนัก” ธานีว่า
“แนนนี่ก็เรียนหนัก” เสียงแนนนี่ดังขึ้นมาก่อนตัว
ธานีและดารกาหันมามอง เห็นแนนนี่เดินนำรัดเกล้าเข้ามา ดารกายิ้มบางๆ
“พี่เกล้ามาแล้ว...เชิญค่ะ พี่เกล้า”
“ทำไมหายเร็วจัง” รัดเกล้าถามกวนๆ
“อ้าว! ทำไมถามแปลกๆ” ธานีงง
“ก็มันจริงนี่คะ...กระดูกแทบจะหักทั้งตัวมั้ง” รัดเกล้าว่า
“มากไป” ธานีโต้
“คุยกันไปก่อนนะคะ แนนนี่จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า” แม่สื่อแนนนี่ขอตัว
“น้องดาก็เหมือนกัน พี่ธานีมีเพื่อนคุยแล้ว” ดารกาว่า
“คุณอาปัทล่ะ”
“พาลูกค้าไปทานข้าวค่ะ ไปจ้ะ แนนนี่”
ดารกาจูงแนนนี่เดินออกไปราวกับพี่น้องที่รักกันหนักหนา
ธานีและรัดเกล้ามองตาม แล้วหันกลับมาสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ละคนต่างทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

ดารกากับแนนนี่เดินขึ้นมาชั้นบนของบ้าน แนนนี่รีบสะบัดแขนจากดารกาทันทีที่ขึ้นมาลับตาทุกคน
“โกรธพี่เรื่องอะไรน่ะ”
“เพราะพี่ดาชอบเฟค”
แนนนี่สะบัดหน้าเดินไป ดารกาเดินมาขวางไว้
“หลีกไป”
“เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง” น้ำเสียงดารกาจริงจัง
“แนนนี่น่ะรู้หมดแล้ว” แนนนี่สะบัดหน้าเดินเฉียดออกไป
ดารกาคว้าข้อมือไว้ทันที “รู้เรื่องอะไร”
แนนนี่ยิ้มเยาะ “ก็พี่ดามีเรื่องอะไรบ้างล่ะ”
แนนนี่สะบัดมือจากดารกาแต่มือดารกาแข็งราวกับเหล็ก สะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด แนนนี่จ้องเขม็ง
“อยากจะลองดีใช่มั้ย ก็ได้”
แนนนี่ก้มลงมองที่ข้อมือตัวเอง นัยน์ตาเป็นสีเหลืองวาบ ข้อมือแนนนี่กลายเป็นเปลวเพลิงร้อนขึ้นมา
“โอ๊ย!” ดารการีบปล่อยมือ
“อย่าล้อเล่นกับแนนนี่”
แนนนี่เดินไปที่ประตู โดยไม่ทันสังเกตว่าดารกามองจ้องเขม็ง นัยน์ตาเป็นสีแดงวาบ
แนนนี่เปิดประตูออก แล้วเดินเข้าไป พลันพื้นห้องก็กลายเป็นหุบเหวลึก แนนนี่ก้าวตกลงไป แล้วกรีดร้องลั่น
ร่างของแนนนี่กำลังลอยต่ำๆ ลงไปยังบริเวณก้นเหว

แนนนี่ตกลงมากระแทกกับก้นเหว นิ่วหน้าเพราะจุกสุดๆ พอแนนนี่ลืมตาขึ้น ก้นเหวแห่งนั้นกลับกลายเป็นพื้นห้องตัวเอง แนนนี่ประหลาดใจสุดๆ ยื่นมือออกไปลูบพื้น
“เป็นไปไม่ได้”
แนนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบห้อง ทว่าบริเวณนั้นว่างเปล่า ไม่ปรากฏร่างดารกา แนนนี่เม้มปาก แล้วรีบเดินออกไปนอกห้องอย่างเอาเรื่อง

แนนนี่ก้าวออกมา แล้วมองไปโดยรอบ บริเวณทางเดินนั้นว่างเปล่า ไม่ปรากฏร่างดารกา แนนนี่เม้มปาก แล้วตัดสินใจเดินไปที่ห้องดารกา เคาะประตูทันที
“พี่ดา! เปิดประตูหน่อยค่ะ”
ประตูห้องเปิดออก
“มีอะไรหรือ แนนนี่” ดารกาเดินนำแนนนี่เข้ามาในห้อง
“เมื่อกี้...” แนนนี่หยุดชะงัก
“เมื่อกี้ทำไม”
“พี่ดาเห็นอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
“ไม่เห็นมีอะไรนี่” ดารกาพูดด้วยสีสีหน้าบริสุทธ์จริงใจ “ทำไมเหรอ”
“เปล่า ไม่มีอะไร” แนนนี่หันหลังเดินกลับห้อง
ดารกามองตาม นัยน์ตาที่ดูลึกลับคู่นั้นนิ่งสนิท

แนนนี่เดินเข้ามา แล้วทรุดตัวลงนั่ง เรียกหาคู่หู
“ชิกเก้น ชิกเก้นอยู่ไหน”
“อยู่ใต้เตียง”
“ออกมาหน่อยซิ”
ชิกเก้นออกมาแต่บ่นอุบ
“เมี้ยว! ยุ่งชะมัด”
“เมื่อกี้ชิกเก้นเห็นตอนที่แนนนี่เข้ามาหรือเปล่า”
“เห็น ชิกเก้นเห็นแนนนี่สะดุดขาตัวเองล้มลง แล้วก็เดินออกไป จะเรียกก็ไม่ทัน”
“แต่แนนนี่ ...” แนนนี่หยุดหาคำพูด
“ทำไม มีอะไร” ชิกเก้นพลอยสงสัย
“เปล่า”
แนนนี่ตัดสินไม่พูดอะไรต่อเอนตัวลงนอนก่ายหน้าผาก นัยน์ตาจ้องเพดานห้องเขม็ง

ส่วนภวัตกำลังอ่านวารสารเกี่ยวกับแพทย์ พักหนึ่งแล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ภวัตเอื้อมมือไปหยิบมาดู แล้วยิ้มนิดๆ ขณะกดรับ
“มีอะไรหรือคะ....น้องดา”
“พี่ภวัตออกมาพบน้องดาหน่อยได้มั้ยคะ” ดารกาพูดเสียงสั่นเครือ
“นั่นร้องไห้หรือเปล่า”
“ดาจะออกไปรอหน้าบ้านนะคะ พี่ภวัตเอารถออกมาด้วย”
“รอเดี๋ยวนะ
ภวัตถอนใจยาว เมื่อดารกาวางโทรศัพท์ไปแล้ว ภวัตขยับตัวลุกขึ้น แล้วเปิดประตูออกไป

ดารกาเปิดประตูออกมา แล้วเดินไปที่บันได ปัทมนเดินออกมาจากห้องพระพอดี
“น้องดา...จะไปไหนลูก”
ดารกาหยุด นัยน์ตาวาวโรจน์ขึ้นมาแว่บหนึ่งด้วยความไม่พอใจ ดารกาข่มความรู้สึกนั้น แล้วหันกลับมายิ้มให้
“ไปพบพี่ภวัตค่ะ พี่ภวัตโทร.มาบอกว่าอยากพบน้องดา เดี๋ยวน้องดาจะกลับมาเล่าให้คุณแม่ฟังนะคะ”
ปัทมนพยักหน้า ดารกาเดินลงไป

“เกล้าจะกลับละ...คุยกับพี่ธานีไม่มันส์เลย” รัดเกล้าบอกธานี ทั้งคู่อยู่ในห้องรับแขก
“ขนาดไม่มันส์ก็เกือบชั่วโมงแล้วมั้ง”
“เวทนาน่ะ เห็นว่าน้องๆ ทิ้งไปหมด”
ดารกาเดินเข้ามา
“อ้าว! พี่เกล้ายังไม่กลับหรือคะ”
“ว่าจะกลับเดี๋ยวนี้ละจ้ะ”
“ว้า! งั้นพี่ธานีก็เหงาแย่เลย พี่เกล้าอยู่คุยอีกสักหน่อยเถอะค่ะ”
“ใครบอกเราฮึ ว่าพี่เหงา...พี่สบายหูต่างหาก”
รัดเกล้าผุดลุกขึ้นทันที “อีตาธานี”
“ทำไมยาย.....เกล้า” ธานีลากเสียงตรงคำว่า “ยาย” ยาว
ดารกาเดินยิ้มออกไปขณะที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน
“เพี้ยง! ขอให้พี่ธานีขาหัก แขนหักอีก คราวนี้ขอให้ต่อไม่ติดด้วย”
ธานีสะดุ้ง “อ้าว! ทำไมแช่งกันยังงั้นล่ะ ยายทอม”
“ก็เพราะฉันอยากแช่งน่ะซิ ตาแต๋ว”
“หา! เรียกพี่ว่าอะไรนะ”
“แต๋ว! หรืออยากเปลี่ยนเป็นตุ๊ดก็ได้”
ธานีโกรธจนพูดไม่ออก ไปไม่เป็น
“ก็อยากมาเรียกเกล้าว่า “ยายทอม” ทำไม พอเค้าเรียกตุ๊ดแต๋วเข้าบ้าง ก็แทบจะเต้นเป็นเจ้าเข้า แทงใจดำใช่มั้ยล่ะ ไปละพี่แต๋ว”
รัดเกล้าโบกไม้โบกมือ ทำหน้าตาล้อเลียนเดินออกไป
“เออ! ฝากไว้ก่อนเถอะ” ธานีตะโกนไล่หลัง

รถภวัตจอดอยู่ที่มุมหนึ่งภายในบริเวณซอย ภายในรถดารกานั่งก้มหน้าน้ำตาไหล ภวัตมองดูอย่างสงสาร
ครู่ต่อมาดารกาเงยหน้าขึ้น
“แนนนี่ทราบได้ยังไงคะ เพราะเรื่องนี้เรารู้กันแค่สองคน”
ภวัตนิ่งคิด นึกถึงเหตุการณ์วันนั้นในห้วงความคิด แล้วก็นึกออกเพราะเห็นโป่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“พี่พอจะรู้แล้ว” ภวัตพยักหน้าช้าๆ อย่างมั่นใจ
“ใครคะ”
“น้องดาอย่ารู้เลย พี่จะจัดการเอง”
ดารกาน้ำตาปริ่มอีก “น้องดาไม่เข้าใจว่า ทำไมแนนนี่ถึงได้จงเกลียดจงชังน้องดานัก”
“คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” ภวัตพยายามปลอบดารกา
“น้องดาจะหาของขวัญมาให้พี่ภวัตใหม่”
“อย่าเลยค่ะ...พอแล้ว...ถึงยังไงสัญญาเราก็ยังเหมือนเดิม พี่จะพาน้องดาไปเลี้ยง” ภวัตยิ้มอ่อนโยนให้
ดารกาโผเข้ากอดภวัตด้วยความตื้นตันใจ
“ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมาก”
ภวัตลังเลเล็กน้อย แล้วโอบไหล่ดารกาอ่อนโยน

เวลาเดียวกันนั้นแนนนี่กำลังคุยโทรศัพท์ออดอ้อนปีเตอร์ให้มาช่วยติววิชาที่จะสอบให้
“ได้มั้ย...ปีเตอร์ พรุ่งนี้ช่วยมาติวให้แนนนี่ที่บ้านหน่อย แนนนี่จะเลี้ยงข้าว 2 มื้อ อร่อยๆ แถมขนมตอบแทน!”
“ไม่ต้องเอาของกินมาล่อก็ไปอยู่แล้ว ขออย่างเดียวให้แนนนี่ตั้งใจฟัง
แนนนี่เดินไปเดินมาขณะพูด โดยชิกเก้นมองตามทุกระยะ
“แนนนี่ฟังอยู่แล้ว เอ๊ะ”
แนนนี่ชะงักเมื่อเดินไปพิงหน้าต่าง แล้วมองลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นภวัตขับรถมาจอด แล้วดารกาเปิดประตูลงมา ไหว้ภวัตอย่างอ่อนหวาน
แนนนี่สะบัดหน้ากลับมาทิ้งตัวลงนั่งอย่างหงุดหงิด
“โอ๊ย หงุดหงิด หงุดหงิด หงุดหงิด”
“อ้าว เห็นคุยอยู่ดีๆ ดันหงุดหงิดซะแล้ว เวรก๊ำ ...เวรกรรม nเป็นอะไรฮึ...แนนนี่”
“ก็ยัยน้องดามหาเฟค น่ะซิ ไปไหนกับพี่ภวัตก็ไม่รู้”
“โธ่เอ๊ย” ชิกเก้นพูดอย่างระอา
แนนนี่มองจ้องชิกเก้นทันที
“อย่ามาโธ่เอ๊ยนะ แค่นี้ละ แนนนี่หงุดหงิดมาก...ก”
แนนนี่ปิดโทรศัพท์
“อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกันไม่มีผิด” ชิกเก้นหมายถึงยายกับหลาน
แนนนี่ฉุนหันขวับมาชี้หน้า “หยุดนะ ชิกเก้น”
“หยุดก็หยุด”

แนนนี่หงุดหงิดพลุ่งพล่านอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงลอยหายเข้าตะเกียงแก้วไป

 อ่านต่อหน้า 2 





 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 12 (ต่อ) 

พอปีเตอร์วางสายจากแนนนี่ ก็โทร.ไประบาย กับปะป๊าและหม่าม๊าจนหนำใจ จากนั้นก็เดินเข้ามาในห้องนอน แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างเซ็งๆ และบ่นอยู่คนเดียวในห้อง 

“เดี๋ยวก็หึงบุษบา เดี๋ยวก็หึงน้องดา โทร.มาทีไรก็คร่ำครวญหวนไห้ถึงหมอภวัต ช่างไม่นึกถึงจิตใจของปีเตอร์ซะบ้างเสียเลย”
ปีเตอร์หงายหลังลงนอนแล้วเถียงกับตัวเอง
“จะโทษแนนนี่ก็ไม่ได้ ปีเตอร์มันโง่เอง ในเมื่อไม่กล้าบอก ใครเขาจะไปรู้ละ”
ปีเตอร์ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
“แต่ถ้าเกิดบอกแล้วแนนนี่หัวเราะเยาะล่ะ มิช้ำใจตายเรอะ”
ปีเตอร์เดินไปอีกมุม
“ช้ำก็ช้ำซิ ให้มันรู้ชัดๆไปเลยยังดีเสียกว่า ต้องทุกข์ทรมานใจจากความไม่รู้” ปีเตอร์เว้นไปนิด สูดลมหายใจเต็มที่แล้วเดินไป “ปีเตอร์สู้ๆ ปีเตอร์ต้องสู้ เป็นไงเป็นกัน”
ปีเตอร์พยักหน้ากับตัวเองในกระจกอย่างหนักแน่น

ชิกเก้นลุกขึ้นบิดขี้เกียจ และหาวหวอดๆ พลางถามแนนนี่เสียงดัง
“กี่ทุ่มกี่ยามแล้วเนี่ย”
“3 ทุ่ม” มีเสียงใครคนหนึ่งตอบขึ้นมาแทน
“โอ๊ยโย่” ชิกเก้นสะดุ้ง จำเจ้าของเสียงได้ อุทานด้วยความตกใจแล้วหันไปมอง “คุณยายทาฮิร่าคนนี้นี่เองนึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา เวรก๊ำ เวรกรรม”
“เวรกรรมแกน่ะซิ นอนหลับยังไม่ 3 ทุ่ม ขี้เกียจสันหลังยาว” ทาฮิร่าแขวะ
“นี่แหละเค้าเรียกว่าคนแก่ มาถึงก็บ่นยาวยืด”
“อายุแค่เกือบจะ 3 ฟันปี แก่ที่ไหน”
“คุณยายก็ลองไปถามใครดูซิว่าแก่หรือไม่แก่ ถ้าเป็นมนุษย์ เค้าก็ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไปหลายร้อยชาติแล้ว” ชิกเก้นเรื่อยเจื้อย
“ไอ้ชิกเก้น แกจะยอมฟังฉันเงียบๆ โดยไม่เถียงซักครั้งนึงน่ะเป็นไปได้มั้ย”
“สารภาพตามตรงเลยว่า เป็นไปไม่ได้”
“เออ! ไม่ได้ก็ไม่ได้ แนนนี่อยู่ที่ไหน”
“โน่น! ในตะเกียง”
ทาฮิร่าร่ายคาถา สะบัดนิ้วมือวนๆ กลายเป็นควันลอยเข้าไปในตะเกียง

แนนนี่พยายามทำสมาธิท่องหนังสือ แต่ก็ไม่สำเร็จ วุ่นวายใจอยู่แต่เรื่องภวัต ในขณะที่ร่างทาฮิร่าปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
“เฮ้อ ๆๆๆ คุณยายขา คุณยายต้องช่วยแนนนี่หน่อยนะคะ...แนนนี่ไม่มีสมาธิท่องหนังสือเลย”
“จะมีได้ไง ก็ในเมื่อเรามันเข้าไปวุ่นวายก็เขาเสียทุกเรื่อง” ทาฮิร่าประชด
“ก็แหม...”
“...รู้ตัวหรือเปล่าว่า กำลังจะเดือดร้อนเพราะไอ้ความวุ่นวายของเรานี่แหละ” ทาฮิร่าพูดซีเรียส
“แนนนี่น่ะหรือคะ กำลังจะเดือดร้อน” แนนนี่กอดอก แล้วเชิดหน้ารั้นๆ “ใครที่ไหนจะบังอาจมาทำอะไรแนนนี่”

“อย่าพูดอย่างนั้น” ทาฮิร่าสีหน้าจริงจังเคร่งเครียด
“ก็มันจริงนี่คะ แนนนี่เป็น...”
“หยุด” ทาฮิร่าตวาดเสียงเขียว
แนนนี่หน้าเสียสนิท
“คุณยาย คุณยายตวาดแนนนี่ คุณยายไม่รักแนนนี่แล้ว”
“ฟังให้ดีนะ การที่หลานช่วยให้พี่ชายหายเร็วขึ้นมันเป็นการฝืนกฏธรรมชาติ นายคนนั้นเขาจะต้องทุกข์ทรมานกับกรรมเก่าของเขา เพราะฉะนั้นกรรมนั่นจะต้องมาตกที่หลาน”
“จริงหรือคะ” แนนหน้าเสียหนักกว่าเดิม
ทาฮิร่าพยักหน้า แล้วดึงแนนนี่มากอดอย่างห่วงใย
“เวทมนตร์ของหลานจะเสื่อมไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างนี้หลานต้องระวังตัวให้ดี”
แนนนี่เริ่มสำนึก หวาดหวั่นจนน้ำตาคลอ
“แนนนี่จะทำยังไงดีคะ แนนนี่กลัว”
“มันยังพอมีทางแก้ แนนนี่จะต้องพยายามทำความดีเพื่อจะล้างความผิดครั้งนี้ เข้าใจไหม อย่าเหวี่ยงใส่ใครอีก”
“แนนนี่จะพยายามค่ะ”
ทาฮิร่าลูบผมหลานสาวจอมแก่นอย่างเวทนา

ไม่นานหลังจากนั้นมีกลุ่มควันลอยออกมาจากตะเกียง แล้วกลายเป็นทาฮิร่า ชิกเก้นถามอย่างกระตือรือร้น
“เป็นไงบ้าง คุณยาย”
ทาฮิร่าทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยใจ แล้วทอดถอนใจ
“ก็ตกใจกลัวไปน่ะซิ อย่าว่าแต่แนนนี่เลยฉันเองก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แกต้องเฝ้าระวังแนนนี่ให้ดีนะ” ทาฮิร่ากำชับชิกเก้น
“คุณยายก็มาอยู่เสียด้วยเลยดีมั้ย จะได้ช่วยกันปกป้องคุ้มครองแนนนี่”
“โฮ้ย! แม่บาบาร่าจะได้ทำงานง่ายขึ้นน่ะซิ แกคอยเฝ้าเป็นด่านแรกน่ะดีแล้ว ส่วนฉันจะเป็นด่านที่สองเอง”
“ฟังเผินๆ ก็ดูเสียสละดี แต่คิดให้ลึกๆแล้ว.. ดูเหมือนว่าคุณยายจะเอาตัวรอด”
“ฉันน่ะเหรอ เอาตัวรอด” ทาฮิร่าแผดเสียงดังลั่น

เวลาเดียวกันนั้น ธานีค่อยๆ ใช้ไม้ยันข้างหนึ่ง แล้วใช้อีกมือจับบันไดพยุงตัวขึ้นมา ธานีค่อยๆ เดินมาเรื่อยๆ จนจะผ่านหน้าห้องแนนนี่
“เบาหน่อย คุณยาย เอะอะโวยวายเดี๋ยวใครก็ได้ยินหรอก”
ธานีชะงัก แล้วหยุดฟัง
“ก็แกอยากจี้จุดปรี๊ดของฉันทำไม”
“แน่ะ! บอกให้เบาๆ ยิ่งเสียงดัง เวรก๊ำ...เวรกรรม”
มีเสียงเคาะประตูขัดขึ้นเสียก่อน
“แนนนี่”
ชิคเก้นและทาฮิร่าหันมาจ้องหน้ากัน เบิกตาโพลง
“แนนนี่ เปิดประตูซิ” ธานีเคาะอีก

สองบ่าวนายลนลานอยู่ในห้อง
“แปลงตัว ต้องแปลงตัว” ทาฮิร่าว่า
มีเสียงเรียก พร้อมกับเสียงเคาะประตูยังดังอีก
“จะต้องแปลงทำไม แนนนี่อยู่ในตะเกียง ก็เข้าไปตามซิ คุณย้าย...ย”
“เออ เออ งั้นฉันเข้าไปตามก่อนนะ”
“รีบไปเลย ชิคเก้นจะถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน”
ทาฮิร่าว่าคาถาจะเข้าไป แต่ก็เงอะงะด้วยความรีบร้อน
ชิกเก้นสุดจะทนรอ รีบแก้วิกฤตด้วยการทำเสียงเลียนแนนนี่
“ขา...พี่ธานี ...แนนนี่กำลังจัดห้องอยู่ค่ะ จัดเสร็จก็จะอาบน้ำอาบท่า แล้วดูหนังสือ...พรุ่งนี้ปีเตอร์มาติวหนังสือให้
ทาฮิร่าเสกคาถาจะเข้าตะเกียง ก็เข้าไม่ได้สักที
“พี่ได้ยินเสียงแนนนี่พูดอยู่กับใคร” ธานีร้องถาม
“อ๋อ พูดคนเดียวค่ะ แนนนี่เครียดๆ ก็เลยลองพูดกับตัวเองดู” ชิกเก้นดัดเสียงแนนนี่ตอบออกไป

“ไม่เป็นอะไรแน่นะ” ธานีถามอย่างเป็นห่วง
“ค่ะ...ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” ชิกเก้นแนนนี่ตอบ
“งั้นพี่ไปนอนละ”
“ฝันดีนะคะ”
“จ้ะ ขอบใจ”
ธานียิ้ม แล้วเดินไปเข้าห้อง

จนแล้วจนรอดทาฮิร่าพยายามจะว่าคาถาลงตะเกียง จนเหงื่อแตก แต่ก็ทำไม่ได้ ชิกเก้นส่ายหน้าระอาใจ
“ดูนางทำซิ พอแล้ว คุณยาย คุณธานีเค้าไม่เข้ามาแล้วละ”
“ค่อยยังชั่ว ฉันจะกลับนิวาสสถานละนะ เหนื่อย”
“เชิญเถอะ...ชิคเก้นก็จะนอนแล้ว”
ทาฮิร่าว่าคาถา แล้วหายแว้บไป
“และแล้วโลกนี้ก็เข้าสู่ความสงบสุขเสียที เมี้ยว”
ชิกเก้นขดตัวนอน อย่างสบายอารมณ์

พลันที่ทาฮิร่าปรากฏตัวขึ้นที่บ้านตัวเองในเมืองมนุษย์ ก็มีเสียงทักทายคุ้นหูดังขึ้น
“จันทราสวัสดิ์ ทาฮิร่า”
“บาบาร่า” ทาฮิร่าสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมอง
“ใช่ ฉันเอง หาตัวยากจังนะ เพื่อนรัก”
“ฉัน...ฉัน ไม่ได้ไปไหน ก็ ไปๆ มาๆ” บาบาร่าพูดตะกุกตะกัก ส่อพิรุธเต็มขั้น
บาบาร่ากวาดตามองไปโดยรอบบ้าน
“ช่วงหาที่อยู่นะ แล้วนี่ไม่คิดจะกลับไปอยู่นครเวทมนตร์แล้วเรอะ”
“กลับ ... บ ...” ทาฮิร่าลากเสียงยาว “...ฉันแค่มาตากอากาศเมืองมนุษย์”
“มาตากอากาศเมืองมนุษย์ ...หรือว่ามาคอยดูแลใครกันแน่” บาบาร่าดักคอ
“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง” ทาฮิร่าสะดุ้ง แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
บาบาร่าย่างสามขุมเข้าหา “เธอรู้อยู่เต็มอก”
“ฉันไม่รู้”
“เธอรู้” บาบาร่าผลักอกทาฮิร่า “เธอรู้ว่าแนนนี่เป็นอสูร เธอคิดจะเอาความดีความชอบอยู่คนเดียว โดยไม่แบ่งให้ใคร”
ทาฮิร่าซึ่งตกใจในเบื้องแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแปลกใจ
“เธออุตส่าห์มาแฝงตัวในหมู่มวลมนุษย์ก็เพื่อจะจับอสูร” บาบาร่าย้ำ
ทาฮิร่าโล่งใจ ค่อยๆ เบิกตากว้าง แล้วรับสมอ้างทันที
“ใช่ ! ใช่แล้ว”
“แต่ฉันไม่มีวันยอมให้เธอทำอย่างนั้นเด็ดขาด ใครดีใครได้ ฉันนี่แหละจะเป็นคนจับอสูรไปให้ ท่านผู้นำ” บาบาร่าเว้นนิดหนึ่ง “เราเตือนคุณแล้ว”
พูดแค่นั้นบาบาร่าก็ร่ายคาถาหายตัวไป ทาฮิร่าถอนใจเฮือกใหญ่ พึมพำอยู่คนเดียว
“นี่ฉันควรดีใจหรือว่าเสียใจดี”

บรรยากาศเงียบสงัด กลางดึกคืนนั้น ขณะที่ภวัตกำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในห้อง ก็มีมือๆ หนึ่งเอื้อมมาเขย่าตัว
“นายภวิต! นายภวิต”
ภวัตลืมตาตื่นขึ้น อ้าปากจะร้องลั่น
“ฉันเอง”
ภวัตลุกขึ้นอย่างหงุดหงิด “คุณยาย! ...ทำไมต้องมาตอนนี้ด้วย...ไม่รู้จักหลับรู้จักนอนกันเรอะไง”
“มันนอนไม่หลับ”
“พรุ่งนี้ ผมจะสั่งยาให้ แต่ตอนนี้คุณยายต้องกลับไป”
“ก็บอกแล้วว่ามันนอนไม่หลับ.....” ทาฮิร่าลากเสียง
“ผมขอแนะนำให้ลองไปพับดาวดู ...คุณยายเป็นแม่มดนี่ อ้อ! หรือ! จะขี่ไม้กวาดขึ้นไปนับบนฟ้าก็ได้ ไม่ก็ย้ายนิวาสถานไปอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่งเสียเลย” ภวัตพูดแบบประชดประชัน
“แนนนี่กำลังตกอยู่ในอันตราย”
“ไม่ใช่เรื่อง” พอรู้สึกตัวภวัตถึงกับชะงัก “อะไรนะครับ”
“แนนนี่กำลังตกอยู่ในอันตราย อันตรายขั้นร้ายแรงด้วย ซึ่งมันเป็นสาเหตุให้ฉันนอนไม่หลับ”
“ไหนว่าแนนนี่เป็นอสูร”
ทาฮิร่าหงุดหงิดทันใดที่มีใครว่าหลานสาวเป็นอสูร “เป็นแม่มด”
“พวกเดียวกันนั่นแหละครับ”
“คนละพวก”
“ก็คนละพวกเดียวกันละครับ”
“นี่นายภวิต”
“ภวัตครับ! เมื่อไหร่ คุณยายจะเรียกถูกสักที”
“นี่เธอไม่ได้สนใจเลยเรอะว่า แนนนี่จะมีอันตรายอะไร”
ภวัตอ้าปากจะพูด
“ฉันบอกให้ก็ได้ค่ะ แนนนี่ได้ละเมิดกฎธรรมชาติด้วยการช่วยนายธานี ช่วงเวลานี้ดวงชะตาของนายธานีมีเคราะห์หนัก แต่ยังไม่ทันได้ทุกข์ทรมานสักเท่าไหร่ แนนนี่ก็ดั๊นไปทำให้หายซะแล้ว เพราะฉะนั้น แนนนี่จึงต้องรับเคราะห์แทน และเป็นเคราะห์ที่เบิ้ลเป็นสองเท่า” ทาฮิร่าระบายอย่างอัดอั้น
ภวัตฟังแล้วมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“บอกตามตรงๆ ว่า เรื่องของพวกคุณยายเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้”
“เธอนี่ดื้อยังกับลา! ขนาดฉันกับแนนนี่แสดงให้ดูตั้งหลายอย่าง” ทาฮิร่าชักหงุดหงิด
“มันอาจจะเป็นการร่วมมือกันเล่นกล”
“โง่เหมือนลาด้วย! ฉันคิดผิดถนัดที่มาขอความช่วยเหลือจากเธอ”
ทาฮิร่าพูดจบว่าคาถาหายตัวไป แต่พอลืมตาขึ้น กลับยังอยู่ที่เดิมภวัตกอดอกมอง
“เอาใหม่ก็ได้”
ทาฮิร่าว่าคาถาอีก และก็ยังอยู่ที่เดิมอีก
“ผมว่าเดินกลับไปน่าจะถึงเร็วกว่านะครับ ผมจะไปส่ง”
“ไม่ต้อง”
ไม่ว่าทาฮิร่าว่าคาถากี่ครั้งๆ ก็ยังอยู่ที่เดิม ภวัตมองด้วยสีหน้าง่วง และงุนงง

ภวัตตัดสินใจพาทาฮิร่าเดินมาส่งถึงหน้าบ้าน
“เห็นมั้ยล่ะครับว่า บางครั้งวิธีของมนุษย์ก็ดีกว่าวิธีของแม่มด...นอนหลับฝันดีนะครับ
ภวัตหันหลัง ขยับเดินออกไปทาฮิร่าเรียกไว้
“นายภวิต เธอไม่เชื่อจริงๆหรือว่า ฉันกับแนนนี่เป็นแม่มด”
ภวัตนิ่งอึ้งไป ทาฮิร่าสังเกตเห็นเดินมาจ้องเขม็ง
“เธอรู้... แต่เธอพยายามที่จะไม่ยอมรับ! ...พยายามหาข้อโต้แย้ง อย่าทำอย่างนั้นเลย ขอร้องเพราะแนนนี่ต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”
ทาฮิร่าเปิดประตูบ้านเดินเข้าไป
ภวัตยืนนิ่ง มีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

บรรยากาศยามเช้าที่ขมุกขมัว ไม่สดใสเหมือนวันก่อนๆ ท้องฟ้ามีกลุ่มเมฆคลุมไปทั่วเหมือนฝนจะตก
แนนนี่ลืมตาตื่นขึ้นภายในตะเกียงแก้ว และบิดขี้เกียจบนเตียงครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้น เท้าแนนนี่เหยียบพรม แล้วลื่นไถลหกล้ม
“โอ๊ย” แนนนี่ร้อง
“แนนนี่หกล้ม” ตะเกียงแก้วตกใจเว่อร์ๆ
“แล้วทำไมต้องทำตกใจเว่อร์ยังงั้นด้วย” แนนนี่ฉุน
“มัน...มันเป็นลางร้าย ในตะเกียงแก้วเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่มด ไม่เคยมีแม่มดตนไหนเคยหกล้มในตะเกียง” ตะเกียงแก้วสาธยาย
“โธ่เอ๊ย ของมันล้มกันได้” แนนนี่เถียงและเปิดฉากโต้กันไปมากับตะเกียงแก้ว
“ล้มไม่ได้” / “ได้”
“ไม่ได้” / “ต้องได้”
“ฉันไม่อยากเถียงกับเธอแล้ว แต่ขอเตือนให้ระวังตัวเอาไว้” ตะเกียงแก้วโมโหแต่ไม่วายเตือนอย่างห่วงใย
แนนนี่ว่าคาถา กลายเป็นควันลอยออกไป
“ดื้อเหมือนคุณยายทาฮิร่าเลย” ตะเกียงแก้วพึมพำ

ภวัตกำลังผูกเนคไทด์อยู่หน้ากระจก พอเสร็จจึง เดินเลยไปที่หน้าต่าง แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อปีเตอร์กำลังขับรถเข้าไปในบ้านแนนนี่
“อุตส่าห์มาตั้งแต่เช้า”
ภวัตพูดเยาะๆ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป

จักรวาลจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือพิมพ์ ตรงหน้ามีข้าวต้ม รัดเกล้านั่งทานไข่ดาวไส้กรอก มีน้ำส้มวางอยู่ใกล้ๆ
“ไส้กรอกอร่อยจัง อร่อยกว่าที่เคยกินข้าวทั้งหมดเลย คุณพ่อทานมั้ยคะ” รัดเกล้าชื่นชมไม่ขาดปาก
จักรวาลวางหนังสือพิมพ์ในมือลง พลางว่า “อร่อยยังไงมันก็ไส้กรอก”
“น่า! คุณพ่อลองชิมดูซิคะ”
จังหวะนั้นรัดเกล้าใช้ส้อมจิ้มป้อนพ่อ ขณะที่ภวัตเดินเข้ามา
“อืม...ม...อร่อยจริงๆ ด้วย” จักรวาลว่า
“คุณภวัตจะรับข้าวต้มหรือว่าไข่ดาวไส้กรอกครับ” โป่งถาม
“เอาไข่ดาวไส้กรอกมาเลย” รัดเกล้าสั่งโป่ง
“พี่ไม่ชอบอาหารฝรั่ง” ภวัตลงนั่ง
“พ่อก็ไม่ค่อยชอบ แต่ไส้กรอกอร่อยจริงๆ” จักรวาลเอ่ยขึ้น
“ลองดูน่า...นะคะ” รัดเกล้าคะยั้นคะยอ
“งั้นเอาทั้งสองอย่างเลยดีมั้ยครับ” โป่งนำเสนอ
“อย่างเดียวพอ”
“งั้นรอสักครู่ครับ”

โป่งรีบออกไป แล้วเดินเข้ามาภายในครัว
“ขอไข่ดาวไส้กรอกสำหรับคุณหมอภวัตอีกทีนึงครับ เห็นทุกคนชมว่าไส้กรอกอร่อยเริด เลิศล้ำ! คุณแม่บ้านใช้ยี่ห้ออะไรหรือครับ”
“ไดโนซอรัส”
“ไดโนซอรัส” โป่งนิ่งคิด “ฟังคล้ายๆ กับไดโนเสาร์เลย”
“ประมาณนั้น”
บาบาร่าหันหลังให้แว่บหนึ่งแล้วหันกลับมาพร้อมจานไส้กรอกไข่ดาว โป่งเบิกตากว้าง
“เอ้า! เอาไปให้คุณภวัต” บาบาร่าบอก
“โห ! ยังกับเสกแน่ะครับ”
“ก็ประมาณนั้นอีกเหมือนกัน” บาบาร่าพูดเชิดๆ
“เก่งกว่าคุณแนนนี่อีก”
คราวนี้บาบาร่ายักไหล่ “กระดูกคนละเบอร์”
“วันหลังสอนให้ผมบ้างนะครับ”
“ต้องดูก่อนว่า แกจะเชื่อฟังฉันมากแค่ไหน”
สีหน้าแววตาบาบาร่า ขณะพูดดูมีลับลมคมใน

โป่งยกจานไข่ดาวไส้กรอกมาวางให้ภวัต
“บอกแล้วว่า ฉันไม่ชอบอาหารฝรั่ง” ภวัตโวย
“อ้าว” โป่งจ๋อย
“ลองทานดูเถอะน่า” รัดเกล้าว่า
ภวัตกินอย่างเสียไม่ได้ “... อร่อยจริงๆ ด้วย”
“เกล้าบอกแล้ว”
“เดี๋ยวไปเยี่ยมธานีด้วยกันนะ” ภวัตบอก
“ไม่”
“ไปเถอะ เอาไส้กรอกไปให้ด้วย โป่ง ไปถามบานเย็นซิว่า ยังมีไส้กรอกอีกหรือเปล่า” จักรวาลเอ่ยขึ้น
“โป่งไม่เคยเห็นเลยนะครับว่าแกเก็บเอาไว้ที่ไหน” โป่งพูดพาซื่อ
ภวัตฟังแล้วถึงกับชะงัก นิ่วหน้าเหมือนจะทบทวนอะไรบางอย่าง
“ไปถามดูเถอะน่า” จักรวาลสั่ง
“ครับ!”
โป่งเดินเข้าไป ภวัตมองไส้กรอกอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด

สองพี่น้องเดินกันมา โดยภวัตถือถุงไส้กรอกมาด้วย
“โชคดีของบ้านเรานะคะ ที่ได้ป้าบานเย็นมา แกทำกับข้าวอร่อยทุกอย่างเลย”
“ก็น่าจะอร่อยหรอก” ภวัตเยาะ
“ทำไมพี่ภวัตพูดแปลกๆ” รัดเกล้างง
ภวัตเสหันไปกดกริ่ง “แปลกที่ไหน แกทำอร่อย พี่ก็บอกว่าอร่อย”
ประตูเปิดออก พรยิ้มกว้าง รายงานทันที
“คุณภวัตกับคุณเกล้ามาแต่เช้าเลย แต่ยังช้ากว่าคุณปีเตอร์ เชิญค่ะ”
2 คนเดินเข้าไป รัดเกล้ากระซิบภวัต
"เกล้าว่านายปีเตอร์ต้องจีบแนนนี่แน่ๆ"
 
ภวัตมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันควันเมื่อได้ยินชื่อ...ปีเตอร์!

อ่านต่อหน้า 3





 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 12 (ต่อ) 

ปัทมน ดารกา และธานี กำลังนั่งทานข้าวด้วยกัน  โดยมีผาดคอยเลื่อนจานอาหารโน่นนี่ส่งให้ ภวัตและรัดเกล้าเดินเข้ามา ตามด้วยพร
“อย่าเพิ่งอิ่มกันนะคะ เกล้าเอาไส้กรอกที่อร่อยที่สุดในโลกมาฝาก”
“ก็ไอ้แค่ไส้กรอก” ธานียังฉุนเรื่องเมื่อคืนไม่หาย
“ตายจริง! ทำไมพูดกับน้องอย่างนั้นล่ะ ภวัต เกล้า นั่งซิจ๊ะ”
เกล้าและ ภวัตลงนั่ง โดยภวัตนั่งข้างๆ ดารกา ซึ่งยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรค่ะ อาปัท เกล้าไม่ถือ ทุกๆ คน ตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอยเค้ารู้กันทั้งนั้นว่า พี่ธานีน่ะ ปากมอม”
“ยัยเกล้า!” ภวัตเอ็ดน้องสาวเสียงดัง
“พอกันทั้ง 2 คน” ปัทมนสัพยอก
“ไม่มีใครสนใจไส้กรอกของพี่เกล้ากับพี่ภวัตเลยหรือคะ” ดารกาถาม
“พร...เอาไปทอดหรืออบมาให้คุณอาปัท...ธานี แล้วก็น้องดาชิมหน่อย” ภวัตบอก
“ค่ะ” พรรับคำ
“กินไม่ลงแล้ว นี่ข้าวต้มชามที่ 2” ธานีว่า
“อาก็อิ่มจ้ะ มาช้าไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร เอาไว้ทานพรุ่งนี้ได้”
“งั้นพรจะทอดไปให้คุณแนนนี่กับคุณปีเตอร์นะคะ 2 คนนั่นชอบทานไส้กรอกเหมือนกัน” พรว่ายิ้มๆ
“รีบไปจัดการเลย” ดารกาบอกพร
“ค่ะ” พรรับคำแล้วก็หิ้วถุงไส้กรอกเดินออกไป
“แนนนี่กำลังขยัน นัดปีเตอร์มาติวกันแต่เช้า เห็นว่าจะเอาเกรดสี่มาให้แม่ชื่นใจให้ได้” ปัทมนมีสีหน้าปลื้ม
“คงได้ละครับ” ภวัตลืมตัวหลุดปากประชดโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนหันมามองภวัตเป็นตาเดียวกัน รัดเกล้าถลึงตาเป็นเชิงเตือน
ภวัตรู้ตัวรีบแก้ต่างทันที “หมายถึงว่า ถ้าขยันอย่างนี้ ก็คงต้องได้นั่นแหละครับ”

ทุกๆ คนค่อยยิ้มออก แล้วพยักเพยิดอย่างเข้าใจ

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 13.3

ปีเตอร์ติววิชาให้แนนนี่อย่างขมักเขม้น ทั้งคู่อยู่ในสวน บนโต๊ะมีขนม และน้ำเปล่า น้ำผลไม้พร้อม
พรเดินเข้ามาพร้อมจานไส้กรอก และถ้วยซอสจิ้มใบเล็ก
“มาแล้วค่ะ ไส้กรอกร้อนๆ แสนอร่อย” พรยิ้มมาแต่ไกล
“หอมน่ากินจัง” ปีเตอร์หน้าตาระรื่น
“เอาเลยปีเตอร์ กินให้หมดเลย แนนนี่ยกให้”
“เฮ้ย! ช่วยกันกินซี” ปีเตอร์ไม่ยอมคะยั้นคะยอให้แนนนี่กินด้วยกัน
“แนนนี่อิ่ม”
“ชิมสักชิ้นก็ยังดีค่ะ คุณภวัตกับคุณเกล้าเอามาให้ เดี๋ยวจะเสียใจ” พรว่า
แนนนี่ได้ยินว่าภวัตมาถึงกับชะงัก “พี่ภวัตมาเหรอ”
“ค่ะ” พรยิ้ม
แนนนี่ลุกขึ้นหันมามองปีเตอร์ “เดี๋ยวมานะ ปีเตอร์” แนนนี่รีบเดินแจ้นไป มีพรตามติดๆ
ปีเตอร์เห็นอย่างนั้นถึงกับเซ็ง “ได้ยินชื่อหมอนั่นละเป็นไปได้”

จู่ๆ ก็มีเสียงพูดเบาๆ แต่ดังก้องกังวานของใครคนหนึ่ง “ใจกล้าๆ หน่อย...ปีเตอร์”
ปีเตอร์สะดุ้งเฮือก หันไปมองโดยรอบ
“ใครน่ะ”
เจ้าของเสียงเผยให้เห็นเป็นร่างๆ หนึ่ง ขยับตัวเดินออกมาจากหลังต้นไม้ สีหน้าเรียบสนิท แต่นัยน์ตาแดงก่ำน่ากลัว
“คุณเป็นใคร” ปีเตอร์ค่อยๆ ลุกขึ้น จ้องมองตาเขม็ง
ที่แท้เป็นอสูรในร่างสดับ และกำลังขยับยิ้มมุมปากยิ้มนิดๆ แต่ดูเหมือนขู่ ปีเตอร์รู้สึกตกใจกลัว กวาดตามองไปโดยรอบ เพื่อหาคนช่วย แต่ทุกอย่างเวลานั้นในสถานที่นั้นนิ่งสนิท แม้กระทั่งลมก็หยุดพัด ต้นไม้บริเวณนั้นหยุดการ เคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง
เหมือนเวลาถูกหยุดไว้ชั่วขณะ!!

แนนนี่เข้ามาในบ้าน ก็เฉ่งภวัตทันที
“พี่ภวัตทำไมไม่บอกแนนนี่ว่าจะมา”
“ก็แล้วทำไมพี่จะต้องบอก”
“แนนนี่ หยุดก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเสียที” ปัทมนรีบห้าม พูดดุๆ ปรามแนนนี่
“คุณแม่ดุแนนนี่”
“เพราะแม่เบื่อความเอาแต่ใจของลูกเต็มทีแล้ว ดูพี่ดาเป็นตัวอย่างซิ เขาเคยทำอะไรให้แม่ต้องหนักใจบ้าง”
“คุณแม่ คุณแม่ไม่รักแนนนี่” แนนนี่พาลตามนิสัยเอาแต่ใจ น้อยใจเสียใจจนน้ำตาคลอ
“ก็ชอบทำฤทธิ์แบบนี้ใครจะไปรัก! พี่จะมาดูอาการธานี พี่ก็มา ทำไมจะต้องบอกแนนนี่ด้วย!” ภวัตเอ่ยขึ้น
จังหวะนั้นไม่ทันมีใครเห็นว่านัยน์ตาดารกาเป็นประกายวาววับเหมือนพอใจแว่บหนึ่ง เมื่อเห็นแนนนี่น้ำตาคลอ
ธานีเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงกระแอมเล็กๆ ขึ้นมา หันไปพูดกับแนนนี่อย่างอ่อนโยน
“หงุดหงิดอะไรแต่เช้า ฮึ แนนนี่ ...หรือว่าโมโหหิว”
“ใช่! แนนนี่โมโหหิวจนอยากจะกินให้หมดทุกคน โดยเฉพาะพี่ภวัต!”
แนนนี่เบือนหน้าหันมาจ้องตาภวัตเขม็งอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“แนนนี่จะเคี้ยวให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก”
พูดจบแนนนี่สะบัดบ๊อบเดินออกไป
“เดี๋ยวจ้ะ แนนนี่” ดารกาลุกขึ้นจะตาม
“ไม่ต้องตาม ยิ่งมีคนง้อยิ่งเอาใหญ่ ทุกคนทานกันต่อค่ะ”
ปัทมนห้ามดารกา เริ่มกินไส้กรอกให้ทุกคนทำตาม แต่ก็ดูเหมือนจะฝึดคอกันไปหมด

แนนนี่เดินแกมวิ่งเข้ามา แล้วหยุดชะงัก มองไปที่บริเวณที่นั่งติวสอบกับปีเตอร์เมื่อครู่ เห็นกลุ่มหมอกหนาปกคลุมไว้จนไม่เห็นบริเวณนั้น แนนนี่รีบเดินเข้าไป แต่ก็ต้องกระเด็นออกมาล้มกระแทกพื้น แนนนี่ร้องตะโกนลั่น
“ปีเตอร์ ปีเตอร์อยู่ที่ไหน ปีเตอร์”

“พาแนนนี่ไปให้ข้า” อสูรในร่างสดับสั่ง
ปีเตอร์ในยามนั้นเหมือนตกอยู่ในภวังค์พูดซ้ำไปซ้ำมา
“พาแนนนี่ไปให้คุณ พาแนนนี่ไปให้คุณ พาแนนนี่”
ร่างอสูรสดับค่อยๆ เลือนหายไป
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปีเตอร์นั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าและแววตาเหมือนจะยังงงๆ แนนนี่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน สีหน้าแววตาประหลาดใจเอามากๆ สักครู่พอหมอกค่อยๆ จางหายไป แนนนี่โล่งใจเมื่อเห็นปีเตอร์นั่งอยู่ และกำลังมองไปรอบๆ ตัว
“ปีเตอร์”
“แนนนี่ หายไปไหนมาตั้งนาน” ปีเตอร์ถามน้ำเสียงน้อยใจ
แนนนี่นิ่งคิด คำพูดของทาฮิร่าลอยเข้ามาในห้วงความคิด
“การที่หลานช่วยพี่ชายให้หายเร็วขึ้น เป็นการฝืนกฏธรรมชาติ นายคนนั้นเขาจะต้องทุกข์ทรมานกับกรรมเก่าของเขา เพราะฉะนั้นกรรมนั่นจะต้องมาตกที่หลาน”
พอร่างทาฮิร่าหายไป ภาพตะเกียงแก้วก็เข้ามาแทน
“มัน...มันเป็นลางร้าย ในตะเกียงแก้วเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดของแม่มด ไม่เคยมีแม่มดตนไหนเคยหกล้มในตะเกียง”
ภาพและเสียงเลือนหายไป แนนนี่เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ปีเตอร์เรียกอยู่ตั้งนานก็ไม่ได้ยิน
“แนนนี่ แนนนี่!”
แนนนี่รู้สึกตัว หันมามอง
“เป็นอะไรหรือเปล่า” ปีเตอร์ถาม
“เปล่า... ไม่ได้เป็นอะไร ปีเตอร์กลับไปก่อนเถอะ” จู่ๆ แนนนี่ก็จะให้ปีเตอร์กลับ
“อ้าว! ทำไม!”
“แนนนี่ไม่ค่อยสบายใจ”
“ไม่สบายใจแล้วอยู่คนเดียวจะยิ่งไปกันใหญ่ เอาน่า อย่าให้เสียความตั้งใจเลยนะแนนนี่ เราตั้งใจจะดูหนังสือสอบกันก็ควรจะทำตามนั้น” ปีเตอร์ปลอบ
แนนนี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ตกลง”
นัยน์ตาปีเตอร์เป็นประกายขึ้นมาแว่บหนึ่ง โดยที่แนนนี่ไม่ทันสังเกตเห็น และไม่สังหรณ์ใจ
“ต้องอย่างนั้นซิ”

ด้านภวัตขยับตัวลุกขึ้น หลังจากคุยกันได้สักพักใหญ่
“ผมต้องขอตัวก่อนละครับ คุณอาปัท”
“น้องดาขอติดรถไปด้วยนะคะ”
“น้องดา แม่ไปส่งเองดีกว่าจ้ะ” ปัทมนเห็นว่าไม่ควร
“ไม่เป็นไรนี่คะ พี่ภวัตต้องผ่านมหาวิทยาลัยของน้องดาอยู่แล้ว” รัดเกล้าเสริม
“ใช่ครับ” ภวัตยินดี
“ขอบใจนะเพื่อน เอาไว้ฉันหายดีกว่านี้ จะไปส่งยัยเกล้าชดเชยให้” ธานีว่า
“โอ๊ย ไม่ต้องกัดฟันพูดหรอกค่ะ เกล้ามีมือมี”
“ยัยเกล้า!” ภวัตเรียกเสียงดังเป็นเชิงเตือนน้องสาว
“แยกย้ายกันไปได้แล้วจ้ะ” ปัทมนสรุป
ทุกคนยกเว้นธานีไหว้ลาปัท แล้วพากันออกไป

แนนนี่เลื่อนจานไส้กรอกให้ปีเตอร์
“เอ้า! กินซะ จะได้มีแรงติว”
ปีเตอร์มองไส้กรอก แล้วส่ายหน้า
“สุกไป ...ไม่อร่อย”
“ไส้กรอกมันก็แบบนี้แหละ”
“ปีเตอร์อยากกินดิบๆ”
“เฮ้ย! ปีเตอร์!” แนนนี่ประหลาดใจ
“บ้านแนนนี่มีเนื้อดิบๆ มั้ย”
“พูดจริงเหรอ” แนนนี่ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่
“จริง ไม่รู้เป็นไง วันนี้อยากกินอะไรแปลกๆ”
“งั้นเข้าไปข้างในกัน”
ทั้งสองคนเดินกลับเข้าไปในบ้าน

พรกำลังล้างชาม ขณะที่แนนนี่เดินเข้ามา
“พี่พร”
พรหันมาตามเสียงเรียก “ว่าไงคะ คุณแนนนี่”
“พี่พรช่วยไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดให้หน่อยได้มั้ยคะ เอาแบบสดมากๆ”
“คุณแนนนี่จะทานหรือคะ” พรแปลกใจ
“ปีเตอร์เขาอยากทานค่ะ” แนนนี่บอก
“แล้วคุณแนนนี่ล่ะคะ”
“แนนนี่ไม่หิวค่ะ”
แนนนี่รีบเดินออกไป

ระหว่างนั้นปีเตอร์นั่งกลอกตาไปมา ดูน่ากลัว แล้วตาดำหายไปกลายเป็นตาขาว พอแนนนี่เดินเข้ามา
นัยน์ตาปีเตอร์ ก็กลับมาดำเหมือนคนปกติ ปีเตอร์หันกลับมามองแนนนี่
“แนนนี่ให้พี่พรไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดให้แล้ว รอเดี๋ยวนะ”
แนนนี่เดินแกมวิ่งไปที่บันไดจะขึ้นไปบนห้อง ปีเตอร์ลุกขึ้น
“แนนนี่จะไปไหน”
“ท้องเสีย จะขึ้นไปเข้าห้องน้ำ”
แนนนี่เดินแกมวิ่งขึ้นไป ปีเตอร์มองตามพลางกลอกตาไปมอง

แนนนี่เปิดประตูเข้ามา แล้วว่าคาถากลายเป็นกลุ่มควันหายไป ชิกเก้นอ้าปากหวอ ไม่ทันจะได้พูดจากัน
“อ้าวเฮ้ย! หายไปไหนแล้ว...แนนนี่”

ภวัตจับลูกบิดจะเปิดประตูเดินออกไป แต่มือหมุนเท่าไหร่ลูกบิดก็ไม่เปิด ภวัตหมุนอีก แล้วภวัตถอนใจเฮือกใหญ่รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร
“แนนนี่”
แนนนี่ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังภวัตยังไม่หันมา
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
ลูกบิดที่ล็อคประตูเปิดออกเอง ภวัตไม่หันมามอง ดึงบานประตูออกกว้าง แล้วก้าวออกไป ทว่าภายนอกที่ก้าวไปกลับกลายเป็นห้องเดิม ภวัตยืนอยู่ที่ประตูตามเดิม
ภวัตโมโหขบกรามแน่น เปิดออกอีก แล้วก้าวออกไป แต่ก็กลับกล่ยเป็นว่าภวัตเข้ามาในห้องเดิมอีก
ภวัตเปิดอีกหลายๆ ครั้ง ก็ไม่สามารถออกไปข้างนอกห้องได้สักที
ในที่สุด ภวัตหงุดหงิดเต็มที่ แล้วหันกลับมา อ้าปากจะดุ แต่ถูกแนนนี่ขัดคอขึ้นก่อน
“ก็พี่ภวัตไม่ยอมหันมาพูดกับแนนนี่นี่ แนนนี่อุตส่าห์มุสาปีเตอร์ว่า ปวดท้อง ท้องเสีย แล้วรีบมาหาพี่ภวัต”
ภวัตพูดสวนออกมาทันทีเช่นกัน
“ถ้าต้องลำบากขนาดนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมา”
“แนนนี่จะมา” แนนนี่บอกรั้นๆ
“เมื่อไหร่เราจะเลิกก่อกวนเสียที รู้ตัวหรือเปล่าว่าเข้าไปที่ไหน ก็ทำให้เขาวุ่นวายไปหมด คนแบบนี้พวกผู้ใหญ่เขามักจะเรียกว่า...ตัวบ่อนแตก”
แนนนี่ลอยหน้าลอยตาเถียง
“แนนนี่ไม่เคยเข้าบ่อน แต่แนนนี่อาจจะทำให้โรงพยาบาลนี่แตกได้ ถ้าพี่ภวัตทำให้แนนนี่ไม่พอใจ”
“เอาเล้ย เรามันเป็นอสูรผู้ยิ่งใหญ่นี่ อยากจะทำอะไรก็เชิญ แต่ก็ขอให้นึกถึงบาปบุญคุณโทษไว้บ้าง คุณยายทาฮิร่าเพิ่งจะบอกพี่ว่า เรากำลังมีเคราะห์หนัก”
แนนนี่นิ่งอึ้งไป นัยน์ตาฉายแววหวั่นไหว ด้วยความหวาดกลัว ขึ้นมาแว่บหนึ่ง
“พี่จะไป ซาวน์ วอร์ด (Sound ward) แล้ว ข้องใจอะไร เย็นนี้ค่อยคุยกัน”
แนนนี่เม้มปาก สีหน้าแววตายังดื้อดึง
“แนนนี่” ภวัตเรียกเสียงเคร่ง
แนนนี่ว่าคาถา ประตูเปิดแง้มออกเอง ภวัตค่อยๆ ผลักประตูอย่างลังเล แต่แล้วก็ถอนใจอย่างโล่งอก เพราะภายนอกห้อง กลับสู่ภาวะปกติ ภวัตเดินออกไป ขณะที่แนนนี่มองตามหน้างอ
ทางด้านปีเตอร์ครึ่งนั่งครึ่งนอนบนโซฟา มีหนังสือเรียนกางปิดหน้าอยู่ พรเดินถือถาดวางชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดเข้ามา พรส่งเสียงมาก่อน
“มาแล้วค่ะ คุณปีเตอร์”
ปีเตอร์ค่อยๆ ดึงหนังสือออกจากหน้า นัยน์ตาคู่นั้นของปีเตอร์มีแต่ตาขาว พรกรีดร้องลั่น ชามก๋วยเตี๋ยวในมือตกแตกกระจาย พรตัวสั่นเทา แล้วทรุดลงพนมมือไหว้ มือก็สั่นเทาเช่นกัน
“กลัวแล้วจ้า ลูกช้างกลัวแล้ว อย่ามาหลอกหลอนลูกช้างเลย”
“นั่นอะไรกัน” เสียงธานีตะโกนถามขึ้นมา
พรล้มลุกคลุกคลานรีบถลาไปหาธานีซึ่งลงบันไดมา เพราะได้ยินเสียงกรีดร้อง
“คุณธานี ช่วยพี่พรด้วยค่ะ”
ปีเตอร์ลุกขึ้น นัยน์ตากลับเป็นปกติ
ผาดเองก็เดินแกมวิ่งเข้ามา ถามขึ้นเพราะตกใจเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น ร้องซะตกอกตกใจไปหมด”
พรค่อยๆ หันไปมองปีเตอร์ด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดๆ
“ทำไมพี่พรมองผมยังงั้นล่ะฮะ!” ธานีถาม
“เมื่อ ... เมื่อ ...กี้ ... คุณปี ....ปีเตอร์ ..มี....มี...แต่ตาขาว” พรระล่ำระลัก
“เฮ้ย ! พี่พรพูดซะขนลุกเลย” ปีเตอร์แย้ง เหมือนว่าพรตาฝาดไปเอง
“พี่พรคงตาฝาด” ธานีว่า
“มะ....มะ....ไม่....ไม่ฝาดค่ะ...พี่พรยืนยัน”
“อะไรก็ไม่รู้....รีบเก็บล้างทำความสะอาดซะ” ผาดบอก
พรรีบออกไปจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว
“ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ คุณปีเตอร์” ผาดขอโทษขอโพย
“ไม่เป็นไรครับ คนเราตาฝาดกันได้”
ผาดเดินกลับเข้าไป
“แนนนี่ล่ะ” ธานีแปลกใจที่เห็นปีเตอร์อยู่คนเดียว
“เห็นบอกว่าท้องเสียครับ ขึ้นไปสักพักใหญ่แล้ว ยังไม่ลงมาเลย”
“พี่ไปดูให้”
ธานีเดินกลับขึ้นไป ปีเตอร์ทรุดตัวลงนั่ง กลอกตาไปมา นัยน์ตาแฝงรอยยิ้มเยาะ

ธานีเคาะประตูหน้าห้องเรียกน้องสาว
“แนนนี่ แนนนี่”
ชิกเก้นชูคอขึ้นพอได้ยินเสียงเรียก
“เอาละซี”
“แนนนี่” เสียงธานีเรียกอีก
“ขา! พี่ธานีเรียกแนนนี่ทำไมคะ” ชิกเก้นตัดสินใจดัดเสียงแอ๊บหญิงเป็นแนนนี่
“ปีเตอร์เขารออยู่”
“ก็ให้เขารอต่อไปซิคะ...ล้อเล่นค่ะ เดี๋ยวแนนนี่จะลงไป”
“เร็วๆ เข้าล่ะ”
“ค่ะ! พี่ธานี”
ธานีเดินกลับเข้าห้อง
“โธ่เอ๊ย ! แนนนี่ ! เมื่อไหร่จะมาซักกะที อะไรๆ ก็ให้ชิกเก้นคอยรับหน้า” ชิกเก้นบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

พรน้ำตาไหลพรากด้วยความตกใจกลัว
“ชั้นเห็นจริงๆ นะพี่ ตาขาวไม่มีตาดำเลย!”
“ออกไปเก็บกวาดเช็ดถูได้แล้ว” ผาดบอก
“ชั้นกลัว พี่ไปเป็นเพื่อนหน่อยซี่”
“แกนี้ชักจะบ้าใหญ่แล้ว” ผาดระอาใจ
“ใครเห็นอย่างที่ชั้นเห็น ก็ต้องบ้าทุกคนนั่นแหละ นะ พี่ผาด ไปกับชั้นหน่อย”
“เออ...เออ! จะได้เสร็จๆ” ผาดฉุน และรำคาญพรเต็มทน

ชิกเก้นเดินกลับไปกลับมาอย่างร้อนใจ
“เฮ้อ...แนนนี่ๆๆๆๆ เมื่อไหร่จะมาซักที”
สักพักหนึ่งแนนนี่ก็ปรากฏตัวขึ้น เหงื่อแตกพลั่ก
“ค่อยยังชั่ว”
แนนนี่เดินมานั่ง ปาดเหงื่อ
“อ้าว! นั่นเป็นอะไรล่ะ เหงื่อกาฬแตกพลั่กทีเดียวเชียว” ชิกเก้นถามอย่างแปลกใจ
“ไม่รู้ซิ.. แนนนี่พยายามตั้งนานกว่าจะกลับมาได้ พอมาถึงก็เหนื่อยมาก” แนนนี่ว่า
“ตายแล้ว พลังของแนนนี่กำลังจะหมดไป เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นตกใจ
แนนนี่พลอยตกใจไปด้วย
“จริงเหรอ ชิคเก้น แล้วแนนนี่จะทำยังไงดี”
“ทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากจะปล่อยให้มันเป็นไป ตอนนี้ออกไปติวข้อสอบกับปีเตอร์ก่อน ปล่อยให้เขารอตั้งนานแล้ว”
แนนนี่พยักหน้า แล้วเดินออกไป

พรกำลังทำความสะอาดพื้นห้องรับแขก โดยมีผาดคอยช่วย ระหว่างนั้นพรก้มหน้าก้มตาตลอดไม่กล้ามองสบตาปีเตอร์ปีเตอร์อ่านหนังสือเรียนไปเรื่อยๆ ไม่นานหลังจากนั้นแนนนี่ก็เดินตัวปลิวลงมา
“ปีเตอร์ ขอโทษทีนะจ๊ะที่แนนนี่ลงมาช้า”
“ไม่เป็นไร ปีเตอร์รอแนนนี่ได้เสมอ”
“น้าผาด พี่พร นั่นทำอะไรกันจ๊ะ” แนนนี่ร้องทัก
“ก็แม่พรน่ะซีคะ ทำชามก๋วยเตี๋ยวตกกระจาย คุณปีเตอร์เลยอดทานเลย” ผาดรายงาน
“ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน” ปีเตอร์บอก
“อ้าว! ปีเตอร์หิวแย่”
“ก็...นิดหน่อย”
“เอางี้! แนนนี่พาปีเตอร์ไปเลี้ยงดีกว่า” แนนนี่ออกไอเดีย
“อย่าเลย เสียเวลาดูหนังสือ” ปีเตอร์ว่า
“เฮ่ย! ไม่เป็นไร แนนนี่ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว ไป๊!”
แนนนี่พูดแล้วเดินนำ ปีเตอร์ตามออกไปติดๆ กัน
พรเงยหน้ามองตามอย่างกังวล พอคล้อยหลังสองคน พรรีบกระซิบผาด
“พี่...”
“อยู่กันแค่นี้ทำไมต้องกระซิบกระซาบด้วย” ผาดเอ็ดเอา
“ฉันเป็นห่วงคุณแนนนี่” พรน้ำเสียงซีเรียส
“ฉันกลับมองว่า ทุกคนที่อยู่ใกล้กับคุณแนนนี่น่าเป็นห่วงมากกว่า” ผาดส่ายหน้า
“ฉันไปบอกคุณธานีก็ได้”
พรพูดแล้วลุกขึ้นเดินไปทันที มิวายผาดตะโกนเรียกไว้ ก็ไม่เหลียวหลัง
“เฮ้ย! พร มาช่วยกันก่อน”

ทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง จังหวะหนึ่งธานีถอนใจ
“ผมกำลังทำงานอยู่นะพี่พร ไม่มีเวลามาฟังเรื่องเหลวไหล”
“โธ่ ! คุณธานีขา พี่พรเคยเอาเรื่องเหลวไหลไร้สาระมาพูดหรือคะ พี่พรเห็นจริงๆ” พรย้ำ
“ปีเตอร์อาจจะล้อพี่พรเล่นก็ได้” ธานีพูดจริงจัง
พรถอนใจเฮือก สีหน้าท่าทางอัดอั้นตันใจ ธานีเดินมาโอบไหล่พรเป็นเชิงปลอบ
“ผมรู้ว่าพี่พรหวังดี แล้วก็เป็นห่วงแนนนี่มาก แต่เชื่อเถอะที่พี่พรเห็นน่ะ มันเป็นไปไม่ได้”
“คุณธานีแน่ใจหรือคะ” พรชักลังเลไม่แน่ใจความคิดตัวเอง
“ยิ่งกว่าแน่อีกครับ พี่พรสบายใจได้”

พรพยักหน้าแล้วเดินย้อนกลับไป ในขณะที่ธานีส่ายหน้า แล้วปิดประตู

 อ่านต่อตอนที่ 13 พรุ่งนี้  (อาทิตย์ที่ 5 ก.พ. 55) เวลา 9.30 น. 




กำลังโหลดความคิดเห็น...