บทความเรื่องที่ 51
มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์
สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
พุทธมณฑล สาย 5
แม้ว่าชีวิตจะถูก โลกธรรมทั้ง 8 หล่อหลอมแวดล้อมมาโดยตลอด แต่เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน คงมีหลายท่านที่เริ่มมองเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้กันบ้าง
แต่การที่ใครสักคนจะตั้งใจใช้วันหยุดพักร้อนทั้งหมดของปีปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมให้สมใจอยาก คงเป็นเรื่องยากต่อการตัดสินใจ แม้จะได้พบวิปัสสนาจารย์ เจ้าหน้าที่ และได้เห็นความสัปปายะของสถานที่แล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่า ปัญญาที่พอมีอยู่บ้าง จะไปไหวหรือไม่
เพื่อช่วยลดความกังวลใจในเบื้องต้น กัลยาณมิตรกลุ่มหนึ่ง และผู้เขียน จึงได้ร่วมกันจัดทำ CdMp3 เรื่อง ปริยัติเพื่อการปฏิบัติ บันทึกการอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ณ มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ พุทธมณฑล สาย 5 โดย อาจารย์วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ขึ้น อัปโหลดไว้แล้วใน Section ปราชญ์ผู้ทรงศีล ของ www. dhamaforlife.com มีทั้งภาพอาร์ตเวิร์กและเสียงที่ผู้สนใจสามารถฟังและดาวน์หลดเองได้ผ่านอินเทอร์น็ต
ทั้งเพื่อเป็นอาจาริยบูชาและแบ่งเบาภาระวิปัสสนาจารย์ เราได้มอบ CdMp3 ชุดนี้ จำนวน 1,000 แผ่นให้มูลนิธิฯ จัดเป็นชุด เตรียมความพร้อมก่อนการเข้ารับการอบรม ผู้สนใจติดต่อขอรับได้ที่มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ค่ะ
หลักสูตร อบรมวิปัสสนาระยะสั้น 7-12 วัน ปีพุทธศักราช 2551 คือ 8-20 กันยายน 6-13 ตุลาคม 3-10 พฤศจิกายน และ 1-13 ธันวาคม สมัครได้ที่ มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ 84/1 หมู่ 2 พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ปณ. 73210 โทรศัพท์หมายเลข 0-2889-4417
หลักวิปัสสนาโดยสังเขปของมูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ การอบรม 12 วันแบ่งเป็น 2 ภาค คือ
ภาค 1 เป็นภาคทฤษฎี(ปริยัติ) เรียน 5 วันวันละ 5 คาบวิชา
กล่าวถึงการศึกษาพระพุทธศาสนาพื้นฐาน จิต เจตสิก รูป นิพพาน สังสารวัฏฏ์ อริยสัจ 4 ศีล สมาธิ ปัญญา สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน และสติปัฏฐาน โดยเน้นอบรมให้ปฏิบัติโดยใช้วิธีกำหนด รูป-นาม เป็นอารมณ์ ให้พิจารณาอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 คือ รูป นั่ง-นอน-ยืน-เดิน ให้รู้ทุกข์ และเห็นไตรลักษณ์ รูป-นาม เกิด ดับ
ภาค 2 เป็นภาคปฏิบัติ 7 วัน
ก่อนเข้าปฏิบัติ วิปัสสนาจารย์จะให้สมาทาน "อาชีวัฏฐะมะกะศีล" กล่าวคือ 1. ห้ามฆ่าสัตว์ 2. ห้ามลักทรัพย์ 3. ห้ามล่วงประเวณี 4. ห้ามพูดเท็จ 5. ห้ามพูดคำหยาบ 6. ห้ามพูดส่อเสียด 7. ห้ามพูดเพ้อเจ้อ และ 8. ห้ามมิจฉาอาชีวะ
แล้วให้อยู่ปฏิบัติดูรูปนามในอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 แต่ให้อยู่ภายในห้องพัก หรือเดินจงกรมรอบๆ เรือนกรรมฐานเท่านั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวปลาอาหาร เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยส่งปิ่นโตอาหารคาวหวาน วันละ 3 มื้อ และน้ำร้อน น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำปานะ เช้าและบ่าย ทุกวันวันละ 2 ครั้ง
หลักปฏิบัติ 15 ข้อ ของท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
1.ก่อนปฏิบัติต้องทำความเข้าใจหรือศึกษาภูมิของวิปัสสนา ได้แก่รูป-นาม ให้เข้าใจถ่องแท้แน่นอนเสียก่อน 2. เริ่มลงมือกำหนดที่ รูป-นาม ปัจจุบันเสมอ 3. ขณะกำหนดหรือดู 'รูปนาม' ต้องระลึกเสมอว่า ขณะนั้นกำหนดรูปอะไร หรือนามอะไร 4. ขณะกำหนดอย่าให้มีความรู้สึกต้องการ หรือความรู้สึกว่าจะกำหนดเพื่อให้เกิดอะไรขึ้น 5. ไม่ให้กำหนดรูปและนามทีเดียวไปพร้อมกัน 6. ไม่ควรใช้อิริยาบถย่อย เช่น เคลื่อนไหว เหยียดคู้ ก้ม-เงยเหลียวซ้าย-ขวา และไม่ให้เปลี่ยนอิริยาบถใหญ่ถ้าไม่จำเป็น (สำรวมอินทรีย์) 7. ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหญ่หรือย่อย ต้องรู้เหตุก่อนว่าเปลี่ยนไปเพื่ออะไร เช่น เพื่อแก้ทุกข์ หรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ 8. อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ (เคยนั่ง นอน ยืน เดิน อย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น) 9. ไม่ให้ระวังหรือประคองอิริยาบถจนผิดปกติ 10. ขณะเข้ากรรมฐานห้ามทำสิ่งที่ไม่จำเป็น และไม่จำเป็นไม่ควรพูด 11. ก่อนจะทำสิ่งใดให้รู้เหตุจำเป็นก่อน ทั้งก่อนทำ และเลิกทำ 12. อย่าให้รู้สึกว่าที่ทำเพราะจะทำกรรมฐาน 13. อย่าทำความรู้สึกว่าจะกำหนดเพื่อให้จิตสงบ หรือเพื่อให้ได้สมาธิ 14. ขณะทำกรรมฐานให้ทำใจเหมือนดูละคร แต่อย่าไปหัดละคร 15. ผู้ทำวิปัสสนาอย่าตั้งใจ อย่าให้เกิดความพอใจ ให้สังเกตดูความเกิด-ดับ ก็พอ
บทสรุปเกี่ยวกับ วิปัสสนา
คือ ความเห็นแจ้ง เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรมปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ อันเป็นเหตุให้ถอนความหลงผิด รู้ผิดในสังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งทั้งนามธรรมและรูปธรรมเสียได้
วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจึงคือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้ง รู้ชัดในสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง
การเจริญวิปัสสนา เป็นวิถีทางเดียวที่ทุกคนจะได้เข้าถึงความจริงของชีวิต สามารถแยกออกว่าสิ่งใดเป็นสัจจะ สิ่งใดเป็นมายา เมื่อรู้และเห็นอย่างแจ่มแจ้งถูกต้องแล้ว โอกาสที่จะตกเป็นทาสของกิเลสก็เป็นไปได้ยาก นอกเสียจากว่าจะสมัครใจเป็นทางกิเลสแบบสมยอมเสียเอง ทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครช่วยได้ ชีวิตและงานของอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
ท่านเป็นบุตรีของพระยาสัตยานุกูล อดีตเจ้าเมืองกาญจนบุรี และคุณหญิงแปลก นางกำนัลในรัชกาลที่ 5 เกิดเมื่อวันที่ 31 ม.ค. พ.ศ. 2440 และละกายสังขารเมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2526 รวมสิริอายุได้ 86 ปี
ท่านเป็นศิษย์เอกของ พระอาจารย์ภัททันตะ วิลาสะ ที่ได้รับการถ่ายทอดธุระ 2 อย่างในพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยม และเป็นผู้ที่ทำให้วงการปริยัติศาสนาและปฏิบัติในเมืองไทยตื่นตัว ท่านเป็นคนแรกที่นำพระอภิธรรมมาสอนในเมืองไทย
พุทธศักราช 2474 อายุประมาณ 34 ได้เกิดมีความรู้สึกจากผลการปฏิบัติของตนว่า วิธีที่จะละกิเลสให้ลดน้อยถอยลงไปสู่ทางพระนิพพานได้นั้น น่าจะต้องรู้อยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่การทดลองปฏิบัติขณะนั้นได้แต่ทางตาอย่างเดียว จึงเที่ยวแสวงหาพระอาจารย์ต่างๆ ที่จะบอกทางที่เป็นปัจจุบันให้เข้าใจได้ เที่ยวแสวงหาอยู่เป็นเวลานาน ก็ยังไม่พบเหตุผลตรงกับที่เกิดความรู้สึกกับตนเอง ดังกล่าวแล้วได้
พุทธศักราช 2475 ได้พบกับพระอาจารย์ชาวพม่า ซึ่งเคยสอนวิปัสสนาแก่ทายกทายิกาที่วัดบ่อพลอย อำเภอยาว จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อ พระภัททันตะ วิลาสะ และเป็นอดีตพระอธิการ วัดปรก ตรอกจันทร์ ยานนาวา ได้แนะนำว่า การเจริญธรรม ต้องเจริญโดยกำหนดปัจจุบันอารมณ์ได้ตลอดทั้งหมดทุกทวาร ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จึงได้เหตุผลตรงกัน และได้มอบตัวเป็นศิษย์ท่านทันที
ขั้นแรก พระอาจารย์สอนให้ทำความเข้าใจใน รูปนาม อันเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ตลอดทั่วทั้ง 6 ทวารดังกล่าวแล้วโดยไม่ต้องทำสมาธิก่อน เพราะขณิกสมาธิจะมีมาเอง เรียนอารมณ์รูปนามอยู่ 7 วัน จึงได้เริ่มเข้าปฏิบัติ โดยพระอาจารย์วิลาสะเป็นผู้กำกับตรวจสอบ ประมาณปีเศษ ประสบผลสำเร็จดีกว่าบรรดาศิษย์ทั้งปวง จึงได้เรียนพระอภิธรรมจากพระอาจารย์ต่อไปอีกหลายปี โดยมี คุณหลวงประพันธ์ พัทธนาการ เป็นล่ามภาษาพม่าคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดมา นับว่าได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ รูปนี้อย่างดีเลิศทั้งหมด จนพระอาจารย์ขอร้องให้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์วิปัสสนา และสอนพระอภิธรรมแทนท่าน
พุทธศักราช 2487 หลังจากที่ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ได้รับมรดกธรรมของพระพุทธเจ้าจากพระอาจารย์วิลาสะแล้ว ได้จัดตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วัดสามพระยา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สำนักนาฬิกาวัน อยุธยา, วัดป่าธรรมโสภณ ลพบุรี ได้เดินทางไปอบรมสอนวิปัสสนา และสนับสนุนการตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนาในจังหวัดต่างๆ รวมถึง 41 จังหวัด และยังเดินทางไปสอนวิปัสสนา ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว
พุทธศักราช 2496 ได้ย้ายการบรรยายอภิธรรมมาที่หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งจุคนได้ห้าถึงหกร้อยคน มีผู้เข้าฟังแน่นทุกครั้ง รัฐบาลก็ให้ความสนับสนุนให้ค่าใช้จ่ายจนสภาวัฒนธรรมถูกยกเลิกไป จึงมาเปิดการศึกษาพระอภิธรรม และเป็นอาจารย์สอนประจำ ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเวลา 10 ปี ได้บันทึกหัวข้อพระอภิธรรมขึ้นประกอบการสอน ที่พุทธสมาคมฯ ไว้ตั้งแต่ปริจเฉทที่ 1-9 รวม 14 เล่ม และพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจากคำสอน และการแสดงปาฐกถาธรรมอีกมากมายหลายเล่ม นับเป็นหนังสือคำสอนพระอภิธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐานเล่มแรกของประเทศไทย ที่ยังไม่เคยมีใครจัดทำมาก่อน
พุทธศักราช 2506 ได้จัดตั้งสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา และสมาคมสังคมสงเคราะห์ทางจิต ที่วัด สระเกศราชวรวิหาร และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทั้งสองแห่ง จนถึงมรณะ ระหว่างนั้นท่านยังคงเดินทางไปอบรมสั่งสอนที่สำนักวัดระฆัง วัดสระเกศ วัดพระเชตุพน สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย, สำนักปฏิบัติธรรมบุณยกัญจนาราม พัทยา ชลบุรี, สำนักนาฬิกาวัน, สำนักวิวัฏฏะ หัวหิน ประจวบ, สำนักวัดสบสวรรค์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วัดไทรยืด, วัดโพธิ์เอน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง, สำนักที่นครสวรรค์, วัดแจ้งนอก โคราช, วัดป่าธรรมโสภณ ลพบุรี, วัดปราสาททอง สุพรรณบุรี, สำนักสระบุรี ฯลฯ และยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะผู้แปลคำบาลี ที่จารึกในใบลานด้วยอักษรขอมได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าขณะนั้นสุขภาพจะทรุดโทรมลงมากแล้วก็ตาม
พุทธศักราช 2523 ในขณะที่ท่านอายุครบ 82 ปี คณะศิษย์ โดยการนำของ อาจารย์วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิขึ้น มีจุดหมายเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป โดยขออาศัยนามของท่านเป็นชื่อของมูลนิธิ แต่ท่านไม่ต้องการให้ใช้นามนี้ คณะศิษย์ให้เหตุผลว่า ใช้ชื่ออาจารย์ดูจะเป็นหลักฐานมั่นคงดี เพราะอาจารย์ทำงานให้พระพุทธศาสนามานานกว่า 45 ปีแล้ว ในที่สุดท่านบอกว่า
“เอา ชื่ออะไรไม่สำคัญ แต่ธุระการงานในพระศาสนาสำคัญกว่า”
ท่านได้กล่าวเตือนอยู่เสมอว่า “อย่าเอาธรรมะไปซื้อขายกันนะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราด้วยความบริสุทธิ์”
มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์
สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
พุทธมณฑล สาย 5
แม้ว่าชีวิตจะถูก โลกธรรมทั้ง 8 หล่อหลอมแวดล้อมมาโดยตลอด แต่เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน คงมีหลายท่านที่เริ่มมองเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้กันบ้าง
แต่การที่ใครสักคนจะตั้งใจใช้วันหยุดพักร้อนทั้งหมดของปีปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมให้สมใจอยาก คงเป็นเรื่องยากต่อการตัดสินใจ แม้จะได้พบวิปัสสนาจารย์ เจ้าหน้าที่ และได้เห็นความสัปปายะของสถานที่แล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่า ปัญญาที่พอมีอยู่บ้าง จะไปไหวหรือไม่
เพื่อช่วยลดความกังวลใจในเบื้องต้น กัลยาณมิตรกลุ่มหนึ่ง และผู้เขียน จึงได้ร่วมกันจัดทำ CdMp3 เรื่อง ปริยัติเพื่อการปฏิบัติ บันทึกการอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ณ มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ พุทธมณฑล สาย 5 โดย อาจารย์วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ขึ้น อัปโหลดไว้แล้วใน Section ปราชญ์ผู้ทรงศีล ของ www. dhamaforlife.com มีทั้งภาพอาร์ตเวิร์กและเสียงที่ผู้สนใจสามารถฟังและดาวน์หลดเองได้ผ่านอินเทอร์น็ต
ทั้งเพื่อเป็นอาจาริยบูชาและแบ่งเบาภาระวิปัสสนาจารย์ เราได้มอบ CdMp3 ชุดนี้ จำนวน 1,000 แผ่นให้มูลนิธิฯ จัดเป็นชุด เตรียมความพร้อมก่อนการเข้ารับการอบรม ผู้สนใจติดต่อขอรับได้ที่มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ค่ะ
หลักสูตร อบรมวิปัสสนาระยะสั้น 7-12 วัน ปีพุทธศักราช 2551 คือ 8-20 กันยายน 6-13 ตุลาคม 3-10 พฤศจิกายน และ 1-13 ธันวาคม สมัครได้ที่ มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ 84/1 หมู่ 2 พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ปณ. 73210 โทรศัพท์หมายเลข 0-2889-4417
หลักวิปัสสนาโดยสังเขปของมูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ การอบรม 12 วันแบ่งเป็น 2 ภาค คือ
ภาค 1 เป็นภาคทฤษฎี(ปริยัติ) เรียน 5 วันวันละ 5 คาบวิชา
กล่าวถึงการศึกษาพระพุทธศาสนาพื้นฐาน จิต เจตสิก รูป นิพพาน สังสารวัฏฏ์ อริยสัจ 4 ศีล สมาธิ ปัญญา สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน และสติปัฏฐาน โดยเน้นอบรมให้ปฏิบัติโดยใช้วิธีกำหนด รูป-นาม เป็นอารมณ์ ให้พิจารณาอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 คือ รูป นั่ง-นอน-ยืน-เดิน ให้รู้ทุกข์ และเห็นไตรลักษณ์ รูป-นาม เกิด ดับ
ภาค 2 เป็นภาคปฏิบัติ 7 วัน
ก่อนเข้าปฏิบัติ วิปัสสนาจารย์จะให้สมาทาน "อาชีวัฏฐะมะกะศีล" กล่าวคือ 1. ห้ามฆ่าสัตว์ 2. ห้ามลักทรัพย์ 3. ห้ามล่วงประเวณี 4. ห้ามพูดเท็จ 5. ห้ามพูดคำหยาบ 6. ห้ามพูดส่อเสียด 7. ห้ามพูดเพ้อเจ้อ และ 8. ห้ามมิจฉาอาชีวะ
แล้วให้อยู่ปฏิบัติดูรูปนามในอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 แต่ให้อยู่ภายในห้องพัก หรือเดินจงกรมรอบๆ เรือนกรรมฐานเท่านั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวปลาอาหาร เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยส่งปิ่นโตอาหารคาวหวาน วันละ 3 มื้อ และน้ำร้อน น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำปานะ เช้าและบ่าย ทุกวันวันละ 2 ครั้ง
หลักปฏิบัติ 15 ข้อ ของท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
1.ก่อนปฏิบัติต้องทำความเข้าใจหรือศึกษาภูมิของวิปัสสนา ได้แก่รูป-นาม ให้เข้าใจถ่องแท้แน่นอนเสียก่อน 2. เริ่มลงมือกำหนดที่ รูป-นาม ปัจจุบันเสมอ 3. ขณะกำหนดหรือดู 'รูปนาม' ต้องระลึกเสมอว่า ขณะนั้นกำหนดรูปอะไร หรือนามอะไร 4. ขณะกำหนดอย่าให้มีความรู้สึกต้องการ หรือความรู้สึกว่าจะกำหนดเพื่อให้เกิดอะไรขึ้น 5. ไม่ให้กำหนดรูปและนามทีเดียวไปพร้อมกัน 6. ไม่ควรใช้อิริยาบถย่อย เช่น เคลื่อนไหว เหยียดคู้ ก้ม-เงยเหลียวซ้าย-ขวา และไม่ให้เปลี่ยนอิริยาบถใหญ่ถ้าไม่จำเป็น (สำรวมอินทรีย์) 7. ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหญ่หรือย่อย ต้องรู้เหตุก่อนว่าเปลี่ยนไปเพื่ออะไร เช่น เพื่อแก้ทุกข์ หรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ 8. อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ (เคยนั่ง นอน ยืน เดิน อย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น) 9. ไม่ให้ระวังหรือประคองอิริยาบถจนผิดปกติ 10. ขณะเข้ากรรมฐานห้ามทำสิ่งที่ไม่จำเป็น และไม่จำเป็นไม่ควรพูด 11. ก่อนจะทำสิ่งใดให้รู้เหตุจำเป็นก่อน ทั้งก่อนทำ และเลิกทำ 12. อย่าให้รู้สึกว่าที่ทำเพราะจะทำกรรมฐาน 13. อย่าทำความรู้สึกว่าจะกำหนดเพื่อให้จิตสงบ หรือเพื่อให้ได้สมาธิ 14. ขณะทำกรรมฐานให้ทำใจเหมือนดูละคร แต่อย่าไปหัดละคร 15. ผู้ทำวิปัสสนาอย่าตั้งใจ อย่าให้เกิดความพอใจ ให้สังเกตดูความเกิด-ดับ ก็พอ
บทสรุปเกี่ยวกับ วิปัสสนา
คือ ความเห็นแจ้ง เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรมปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ อันเป็นเหตุให้ถอนความหลงผิด รู้ผิดในสังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งทั้งนามธรรมและรูปธรรมเสียได้
วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจึงคือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้ง รู้ชัดในสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง
การเจริญวิปัสสนา เป็นวิถีทางเดียวที่ทุกคนจะได้เข้าถึงความจริงของชีวิต สามารถแยกออกว่าสิ่งใดเป็นสัจจะ สิ่งใดเป็นมายา เมื่อรู้และเห็นอย่างแจ่มแจ้งถูกต้องแล้ว โอกาสที่จะตกเป็นทาสของกิเลสก็เป็นไปได้ยาก นอกเสียจากว่าจะสมัครใจเป็นทางกิเลสแบบสมยอมเสียเอง ทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครช่วยได้ ชีวิตและงานของอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
ท่านเป็นบุตรีของพระยาสัตยานุกูล อดีตเจ้าเมืองกาญจนบุรี และคุณหญิงแปลก นางกำนัลในรัชกาลที่ 5 เกิดเมื่อวันที่ 31 ม.ค. พ.ศ. 2440 และละกายสังขารเมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2526 รวมสิริอายุได้ 86 ปี
ท่านเป็นศิษย์เอกของ พระอาจารย์ภัททันตะ วิลาสะ ที่ได้รับการถ่ายทอดธุระ 2 อย่างในพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยม และเป็นผู้ที่ทำให้วงการปริยัติศาสนาและปฏิบัติในเมืองไทยตื่นตัว ท่านเป็นคนแรกที่นำพระอภิธรรมมาสอนในเมืองไทย
พุทธศักราช 2474 อายุประมาณ 34 ได้เกิดมีความรู้สึกจากผลการปฏิบัติของตนว่า วิธีที่จะละกิเลสให้ลดน้อยถอยลงไปสู่ทางพระนิพพานได้นั้น น่าจะต้องรู้อยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่การทดลองปฏิบัติขณะนั้นได้แต่ทางตาอย่างเดียว จึงเที่ยวแสวงหาพระอาจารย์ต่างๆ ที่จะบอกทางที่เป็นปัจจุบันให้เข้าใจได้ เที่ยวแสวงหาอยู่เป็นเวลานาน ก็ยังไม่พบเหตุผลตรงกับที่เกิดความรู้สึกกับตนเอง ดังกล่าวแล้วได้
พุทธศักราช 2475 ได้พบกับพระอาจารย์ชาวพม่า ซึ่งเคยสอนวิปัสสนาแก่ทายกทายิกาที่วัดบ่อพลอย อำเภอยาว จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อ พระภัททันตะ วิลาสะ และเป็นอดีตพระอธิการ วัดปรก ตรอกจันทร์ ยานนาวา ได้แนะนำว่า การเจริญธรรม ต้องเจริญโดยกำหนดปัจจุบันอารมณ์ได้ตลอดทั้งหมดทุกทวาร ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จึงได้เหตุผลตรงกัน และได้มอบตัวเป็นศิษย์ท่านทันที
ขั้นแรก พระอาจารย์สอนให้ทำความเข้าใจใน รูปนาม อันเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ตลอดทั่วทั้ง 6 ทวารดังกล่าวแล้วโดยไม่ต้องทำสมาธิก่อน เพราะขณิกสมาธิจะมีมาเอง เรียนอารมณ์รูปนามอยู่ 7 วัน จึงได้เริ่มเข้าปฏิบัติ โดยพระอาจารย์วิลาสะเป็นผู้กำกับตรวจสอบ ประมาณปีเศษ ประสบผลสำเร็จดีกว่าบรรดาศิษย์ทั้งปวง จึงได้เรียนพระอภิธรรมจากพระอาจารย์ต่อไปอีกหลายปี โดยมี คุณหลวงประพันธ์ พัทธนาการ เป็นล่ามภาษาพม่าคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดมา นับว่าได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ รูปนี้อย่างดีเลิศทั้งหมด จนพระอาจารย์ขอร้องให้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์วิปัสสนา และสอนพระอภิธรรมแทนท่าน
พุทธศักราช 2487 หลังจากที่ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ได้รับมรดกธรรมของพระพุทธเจ้าจากพระอาจารย์วิลาสะแล้ว ได้จัดตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วัดสามพระยา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สำนักนาฬิกาวัน อยุธยา, วัดป่าธรรมโสภณ ลพบุรี ได้เดินทางไปอบรมสอนวิปัสสนา และสนับสนุนการตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนาในจังหวัดต่างๆ รวมถึง 41 จังหวัด และยังเดินทางไปสอนวิปัสสนา ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว
พุทธศักราช 2496 ได้ย้ายการบรรยายอภิธรรมมาที่หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งจุคนได้ห้าถึงหกร้อยคน มีผู้เข้าฟังแน่นทุกครั้ง รัฐบาลก็ให้ความสนับสนุนให้ค่าใช้จ่ายจนสภาวัฒนธรรมถูกยกเลิกไป จึงมาเปิดการศึกษาพระอภิธรรม และเป็นอาจารย์สอนประจำ ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเวลา 10 ปี ได้บันทึกหัวข้อพระอภิธรรมขึ้นประกอบการสอน ที่พุทธสมาคมฯ ไว้ตั้งแต่ปริจเฉทที่ 1-9 รวม 14 เล่ม และพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจากคำสอน และการแสดงปาฐกถาธรรมอีกมากมายหลายเล่ม นับเป็นหนังสือคำสอนพระอภิธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐานเล่มแรกของประเทศไทย ที่ยังไม่เคยมีใครจัดทำมาก่อน
พุทธศักราช 2506 ได้จัดตั้งสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา และสมาคมสังคมสงเคราะห์ทางจิต ที่วัด สระเกศราชวรวิหาร และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทั้งสองแห่ง จนถึงมรณะ ระหว่างนั้นท่านยังคงเดินทางไปอบรมสั่งสอนที่สำนักวัดระฆัง วัดสระเกศ วัดพระเชตุพน สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย, สำนักปฏิบัติธรรมบุณยกัญจนาราม พัทยา ชลบุรี, สำนักนาฬิกาวัน, สำนักวิวัฏฏะ หัวหิน ประจวบ, สำนักวัดสบสวรรค์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วัดไทรยืด, วัดโพธิ์เอน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง, สำนักที่นครสวรรค์, วัดแจ้งนอก โคราช, วัดป่าธรรมโสภณ ลพบุรี, วัดปราสาททอง สุพรรณบุรี, สำนักสระบุรี ฯลฯ และยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะผู้แปลคำบาลี ที่จารึกในใบลานด้วยอักษรขอมได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าขณะนั้นสุขภาพจะทรุดโทรมลงมากแล้วก็ตาม
พุทธศักราช 2523 ในขณะที่ท่านอายุครบ 82 ปี คณะศิษย์ โดยการนำของ อาจารย์วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิขึ้น มีจุดหมายเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป โดยขออาศัยนามของท่านเป็นชื่อของมูลนิธิ แต่ท่านไม่ต้องการให้ใช้นามนี้ คณะศิษย์ให้เหตุผลว่า ใช้ชื่ออาจารย์ดูจะเป็นหลักฐานมั่นคงดี เพราะอาจารย์ทำงานให้พระพุทธศาสนามานานกว่า 45 ปีแล้ว ในที่สุดท่านบอกว่า
“เอา ชื่ออะไรไม่สำคัญ แต่ธุระการงานในพระศาสนาสำคัญกว่า”
ท่านได้กล่าวเตือนอยู่เสมอว่า “อย่าเอาธรรมะไปซื้อขายกันนะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราด้วยความบริสุทธิ์”



