xs
xsm
sm
md
lg

“พิภพ” เปรียบ “แม้ว” เหมือนฮิตเลอร์-การเมืองใหม่ดูเยอรมันเป็นบทเรียน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พิภพ ธงไชย
“พิภพ” เผยการเมืองใหม่ ดูเยอรมันเป็นบทเรียน เหตุ “แม้ว” เหมือน “ฮิตเลอร์” ชี้ต้องรื้อการเมืองเก่า-ปฏิวัติการศึกษา วางรากฐานยั่งยืน พร้อมเพิ่มอำนาจประชาชนกำกับ-ตรวจสอบนักการเมือง ฟ้องคดีทุจริตเอง ไม่กำหนดอายุความ ให้ ปชช.ร่วมจัดทำงบฯ ตั้งเงื่อนไขทำเมกะโปรเจกต์ต้องผ่านประชามติ แนะ 24 อธิการเพิ่มข้อ 5 หนุน นศ.ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ เรียนรู้การเมืองใหม่

 คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 27 ก.ย. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้แจ้งให้ทราบว่า ตามปกติที่ได้นัดกันไปเยี่ยมนักรบศรีวิชัยที่คลองเปรมทุกวันอังคารและพฤหัสฯ ในเวลา 10.00 น.นั้น เนื่องจากทางพันธมิตรฯ ไปเยี่ยมกันจำนวนมากพันธมิตรฯ คนหนึ่งจึงได้ติดต่อทางคลองเปรมเพื่อเปิดให้เยี่ยมเป็นพิเศษสำหรับพันธมิตรฯ ในเวลา 14.40 น. วันพฤหัสฯ นี้ด้วย ซึ่งนักรบศรีวิชัยที่ยังถูกคุมขังอยู่นี้หลายคนก็เริ่มเหงาเพราะคิดว่าจะได้รับประกันตัวตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่ก็ยังไม่ได้ เพราะถูกอำนาจรัฐกลั่นแกล้ง

นายพิภพ กล่าวต่อว่า เป็นลักษณะของการเมืองเก่าที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชน ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทีวีทุกช่องเสนอข่าวเหมือนกันหมด ประชาชนชาวนาชาวไร่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ถูกยิงตาย ขนาดพวกเราอยู่กลางเมืองหลวงยังถูกกลั่นแกล้ง ไม่ยอมให้ประกันตัว แกนนำก็ถูกตั้งข้อหากบฏ ทำให้เห็นถึงปัญหาสิทธิเสรีภาพ ยิ่งในรัฐบาลทักษิณมีคนตายเพราะต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ 19 คน ไม่รวมกรณีตากใบอีก 74 คน ตายเพราะปราบยาบ้าโดยไม่ต้องขึ้นศาล 2 พันกว่าคน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงที่สุด

**การเมืองใหม่ตั้งศาลสิทธิมนุษยชน

นายพิภพ กล่าวต่อว่า จากปัญหาดังกล่าว ที่ประชุมเรื่องการเมืองใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันเดียวกันนี้ จึงเห็นว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใหญ่มานานแล้ว เราจึงเสนอให้คนที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถฟ้องศาลสิทธิมนุษยชนได้ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนขึ้นมาใหม่ เป็นการเพิ่มขบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น

“เราพูดถึงว่า คนไทยต้องเป็นเจ้าของประเทศ และต้องเป็นเจ้าของจริงๆ โดยเป็นเจ้าของทรัพยากร เป็นเจ้าของป่าไม้ เมื่อก่อนเราเห็นคนลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเอาพื้นที่ไปทำเหมืองแร่ เราฟ้องเองไมได้ ต้องให้กรมป่าไม้ หรือให้มูลนิธิ แต่วันนี้ ในที่สัมมนาเราเห็นว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นถ้าเห็นการทุจริตคอร์รัปชันสามารถฟ้องได้เลย โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระ เพราะนี่คือการเมืองภาคประชาชน”

นายพิภพ กล่าวต่อว่า ประเด็นนี้มีคนถามนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ว่าเป็นการเสนอที่ล้ำหน้าเกินไปหรือไม่ ซึ่งนายสมเกียรติได้บอกว่า ให้ไปดูคำว่า “การเมืองใหม่” ซึ่งถ้าไม่ล้ำหน้า หรือยังเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องเสนอ

“เราสัมมนากัน 40 คน ไม่มีใครกลับเลยจนจบ เพราะเราต้องการร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ ที่เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดว่า เราจะสร้างกระแสการเมืองใหม่ได้ เดิมทีเราสู้เรื่องนักการเมืองทุจริต เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเราก็เหนื่อยมาก ว่าจะจัดการพรรคไทยรักไทย หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้หรือไม่ มาวันนี้ เรื่องการจัดการทักษิณ พรรคไทยรักไทย และการเมืองใหม่ กลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย นี่แหละเป็นผลจากการต่อสู้ด้วยความอดกลั้น ด้วยขันติธรรม ความดีงาม และความจริง จนวันนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยการทำความดีความงาม ซึ่งเรียกว่าธรรมะ”

**ดูบทเรียนเยอรมัน

นายพิภพ กล่าวถึงการประชุมเรื่องการเมืองใหม่อีกว่า ในที่ประชุมนั้นเริ่มต้นด้วนายณรงค์ โชควัฒนา นักวิชาการและนักธุรกิจอิสระ เล่าเรื่องเยอรมันให้ฟังสมัยฮิตเลอร์ที่เข้าสู่การเป็นผู้นำโดยการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เพราะปราศรัยเก่งมาก แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจก็ทำเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ คือย้ายคนออกไปหมด เอาพวกพ้องของตัวเองเข้าไปทุกจุดในเยอรมัน และใช้ความรุนแรง ฆ่าคนยิว 1 ล้านกว่าคน อ้างว่ายิวเป็นนายทุนสามานย์ แล้วก็นำประเทศสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และจุดจบของเขาคือฆ่าตัวตายในคุก พ.ต.ท.ทักษิณก็เลียนแบบ เข้าสู่การเมืองโดย ประชาธิปไตย ใช้ประชานิยมสะกดคนให้เลือก แต่จุดจบจะเหมือนกันคือติดคุก

ในเยอรมันนั้น ผลพวงจากฮิตเลอร์ เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เหตุการณ์ในประเทศยังมีความวุ่นวายต่อเพราะนาซีไม่ยอม กว่าจะสงบต้องใช้เวลา 2 ปี และประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรต้องครองเยอรมันอยู่ 4 ปี เมื่อสัมพันธมิตรถอนออกไป คนเยอรมันได้ตั้งสัจจะปฏิญาณไว้เลยว่า เยอรมันต้องไม่มีคนแบบฮิตเลอร์อีก เหมือนเมืองไทยเรา ถ้าเราสร้างการเมืองใหม่ ต้องไม่มีคนแบบ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมามีอำนาจอีก ไม่ใช่ว่าหมดทักษิณ 1 ก็มีทักษิณ 2 ทักษิณ 3 ไม่มีไทยรักไทยก็มีพลังประชาชน ไม่มีพลังประชาชนก็มีเพื่อไทย หากินกับประเทศนี้ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการเมืองใหม่เท่านั้นที่จะจัดการไม่ให้คนพวกนี้กลับมามีอำนาจอีก

นายพิภพ กล่าวต่อว่า เราต้องสร้างระบบการเมืองขึ้นมาใหม่ ให้มีการกระจายตัว ไม่กระจุกตัว ไม่ใช่มีแต่ ส.ส.หน้าเดิมมากินบ้านกินเมือง วันแล้ววันเล่า ปีแล้วเล่า ไม่จบสิ้นเสียที ต้องมีการเมืองใหม่ เลือกตัวแทนจากหลายสาขาอาชีพ มาหยุดยั้งการกินประเทศไทย ไม่ปล่อยให้นักการเมืองแบบเก่ากินประเทศอีกต่อไป

“เมื่อสร้างกลไกทางการเมืองแล้ว ต้องมีระบบตรวจสอบ ระบบเดิมอาจวางใจไม่ได้ สิ่งที่เราจะต่างเยอรมัน คือเราจะเพิ่มพลังการเมืองภาคประชาชนให้ตรวจสอบได้มากกว่าปกติ พลังของประชาชนและการเมืองของประชาชนเท่านั้นจึงจะยั่งยืนในการตรวจสอบและขจัดพรรคการเมืองไม่ให้กินบ้านกินเมือง”

**ให้ ปชช.ร่วมจัดทำงบฯ

นายพิภพ กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ มีการเสนอว่าคดีทุจริต ไม่ต้องกำหนดอายุความ คือให้ฟ้องได้ตลอดชีวิต และประชาชนยื่นฟ้องศาลได้เอง นอกจากนี้ การทำงบประมาณแผ่นดินต้องไม่ใช่ข้าราชการประจำกับนักการเมืองฮั้วกันทำโครงการใหญ่ๆ อีกต่อไป การทำงบประมาณนั้น ประชาชนต้องเข้าไปร่วมทำด้วย โครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดยักษ์ จะใช้มติ ครม. 20-30 คนอนุมัติไมได้ ต้องขอประชามติจากประชาชนก่อนเท่านั้น นี่คือการเมืองใหม่ ไม่ใช่ให้นักการเมืองเข้ามาแล้วคิดแต่จะทำโครงการยักษ์เพื่อหาเงิน

“การเมืองใหม่ ประชาชนจะเกาะติดการใช้งบประมาณ ดูแลงบประมาณ และอนุมัติงบประมาณด้วย ไม่ใช่ ส.ส.อนุมัติฝ่ายเดียว การเมืองในสภากับการเมืองภาคประชาชนต้องคู่ขนานกัน แม้จะเกิดการกระจายตัวในการเลือกตั้ง ส.ส. และกลุ่มอาชีพเข้าไป แต่เมื่อคนเหล่านี้เข้าไปแล้ว เมื่อไปสู่อำนาจ มีอำนาจมากขึ้น อาจเปลี่ยนแปลงทางจุดยืนได้ วิธีการกำกับคนเหล่านี้ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงจุดยืน เขาต้องถูกกำกับโดยการเมืองภาคประชาชน ตลอดเวลา”

**ย้ำล้มการเมืองเก่าก่อน

นายพิภพ กล่าวต่อว่า การเมืองใหม่ต้องทำทั้งปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันคือ ต้องเปลี่ยนการเมืองเก่าไปเป็นการเมืองใหม่ก่อน การทำการเมืองใหม่ ต้องล้มการเมืองเก่าให้ได้ นักการเมือเก่าที่ร่ำรวยจากธุรกิจการเมือง จะต้องถูกกฎหมายว่าด้วยการทุจริต กฎหมายภาษี ย้อนหลังไปเอาผิดได้ เพราะเงินส่วนใหญ่ที่อยู่ในกระเป๋านักการเมืองพวกนี้ ล้วนเป็นเงินของแผ่นดินทั้งสิ้น สังเกตจากคนพวกนี้ ก่อนเข้ามาเล่นการเมืองไม่มีอะไร แต่หลังจากได้ตำแหน่งก็มีเงินเป็นร้อยๆ ล้าน

ส่วนในอนาคตจะต้องวางพื้นฐานไม่ให้นักการเมืองเก่ากลับมาได้อีก เราต้องทำการเมืองใหม่ให้ยั่งยืน ซึ่งนายณรงค์ได้พูดเรื่องเยอรมันต่อว่า คนเยอรมันได้ตั้งคำถามว่าคนอย่างฮิตเลอร์ และพรรคนาซีต้องไม่กลับมาอีก ในไทยก็เช่นกัน พ.ต.ท.ทักษิณ และระบบทักษิณต้องไม่กลับมาอีก

**จุดอ่อนเยอรมัน

นายพิภพ กล่าวต่อว่า คนเยอรมันนั้นแม้จะเก่ง แต่ในอดีตนั้นเขามีจุดอ่อนที่ถูกฝึกให้ตามผู้นำ ไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง นอกจากแค่หย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนระบบการศึกษาก็สอนให้คนเป็นพลบ้าน คือเรียนจบออกมาก็มุ่งแต่ทำมาหากินโดยไม่สนใจการเมือง ในสมัยฮิตเลอร์ ประชาชนจึงถูกครอบงำ และพรรคการเมืองจึงไม่เป็นประชาธิปไตย สอนให้ตามผู้นำอย่างเดียว เหมือนพรรคการเมืองในไทยที่ต้องตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ตามนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งเมื่อภายในพรรคไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วจะสร้างประชาธิปไตยให้สังคมได้อย่างไร

นายพิภพ กล่าวว่า ในเยอรมันได้แก้ปัญหานี้ด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องตั้งมูลนิธิ และไปให้การศึกษากับประชาชนเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งบ้านเรายังไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนนอกจากทำเพ่อหาเสียงเท่านั้น ส่วนระบบการศึกษาของเยอรมัน ได้รื้อใหม่ โดยวางเป้าหมายว่าเด็กที่จบมัธยม ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย จะต้องกระตือรื้อร้นทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง เหมือนพวกเราตอนนี้ ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง และไม่ได้คิดจะเป็น แต่ก็พร้อมที่จะเล่นการเมือง นั่นคือการเมืองภาคประชาชน

เท่ากับว่าคนเยอรมันได้ทำการเมืองใหม่ โดยให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย ขณะที่รัฐก็จัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายให้เด็กที่จบออกมามีสำนึกทางการเมือง เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น หลังจากนั้นแม้พรรคนาซีจะพยายามฟื้นขึ้นมา แต่เนื่องจากการจัดการของรัฐบาลเยอรมันที่ให้ประชาชนมีสำนึกสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย พรรคนาซีจึงกำเนิดใหม่ไม่ได้ ในไทยก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณฟื้น เราต้องต้องปฏิรูปทั้งการเมืองและปฏิรูปการศึกษาด้วย

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเยอรมันทำ คือ การให้คนเยอรมันมีเศรษฐกิจดีถ้วนหน้า ทำคนจนให้เป็นคนชั้นกลางที่มีอาชีพ สร้างงาน มีรายได้ที่เป็นธรรม ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง และถูกฝึกให้เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพ เยอรมันจึงกลายเป็นตัวอย่างของประเทศทั่วโลก ในการพัฒนาประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ

**แนะ 24 อธิการปิดมหาลัยให้ นศ.ร่วมชุมนุม

นายพิภพ กล่าวอีกว่า สังคมไทยปัจจุบันไม่ใช่มีแต่การเมืองเก่าเท่านั้น การศึกษาก็เก่า เด็กถูกห้ามไม่ให้มาชุมนุม เพราะฉะนั้นเด็กที่เติบโตออกไปก็จะไม่เอาไหนทางการเมือง นี่คือระบบการศึกษาที่ล้าหลัง ให้คนเรียนรู้สิ่งที่ไม่เป็นความจริงของสังคม ขณะที่คนเรือนล้านหรือสิบล้านกำลังต่อสู้เรื่องการทุจริตและสร้างการเมืองใหม่ ครู อาจารย์ ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกลับไม่กระตุ้นนักเรียนนักศึกษาให้ออกมาเรียนรู้ทางการเมือง

นายพิภพ กล่าวว่า ถึงแม้คำประกาศของอธิการบดีหลายมหาวิทยาลัยสนับสนุนการเมืองใหม่ โดยออกแถลงการณ์เงื่อนไข 4 ข้อ ซึ่งถ้าจะให้ดีควรจะมีข้อที่ 5 คืออธิการบดีควรประกาศว่าจะปิดมหาวิทยาลัยให้นักศึกษามาร่วมชุมนุมเพื่อสร้างการเมืองใหม่ โดยเฉพาะเมื่อสอบเสร็จควรปิดมหาวิทยาลัยเลย เพราะในห้องเรียนมีอะไร ในเมื่อความรู้คือการเรียนจากการต่อสู้

“ผมมีเพื่อนเป็นอธิการบดีหลายคน แต่ความคิดที่เชื่อมการเมืองกับนักศึกษาไม่มีเลย การศึกษาเราปิดกั้นไม่ให้เยาวชนแสดงความเห็น ดังนั้นเราต้องปฏิวัติการศึกษาด้วย ไม่ใช่เรียนเอาความรู้อย่างเดียว ต้องเรียนความจริงทางสังคม ซึ่งถ้าไม่มาทำเนียบแล้วจะไปไหน

อธิการบดีต้องไม่ให้มหาวิทยาลัยหลุดโลก หนีออกจากความจริงทางสังคม แล้วก็โทษเด็กว่าไม่สนใจสังคม แล้วตัวเขาสนับสนุนให้นักศึกษาสนใจสังคมแค่ไหน แค่เขียนข้อเรียกร้องข้อ 5 เข้าไปแค่นี้ ทำไมเขียนไม่ได้

ส่วนข้อ 2 ที่อธิการบดีบอกว่า ให้สนับสนุนภาคประชาชนให้เข้มแข็งและมีอำนาจมากขึ้น ก็อยากถามว่า ถ้าจะสนับสนุนภาคประชาชน ต้องสนับสนุนให้มาทำเนียบ และไม่ตั้งคำถามกับเยาวชนที่มา ซึ่งความจริงแล้วพลังนักศึกษาที่ว่าหายไปนั้น ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกครูที่ไม่เอาไหนปิดกั้นต่างหาก ในยุคก่อน 14 ตุลา การศึกษาก็ไม่ได้สอนให้รู้จักคนจน นักศึกษาต้องขวนขวายออกค่ายพัฒนาชนบท ไปสัมผัสชีวิตคนจนจริงๆ และเมื่อจบออกมาก็ไปทำงานในชนบท นี่คือการศึกษาที่เข้าถึงสังคม”

**บรรจุวาระดูแลคนจน

นายพิภพ กล่าวในตอนท้ายว่า โดยสรุปการเมืองใหม่จะทำหลายเรื่อง ซึ่งวันนี้มีตัวแทนชาวนา คนในชนบทมาร่วมสัมมนาด้วย และขอใส่วาระการกระจายรายได้ การดูแลคนจน เรื่องที่ดินทำมาหากิน นอกจากนั้นยังมีเรื่องชนชั้นกลางในเมืองที่มีรายได้น้อย จะซื้อที่อยู่อาศัย 14-15 ตารางวา ต้องผ่อนไปตลอดอายุ ทั้งที่ประเทศไทยมีที่ดินถึง 320 ล้านไร่ การเมืองใหม่ต้องมีการจัดสรรที่อยู่อาศัยเป็นพื้นฐานปัจจัยสี่ให้ด้วย

“การเมืองใหม่จะพูดเรื่องปากท้องมากขึ้นว่าจะทำอย่างไรกับเกษตรกร ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นของต่างชาติ ซึ่งตอนนี้นายทุนอาหรับกำลังกว้านซื้อทรัพย์สินทั่วโลก การเมืองใหม่ ไม่ใช่เรื่องการเมืองในสภา หรือการเมืองภาคประชาชนเท่านั้น แต่จะเป็นการเมืองเรื่องปากท้องด้วย” นายพิภพกล่าว