xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

อารยธรรมไทย: จากเรียนรู้ สู่สังเคราะห์และสร้างสรรค์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รมต. กระทรวง อว. ปี 2563-66
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา


มองประวัติศาสตร์ด้วยความเข้าใจตรวจดู “เชื้อแถว " ในทางประวัติศาสตร์” ของความเป็นไทยอย่างปราศจากอคติแบบชาตินิยมสุดขั้ว เราจะพบความจริงอันน่าพิศวงว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวของเรานั้นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งศิลปวัฒน ธรรมและสายเลือดที่ผสมผสานกันผ่านการแต่งงานกันและการเปลี่ยนผ่านทางภาษาของชาติพันธุ์เดิมต่างๆ มาเป็นไทยในภายหลัง ทั้งยังสะท้อนผ่านพันธุกรรมที่มีทั้งร่องรอยของมอญ เขมร ผู้คนทางตอนใต้ของจีน สิงหล ทมิฬ และมลายู ชนิดที่เรียกว่าแยกไม่ออก ล้างไม่หมด และปฏิเสธไม่ลง

กระนั้น คนไทยเราก็มิได้กังวลใจ หากจะมีใครทักว่าเราหยิบยืมระบบเทวราชามาจากเขมร หรือรับเอาคัมภีร์และตัวอักษรมาจากเขมร-มอญ เพราะไม่มีอารยธรรมใดในโลกนี้ที่เติบโตขึ้นจากความว่างเปล่า ทุกชาติทุกภาษาล้วนผ่านการยืมและการรับกันมาทั้งสิ้น สำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใครหยิบยืมของผู้อื่นมาแล้วรู้จัก "ต่อยอด" จนงอกงามกลายเป็นของตนเองอย่างแนบเนียน

1. เมื่ออารยธรรมมอญและเขมรคือ "ครูผู้ให้วิชา" มาก่อน

หากย้อนกลับไปในวันที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นกลุ่มคนที่ตั้งถิ่น ฐานตามลุ่มน้ำต่างๆ ใครคือผู้เข้ามาวางรากฐานอันเป็นปฐม?

* วัฒนธรรมมอญ (ทวารวดี): ทำหน้าที่เป็นผู้จุดคบเพลิงทางจิตวิญญาณมาให้ นำพระพุทธศาสนาเถร วาท ตัวอักษรโบราณ และภูมิปัญญาริมน้ำมาฝังรากลึก ก่อนจะส่งต่อรากฐานทางปัญญาให้ผู้คนในลุ่มน้ำได้ยึดเหนี่ยว

* อารยธรรมเขมร (เมืองพระนคร): ทำหน้าที่เป็นมหาอำนาจผู้เข้ามาวางระเบียบ "รัฐศาสตร์และราชสำนัก" ถ่ายทอดระบบสมมติเทพ (Devaraja), พิธีกรรมพราหมณ์อันขรึมขลัง โครงสร้างการปกครอง และสถา ปัตยกรรมหินทรายอันยิ่งใหญ่

ในยุคโน้น บรรพบุรุษสยามไม่ได้มีความลังเลสงสัยใดๆ ท่านเร่งเรียนรู้วิชาการปกครอง กฎหมาย และพิธีกรรมจากมอญและเขมรในฐานะ "ครู" แล้วนำกลับมาเคี่ยวมาย่อยสลาย และปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

2. ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์: เมื่อศิษย์ก้าวล้ำ และผู้สร้างกลายเป็นผู้รับ

ที่น่าสนใจคือ วิถีของประวัติศาสตร์มักมีความยอกย้อนในตัวเอง เมื่ออยุธยาตั้งมั่นและแผ่ขยายอำนาจจนกลายเป็นจักรวรรดิที่ทรงพลัง เกมแห่งอำ นาจและอารยธรรมก็พลิกผันไปอย่างคาดไม่ถึง:

* เมื่อเมืองพระนครของขอมหรือเขมรเสื่อมอำนาจลง ราชสำนักเขมรในยุคหลังต้องหันมาพึ่งอำนาจทางการเมือง พร้อมทั้งรับเอาภาษากฎหมาย วรรณคดี พิธีกรรมและพิธีการอยุธยาไหลกลับเอาไปใช้ในพนมเปญ จนกระทั่งเราก็กลายเป็นครูของมอญและเขมรคืนบ้างในเวลาต่อมา

* ขณะเดียวกัน เมื่อชาวมอญต้องเผชิญกับภัยสงครามและอพยพเข้ามาพึ่งพระ บรมโพธิสมภารในดินแดนสยาม พวกเขาก็นำความเชี่ยวชาญทั้งด้านการรบและงานช่างมาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับสังคมไทย จนกลายเป็นสายเลือดเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

นี่คือความแยบคายของกาลเวลา เราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ หากแต่เป็น "ผู้รับช่วงต่อที่รู้จักพัฒนาจนเหนือกว่าต้นฉบับ" เส้นแบ่งแยกระหว่างของเดิมกับของใหม่ถูกหลอมกลืนเป็นสิ่งเดียวกัน

3. การผสมผสานทางสายเลือด-ชาติพันธุ์: หลอมรวมเป็นไทยไปด้วยกัน

ความพิเศษที่แท้จริงของสยามไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับเอาตำราหรือวัฒนธรรมภาย นอกเข้ามาใช้ หากแต่อยู่ที่ เรารับผู้คนมาก มายจากหลากหลายชาติพันธุ์และถิ่นฐาน ให้เข้ามาอยู่อาศัย ร่วมสร้างครอบครัว และผสมผเสทางสายเลือดกันอย่างลึกซึ้ง

ผู้คนต่างภาษาและต่างถิ่นที่หลั่งไหลเข้ามาหาได้ถูกปฏิบัติเป็นคนนอก หากแต่ได้เข้ามาใช้ชีวิต ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ และเกี่ยวดองเป็นญาติมิตร ร่องรอยของเลือดเนื้อเชื้อไขเหล่านั้นจึงถูกสานถักเข้ากับวิถีดั้งเดิม จนกระทั่งผู้คนต่างกลุ่มต่างเหล่าค่อยๆ หลอมรวมกลายมาเป็น "คนไทย" หรือ "ชาวสยาม" ร่วมกันในที่สุด

4. การชำระและเติมเต็ม: เมื่อเรารับ "ลังกาวงศ์" เพื่อยกระดับเถรวาท

ในมิติทางจิตวิญญาณ บรรพบุรุษไทยมีความยืดหยุ่นและเด็ดเดี่ยวในการแสวงหาความจริงอันบริสุทธิ์:

แม้พระพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนแถบนี้จะมีรากฐานดั้งเดิมที่รับผ่านทางมอญมาตั้งแต่ยุคทวารวดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เราก็ "ส่งพระสงฆ์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปสืบพระศาสนาและบวชเรียนตรงจากเกาะลังกา พร้อมทั้งอัญเชิญพระไตรปิฎกภาษาบาลีที่ชำระแล้วจากลังกากลับเอามาใช้ด้วย

เรามิได้ติดยึดแต่ฉบับมอญเท่านั้น"

การรับพุทธศาสนาลังกาวงศ์จึงมิใช่การละทิ้งของเดิม หากแต่เป็นการ "ชำระ สะสาง และเติมเต็ม" เถรวาทสายเดิมให้มีความบริสุทธิ์ แม่นยำในพระวินัย จนกลายเป็นกระดูกสันหลังในทางศีลธรรมของเรา

5. ยกระดับพราหมณ์ -สันสกฤต ผ่านการสอบทานกับเจ้าของความคิดเดิมและได้ออกแบบสถาบันมาเอง

ในมิติของพราหมณ์ -ฮินดู สยามก็หาได้หยุดนิ่งอยู่เพียงมรดกที่รับต่อมาจากขอมหรือเขมรยุคโบราณ หากแต่รู้จักวิธีการ "สอบทานกับเจ้าของความคิดเดิมโดยตรง" เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอย่างถ่องแท้:

* ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ราชสำนักสยามมีการเดินเรือค้าขายและติดต่อกับ "อินเดียใต้" (โดยเฉพาะชายฝั่งโคโรแมนเดลและรัฐทมิฬนาดู) ผ่านเส้นทางข้ามมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง

* การติดต่อโดยตรงนี้ทำให้สามารถ "ปรับ ปรุง ตรวจสอบ และยกระดับ" ทั้งคัมภีร์กฎ หมาย (พระมนูธรรม ศาสตร์) ตำราพระ เวท ภาษาสันสกฤต โหรา ศาสตร์ ดารา ศาสตร์ และพิธีกรรมพราหมณ์ (เช่น พิธีตรียัมปวาย และบทสวดสายไศวนิกาย แบบทมิฬโบราณ) จากแหล่งต้นตำรับได้อย่างแม่นยำ

* ยิ่งไปกว่านั้น การเชิญพราหมณ์ผู้รู้จริงจากอินเดียใต้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนัก ยังทำให้องค์ความรู้พราหมณ์ของสยามมีความแม่นยำ ทันกาล และสอดคล้องกับแก่นแท้ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ตำราโบราณที่อาจเลือนรางไปตามกาลเวลา

6. ศิลปะแห่งการแปลงสาร: เมื่อรับสิ่งใดเข้ามา ก็ต้อง "ทำให้ออกมาเป็นไทย"

ความสามารถอันเป็นเอกอุและเป็นเกราะคุ้มกันทางวัฒนธรรมที่สยามรักษาไว้เสมอมา หาใช่การรับเอาอารย ธรรมภายนอกเข้ามาแบบลอกเลียนง่ายๆ หากแต่มี "พรสวรรค์ในการแปลงสรรพสิ่งให้ดูเป็นไทยได้อย่างแนบเนียน"

ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตย กรรม ศาสนา วรรณ กรรม ดนตรี หรือพิธีกรรมที่รับมาจากอินเดีย ลังกา ขอม จีน เปอร์เซีย หรือตะวันตก สยามล้วน "ย่อยสลาย ขัดเกลา และปรุงแต่งใหม่" ด้วยรสนิยม จังหวะจะโคน และจิตวิญญาณพื้นถิ่น จนสิ่งแปลกปลอมสูญสภาพความเป็นของ "ต่างชาติ" แล้วกลายเป็นเนื้อเดียวกับความนุ่มนวล ลึกซึ้ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไทย กระบวนการนี้ทำให้สิ่งที่เราหยิบยืมมาเกิดชีวิตชีวาใหม่ จนกระทั่งของเดิมแทบจะจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ กลายเป็นความงดงามใหม่ที่เป็นของร่วมกันของผู้คนหลายพ่อหลายแม่ในสังคม

บทสรุป: ความงดงามอารยธรรมลูกผสม

การยอมรับว่าในเนื้อตัวของเรามีทั้งพันธุ กรรมและสายเลือดทางสังคมที่ผสมผสานกันผ่านการแต่งงานและการเปลี่ยนภาษา ไม่ว่าจะเป็นแบบมอญ เขมร ผู้คนทางตอนใต้ของจีน สิงหล ทมิฬ และมลายู พร้อมทั้งมีการยกระดับเถรวาทผ่านลังกาด้วยการอัญเชิญพระไตรปิฎกบาลีที่ชำระแล้วกลับมา ไม่ติดยึดแต่เพียงฉบับมอญ การยกระดับพราหมณ์ ภาษาสันสกฤต และมนูธรรม ศาสตร์ผ่านการสอบทานกับเจ้าของความคิดและสถาบันเดิม โดยตรง แถมยังมีกลิ่นอายแบบเปอร์เซีย ทั้งมีรสชาติแบบจีน และมีระบบคิดแบบตะวันตก หาใช่เรื่องน่ากังวลหรือน่าอับอายอย่างใด

ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้คือ "เครื่องยืนยันว่าสยาม-ไทยคืออารย ธรรมสังเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในเอเขียและในโลก เราไม่ได้เติบโตมาจากการปิดกั้นหรือความบริสุทธิ์แบบโดดเดี่ยว แต่เราคือผู้ร้อยเรียงทั้งผู้คน สายเลือด และภูมิปัญญาของโลกเข้ามาหลอมไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งได้แปลงสารให้กลมกลืน จนกลายเป็น "ความเป็นไทย" ที่มีเอกลักษณ์อันลึกซึ้ง แต่ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวเผชิญหน้ากับทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม