เอนก เหล่าธรรมทัศน์
อดีตรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา
เรากำลังอยู่ในยุคที่อนาคตถูกบีบอัดให้มาถึงเร็วปานแสง ด้วยฤทธาของอัลกอริทึม เสียงกัมปนาทจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกให้เราละทิ้งปัจจุบัน และลืมเลือนอดีตเสีย ทว่า ความย้อนแย้งอันน่าพิศวงกลับปรากฏตัวขึ้น: ยิ่งวิ่งไปสู่อนาคตที่เราเองยังไม่รู้ความหมาย รู้แต่เพียงความรวดเร็วทันใจของมัน เห็นและใช้สินค้าและบริการที่ล้นเกินของมัน และเต็มไปด้วยความกังวลว่า เอไอ หรือ โรบอท จะมาช่วย หริอมาแทนที่ หรือมาควบคุมเรากันแน่ มากเท่าไหร่ คิดว่ามากแต่ก็หวังว่าจะคุมเราไม่ได้ เช่นนี้แล้วโลกใบนี้ก็ยิ่งสับสน วุ่นวายและชวนให้หลงทางยิ่ง
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เอง ประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่ "ต้องการ" อย่างยิ่งยวด ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วจนเราแทบไม่มีเวลาไตร่ตรองและเข้าใจในสิ่งใหม่ ทำไม? ก็เพราะประวัติศาสตร์คือวิชาแห่งการ "คิดช้าแต่ลึก" เป็นกระบวนการถอดทั้งนัยยะและถอดทั้งความหมายอย่างลึกซึ้ง มันเป็นมากกว่าการตอบโต้ หรือการตอบรับอย่างฉาบฉวยโดยปราศ จากการไตร่ตรองหรือยั้งคิด
ลองพิจารณาประเทศ จีน อารยธรรมที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของโลกในเวลานี้ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และระบบดิจิทัลที่ทัดเทียมหรือล้ำหน้าโลกตะวันตกและญี่ปุ่นเสียอีก แต่สิ่งทรงพลังที่สุดของเขาในยุคที่ล้ำสมัย คือเขากลับให้ความสำคัญ "ประวัติ ศาสตร์" ควบคู่ไปกับ "อนาคตวิทยา" สองอย่างนี้เท่าเทียมกัน พวกเขาไม่เคยเชื่อว่าอดีตจบลงไปแล้ว หรือเทคโนโลยีจะมาทด แทนรากเหง้าได้ ตรงกันข้าม ผู้นำและปัญ ญาชนของจีนมีความสามารถในการ "เข้าใจปัจจุบันและอนาคตยิ่งขึ้นด้วยประวัติศาสตร์ที่ตีความใหม่เพื่อให้อธิ บายเหตุการณ์หรือยุคสมัยใหม่" ได้ ทั้งนำเอา "บทเรียน" และ "ภูมิ ปัญญา" ของบรรพชนมาหลอมรวมเป็นยุทธ ศาสตร์ระยะยาว ใช้อดีตมาเป็น"เข็มทิศ"
นำทางความเจริญของชาติ ต่างจากพวกโลกตะวันตกส่วนใหญ่ที่มักมองผ่านแต่แผนระยะสั้นหรืยุทธวิธีเฉพาะหน้าและบ่อยครั้งจะตัดขาดจากรากเหง้า
1. ธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน
ท่ามกลางกระแสธารแห่งนวัตกรรม ความจริงอันเรียบง่ายคือ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเพียงใด แต่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ความโลภ ความต้องการอำนาจ ความหวาดระแวง และความเห็นแก่ตัว ยังคงทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสังคมเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแรงจูงใจเบื้องหลัง แต่มันเพียงช่วยติดสปีดให้เร็วขึ้นอีก แรงเหล่านั้นสร้างคุณประโยชน์หรือทำลายล้างได้เป็นทวีคูณ คนที่มองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องล้าสมัย จึงไม่ต่างจากผู้ขับรถด้วยความเร็วสูงโดยไม่ยอมเหลือบดูร่องรอยเส้นทางที่ผ่านมา คิดแต่ว่าถนนเบื้องหน้ามีแต่ทางตรง จนกระทั่งพลาดพลั้งตกลงไปในหลุมพรางเดิมๆ ที่คนเราเคยเผชิญมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
2. บทเรียนจากประวัติ ศาสตร์ไทย:
ประวัติศาสตร์ไม่ได้สำคัญกับจีนเท่านั้น กับไทยก็เช่นกัน
โลกาภิวัฒน์มาแล้วนับพันปี ไทยที่เป็น "นักผสมผเส" และ "ไผ่ลู่ลม" ตัวยง
มองผ่านเลนส์ "ประวัติ ศาสตร์ไทย" เราจะพบความจริงอันอบอุ่นใจว่า สังคมไทยไม่ได้เพิ่งเผชิญความเปลี่ยน แปลงระดับโลกเป็นครั้งแรก ตรงกันข้าม เราเปิดรับกระแสโลกา ภิวัฒน์มานับพันปีก่อนจะมีล้านนา มีอยุธยา หรือมีสุโขทัยเสียอีก
หากมองย้อนลึกลงไป อีก สุวรรณภูมิ ทวารวดี และศรีวิชัย บรรพชนของสยาม ต่างก็ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้เพราะโลกาภิวัฒน์และการค้าโลกโบราณระหว่างเอเชียกับยุโรป และการค้าที่เชื่อมร้อยเปอร์เซีย อินเดีย และจีนเข้าไว้ด้วยกัน บนรากฐานอันงดงามของการที่ไทยหรือสยามนั้นเป็น "นักผสมผเส" ทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมที่หลอมรวมความหลากหลายเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อต่อยอดความเจริญโดยไม่ตัองสูญเสียแก่นแท้
นอกจากนี้ ศูนย์กลางอำนาจของเรา --คือราชธานี--ยังตั้งอยู่ใกล้ทะเลมามากกว่าหกร้อยปีต่อเนื่อง เมืองหลวงก็ทำหน้าที่เมืองท่าและเมืองค้านานา ชาติไปด้วย ราชธานีเราทอดสายตามองไปสู่อ่าวไทย ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมร้อยการค้าและการทูตกับโลกกว้างอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความร่มเย็นจากสถาบันหลักของชาติ—ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์—ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิต ใจ และนำพาประเทศพ้นภัยพิบัติด้วยความยืดหยุ่น มาตลอด
บทพิสูจน์ความสำเร็จนี้ชัดเจนที่สุดในการรอดพ้นจาก "โค้งอัน ตราย" ครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโค้งมรณะแห่งการล่าอาณานิคมที่ไทยรอดมาได้ด้วยศิลปะการทูตและการปฏิรูป รวมถึงสงคราม โลกและสงครามเย็นที่ไทยใช้วิถีแบบ "ไผ่ลู่ลม" ความจริง บางครั้ง ลมยังไม่ทันจะพัดแรง เลย เราก็หยั่งรู้และตัด สินใจลู่ก่อนลมแรงจะพัดมาปะทะเราเสียอีก ด้วยยุทธศาสตร์ต่างประเทศ ที่สมดุล ประคับประคองบ้านเมืองให้พ้นจากการถูกยึดครองหรือทำลายล้างมาได้อย่างสง่างาม
3. เวลาอันยาวนานและวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล และความรับผิดชอบต่ออนุชน
การศึกษาและถอดนัยยะจากอดีตช่วยปลดปล่อยเราจากพันธนา การของปัญหาเฉพาะหน้า นำปัญญาบรรพชนมา "เสริมสมองและเสริมปัญญา" มองเห็นเส้นเวลาที่ย้อนกลับไปนานนับร้อยนับพันปี (Long-term Perspective) สำนึกทางประวัติศาสตร์นี้หล่อหลอมให้เรามีสำนึกในความเป็นรัฐและชาติที่มีความยั่ง ยืน เป็นประชาคมที่พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น การซึม ซับประวัติศาสตร์ยังยกระดับจิตวิญญาณของเราให้คิดถึงภาร กิจขององค์ กรและบ้านเมือง ด้วยมุมมองที่ลึกซึ้ง กว้างไกล และมีความรับผิดชอบต่อมันอย่างสูง เกิดความรักและผูกพันในชาติ และแผ่นดินของตน ทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เรานั้นไม่ได้เป็นมนุษย์กลุ่มสุดท้ายในประเทศนี้ หากแต่เรายังมี "อนุชนคนรุ่นหลัง" ที่ต้องคอยห่วง ใย คอยกังวล และคอยเตรียมการ-- เตรียมบ้านเมือง และเตรียมโลก--ที่มั่นคงปลอดภัย—ไว้ให้แก่พวกเขาก่อนที่เราจะจากไป
บทสรุป;
มนุษย์เรามักหลงใหลหรือตื่นตะลึงกับแสงสว่างเบื้องหน้า ที่ฉายภาพอนาคตอันตระการตา เปลี่ยนแปลงแทบจะไร้ขีดจำกัด และช่างเต็มไปด้วยนวัตกรรมอันชวนตื่นตาตื่นใจ จนบางครั้งเราเผลอละเลยและหลงลืมไปว่า บทเรียนร้ายแรงที่สุดในประวัติ ศาสตร์และชีวิตจริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเส้นทางข้างหน้าสว่างหรือมืดมน เท่ากับที่เกิดจากการที่เราละเลยไม่กลับไปพินิจพิจารณาร่องรอยแห่งอารยธรรมเดิมและบทเรียนที่บรรพชนได้มอบไว้ในเบื้องก่อน เพื่อสำรวจว่าเรากำลังเดินหลุดออกนอกเส้นทางหรือพลาดพลั้งซ้ำรอยอดีตอันเจ็บปวดหรือไม่
อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่เคยถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า แต่มันถูกทอถูกผูก ถูก ขยายความ และต่อ ยอดจากหยาดเหงื่อ รอยแผลเป็น และภูมิปัญญาของอดีตเสมอ การโอบกอดรากเหง้าของตนเองจึงเป็นการติดอาวุธทางปัญญา หรือ ทางจิตวิญญาณ เพื่อให้พวกเราในฐานะลูกหลาน ก้าวเดินไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงในโลกที่ "ราวกับใหม่" เต็มประดา


