xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

ตะวันตกปิดทะเลเรา: สยามจำต้องปรับความคิดและยุทธศาสตร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา


เมื่อม่านประวัติศาสตร์แห่งยุคการล่าอาณา นิคมมาถึงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โลกแห่งการเดินเรืออันเสรีและกว้างใหญ่ไพศาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มาถึงจุดพลิกผันครั้งประวัติศาสตร์ น่านน้ำที่บรรพบุรุษของเราเคยใช้เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการค้าขาย เดินทาง และหลอมรวมวัฒนธรรม ถูกปิดตายอย่างเบ็ด เสร็จด้วยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่จากโลกตะวันตก นั่นคือ "เรือรบเหล็กขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ" (Ironclads & Gunboats) และปืนใหญ่ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

นี่คือจุดเริ่มต้นของความจริงอันเจ็บปวดและยอกย้อน: ในวันที่ชาติตะวันตกครองทะเล ทะเลไม่ได้เป็นสะพานเชื่อมความมั่งคั่งอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น "คมดาบที่จ่อคอหอย" และบีบบังคับให้ประเทศในอุษาคเนย์ต้องสูญเสียเอกราชไปทีละชาติสองชาติ

1. ยุทธศาสตร์เหล็กและไฟ: เมื่อตะวันตกกวาดล้างน่านน้ำจนเกลี้ยง

ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีทำให้เรือเหล็กติดกลไฟของอังกฤษและฝรั่งเศสไม่ต้องพึ่งพาทิศทางลมมรสุม พวกมันสามารถทวนลม แล่นฝ่าพายุ และยิงถล่มเมืองท่าริมฝั่งได้อย่างแม่นยำ สองชาตินี้จึงใช้กำลังทางเรือเข้ายึดกุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ:
* การยึดจุดคอขวด
ปากแม่น้ำ เกาะ และหาดทราย (Chokepoints & Coastal Territories): ตั้งแต่สิงคโปร์ มะละ กา ไปจนถึงเวียดนาม กัมพูชา และพม่า ทุกช่องแคบ ปากแม่น้ำ เกาะแก่ง และหาดทรายชายฝั่ง ถูกล็อกด้วยปืนเรือเหล็กอย่างเป็นระบบ

* ความล่มสลายของกองเรือพื้นเมือง: อาณาจักรและเมืองท่าทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกทำลาย ปลดอาวุธ หรือถูกยุบเลิกราบคาบ

* ความยอกย้อนที่น่าสะเทือนใจ: ทะเลและมหาสมุทรที่เคยเป็นของชนพื้นเมืองร้อยแปดชาติพันธุ์ กลายเป็น "ทะเลปิด" ที่มีแต่เรือปืนและธงชาติอังกฤษกับฝรั่งเศสโบกสะบัดแต่เพียงผู้เดียว

ในขณะที่มหาอำนาจยุโรปแบ่งปันพื้นที่และเมืองท่ากันอย่างเป็นกิจลักษณะ (อังกฤษคุมฝั่งตะวันตกและมลายู ฝรั่งเศสคุมอินโดจีนทางตะวันออก) มีเพียง สยาม เท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่ตรงกลางในฐานะ "รัฐกันชน" และเป็นชาติเดียวในอุษาคเนย์ที่ยังเหลือเรือรบและกองทัพเรือของตนเองรอดพ้นจากการถูกกวาดล้าง

2. ความยอกย้อนทางจิตวิทยา: เมื่อคนไทยเลิกมองทะเลเป็นโอกาส มองเป็น "ภัยคุกคาม"แทน

ชัยชนะของเรือรบเหล็กตะวันตกไม่ได้ทำลายแค่อธิปไตยทางน้ำ แต่มันสร้าง "ความพลิกผันทางจิตวิทยาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย" ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักคิด:

* จากสะพานเชื่อมโลก สู่ประตูมรณะ: ถ้าบรรพบุรุษของเราในยุคโจฬะ จันทรภานุ หรือเจิ้งเหอ มองทะเลว่าเป็นลู่ทางแห่งความร่ำรวยและโอกาส คนไทยในยุคจักรวรรดิ นิยมกลับมองเห็นทะเลและสมุทรเป็น "ภัยคุกคามอันน่ากลัว" ที่นำพาเรือรบฝรั่งมาประชิดพระนคร ความหวาดกลัวนี้ทำให้ทัศนคติของชาติเปลี่ยนไปอย่างถอนรากถอนโคน

* การถอนตัวจากการออกสู่ทะเล: สยามเลิกคิดเรื่องการเป็นเจ้าแห่งกองเรือและการค้าข้ามสมุทร หันหลังให้ทะเล แล้วถอยร่นกลับมาตั้งรับภายในแผ่นดิน

* กองเรือที่พึ่งพาตน เองไม่ได้: แม้สยามจะยังเหลือทัพเรืออยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงกองเรือขนาดเล็กและล้าสมัย แทบจะไม่มีกำลังพอจะต้านทานมหา อำนาจทางเรือได้เลย

* การเปลี่ยนเสาหลักความมั่นคง: เมื่อกำลังทางเรือเป็นรองอย่างสิ้นเชิง ทางรอดเดียวของประเทศจึงถูกโยกมาพึ่งพา "กองทัพบก" บนแผ่นดิน พร้อมกับอาศัย "การทูตที่พลิกแพลงยืดหยุ่น" ของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ มาเป็นเกราะกำบังประคับประคองบ้านเมืองให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา

สรุป:
การปิดตายของมหาสมุทรด้วยเรือรบเหล็กตะวันตก บีบให้สยามต้องเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนยุทธศาสตร์หันหลังให้ทะเล การตัดสินใจเช่นนั้นคือ "ความจำเป็นสูงสุด" ที่ทำให้เรารักษาเอกราชเอาไว้ได้ในยามวิกฤต แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ดีเอ็นเอความเป็นพลเมืองโลกทางทะเล ที่บรรพบุรุษเคยร่วมกันสร้างขึ้นในเบ้าหลอมแห่งคลื่นลม ต้องหลับใหลไปยาวนานนับร้อยปี เป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า ความมั่นคงทางทะเลและการรู้เท่าทันโลก คือหลักประกันความอยู่รอดที่ชาติไทยจะประมาทไม่ได้เลยในทุกยุคทุกสมัย