xs
xsm
sm
md
lg

มูลฐานความผิด และแผนภาพอาชญากรของขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ข่าวเรื่องโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่โกงกันจากภายในเป็นขบวนการในปีนี้ ทำให้นึกถึงคดีเมื่อปี 2552 ที่มีการโกงสอบเป็นนายอำเภอกันอย่างครึกโครม ในคราวนี้มีการสอบแบบอัตนัย ก็ยังมีการเปลี่ยนกระดาษคำตอบได้ และร่องรอยที่ทิ้งไว้คือรอยเจาะรูกระดาษและการพับกระดาษคำตอบที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกันกับกระดาษคำตอบเดิมในชุดที่นำมาเย็บรวมกัน

แม้จะช้าในการดำเนินคดี กว่าปปช. จะทำสำนวนเสร็จก็ใช้เวลาเกือบสิบปี จึงยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำ อท.20,46/2562 แต่ศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบใช้เวลาในการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ในลักษณะของศาลในระบอบไต่สวนเพียงปีเศษเท่านั้น และมีคำพิพากษาลงมาในปี 2563 หรือรวมเวลาทั้งสิ้น 11 ปี หลายคนได้เป็นนายอำเภอแหวนเพชรไปแล้ว แต่กลับมามีจุดจบที่คุก มีจำเลยในคดีนี้รวม 119 คน และแนวทางการสอบสวนดำเนินคดี ตลอดจนพิพากษาสามารถนำสำนวนคดีการทุจริตสอบเป็นนายอำเภอมาเป็นแนวทางในการดำเนินคดีทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นได้โดยไม่ยากนัก แม้จะมีจำนวนจำเลยเยอะกว่ามาก และเปลี่ยนไปสู่การทุจริตในระบอบดิจิทัล ซึ่งทิ้งร่องรอยดิจิทัล (Digital traces) ไว้อย่างหนักหน่วง แค่เอาไฟล์จากต่างแหล่งมาชนพิสูจน์กันก็ทราบข้อเท็จจริงได้โดยง่ายในเวลาเพียงพริบตา

เรามาลองอ่านและศึกษาคดีทุจริตสอบเป็นนายอำเภอที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2552 ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกัน พฤติกรรมการทุจริตจากภายในนั้นมิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด เพียงแต่ใช้วิธีการที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ยิ่งจะทิ้งร่องรอยไว้มากขึ้น โปรดอ่านได้จาก ศาลฯเชือด! “วงศักดิ์” คุก3ปี ไม่รอลงอาญา “คดีทุจริต” สอบนายอำเภอปี 52 https://www.mtoday.co.th/61722 ย้อนรอย 'โกงสอบนายอำเภอ' ถึง 'ทุจริตสอบท้องถิ่น' ช่องโหว่ซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863947
ศาลอาญาคดีทุจริตฯพิพากษาจำคุกโกงสอบนายอำเภอปี52 https://www.posttoday.com/politics/634287
คุกจริง 3 ปีอดีตอธิบดีกรมการปกครองคดีทุจริตสอบ นอภ.-103 ผู้เข้าสอบโดน 2 ปีแต่รอลงโทษ https://isranews.org/article/isranews-news/92360-isranews-445.html

เท่าที่สืบทราบ ยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และรอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อยู่สำหรับคดีทุจริตสอบนายอำเภอ อันเป็นที่น่าเสียใจว่ากระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า ทำให้ความยุติธรรมถูกปฏิเสธไป

สำหรับกรณีการทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นของ กสถ. ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้น ผู้เขียนได้นำเสนอแนวทางในการรวบรวมหลักฐานดิจิทัล ไว้ในบทความ ลอกคราบ 4,500 ล้าน โกงสอบท้องถิ่น 68 : พิมพ์เขียว "นิติวิทยาศาสตร์ข้อมูล" ดำเนินคดีคนผิด คืนความธรรมให้เด็กสุจริต โดยไม่ต้องยกเลิกการสอบทั้งหมด
https://mgronline.com/daily/detail/9690000060236 และให้จำแนกผู้เข้าสอบออกเป็น 8 ประเภท เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบโดยเร็ว โปรดอ่านได้จากบทความ เมตริกซ์การตัดสินใจขนาด 2×2×2 จำแนก 8 ประเภทผู้เข้าสอบ : คืนความเป็นธรรมให้ผู้สอบผ่านโดยสุจริต เอาผิดข้าราชการและผู้ว่าจ้างทุจริตสอบท้องถิ่น
https://mgronline.com/daily/detail/9690000060609

ผู้เขียนยังได้นำเสนอบทความ กลโกงการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กินบ้านกินเมืองอย่างไรให้ถูกจับได้? https://mgronline.com/daily/detail/9690000064446

ประมวลบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาการทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น มิใช่เพียงเรื่องของปัจเจกบุคคลที่ขาดคุณธรรม หากแต่บ่อยครั้งมักปรากฏในรูปแบบของ "อาชญากรรมเชิงระบบ" (Systemic Crime) ที่ประกอบด้วยเครือข่ายผลประโยชน์ที่สลับซับซ้อน โครงสร้างทางกฎหมายอาญาของไทยจึงถูกออกแบบมาเพื่อตัดวงจรทุจริตนี้อย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านกลไกการลงโทษทั้งผู้ให้ ผู้รับ คนกลาง และผู้สนับสนุน เพื่อทำความเข้าใจบทลงโทษในคดีประเภทนี้ บทความชิ้นนี้จะนำพาทุกท่านไปไล่เรียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา และมูลฐานความผิดแยกตามกลุ่มพฤติการณ์อย่างละเอียด

การดำเนินคดีอาญากับขบวนการทุจริตสอบราชการ มีฐานระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหลายมาตรา ซึ่งสามารถประมวลถ้อยคำและองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

โทษทางอาญาของเจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
"เจ้าพนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่

ศาลฎีกาจำแนกประเภทเจ้าพนักงานออกเป็น
ประเภทที่ 1 บุคคลที่ "กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง" ว่าเป็นเจ้าพนักงาน (Statutory Designation)

กลุ่มนี้โดยสภาพดั้งเดิมอาจไม่ใช่ข้าราชการ แต่มี กฎหมายเฉพาะ เขียนระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในขณะปฏิบัติหน้าที่

พระภิกษุที่ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าอาวาส, เจ้าคณะตำบล, เจ้าคณะอำเภอ รวมถึง ไวยาวัจกร ซึ่งมี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (มาตรา 45) บัญญัติรับรองไว้ชัดเจนว่าเป็นเจ้าพนักงาน

พนักงานตามกฎหมายเฉพาะ เช่น พนักงานบำรุงป่าไม้ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ หรือพนักงานเก็บเงินค่าผ่าน ทางพิเศษประจำด่าน (ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะรองรับอำนาจหน้าที่)

ประเภทที่ 2 บุคคลที่ "ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ"

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่กว้างที่สุดและพบในคดีทุจริตบ่อยที่สุด โดยศาลฎีกาจะใช้หลักเกณฑ์ 3 ข้อในการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายหรือไม่

1. ต้องมีการแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย (เช่น พ.ร.บ. ระเบียบบัญญัติ หรือกฎกระทรวง)

2. ต้องเป็นการปฏิบัติ "หน้าที่ราชการ" ภารกิจนั้นต้องเป็นงานของรัฐหรืองานปกครองแผ่นดิน (ไม่ใช่งานส่วนตัวหรืองานจ้างแรงงานทั่วไป)

3. ไม่จำกัดเงื่อนไขเวลาและเงินเดือน กฎหมายระบุชัดว่า จะเป็นข้าราชการประจำหรือทำเป็นครั้งคราว (ชั่วคราว) และจะได้รับเงินเดือน/ค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้

ตัวอย่างผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานในกลุ่มนี้
• ข้าราชการพลเรือนทุกประเภท (ทหาร, ตำรวจ, ปลัดจังหวัด, นายอำเภอ, ครูโรงเรียนรัฐ)
• ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (นายก อบต., นายก อบจ., พนักงานเทศบาล)
• ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน (ได้รับแต่งตั้งตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่)
• คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือคณะกรรมการจัดสอบของรัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบพัสดุหรือกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ให้มาทำหน้าที่ราชการเป็นครั้งคราว

พนักงานมหาวิทยาลัย (ในกำกับของรัฐ / ออกนอกระบบ) ศาลจะพิจารณาจาก พ.ร.บ. จัดตั้งของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และคำสั่งแต่งตั้ง หากบุคคลนั้น (แม้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ใช่ข้าราชการแล้ว) ได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการที่เป็นกลไกของรัฐ เช่น เป็นกรรมการควบคุมการสอบคัดเลือก หรือกรรมการตรวจรับพัสดุที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนพฤติการณ์นั้นย่อมถือว่าเป็นเจ้าพนักงานได้ และ ต้องเกิดเหตุ "ในขณะปฏิบัติหน้าที่" หรือเกี่ยวกับหน้าที่ ศาลฎีกาเน้นย้ำว่า การลงโทษฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ บุคคลนั้นต้องกระทำความผิดโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน หรือกระทำในขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ หากเป็นเรื่องส่วนตัวถอดเครื่องแบบออกไปทำร้ายร่างกายคนอื่นด้วยเหตุส่วนตัว จะไม่นับเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานตามความหมายนี้

กฎหมายอาญากำหนดโทษทางอาญาของเจ้าพนักงานสูงกว่าคนทั่วไป หรือข้าราชการที่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน กฎหมายอาญาทั่วโลกล้วนยืนอยู่บนหลักนิติปรัชญาเช่นนี้ ด้วยเหตุผลว่า
1. เป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของมหาชน (Breach of Public Trust) เจ้าพนักงานคือผู้ที่ได้รับมอบหมายอำนาจรัฐ (Public Power) และงบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เพื่อให้ไปทำงานคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม เมื่อเจ้าพนักงานใช้อำนาจนั้นไปในทางทุจริต ย่อมเท่ากับการบิดเบือนและทำลายความไว้วางใจที่รัฐและประชาชนมอบให้

2. ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง สถานะ "ผู้บังคับใช้กฎหมาย" แต่กลับละเมิดกฎหมายเสียเอง ในทางอาชญาวิทยา ผู้ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยหรือบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับใช้ช่องว่างหรืออำนาจหน้าที่ของตนในการกระทำความผิด ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ร้ายแรงและความเพิกเฉยต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษให้สูงเพื่อเป็น "การป้องปรามทั่วไป" (General Deterrence) มิให้ข้าราชการคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

3. มีความร้ายแรงและขอบเขตของผลกระทบ (Scope of Damage) สูงมาก หากบุคคลธรรมดาโกงหรือหลอกลวง ผลเสียหายมักจำกัดอยู่เฉพาะคู่กรณี (เช่น คดีฉ้อโกงธรรมดา) แต่หากเจ้าพนักงานทุจริต เช่น ขบวนการโกงสอบราชการ ผลกระทบจะขยายวงกว้างไปทำลายระบบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ได้คนไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน ส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศและลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต

และในทางกฎหมายอาญา มักแยกหมวดหมู่หรือมาตราของมูลฐานความผิดของเจ้าพนักงานออกมาเช่นกัน ด้วยเหตุผลดังนี้

1. มีองค์ประกอบความผิดจำเพาะ (Specific Elements of Crime) บุคคลธรรมดาไม่สามารถกระทำความผิดบางอย่างได้ เพราะไม่มี "อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย" กฎหมายจึงต้องสร้างมาตราเฉพาะขึ้นมา เช่น มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ) หรือ มาตรา 149 (เรียกรับสินบนในตำแหน่ง) ซึ่งองค์ประกอบสำคัญคือผู้กระทำต้องมี ฐานะเป็นเจ้าพนักงาน และต้องเป็นการกระทำ ในตำแหน่งหน้าที่

2. เพื่อแยก "ความผิดต่อรัฐ" ออกจาก "ความผิดต่อส่วนตัว" กฎหมายอาญาจัดหมวดหมู่ตาม "คุณธรรมทางกฎหมาย" ที่ต้องการคุ้มครอง ความผิดทั่วไป เช่น ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ย่อมคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน แต่ความผิดของเจ้าพนักงานจะถูกจัดอยู่ในหมวด "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" เพื่อคุ้มครองความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือของกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน

นอกจากนี้ เนื่องจากอาชญากรรมทำกันเป็นขบวนการ จึงต้องมีทั้งตัวการร่วม ผู้สนับสนุน และคนกลางเรียกรับสินบน ดังนี้

มาตรา 83 (ตัวการร่วม) "ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"

มาตรา 86 (ผู้สนับสนุน) "ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น"

มาตรา 143 (คนกลางเรียกรับสินบน) "ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มูลฐานความผิดทางอาญาของเจ้าพนักงานในการทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น
มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน) "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต"

มาตรา 157 (เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ) "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 161 (เจ้าพนักงานปลอมเอกสาร) "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร ปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท"

พนักงานมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการสอบคัดเลือก เช่น พนักงานของสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงมีมูลฐานความผิดตามมาตรา 161 ได้ แต่พนักงานโรงพิมพ์ Security printing เป็นพนักงานบริษัทเอกชน จึงไม่ใช่เจ้าพนักงาน แม้กระทำความผิดเดียวกัน แต่ต้องใช้มาตราต่างกัน ไปใช้มาตรา 161 มิได้ ต้องใช้มาตรา 265

มาตรา 265 (ปลอมเอกสารราชการ) "ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท"

จากคดีโกงสอบนายอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2552 นั้น ศาลอาญาทุจริตได้พิพากษาว่าเจ้าพนักงานบางคนนอกจากจะมีความผิดอาญามาตรา 161 (ปลอมเอกสารทางราชการ) แล้ว ยังมีความผิดมาตรา 162 มูลฐานความผิดรับรองเอกสารเท็จ

มาตรา 162 (เจ้าพนักงานรับรองเอกสารเท็จ) "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริง กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่

(1) รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าการอย่างใดอย่างหนึ่งได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ
(2) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง
(3) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น หรือ
(4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท"

มาตรา 164 (เจ้าพนักงานเปิดเผยความลับราชการ) "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นรู้หรืออาจรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

เนื่องจากมีทั้งไฟล์ image ของกระดาษคำตอบ ไฟล์คำตอบ ไฟล์คะแนน และมีการแก้ไขไฟล์ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่อาจจะเป็นการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอาจจะกลายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หมวดที่ว่าด้วย การเข้าถึงระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (การแฮก) และการนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

มาตรา 5 การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ "ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 6 การเปิดเผยมาตรการป้องกันการเข้าถึง "ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ และนำมาตรการนั้นไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 7 การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ "ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 9 การทำลายแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าด้วยวิธีใดซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 14 การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน "ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา"

เจ้าพนักงาน/ข้าราชการ ฉ้อโกงประชาชนได้หรือไม่

กฎหมายมิได้บัญญัติมูลฐานความผิดฉ้อโกงเป็นความผิดทางอาญาของเจ้าพนักงานแยกออกมาต่างหากเป็นอีกมาตรา แต่กำหนดให้ฉ้อโกงประชาชน แยกมาตราออกมา โดยมีบทลงโทษสูงกว่า

มาตรา 341 (ฉ้อโกง) "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน) "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ได้กระทำโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น หรืออาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท"

ทำไมขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568 จึงเป็นการฉ้อโกงประชาชน

การยกระดับข้อหาจากเพียง “การให้-รับสินบน” หรือ “การฉ้อโกงธรรมดา” ไปสู่ “ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343” ในคดีมหากาพย์ทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ปี 2568 นั้น มิใช่การกล่าวอ้างที่เกินจริง แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์และโครงสร้างของขบวนการแล้ว จะพบว่ามีองค์ประกอบทางอาชญาวิทยาและหลักกฎหมายที่รองรับอย่างแน่นหนา

1. กับดัก "Recruitment Yield Pyramid" การหลอกลวงบนความเป็นไปไม่ได้ทางคณิตศาสตร์

ในทางบริหารทรัพยากรบุคคล มีแนวคิดที่เรียกว่า Recruitment Yield Pyramid หรือ "พีระมิดอัตราผลตอบแทนการสรรหา" ซึ่งเป็นแผนภูมิแสดงสัดส่วนขั้นบันไดตั้งแต่จำนวนผู้สมัครสอบ ไปจนถึงผู้ผ่านเกณฑ์ และผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งในท้ายที่สุด

มิติทางกฎหมาย ขบวนการทุจริตกลุ่มนี้ได้หยิบยืมโมเดลพีระมิดดังกล่าวมาใช้ในการ "ล่าเหยื่อ" กล่าวคือ พวกเขาเปิดรับเงินสินบนจากผู้สมัครสอบเป็นจำนวนมหาศาล โดยที่รู้อยู่แก่ใจตั้งแต่วันแรกว่า จำนวนเงินที่รับมานั้น เกินขีดความสามารถและเกินกว่าจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับจริงหลายเท่าตัว

เมื่อตำแหน่งที่เปิดรับจริง (ยอดพีระมิด) มีเพียง 3,000 แต่ขบวนการกลับเดินสายเก็บเงินจากเหยื่อเป็น 9,000 คน ย่อมเท่ากับว่าต่อให้ขบวนการนี้มีอำนาจดลบันดาลผลสอบได้จริงตามที่อ้าง ก็จะต้องมีเหยื่อจำนวนมากกว่า 66.66% ที่ต้อง "สอบตก" และสูญเสียเงินไปฟรี ๆ โดยไม่มีทางได้รับการบรรจุ พฤติการณ์เรี่ยไรเงินบนฐานความจริงที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการรับสินบนเพื่อช่วยเหลือทางราชการ แต่คือ "เจตนาทุจริตหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นตั้งแต่ต้น" อันเป็นหัวใจสำคัญของฐานฉ้อโกงประชาชน

2. การจัดสรรโควตาทั่วราชอาณาจักร และการแอบอ้างสถาบันชั้นสูง

พฤติการณ์ของขบวนการในปี 2568 ไม่ใช่ลักษณะของนายหน้าท้องถิ่นที่วิ่งเต้นเป็นรายบุคคล (Individual Fraud) แต่แผ่ขยายเครือข่ายเป็น "อาชญากรรมจัดตั้ง" (Organized Crime) ที่มีโครงสร้างสากล

การแบ่งเค้กเชิงโครงสร้าง มีการแบ่งโควตาในการรับเงินสินบนอย่างเป็นระบบกระจายไปตามภูมิภาคและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีการกำหนดอัตราค่าหัวและเพดานส่งยอดอย่างเป็นกระบวนการ จาก 300,000-800,000 บาท ตามตำแหน่งที่สำคัญและพื้นที่


การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยคำลวงระดับสูง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เหยื่อยอมควักเงินก้อนโต ขบวนการนี้ได้ทำการแอบอ้างชื่อบุคคลสำคัญ ข้าราชการระดับบิ๊กในกระทรวง ไปจนถึงสถาบันชั้นสูงอย่าง "องคมนตรี"

การแอบอ้างเช่นนี้ไม่ได้กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการสร้าง "เรื่องเล่าที่เป็นเท็จ" (False Narrative) แพร่กระจายไปในวงกว้างสู่สาธารณะ เพื่อดักรั้งผู้เข้าสอบกลุ่มใดก็ได้ที่มีเงินจ่าย การกระจายคำลวงสู่คนหมู่มากเช่นนี้ จึงเข้าองค์ประกอบการ "แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน" ตามมาตรา 343 อย่างแท้จริง

3. การเปลี่ยนฐานข้อมูลรัฐ เป็น "บัญชีรายชื่อล่าเหยื่อ" (Database Weaponization) ประเด็นที่น่าสะเทือนใจและสะท้อนถึงความร้ายแรงที่สุดในคดีนี้คือ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ขบวนการทุจริตสามารถเข้าถึงและนำรายชื่อของผู้สมัครสอบเข้าบรรจุจริง ไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์

แทนที่จะเป็นการนั่งรอให้คนวิ่งมาหาเพื่อจ่ายสินบน แต่ขบวนการนี้กลับใช้พฤติการณ์ "รุกฆาตเชิงพาณิชย์" โดยการนำระบบฐานข้อมูล (Database) ของผู้สมัครสอบที่มีมาตรการป้องกันของรัฐ มาคัดแยกและแจกจ่ายให้กลุ่มนายหน้าใช้เป็น "รายชื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย" (Lead Generation) เพื่อโทรศัพท์หรือส่งคนไปติดต่อทาบทาม เจาะจงไปยังเหยื่อที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทะยานอยาก และต้องการความมั่นคงในชีวิต

การเปลี่ยนกลไกการสอบของรัฐให้กลายเป็นพิกัดล่าเหยื่อเพื่อไถเงินเช่นนี้ ยืนยันว่านี่คือกระบวนการฉ้อโกงระดับมหภาค ที่จงใจหลอกลวงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนวงกว้างอย่างเป็นระบบ

4. กลไกมาเฟียและการข่มขู่ด้วยอำนาจมืด จากการตระบัดสัตย์สู่โศกนาฏกรรมอาวุธสงคราม

เมื่อเหยื่อจำนวนมากต้องพบกับความผิดหวังอันเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากข้อจำกัดทางคณิตศาสตร์ในพีระมิดการสรรหา สิ่งที่ตามมาคือความพยายามในการทวงคืนเงินสินบนมูลค่าหลักแสนถึงเกือบหลักล้าน ทว่าพฤติการณ์ในขั้นตอนนี้ของขบวนการ ยิ่งตอกย้ำและเผยให้เห็นธาตุแท้ของการเป็น "องค์กรอาชญากรรมทรงอิทธิพล" (Organized Crime Group) อย่างน่ายำเกรง

การฉวยโอกาสจากสภาวะน้ำท่วมปาก ขบวนการทุจริตตระหนักดีว่า ผู้จ่ายสินบนตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและมีความผิดอาญาพ่วงท้ายฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน (ม.144) จึงใช้จุดอ่อนนี้เป็นเครื่องมือในการ "ปิดปาก" เมื่อมีการทวงเงินคืน ขบวนการจะไม่เพียงแค่ปฏิเสธ แต่จะยกระดับไปสู่การใช้อำนาจมืด เครือข่ายผู้มีอิทธิพล และมาตรการนอกกฎหมายในการข่มขู่คุกคามสวัสดิภาพของผู้เสียหายเพื่อตัดตอนความรับผิดชอบ

ชนวนเหตุแห่งความรุนแรงทางสังคม การบีบคั้นอย่างรุนแรงภายใต้กลไกมาเฟียที่ทั้ง "โกงเงิน" และ "ข่มขู่เอาชีวิต" ได้แปรเปลี่ยนความเจ็บแค้นของเหยื่อให้กลายเป็นศาลเตี้ย (Vigilante Justice) จนนำไปสู่ชนวนเหตุแห่งอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ดังเช่นกรณีข่าวครึกโครมที่จังหวัดพัทลุง ที่กลุ่มผู้เสียหายที่ถูกโกงสอบและถูกข่มขู่ หมดสิ้นหนทางจนต้องตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงถล่มบ้านพักของนายหน้าในขบวนการเพื่อทวงแค้น

พฤติการณ์ในข้อนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ว่า เครือข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่ได้หยุดอยู่แค่คดีเศรษฐกิจหรือการฉ้อฉลในตำแหน่งหน้าที่ แต่มีลักษณะโครงสร้างของ "ซุ้มอิทธิพลมืด" ที่ใช้อำนาจดิบในการควบคุมและปกป้องผลประโยชน์ที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน การข่มขู่คุกคามในลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในระดับมหภาค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปีกสำคัญที่ทำให้ศาลและพนักงานสอบสวนสามารถมองภาพรวมของขบวนการนี้ในฐานะ "ภัยความมั่นคง" ที่ต้องลงโทษสถานหนักในฐานฉ้อโกงประชาชนควบคู่ไปด้วย

เมื่อนำทั้ง 4 พฤติการณ์มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่า คดีโกงสอบท้องถิ่น 2568 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของข้าราชการบางกลุ่ม แต่ตัวระบบของขบวนการเองมีสถานะเป็น "โรงงานฉ้อโกงประชาชน" ที่ขับเคลื่อนด้วยการหลอกลวงผ่านสถิติพีระมิดที่เป็นไปไม่ได้ ขยายสาขาด้วยระบบโควตาทั่วประเทศพร้อมคำแอบอ้างสถาบันสูง และใช้ฐานข้อมูลของรัฐเป็นเครื่องมือดักตกทรัพย์สินจากประชาชนศาลและพนักงานสอบสวนจึงชอบที่จะปรับบทลงโทษใน ฐานฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) ควบคู่ไปกับคดีอาญาทุจริต เพื่อตัดรากถอนโคนเครือข่ายนี้อย่างถึงที่สุด

ทำไมควรยกระดับมูลฐานความผิดทางอาญาจากฉ้อโกงเป็นฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษสูงกว่ามากในกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568

ประการแรก คุณธรรมทางกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองต่างกัน

ฉ้อโกง (ม. 341) กฎหมายมุ่งคุ้มครอง "สิทธิในทรัพย์สินของปัจเจกบุคคล" เป็นเรื่องระหว่างคนสองคนหรือกลุ่มเล็ก ๆ ที่จำกัดตัวบุคคลได้

ฉ้อโกงประชาชน (ม. 343) กฎหมายไม่ได้คุ้มครองแค่ทรัพย์สินแล้ว แต่ขยับไปคุ้มครอง "ความสงบเรียบร้อยของสังคม ระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของสาธารณชน" ซึ่งถือเป็นประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ

ประการสอง มีลักษณะเจตนาและวิธีการหลอกลวงที่อันตรายกว่า

ในทางอาชญาวิทยา วิธีการของคนร้ายในคดีฉ้อโกงประชาชนมีความเป็น "มืออาชีพ" และเป็นภัยต่อสังคมในวงกว้างมากกว่า

การฉ้อโกงธรรมดา เจตนาจะพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง (เช่น หลอกซื้อรถจากนาย ก.) แต่การฉ้อโกงประชาชน คือการ "หว่านแห/ตั้งใจล่าเหยื่อไม่เลือกหน้า" ผ่านการโฆษณา แพร่ข่าว หรือใช้เรื่องเล่าหลอกลวงสาธารณะ (เช่น ขบวนการโควตาทุจริตสอบระดับประเทศ) ใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติตามที่วางกับดักไว้ก็ตกเป็นเหยื่อได้หมด กฎหมายจึงมองว่าผู้กระทำผิดมีเจตนาทุจริตที่ฝังลึกและอันตรายต่อสังคมมากกว่ามาก

ประการสาม ขอบเขตความเสียหาย (Scope of Damage) มหาศาล

ฉ้อโกงธรรมดา ผลกระทบจำกัดอยู่แค่เหยื่อรายเดียวหรือสองสามราย ความเสียหายไม่กระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของคนหมู่มาก

ฉ้อโกงประชาชน สามารถสร้างความเสียหายให้แก่คนเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นหมื่นคนได้ในคราวเดียว เม็ดเงินความเสียหายอาจสูงถึงหลักร้อยหรือหลักพันล้านบาท ซึ่งสามารถพังทลายระบบเศรษฐกิจฐานราก หรือทำลายระบบความน่าเชื่อถือขององค์กรภาครัฐได้เลย

ความผิดทางอาญาของผู้จ่ายสินบนในการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

การที่กฎหมายอาญาบัญญัติให้ “ผู้จ่ายสินบน” (Active Bribery) มีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาเคียงคู่ไปกับ “ผู้รับสินบน” (Passive Bribery) นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปรัชญากฎหมายอาญาสากลและหลักอาชญาวิทยาที่มองว่า การทุจริตคอร์รัปชันไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากฝ่ายเดียว (ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง)

เหตุผลสำคัญที่กฎหมายจำเป็นต้องเอาผิดกับฝ่ายผู้จ่ายสินบนด้วย มีหลักคิดเบื้องหลังดังนี้

1. ทฤษฎีอุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand) ของการทุจริต

ในทางเศรษฐศาสตร์และอาชญาวิทยา ตลาดของการทุจริตจะสมบูรณ์ได้ต้องมีทั้ง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" อำนาจรัฐ

หากกฎหมายเอาผิดเฉพาะเจ้าพนักงานผู้รับฝ่ายเดียว ฝั่งประชาชนหรือกลุ่มทุนย่อมไม่มีความยำเกรง และพร้อมที่จะวิ่งเข้าหาเจ้าพนักงานเพื่อเสนอเงินหรือผลประโยชน์ แลกกับการได้เปรียบในเชิงธุรกิจหรือการแข่งขัน (เช่น การซื้อโควตาสอบ หรือการประมูลงานรัฐ)

การตัดวงจรทุจริตที่ได้ผลที่สุด จึงต้องทำลายทั้ง "แรงดึงดูด" (Demand) ของเจ้าหน้าที่ และ "แรงจูงใจ" (Supply) ของผู้จ่ายไปพร้อมกัน

2. คุณธรรมทางกฎหมายที่ถูกทำลายโดย "ผู้จ่าย"

คุณธรรมทางกฎหมาย (Legal Interest) ที่ความผิดฐานสินบนมุ่งคุ้มครอง คือ "ความเที่ยงธรรมและความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ" ซึ่งผู้จ่ายสินบนคือตัวการสำคัญที่เข้าไปบิดเบือนระบบนี้

มิติความร้ายแรง ผู้จ่ายสินบนไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นผู้ใช้ "อำนาจเงิน" ไปแทรกแซงและทำลายระบบการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ทำให้ประชาชนคนอื่นที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสุจริตต้องเสียสิทธิ์ พฤติการณ์ของความเป็น "ผู้ทำลายระบบ" เช่นนี้ กฎหมายอาญาจึงยอมรับไม่ได้

3. การแยกแยะระหว่าง "การสมยอม" กับ "การถูกรีดไถ" (แนวศาลฎีกาไทย)

จุดนี้เป็นข้อสังเกตที่แหลมคมมากในทางกฎหมาย เพราะศาลฎีกาไทยได้วางบรรทัดฐานในการแยกแยะความรับผิดของผู้จ่ายสินบนไว้ชัดเจน โดยพิจารณาจาก "เจตนาเริ่มต้น" เป็นหลัก

กรณีร่วมมือกันทุจริต (สมยอม) หากผู้จ่ายเดินเข้าหาเจ้าพนักงานเอง หรือเมื่อเจ้าพนักงานแย้มพรายชี้ช่อง ก็พร้อมใจจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ที่ตนไม่มีสิทธิ์จะได้ (เช่น การจ่ายเงินเพื่อแก้คะแนนสอบให้ผ่าน) กรณีนี้ถือเป็น "การให้สินบนตามมาตรา 144" เต็มประตู เพราะมีเจตนาบิดเบือนอำนาจรัฐร่วมกัน

กรณีถูกกรรโชก/รีดไถ (เหยื่อ) หากประชาชนมีสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่เจ้าพนักงานกลั่นแกล้ง หน่วงเหนี่ยว หรือข่มขู่รีดไถเงินเพื่อแลกกับการอนุมัติ (หากไม่จ่ายจะเดือดร้อน) ศาลฎีกาวางแนวว่า กรณีนี้ประชาชนอยู่ในฐานะ "ผู้เสียหาย" ถือว่าจ่ายเงินไปเพราะจำยอมภายใต้สภาวะถูกบีบคั้น ไม่ถือว่ามีความผิดฐานให้สินบน และมีสิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานตามมาตรา 149 หรือ 157 ได้

4. กรณีถูกเจ้าพนักงาน/ข้าราชการที่เป็นนายหน้าในขบวนการหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน ฝั่งประชาชนผู้จ่ายเงินที่ "ถูกหลอก" จะยังคงมีความผิดทางอาญาหรือไม่

สำหรับประชาชนที่ยอมควักเงินจ่ายเพราะนึกว่าจะได้งานจริง ๆ แต่สุดท้ายโดนต้มจนเปื่อย ในมิติกฎหมายอาญาของไทยจะมีแนววินิจฉัยที่ค่อนข้างโหดร้ายและเป็นอุทาหรณ์สำคัญ

ไม่เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" (หมดสิทธิ์ฟ้องเอาเงินคืนในคดีอาญา) ศาลฎีกาวางแนวบรรทัดฐานมาตลอดว่า แม้คุณจะถูกหลอกจนน่าเห็นใจ แต่การที่คุณยอมจ่ายเงินก้อนนั้น มีเจตนาแรกเริ่มคือ "ต้องการไปร่วมโกงผลสอบอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี" เมื่อคุณยอมก้าวขาเข้าสู่กระบวนการที่ทุจริต กฎหมายถือว่าคุณ "ไม่ใช่ผู้เสียหายที่บริสุทธิ์" คุณจะไม่มีสิทธิ์ไปฟ้องร้องในคดีอาญาเพื่อขอให้ศาลสั่งให้คนโกงคืนเงินฐานฉ้อโกงได้เลย

เสี่ยงติดคุกพ่วงฐาน "ให้สินบน" (มาตรา 144) ในหลาย ๆ คดีที่ผ่านมา เมื่อความแตก นอกจากจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ฝั่งผู้จ่ายเงินยังอาจถูกพนักงานสอบสวนตั้งข้อหา "ให้สินบนเจ้าพนักงาน" หรือ "พยายามให้สินบน" พ่วงไปด้วย เพราะเจตนาทุจริตของคุณมันสำเร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ตอนยื่นเงินให้ขบวนการ

กฎหมายอาญาจึงจำเป็นต้องบัญญัติให้ "ผู้จ่าย" มีความผิด เพื่อปิดสวิตช์ทั้งระบบคอร์รัปชัน เพราะถ้าไม่มีมือที่ยื่นเงิน...มือที่รอรับเงินย่อมทำงานไม่ได้เช่นกัน

สำหรับกรณีการให้สินบนในการสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568 น่าจะมีทั้งการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานโดยตรง และให้ผ่านนายหน้าหรือคนกลาง เช่น ข้าราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงมิใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรง แต่ก็เป็นความผิดทางอาญาเช่นกัน

มาตรา 143 (ให้สินบนผ่านนายหน้า/คนกลาง) "ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 144 (ให้สินบนเจ้าพนักงาน) "ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

แผนภาพอาชญากร (Crime actors diagram) ของขบวนการทุจริตจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น
2568

โปรแกรมที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกนิยมใช้ในการวาดและวิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์อาชญากรรม (Social Network Graph / Link Analysis) ก็คือโปรแกรม "i2 Analyst's Notebook" (คนในวงการสืบสวนมักเรียกติดปากว่า "IBM i2" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "i2")

Link Analysis (วิเคราะห์การเชื่อมโยง)เปลี่ยนข้อมูลดิบมหาศาล เช่น รายชื่อผู้สมัครสอบ รายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) หรือบันทึกการโทรศัพท์ ให้กลายเป็นเส้นโยงใยความสัมพันธ์แบบเห็นภาพชัดเจน

Social Network Analysis (การวิเคราะห์เครือข่ายสังคม หรือ SNA)มีระบบช่วยคำนวณหา "จุดตาย" ของเครือข่าย โดยระบุได้ว่าใครคือหัวหน้าขบวนการ (Mastermind) ใครเป็นคนกลางคอยประสานงาน (Broker) หรือใครคือตัวละครที่ทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่ม

Temporal Analysis (การวิเคราะห์มิติกาลเวลา) สามารถจับคู่พฤติกรรมการทุจริตเข้ากับไทม์ไลน์เวลาได้ เช่น แสดงให้เห็นว่ามีการแอบล็อกอินเข้าระบบไอทีตอนกี่โมง แล้วหลังจากนั้นกี่นาทีจึงมีการโทรศัพท์ไปหานายหน้า และมีการโอนเงินตามมาในวันรุ่งขึ้น

ในบทความนี้ได้ลองให้ Generative AI และ LLM วาด แผนภาพอาชญากร (Crime actors diagram) ของขบวนการทุจริตจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568โดยใช้โปรแกรม Gemini มีการป้อนข่าวจากลิงค์สำนักข่าวออนไลน์เข้าไปให้ พร้อมทั้งป้อนข้อมูลและข้อกฎหมายอาญาต่าง ๆ เข้าไปให้ ซึ่งยังมิใช่ข้อสรุป