xs
xsm
sm
md
lg

มาตรา 112 คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ : แนวฎีกาใหม่ล่าสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ภาพจาก X TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
กรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

เนื่องจากมีการอบรมสั่งสอนกันมาในหมู่นักกฎหมายว่า การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดเท่านั้น จึงมีผู้พยายามทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย โดยตีความเคร่งครัดตามตัวอักษรว่า จะเป็นการกระทำผิดครบองค์ประกอบของมาตรา 112 ก็ต่อเมื่อ เป็นการหมิ่น ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายเพียง 4 พระองค์ (คน) คือ 1. องค์พระมหากษัตริย์ 2. พระราชินี 3. รัชทายาท และ 4. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เนื่องจากมีทำให้มีคนพยายามจะทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายมาตรานี้ โดยการหมิ่น ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย อดีตพระมหากษัตริย์ เช่น

หมิ่น/ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) โดยตีความกฎหมายว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นอดีตพระมหากษัตริย์ มิได้ทรงเป็นองค์พระมหากษัตริย์ในปัจจุบันแล้ว กฎหมายอาญามาตรา 112 จึงมิได้คุ้มครอง ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญามาตรา 112

หมิ่นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ก่อนสวรรคต) โดยต่อสู้ว่าทรงเป็นสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป็นอดีตพระราชินีไปแล้ว มาตรา 112 ตามลายลักษณ์อักษรจึงมิได้คุ้มครอง ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญามาตรา 112

หมิ่นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยยกข้อต่อสู้ว่ามิได้ทรงเป็นรัชทายาท มาตรา 112 ตามลายลักษณ์อักษรจึงมิได้คุ้มครอง ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญามาตรา 112

และนายทิวากร วิถีตน จำเลยคนหนึ่ง ชาวจังหวัดขอนแก่น ได้ท้าทายกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยหลีกเลี่ยงกฎหมายมาตรา 112 นี้ หาช่องว่าง และตีความกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัด จึงได้บังอาจ หมิ่นและดูหมิ่น “สถาบันพระมหากษัตริย์” อันเป็นการกล่าวลอย ๆ มิได้เฉพาะเจาะจงว่าหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ในปัจจุบันแต่ประการใด เช่น สวมใส่เสื้อยืดพิมพ์คำพูดหมิ่น/ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โพสต์ในสื่อสังคมหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

การพยายามท้าทายกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยการหาช่องว่างเพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็เป็นความเข้าใจผิดของสังคมอย่างรุนแรง และมีการสอนกฎหมายที่ผิดหลักการด้วย

ประการแรก การตีความประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องตีความมิให้ขัดกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทาง ใด ๆ มิได้” เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 บัญญัติไว้ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้” รวมถึงประมวลกฎหมายอาญาด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนหนังสือ การคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าการตีความประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องใช้ควบคู่กับรัฐธรรมนูญมาตรา 6 และต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย

ประการสอง มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2556 โดยมีองค์คณะผู้พิพากษาคือ นายศิริชัย วัฒนโยธิน, นายทวีป ตันสวัสดิ์, และนายพศวัจณ์ กนกนาก ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า มาตรา 112 คุ้มครองและหมายรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนี้

-------------------

"ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือ บุคคลใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่ ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ ดังได้กล่าวในเบื้องต้นมาแล้วว่าประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้วประชาชนก็ยังเคารพพสักการะ ยังมีพิธีรำลึกถึงโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนอันจะนำไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้"

-------------------

และมีคดีอาญาที่มีคำพิพากษาตามแนวฎีกานี้อีกหลายคดี โปรดอ่านได้จากบทความ “ศาลตัดสินว่าการหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 9 อดีตพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตาม ม.112 หรือไม่ ?” https://mgronline.com/daily/detail/9660000089876 และบทความ “ทำไมการหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิด ป.อาญา มาตรา 112” https://mgronline.com/daily/detail/9650000009119
ประการที่สาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ อันมีลักษณะของการเป็นกฎหมายมหาชน เพราะคุ้มครองความสงบเรียบร้อยปลอดภัยมั่นคงแห่งรัฐ มิใช่ความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบุคคลและเกิดความเสียหายเฉพาะตัวบุคคลเพียงบางคน แต่เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติ ต่อรัฐ อันเป็นอันตรายใหญ่หลวง มีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นอย่างมาก การตีความกฎหมายอาญาในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐนี้ หากทำเพียงขีดวงจำกัดแค่ตีความเคร่งครัดตามลายลักษณ์อักษรจะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อส่วนรวมและสาธารณะหรือแม้แต่ประเทศชาติอย่างร้ายแรงได้ เพราะการปกป้องคุ้มครองรัฐ ประเทศชาติ ความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ย่อมเหนือกว่าการคุ้มครองบุคคลเฉพาะตนคนใด คนหนึ่ง
ประการที่สี่ การตีความกฎหมายต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบด้วย โดยเฉพาะกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นนอกจากต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของมาตรานี้และ ยังต้องพิจารณาเจตนารมณ์และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ประกอบด้วยเช่นกัน

ในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้มีการอภิปรายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าควรใช้คำว่า “พระมหากษัตริย์” หรือ “องค์พระมหากษัตริย์” ซึ่งมีการลงมติว่าให้ใช้คำว่าองค์พระมหากษัตริย์ดังเดิมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตเคยใช้กันมาอย่างต่อเนื่อง (รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 37/2534 เป็นพิเศษ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2534) ศาสตราจารย์ ดร. สมภพ โหตระกิตย์ ผู้เคยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา และ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้อธิบายว่า

“ในเรื่องของคำว่า “พระมหากษัตริย์” นั้นจำเป็นจะต้องเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมาก็เป็นที่เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์นั้นเองเป็นชื่อสถาบันประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นชื่อสถาบันแล้ว ตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์นั้นเอง มีลักษณะต่างจากการดำรงตำแหน่งอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือประธานสภา เมื่อท่านดำรงตำแหน่งอยู่ ในขณะที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ แต่ในตำแหน่งของพระมหากษัตริย์นั้นดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันที่จะไม่ดำรงตำแหน่งนั้น ไม่มีเวลาว่าง หรือเป็นเวลาส่วนตัว จะต้องดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์อยู่ตลอดไป... เพราะด้วยเหตุนี้เอง จึงได้บัญญัติคำว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันนี้หมายถึงพระองค์ท่าน จะไปละเมิดไม่ได้ หลักการอันนี้เป็นระบบสากลที่ทุกประเทศที่มีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์ได้ยอมรับเอาไว้ จะเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญของสวีเดน นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ จะเขียนเสมอ เดอะ เพอร์ซัน ออฟ เดอะ คิง อิส อินแวลิวเอเบิล (The person of the King is invaluable) หรือ อิส เซเครด (is sacred) ...

ในมาตรา ๖ นี้เป็นเรื่องตัวองค์พระประมุขของรัฐ ที่รัฐธรรมนูญจะต้องให้ความคุ้มครองที่จะไม่ให้ผู้ใดมาละเมิดมิได้ เพราะเป็นที่เคารพสักการะ เพราะฉะนั้นการที่ตัดคำว่า “องค์” ไปนี้ ทำให้แยกไม่ออก คำว่า “พระมหากษัตริย์” นั้นเองหมายถึงตัวสถาบัน ซึ่งสถาบันหรือตัวพระองค์ท่าน ถ้าหากตัวสถาบันจะละเมิดมิได้นั้น คงจะไม่ได้ตำหนิละเมิดได้ แต่ต้องตำหนิตัวบุคคลที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งนั้น ซึ่งกระผมเห็นว่า คำว่า องค์ นี้ มีความสำคัญอยู่มาก ไม่น่าที่จะตัดออกไป ...เพราะเหตุที่ว่าคำคำนี้ได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการรัฐธรรมนูญหลายยุค หลายสมัย และก็มองเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คำว่าองค์พระมหากษัตริย์ เพราะเหตุที่ว่า อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ประโยคนี้จะใช้กับตัวสถาบันหรือตำแหน่งไม่ได้ ต้องใช้กับตัวบุคคล เพราะฉะนั้นถึงได้แยกให้เห็นว่า องค์พระมหากษัตริย์นั้นอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งมิใช่ตัวพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งหรือเป็นสถาบัน ชื่อสถาบัน ด้วยเหตุนี้เอง กระผมเห็นว่าน่าจะคงเอาไว้ ยิ่งกว่าที่จะไปตัด”

อันจะเห็นได้ชัดว่า คำว่า พระมหากษัตริย์ ในคำว่า องค์พระมหากษัตริย์ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 6 หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ (The king as an institution) และคำว่า องค์ หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์ อันหมายถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล (The king as a person) ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่าองค์พระมหากษัตริย์ย่อมหมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคลและพระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบัน

การตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 6 นี้ ได้ถูกมีการอธิบายเจตนารมณ์และความหมายในแนวทางนี้อย่างชัดเจนด้วยพระบรมราชโองการอันนี้ลำดับศักดิ์ของกฎหมายเท่ากับพระราชบัญญัติในภายหลังดังปรากฎใน “ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562” อันเป็นพระบรมราชโองการที่อธิบายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 6 เอาไว้ดังนี้ว่า

-------------------


“อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้น พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

-------------------

ดังนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 6 อันอาจจะถือได้ว่าเป็นแม่บท และกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นเป็นบทลงโทษ การตีความและเจตนารมณ์ต้องไม่ขัดกันเอง พระมหากษัตริย์ ย่อมหมายความถึง องค์พระมหากษัตริย์ (The king as a person) และสถาบันพระมหากษัตริย์ (The king as an institution) ด้วย และสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมหมายรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีความใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ที่มีความใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ ย่อมหมายรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นพระราชโอรสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ย่อมมีความใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะของพระราชบิดา-พระราชโอรส เป็นต้น

กรณีของจำเลย นายทิวากร วิถีตน ได้พยายามท้าทายช่องว่างของกฎหมายโดยหมิ่น/ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการพูดลอย ๆ ไม่ได้เอ่ยระบุพระนามองค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะบุคคล จึงมิใช่ว่าจะมิเข้าองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็หาไม่

คดีนี้ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่จังหวัดขอนแก่นขอให้ผู้เขียนไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลอาญาชั้นต้นที่จังหวัดขอนแก่น

ในศาล จำเลย ยังใส่เสื้อยืดมีข้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดิม อย่างท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จนศาลท่านต้องสั่งให้จำเลยสวมเสื้อทับเสื้อยืดตัวดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาคดี

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะตีความอย่างเคร่งครัดตามลายลักษณ์อักษร ในประมวลกฎหมายอาญา จึงพิพากษายก แต่พนักงานอัยการก็ได้อุทธรณ์ข้อกฎหมายในคดีนี้ต่อ

ในครั้งนั้น ผู้เขียนได้ให้ความเห็นในศาลชั้นต้นว่า

หนึ่ง องค์พระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมหมายรวมถึง การร้อยเรียงของบูรพมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน คือพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ดังนั้นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ด้วย

ถ้าพูดแบบนักคณิตศาสตร์ ต้องพูดว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นสับเซตของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์จึงหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ด้วย ในศาลผมไม่สามารถจะวาดแผนภาพ Venn-Euler diagram ได้ แต่มีแผนภาพนี้ในใจ แผนภาพ Venn-Euler diagram เป็นดังนี้

สถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมหมายรวมถึง อดีตพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นการร้อยเรียงอดีตพระมหากษัตริย์ในอดีตที่สัมพันธ์กันสืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องทางสายโลหิต มาจนถึง องค์พระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ข้ามผ่านกาลเวลาสืบต่อไปในอนาคต คือ องค์พระมหากษัตริย์ในอนาคต ซึ่งแน่นอนย่อมหมายความรวมถึงองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล ทั้งยังหมายรวมถึง พระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิด อีกด้วย


สอง มีคำพิพากษาฎีกาในอดีต โดยท่านอาจารย์ ศิริชัย วัฒนโยธิน อดีตรองประธานศาลฎีกา ได้วางแนวฎีกาเอาไว้แล้วว่า การหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ย่อมเป็นการหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก คือ การสืบสายโลหิต การหมิ่นบรรพบุรุษ ย่อมเป็นการหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ประการสอง เป็นการกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนที่เคารพศรัทธา กระทบกระเทือนกับความมั่นคง
อดีตพระมหากษัตริย์ เป็นสับเซตของสถาบันพระมหากษัตริย์ การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นการหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน อันเป็นไปตามแนวฎีกาดังกล่าวนี้ การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ อาศัยแนวคำพิพากษาฎีกานี้บวกกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ร่วมกับรัฐธรรมนูญมาตรา 6 การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ของจำเลย (นายทิวากร วิถีตน) จึงเป็นการหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำผิดครบองค์ประกอบของกฎหมายอาญามาตรา 112

สาม ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 กรณีพรรคไทยรักษาชาติกราบบังคมทูลเชิญทูลกระหม่อมอุบลรัตนราชกัญญาทรงดำรงตำแหน่งว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการ วินิจฉัย รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไว้ชัดเจนว่า ครอบคลุมทั้ง The king as a person พระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล และ The king as an institution พระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบัน และสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมหมายรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิดด้วย

กฎหมายใดๆ ย่อมมิอาจขัดกับรัฐธรรมนูญได้ การตีความมาตรา 6 รัฐธรรมนูญ จึงต้องเหนือกว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ดังนั้นหากมาตรา 6 รัฐธรรมนูญ ตีความเช่นนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ต้องตีความไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นการหมิ่น/ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมครบองค์ประกอบความผิดทางอาญามาตรา 112

แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ สอดคล้องกับความเห็นของผู้เขียนที่ได้ให้ความเห็นไว้ในศาลชั้นต้น ข้อนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกโล่งใจ เพราะศาลอุทธรณ์ท่านได้วางแนวแล้วว่ามาตรา 112 คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีคนเลี่ยงบาลี เลี่ยงคำพูด หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมเลิกรา คำ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หมายเลขคดีดำ 416/2567 หมายเลขคดีแดง 1579/2567 ลงวันที่ 26 เมษายน 2567 ได้วินิจฉัยว่า

-------------------

“มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ (พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น) อุทธรณ์ว่า แม้รูปภาพและข้อความที่จำเลยโพสต์จะมิได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่ก็สื่อถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาแสดงให้เห็นว่าจำเลยมุ่งถึงองค์พระมหากษัตริย์นั้น เห็นว่า แม้รูป ภาพและข้อความที่จำเลยโพสต์จำเลยจะใช้ถ้อยคำว่า "สถาบันกษัตริย์" แต่ถ้อยคำดังกล่าวเป็นนามธรรม ซึ่งจะมีความหมายมุ่งถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยเพื่อให้เห็นเจตนาว่าประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ประกอบกับวิญญูชนทั่วไปซึ่งได้พบเห็นรูปภาพและข้อความที่จำเลยโพสต์สามารถเข้าใจได้ว่ามุ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันหรือไม่ คดีนี้ จำเลยเบิกความรับว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ ที่จำเลยพูดถึงนั้นหมายถึง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ ราชองครักษ์ระดับสูง เมื่อพิจารณาประกอบ เอกสารหมาย ล.๙ ของจำเลย ซึ่งระบุว่า เรียนกษัตริย์วชิราลงกรณ์ กระผมเป็นคนที่ริเริ่มใส่เสื้อยืด "เรา.....xละข้อความหมิ่นx…"...ละข้อความหมิ่น...... นอกจากนี้ถ้อยคำที่จำเลยโพสต์ข้อความว่า "หากสถาบันกษัตริย์ไม่ระงับใช้ ๑๑๒ โดยทันที ก็เท่ากับทำตัวเป็นศัตรูกับประชาชน .......xละข้อความหมิ่นx......." และ "สถาบันกษัตริย์ สั่งให้ปล่อยแกนนำทั้ง ๔ คน ได้แล้ว .........xละข้อความหมิ่นx............." เมื่อสถาบันกษัตริย์เป็นนามธรรมจึงไม่อาจกระทำตามถ้อยคำดังกล่าวได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.๒๓ แผ่นที่ ๑๗ ประกอบ ที่จำเลยลงข้อความตอบผู้มาแสดงความคิดเห็นว่า "ยุค ร.๙ ใช้ ๑๑๒ กันอย่าง xx เหมือนกันครับ xx กว่ายุค ร.๑๐ อีก ยุค ร.๑๐ ยังมีช่วงระงับใช้..." แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามุ่งประสงค์ต่อพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทั้งนางวิไลวรรณ สมโสภณ พันเอกเชาวลิต แสงคำ นายศิริพงษ์ ทองศรี นายสุรสิทธิ์ ทุมทา นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ พยานโจทก์ต่างก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อเห็นข้อความดังกล่าวมีความมุ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า รูปภาพและข้อความที่จำเลยโพสต์ดังกล่าวหมายถึง พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ส่วนที่จำเลยโพสต์รูปภาพและข้อความดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ หรือไม่นั้น เห็นว่า นอกจากการที่จำเลยโพสต์รูปภาพของจำเลยสวมเสื้อคอกลมสีขาว มีข้อความสกรีนตัวหนังสืออักษรสีแดงว่า “เราหมดศรัทธา....ละข้อความหมิ่น......แล้ว” ยังปรากฏว่าจำเลยมีการโพสต์ข้อความชักชวนให้คนมาซื้อเสื้อที่มีข้อความดังกล่าว ตามเอกสารหมาย จ.๗ แผ่นที่ ๕ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาสบประมาทลดคุณค่าพระเกียรติยศอันเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ส่วนที่จำเลยโพสต์ข้อความว่า “หากสถาบันกษัตริย์ไม่ระงับใช้ ๑๑๒ โดยทันที ก็เท่ากับทำตัวเป็นศัตรูกับประชาชน ......ละข้อความหมิ่น........” และ “สถาบันกษัตริย์ สั่งให้ปล่อยแกนนำทั้ง ๔ คน ได้แล้ว ........ละข้อความหมิ่น.........” นั้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๖ บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด มิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ หมายความว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล โดยไม่ต้องรับผิดชอบโดยพระองค์เอง ดังนี้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความเรียกร้องดังกล่าว พระมหากษัตริย์ จึงไม่สามารถจะกระทำได้ เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยโพสต์ดังกล่าว ปรากฏมีผู้เข้ามาแสดง ความคิดเห็นทำนองเกลียดชัง ด่าทอ จึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และเมื่อ จำเลยโพสต์รูปภาพและข้อความโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) ส่วนการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ (๓)หรือไม่ นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่จำเลยโพสต์รูปภาพและข้อความดังกล่าวก็เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้ ส่วนเสื้อยืดของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้สื่อความหมายในการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จึงให้ริบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ รวม ๓ กระทง จำคุกกระทงละ ๓ ปี ทางนำสืบ ของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกกระทงละ ๒ ปี รวมจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


-------------------

จำเลย คือ นายทิวากร วิถีตน ได้ถูกพิพากษาจำคุก และได้ยอมรับโทษจำคุก แต่เมื่ออยู่ในคุกแล้วจึง ได้ร้องฎีกา และระหว่างนี้ได้ขอศาลฎีกาประกันตัวออกมาต่อสู้คดี แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่เห็นสมควรให้ประกันตัวออกมาสู้คดี

ผู้เขียนจึงได้รอคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ หากศาลฎีกา พิพากษายืนตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก่อนหน้านี้ คำให้การในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นการวางแนวฎีกาในคดีอาญามาตรา 112 ว่าการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำผิดมาตรา 112

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731/2569 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2569 องค์คณะประกอบด้วย นายพรชัย พุ่มกำพล นายทินกร ก่อเพียรเจริญ และ นายอำนาจเย็นยิ่ง ได้มีวินิจฉัยดังนี้

-------------------

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การลงรูปภาพและข้อความในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยทั้ง ๓ ข้อความ ตามคำฟ้องมิได้มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แต่เป็นการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นองค์กรประกอบด้วยบุคคลมากมาย ไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ การลงรูปภาพและข้อความจึงมิได้ระบุถึงบุคคลที่ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทให้รู้แน่นอนว่าเป็นองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ การเข้าใจข้อความจึงขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคลจึงมิใช่การยืนยันข้อเท็จจริง เห็นว่า ความหมายคำว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น พยานโจทก์ปากผู้ช่วยศาสตราจารย์อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน อดีตพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ตามพระบรมราชโองการไม่มีระบุว่าเฉพาะราชวงศ์จักรีหรือรวมถึงราชวงศ์อื่นด้วย จากคำเบิกความดังกล่าวแม้คำว่าสถาบันกษัตริย์จะมีความหมายรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ทุกราชวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานใกล้ชิดซึ่งเป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ จึงหมายความถึงพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ แต่พยานก็เบิกความไว้ด้วยว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย ซึ่งองค์พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบันขณะที่จำเลยลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของตนเองตามคำฟ้องของโจทก์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ที่จำเลยพูดถึงนั้น หมายถึง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ ราชองครักษ์ระดับสูง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงการลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ โดยมีข้อความว่า หากสถาบันกษัตริย์ไม่ระงับใช้ ๑๑๒ โดยทันที …xละข้อความหมิ่นx… และ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มีข้อความว่า สถาบันกษัตริย์ สั่งให้ปล่อยแกนนำทั้ง ๔ คน ได้แล้ว …xละข้อความหมิ่นX… ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าคำว่าสถาบันกษัตริย์ที่จำเลยลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบัน และคำว่า หมดศรัทธา มีความหมายว่า หมดความเชื่อ หมดความเลื่อมใส สิ้นศรัทธา ดังนั้น คำว่า เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว จึงมีความหมายว่า หมดความเชื่อ หมดความเลื่อมใส และสิ้นศรัทธาในพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบันและสถาบันกษัตริย์ การลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ดี ทำให้จำเลยหมดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ การลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ของจำเลยดังกล่าวจึงทำให้พสกนิกรของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความเชื่อหรือเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยประพฤติปฏิบัติไม่ดีจนทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียและพสกนิกรเสื่อมศรัทธา และทำให้บุคคลทั่วไปมีความรู้สึกต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ในทางที่ไม่ดี ส่วนที่จำเลยลงข้อความหรือโพสต์ว่า …xละข้อความหมิ่นx… และข้อความที่ว่า สถาบันกษัตริย์ สั่งให้ปล่อยแกนนำทั้ง ๔ คน ได้แล้ว …xละข้อความหมิ่นx… ข้อความดังกล่าวย่อมทำให้พสกนิกรของพระมหากษัตริย์ ประชาชน หรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจหรือมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการให้ใช้หรือระงับการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และมีอำนาจสั่งให้ปล่อยแกนนำทั้ง ๔ คน ตามที่จำเลยลงข้อความได้ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วพระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ใช้หรือระงับการใช้กฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีใด ๆ ได้ การลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ของจำเลยตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคำพิพากษา ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยในปัญหาข้อนี้ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

-------------------

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุด เกี่ยวกับ มาตรา 112 เมื่อมีการหมิ่น/ดูหมิ่น สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดมาตรา 112 อย่างครบถ้วน อันเป็นการวางแนวฎีกาใหม่ สมควรที่พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานอัยการทั่วประเทศจะได้รับทราบ รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป ครูบาอาจารย นักวิชาการทางกฎหมายด้วยจะได้อบรมสั่งสอนลูกและลูกศิษย์ของตนให้เข้าใจกฎหมายอย่างถ่องแท้ และไม่กระทำผิดโดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมายมิได้