มาถึงขั้นนี้...สำหรับ “จุดจบ” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ต้องเรียกว่าแทบไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ สังเคราะห์อะไรให้เมื่อยเนื้อ-เมื่อยตัวอีกต่อไป คือพูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่จะ “อยู่ครบเทอม” โดยไม่ต้องถูกใครต่อใครรุมถีบ รุมถล่มนั้น น่าจะแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย จาก “คะแนนนิยม” ที่ตกต่ำสุดๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา หรือเหลืออยู่แค่ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะดูจากสำนักวิจัย สำนักโพลใดก็แล้วแต่ ต่ำกว่ายุครัฐบาลอดีตประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน”ช่วงที่ต้อง “ลาออก” เพราะสงครามเวียดนามไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว!!!
ดังนั้น...ถ้ายังคงพยายามดิ้นรนใช้หลักทฤษฎี “สามหนา-ห้าห่วง” เข้าว่า แต่เมื่อถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกาในอีกแค่ไม่กี่เดือนนับจากนี้ แนวโน้มที่จะแพ้ยับ แพ้เยิน สูญเสียเสียงข้างมากไม่ว่าในสภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภาก็แล้วแต่ ให้กั[พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ และนั่นย่อมเท่ากับว่ารัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของ “ทรัมป์บ้า” ย่อมต้องกลายสภาพเป็น “เป็ดง่อย” ไปโดยฉับพลัน ทันที หรือเมื่อสภาฯ เริ่มเข้าทำหน้าที่ ในวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า หรือปี ค.ศ.2027 นอกจากจะส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า” บ้าไม่ออก หรือหายบ้า ความเป็นไปได้ที่จะเกิด “กระบวนการถอดถอน”หรือที่เรียกๆ กันว่า “Impeachment” ด้วยการล้างแค้น-เอาคืนของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ย่อมน่าจะหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ลำบาก...
แต่สำหรับ “จุดจบ” ของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกาอย่างคุณปู่อิสราเอลนี่สิ!!! โอกาส “ถูกลบออกไปจากแผนที่” ถึงขั้นสิ้นชาติ สิ้นประเทศ ที่อุตส่าห์กลับมาก่อร่างสร้างเมื่อประมาณ70 ปีที่แล้วมา จะมีความเป็นไปได้มาก-น้อยขนาดไหน? หรือไม่? อย่างไร? อันนี้...คงต้องออกเรี่ยวออกแรง วิเคราะห์-สังเคราะห์ หรือคงต้องอธิบายถึงความสลับซับซ้อน ที่เต็มไปด้วยการซ่อนเงื่อน-เพื่อนทรยศ อยู่เป็นจำนวนมิใช่น้อย แต่ถึงแม้ความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ของอิสราเอล โดยเฉพาะในแง่ขีดความสามารถของการทำให้ “รัฐบาลอเมริกัน” ในแต่ละยุค แต่ละสมัย หรือไม่ว่ายุคใด สมัยใด ไม่ว่าจะ “รีพับลิกัน” หรือ “เดโมแครต” ไม่ว่า “โจ ซึมเซา” หรือ “ทรัมป์บ้า” ต้องกลายสภาพไปเป็น “สุนัขพูเดิล” ของอิสราเอล ต้องตอบสนองต่อความปรารถนาและความต้องการของอิสราเอลแบบชนิด “Israel First”ไม่ใช่ “America First”แต่อย่างใด สามารถลากคุณพ่ออเมริกาเข้ามาเล่นงานศัตรู-คู่อาฆาต อย่างอิหร่านครั้งแล้ว-ครั้งเล่า ตลอด40 กว่าปีที่ผ่านมา...
แต่สำหรับนักคิด นักวิเคราะห์ ระดับโลก ระดับอินเตอร์ อย่างท่านอดีตทูตและอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ “นายChas Freeman” ท่านเชื่อของท่านว่า นับจากนี้ต่อไป...หรือนับจากสงครามอิหร่านสิ้นสุด ยุติลงไปแล้ว แนวคิดและนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลในแต่ละยุค ได้มาถึง “จุดพีค” หรือจุดสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีแต่จะเสื่อมลงๆ ไปถึงจุดไหนต่อจุดไหน ถึงขั้นสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน หรือถึงขั้นถูกลบหายไปจากแผนที่โลกหรือไม่? อย่างไร? คงต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ความพยายามที่จะ “ครอบงำ” ภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค หรือคิดใหญ่ คิดโต ไปถึงขั้นคิดจะครอบโลก ครองโลก ดังที่ผู้เผยพระวจนะอย่าง “เศคาริยาห์” ได้เคยทำนายทายทักไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล ถึงขั้นว่า...“ถ้าตระกูลใดบนพื้นพิภพไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อนมัสการกษัตริย์คือพระเจ้าจอมโยธา (พระเจ้าของชาวยิว) ฝนจะไม่ตกเหนือเขาเหล่านั้น” อะไรประมาณนั้น อันนี้...น่าจะออกไปทาง “หมอดู-คู่กับ-หมอเดา” อย่างมิอาจปฏิเสธ...
หรืออย่างที่นักข่าวและนักคิดชาวรัสเซีย คุณ “Elizaveta Naumova” เธอได้แสดงความคิด ความเห็นเอาไว้ในข้อเขียน บทความ ว่าด้วยเรื่อง “War without end? How Israel became trapped in its own security doctrine” เพื่อตอบคำถามและอธิบายถึงการตกลงไปใน “กับดัก” ของสิ่งที่เธอเรียกว่า “ลัทธิความมั่นคง”หรือ “Security Doctrine” ของอิสราเอลเอง อันเป็นอะไรที่ออกจะมีเหตุ-มีผล มีน้ำหนัก สำหรับการนำมาคิด นำมาวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี ด้วยการสรุปเอาไว้ง่ายๆ ว่าโดยคำพูด คำปรารภของอดีตหัวหน้าขบวนการ “Zionist” อย่าง “นายTheodor Herzl” เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หรือเมื่อปี ค.ศ.1896 เพื่อนำเสนอแนวคิดในการก่อร่างสร้างประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่ในดินแดนปาเลสไตน์ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า... “เป็นดินแดนที่จะเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของชาวยิว เป็นสถานที่บรรดาความไม่มั่นคงทั้งหลายของชาวยิวในดินแดนของผู้อื่น จะถูกแทนที่ด้วยอำนาจอธิปไตยและเสถียรภาพที่ถูกกำหนดโดยตัวของเราเอง...”
นี่...อันนี้นี่แหละที่คุณ “Elizaveta Naumova” เธอเห็นว่าเป็นสิ่งที่ “ฝังลึก” อยู่ในแนวคิด ในอุดมคติ-อุดมการณ์ของพวก “Zionist” มาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที และเป็นมาโดยตลอด เพียงแต่ความพยายามที่จะสร้าง “หลักประกันความปลอดภัย” และขจัดกวาดล้างบรรดา “ความไม่มั่นคง” ทั้งหลาย ของรัฐบาลอิสราเอลในแต่ละยุค แต่ละสมัยนั้น มันไม่ได้คิดจะมุ่งไปสู่ “การอยู่ร่วมโดยสันติ” กับผู้อื่น แต่มุ่งที่จะอาศัย “อำนาจ” ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าในแง่เงินๆ-ทองๆ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ไปจนถึงการใช้เล่ห์เพทุบาย ลากเอามหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกขั้วอำนาจเดียว อย่างคุณพ่ออเมริกา ให้กลายมาเป็น “สุนัขพูเดิล”หรือ “สุนัขรับใช้อิสราเอล” อย่างชนิดแทบไม่น่าเชื่อแต่คงต้องเชื่อจนได้อุดมการณ์-อุดมคติที่ฝังหัวอยู่ในหมู่นักการเมืองอิสราเอล ไม่ว่าพรรคใดต่อพรรคใดนี่เอง มันเลยก่อให้เกิด “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” หรือ “War without end”ต่อประเทศอิสราเอลไปด้วยประการละฉะนี้...
ยิ่งเมื่อผู้นำอิสราเอลอย่าง “ไอ้เหี้ย...ม์ม์ม์ม-Benjamin Netanyahu” ได้มีโอกาสเจอกับผู้นำอเมริกาอย่าง “ไอ้บ้า”หรือ “ทรัมป์บ้า” ที่พร้อมจะ “บ้า...ก็...บ้าวะ” มาโดยตลอด ก็ยิ่งกลายเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้น ให้เกิดความพยายามที่จะสร้าง “หลักประกันความมั่นคง” ตามแบบฉบับ “ลัทธิความมั่นคง” ของพวก “Zionist” ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าการผนวกดินแดนซีเรีย อย่างที่ราบสูงโกลันแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ที่ราบสูงทรัมป์” ซะเฉยเลย การสังหาร พร่าผลาญ ชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซา เพื่อเอาดินแดนเหล่านี้มาทำ “รีสอร์ต” ผนวกอาณาเขตเวสต์แบงก์ ขยายเขตกันชนหรือขยายดินแดนเข้าไปในเลบานอน โดยหนีไม่พ้นที่จะต้องหาทางขจัดกวาดล้างพวก “ก้างขวางคอ” อย่างอิหร่านเป็นอันดับแรก หรือพูดง่ายๆ ว่า...มันมุ่งไปสู่แนวคิด จินตนาการอันสุดแสนทะเยอะทะยานที่รู้จักกันในนาม “TheGreater Israel” อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ยิ่งเข้าไปทุกที...
การสร้าง “หลักประกันความมั่นคง” ให้กับประเทศอิสราเอลในแนวนี้...มันเลยหนีไม่พ้นต้องรบกันอุตลุด รบกันแบบไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่อุดมคติ-อุดมการณ์ของ “Zionist” ยังมุ่งที่จะครองโลก ครองภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยไม่ได้สนใจกับสิ่งที่นักข่าว นักคิด ชาวรัสเซียอย่าง “Elizaveta Naumova”เธอเรียกว่า... “ช่องว่างระหว่างอุดมคติของHerzl กับ...ความเป็นจริง” ที่นับวันจะขยายตัวถ่างกว้าง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความพยายามที่จะสร้าง “หลักประกันความมั่นคง” หรือทำให้บรรดาความไม่มั่นคงทั้งหลายถูกแทนที่ด้วย “อำนาจอธิปไตยและเสถียรภาพ” ของประเทศอิสราเอล ไม่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคต มันจึงกลายเป็นสิ่งที่ “เลยขีดจำกัดแห่งความเป็นมนุษย์” ยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าโดยการฆ่าเด็ก ฆ่าผู้หญิง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดินแดนฉนวนกาซา ถล่มโรงพยาบาล ฆ่านักข่าว ฆ่าใครต่อใครที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ฯลฯ จนทำให้บรรดาชาวยิวทั้งหลาย กลายเป็น “ผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรให้คนเกลียดกันไปทั่วทั้งโลก” ไปแล้วก็ว่าได้...
และอันนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดาชาวยิวนับหมื่นนับแสน เริ่มคิดจะแยกย้าย เริ่มเผ่นออกจากประเทศตัวเองยอมปรับสภาพกลับไxเป็น “ชุมชาวยิว” ในประเทศต่างๆ เหมือนดังที่เคยเป็นมานับพันๆปีมาแล้ว หรือทำให้เกิดการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน เอาง่ายๆ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อบทบาทของบรรดา “นักการเมือง” อิสราเอล ประเภทฝ่ายขวา หรือพวกคลั่งศาสนา ยิ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นๆ ภายใต้ความพยายาม “เอาตัวรอด”ของ “นายBenjamin Netanyahu”ที่จะอาศัย “สงคราม” เป็นทางออกในแทบทุกเรื่อง ทุกกรณี การทุบ “รูปปั้นพระเยซู” ในบริเวณภาคใต้ของเลบานอน การห้ามมิให้ชาวคริสต์คาทอลิกเข้าไปทำพิธีในบริเวณที่เชื่อว่าเป็นหลุมฝังศพพระเยซูในโอกาสสำคัญ กีดกันบรรดามุสลิมหรือชาวอิสลามทั้งหลาย ไม่ให้ย่างกรายเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามอย่างมัสยิด “Al-Aqsa” ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ ยิ่งกลายเป็นตัวเพิ่มแรงกดดันให้โอกาสที่จะ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ระหว่างชาวยิวกับใครต่อใครก็ตาม ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ยิ่งเข้าไปทุกที ส่งผลให้ “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” สร้างความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า จนบรรดาชาวยิวนับหมื่น นับแสน แยกย้าย กระจัดกระจาย หันไปเป็น “ชุมชนชาวยิว” ในประเทศต่างๆ แทนที่จะภาคภูมิใจต่อความเป็น “พลเมืองอิสราเอล” จนประเทศทั้งประเทศอาจ “ถูกลบออกจากแผนที่” เอาง่ายๆ!!!


