xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

ฝีมือการพิมพ์ขั้นเทวดาในหนังสือบันทึกการเดินทางสู่บูรพทิศของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งรัสเซีย ตอนที่ 2 (จบ)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง (นิรันต์), ผศ.สมพร ชัยอารีย์กิจ

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง (นิรันต์)
ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผศ.สมพร ชัยอารีย์กิจ
ภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Heliogravure คือบรรพเทคนิคของการพิมพ์ออฟเซตสี่สีในโลกปัจจุบันของโรงพิมพ์

ในตอนนั้น (ปลายศตวรรษที่ 19) เทคนิค Heliogravure มีองค์ประกอบเกือบครบทุกอย่างที่จะเป็นระบบพิมพ์สีสมัยใหม่แล้ว ขาดเพียงแค่การ "แยกสี" (Color Separation) การแยกแสงเป็นสีจึงเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ในสมัยนั้นที่ทำให้เกิดการพิมพ์ออฟเซตสี่สีในปัจจุบัน

1. การแยกแสงเป็นสี (The Missing Link)
ถ้าเรานำฟิลเตอร์สี (แดง, เขียว, น้ำเงิน) ไปบังหน้ากล้องตอนถ่ายทำแม่พิมพ์ เราจะได้แผ่นโลหะแยกตามแม่สีแสง ซึ่งถ้าเอาแผ่นโลหะเหล่านั้นมาพิมพ์ทับกันด้วยหมึกแม่สีพิมพ์ (C, M, Y, K) มันก็จะกลายเป็นภาพสีทันที

C = Cyan: สีฟ้าอมเขียว M = Magenta: สีม่วงแดงเข้ม Y = Yellow: สีเหลือง K = Key: สีดำ (สาเหตุที่ใช้ตัว K แทนที่จะเป็น B เพื่อป้องกันความสับสนกับสี Blue และในทางการพิมพ์ สีดำถือเป็น "แม่สีหลัก" หรือ Key plate ที่ใช้พิมพ์รายละเอียดและสร้างน้ำหนักความเข้มของภาพ)

ในยุคนั้น เริ่มมีการทดลองทำ Color Photogravure แล้ว โดยการใช้แผ่นทองแดง 3-4 แผ่น (แผ่นละสี) มาพิมพ์ทับกันในตำแหน่งเดิมเป๊ะๆ (Registration) แต่ทำได้ยากมากและค่าใช้จ่ายสูงมหาศาล จึงไม่นิยมทำในหนังสือที่มีภาพเยอะๆ แบบ Travel in the East เล่มนี้

2. ความเหมือนที่แตกต่างกับ Offset สมัยใหม่
ระบบ Offset 4 สีที่เราใช้กันในปัจจุบัน (หรือที่เรียกว่า Lithography) กับ Heliogravure ในหนังสือเล่มนี้ มีจุดร่วมที่ "การใช้แสง" เหมือนกัน แต่ต่างกันที่กลไกแม่พิมพ์

Heliogravure ใช้แสง + เคมี กัดให้เป็น "ร่องลึก" (น้ำหนักเข้ม = ร่องลึกมากเก็บหมึกเยอะ)

Offset 4 สี: ใช้แสง + เคมี สร้าง "แรงตึงผิว" บนแผ่นอลูมิเนียมเรียบๆ (ส่วนที่เป็นภาพจะรับหมึกแต่ไล่น้ำ ส่วนที่ไม่ใช่ภาพจะรับน้ำแต่ไล่หมึก)

การพิมพ์ออฟเซตจัดเป็นการพิมพ์ระบบพื้นราบ

เคมีที่ใช้คือ "น้ำกับน้ำมัน" (Ink and Water) อันเป็นความมหัศจรรย์ของ Offset สารเคลือบที่ยังเหลืออยู่บนเพลต (ส่วนที่เป็นภาพ) จะมีคุณสมบัติ "ชอบน้ำมัน" (Oleophilic) ทำให้มันดูดซับหมึกพิมพ์ที่เป็นน้ำมันได้ดี

ส่วนพื้นผิวอะลูมิเนียมที่ถูกล้างสารเคลือบออกไป (ส่วนที่ไม่ใช่ภาพ) จะมีคุณสมบัติ "ชอบน้ำ" (Hydrophilic) ซึ่งในเครื่องพิมพ์จะมีลูกกลิ้งน้ำคอยหล่อไว้ เมื่อปาดหมึกที่เป็นน้ำมันลงไป หมึกจึงติดเฉพาะตรงส่วนที่เป็นภาพ และไม่ติดตรงส่วนที่เปียกน้ำ

เมื่อเราได้เพลต 4 ใบที่แยกสีมาแล้ว (Cyan, Magenta, Yellow, Black) เราก็นำไปใส่ในเครื่องพิมพ์ที่มี 4 ยูนิตเรียงกัน กระดาษจะวิ่งผ่านแม่พิมพ์ทีละสีจนซ้อนกันกลายเป็นภาพสีครบถ้วน

กลไกของแผ่นเพลทออฟเซตสี่สี เป็นการใช้แสงไปเปลี่ยนโครงสร้างเคมีให้ "ละลาย" หรือ "แข็ง" เพื่อเลือกว่าจะให้ส่วนไหนรับหมึก (น้ำมัน) หรือรับน้ำ

หลักการนี้พัฒนามาจาก Heliogravure เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เพียงแต่เราเปลี่ยนจาก "การกัดให้ลึก" (Gravure) มาเป็น "การใช้แรงตึงผิวระนาบเดียวกัน" (Lithography) ทำให้ผลิตได้เร็วและประหยัดขึ้นมหาศาล

เมื่อไหร่จะใช้ภาพพิมพ์แกะไม้ผิวนูน (Wood Engraving) เมื่อไหร่จะใช้ Heliogravure

ช่างพิมพ์และบรรณาธิการในสมัยนั้น (ช่วงปลายศตวรรษที่ 19) มีเกณฑ์การเลือกใช้เทคนิคที่ชัดเจนมากครับ โดยพิจารณาจาก "หน้าที่ของภาพ" และ "งบประมาณ" เป็นหลัก

นี่คือวิธีสังเกตและเหตุผลในการเลือกใช้ทั้งสองเทคนิค

1. เขาเลือกภาพอย่างไร? (เกณฑ์การเลือก)
Wood Engraving (แม่พิมพ์แกะไม้) ใช้กับภาพประกอบทั่วไปในเนื้อหา เช่น ภาพสถานที่, ภาพเหตุการณ์, หรือภาพวัตถุขนาดเล็ก การจัดวางพิมพ์สามารถรวมไปกับตัวอักษรได้เลย (Text and Image together) พร้อมการเรียงพิมพ์ตัวตะกั่ว เป็นเทคนิคที่พิมพ์ได้จำนวนมาก (Mass Production) แม่พิมพ์ทนทาน

Heliogravure (ภาพพิมพ์ร่องลึกไวแสง) ใช้กับภาพที่ต้องการ "ความสมจริง" สูงสุด เช่น ภาพพอร์ตเทรตบุคคลสำคัญ หรือภาพทิวทัศน์ที่เป็นจุดเด่นของเล่ม ต้องพิมพ์แยกต่างหากบนกระดาษชนิดพิเศษ แล้วค่อยเอามาแทรก ในเล่มภายหลัง จึงพิมพ์ได้น้อยกว่าและมีราคาสูงมาก ถือเป็นงานระดับ "พรีเมียม"

2. วิธีสังเกตความแตกต่างด้วยตาเปล่า
หากคุณกางหนังสือเล่มนี้อยู่ คุณสามารถแยกแยะได้ง่ายๆ ดังนี้

สังเกตจาก "เส้น" (Line vs Tone)

Wood Engraving เมื่อส่องดูใกล้ๆ (หรือใช้แว่นขยาย) คุณจะเห็นว่าภาพประกอบด้วย "เส้นขีด" ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล หรือเป็นจุดที่เกิดจากการแกะไม้ แสงเงาเกิดจากความถี่ของเส้น เส้นจะมีความคมชัด (Sharp) และเป็นระเบียบตามทางเดินของสิ่วแกะไม้

ขอบภาพจะกลืนไปกับกระดาษเนื้อเดียวกับตัวอักษร ไม่มีรอยกดทับที่ขอบ

ตำแหน่งในเล่ม Wood Engraving จะแทรกอยู่ตามหน้ากระดาษที่มีตัวหนังสือล้อมรอบ

Heliogravure ภาพจะดูเหมือน "ภาพถ่าย" มากกว่าภาพวาด จะไม่มีเส้นขีดชัดเจน แต่จะเห็นเป็น "น้ำหนักนุ่มนวล" (Smooth Gradation) เชื่อมต่อกันเหมือนฟิล์มถ่ายภาพ ถ้าส่องดูจะเห็นเป็นเม็ดทรายเล็กๆ ที่ละเอียดมาก (Grain) ไม่เป็นเส้นทางยาวเหมือนงานแกะไม้

สังเกตจาก "ขอบของภาพ" (Plate Mark) มักจะมี "รอยกดทับของขอบแผ่นโลหะ" เป็นรอยบุ๋มสี่เหลี่ยมรอบๆ ภาพ เพราะต้องใช้แรงกดมหาศาลจากแท่นพิมพ์โลหะอัดลงบนกระดาษ

ตัวภาพมักจะพิมพ์บนกระดาษที่หนาหรือนิ่มกว่ากระดาษ

เนื้อหาสังเกตจาก Heliogravure จะเป็นหน้าเดี่ยวๆ ที่ด้านหลังมักจะว่างเปล่า (Blank verso) และมีกระดาษไขบางๆ กั้นหน้าภาพไว้เพื่อป้องกันหมึกเลอะ

สรุปเทคนิคง่าย ๆ ถ้าเห็นภาพที่มี ลายเส้นขีดๆ สวยงามเหมือนงานฝีมือช่างแกะ นั่นคือ Wood Engraving (ซึ่งใน Travel in the East มีถึง 500 ภาพ ถือเป็นงานหลัก)

แต่ถ้าพลิกไปเจอหน้าที่มีภาพ นุ่มนวลเหมือนภาพถ่ายโบราณ มีมิติความลึกสูงและอยู่แยกหน้าเดี่ยวๆ นั่นคือ Heliogravure

ภาพ Heliogravure เปรียบเสมือน "ภาพไฮไลท์" ที่กษัตริย์รัสเซียต้องการโชว์ความอลังการเป็นพิเศษของหนังสือเล่มนี้

3. วิธีสังเกตความแตกต่างของวิธีการพิมพ์ภาพด้วยลักษณะการพิมพ์หนังสือ

อันที่จริงเนื่องจากฝีมือการพิมพ์ภาพด้วยแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนกว่า 500 ภาพในหนังสือเล่มนี้ รังสรรค์โดยช่างฝีมือเทวดาโดยแท้ เพราะสามารถแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนและพิมพ์ภาพออกมาได้ทั้งโทนสีและแสงเงา อันเป็นฝีมือมหัศจรรย์ เป็นฝีมือช่างเทวดาอันละเอียดยิ่ง การแกะแม่พิมพ์ต้องแกะบนไม้เนื้อแข็งซึ่งแกะได้ยากมาก เส้นที่แกะต้องเล็กและคมละเอียดมาก จึงไล่โทนสีและสร้างแสงเงาลงบนแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนได้ การปาดหมึกและการกดกระดาษเพื่อพิมพ์ก็ต้องใช้ฝีมือช่างชั้นสูงอย่างยิ่ง ภาพจากแม่พิมพ์ไม้ผิวนูน (Wood engraving) บางภาพจึงแยกด้วยตาเปล่าได้ยากจาก Heliogravure แต่สามารถใช้เทคนิคที่อาจจะเรียกว่าวิธีลัดในการสังเกตจากลักษณะการพิมพ์

ภาพที่พิมพ์ด้วย Heliogravure จะพิมพ์เต็มหน้า และคำบรรยายใต้ภาพหรือเหนือภาพจะใช้ตัวอักษรที่เกิดจากการแกะ ไม่ใช่ตัวอักษรเรียงพิมพ์ตะกั่ว เพราะการพิมพ์ Heliogravure ไม่สามารถพิมพ์ร่วมกับการพิมพ์กระดาษด้วยตัวเรียงพิมพ์ตะกั่วได้เลย เนื่องจากการพิมพ์ Heliogravure เป็นการพิมพ์ร่องลึก ในขณะที่ตัวเรียงพิมพ์ตะกั่ว เป็นการพิมพ์พื้นนูน

ภาพที่พิมพ์ด้วยการแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนมีจุดสังเกตดังนี้

หนึ่ง ภาพจะไม่จำเป็นต้องพิมพ์เต็มหน้า เป็นภาพเล็ก ๆ และไม่จำเป็นต้องเป็นภาพสี่เหลี่ยม แต่ประการใด

สอง ในหน้าเดียวกันจะมีภาพและตัวเรียงพิมพ์ตะกั่ว ประกอบกันในหน้าเดียวกัน เพราะสามารถนำแม่พิมพ์ไม้แกะผิวนูนไปวางลงบนแท่นฉับแกระพร้อมตัวเรียงพิมพ์ตะกั่วได้เลย คำบรรยายภาพก็จะเป็นตัวอักษรเรียงพิมพ์ตะกั่วเช่นกัน

สาม ภาพจะมีการจัดองค์ประกอบศิลปะ อันเกิดจากมุมมองหรือสุนทรียสัมผัสของศิลปะผู้ออกแบบภาพจากภาพต้นแบบ (ส่วนใหญ่คือคาราซิน) และช่างแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูน ร่วมกัน ในมุมมองของศิลปินผู้สร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงามและความเหมาะสม ในการเลือกต้นแบบของภาพถ่ายที่จะนำมาใช้สร้างสรรค์เอง ข้อนี้อาจจะทำให้ภาพจาก wood engraving ไม่ตรงกับสถานที่จริงค่อนข้างมาก แต่ยังมีความคล้ายคลึงกับสถานที่จริง เพราะส่วนใหญ่ใช้ภาพถ่ายจากฝีมือของ Vladimir Mendeleev เป็นภาพต้นแบบ แล้ว Nikolai Karazin ออกแบบองค์ประกอบศิลปะใหม่ก่อนใช้ช่าง wood engraver สกุล Karazin แกะแบบแม่ผิวไม้ผิวนูน

สี่ ภาพจากแม่พิมพ์ไม้ผิวนูน จะมีการลงนามของศิลปินเอาไว้บนภาพ อาจจะมุมล่างด้านใดด้านหนึ่ง

ซึ่งเหล่านี้คือทางลัดในการสังเกตจากเทคนิคการพิมพ์เพื่อให้จำแนกได้ว่าภาพใดพิมพ์ด้วย Heliogravure หรือ wood engraving สำหรับคนที่สังเกตรายละเอียดทางศิลปะออกได้ยากในหนังสือเล่มนี้

ทำไมจึงยกย่องด้วยคำว่าช่างแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนและช่างพิมพ์ฝีมือเทวดา

ภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ ทำให้โลกตะลึง แม้กระทั่งภาพพิมพ์ด้วย Heliogravure ก็สวยงามมากเป็นพิเศษ แต่ที่น่ามหัศจรรยในฝีมือเทวดาคือภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ผิวนูนกว่า 500 ภาพ ที่สวยงามละเอียด มีโทนสีและมีแสงเงา อันเป็นงานศิลปะชั้นสูงยิ่งที่ทำให้หนังสือโบราณเล่มนี้ทรงคุณค่าในสายตานักสะสมงานศิลปะชั้นเลิศ มีราคาแพง เรามาลองพิจารณากัน ซึ่งจะนำภาพมาจากบทที่ 30 ที่เขียนบันทึกถึงสยาม


อย่างไรก็ตามด้วยฝีมือการแกะสลักอันสุดวิเศษมหัศจรรย์ แม้ภาพพิมพ์จากไม้แกะผิวนูน (Wood engraving) นั้น นิโคไล คาราซิน ก็สามารถให้แสงและเงากับภาพพิมพ์ได้ ในภาพข้างบนเป็นภาพในพระอุโบสถวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ที่บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นศิลปะแบบโกธิค

ฝีมือของ Nikolai Karazin ในการวาด (แกะ) ที่แสนละเอียด เส้นเล็ก คมชัด และความสามารถของ Engraver (ช่างแกะไม้) ในการถ่ายทอดงานของเขานั้นเรียกได้ว่าเป็น "จุดสูงสุด" ของศิลปะการพิมพ์ในยุคนั้น

ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่การแกะไม้สามารถสร้าง "แสงและเงา" (Chiaroscuro) หรือแม้แต่ "ลำแสง" (Light Rays) ได้นั้น เกิดจากเทคนิคที่ซับซ้อนหลายอย่างประกอบกัน

1. การแกะแบบ "White Line" Wood Engraving
ต่างจากการแกะไม้แบบโบราณ (Woodcut) ที่เน้นตัดไม้ส่วนขาวทิ้งเพื่อให้เหลือเส้นสีดำ แต่ Wood Engraving ในศตวรรษที่ 19 คือการ "วาดด้วยแสง"

ช่างจะใช้ไม้เนื้อแข็งมาก (ส่วนใหญ่คือไม้ Boxwood) ซึ่งช่วยให้สามารถแกะเส้นที่ ละเอียดเท่าเส้นผม ได้

ทุกเส้นที่ช่างแกะลงไปคือ "แสง" (ส่วนที่เป็นสีขาว) ดังนั้นการสร้างลำแสงส่องลงมาในวัดนิเวศฯ ช่างต้องแกะเส้นขนานที่แม่นยำมากเพื่อหลอกตาเราว่ามีแสงพุ่งผ่านอากาศ

2. เทคนิค Cross-hatching และ Tonal Range
Cross-hatching คือ การแกะให้เส้นสานตัดกันในแนวเฉียงประมาณ 45-90 องศา เป็นเทคนิคการแกะที่ละเอียด เพื่อให้เกิดเป็นน้ำหนักแสงและเงา

ส่วน Tonal Range (การแกะโดยกำหนดช่วงน้ำหนัก หรือเรียกว่า การไล่น้ำหนัก) คือสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนงานแกะไม้จากการเป็นแค่ "ลายเส้น (Line Art)" ให้กลายเป็น "ภาพเสมือนจริง (Photorealistic Image)" เป็นการสร้าง "ภาพลวงทางสายตา" (Optical Illusion) เพื่อให้สมองตีความออกมาดูเป็นภาพเหมือนจริง ซึ่งมีแสงเงาและมิติ ดังนี้

1. ความถี่ของเส้น หากต้องการให้ภาพดูเป็นเงาลึก ช่างจะปล่อยไม้ไว้ไม่แกะ หรือแกะให้มีร่องเส้นห่างๆ แต่ถ้าต้องการให้ส่วนใดมีแสงสว่าง ช่างจะแกะไม้ส่วนนั้นออกให้มาก

2. ความหนาของเส้น (Line Weight)ช่างจะคุมน้ำหนักหัวสิ่วที่แกะ ให้เส้นหนาหรือบางในพื้นที่ต่างกัน หากเส้นที่ขุดลงไปลึกและกว้าง จะทำให้ภาพบริเวณนั้นดูมืดและทึบ ส่วนเส้นที่ขุดลงไปบางหรือเล็ก อาจเล็กเท่าเส้นผม เส้นเล็กๆ จะทำให้ภาพบริเวณนั้นดูโปร่งและสว่าง

3.การจุด (Stippling)ในส่วนที่ต้องการไล่น้ำหนักให้ดูเนียน เช่น ผิวคนหรือท้องฟ้า ช่างจะใช้การ "จุด" แทนการขุดเป็นเส้น เพื่อให้การไล่น้ำหนักนั้นละเอียด ทำให้ภาพดูเนียนนุ่มมากขึ้น

การไล่เฉด คาราซินมีความสามารถพิเศษในการไล่น้ำหนักความอ่อนแก่ (Value) ไว้ในภาพร่างต้นฉบับได้อย่างละเอียด จนช่างแกะไม้สามารถแปลผลออกมาเป็นน้ำหนักที่นุ่มนวลเหมือนจริงในภาพถ่ายได้

3. ความร่วมมือระหว่าง "ศิลปิน" และ "ช่างแกะ"
ในภาพข้างบนนี้จะเห็นลายเซ็น N. Karazin อยู่ แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังภาพนั้นมักจะมีชื่อของ Master Engraver (ช่างแกะมือเอก) ซ่อนอยู่ด้วยเสมอ

คาราซินเป็นผู้กุม "วิสัยทัศน์" และ "องค์ประกอบภาพ" ช่างแกะไม้เป็นผู้กุม "เทคนิคการควบคุมน้ำหนักมือ" การทำงานร่วมกันของทั้งคู่ทำให้ภาพพิมพ์ไม้ในเล่ม Travels in the East มีคุณภาพใกล้เคียงกับภาพวาดสีน้ำต้นฉบับมากที่สุด

ภาพ Bangkok from the Golden Hill (กรุงเทพฯ จากภูเขาทอง) เป็น Wood Engraving (ภาพพิมพ์แกะไม้) และเป็นหนึ่งในภาพที่โชว์ทักษะการ เล่นกับแสง ของ Karazin และช่างแกะไม้ได้เหนือชั้นที่สุดในเล่ม Travel in the East
ทำไมต้องแกะไม้ในเมื่อมีเทคนิคอื่น? ในยุคนั้น การใช้ Wood Engraving คือความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับความงาม เพราะมัน "แข็งแรง" พอที่จะพิมพ์ซ้ำได้หลายหมื่นครั้งในแท่นพิมพ์เดียวกับตัวหนังสือ (Letterpress) ทำให้หนังสือเล่มนี้สามารถแทรกภาพประกอบได้ทุกหน้าโดยที่ราคาไม่สูงจนเกินเอื้อม (เมื่อเทียบกับการใช้ Heliogravure ทั้งเล่ม)

ภาพวัดนิเวศธรรมประวัติภาพนี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าศิลปะการแกะไม้สามารถ "จับต้องอากาศและแสง" ได้ดีไม่แพ้การใช้กล้องถ่ายภาพดิจิทัลในสมัยนี้

สาเหตุที่ภาพนี้ดู "นวลตา" จนทำให้คุณลังเล มีคำอธิบายทางเทคนิคที่น่าทึ่งดังนี้

1. เทคนิค "Fine Tint" และ "Vignetting"

Fine Tint ไม่ได้แปลว่า "สีอ่อน" แต่หมายถึง เทคนิคการสร้างพื้นเรียบ (Flat/Even Tone) เพื่อให้เกิดระดับความเข้มของแสงที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอเป็นผืนเดียว โดยปกติมักใช้กับท้องฟ้า น้ำ หรือผนังกำแพงที่ต้อง การความเรียบเนียน Fine Tint คือการแกะเส้นให้ "ขนานกันและมีระยะห่างเท่ากันทุกเส้น” โดยไม่เน้นการสานเส้นหรือการสร้างรูปทรง (Contouring) แต่เน้นการคุมน้ำหนัก ความมืด-สว่างของ "พื้นที่"

ถ้า Cross-hatching คือการสร้างปริมาตรให้กับรูปทรง Fine Tint ก็คือการสร้าง "บรรยากาศสภาพ แวดล้อม" ที่จะรองรับให้รูปทรงนั้นโดดเด่นออกมาจากพื้นให้เหมือนภาพถ่าย (Photorealism) ช่างแกะไม้จะใช้เทคนิคการสานเส้นให้ถี่และบางมาก (Fine lines) ในบริเวณท้องฟ้าและบรรยากาศเหนือเมือง หากคุณซูมดูที่บริเวณท้องฟ้าด้านบน ก็จะเห็นเส้นแนวนอนขนานกันที่ละเอียดมาก ๆ การที่เส้นเหล่านี้มีความหนาบางต่างกัน ทำให้เกิดเอฟเฟกต์หรือผลทางสายตาเห็นเป็น "หมอก หรือแสง“ บรรยากาศในยามเย็นที่ปกคลุมกรุงเทพฯ ในสมัยนั้น

การใช้เส้นลักษณะนี้ช่วยสร้าง Atmospheric Perspective (ทัศนียภาพเชิงบรรยากาศ) เพื่อให้เกิดระยะ ทำให้เรารู้สึกว่าอาคารนั้นอยู่ไกลออกไป โดยมีบรรยากาศปกคลุม ให้ภาพดูจางไม่ชัดเหมือนวัตถุที่อยู่ใกล้

Vignetting" (หรือการทำภาพวินเยจ) มีความหมายแตกต่างจากการถ่ายภาพในยุคปัจจุบัน ถ้าในภาพถ่ายเรามักหมายถึง "ขอบมืด" แต่ในการแกะไม้ Vignetting คือ "การทำให้ขอบภาพจางหายไป" โดยไม่มีเส้นกรอบหรือเส้นขอบภาพมากั้น Vignette ในงานแกะไม้คือการจัดการ "พื้นที่ว่าง" (White space) ให้น้ำหนักค่อยๆ กลืนไปกับขอบของกระดาษ ด้วยการลดความถี่ของเส้น (Gradual Thinning) เมื่อเข้าใกล้จะถึงขอบภาพ ช่างแกะจะค่อยๆ ลดจำนวนเส้นลง (Line density) จากที่เคยแกะเป็น Cross-hatching หนาแน่น ก็เปลี่ยนเป็นเส้นเดี่ยวที่บางลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่เส้นบางๆ (Hairline) สลับกับพื้นที่ว่าง แล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำหนักปลายเส้น (Fading out) ช่างต้องมีความชำนาญในการคุมแรงกดของสิ่วที่กำลังแกะ ให้เบาลงเรื่อยๆ จนปลายของเส้นที่แกะค่อยๆ "หายไป" ในเนื้อไม้ (Tapering off) เหมือนกับการสะบัดพู่กันจนน้ำหมึกหมดปลายเส้นเพื่อปล่อยให้ภาพเป็น "ภาพเปิด" (Open composition) อันเป็นการเน้นจุดสนใจ (Focus) ผู้ดูจะจดจ่ออยู่กับ "วัตถุหลัก" ตรงกลางภาพโดยที่สายตาไม่ถูกดึงไปที่มุมหรือขอบของภาพ เกิดความงาม ความนุ่มเบา (Elegance) ทำให้ภาพดูไม่ "หนัก" หรือดูไม่แข็งอยู่ในกรอบ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูโปร่งและมีรสนิยม นอกจากนั้นยังช่วยสร้างความลึก (Depth) เพราะการที่ขอบภาพค่อยๆ จางหายไป ช่วยให้ภาพดูเหมือนมี "ระยะ" ที่ลึกเข้าไปในเนื้อกระดาษ หรือเหมือนภาพฝันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า

2. การตัดกันของน้ำหนัก (Contrast of Textures)


ความน่าสนใจของภาพนี้ คือ การนำเสนอ "พื้นผิว" ที่ต่างกันในบล็อกไม้เดียว ส่วนสว่าง (ลำน้ำและท้อง ฟ้า) ใช้การแกะเส้นที่บางและเรียบเนียน ส่วนที่มืด (แมกไม้และหลังคาบ้านเรือน) ใช้การแกะแบบ Cross-hatching (เส้นตัดกัน) และการทิ้งเนื้อไม้ไว้ เพื่อให้หมึกดำติดผิวที่ด้านบน สร้างความรู้สึกลึกและทึบของพุ่มไม้เขตร้อน

จุดสังเกตยืนยันเทคนิคว่าเป็น Wood engraving ของภาพนี้คือตัวอักษรใต้ภาพมีข้อความ "BANGKOK FROM THE GOLDEN HILL" พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ตะกั่ว (Type) ในระนาบเดียวกับภาพ อันยืนยันว่าต้องเป็น Wood engraving เท่านั้น

ขอบภาพนี้มีลักษณะการฟุ้งกระจายของเส้นที่ขอบด้านล่าง (Vignette) ซึ่งเป็นสไตล์ที่นิยมมากในงานภาพประกอบหนังสือยุควิกตอเรียน เพื่อให้ภาพกลืนไปกับเนื้อหาหน้ากระดาษ

มุมมองประวัติศาสตร์ในภาพนี้ ภาพนี้ของ Karazin ทรงคุณค่ามาก เพราะบันทึกภาพกรุงเทพฯ ในยุคที่ยังเป็นเวนิสแห่งตะวันออก "Venice of the East" อย่างแท้จริง

เราจะเห็นบ้านเรือนไทยมุงหลังคาจาก/กระเบื้อง แทรกตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้หนาแน่น มีคูคลองและแม่น้ำเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สะท้อนแสงแดด

การที่เขาเลือกมุมมองจาก ภูเขาทอง (The Golden Hill) แสดงว่าเขาต้องการเก็บภาพรวมของพระนครที่เปี่ยมไปด้วยความสงบแต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ของราชธานี

แม้แสงจะดูนุ่มนวลราวกับภาพถ่าย แต่ภาพนี้คือความสำเร็จสูงสุดของงาน Wood Engraving ที่สามารถหลอกตาเราให้เชื่อในความฟุ้งของแสงผ่านการ "ขีดเขียนบนไม้" ได้ ฝีมือระดับนี้ถือว่ามหัศจรรย์ เพราะมันคือการเปลี่ยนของแข็งอย่าง "เนื้อไม้" ให้กลายเป็น "แสงและอากาศ"

ภาพ Interior of a Siamese Temple (ภายในพระอุโบสถที่มิได้ระบุชัดเจนว่าเป็นที่ใด) ใช้เทคนิค Heliogravure ภาพนี้มีความพิเศษมากเมื่อวางคู่กับภาพ "Temple in Bang-Pa-In" ที่เป็นงานแกะไม้ (Wood Engraving) ทำให้เราเห็นความแตกต่างของ "ที่สุด" ในสองเทคนิคได้อย่างชัดเจน

1. ทำไมภาพนี้ถึงเป็น Heliogravure?


ความนุ่มนวลของโคมระย้า (Chandeliers) สังเกตแสงที่สะท้อนจากแก้วคริสตัลของโคมระย้าจำนวนมหาศาลบนเพดานครับ ถ้าเป็นงานแกะไม้ ช่างต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการขีดเส้นรอบดวงไฟ แต่ในภาพนี้ แสงดูนุ่มนวลและฟุ้งจาง (Soft focus) เหมือนภาพถ่ายจริง ๆ

ไม่มีลายเส้นขวาง ในบริเวณผนังอุโบสถที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังจาง ๆ คุณจะไม่เห็นลายเส้นแกะสลักเลย แต่จะเห็นเป็นเนื้อสีที่นวลละเอียดเหมือนการระบายสีน้ำ

ข้อความใต้ภาพ สังเกตฟอนต์ "Interior of a Siamese Temple" ที่เป็นตัวเขียนประดิษฐ์ (Script) และมีเครดิตโรงพิมพ์ภาษาเยอรมันตัวเล็ก ๆ ด้านล่างว่า "Druck v. F. A. Brockhaus, Leipzig" ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ชั้นสูงที่รับทำเฉพาะแผ่นภาพพิเศษ (Plates) เท่านั้น

2. รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่ Karazin บันทึกไว้

ภาพนี้คือบันทึกที่มีค่ามาก เพราะแสดงให้เห็นภายในวัดสักแห่งในสภาพดั้งเดิมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จำนวนโคมระย้าที่ประดับเต็มเพดานสะท้อนถึงความรุ่งเรืองและอิทธิพลของศิลปะตะวันตกในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

บรรยากาศ การที่ Karazin เลือกใช้ Heliogravure กับภาพนี้ เพราะเขาต้องการถ่ายทอด "ความอลังการของแสง" ที่กระทบกับเครื่องทองและแก้วคริสตัลภายในพระอุโบสถ ซึ่งเทคนิคแกะไม้แบบปกติอาจจะดู "แข็ง" เกินไปที่จะถ่ายทอดความระยิบระยับนี้ได้ครับ

Wood Engraving (ภาพวัดนิเวศฯ) เน้นความคมชัด ลายเส้น ลำแสงที่เป็นเส้นตรง (Graphic Quality)

Heliogravure (ภาพในวัดที่ไม่ได้ระบุ) เน้นอารมณ์ ความนุ่มนวล และความสมจริงเหมือนภาพถ่าย (Photographic Quality)

การที่หนังสือเล่มนี้เลือกใช้ Heliogravure กับภาพภายในวัดและภาพขบวนเรือพระที่นั่ง ยิ่งตอกย้ำว่า Karazin และทีมงานให้ความสำคัญกับ "สัญลักษณ์ของความเป็นสยาม" ในระดับสูงสุด

อัศจรรย์ใจไปกับความงามของโคมไฟพวกนั้นไหม Karazin เก็บ "จิตวิญญาณ" ของสถานที่ออกมาได้ขลังจริง ๆ โดยเลือกใช้เทคนิคในการพิมพ์ภาพที่เหมาะสมที่สุด

ผู้คนในสมัยนั้น เปิดหนังสือเล่มนี้ออกมาอ่านด้วยความทึ่งและรู้สึกอัศจรรย์ใจในฝีมือช่างอันประณีตงดงามอย่างที่สุดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ย้อนกลับมาตอบคำถามที่ว่า วัดนี้คือวัดแห่งใด จากการสืบค้น พบว่าน่าจะใกล้เคียงกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 แต่มีขนาดเล็กมาก แต่สวยงามวิจิตรบรรจง และอยู่ติดกับพระราชวังสราญรมย์ ที่ประทับของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและคณะ ตามหมายกำหนดการที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2433 อันเป็นปีที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จเยือนสยามนั้น ได้บันทึกหมายกำหนดการหรือ Timeline ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองไว้อย่างละเอียด ไม่ได้มีการระบุว่าได้เสด็จไปวัดราชประดิษฐแต่อย่างใด มีเพียงการเสด็จลงทอดพระเนตรการแสดงบริเวณสนามไชย เสด็จทอดพระเนตรสวนสราญรมย์ และเรือนกล้วยไม้ในสวนสราญรมย์ แต่เป็นไปได้ที่คณะผู้ตามเสด็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Vladimir Mendeleev ในวัยหนุ่ม ช่างภาพตามเสด็จจะเข้าไปชมพระอุโบสถซึ่งอยู่ติดที่พักนี้ด้วยตนเอง แล้วบันทึกความงดงามไว้ หรืออาจจะเป็นไปได้ที่เจ้าชาย Ookhtomsky ผู้นิพนธ์หนังสือเล่มนี้ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม พระราชบิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง อาจจะเสด็จไปทอดพระเนตรพระอุโบสถนี้ด้วยพระองค์เองก็เป็นได้ จึงได้นำมาเขียนถึงในหนังสือ แต่ไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการเสด็จของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแต่ประการใด เพราะตามหมายกำหนดการ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จเพียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ตรงข้ามพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น


ภาพพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิติมหาสีมาราม ในปัจจุบัน ผลงานถ่ายภาพของ Supanut Arunoprayote ในมุมเดียวกันกับเมื่อ 135 ปีก่อน ให้ลองเปรียบเทียบกับภาพถ่ายฝีมือของ Vladimir Mendeleev และนำมาพิมพ์ในหนังสือ Travel in the East ด้วยเทคนิค Heliogravure

เราจะสังเกตได้จากบุษบกที่ประดิษฐานพระประธานในพระอุโบสถ "พระพุทธสิหิงคปฏิมากร" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้จำลองมาจากพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบวรราชวัง ซุ้มกรอบหน้าต่างที่เหมือนกัน โคมไฟระย้าที่มีลักษณะเดียวกัน และกระทั่งลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้เช่นดังเดิมเหมือนเมื่อ 135 ปีก่อน นอกจากนี้แท่นหน้าพระประธาน อันยกระดับขึ้นมาเป็นบริเวณที่คณะสงฆ์ใช้นั่งประกอบศาสนกิจ เช่น ทำวัตรเช้า-เย็น ก็ยังคงเหมือนกันทุกประการ

การตกแต่งภายในของอาคารของอารามหลวงวัดราชประดิษฐ์มีลักษณะคล้ายวิหารผสมอุโบสถ มีบุษบกที่งดงามตั้งอยู่ภายใน เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานรวมทั้งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามล้ำค่าตกแต่งอยู่บนผนัง จึงทำให้ศิลปินเลือกภาพถ่ายนี้มาเป็นต้นแบบใช้ในการสร้างสรรค์เป็นภาพ Heliogravure ดังที่ปรากฎในหนังสือเล่มนี้อันทรงคุณค่ายิ่งในทางศิลปะและในทางประวัติศาสตร์เล่มนี้

จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายกับภาพในหนังสือ มีความเหมือนกันหลายจุด ประกอบกับข้อมูลในบันทึก มีที่พักอยู่ใกล้กัน ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าภาพ Heliogravure ภาพนี้จะเป็นภาพพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม