xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

น้ำมัน : จากความโลภของมหาอํานาจ ถึงทุนผูกขาดสามานย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ



รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต


คนไทยส่วนใหญ่ คงทราบข้อมูลพื้นฐานเพียงว่า กําลังเกิดสงคราม ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอลร่วมกับสหรัฐอเมริกา จนอิหร่านต้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุช ทําให้การขนส่งน้ำมันมีปัญหา น้ำมันจึงราคาแพง

แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปในเชิงประวัติศาสตร์ อันเป็นสาเหตุหลัก ของปัญหาปัจจุบันนั้น เกิดจากการที่ อังกฤษและสหรัฐฯผลักดันให้ สหประชาชาติจัดหาพื้นที่ ให้ชาวยิวมีที่ตั้งประเทศของตนเอง ดังนั้น ในปี คศ.1948 สหปาะชาชาติจึงมีมติให้ชาวยิวไปตั้งถิ่นฐานเป็น ประเทศอิสราเอล ในแผ่นดินที่ชาวปาเลสไตน์ครอบครองอยู่ จึงเกิด ปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องดินแดน ระหว่างชาวปาเลสไตน์กับชาว อิสราเอลตลอดมา โดยที่อิสราเอลก็ต้องการขยายพื้นที่ของประเทศ ตนเองให้กว้างขึ้น ขณะที่ชาวปาเลสไตน์และชาวประเทศอาหรับ ข้างเคียงไม่เห็นด้วย จนถึงขั้นทําสงครามกันมาไม่สิ้นสัด

เริ่มต้น ปี 1967 ประเทศอียิปต์ ซีเรีย และจอร์แดน เห็นว่า อิสราเอล ก้าวร้าว และกําลังจะกรุกรานเข้ามาในเขตแดนประเทศของตน จึงเตรียมกําลังที่จะทําสงครามกับอิสราเอล เมื่ออิสราเอลทราบข่าวการ สะสมกําลังของประเทศเหล่านี้ จึงชิงลงมือทําสงครามก่อน สงคราม ครั้งนี้ ทั้งอียิปต์ ซีเรีย และจอร์แดน ถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว สงครามจึงยุติลงภายใน 6 วัน จึงเรียกว่า สงคราม 6 วัน โดยที่ อิสราเอลเข้ายึดครองคาบสมุทรซีนายของอียิปต์ ยึดครองที่ราบสูง โกลันของซีเรีย และยึดครองเขต เวสต์ แบงค์ ของยอร์แดน ทําให้พื้นที่ของประเทศอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าตัว

ต่อมา ปี 1973 อียิปต์ และซีเรียต้องการทวงคืนดินแดนที่อิสราเอล ยึดไป จึงทําสงครามกับอิสราเอล ในสงครามครั้งนี้กลุ่มประเทศ อาหรับเห็นว่า ประเทศตะวันตกสนับสนุนอิสราเอล จึงเกิดความไม่ พอใจ กลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน ได้แก่ซาอุดิอาระเบีย อิรัก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย และอัลจีเรีย จึงประกาศงดส่ง น้ำมันให้แก่ประเทศตะวันตก พร้อมๆกับประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ดิบ(ราคาประเมิน เพื่อเก็บภาษี) จากบาร์เรลละประมาณ 3 ดอลลาร์ เมื่อต้นปี 1973 มาเป็นบาร์เรลละประมาณ 12 ดอลลาร์ เมื่อต้นเดือน มกราคม 1974 ทําให้ราคาน้ำมันทั่วโลกแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดัชนีราคาของไทย ในปี ค.ศ.1972 อยู่ที่ 119.5 เพิ่มพรวด เป็น 171.7 เมื่อต้นปี 1974 ค่าครองชีพแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่คนงาน ส่วนใหญ่ ได้ค่าจ้างวันละ 8 บาท มาตั้งแต่ปี 1961 ดังนั้น คนงานจากโรงงานในจังหวัด สมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพฯ จึงเดินทางมารวม ตัวกันประท้วงรัฐบาลที่สนามหลวง เพื่อเรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม

เมษายน 2024 อิสราเอล ก็ก่อสงคราอีกแล้ว โดยการโจมตีอิหร่าน ด้วยข้ออ้างว่าอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ และอิหร่านสนับสนุนกลุ่ม ต่อต้านอิสราเอล ต่อมาตุลาคม 2024 อิหร่านก็ตอบโต้ยิงจรวดถล่ม อิสราเอล ความขัดแย้งก็บานปลาย กลายเป็นสงคราม 12 วัน เมื่อ มิถุนายน 2025 จากนั้น ก็มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่แล้วเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิสราเอลก็โจมตีอิหร่านอีกแล้ว คราวนี้ดึงเอาสหรัฐฯ มาร่วมรบด้วยอย่างเปิดเผย ดังนั้น อิหร่านจึงตอบโต้กลับไป รุนแรงกว่าเดิม โดยการยิงจรวดถล่มอิสราเอล ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ บาห์เรน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่านโจมตีไม่ เพียงแต่ฐานทัพสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแหล่งพลังงานและ ธุรกิจที่เป็นการลงทุนของสหรัฐฯ ด้วย

การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้ แก่ผู้นําของอิหร่าน แหล่งพลังงาน และที่ตั้งของกองทัพอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเด็กๆนักเรียนระดับประถม ที่ต้องเสียชีวิตไป 165 คน จึงทําให้อิหร่านต้องตอบโต้กลับ อย่างถึงเลือดถึงเนื้อเช่นเดียวกัน แล้วในที่สุด อิหร่านก็หันไปใช้ความได้เปรียบทาภูมิศาสตร์ คือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมัประมาณ 20% ของน้ำมันที่ค้าขายกันทั่วโลก โดยประกาศว่าเรือสินค้าที่เป็น พันธมิตรกับอิหร่านให้ผ่านได้ แต่ถ้าเป็นเรือของศัตรูผ่านไม่ได้ ยกเว้นว่าสินค้าหรือน้ำมันนั้น จะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันด้วยเงินหยวน ของจีน

นี่เป็นการต่อสู้ ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสําคัญ ของเงินดอลลาร์ มาตรการ ควบคุมช่องแคบฮอร์มุช มีผลให้ราคา น้ำมันพุ่งพรวด เป็นบาร์เรลละ 100-120 ดอลล่าร์ ส่งผล กระทบอย่างรุนแรงมายังประเทศไทย เมื่อผสมผสานกับทุนสามานย์ ผูกขาดพลังงาน ที่ครอบงําอํานาจและการเมืองไทยอยู่ในปัจจุบัน ทุนพวกนี้จึงฉวยโอกาสหากําไร จากความทุกข์ลําบากของ ประชาชน ทําให้ราคาน้ำมันในไทยเพิ่มขึ้นรวดเร็วและรุนแรง ทั้งๆที่ เราก็ผลิตน้ำมันได้ไม่น้อย โดยเฉพาะก๊าซก็น่าจะผลิตได้อย่างพอเพียง

ส่วนประเด็นว่าเหตุใดสหรัฐฯจึงออกมาร่วมกับอิสราเอล ทําสงคราม กับอิหร่านโดยตรง มีเหตุผล 2 ประการ ประการแรก ทุนใหญ่ใน สหรัฐฯล้วนแต่เป็นทุนชาวยิว มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังรัฐบาลและ นักการเมือง ประการที่สอง สหรัฐฯ ต้องการจะควบคุมแหล่งน้ำมันให้ มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมัน ในสหรัฐฯแพง กว่าการนําเข้าจากต่างประเทศ และประเทศสหรัฐฯเป็นประเทศที่ใช้ น้ำมันต่อคนมากที่สุดในโลก ทั้งในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และ ภาคอุตสกกรรมการผลิต ใช้รวมกันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่ ปี 1974 เป็นต้นมา สหรัฐฯได้ใช้น้ำมัน เป็สินทรัพย์ ค้ําประกันค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากสหรัฐฯพิมพ์เงินออกมาใช้ใน สงครามเวียดนามมากเกินไป จนเงินดอลลาร์มีมากเกินกว่ามูลค่า ทองคําที่ใช้หนุนดอลลาร์หลายเท่าตัว ดังนั้น สิงหาคม ปี 1971 สหรัฐฯ จึงประกาศเลิกอิงดอลลาร์กับทองคํา (42 ดอลล่าร์ เท่ากับ 1 ทรอยออนซ์) ปล่อยให้ค่าดอลลาร์ เป็นไปตามความต้องการของ ตลาด มีผลให้ค่าดอลล่าร์อ่อนลง เพื่อทําใหค่าดอลล่าร์แข็งขึ้น สหรัฐฯจึงขอให้ประเทศโอเปกที่นําโดยซาอุฯ ขายน้ำมันเป็นดอลลาร์เท่านั้น โดยสหรัฐฯสัญญาที่จะสนับสนุนให้ซาอุฯเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง และจะช่วยนําเงินดอลลาร์ที่ได้จากการขาย น้ำมัน ไปลงทุนหากําไรในประเทศสหรัฐฯ ซาอุฯตกลง จึงได้เกิดเป็น เปโตรดอลลาร์ หมายความว่า ใครก็ตามที่ต้องการน้ำมัน ก็จะต้องวิ่ง หาดอลลาร์มาซื้อเท่านั้น จึงทําให้ทั่วโลกมีความต้องการดอลลาร์ มากขึ้น ทําให้ดอลล่าร์มีค่าแข็งขึ้น และทําให้ สหรัฐอฯพิมพ์เงิน ดอลลาร์ออกมาใช้โดยไม่จํากัด เพราะตราบใดก็ตาม ที่โลกต้องการ ดอลลาร์ สหรัฐฯก็พิมพ์ดอลล่าร์ออกมาให้ และการควบคุมปริมาณ น้ำมันได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นหลักประกันได้ว่าจะสามารถกําหนดให้ขายน้ำมันเป็นดอลล่าร์ได้มากเท่านั้น

ดังนั้น ตราบใดก็ตามที่อิสราเอลยังต้องการขยายดินแดน และยังมี กลุ่มต่อต้านอิสราเอล ตราบนั้นสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ที่สนับสนุนกลุ่มต่อต้านอิสราเอล ก็จะยังไม่สิ้นสุด ขณะเดียวกัน ตราบใดก็ตาม ที่สหรัฐ ยังต้องการครอบครองแหล่งน้ำมันในตะวัน ออดกลางรวมทั้งในอิหร่าน และต้องการกําจัดผู้ต่อต้านสหรัฐฯ สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ก็จะไม่สิ้นสุด แต่รูปแบบของ สงคราม ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ประกอบกับการที่จีน และรัสเซีย ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ทําตัวเป็นผู้ครอบงําโลก และใช้ ดอลลาร์เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ครอบงําเศรษฐกิจโลก ทั้งจีน และรัสเซีย ก็จะสนับสนุนให้อิหร่านต่อสู้กับสหรัฐฯต่อไป เพื่อให้สหรัฐฯ ติดหล่มสงคราม ลดทอนอํานาจการครอบงําโลก และลดทอนความสําคัญของดอลลาร์ในการค้าขายระหว่างประเทศ สงครามนี้ จึงเป็นกระดานดก ไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ ที่ไม่ต้องการให้ สหรัฐฯเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

ในเมื่อสงครามนี้ คงจะไม่สิ้นสุดง่ายๆ และยากที่จะประมาณได้ว่า การควบคุมช่องแคบฮอร์มุชของอิหร่านจะยุติลงเมื่อไร ไทยจึงต้อง ปรับตัว ท่าที รับสถานการณ์ของสงครามนี้ และทําให้ประเทศชาติ และประชาชนของเราอยู่รอดปลอดภัย แต่ที่น่าเป็นห่วง น่าวิตก ไม่ น้อยไปกว่าภาวะสงคราม คือปัญหา ความเลวร้าย จากทุนสามานย์ ผูกขาดกิจการพลังงาน ผสมผสานกับการโกงกินของราชการและ นักการเมืองบางประเภท ซึ่งไปซ้ําเติมปัญหาของประชาชนให้รุนแรง ขึ้นไปอีก ผ่านสถานการณ์ของราคาน้ำมัน ที่พุ่งพรวดพราดอย่าง รวดเร็ว จึงขอเสนอแนวทางผ่อนคลายปัญหาดังต่อไปนี้

1 ให้รัฐบาลประกาศใช้ พระราชกําหนด "ภาวะฉุกเฉินของพลังงาน" ห้ามส่งออกชั่วคราว ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสําเร็จรูป กําหนดราคา หน้าโรงกลั่น ด้วยราคาต้นทุนบวกกําไรปกติที่เหมาะสม ไม่ให้โรง กลั่นขาดทุน แต่จํากัดกําไรไม่ให้เกินควร

2 มีท่อส่งน้ำมัน จากภาคกลาง สู่ภาคเหนือ และภาคอีสาน แต่ท่อส่ง น้ำมันนี้ ไม่ได้ถูกใช้ให้เต็มศักยภาพ คือใช้เพียงประมาณ 20% ของกําลังส่งเท่านั้น ดังนั้น ควรใช้การส่งน้ำมันทางท่อนี้ ให้เต็มศักยภาพ เพื่อเลดต้นทุนการขนส่ง เพราะการใช้รถยนต์ขนส่งมีค่าขนส่งสูงกว่าการขนส่งทางท่อ

3 ปตท.ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 51.38% โดยกองทุนวายุภักษ์ (1) 7.38% กองทุนวายุภักษ์ ก็ดําเนินงานโดยกระทรวงการ คลัง เท่ากับว่ากระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. ประมาณ 59% เหตุใดกระทรวงการคลังจึงไม่ใช้กําไรของ ปตท.เฉลี่ยปีละเกือบแสนล้านบาท มาช่วยประชาชนบ้าง เช่น เอาเงินกําไรจาก ปตท. สมทบ กองทุนน้ำมัน แทนที่ จะมารีดเอาจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันเท่านั้น ปั๊มน้ำมันของ ปตท. และของบางจากก็ควรตรึงราคาน้ำมันขายปลีก ไม่ให้สูงเร็วเกินไป ลดกําไรลงมาบ้าง เพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะ ที่มาของ ปตท.แต่เดิมนั้น ก็มาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้นมิใช่หรือ?

4 รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมและสนับสนุน การผลิตและการใช้พลังงาน ทดแทนอย่างจริงจัง โดยการกระจายเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้ชาว บ้าน ให้ชุมชน ผลิตพลังงานทดแทนทุกประเภท ออกมาใช้ในครัว เรือน เช่น การผลิตน้ำมัน จากเศษยางพารา พลาสติก ขยะ ผลิตก๊าซ จากมูลสัตว์ ผลิตถ่านไม้ไร้ควัน ผลิตเตาถ่านให้ความร้อนสูง เหล่านี้ เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแต่สนับสนุนทุนธุรกิจ ให้ผลิตน้ำมันจากปาล์มและ มันสําปะหลัง เท่านั้น

5 ในระยะยาว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การค้า ในธุรกิจน้ำมัน กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลเกรงใจทุนผูกขาดพลังงาน ก็ยก ปตท.ให้เป็นของเอกชนทั้งหมดไปเลย แต่ดึงสิทธิและทรัพย์สินบาง อย่างกลับมาเป็นของรัฐ เช่น ท่อก๊าซ สิทธิในที่ดินที่ใช้วางท่อ เป็น ต้น จากนั้นก็ตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาเป็นของรัฐ 100% แต่ในคณะกรรมการบริหารขององค์กรนี้ ให้มีตัวแทนจากพนักงาน ตัวแทนจากผู้บริโภค และตัวแทนจากภาคธุรกิจอยู่ด้วย ตัวแทนเหล่า นี้มาจากการกลั่นกรองคัดเลือกของแต่ละภาคส่วนนั้น เพื่อจะได้ช่วย กันกํากับทิศทางและนโยบายของการดําเนินงาน ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต่อประเทศชาติมากที่สุด