งานนี้...ต้องเรียกว่า “หนัก” เสียยิ่งกว่าการสั่งให้รัฐบาลแคนาดาจับ “ลูกสาวหัวเว่ย”(Huawei) เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว หรือการ “บีบไข่Tik-Tok” ให้เปลี่ยนเจ้าของจากจีนมาเป็นอเมริกา รวมไปถึงการเฝ้ายุแยง ตะแคงรั่ว กดดัน บีบบังคับให้บรรดาประเทศใดๆ ในโลกนี้ ไม่คิดจะใช้เทคโนโลยี “ระบบ 5G-6G” อะไรต่อมิอะไรของจีนทำนองนั้น ฯลฯ อันเป็นความเพียรพยายามของมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกอย่างคุณพ่ออเมริกา ที่จะหาทางเล่นงาน “มหาอำนาจคู่แข่ง” อย่างคุณพี่จีน ไม่ให้ผงาดขึ้นมาเบียดหลัง เบียดไหล่ ไม่ให้หายใจรดต้นคอตัวเองให้จงได้ โดยเฉพาะท่ามกลางแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจแห่งอนาคต หรือ “เศรษฐกิจดิจิทัล” จนกลายมาเป็น “สงครามเทคโนโลยี”ระหว่างพวก “โลกขั้วอำนาจเดียว” กับ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ก่อนหน้าที่ “สงครามอิหร่าน” จะเปิดฉาก เปิดประตูนรกให้เห็นกันจะจะในช่วงระหว่างนี้...
เพราะการป่าวประกาศว่าจะโจมตี จะบึ้มม์ม์ม์ใส่หัวกบาล บรรดาบริษัทเทคโนโลยีประเภทไฮเทค หรือ “ICT” (Information and Communication Technology) โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ “IRGC” ต่อบรรดาบริษัทเหล่านี้ นับตั้งแต่ 8.00 น.ของวันพุธที่ 1 เม.ย.ตามเวลาอิหร่านเป็นต้นไป ไม่ว่าจะบริษัท “Cisco”, “Microsoft”, “Apple”, “Google”, “Meta”, “Intel”, “Nvidia”, “Tesla”, “Boeing”, “Plantier”, “Oracle” ตลอดไปจนบริษัทการเงินและค้าอาวุธ อย่าง “JPMorgan”, “General Electric-GE”,“Spike Solution” ไปจน “G-42”, “HP-Hewlett Packard”, “IBM”, “Dell” ฯลฯ ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย อันถือเป็น “ขุมพลัง”ของพวก “โลกขั้วอำนาจเดียว” ที่มีบทบาท อิทธิพลเอามากๆ ในเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหลาย หรือเป็นบริษัทธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พัวพันอยู่กับผลประโยชน์ของคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล แบบชนิดเหนียวเหนอะหนึบหนับมาโดยตลอด ไม่ว่าในทาง “การเมือง”หรือ “การทหาร” โดยถือเป็น “เป้าหมายอันชอบธรรม” (Legitimate Targets) อันมิอาจละเว้นได้อีกต่อไป มันจึงหนักเสียยิ่งกว่า “สงครามเทคโนโลยี” ที่คุณพ่ออเมริกาพยายามตอดโน่นตอดนี่ เพื่อหาทางเล่นงานมหาอำนาจคู่แข่งมาโดยตลอด...
ส่วนมันจะ “ชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม” หรือไม่? เพียงใด? อันนี้...ใครที่สนใจรายละเอียดเหตุผล-ข้ออ้าง คงต้องขออนุญาตเชิญชวนให้ลองคลิกไปอ่านข้อเขียนบทความ จากสำนักข่าว “Press TV” ของอิหร่านเขา ว่าด้วยเรื่อง “Explainer : Which US tech and arms companies did IRGC declare.” เมื่อช่วงวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้แจกแจงความเป็นมา-เป็นไปของแต่ละบริษัท ในการร่วมมือ-ร่วมใจ ร่วมสนับสนุน ร่วมแสวงหาผลประโยชน์จากความเหี้ยม-ความโหดของกองทัพอเมริกาและอิสราเอล แบบชนิดหนักเสียยิ่งกว่า “Tik-Tok”ของจีน หรือระบบเทคโนโลยีสื่อสาร “5G-6G” ของ “Huawei”ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง พัวพันกับรัฐบาลจีนไม่รู้จะกี่ร้อย-กี่พันเท่า...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...บรรดาบริษัทเหล่านี้นี่แหละ ที่เป็น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” การขับเคลื่อนแสนยานุภาพ อานุภาพ ของกองทัพอเมริกา-อิสราเอลของบรรดาหน่วยข่าวกรอง หน่วยปฏิบัติการทางทหาร ตั้งแต่กระทรวงสงครามหรือกระทรวงกลาโหม, CIA, DISA (Defense Information Systems Agency), DIA (Defense Intelligence Agency), NSA (National Security Agency), DHS, NIST ตลอดไปจนหน่วยปฏิบัติการสำคัญๆ ของอิสราเอลในเขตพื้นที่ยึดครอง ไม่ว่า Unit 8200, Unit 81,Unit 9900 ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ “R&D” ของบรรดาบริษัทเหล่านี้ผลุบๆ โผล่ๆ ให้เห็นเป็นดอกเห็ด ดังนั้น...การตัดสินใจหย่อนจรวด หย่อนโดรนใส่หัวกบาลของบรรดาบริษัทเหล่านี้ ยังไงๆ...ย่อมต้องถือว่าน่าจะมี “ความชอบธรรม” เสียยิ่งกว่าการหย่อนระเบิดใส่โรงเรียนสตรีอิหร่าน ใส่โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ใส่สะพานโน้น สะพานนี้ ฯลฯ ของคุณพ่ออเมริกาและอิสราเอลเพื่อหวังให้ประเทศอิหร่านต้อง “ถอยกลับไปสู่ยุคหิน”ดังที่ “ทรัมป์บ้า” ได้ป่าวประกาศไว้แบบชนิดน่าเกลียดน่ากลัว เอามากๆ...
การประกาศล่วงหน้าของกองกำลัง “IRGC” แห่งอิหร่าน ให้บรรดาลูกจ้างของบริษัทต่างๆ ถอยห่างไปจากที่ทำการในรัศมี1 กิโลเมตร ก่อนที่จะถล่มบริษัท “Oracle” ซึ่งมีสาขาอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(2 เม.ย.) ชนิดราบเรียบเป็นหน้ากลอง ตามด้วยบริษัท “Amazon” ที่มีส่วนพัวพันกับการให้ข้อมูลการลอบสังหารอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “Dr.Kamal Kharrazi”และภรรยา ก่อนที่จะไล่เรียงไปยังบริษัทอื่นๆ แบบเป็นลูกระนาด จะส่งผลต่อบรรดาบริษัทเหล่านี้ หรือต่อมูลค่าหุ้นในตลาดหุ้นของแต่ละบริษัท มากหรือน้อยเพียงใด? อันนี้...คงต้องคอย “ช้อนซื้อและเทขาย”หรือต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...มันน่าจะส่งผลไม่ต่างไปจาก “การกำหนดมาตรฐาน”การนำ “เรือบรรทุกน้ำมัน” เข้าๆ-ออกๆ จากบริเวณช่องแคบ “Hormuz” ของ “IRGC”เขานั่นแหละ ที่ได้ระบุเอาไว้คร่าวๆ ประมาณว่า...สำหรับใครก็ตามที่ซื้อ-ขายน้ำมันด้วย “เงินหยวน” ของจีน ไม่ใช่ “เงินยูเอสดอลลาร์” ของอเมริกา ย่อมมีสิทธิผ่านช่องแคบดังกล่าวได้แบบสบายๆ!!!
หรืออาจส่งผลให้ “Petro Dollar” ของอเมริกา ของพวก “โลกขั้วอำนาจเดียว” เกิดอาการหัวทิ่ม หัวคะมำ เอาง่ายๆ ขณะที่ “Petro Yuan”ของจีน หรือของพวก “โลกหลายขั้วอำนาจ” ย่อมต้องมาแรงแซงโค้ง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ อันนี้นี่แหละ...ที่อาจถือเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความประณีตละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งในการกำหนด “เป้าหมาย” และ “แผนการ”ในการรับมือภาวะสงครามหรือ “แผนยุทธศาสตร์” ของประเทศซีกโลกใต้อย่างอิหร่าน หนึ่งในประเทศที่หวังและต้องการที่จะขับเคลื่อนผลักดันให้เกิด “ระเบียบโลกแบบใหม่” ภายใต้ความเป็นไปของ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาให้จงได้ ไม่ได้อาศัยแค่ “ความเหี้ยม-ความบ้า”แบบ “ไอ้เหี้ย...ม์ม์ม์ม” และ “ไอ้บ้า” อย่างอเมริกาและอิสราเอล ที่มุ่งแต่จะฆ่าเด็ก ฆ่าพลเรือนผู้ไม่รู้อีโหน่-อีเหน่ ระเบิดโรงพยาบาล ระเบิดสะพาน ทำลายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ แบบไม่ได้มีแผน ไม่ได้มี “ยุทธศาสตร์” ใดๆ รองรับเอาไว้เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความโกรธ เกลียด ความอาฆาตพยาบาทและชิงชังล้วนๆ...
การคิดที่จะล้างผลาญทำลาย เพื่อให้ประเทศที่มีอารยธรรมนับพันๆ ปีอย่างอิหร่านกลับไปสู่ยุคหิน หรือคิดจะยึดเกาะโน่นเกาะนี่ คิดจะบุกภาคพื้นดิน ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ มันเลยออกไปทางมีแต่ “แพ้-กับ-แพ้” หรือมีแต่ “ตาย-กับ-ตาย” อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การยึดจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งลำเลียงน้ำมันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก ผ่านช่องแคบ “Hormuz” กลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความลึกซึ้งมิใช่น้อยไม่ใช่แค่คิดจะปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวไปตามความบ้า ความคลั่ง หรือความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของตัวเอง แต่เพียงเท่านั้น เพราะขณะที่บรรดาประเทศอ่าว หรือ “GCC” ที่ยอมเป็นฐานรองรับให้กับการเล่นงานอิหร่านโดยอเมริกาและอิสราเอลแต่กลับไม่อาจปกป้องคุ้มครองตัวเองได้อีกแล้ว เลยต้องหันไปอาศัยสหประชาชาติเป็นเครื่องมือ เพื่อกดดันให้โลกทั้งโลก “ใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น” บีบบังคับอิหร่านให้เปิดช่องแคบโดยไม่มีเงื่อนไข ตามข้อเสนอของเลขาธิการ “GCC” “นายJasem Mohamed Al-Budaiwi” แต่ไม่เพียงประเทศคณะมนตรีความมั่นคงอย่างจีนและรัสเซียหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อิหร่านจะไม่เห็นควรด้วยเท่านั้น ประเทศฝรั่งเศสยังพลอยต้องลุกขึ้นมาคัดค้าน เลยส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันฝรั่งเศสสามารถแล่นผ่านช่องแคบ “Hormuz” ได้แบบสบายๆ...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในช่องแคบ “Hormuz” ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแรงดึงดูดในการสร้างความร่วมมือ-ร่วมใจระหว่างอิหร่านกับบรรดาประเทศที่ไม่คิดจะเอาแต่ “Kiss My Ass” ไม่คิดจะจูบก้นของ “ทรัมป์บ้า” ไปโดยตลอดนั่นเอง ไม่ว่าฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือพี่ไทยอย่างเราๆ ไปจนถึงประเทศที่ยอมเปิดฐานทัพ4 แห่งให้กับอเมริกาในทะเลจีนใต้ อย่างฟิลิปปินส์ ก็พลอยต้องหันมาญาติดีกับอิหร่าน อย่างมิอาจปฏิเสธหรือแม้แต่หนึ่งในประเทศอ่าวอย่างโอมาน ก็กลายมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการช่องแคบดังกล่าว ดังคำประกาศของรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน อันนี้นี่แหละ...ที่สะท้อนให้เห็นถึงความประณีต ละเอียดอ่อน ความมีสติ-สตังค์แบบเต็มสูบ เต็มด้าม ไม่ได้ตกอยู่ในอาการ “สมองเสื่อม” แบบผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” เอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้...ความพยายามที่จะทำให้อิหร่าน “กลับไปสู่ยุคหิน” จึงย่อมจะนำมาสู่ “ความพ่ายแพ้” อย่างมิพึงต้องสงสัย ส่วนจะแพ้ในระดับประธานาธิบดีอเมริกาอยู่ไม่ครบเทอม หรืออิสราเอลถูกลบออกจากแผนที่หรือไม่? ประการใด? อันนี้...คงต้องโปรดรออีกจั๊กกู้ แวะชมโฆษณากันไปพลางๆ!!!


