นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน
คณะทำงานบริหารจัดการช้างป่าและคณะทำงานด้านบริหารสาธารณภัยจากช้าง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และ
รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมช้างก็เป็นช้างป่าทั้งหมด (Wild elephant) แล้ววิชาคชบาลของไทยก็มีการคล้องช้าง มีการสร้างเพนียดคล้องช้างป่า เพื่อนำมาฝึกให้เป็นช้างบ้าน (Domesticated elephant) การคล้องช้างป่าของไทยน่าจะไม่มีมานานมากแล้ว เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเสด็จพระเจ้าจักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่สองแห่งจักรวรรดิรัสเซีย เมื่อคราวทรงยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารซาเรวิซแห่งรัสเซียไปทอดพระเนตรการคล้องช้างป่าที่อยุธยามาถวาย ร้อยกว่าปีก่อน แค่แถบเกาะเมืองอยุธยาก็มีช้างป่ามากมายในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ช้างป่านั้นต่างจากช้างบ้าน ตรงที่ไม่ได้ผ่านการปรับพฤติกรรม (Behavior modification) ไม่มีควาญช้างที่สามารถขึ้นคอช้างบังคับช้างได้ แต่ไม่ว่าจะช้างบ้านหรือช้างป่าต่างก็มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวทำร้ายคนสร้างความเสียหายได้มากโดยเฉพาะช้างตัวผู้ ไม่ว่าเป็นช้างงาหรือช้างพลาย ช้างสีดอที่ไม่มีงาก็ตาม ต่างก็ตกมัน อันเป็นไปตามฮอร์โมนเพศที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และยากจะควบคุมในเวลาดังกล่าว
สำหรับช้างบ้าน เวลาตกมัน สามารถมัดล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหายตกมัน อาจจะกินเวลาหลายเดือน แต่ในบางคราวช้างบ้านก็ตกมันและกระชากจนโซ่ขาดหลุดออกไปจากหลัก แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวทำร้ายคนในชุมชนหรือทำร้ายควาญช้างจนเสียชีวิตก็มีอยู่บ่อยครั้ง
สำหรับช้างป่า จะยังคงมีพฤติกรรมสัตว์ป่าอยู่ ไม่ไว้วางใจมนุษย์ และมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่าเพื่อเอาชีวิตรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เช่น ช้างป่าอาจจะบุกรุกพื้นที่การเกษตรของคน เข้าไปเหยียบย่ำทำลายหรือกินผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกษตรกรจุดประทัดไล่ช้าง หรือใช้ปืนลูกซองยิงใส่ช้างป่า ทำให้ช้างป่ายิ่งจำฝังใจ เกลียดคนที่เคยทำร้าย ไม่ไว้วางใจคนมากกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะทำร้ายคนมากยิ่งขึ้น สถิติช้างป่าทำร้ายคนและทำร้ายช้างป่านั้นมีอยู่สูงมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทยที่ป่าถูกล้อมด้วยไร่พืชอาหารคืออ้อยและมันสำปะหลัง ทั้งยังมีถนนตัดผ่านพื้นที่ป่าและรถบรรทุกขนอ้อยวิ่งผ่านพื้นที่ ป่าที่ช้างป่าอยู่อาศัย โปรดอ่านได้จากบทความคน ทำร้าย/ฆ่า ช้างป่า ช้างป่า ทำร้าย/ฆ่า คน : วิธีการแก้ปัญหาช้างกระทบกระทั่งกับคน/ชุมชนในป่ารอยต่อห้าจังหวัด
https://mgronline.com/daily/detail/9680000009142

เมื่อไม่นานมานี้ กรมอุทยานแห่งชาติ ได้รับการสนับสนุนให้สร้างคอกขังเดี่ยวช้างป่าบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อขังเดี่ยวช้างป่า โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับพฤติกรรมช้าง เพื่อให้ลดความก้าวร้าวและควบคุมได้ นอกจากนี้มีการเคลื่อนย้ายช้างด้วยการยิงยาซึมเช่น กรณีสีดอหูพับที่ต้องกลับดาวช้างจากการยิงยาซึมเพื่อเคลื่อนย้ายกลับเข้าป่า
การจัดการช้างป่าให้เหมาะสมเพื่อให้ช้างป่าอยู่ร่วมกับมนุษย์ ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายคนมีความจำเป็น เพราะคนต้องอยู่กับช้างป่า โดยเฉพาะคนในชุมชนที่อยู่ติดกับป่าหรืออุทยานแห่งชาติ
แนวทางในการจัดการช้างป่าให้เหมาะสมนั้นมีได้หลายแนวทาง และมีข้อดีข้อเสีย ของแต่ละวิธีการ เช่น
วิธีที่หนึ่ง ฉีดวัคซีนคุมกำเนิดช้าง
วิธีที่สอง ทำให้ป่าเป็นสัปปายะสำหรับช้าง
วิธีที่สาม เพิ่มพื้นที่ป่า
วิธีที่สี่ ออก ticket ให้ล่า เก็บค่าธรรมเนียมล่าสัตว์ เปิด hunting season เพื่อลดประชากรช้างป่า ขอคัดค้านวิธีการนี้ โหดร้าย ละเมิดสิทธิสัตว์ แต่นำเสนอไว้ให้ครบถ้วนเฉย ๆ
วิธีที่ห้า ใช้วิธีโบราณคือคล้องช้างป่า แต่โบราณคล้องช้างป่ามาฝึกเป็นช้างบ้าน ช้างศึกนั้นคือช้างพลายตัวที่ดุที่สุด เอามาฝึกได้ เลือกช้างงาตัวที่ฆ่าคนตายมาเยอะ ๆ ก่อน แล้วบรรจุเป็นช้างข้าราชการ มีเงินเดือน มีควาญช้าง หรือพูดง่าย ๆ จับช้างป่าตัวที่ดุมาฝึกเป็นช้างบ้านใช้งานในราชการไปเลย
วิธีที่หก คล้องช้างป่า จำนวนมากเพื่อลดประชากรในบางพื้นที่ แล้วขนย้ายเข้าคอกก่อน ฝึกและปรับพฤติกรรม จนพอเชื่องที่จะขนใส่รถบรรทุกไปย้ายไปป่าแห่งใหม่ที่เหมาะสมและยังไม่มีช้างอยู่
วิธีที่เจ็ด คล้องช้างป่า มาขังไว้ในคอกเฉย ๆ ตามแนวคิดแบบปางช้างโลกสวย
วิธีที่แปด ติด GPS ที่ตัวช้าง มีระบบดาวเทียมหรือ Geographic information system ที่ track พฤติกรรมช้างป่า โดยเฉพาะช้างป่าตัวที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อส่งข้อความเตือนให้คนในชุมชนรอบป่าที่ช้างอาศัยอยู่ได้สามารถหลีกเลี่ยงช้างป่าที่น่าจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ทันท่วงทีจนไม่เกิด ช้างป่าฆ่า/ทำร้ายคน หรือมีเจ้าหน้าที่หรือฝูงช้างบ้านที่ฝึกแล้วอย่างดีเพื่อผลักดันช้างป่ากลับเข้าป่าได้
คำถามสำคัญที่บทความนี้ต้องการเสนอความคิดเห็นและให้ความรู้คือ วิธีที่เจ็ด คอกขังเดี่ยวช้างป่า แก้ปัญหาคนฆ่าช้าง ช้างฆ่าคน ได้จริงหรือไม่?
สำหรับในช้างบ้าน การขังเดี่ยวตลอดชีวิต โดยไม่มีควาญช้างฝึกและปรับพฤติกรรมคือการลงโทษที่โหดร้ายที่สุด แม้การขังเดี่ยวนักโทษก็เป็นการทำร้ายจิตใจนักโทษที่เป็นคนมากที่สุด เพราะคนกับช้างไม่ได้แตกต่างกันคือเป็นสัตว์สังคม (Social animal) อันเป็นลักษณะร่วมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (Mammal) อันมีพฤติกรรมการเข้าฝูง (Herding behavior) ต้องการมีปฏิสัมพันธ์ การกอดรัดสัมผัส ไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดกาลตราบจนสิ้นชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือช้าง โปรดอ่านได้จากบทความ สีดอโฮปควรมีโอกาสในชีวิตเช่นเดียวกันกับพังน้ำเพชรหรือไม่? https://mgronline.com/daily/detail/9670000098849
แต่หากจำเป็นต้องจับช้างป่ามาขังเดี่ยวในคอก เพื่อปรับพฤติกรรม จะต้องทำอย่างไร
ถ้าจะทำคอกกักขังช้างป่า เพื่อปรับพฤติกรรมอย่างรับผิดชอบ (Responsible behavior modification) จะต้องมี ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard operating procedure : SOP) อย่างน้อย 6 หมวดดังนี้
หนึ่ง เกณฑ์ “จับเข้า”
จะจับเข้าคอกขังเดี่ยวเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลใด จะไม่จับเข้าเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลใด ต้องมีความชัดเจนว่าพฤติกรรมใดที่เป็นปัญหาและจำเป็นต้องจับเข้าคอกขังเดี่ยว เป็นความจำเป็นด้านพฤติกรรม แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพของช้างป่าด้วย
สอง มาตรฐานสวัสดิภาพในคอกขังเดี่ยว
ในคอกขังเดี่ยวชายป่าสำหรับขังเดี่ยวช้างป่านั้น ต้องมีพื้นที่กว้างขวางใกล้เคียงกับป่าตามธรรมชาติที่ช้างต้องมีอาณาเขตในการหากินพอสมควร มีน้ำสะอาดตามธรรมชาติ มีอาหารธรรมชาติเพื่อให้ช้างป่ายังรักษาพฤติกรรมการหาอาหารกินตามธรรมชาติเช่นเดียวกันกับช้างป่าตามเดิม เพราะสุดท้ายก็ต้องให้ช้างป่ากลับเข้าป่า ไม่ใช่ติดการถูกป้อนอาหารโดยคน ต้องมีการเติมเต็มความสมบูรณ์ของพฤติกรรม (Behavioral enrichment) ให้ช้างได้มีกิจกรรมตามเดิมเมื่ออาศัยอยู่ในป่า เช่น การเอางาขูดเปลือกไม้กิน ต้องมีสภาพแวดล้อมคล้ายป่าเพื่อลดความเครียดให้ช้างป่า
สาม มาตรฐานทางสัตวแพทย์
สัตวแพทย์ต้องประเมินก่อนจับมาขังเดี่ยว เช่น ต้องยิงยาซึม ต้องระวังมาก ไม่ให้เกิดการสูญเสียเช่นสีดอหูพับ ระหว่างกักในคอกขังเดี่ยว สัตวแพทย์ต้องดูแลสุขภาพได้ ก่อนปล่อยกลับสู่ป่า สัตวแพทย์ต้องประเมินความพร้อมด้านสุขภาพและพฤติกรรม และต้องมีแผนฉุกเฉิน ต้องมีแผนการปรับพฤติกรรม (Behavior modification plan) ที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายพฤติกรรม (Behavioral objectives) ที่ประสงค์ ชัดเจน
สี่ ระยะเวลาและเกณฑ์ “ปล่อย/ย้ายต่อ”
ต้องมีระยะเวลาและเกณฑ์ในการปล่อยช้างกลับเข้าป่า เช่น ลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงแล้ว ไม่มีบาดแผลในใจ (Trauma) อันเกิดจากการถูกมนุษย์ทำร้ายในอดีต ลดความหวาดระแวงในมนุษย์ลงไปแล้วพอสมควร แต่ก็ต้องไม่ไว้วางใจมนุษย์จนเกินไปจนสิ้นสภาพช้างป่าอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อช้างเองได้ ต้องชัดเจนไม่ใช่ขังเดี่ยวนานจนกลายเป็นขังลืม อันเป็นการลงโทษขั้นสูงสุด ต้องไม่กักไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด
ห้า การติดตามหลังปล่อย
ต้องมีการติดไมโครชิพและ GPS เพื่อติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรม ต้องมีรายงานเหตุ หากกลับมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทำร้าย/ฆ่าคนอีกครั้ง ต้องมีตัวชี้วัดความเสี่ยง เช่น การเข้ามาป้วนเปี้ยนเข้าใกล้ชุมชนและพื้นที่การเกษตร เป็นต้น
หก รายงานโปร่งใส
การติดตามและรายงานผลการปรับพฤติกรรมของช้างป่าโดยการขังคอกเดี่ยว ต้องรายงานสถิติชีพและสถิติที่สำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ หนึ่ง อัตราตาย สอง อัตราการบาดเจ็บ สาม อัตราการกลับมาก่อเหตุซ้ำ และสี่ ต้นทุนต่อเคส

ถ้าไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ไม่มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Key performance indicator : KPI) ไม่มีการติดตามหลังปล่อยช้างป่ากลับสู่ธรรมชาติ “คอกปรับพฤติกรรม” จะกลายเป็นแค่ “ที่เก็บช้างปัญหา” ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงระบบ
คำตอบหลักต้องเป็น “ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ” อันต้องประกอบด้วย
หนึ่ง ระบบ GPS และระบบเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า (Early warning system) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนปะทะกับช้างป่าจนเกิดการบาดเจ็บ/สูญเสีย
สอง ทีมผลักดันให้ช้างป่ากลับเข้าสู่ป่า
สาม งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน
ต้องมีการฟื้นฟูป่าให้มีน้ำ โป่งเกลือแร่ พืชอาหารช้างให้เพียงพอ ชุมชนมีแนวหรือคูกันช้างป่า และชุมชนไม่ทำร้ายช้างป่า โดยโหดร้าย อันจะยิ่งสร้างแผลในใจให้ช้างป่า หวาดระแวงและยิ่งทำร้ายคนมากยิ่งขึ้น


และถ้าหน่วยงานรัฐจะเดินคอกกักขังช้างป่าต่อ ต้องเปิดเผยขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) และตัวเลขผลลัพธ์ให้ตรวจสอบได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องการย้ายสัตว์ต้องมีความรับผิดชอบ
เราลองตั้งคำถาม 20 คำถาม ที่ผู้คนอาจสงสัย ในเรื่องคอกกักขัง ปรับพฤติกรรมช้างป่า มีถามมาและพยายามตอบไป เป็นข้อๆ ได้ดังนี้ครับ
1. มีหลักฐานไหมว่าพอเข้าคอกแล้ว “หาย” ไม่กลับไปสร้างปัญหาอีก?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลระยะยาวที่ยืนยันได้ชัดว่า “หายถาวร” ในทุกตัว บางตัวดีขึ้น บางตัวกลับไปมีพฤติกรรมก้าวร้าว/ทำร้ายคน/บุกรุกพื้นที่เกษตรซ้ำ บางตัวเปลี่ยนพื้นที่ไปทำที่อื่น
ดังนั้นคอกอาจช่วย “ลดความเสี่ยงช่วงหนึ่ง” แต่ยังพูดไม่ได้ว่าเป็นการรักษาหายขาด
มันคือการจัดการ ไม่ใช่การลบความทรงจำของช้าง
2.ถ้าอย่างนั้นจะจับเข้าคอกไปทำไม?
ในบางสถานการณ์ มันเป็นวิธีหยุดเหตุเฉพาะหน้าได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะตัวที่มีพฤติกรรมรุนแรงหรือเข้าใกล้ชุมชนมาก พูดง่าย ๆ เป็นการเอาตัวเสี่ยงออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตั้งหลักก่อน
3.ควรขังนานเท่าไหร่?
นี่คือสาเหตุที่จะต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard operating procedure : SOP) ชัดเจน ถ้าไม่มีเกณฑ์ประเมินก่อนปล่อย จะกลายเป็นกักไว้เฉย ๆ ไม่มีการปรับพฤติกรรม ควรมีตัวชี้วัด (KPI) เช่น
- ระดับความก้าวร้าว - การตอบสนองต่อการผลักดัน
- สุขภาพ - โอกาสกลับเข้าพื้นที่ชุมชน
ต้องไม่ใช่ใช้เวลาเป็นตัวตัดสินอย่างเดียว
4. ปล่อยกลับแล้วจะไม่กลับมาซ้ำหรือ?
ถ้าปัจจัยดึงดูดยังอยู่ โอกาสเกิดซ้ำก็ยังมี เพราะช้างจำแหล่งอาหารเก่งมาก และการเข้าพื้นที่เกษตร “ได้พลังงานสูงกว่า” อยู่ในป่า พูดง่าย ๆ คือหากินง่าย อร่อยกว่า ดังนั้นถ้าหลังปล่อย ไม่มีระบบเฝ้าระวัง ไม่มีทีมผลักดัน ความเสี่ยงก็ยังอยู่
5.มีมาตรฐานความโปร่งใสไหม?
คำถามนี้สำคัญมาก ถ้าจะทำให้สังคมเชื่อมั่น ควรเปิดข้อมูล เช่น จับกี่ตัว รอดกี่ตัว กลับมาก่อเหตุซ้ำกี่ตัว ใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อเคส
ถ้าไม่มีตัวเลข เราจะประเมินไม่ได้ว่าวิธีนี้คุ้มค่าหรือไม่ เพราะ "สิ่งที่วัดไม่ได้ จะปรับปรุงไม่ได้"
6.ตัวชี้วัดความสำเร็จคืออะไร?
ต้องตอบให้ชัด ไม่งั้นทุกคนจะพูดว่าประสบความสำเร็จหมด ตัวอย่าง KPI ที่ควรมี เช่น ระยะเวลาที่ไม่กลับเข้าชุมชน ลดเหตุปะทะกี่เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ยาซึมได้หรือไม่ ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยขึ้นรึปล่าว
7. คอกขังเดี่ยวช้างป่าดีหรือไม่ดี?
ของใดก็ตามมีคุณอนันต์ ก็อาจจะมีโทษมหันต์ ดี ถ้าใช้ถูกวัตถุประสงค์และอยู่ในระบบใหญ่ที่มี
การติดตาม + การผลักดัน + งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน
แต่ถ้าจะหวังให้คอกเป็นคำตอบหลัก จะไม่มีทางแก้ไขได้ไม่ทันจำนวนช้างที่เพิ่มขึ้น ระบบคอกแก้ปัญหาแบบลำพังไม่ได้
8. ถ้าไม่พึ่งคอกมาก แล้วควรทำอะไรคู่กัน?
ต้องทำให้การ “จับ” เกิดน้อยลง คนรู้ตัวว่าเสี่ยงล่วงหน้าหลบหนีได้ทันเวลา ลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง แจ้งเตือนเร็ว ผลักดันกลับได้ทัน ลดแหล่งอาหารดึงดูดช้างป่า นอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์
9. อยากเห็นคอกปรับพฤติกรรมในอนาคตแบบไหน?
อยากเห็นคอกขังเดี่ยวช้างป่าแบบที่
– เข้าอย่างมีเหตุผล - อยู่ด้วยสวัสดิภาพ
- ออกด้วยการประเมิน - มีการติดตามหลังปล่อยจริง
- ไม่ใช่เข้าแล้วจบข่าว ขังไปเรื่อยๆ ขังลืมไม่มีกำหนด
10. คอกขังเดี่ยวปรับพฤติกรรมได้ผลจริง หรือไม่ได้ผล?
ได้ผลในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะ เรื่องการหยุดความเสี่ยงเฉพาะหน้า
แต่ถ้าถามว่าทำให้หายถาวรทุกตัวไหม ก็คงจะไม่ใช่ในเชิงหลักวิชาการ
ดังนั้นคอกขังเดี่ยวควรเป็นแค่หนึ่งเครื่องมือ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
11. ที่ผ่านมาที่ทำคอกขังเดี่ยวกันมา ถือว่าล้มเหลวไหม?
เราไม่ใช้คำว่าล้มเหลว เพราะทุกคนทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัด แต่สิ่งที่ชัดคือ สถานการณ์ความขัดแย้งยังเกิดซ้ำ แปลว่าเรายังต้องพัฒนาระบบให้ "ดีขึ้นได้อีก"
12. วิธีที่รัฐทำอยู่ในการจัดการขังเดี่ยวช้างป่าในคอกไม่ถูกต้อง?
ไม่ใช่ว่ารัฐทำไม่ถูกต้อง แต่เรากำลังบอกว่า “ทำให้ดีขึ้นไปได้อีก” งานแบบนี้ไม่มีสูตรตายตัว สำเร็จรูป มีแต่การเรียนรู้และปรับปรุงตามข้อมูล
13. ถ้าปล่อยช้างป่ากลับเข้าป่าแล้วทำผิดซ้ำ ใครต้องรับผิดชอบ?
การจัดการสัตว์ป่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงาน ชุมชน และระบบเฝ้าระวัง ถ้าเรามองหาคนผิด เราจะพลาดโอกาสสร้างระบบที่ป้องกันได้จริง ไม่ควรกล่าวโทษกันโดยเด็ดขาด
14. กำลังปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขังเดี่ยวช้างป่าในคอกหรือไม่?
เราต้องปกป้องความจริง คนทำงานหน้างานตัดสินใจในสถานการณ์กดดันสูง สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือระบบที่ช่วยให้เสี่ยงน้อยลง
15. การจับช้างป่าไปขังเดี่ยวในคอกคือการละเมิดสิทธิสัตว์
เราเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่ในบางกรณี การไม่ทำอะไรเลย อาจนำไปสู่การบาดเจ็บทั้งคนและช้าง
โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้การจำกัดอิสรภาพ “สั้นที่สุด และปลอดภัยที่สุด” และทำให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดการทำร้าย/เข่นฆ่ากัน
16.งบประมาณตั้งเยอะ แต่ปัญหายังอยู่ คุ้มค่าหรือไม่?
เพราะเราใช้เงินกับการแก้ปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเพิ่มการลงทุนในระบบการเตือนภัยล่วงหน้า
ข้อมูลรายตัวที่ติดตามจาก microchip และ GPS ร่วมกับดาวเทียม ทีมผลักดันช้างป่า ผลลัพธ์ระยะยาวจะดีขึ้นได้และคุ้มค่า เพราะชีวิตไม่ว่าคนหรือช้างป่าต่างมีคุณค่าสูงไม่แตกต่างกัน
17. ควรเลิกคอกขังเดี่ยวช้างป่าหรือไม่?
ไม่ควร แต่ต้องรู้บทบาทของคอกขังเดี่ยว ต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้อง
คอกคือห้องฉุกเฉิน ที่คอยระงับเหตุฉุกเฉินชั่วคราว แต่ไม่ใช่บ้านถาวรของนโยบายในการจัดการช้างป่าโดยเด็ดขาด
18. แสดงบอกว่าที่ผ่านมา ใช้คอกขังเดี่ยวช้างป่ามากเกินไปหรือไม่?
เรากำลังบอกว่า เราควรเพิ่มเครื่องมืออื่นให้มากพอ จนไม่ต้องพึ่งคอกขังเดี่ยวบ่อยจนเกินไป
19. มั่นใจว่าหรือไม่ว่าวิธีที่นำเสนอดีกว่า?
หนึ่ง ระบบ GPS และระบบเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า (Early warning system) สอง ทีมผลักดันให้ช้างป่ากลับเข้าสู่ป่า สาม งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน ถ้าเรามีข้อมูลมากขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าสามวิธีการที่นำเสนอนี้ได้ผล คุ้มค่าหรือไม่
20. ถ้าพรุ่งนี้มีช้างป่าตกมัน ก้าวร้าว อาละวาด ฆ่าคนตาย จะยังต้องจับด้วยการยิงยาซึมอีกหรือไม่?
ถ้าความปลอดภัยและชีวิตของคนอยู่ตรงหน้า ก็จำเป็นต้องทำ แต่หลังจากนั้น เราควรถามว่า จะทำอย่างไร ให้ไม่ต้องเกิดขึ้นอีก เราจะป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างไร จะลดความเสี่ยงอย่างไรให้น้อยที่สุด โดยคนเมตตาช้างป่า และช้างป่าก็เมตตาคน อยู่ร่วมกันได้ ไม่ทำร้ายเข่นฆ่ากัน
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน
คณะทำงานบริหารจัดการช้างป่าและคณะทำงานด้านบริหารสาธารณภัยจากช้าง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และ
รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมช้างก็เป็นช้างป่าทั้งหมด (Wild elephant) แล้ววิชาคชบาลของไทยก็มีการคล้องช้าง มีการสร้างเพนียดคล้องช้างป่า เพื่อนำมาฝึกให้เป็นช้างบ้าน (Domesticated elephant) การคล้องช้างป่าของไทยน่าจะไม่มีมานานมากแล้ว เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเสด็จพระเจ้าจักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่สองแห่งจักรวรรดิรัสเซีย เมื่อคราวทรงยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารซาเรวิซแห่งรัสเซียไปทอดพระเนตรการคล้องช้างป่าที่อยุธยามาถวาย ร้อยกว่าปีก่อน แค่แถบเกาะเมืองอยุธยาก็มีช้างป่ามากมายในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ช้างป่านั้นต่างจากช้างบ้าน ตรงที่ไม่ได้ผ่านการปรับพฤติกรรม (Behavior modification) ไม่มีควาญช้างที่สามารถขึ้นคอช้างบังคับช้างได้ แต่ไม่ว่าจะช้างบ้านหรือช้างป่าต่างก็มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวทำร้ายคนสร้างความเสียหายได้มากโดยเฉพาะช้างตัวผู้ ไม่ว่าเป็นช้างงาหรือช้างพลาย ช้างสีดอที่ไม่มีงาก็ตาม ต่างก็ตกมัน อันเป็นไปตามฮอร์โมนเพศที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และยากจะควบคุมในเวลาดังกล่าว
สำหรับช้างบ้าน เวลาตกมัน สามารถมัดล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหายตกมัน อาจจะกินเวลาหลายเดือน แต่ในบางคราวช้างบ้านก็ตกมันและกระชากจนโซ่ขาดหลุดออกไปจากหลัก แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวทำร้ายคนในชุมชนหรือทำร้ายควาญช้างจนเสียชีวิตก็มีอยู่บ่อยครั้ง
สำหรับช้างป่า จะยังคงมีพฤติกรรมสัตว์ป่าอยู่ ไม่ไว้วางใจมนุษย์ และมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่าเพื่อเอาชีวิตรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เช่น ช้างป่าอาจจะบุกรุกพื้นที่การเกษตรของคน เข้าไปเหยียบย่ำทำลายหรือกินผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกษตรกรจุดประทัดไล่ช้าง หรือใช้ปืนลูกซองยิงใส่ช้างป่า ทำให้ช้างป่ายิ่งจำฝังใจ เกลียดคนที่เคยทำร้าย ไม่ไว้วางใจคนมากกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะทำร้ายคนมากยิ่งขึ้น สถิติช้างป่าทำร้ายคนและทำร้ายช้างป่านั้นมีอยู่สูงมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทยที่ป่าถูกล้อมด้วยไร่พืชอาหารคืออ้อยและมันสำปะหลัง ทั้งยังมีถนนตัดผ่านพื้นที่ป่าและรถบรรทุกขนอ้อยวิ่งผ่านพื้นที่ ป่าที่ช้างป่าอยู่อาศัย โปรดอ่านได้จากบทความคน ทำร้าย/ฆ่า ช้างป่า ช้างป่า ทำร้าย/ฆ่า คน : วิธีการแก้ปัญหาช้างกระทบกระทั่งกับคน/ชุมชนในป่ารอยต่อห้าจังหวัด
https://mgronline.com/daily/detail/9680000009142
เมื่อไม่นานมานี้ กรมอุทยานแห่งชาติ ได้รับการสนับสนุนให้สร้างคอกขังเดี่ยวช้างป่าบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อขังเดี่ยวช้างป่า โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับพฤติกรรมช้าง เพื่อให้ลดความก้าวร้าวและควบคุมได้ นอกจากนี้มีการเคลื่อนย้ายช้างด้วยการยิงยาซึมเช่น กรณีสีดอหูพับที่ต้องกลับดาวช้างจากการยิงยาซึมเพื่อเคลื่อนย้ายกลับเข้าป่า
การจัดการช้างป่าให้เหมาะสมเพื่อให้ช้างป่าอยู่ร่วมกับมนุษย์ ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายคนมีความจำเป็น เพราะคนต้องอยู่กับช้างป่า โดยเฉพาะคนในชุมชนที่อยู่ติดกับป่าหรืออุทยานแห่งชาติ
แนวทางในการจัดการช้างป่าให้เหมาะสมนั้นมีได้หลายแนวทาง และมีข้อดีข้อเสีย ของแต่ละวิธีการ เช่น
วิธีที่หนึ่ง ฉีดวัคซีนคุมกำเนิดช้าง
วิธีที่สอง ทำให้ป่าเป็นสัปปายะสำหรับช้าง
วิธีที่สาม เพิ่มพื้นที่ป่า
วิธีที่สี่ ออก ticket ให้ล่า เก็บค่าธรรมเนียมล่าสัตว์ เปิด hunting season เพื่อลดประชากรช้างป่า ขอคัดค้านวิธีการนี้ โหดร้าย ละเมิดสิทธิสัตว์ แต่นำเสนอไว้ให้ครบถ้วนเฉย ๆ
วิธีที่ห้า ใช้วิธีโบราณคือคล้องช้างป่า แต่โบราณคล้องช้างป่ามาฝึกเป็นช้างบ้าน ช้างศึกนั้นคือช้างพลายตัวที่ดุที่สุด เอามาฝึกได้ เลือกช้างงาตัวที่ฆ่าคนตายมาเยอะ ๆ ก่อน แล้วบรรจุเป็นช้างข้าราชการ มีเงินเดือน มีควาญช้าง หรือพูดง่าย ๆ จับช้างป่าตัวที่ดุมาฝึกเป็นช้างบ้านใช้งานในราชการไปเลย
วิธีที่หก คล้องช้างป่า จำนวนมากเพื่อลดประชากรในบางพื้นที่ แล้วขนย้ายเข้าคอกก่อน ฝึกและปรับพฤติกรรม จนพอเชื่องที่จะขนใส่รถบรรทุกไปย้ายไปป่าแห่งใหม่ที่เหมาะสมและยังไม่มีช้างอยู่
วิธีที่เจ็ด คล้องช้างป่า มาขังไว้ในคอกเฉย ๆ ตามแนวคิดแบบปางช้างโลกสวย
วิธีที่แปด ติด GPS ที่ตัวช้าง มีระบบดาวเทียมหรือ Geographic information system ที่ track พฤติกรรมช้างป่า โดยเฉพาะช้างป่าตัวที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อส่งข้อความเตือนให้คนในชุมชนรอบป่าที่ช้างอาศัยอยู่ได้สามารถหลีกเลี่ยงช้างป่าที่น่าจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ทันท่วงทีจนไม่เกิด ช้างป่าฆ่า/ทำร้ายคน หรือมีเจ้าหน้าที่หรือฝูงช้างบ้านที่ฝึกแล้วอย่างดีเพื่อผลักดันช้างป่ากลับเข้าป่าได้
คำถามสำคัญที่บทความนี้ต้องการเสนอความคิดเห็นและให้ความรู้คือ วิธีที่เจ็ด คอกขังเดี่ยวช้างป่า แก้ปัญหาคนฆ่าช้าง ช้างฆ่าคน ได้จริงหรือไม่?
สำหรับในช้างบ้าน การขังเดี่ยวตลอดชีวิต โดยไม่มีควาญช้างฝึกและปรับพฤติกรรมคือการลงโทษที่โหดร้ายที่สุด แม้การขังเดี่ยวนักโทษก็เป็นการทำร้ายจิตใจนักโทษที่เป็นคนมากที่สุด เพราะคนกับช้างไม่ได้แตกต่างกันคือเป็นสัตว์สังคม (Social animal) อันเป็นลักษณะร่วมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (Mammal) อันมีพฤติกรรมการเข้าฝูง (Herding behavior) ต้องการมีปฏิสัมพันธ์ การกอดรัดสัมผัส ไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดกาลตราบจนสิ้นชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือช้าง โปรดอ่านได้จากบทความ สีดอโฮปควรมีโอกาสในชีวิตเช่นเดียวกันกับพังน้ำเพชรหรือไม่? https://mgronline.com/daily/detail/9670000098849
แต่หากจำเป็นต้องจับช้างป่ามาขังเดี่ยวในคอก เพื่อปรับพฤติกรรม จะต้องทำอย่างไร
ถ้าจะทำคอกกักขังช้างป่า เพื่อปรับพฤติกรรมอย่างรับผิดชอบ (Responsible behavior modification) จะต้องมี ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard operating procedure : SOP) อย่างน้อย 6 หมวดดังนี้
หนึ่ง เกณฑ์ “จับเข้า”
จะจับเข้าคอกขังเดี่ยวเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลใด จะไม่จับเข้าเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลใด ต้องมีความชัดเจนว่าพฤติกรรมใดที่เป็นปัญหาและจำเป็นต้องจับเข้าคอกขังเดี่ยว เป็นความจำเป็นด้านพฤติกรรม แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพของช้างป่าด้วย
สอง มาตรฐานสวัสดิภาพในคอกขังเดี่ยว
ในคอกขังเดี่ยวชายป่าสำหรับขังเดี่ยวช้างป่านั้น ต้องมีพื้นที่กว้างขวางใกล้เคียงกับป่าตามธรรมชาติที่ช้างต้องมีอาณาเขตในการหากินพอสมควร มีน้ำสะอาดตามธรรมชาติ มีอาหารธรรมชาติเพื่อให้ช้างป่ายังรักษาพฤติกรรมการหาอาหารกินตามธรรมชาติเช่นเดียวกันกับช้างป่าตามเดิม เพราะสุดท้ายก็ต้องให้ช้างป่ากลับเข้าป่า ไม่ใช่ติดการถูกป้อนอาหารโดยคน ต้องมีการเติมเต็มความสมบูรณ์ของพฤติกรรม (Behavioral enrichment) ให้ช้างได้มีกิจกรรมตามเดิมเมื่ออาศัยอยู่ในป่า เช่น การเอางาขูดเปลือกไม้กิน ต้องมีสภาพแวดล้อมคล้ายป่าเพื่อลดความเครียดให้ช้างป่า
สาม มาตรฐานทางสัตวแพทย์
สัตวแพทย์ต้องประเมินก่อนจับมาขังเดี่ยว เช่น ต้องยิงยาซึม ต้องระวังมาก ไม่ให้เกิดการสูญเสียเช่นสีดอหูพับ ระหว่างกักในคอกขังเดี่ยว สัตวแพทย์ต้องดูแลสุขภาพได้ ก่อนปล่อยกลับสู่ป่า สัตวแพทย์ต้องประเมินความพร้อมด้านสุขภาพและพฤติกรรม และต้องมีแผนฉุกเฉิน ต้องมีแผนการปรับพฤติกรรม (Behavior modification plan) ที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายพฤติกรรม (Behavioral objectives) ที่ประสงค์ ชัดเจน
สี่ ระยะเวลาและเกณฑ์ “ปล่อย/ย้ายต่อ”
ต้องมีระยะเวลาและเกณฑ์ในการปล่อยช้างกลับเข้าป่า เช่น ลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงแล้ว ไม่มีบาดแผลในใจ (Trauma) อันเกิดจากการถูกมนุษย์ทำร้ายในอดีต ลดความหวาดระแวงในมนุษย์ลงไปแล้วพอสมควร แต่ก็ต้องไม่ไว้วางใจมนุษย์จนเกินไปจนสิ้นสภาพช้างป่าอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อช้างเองได้ ต้องชัดเจนไม่ใช่ขังเดี่ยวนานจนกลายเป็นขังลืม อันเป็นการลงโทษขั้นสูงสุด ต้องไม่กักไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด
ห้า การติดตามหลังปล่อย
ต้องมีการติดไมโครชิพและ GPS เพื่อติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรม ต้องมีรายงานเหตุ หากกลับมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทำร้าย/ฆ่าคนอีกครั้ง ต้องมีตัวชี้วัดความเสี่ยง เช่น การเข้ามาป้วนเปี้ยนเข้าใกล้ชุมชนและพื้นที่การเกษตร เป็นต้น
หก รายงานโปร่งใส
การติดตามและรายงานผลการปรับพฤติกรรมของช้างป่าโดยการขังคอกเดี่ยว ต้องรายงานสถิติชีพและสถิติที่สำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ หนึ่ง อัตราตาย สอง อัตราการบาดเจ็บ สาม อัตราการกลับมาก่อเหตุซ้ำ และสี่ ต้นทุนต่อเคส
ถ้าไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ไม่มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Key performance indicator : KPI) ไม่มีการติดตามหลังปล่อยช้างป่ากลับสู่ธรรมชาติ “คอกปรับพฤติกรรม” จะกลายเป็นแค่ “ที่เก็บช้างปัญหา” ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงระบบ
คำตอบหลักต้องเป็น “ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ” อันต้องประกอบด้วย
หนึ่ง ระบบ GPS และระบบเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า (Early warning system) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนปะทะกับช้างป่าจนเกิดการบาดเจ็บ/สูญเสีย
สอง ทีมผลักดันให้ช้างป่ากลับเข้าสู่ป่า
สาม งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน
ต้องมีการฟื้นฟูป่าให้มีน้ำ โป่งเกลือแร่ พืชอาหารช้างให้เพียงพอ ชุมชนมีแนวหรือคูกันช้างป่า และชุมชนไม่ทำร้ายช้างป่า โดยโหดร้าย อันจะยิ่งสร้างแผลในใจให้ช้างป่า หวาดระแวงและยิ่งทำร้ายคนมากยิ่งขึ้น
และถ้าหน่วยงานรัฐจะเดินคอกกักขังช้างป่าต่อ ต้องเปิดเผยขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) และตัวเลขผลลัพธ์ให้ตรวจสอบได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องการย้ายสัตว์ต้องมีความรับผิดชอบ
เราลองตั้งคำถาม 20 คำถาม ที่ผู้คนอาจสงสัย ในเรื่องคอกกักขัง ปรับพฤติกรรมช้างป่า มีถามมาและพยายามตอบไป เป็นข้อๆ ได้ดังนี้ครับ
1. มีหลักฐานไหมว่าพอเข้าคอกแล้ว “หาย” ไม่กลับไปสร้างปัญหาอีก?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลระยะยาวที่ยืนยันได้ชัดว่า “หายถาวร” ในทุกตัว บางตัวดีขึ้น บางตัวกลับไปมีพฤติกรรมก้าวร้าว/ทำร้ายคน/บุกรุกพื้นที่เกษตรซ้ำ บางตัวเปลี่ยนพื้นที่ไปทำที่อื่น
ดังนั้นคอกอาจช่วย “ลดความเสี่ยงช่วงหนึ่ง” แต่ยังพูดไม่ได้ว่าเป็นการรักษาหายขาด
มันคือการจัดการ ไม่ใช่การลบความทรงจำของช้าง
2.ถ้าอย่างนั้นจะจับเข้าคอกไปทำไม?
ในบางสถานการณ์ มันเป็นวิธีหยุดเหตุเฉพาะหน้าได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะตัวที่มีพฤติกรรมรุนแรงหรือเข้าใกล้ชุมชนมาก พูดง่าย ๆ เป็นการเอาตัวเสี่ยงออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตั้งหลักก่อน
3.ควรขังนานเท่าไหร่?
นี่คือสาเหตุที่จะต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard operating procedure : SOP) ชัดเจน ถ้าไม่มีเกณฑ์ประเมินก่อนปล่อย จะกลายเป็นกักไว้เฉย ๆ ไม่มีการปรับพฤติกรรม ควรมีตัวชี้วัด (KPI) เช่น
- ระดับความก้าวร้าว - การตอบสนองต่อการผลักดัน
- สุขภาพ - โอกาสกลับเข้าพื้นที่ชุมชน
ต้องไม่ใช่ใช้เวลาเป็นตัวตัดสินอย่างเดียว
4. ปล่อยกลับแล้วจะไม่กลับมาซ้ำหรือ?
ถ้าปัจจัยดึงดูดยังอยู่ โอกาสเกิดซ้ำก็ยังมี เพราะช้างจำแหล่งอาหารเก่งมาก และการเข้าพื้นที่เกษตร “ได้พลังงานสูงกว่า” อยู่ในป่า พูดง่าย ๆ คือหากินง่าย อร่อยกว่า ดังนั้นถ้าหลังปล่อย ไม่มีระบบเฝ้าระวัง ไม่มีทีมผลักดัน ความเสี่ยงก็ยังอยู่
5.มีมาตรฐานความโปร่งใสไหม?
คำถามนี้สำคัญมาก ถ้าจะทำให้สังคมเชื่อมั่น ควรเปิดข้อมูล เช่น จับกี่ตัว รอดกี่ตัว กลับมาก่อเหตุซ้ำกี่ตัว ใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อเคส
ถ้าไม่มีตัวเลข เราจะประเมินไม่ได้ว่าวิธีนี้คุ้มค่าหรือไม่ เพราะ "สิ่งที่วัดไม่ได้ จะปรับปรุงไม่ได้"
6.ตัวชี้วัดความสำเร็จคืออะไร?
ต้องตอบให้ชัด ไม่งั้นทุกคนจะพูดว่าประสบความสำเร็จหมด ตัวอย่าง KPI ที่ควรมี เช่น ระยะเวลาที่ไม่กลับเข้าชุมชน ลดเหตุปะทะกี่เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ยาซึมได้หรือไม่ ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยขึ้นรึปล่าว
7. คอกขังเดี่ยวช้างป่าดีหรือไม่ดี?
ของใดก็ตามมีคุณอนันต์ ก็อาจจะมีโทษมหันต์ ดี ถ้าใช้ถูกวัตถุประสงค์และอยู่ในระบบใหญ่ที่มี
การติดตาม + การผลักดัน + งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน
แต่ถ้าจะหวังให้คอกเป็นคำตอบหลัก จะไม่มีทางแก้ไขได้ไม่ทันจำนวนช้างที่เพิ่มขึ้น ระบบคอกแก้ปัญหาแบบลำพังไม่ได้
8. ถ้าไม่พึ่งคอกมาก แล้วควรทำอะไรคู่กัน?
ต้องทำให้การ “จับ” เกิดน้อยลง คนรู้ตัวว่าเสี่ยงล่วงหน้าหลบหนีได้ทันเวลา ลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง แจ้งเตือนเร็ว ผลักดันกลับได้ทัน ลดแหล่งอาหารดึงดูดช้างป่า นอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์
9. อยากเห็นคอกปรับพฤติกรรมในอนาคตแบบไหน?
อยากเห็นคอกขังเดี่ยวช้างป่าแบบที่
– เข้าอย่างมีเหตุผล - อยู่ด้วยสวัสดิภาพ
- ออกด้วยการประเมิน - มีการติดตามหลังปล่อยจริง
- ไม่ใช่เข้าแล้วจบข่าว ขังไปเรื่อยๆ ขังลืมไม่มีกำหนด
10. คอกขังเดี่ยวปรับพฤติกรรมได้ผลจริง หรือไม่ได้ผล?
ได้ผลในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะ เรื่องการหยุดความเสี่ยงเฉพาะหน้า
แต่ถ้าถามว่าทำให้หายถาวรทุกตัวไหม ก็คงจะไม่ใช่ในเชิงหลักวิชาการ
ดังนั้นคอกขังเดี่ยวควรเป็นแค่หนึ่งเครื่องมือ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
11. ที่ผ่านมาที่ทำคอกขังเดี่ยวกันมา ถือว่าล้มเหลวไหม?
เราไม่ใช้คำว่าล้มเหลว เพราะทุกคนทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัด แต่สิ่งที่ชัดคือ สถานการณ์ความขัดแย้งยังเกิดซ้ำ แปลว่าเรายังต้องพัฒนาระบบให้ "ดีขึ้นได้อีก"
12. วิธีที่รัฐทำอยู่ในการจัดการขังเดี่ยวช้างป่าในคอกไม่ถูกต้อง?
ไม่ใช่ว่ารัฐทำไม่ถูกต้อง แต่เรากำลังบอกว่า “ทำให้ดีขึ้นไปได้อีก” งานแบบนี้ไม่มีสูตรตายตัว สำเร็จรูป มีแต่การเรียนรู้และปรับปรุงตามข้อมูล
13. ถ้าปล่อยช้างป่ากลับเข้าป่าแล้วทำผิดซ้ำ ใครต้องรับผิดชอบ?
การจัดการสัตว์ป่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงาน ชุมชน และระบบเฝ้าระวัง ถ้าเรามองหาคนผิด เราจะพลาดโอกาสสร้างระบบที่ป้องกันได้จริง ไม่ควรกล่าวโทษกันโดยเด็ดขาด
14. กำลังปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขังเดี่ยวช้างป่าในคอกหรือไม่?
เราต้องปกป้องความจริง คนทำงานหน้างานตัดสินใจในสถานการณ์กดดันสูง สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือระบบที่ช่วยให้เสี่ยงน้อยลง
15. การจับช้างป่าไปขังเดี่ยวในคอกคือการละเมิดสิทธิสัตว์
เราเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่ในบางกรณี การไม่ทำอะไรเลย อาจนำไปสู่การบาดเจ็บทั้งคนและช้าง
โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้การจำกัดอิสรภาพ “สั้นที่สุด และปลอดภัยที่สุด” และทำให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดการทำร้าย/เข่นฆ่ากัน
16.งบประมาณตั้งเยอะ แต่ปัญหายังอยู่ คุ้มค่าหรือไม่?
เพราะเราใช้เงินกับการแก้ปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเพิ่มการลงทุนในระบบการเตือนภัยล่วงหน้า
ข้อมูลรายตัวที่ติดตามจาก microchip และ GPS ร่วมกับดาวเทียม ทีมผลักดันช้างป่า ผลลัพธ์ระยะยาวจะดีขึ้นได้และคุ้มค่า เพราะชีวิตไม่ว่าคนหรือช้างป่าต่างมีคุณค่าสูงไม่แตกต่างกัน
17. ควรเลิกคอกขังเดี่ยวช้างป่าหรือไม่?
ไม่ควร แต่ต้องรู้บทบาทของคอกขังเดี่ยว ต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้อง
คอกคือห้องฉุกเฉิน ที่คอยระงับเหตุฉุกเฉินชั่วคราว แต่ไม่ใช่บ้านถาวรของนโยบายในการจัดการช้างป่าโดยเด็ดขาด
18. แสดงบอกว่าที่ผ่านมา ใช้คอกขังเดี่ยวช้างป่ามากเกินไปหรือไม่?
เรากำลังบอกว่า เราควรเพิ่มเครื่องมืออื่นให้มากพอ จนไม่ต้องพึ่งคอกขังเดี่ยวบ่อยจนเกินไป
19. มั่นใจว่าหรือไม่ว่าวิธีที่นำเสนอดีกว่า?
หนึ่ง ระบบ GPS และระบบเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า (Early warning system) สอง ทีมผลักดันให้ช้างป่ากลับเข้าสู่ป่า สาม งานฟื้นฟูป่ากับความร่วมมือในการป้องกันช้างป่าของชุมชน ถ้าเรามีข้อมูลมากขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าสามวิธีการที่นำเสนอนี้ได้ผล คุ้มค่าหรือไม่
20. ถ้าพรุ่งนี้มีช้างป่าตกมัน ก้าวร้าว อาละวาด ฆ่าคนตาย จะยังต้องจับด้วยการยิงยาซึมอีกหรือไม่?
ถ้าความปลอดภัยและชีวิตของคนอยู่ตรงหน้า ก็จำเป็นต้องทำ แต่หลังจากนั้น เราควรถามว่า จะทำอย่างไร ให้ไม่ต้องเกิดขึ้นอีก เราจะป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างไร จะลดความเสี่ยงอย่างไรให้น้อยที่สุด โดยคนเมตตาช้างป่า และช้างป่าก็เมตตาคน อยู่ร่วมกันได้ ไม่ทำร้ายเข่นฆ่ากัน


