xs
xsm
sm
md
lg

การควบคุมพฤติกรรมช้างก้าวร้าว ทำอย่างไรให้ถูกวิธี บทเรียนจากกรณี “สีดอหูพับ” ล้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง และ รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน
คณะทำงานบริหารจัดการช้างป่าและคณะทำงานด้านบริหารสาธารณภัยจากช้าง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และ
รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยธรรมชาติช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น่ารัก ฉลาดมาก แต่เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอันเป็นไปตามธรรมชาติ ช้างก็เป็นสัตว์บกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และชุมชนได้มหาศาลเช่นกัน โปรดอ่านได้จากบทความ คน ทำร้าย/ฆ่า ช้างป่า ช้างป่า ทำร้าย/ฆ่า คน : วิธีการแก้ปัญหาช้างกระทบกระทั่งกับคน/ชุมชนในป่ารอยต่อห้าจังหวัด https://mgronline.com/daily/detail/9680000009142 และบทความ เลี้ยงช้างแบบโลกสวย กับ เลี้ยงช้างด้วยเหตุผลเพื่อให้คนปลอดภัยไม่ถูกช้างฆ่าตาย https://mgronline.com/daily/detail/9680000104313

ความจำเป็นในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของช้าง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่สามารถใช้วิธีการที่ผิดแต่ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยเคลิ้มตามได้ เพราะจะเป็นอันตราย เช่น สามารถร้องเพลงกล่อมช้างให้ช้างเชื่องได้ โปรดอ่านได้จากบทความ ความเข้าใจผิดและข่าวเท็จ (Fake news) กับความจริงทางวิทยาศาสตร์ของการเลี้ยงช้างไทย https://mgronline.com/daily/detail/9690000010582

ก้าวแรก ต้องแยกแยะที่มาของพฤติกรรมก้าวร้าวให้ถูกต้อง

ความก้าวร้าวในช้างป่าหรือช้างบ้าน มีที่มาต่างกัน หากเข้าใจที่มาของพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ถูกต้อง ย่อมไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้อย่างถูกวิธี

ความก้าวร้าวจากการตกมัน (Musth) คือ ฮอร์โมนพาไป
ส่วนความก้าวร้าวจาก Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) = ความกลัวพาไป

สองอันนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่รากเป็นคนละต้น

1) ความก้าวร้าวจากการตกมัน (Musth aggression) ความก้าวร้าวจาก “พลังฮอร์โมน” ต้นตอคือ ฮอร์โมน Testosterone อันเป็นฮอร์โมนเพศชาย สูงผิดปกติในช่วงสั้น เป็นกลไกสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ

กลไกในสมองระหว่างช้างตกมัน สมองส่วนการครอบงำ/การแข่งขัน (dominance / competition)ทำงานเด่น ไม่ใช่ความกลัว แต่คือ “ฉันใหญ่ ฉันเหนือ”

ลักษณะพฤติกรรมช้างตกมัน มักเกิดใน ช้างเพศผู้โตเต็มวัย มีสัญญาณเตือนชัด มีการขับมันออกมาที่ตะพอง (ข้าง ๆ ขมับ) ชั่วคราว จนเห็นน้ำมันไหลออกมาได้ (temporal gland secretion) มีอาการปัสสาวะหยด เดินท่าทางมั่นใจ แข็งกร้าว แสดงพฤติกรรมความก้าวร้าว มีเป้าหมายที่จะทำร้ายช้างตัวผู้ตัวอื่นหรือสิ่งที่เข้ามาขวางหรือท้าทาย ถ้าไม่มีการยั่วยุ มักไม่ “ไล่ฆ่า” แบบสุ่ม

สรุป การตกมัน (Musth) เป็นพฤติกรรมแรง แต่ “มีตรรกะทางชีววิทยา” และจบได้เองเมื่อฮอร์โมนลด

2) ความก้าวร้าวจากบาดแผลในใจ (PTSD-related aggression) ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ว่าช้างหรือคนต่างก็มีแผลในใจได้ทั้งนั้น แผลในใจที่เรียกว่า Trauma นี้ทำให้เกิดภาวะความเครียดผิดปกติหลังจากเกิดแผลในใจ (Post-traumatic stress disorder) เช่น เด็กที่ผ่านเหตุการณ์สึนามิแม้จะรอดชีวิตมาได้จะตกใจกลัวแม้กระทั่งเสียงคลื่นทะเลอยู่อีกนานหลายปีหรือชั่วชีวิต

สำหรับช้างนั้น ต้นตอ ประสบการณ์รุนแรงในอดีต เช่น ถูกยิง ถูกไล่ล่า ถูกขังคอก ถูกทำร้าย เห็นช้างในโขลงตาย โดยเฉพาะถ้าเกิด ซ้ำ ๆ หรือในวัยเด็ก

กลไกในสมอง สมองส่วน Amygdala อันมีรูปร่างคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ในสมองกลีบขมับส่วนกลาง (medial temporal lobe) อันทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น กลัว–หนี–สู้ ค้างโหมด ON ทำงานตลอดเวลา สมองไม่แยก “ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”

ลักษณะพฤติกรรมของช้างจากความก้าวร้าวจากบาดแผลในใจ ความก้าวร้าวเกิดจาก ความกลัว ไม่มีฤดู กาล ไม่มีช่วงพัก เกิดการตอบสนองเกินเหตุ (overreaction) สิ่งกระตุ้นเล็กน้อยก็ระเบิดเช่น คน ไฟฉาย เสียง รถ กลิ่น อาจโจมตีแบบ ฉับพลัน รุนแรง และไม่เลือกเป้าหมายในการโจมตี

สรุป PTSD ไม่ใช่ “อยากสู้” แต่คือ “คิดว่ากำลังจะตาย”

กลับมาที่กรณีข่าวช้างทำร้ายนักท่องเที่ยว ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในวันนี้

กรณีลักษณะนี้ (โจมตีคนตอนเช้ามืด ในพื้นที่ท่องเที่ยว) ไม่ใช่รูปแบบการตกมัน (musth) ตามปกติ ไม่ใช่การแย่งตัวเมีย ไม่ใช่การปะทะช้างตัวอื่น เข้าข่ายการกลัว จึงเกิดก้าวร้าว (fear-based aggression)

เจอคนในพื้นที่ที่เคยถูกมองว่า “ไม่ปลอดภัย” บวกกับเวลาเช้ามืด การมองเห็นจำกัด ถูกกระตุ้นได้ง่าย

ถ้าช้างตัวนั้น เคยถูกผลักดัน เคยถูกยิง เคยมีประวัติความขัดแย้ง (conflict) หรือเติบโตในพื้นที่กดดันโดยมนุษย์สูง ภาวะความเครียดผิดปกติหลังจากเกิดแผลในใจ (Post-traumatic stress disorder) หรือ PTSD มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่คนเราคิด

แต่เชื่อไหมว่าสุดท้ายแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะมีการนำช้างป่าตัวที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวนี้ ยิงยา แล้วจับพาไปขังคอกขังเดี่ยว เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วบอกว่าจะพาไปแก้ไขพฤติกรรม??? เค้าจะแก้ไขพฤติกรรมช้างป่า ที่เป็น PTSD กันยังไง ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป น่าสนใจ หวังว่าจะไม่ใช่เป็นการลงโทษซ้ำเติม แบบขังลืม ที่ทำให้เกิดแผลในใจกับช้างรุนแรงและบาดลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม จนไม่อาจจะเยียวยาได้โดยง่าย

การเรียกสรุปทุกอย่างว่า “ตกมัน” คือการอธิบายง่าย ๆ เพื่อปิดบทสนทนา ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหา
การเหมารวมความก้าวร้าวของช้างเพศผู้ว่าเป็นเพียงภาวะตกมัน ทำให้การจัดการคลาดเคลื่อน และเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์และช้าง

สรุป Musth = ธรรมชาติ
PTSD = ผลจากการจัดการของมนุษย์

ถ้าไม่แยกแยะสาเหตุของปัญหา ใช้ยาผิด ใช้นโยบายผิด และ “โศกนาฏกรรมจะเกิดซ้ำ” ได้เรื่อย ๆ
จับช้างป่ามาขังเดี่ยวหรือขังลืม ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่ยิ่งสร้างแผลในใจร้ายแรง

“จับขังคอกเพื่อปรับพฤติกรรมช้างป่า” ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว และในหลายกรณีคือแก้ผิดจุด

ช้างป่าหรือช้างบ้านที่ถูกขังคอก โดยการขังเดี่ยว ไม่สามารถจะปรับแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้จริง แต่มีโอกาสเหนี่ยวนำให้แย่ลง ทำให้เกิดเป็น PTSD ในภายหลังได้

มนุษย์ต้องไม่ลืมว่า
1. ทั้งคนและช้าง ต่างก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
2. ทั้งคนและช้างต่างก็เป็นสัตว์สังคม
3. ทั้งคนและช้างต่างก็มีแรงขับทางเพศ (Sex drive)
4. ทั้งคนและช้างต่างก็ต้องการเสรีภาพ
5. ทั้งคนและช้างต่างก็ต้องการสัมผัส (Skinship)

โปรดอ่านได้จากบทความ ช้างไม่ต่างจากคน ไม่อยากถูกขังเดี่ยวในคอก จิตวิทยาพื้นฐาน https://mgronline.com/daily/detail/9670000099396

1) “ขังคอก คือการปรับพฤติกรรม” จริงหรือไม่?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior modification) เป็นหลักวิชาการที่นักจิตวิทยาใช้หลักจิตวิทยาเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของคนและสัตว์ที่เป็นปัญหา มีรากฐานอยู่ 4 อย่าง
หนึ่ง การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) ได้แก่ การให้รางวัลเมื่อคนหรือสัตว์แสดงพฤติกรรมที่พึงปรารถนา อาจจะกอดหรือให้น้ำอ้อยสักชิ้น ก็ได้ เมื่อเราชมเด็ก หรือเราให้รางวัลสัตว์เมื่อสัตว์ทำความดีที่เราปรารถนาล้วนแล้วแต่เป็นการเสริมแรงทางบวกทั้งสิ้น รางวัลนั้นอาจจะเป็นรางวัลภายนอกหรือเป็นรางวัลภายในก็ได้ทั้งนั้น ถ้าใช้เป็น ต้องใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม
สอง การเสริมแรงทางลบ (Negative reinforcement) เป็นการถอนสิ่งเร้าที่ไม่ชอบออกไป ถ้ามีพฤติกรรมที่ปรารถนา เช่น กระตุกโซ่จูงสุนัข จนกว่าสุนัขจะหยุดดื้อ อันนี้อานนท์ทำเป็นประจำ เวลาเอ็นดูจะวิ่งดื้อ ไม่ฟังอานนท์ กระตุกโซ่เบา ๆ จนกว่าจะนิ่งและหยุด การฝึกม้า (Horse training) ของชาติตะวันตกนั้นใช้การเสริมแรงทางลบค่อนข้างมาก เพราะม้าโดยธรรมชาติเป็นสัตว์ที่พยศ เลยมีความจำเป็น
สาม การลงโทษทางบวก (Positive punishment) เป็นการให้สิ่งเร้าที่ไม่พึงปรารถนาของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ เมื่อสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ กระทำในพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การตี การใช้ตะขอสับ การล่ามโซ่ไม่ให้ไปไหน หากมีพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา จำเป็นในบางคราว แต่หลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรใช้ ถ้าไม่จำเป็น
สี่ การลงโทษทางลบ (Negative Punishment) การถอนสิ่งที่สิ่งมีชีวิตนั้นชอบออกไปเมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นทำพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ห้ามเด็กดูการ์ตูน ถ้าทำพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาได้แก่ การโดดเรียน เป็นต้น หรือการขังเดี่ยวสีดอโฮปไปตลอดชีวิต เพราะสีดอโฮปเกเร การตัดขาดสิ่งแวดล้อมจากคนและช้างตัวอื่น ๆ คือการขังเดี่ยวสีดอโฮป จัดว่าเป็นการลงโทษทางลบที่ร้ายแรงมาก เพราะช้างเป็นสัตว์สังคม ต้องการความรักและปฏิสัมพันธ์กับทั้งคนและกับช้างด้วยกัน

รูปแบบในการปรับพฤติกรรมทั้งสี่แบบนี้สรุปลงในรูปด้านล่างได้ดังนี้


การปรับพฤติกรรม อาจจะต้องใช้ ทั้ง สี่วิธี สลับกันไปอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ใช้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว ต้องปรับให้เหมาะสมกับคนและสัตว์ที่เราต้องการฝึกดัดพฤติกรรม แต่ละคน แต่ละตัว ต้องไม่เหมือนกัน โปรดอ่านได้จากบทความ สีดอโฮปควรมีโอกาสในชีวิตเช่นเดียวกันกับพังน้ำเพชรหรือไม่? https://mgronline.com/daily/detail/9670000098849

ในความเห็นส่วนตัวของเรา เราคิดว่าไม่จริงในเชิงพฤติกรรมสัตว์ป่า ที่จะกล่าวว่าการขังคอกเดี่ยว โดยเฉพาะการขังลืมจะเป็นการปรับพฤติกรรม

ช้างป่า ไม่ได้เรียนรู้เชิงเหตุ–ผลแบบมนุษย์ ว่า “ทำผิด ก็ถูกจับมาขัง แล้วจะไม่ทำอีก”

สิ่งที่มันเรียนรู้คือ พื้นที่คน คือแหล่งอันตราย มีความเครียดสูง เพราะถูกกระทำต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ถูกตามไล่ล่า ยิงยา จับตัวนำมาขังคอก ให้ไปอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่คุ้นเคย ถูกจำกัดอิสระภาพ และโดดเดี่ยว

ซึ่งพอปล่อยกลับป่า เกิดความเครียดสะสม ก็จะเสี่ยงก้าวร้าวกว่าเดิม

ช้างตัวผู้ (โดยเฉพาะวัยรุ่น–วัยเจริญพันธุ์) การถูกขังคอก คือการกระตุ้นให้มีพฤติกรรม เครียด หงุดหงิด ก้าวร้าว ถูกจำกัดพื้นที่ เกิดความเบื่อหน่ายสะสม (aggression, stereotypic behavior) ถือว่าเป็น post traumatic stress disorder (PTSD) หรือเป็นการสร้างบาดแผลทางจิตใจที่ชัดเจนมาก

การขังเดี่ยวในคอก โดยมีการขังไว้แล้วบางเชือกถึงสองปี เท่ากับเป็นการจับช้างป่ามาขังลืม จึงไม่ได้เป็น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavior modification) แต่มันคือ การระงับพฤติกรรมลงแบบชั่วคราว (behavioral suppression)

2) แล้ว “ถ้ามีช้างป่ามีปัญหาซัก 20-30 ตัว จะทำยังไง?”

จะต้องสร้าง 20-30 คอก? คอกหนึ่งต้องใช้พื้นที่กี่ไร่?
งบก่อสร้าง + บุคลากร + เวชภัณฑ์ + อาหาร = กี่ล้าน?
แล้ว ขังตลอดชีวิต? หรือขังจนคนลืมข่าว?

ถ้าคำตอบคือ “ก็ขังไปเรื่อย ๆ” ย่อมไม่ใช่การจัดการสัตว์ป่าแต่คือการสร้างสวนสัตว์ฉุกเฉินกลางป่า

เราไม่มีทางเลี้ยงช้างป่าอย่างช้างบ้านได้เลย ยกเว้นเราจะจับช้างป่าเหล่านี้มาเป็นช้างบ้านจริง ๆ ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย

3) วิธีการจับ-ขัง-ย้าย ที่ทำอยู่ตอนนี้ ดีหรือถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่?

ต้องพูดตรง ๆ ว่า เป็น การจัดการภาวะวิกฤติ ไม่ใช่การจัดการสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ
ใช้ “จับ–ขัง–ย้าย” เพราะ มันเร็ว และโชว์ว่า “รัฐได้ทำอะไรสักอย่าง”

แต่เร็ว ไม่ใช่เรื่องที่ ถูกต้อง
และเป็นการโชว์ take action ที่ไม่ยั่งยืน

นโยบายจับช้างป่าที่มีปัญหามาขังคอก เป็นนโยบายที่ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ไม่ยืดหยุ่น
ไม่ยั่งยืน ไม่แก้ที่ต้นตอของปัญหา และสุดท้าย คือเพิ่มความเกลียดชังระหว่างคนกับช้างเพิ่มขึ้นไปอีก

4) โมเดลที่ “ควรทำ” ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า

หนึ่ง ต้องสามารถระบุช้างที่มีความเสี่ยงในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นปัญหา (โดยเฉพาะตัวผู้)

สอง ต้องติดตั้ง GPS ติดเฉพาะช้างกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นปัญหาให้ครบถ้วน

สาม ต้องมีการจัดตั้งหน่วยช้างลาดตระเวน และผลักดันช้าง (Elephant patrol unit) ซึ่งอาจจะใช้ทั้งช้าง + คน + เทคโนโลยี

สี่ เมื่อมีช้างที่มีพฤติกรรมความเสี่ยงสูง ต้องมีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าให้กับชุมชน (Early warning to community) ชาวบ้านต้องรู้ก่อน ไม่ใช่รู้ตอนโดนช้างเข้ามาในชุมชนแล้ว

ห้า การยิงยาซึม คือทางเลือกสุดท้าย ทำเฉพาะเวลาที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

หก การขังคอก เอาไว้เฉพาะช้างป่าที่ต้องได้รับการรักษา หรือเพื่อความปลอดภัยแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่ต้องกักขังในระยะเวลาที่สั้นๆ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการทรมานช้างป่า จนปราศจากอิสรภาพตามประสาสัตว์ป่า

ข้อสรุป คือ
หนึ่ง การขังคอกเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ

สอง ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาเชิงระบบด้วย GPS + ช้างลาดตระเวน จึงจะยั่งยืนและถูกต้องตามหลักวิชาการ

ในบทความต่อไปเราจะให้ความรู้เรื่องการยิงยาซึมในช้างป่า ซึ่งมีความจำเป็นแต่ต้องทำให้น้อยที่สุดและด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการสูญเสีย เช่นกรณีของช้างสีดอหูพับอีก


กำลังโหลดความคิดเห็น