xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

ความเข้าใจผิดและข่าวเท็จ (Fake news) กับความจริงทางวิทยาศาสตร์ของการเลี้ยงช้างไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง และ รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน
คณะทำงานบริหารจัดการช้างป่าและคณะทำงานด้านบริหารสาธารณภัยจากช้าง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

และ
รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


สำหรับคนไทย จำเป็นต้องแยกให้ออกก่อนว่าช้างป่า (Wild elephant) นั้นมีหลักการในการดูแลที่แตก ต่างจากช้างบ้าน (Domesticated elephant) คนไทยรู้จักวิชาคชบาล คล้องช้างป่ามาเลี้ยงในบ้านมานานหลายร้อยปี นับแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพ่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอดตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชาบนหลังช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพปราบหงสาวดีหรือพลายพุทรากระแทก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มาจนถึงการคล้องช้างป่าถวายพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ทำให้ไทยดำเนินพระราชวิเทโศบายอันชาญฉลาดรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติได้ด้วยพระปรีชาชาญในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี โปรดอ่านได้จาก ช้างไทย คือ เกียรติภูมิ ภูมิปัญญา และผลประโยชน์ของชาติไทย https://mgronline.com/daily/detail/9680000009134

การดูแลและการเลี้ยงดูช้างบ้าน ย่อมแตกต่างจากช้างป่า และการควบคุมช้างบ้านนั้นเป็นสิ่งจำเป็น หากช้างบ้านที่เลี้ยงไว้ไม่สามารถควบคุมได้ จะก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ เพราะช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีเรี่ยวแรงพลังกำลังมหาศาล ทั้งในช้างพลายหรือช้างสีดอมักมีการตกมันเป็นประจำทุกปี อันทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เชื่อฟังและยากต่อการควบคุม แม้ในช้างป่าก็ก่อปัญหาเช่นกัน หากไม่สามารถควบคุมได้ดีพอจะเกิดปัญหาคนถูกช้างทำร้าย และช้างเองก็ถูกคนทำร้าย โปรดศึกษาสถิติได้จากบทความ คน ทำร้าย/ฆ่า ช้างป่า ช้างป่า ทำร้าย/ฆ่า คน : วิธีการแก้ปัญหาช้างกระทบกระทั่งกับคน/ชุมชนในป่ารอยต่อห้าจังหวัด https://mgronline.com/daily/detail/9680000009142

ดังนั้นการเลี้ยงช้างบ้านหรือการดูแลปางช้างต่าง ๆ ต้องมีสมดุลในการควบคุมปรับแต่งพฤติกรรมให้เหมาะสม แม้กระทั่งการเลี้ยงสุนัขก็ยังต้องมีการฝึกสุนัขและการฝึกด้วยโซ่ (Leash training) เป็นต้น โปรดอ่านได้จากบทความ เลี้ยงช้างแบบโลกสวย กับ เลี้ยงช้างด้วยเหตุผลเพื่อให้คนปลอดภัยไม่ถูกช้างฆ่าตาย https://mgronline.com/daily/detail/9680000104313

นอกจากนี้คนไทยยังเลี้ยงช้างบ้านไว้ใช้งาน เช่น การลากไม้ การขึ้นแหย่งนั่งขี่เป็นช้างพาหะ เป็นอาทิ ซึ่งต้องทำอย่างเหมาะสม

การเลี้ยงช้างต้องมีควาญช้าง และนอกจากคนเลี้ยงช้างแล้ว เราต้องยอมรับในวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยว่าช้างก็เลี้ยงคนเช่นกัน ช้างกินอาหารวันละมหาศาล การที่ช้างทำงานพอสมควรทำให้ควาญช้างหรือเจ้าของช้างผู้เลี้ยงช้างมีรายได้มาซื้ออาหารให้ช้างกิน แต่การเลี้ยงช้าง การดูแลช้าง และการใช้งานช้าง ย่อมต้องมีสมดุล พอดีพอควร ไม่ทำให้เกิดการทำลายสวัสดิภาพของสัตว์ (Animal welfare) ดังนั้นต้องมีการจัดสวัสดิภาพช้าง

การจัดสวัสดิภาพช้าง ในปางช้าง อันเป็นช้างบ้านหรือช้างเลี้ยง ที่ควรรู้สรุปคร่าวๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

ให้ยึดตามหลักอิสระภาพ 5 ประการ ดังนี้

1. อิสระจากความหิวกระหาย
ปกติแล้ว ช้างควรได้รับอาหารไม่น้อยกว่า ร้อยละ 6-10 ของน้ำหนักตัว ต่อวัน ถ้าได้รับอาหารต่ำกว่า ร้อยละ 4 ถือว่าขัดต่อหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่วนน้ำ ปกติช้างโต จะกินน้ำ วันละ 3-4 ครั้ง รวมแล้วประมาณ 200-250 ลิตร

2. อิสระจากความไม่สะดวกสบาย
ช้างต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ สุขกาย สบายใจ พื้นที่ที่พักผ่อนของช้าง จะต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 16 ตารางเมตร ต่อเชือก โดยใช้ เชือกมัด หรือโซ่ล่าม ที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

3. อิสระจากความเจ็บปวด บาดเจ็บ หรือเป็นโรค
หากมีการใช้งานช้าง ต้องพิจารณาเนื้องาน เวลาทำงาน และปริมาณงานให้เหมาะสม

3.1 การใช้ช้างขี่เป็นพาหนะ
3.1.1 ขี่แบบหลังเปล่า ในช้างอายุตั้งแต่ 10-60 ปี หรือมีความสูงจากพื้นถึงไหล่ช้าง ไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร
3.1.2 ขี่แบบนั่งแหย่ง ในช้างอายุตั้งแต่ 15-60 ปี หรือมีความสูงจากพื้นถึงไหล่ช้าง ไม่น้อยกว่า 2 เมตร
3.1.3 การบรรทุกคนหรือสิ่งของ น้ำหนักบรรทุกต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวช้าง และไม่เกิน 350 กิโลกรัม
3.1.4 เวลาเข้าทำงานต่อวัน ต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีระยะเวลาทำงานจริง รวมเวลาแล้วต้องไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งจะมีกำหนดระยะเวลาทำงานติดต่อกันแต่ละครั้ง ต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมง ส่วนการพักช้างภายหลังการทำงานในแต่ละครั้ง ต้องมากกว่า 15 นาที สำหรับช้างที่กำลังฝึก เพื่อขี่เป็นพาหนะ ต้องใช้เวลาฝึกแต่ละครั้งไม่เกิน 1 ชั่วโมง ต่อวัน

3.2 การใช้ช้างเพื่อการแสดง
3.2.1 กำหนดใช้ช้างอายุตั้งแต่ 3-60 ปีได้
3.2.2 ระยะเวลาทำงานต่อวัน ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระยะเวลาทำงานจริง รวมแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง เวลาทำงานต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เวลาพักช้างหลังทำงานแต่ละครั้ง ไม่น้อยกว่า 15 นาที ตลอดจนการฝึกสอนช้างเพื่อการแสดง ต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
3.2.3 การแสดงที่เป็นอันตรายต่อช้าง และกระทบต่อสวัสดิภาพของช้าง ซึ่งห้ามทำ ได้แก่
- การใช้ช้างยืน 2 ขา ทั้งขาหน้า หรือขาหลัง
- การยืน นั่ง หรือเดินบนอุปกรณ์ต่างๆ
- การขับขี่อุปกรณ์ ล้อเลื่อน
- การใช้เสียงที่ดังมากเกินไป จนส่งกระทบต่อสุขภาพ และสวัสดิภาพช้าง

3.3 การใช้ช้าง เพื่อประกอบกิจกรรมร่วมกับช้าง
3.3.1 ช้างต้องมีอายุตั้งแต่ 3-60 ปีคือหย่านมแล้วและไม่แก่ชราจนเกินไป
3.3.2 ระยะเวลาทำงานต่อวัน ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระยะเวลาทำงานจริง รวมแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง เวลาทำงานต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เวลาพักช้างหลังทำงานแต่ละครั้ง ไม่น้อยกว่า 15 นาที ตลอดจนการฝึกสอนช้างเพื่อประกอบการแสดงร่วมกับช้าง ต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

3.4 การใช้ช้างเพื่อชักลาก
3.4.1 ช่วงอายุที่ใช้งานชักลาก ตามกำหนดไว้คือ ตั้งแต่ 25 - 50 ปี
3.4.2 น้ำหนักชักลากต่อตัว ต้องไม่เกิน ร้อยละ 50 ของน้ำหนักตัวช้าง
3.4.3 เวลาทำงานต่อวัน ต้องไม่เกิน 4 ชั่วโมง
3.4.4 ระยะทางชักลากทางราบ ต้องไม่เกิน 500 เมตร
3.4.5 ระยะทางชักลากทางลาดชัน ต้องไม่เกิน 100 เมตร
3.4.6 เวลาพักช้างหลังทำงานแต่ละครั้ง ต้องมากกว่า 15 นาทีขึ้นไป

4. อิสระจากความกลัว และความเครียด
4.1 การใช้งานแม่ช้างท้อง กำหนดไว้ว่า แม่ช้างตั้งท้องประมาณ 20-22 เดือน ช้างตั้งท้อง ควรให้ลดการทำงานลง ในช่วง 12 เดือนแรก
4.2 ต้องพักท้อง งดใช้งานอย่างน้อย 4-6 เดือน ก่อนตกลูก (อายุการตั้งท้อง 16-18 เดือน)
4.3 ให้ช้างอยู่ในพื้นที่ หรือคอกสำหรับเตรียมคลอด อย่างน้อย 8×8 เมตร
4.4 ในลูกช้าง ให้หย่านมได้ ที่อายุไม่ต่ำกว่า 30 เดือนขึ้นไป

5. อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ
5.1 ช้างเพศผู้จะเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ เมื่ออายุ 10 ปี แต่พร้อมที่จะผสมพันธ์ เมื่ออายุ 18 ปีขึ้นไป
5.2 ช้างเพศเมีย จะเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ เมื่ออายุ 8 ปี โดยจะมีช่วงอายุที่เหมาะสมต่อการตั้งท้องได้ที่อายุ 12-15 ปี เป็นต้นไป

เจ้าของสัตว์ ต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ ให้แก่สัตว์ของตนอย่างเหมาะสม ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีฯ ประกาศกำหนดไว้ อันต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติที่ดีสาหรับปางช้างตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 196 ง ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2564 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการจัดสวัสดิการช้างในปาง พ.ศ. 2563 ลงนามวันที่ 29 กันยายน 2563

การจัดสวัสดิภาพช้างถ้าจะให้ละเอียดขึ้น ต้องไปดูรายละเอียดเรื่องกฎหมายมาตรฐานปางช้าง ฉบับ มก.อช. (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ) ที่ใช้บังคับกับทุกปางช้าง ที่เลี้ยงช้างในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมทุกประเภทของปางช้าง ได้แก่
1.ปางช้างที่ใช้ขี่
2.ปางช้างแสดง
3.ปางช้างกึ่งอิสระ
4.ปางช้างแบบผสมผสาน

ถ้าฝ่าฝืนการจัดสวัสดิภาพช้างให้ดีและถูกต้อง มีบทกำหนดโทษ ตาม พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พศ.2557 มีดังนี้

1.มาตรา 31 ผู้ไดฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.มาตรา 32 ปรับเจ้าของสัตว์ หรือผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ปรับไม่เกิน 40000 บาท
3. มาตรา 33 ถ้าศาลได้ตัดสินโทษตามมาตรา 31,32 แล้วเจ้าของยังทำผิดอยู่ต่อไป ศาลอาจสั่งห้ามเจ้าของสัตว์ไม่ให้ครอบครองสัตว์นั้น และมอบให้หน่วยงานรัฐหรือบุคคลที่เห็นสมควร ดูแลต่อไป

ทั้งนี้ความเข้าใจผิดและข่าวเท็จในการเลี้ยงช้างไทยมีดังนี้

ความเข้าใจผิดที่ 1. เลี้ยงช้างต้องไม่ใช้ตะขอ (No hook) โดยเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ความเข้าใจผิดที่ 2. เลี้ยงช้างต้องไม่ล่ามโซ่ (No chain) โดยเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ตามตำราวิชาคชบาลของไทย มีการใช้โซ่และใช้ขอเป็นเรื่องปกติ มาแต่โบราณ อันที่จริงยังมีอุปกรณ์ควบคุมบังคับช้างอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีช้างตกมันนั้นมีความจำเป็น เครื่องมือโบราณตามวิชาคชบาลของไทย มีหลายประเภท นสพ. ดร. สิทธิเดช มหาสาวังกุล นายสัตวแพทย์นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ได้เผยแพร่เอกสารทางวิชาการออกมาได้แก่ มะกอก จะแคะ หอก ทามคอ กะหลั่น แหนบ หอก เป็นต้น
แม้แต่สุภาษิตอังกฤษก็กล่าวไว้ว่า Spare the rod, spoil the child. หมายความว่า หากโยนไม้เรียวทิ้ง จะทำให้เสียเด็กหรือทำให้เด็กเสียนิสัยได้ หากตามใจมากเกินไป จนควบคุมให้อยู่ในวินัยมิได้เลย ทั้งนี้ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากควบคุมไม่ได้ก็จะเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ดุร้ายอาละวาดฆ่าคนตายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างมีการตกมันตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช้างเพศผู้ หากควบคุมไม่ได้เลยจะเกิดอันตรายได้ แม้กระทั่งเราเลี้ยงสุนัขก็มีการใช้โซ่ ซึ่งต้องมีการฝึกใส่โซ่หรือฝึกจูงเดินในโซ่ หรือใส่ตะกร้อครอบปาก (muzzle) สุนัขที่ดุมากเพื่อป้องกันสุนัขกัดคน แม้แต่ม้าก็มีการใส่ muzzle ด้วยเช่นกัน

ในปางช้างโลกสวยหลายแห่ง โฆษณาว่าไม่มีการใช้ตะขอ ไม่มีการใช้โซ่ แต่ควาญก็อาจจะแอบพกมีดไว้ที่เอว เพราะช้างจะกลัวมีด หรือบางปางช้างให้ควาญช้างซ่อนตะปูเข็มแหลมยาว ไว้แทงเบา ๆ ที่หนังช้าง พอให้ช้างสะดุ้งแล้วได้สติ เชื่อฟังคำสั่ง ควาญช้างที่ดีย่อมจำเป็นต้องควบคุมช้าง ทำให้ช้างสงบ ไม่สติหลุดหรือโกรธเกรี้ยว อันเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องแอบทำไม่ให้ลูกค้าของปางเห็น เพราะจะไม่ตรงปกกับคำโฆษณาชวนเชื่อ

ในกฏหมายมาตรฐานปางช้างของไทย การใช้โซ่ กับใช้ตะขอ ระบุไว้แล้ว แต่การใช้ต้องใช้ตามกฎหมาย เช่น ไม่ผูกโซ่สั้นจนเกินไป อันจะเป็นการทรมานช้าง หรือไม่ได้ใช้ตะขอสับรุนแรงจนเลือดตกยางออก เป็นบาดแผลรุนแรงติดเชื้อ ทั้งหมดนี้ควาญช้างต้องรู้จักใช้อุปกรณ์ควบคุมช้างด้วยความรักและความเมตตา พอประมาณ มีเหตุมีผล แต่อุปกรณ์ควบคุมช้างไม่ว่าจะโซ่หรือตะขอ เป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้น หากไม่มีเลยจะเกิดอันตรายต่อควาญช้าง เกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยวผู้เข้าชมปางช้าง ส่งผลเสียต่อประเทศได้อย่างรุนแรง ในทางตรงกันข้ามหากใช้อุปกรณ์ควบคุมช้างเหล่านี้อย่างปราศจากเมตตาและเหตุผล ก็จะเป็นการล่วงเกินทำลายสวัสดิภาพสัตว์จนเกิดปัญหาได้เช่นกัน

แต่ความเชื่อที่ว่าต้องไม่ใช่ โซ่ กับ ตะขอ ในการควบคุมช้างเลยนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ช้างพังทุกตัวในปางโลกสวย ที่ปล่อยเลี้ยงเป็นฝูงในคอกปิด ไม่ผูกโซ่ และไม่มีตะขอนั้น ล้วนเคยผ่านการฝึกจากควาญช้างด้วยโซ่และตะขอมาแล้วทุกตัวตั้งแต่เล็ก ก่อนจะนำมาปล่อยรวมฝูงเฉพาะตัวเมีย แต่ถ้าดื้อ ไม่เชื่อฟัง หรือทำร้ายนักท่องเที่ยว ก็จะมีการนำช้างเหล่านี้ไปฝึกในลักษณะของการซ่อมอีกครั้ง ด้วยการนำออกไปฝึกด้วยโซ่หรือตะขอจนเชื่อฟังเป็นอย่างดี

อนึ่งโปรดเข้าใจว่าการฝึกช้างนั้นเป็นการปรับพฤติกรรม (Behavior modification) เพื่อให้ช้างไม่แสดงพฤติกรรมดุร้าย ก้าวร้าว เชื่อฟังคำสั่ง อันจะเป็นผลดีต่อช้างเอง ประการแรก ช้างจะทำงานได้ อยู่กับคนได้ บริการนักท่องเที่ยวได้ ไม่ทำร้ายคน ประการสอง การรักษาช้างหากเจ็บป่วย ต้องเป็นช้างที่ผ่านการฝึก และควาญช้างต้องเข้าไปควบคุมช้างเพื่อให้สัตวแพทย์สามารถทำหัตถการที่อาจจะเจ็บสำหรับช้าง เช่น เจาะเลือด ทำแผล ตัดแต่งเล็บ หากช้างไม่ผ่านการฝึกโดยโซ่หรือตะขอและไม่มีควาญที่รู้ใจ สัตวแพทย์จะไม่สามารถปฏิบัติงานในการทำหน้าที่รักษาดูแลสุขภาพช้างที่เจ็บป่วยได้เลย การใช้โซ่หรือตะขอ แม้จะไม่ใช่การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) เช่น การให้กินเกลือเม็ด มะขามเปียก หรือน้ำตาลอ้อย ที่ช้างชอบเพื่อแสดงพฤติกรรมที่พึงปรารถนา แต่อาจจะนับได้ว่าเป็นการลงโทษ (Punishment) คือเป็นสิ่งเร้าที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับช้าง แต่ก็มีความจำเป็นตามหลักจิตวิทยาในการปรับพฤติกรรม ในภาคเหนือของไทยควาญช้างปกากญอ หรือควาญช้างกะเหรี่ยง จะนิยมใช้การเสริมแรงทางบวกมากกว่าการลงโทษ (แต่ก็ใช้หากจำเป็น) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควาญช้างชาวกุย จะใช้ทั้งพระเดช (การลงโทษ) และพระคุณ (การเสริมแรงทางบวก) ในการฝึกช้างอย่างตรงไปตรงมาเคร่งครัด วิถีในการฝึกช้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับภูมิวัฒนธรรมด้วย และถือว่าเป็นภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่ง ที่ควาญช้างทั้งหลายจะต้องบวงสรวงศาลปะกำ

ความเข้าใจผิดที่ 3. เลี้ยงช้างต้องไม่ให้ใครขี่ ต้องไม่มีการขึ้นแหย่ง (No riding) โดยเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ช้างเลี้ยงหรือช้างบ้านในปาง กฎหมายให้ขึ้นแหย่งและขี่ได้ มีการกำหนดอายุ น้ำหนักของช้าง ส่วนสูง และน้ำหนักบรรทุก ตลอดจนเวลาทำงานของช้างที่จะมีคนขึ้นไปขี่ไว้อย่างชัดเจน หากทำได้ตามกฎหมายก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการทำลายสวัสดิภาพของช้างแต่อย่างใดเลย

กฏหมายที่ออกมาได้คำนึงถึงมิติเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยของช้างและของคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับช้าง หรือประชาชนทั่วไป จะต้องได้สมดุลกัน ไม่ได้มองด้านคน หรือด้านสัตว์แต่อย่างเดียว

การกำหนดมาตรฐานนี้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ ในแง่กายวิภาคศาสตร์ของช้าง มิได้กำหนดโดยปราศจากเหตุผล และแท้จริงกำหนดไว้ค่อนข้างเคร่งครัดเพื่อสวัสดิภาพของช้างมากกว่าด้วยซ้ำ

ช้างป่านั้นตามธรรมชาติต้องเดินออกหาอาหารวันละหลายกิโลเมตร เพราะช้างกินอาหารหลายร้อยกิโลกรัม จำเป็นต้องเดินป่าไกล ๆ เพื่อหาอาหาร แต่พอมาเป็นช้างบ้าน มีตะพุ่นหญ้าช้าง หาอาหารมาให้ นับแต่โบราณ แต่ย่อมสู้การออกไปเดินเที่ยวหาอาหารตามธรรมชาติไม่ได้ เพราะอาหารจะมีความหลากหลายและเป็นความบันเทิงสำหรับช้าง

การที่ช้างได้ขึ้นแหย่งและมีคนขี่นั้น แท้จริงมีประโยชน์สำหรับสุขภาพของช้างมาก ปัญหาหนักมากสำหรับปางช้างไทยในเวลานี้คือ ช้างไทยในปางช้าง อ้วนเกิน เพราะควาญช้างไลฟ์สดทางสื่อสังคมขายผลไม้ น้ำตาลอ้อย ป้อนให้ช้างกิน จนช้างพากันอ้วนมากเกินไป ความอ้วนมากเกินไปของช้างไทย ส่งผลเสียต่อสุขภาพช้างอย่างรุนแรง หลายเชือกเป็นแผลที่เท้าไม่หายเพราะอ้วนเกินจนน้ำหนักกดลงที่เท้าช้างรักษาไม่หายขาด สัตวแพทย์ช้างต้องสั่งควาญช้างให้งดผลไม้ กล้วย อ้อย น้ำตาลอ้อย และต้องพยายามพาช้างเดินหรือขึ้นขี่ช้างให้มาก ไม่ใช้เลี้ยงช้างให้กิน ๆ นอน ๆ ทั้งวัน นอกจากนี้ช้างไทยในปางยังเป็นโรคเบาหวานค่อนข้างมาก ทำให้อายุสั้นลง และมีช้างที่เสียชีวิตหรือล้มเพราะเป็นโรคเบาหวานจำนวนมาก

การที่ช้างได้ขึ้นแหย่งและออกเดินบริการนักท่องเที่ยว เป็นการทำให้ช้างได้ออกกำลังกาย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทำให้ช้างมีสุขภาพดี ช้างก็ต้องมีการทำงานและออกกำลังเช่นเดียวกัน คนไทยมีปัญหาโรคอ้วนกันมาก ขณะนี้ช้างไทยในปางต่าง ๆ ก็มีปัญหาโรคอ้วนมากเกินไปเช่นเดียวกันกับคนไทย

ในแง่จิตใจ มีช้างหลายเชือก แค่พ่อควาญยกแหย่งลงมาจากที่เก็บช้างก็ดีใจมาก เพราะรู้ว่าตนเองจะได้เดินออกไปเที่ยวตามป่า ได้เก็บใบไม้ใบหญ้ากิน ได้มีปฏิสัมพันธ์และใช้เวลาร่วมกันกับควาญช้างและนักท่องเที่ยว เนื่องจากช้างเป็นสัตว์สังคมและหลายเชือกก็ชอบเที่ยวมากกว่าจะอุดอู้อยู่แต่ในปาง

ช้างขึ้นแหย่งบางเชือก เมื่อนักท่องเที่ยวกับควาญพาไปทำงาน จะมีความสุขมาก ได้แวะหาของกินไปตามข้างทาง บางเชือกเมื่อเจอของที่ชอบ เช่น ได้กลิ่นหน่อไม้สด แทงหน่อ ออกมาใหม่ ๆ แต่อยู่ในกอไผ่ ต้องบุกเข้าไปลำบาก ก็ร้องเรียกให้ควาญเข้าไปขุดหน่อไม้มาให้ตัวเองได้กิน ช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก การได้ขึ้นแหย่งออกไปเที่ยวและได้แวะเก็บอาหารตามริมทางกินเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช้าง

ดังนั้นการขึ้นแหย่งและการขี่ช้างจึงมิได้เป็นการทำลายสวัสดิภาพของช้างไทยแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามหากทำด้วยเมตตาและเหมาะสมจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางกายและทางใจให้กับช้างอีกด้วย

ความเข้าใจผิดที่ 4. เลี้ยงช้างต้องไม่ให้ทำงานลากไม้ โดยเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ช้างลากไม้ เป็นภูมิปัญญาของไทยมาแต่โบราณ และในสถานที่อันขรุขระลำบาก ที่ถนนยังตัดเข้าไปไม่ถึง ยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ช้างลากไม้อยู่ ในปัจจุบันเนื่องจากในประเทศไทยแทบไม่มีการทำไม้แล้ว แต่ยังคงมีช้างลากไม้อยู่ค่อนข้างมากในภาคใต้ของประเทศไทย เนื่องจากมีการทำสวนยาง และเมื่อต้นยางพาราแก่ต้องมีการตัดและทำไม้ เพราะให้น้ำยางน้อย และปลูกใหม่ ไม้ยางพาราสามารถให้ช้างชักลากออกมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศ ความจำเป็นในการใช้ช้างลากไม้ยังมีความสำคัญอยู่ในเชิงการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รถยนต์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปไม่ถึง ช้างลากไม้จึงยังคงมีความจำเป็น แต่หากในอนาคตมีการพัฒนาให้รถยนต์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่เหล่านี้เข้าสู่พื้นที่ทุรกันดารได้ โดยไม่ต้องตัดถนน ความจำเป็นในการใช้ช้างลากไม้ก็จะหมดไปในที่สุด

การใช้ช้างลากไม้มีข้อกำหนดอยู่ในกฎหมายสวัสดิภาพช้างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอายุที่ใช้งาน น้ำหนักที่ชักลาก ความลาดเอียงพื้นที่ ชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น ถ้าทำผิด หรือฝ่าฝืน ก็ถูกจับและมีบทลงโทษ ที่พบเจอเป็นประจำคือใช้ช้างที่ยังอายุน้อยเกินไปไม่ถูกต้องตามกฎหมายมาใช้ลากไม้ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัด ตลอดจนจิตสำนึกของผู้ประกอบกิจการ แต่ในระยะยาวประเทศไทยอาจจะพัฒนานวัตกรรมเช่น หุ่นยนต์ลากไม้แทนช้างลากไม้ได้ ที่สามารถเข้าสู่พื้นที่ทุรกันดาร โดยไม่ต้องมีถนนได้

ความเข้าใจผิดที่ 5. เลี้ยงช้างต้องไม่จับช้างมาสอนให้วาดรูป เตะฟุตบอล หรือแสดง โดยเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดของช้างแสดงความสามารถพิเศษ ถ้าไม่กระทำละเมิดกฏหมายหลักสวัสดิภาพช้าง ย่อมสามารถทำได้ ช้างที่ใช้แสดงต้องมีอายุ 3-60 ปี คือเป็นช้างที่หย่านมแล้วและไม่แก่จนเกินไป ต้องทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง เวลาทำงานจริงรวมแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง การแสดงต่อเนื่องแต่ละครั้งต้องไม่เกินหนึ่งชั่วโมง และมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 15 นาที การฝึกช้างเพื่อการแสดงต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

ห้ามช้างแสดงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพ เช่น ยืนสองขา ไม่ว่าจะขาหน้าหรือขาหลัง เพราะช้างมีน้ำหนักมากจะเกิดการบาดเจ็บ การยืนหรือนั่งหรือเดินบนอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงขับขี่อุปกรณ์หรือล้อเลื่อน เพราะช้างมีน้ำหนักมาก จะเกิดการบาดเจ็บเป็นอันตรายมาก และรักษาได้ยากมากหากช้างกระดูกหัก หรือใช้เสียงดังมากเกินไปจนช้างตื่นตระหนกอันจะเกิดอันตรายต่อทั้งคนและช้าง เป็นต้น

ทั้งนี้การแสดงของช้าง หากได้รับการฝึกอย่างถูกวิธี เป็นการให้รางวัลทางจิตใจกับช้าง การมีคนชมการแสดงแล้วชื่นชมหรือมอบรางวัลเช่นผลไม้ให้ช้างก็ทำให้ช้างเกิดความสุขได้เช่นกัน เพราะช้างเองเป็นสัตว์สังคม อย่างไรก็ตามการฝึกให้ช้างแสดงนั้นควรต้องใช้การเสริมแรงทางบวก และฝึกด้วยเมตตาให้เหมาะสม มิใช่การลงโทษรุนแรง หากทำเช่นนี้ได้ก็สามารถฝึกช้างให้แสดงได้อย่างมีสวัสดิภาพและไม่ผิดกฎหมายแต่ประการใด

ความเข้าใจผิดที่ 6. เลี้ยงช้างต้องให้อ้วนที่สุด ต้องกินกล้วย อ้อยมาก จึงจะดีต่อสุขภาพช้าง

การให้ช้างอ้วนเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเลี้ยงช้างให้อาหารช้างต้องมีสมดุลที่เหมาะสม ช้างเป็นสัตว์ที่ต้องกินพืชใบเป็นหลัก เช่น หญ้า ต้นข้าวโพด ใบมะพร้าว ใบปาล์ม ใบเต่าร้าง หญ้าเนเปียร์ ใบสับปะรด ปรับไปตามพืชพรรณในท้องถิ่นและผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละพื้นที่

การให้อาหารช้างต้องคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพช้างข้อที่ 1 คือ อิสระจากความหิวกระหาย กับ ข้อ 3 อิสระจากการบาดเจ็บเจ็บป่วยหรือเป็นโรค ที่ต้องนำมาประเมินร่วมกัน

ช้างที่กินแต่ผลไม้หรืออ้อยหรือน้ำตาลอ้อย จนมากเกินไป จนอ้วนเกินเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ในระยะหลังนี้ มีปัญหาที่คนไทยชอบให้ขนมหวานแก่ช้าง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ไอศครีม ขนมปัง ซึ่งช้างชอบมาก เพราะช้างติดรสหวานในขนมของมนุษย์ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของช้างเป็นอย่างยิ่ง การเลี้ยงช้างแบบตามใจมากเกินไป ปรนเปรอด้วยผลไม้หวาน ย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพช้าง เป็นสิ่งที่ต้องไม่ทำโดยเด็ดขาด อาหารมนุษย์ย่อมไม่ใช่อาหารของช้าง ซึ่งเคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อนโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้อาหารช้างนั้นต้องมีความหลากหลาย แต่ควรคล้ายกับอาหารของช้างในป่าตามธรรมชาติ ซึ่งเน้นไปที่พืชใบจึงจะเหมาะสมกับสุขภาพช้าง

ความเข้าใจผิดที่ 7. เลี้ยงช้างพลายหรือช้างสีดอ หากดุร้าย ต้องขังเดี่ยวในคอกกว้างขวางเท่านั้น จึงจะถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

การเลี้ยงช้างพลาย หรือสีดอ โดยการแยกกักขังเดี่ยวไปตลอดชีวิต ต่อให้มีพื้นที่กว้างขวางแค่ไหนก็ตาม ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเลย หรือขัดต่อหลักสวัสดิภาพช้างในข้อที่ 3 กับข้อที่ 5 คือในเรื่องของอิสระจากการบาดเจ็บเจ็บป่วยหรือการเข้าถึงการรักษา เพราะคล้ายกับเป็นช้างป่า ควาญควบคุมบังคับไม่ได้ สัตวแพทย์ที่จะเข้าไปทำการตรวจรักษาก็จะยากมาก เพราะมีความปลอดภัยต่ำ หรือในข้อที่ 5 ของหลักสวัสดิภาพช้างก็คืออิสระจากการสามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้เช่นเรื่องการปฏิสัมพันธ์สื่อสารในโขลง ในฝูง หรือกับช้างเชือกอื่นๆ คล้ายกับการที่คนเราถูกขังเดี่ยว อันเป็นการลงโทษขั้นรุนแรงสูงสุด สภาพจิตใจจะไม่ปกติ ถ้าเป็นแบบนี้ถือว่า สุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อหลักสวัสดิภาพช้างในข้อ 5 กรณีศึกษาที่ควรพิจารณาคือสีดอโฮป โปรดอ่านได้จากบทความ ทำไมสีดอโฮปจึงดุและเกเร : ธรรมชาติของช้างสีดอ https://mgronline.com/daily/detail/9670000101183 และบทความ สีดอโฮปควรมีโอกาสในชีวิตเช่นเดียวกันกับพังน้ำเพชรหรือไม่? https://mgronline.com/daily/detail/9670000098849

ความเข้าใจผิดที่ 8. ช้างที่ถูกล่ามโซ่ จะมีบาดแผลที่ขา เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ช้างที่ถูกล่ามโซ่จะมีบาดแผลที่ขาเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นคำพูดที่เกิดจากการพยายามใส่ร้ายวัดในศรีลังกาว่าได้รับช้างพระราชทานไปแต่กลับดูแลไม่ดี ล่ามโซ่จนช้างพลายมีแผลเต็มตัว คงต้องกลับไปดูให้เห็นชัดเจนถ่องแท้ว่าเป็นบาดแผลหรือเป็นรอยด่างขาว

พลายศรีณรงค์ ยกเท้าให้สัตวแพทย์ตรวจอย่างว่าง่ายนิสัยดี ตามที่พ่อควาญชาวศรีลังกาสั่ง ไม่มีรอยโรค (Lesion) ของบาดแผลใด ๆ ที่ขาและเท้าเลยตามที่เผยแพร่ด้วย Fake news ในโลกออนไลน์ (ภาพเมื่อวันที่ 11 มค. 2569)
ช้างพลายและช้างสีดอหลายเชือกสมบูรณ์มากจนตกมันยาวนานสี่-ห้า-หก เดือน เป็นเรื่องปกติและ จำเป็นต้องล่ามโซ่ยาวนานเพราะมีความดุร้ายก้าวร้าว การถูกล่ามโซ่ที่ขาในเพนียดหรือผูกกับหลักมัดไว้นานมากเพราะตกมันยาวนาน โซ่ที่ล่ามเกิดการเสียดสีโซ่ ผิวหนังอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือเปลี่ยนสีไปบ้าง อาจจะมีการถลอกบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเกิดบาดเจ็บมาก หมอหรือควาญช้างต้องเข้าไปดูแลแผลหรือใส่ยา ต้องเข้าถึงการรักษาได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด และในบางเชือกอาจจะแค่รอยด่างขาว ซึ่งช้างเป็นกันเยอะอยู่แล้วตามปกติ แต่ไม่ได้เป็นแผลแต่ประการใด การถูกล่ามโซ่นานก็ไม่ได้เกิดแผลเสมอไป สีผิวของช้างที่ถูกเสียดสีบ่อยและนาน อาจจะมีการเปลี่ยนสีไปบ้าง คล้ายกับคนเราที่เดินเท้าเปล่าจนผิวเท้าด้าน

เท้าของพลายประตูผา ช้างพระราชทาน อายุ 51 ปีที่วัดพระเขี้ยวแก้ว ศรีลังกา สัตวแพทย์สามคนตรวจแล้วไม่มีรอยโรคหรือร่องรอยของบาดแผลใด ๆ ทั้งสี่เท้า แต่เป็นด่างขาว อันเป็นปกติของช้างที่สีผิวหนังไม่สม่ำเสมอ แต่มิใช่ร่องรอยของบาดแผล (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569)
ความเข้าใจผิดที่ 9. ช้างร้องไห้ตลอดเวลา เพราะคิดถึงบ้าน


ช้าง “มีน้ำตา” ได้จริง แต่ไม่ได้แปลว่าร้องไห้เพราะอารมณ์เหมือนคนโดยตรง เพราะความจริงทางชีววิทยา หนึ่งช้างมีต่อมน้ำตา → น้ำตาทำหน้าที่หลักคือ หล่อลื่นตา ป้องกันฝุ่น ป้องกันการติดเชื้อ น้ำตาของช้าง

ไม่ใช่กลไกแสดงอารมณ์แบบมนุษย์ นอกจากนี้ช้างมีต่อมน้ำตา แต่ต่างจากมนุษย์ที่ไม่มีท่อน้ำตาเชื่อมลงไปสู่โพรงจมูก ทำให้แม้มนุษย์ขับน้ำตาจากต่อมน้ำตาแทบจะทั้งวัน เราก็จะไม่เห็นน้ำตาจากดวงตามนุษย์เพราะไหลลงท่อน้ำตา แต่ช้างไม่มีท่อน้ำตาเหมือนมนุษย์ การขับน้ำตาจากต่อมน้ำตาของช้างจึงไหลออกมาสขอบตาช้างโดยตรง

แล้วที่คนเห็นว่าช้างร้องไห้ โดยมีกรณีที่มักถูกตีความว่า “ช้างร้องไห้” เช่น ตอนเจอศพช้างตัวอื่น ถูกแยกจากลูก ถูกช่วยเหลือจากการบาดเจ็บ

ความจริงคือช้างมีพฤติกรรมแสดงอารมณ์ซับซ้อนมาก แต่น้ำตาช้างที่ไหล ยังอธิบายทางกายภาพได้มากกว่าอารมณ์โดยตรง

ช้างมีอารมณ์จริง → สูงมาก
ช้างเสียใจ เศร้า ผูกพัน จริง → มีหลักฐานพฤติกรรมชัด
แต่ น้ำตา ≠ หลักฐานว่าช้างร้องไห้แบบมนุษย์

แต่คือการที่มนุษย์ “แปลความรู้สึกตัวเองใส่สัตว์” (anthropomorphism) อันเป็นการปรุงแต่งไปเองของมนุษย์ฝ่ายเดียว ไม่ได้เข้าใจช้างอย่างแท้จริง

ดวงตาของพลายประตูผา มีความชุ่มชื้น เหมือนมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติ เพราะช้างมีต่อมน้ำตา แต่ไม่มีท่อน้ำตาไหลลงโพรงจมูกเหมือนกับคน น้ำตาออกช้างช่วยกำจัดฝุ่น ขับไล่แมลง ฆ่าเชื้อโรค เป็นเรื่องปกติ ที่ช้างต้องมีน้ำตา ไม่ได้เศร้า เสียใจ คิดถึงบ้านแต่อย่างใด (ภาพวันที่ 10 มกราคม 2569)
ความเข้าใจผิดที่ 10. ช้างที่ถูกแต่งตัวคลุมผ้าเข้าขบวนแห่และตกแต่งด้วยหลอดไฟ จะเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพช้าง

การแต่งตัว คลุมผ้า และประดับหลอดไฟ LED ให้ช้างเข้าขบวนแห่ จะถือว่าเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพช้างหรือไม่ ต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อช้างเป็นหลัก

ประเด็นที่ต้องประเมิน ได้แก่ หนึ่ง ช้างมีความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นหรือไม่ สอง น้ำหนักและแรงกดของอุปกรณ์ทำให้เกิดความไม่สบาย เจ็บ หรือกดทับหรือไม่ สาม การเคลื่อนไหวถูกจำกัดหรือผิดธรรมชาติหรือไม่

ประเด็นแรก ช้างมีความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นมามากหรือไม่ ในไฟประดับเป็น LED (Light Emitting Diode) หรือ ไดโอดเปล่งแสงที่ประหยัดพลังงานได้มากกว่า 90% ทำให้แทบไม่มีความร้อนเลย แล้วใช้แบตเตอรี่เล็ก ไม่มีผลต่อเรื่องความร้อนแต่ประการใด

แต่ความร้อนสะสมจากการคลุมผ้าต้องพิจารณาดูว่า ช่วงเวลาที่คลุมผ้าเป็นช่วงแดด ร้อนเปรี้ยง หรือช่วงเย็นหรือช่วงเวลาไหน ต้องนำมาเปรียบเทียบประเมินตรงนั้นในเวลานั้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่ามีลมพัดผ่านไปมาหรือไม่ อากาศเป็นอย่างไรในวันนั้น ชนิดของผ้าที่ใช้คลุม ความหนาของผ้า ต้องนำประเด็นเหล่านี้มาประเมินร่วมกัน

ประเด็นที่สอง น้ำหนักและแรงกดของอุปกรณ์ (คือผ้าคลุม) ได้ทำให้เกิดความไม่สบาย เจ็บ หรือกดทับ แต่ประการใดหรือไม่ สำหรับกรณีช้างพระราชทานที่วัดพระเขี้ยวในแคนดี้ หรือวัดเคลานิย่า ต่างก็ใช้ ผ้าที่ใช้คลุมช้าง มี 2 ชั้นบางๆ ด้านในจะเป็นผ้าฝ้าย น้ำหนักโดยรวมของผ้าประมาณยี่สิบกว่ากิโลกรัม ไม่ได้มากเกิน ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

ประเด็นที่สาม การเคลื่อนไหวถูกจำกัด หรือผิดธรรมชาติหรือไม่ ต้องดูว่าผ้านั้นมีการเจาะ ช่อง ที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ตา หรือ ปาก หรือขาให้สามารถเดิน หรือเคลื่อนไหวได้ดีหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดหากเป็นไปตามสมควร

หากเป็นไปตามนี้ ก็มิได้ผิดหลักสวัสดิภาพช้างแต่อย่างใด

ความเข้าใจผิดที่ 11. ช้างเอางวงกอดตัวเอง แปลว่าช้างขาดความอบอุ่น โหยหาความรัก

การที่ช้างเอางวงกอดตัวเอง ไม่สามารถสรุปว่าเป็นเพราะขาดความรักหรือโหยหาความอบอุ่นได้
นั่นคือการตีความแบบมนุษย์ใส่สัตว์ (Anthropomorphism) ไม่ใช่ข้อสรุปทางพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral science) ที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือทางวิชาการแต่อย่างใด เป็นเพียงการตีความอารมณ์มนุษย์ใส่ช้างมากกว่าหลักฐานทางพฤติกรรมสัตว์

พฤติกรรม “งวงกอดตัวเอง” อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

1. พฤติกรรมควบคุมตนเอง (self-soothing) คล้ายการที่สัตว์หรือมนุษย์ขยับตัวเองเพื่อลดความตึงเครียด

2. พฤติกรรมซ้ำ ๆ (stereotypic behavior) พบในช้างที่ถูกจำกัดพื้นที่ ขาดสิ่งกระตุ้น ขาดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ

3. ท่าทางพักผ่อน / จัดท่าร่างกาย เป็นแค่ท่าทาง (posture) ไม่ใช่อารมณ์

จุดสำคัญที่สุดการวิเคราะห์อารมณ์ (Emotion) นั้นต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกันตามสมการ

อารมณ์ = ต้องพิสูจน์จากบริบท + พฤติกรรมร่วม + สภาพแวดล้อม

ไม่ใช่ดูท่าทางเดี่ยว ๆ แล้วสรุปว่าช้าง “เศร้า” “ขาดรัก” “เหงา” อันเป็นการตีความแบบมนุษย์ใส่สัตว์ หาได้เข้าใจอารมณ์ที่แท้จริงของช้างไม่

“พฤติกรรมแบบนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าบ่งชี้ถึงการขาดความรักโดยตรง ต้องดูร่วมกับบริบทการเลี้ยง สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมอื่นประกอบ ไม่สามารถสรุปจากท่าทางเดียวได้”

“ความสงสารที่ไม่มีข้อมูล อาจทำร้ายสัตว์ได้มากกว่าการไม่สงสาร” เพราะทำให้สังคมโฟกัสผิดจุด จาก สภาพแวดล้อมจริง ไปเป็น ความรู้สึกที่มนุษย์จินตนาการ

ภาพและคำบรรยายในโลกออนไลน์อันไม่ตรงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ของช้าง หากแต่เป็นการการตีความแบบมนุษย์ใส่สัตว์ (Anthropomorphism) โดยผู้ที่เข้าใจไม่ถูกต้อง


ความเข้าใจผิดที่ 12. อาหารช้างต้องจัดวางตระเตรียมให้เป็นอย่างดี ปอก และ หั่นเป็นชิ้น ๆ ห้ามให้ช้างเอาเท้ากระทืบให้แตกหัก หรือเอางางัดจนแตกหัก

การให้ช้างกินพืชทั้งต้น เหยียบ แตก ฉีก เคี้ยวเอง ถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ทางพฤติกรรม (behavioral enrichment) ที่ดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของช้าง เช่น

ช้างเมื่อเจอขนุนหรือฟักทองลูกโตจะใช้เท้ากระทืบให้แตกก่อนกิน

ช้างในบริเวณรอบป่ารอยต่อห้าจังหวัดภาคตะวันออก มีความฉลาดถึงขนาดใช้งวงดึงต้นมันสำปะหลังในไร่ขึ้นมาจากดิน ถอนต้นและรากหัวมันออกมา แต่ช้างป่าฉลาด และไม่กินมันสำปะหลังดิบ แต่จะใช้เท้ากระทืบให้หัวมันสำปะหลังแตกแล้วตากแดดทิ้งไว้เพื่อทำลายสารไซยาไนด์ที่มีพิษให้หมดไปแล้วย้อนกลับมากินในวันหลังอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อช้างป่าเจอเปลือกไม้ที่ชอบกินจะใช้งาช้างงัดแงะเปลือกไม้ออกมากินเป็นต้น

ช้างป่าบางตัวถึงกับตะกายปีนต้นขนุนเพื่อเอางวงดึงลูกขนุนสุกบนต้นลงมาแล้วกระทืบให้แตกเพื่อกินให้ได้
ช้างป่ารู้จักล้มต้นมะพร้าว แล้วกระทืบหรืองัดแงะเอายอดมะพร้าวอ่อนที่แม้แต่คนเราก็ยังชอบมากิน
ช้างบางเชือกกระทืบลูกมะพร้าวมากินได้เอง
ช้างยังมีนิสัยชอบเอางวงจับหญ้ามาสะบัดก่อนกิน เป็นการทำความสะอาดอาหารก่อนนำเข้าปาก
ช้างบางตัวมีนิสัยชอบเหน็บหญ้าหรือต้นข้าวโพดไว้ระหว่างงากับงวง แล้วค่อย ๆ หยิบมาทยอยกิน
หากช้างเจอต้นกล้วยก็สามารถล้มต้นกล้วยแล้วงัดแงะเอาแต่หยวกกล้วยในลำต้นมากินได้เช่นกัน

ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดสมองใหญ่โต และมีความฉลาดสูงมาก จึงมีพฤติกรรมที่ซับซ้อน ช้างบางเชือกรู้จักใช้คราดเกาตามผิวหนัง อันเป็นพฤติกรรมที่ฉลาดมากเช่นมนุษย์ คือการรู้จักประยุกต์ใช้เครื่องมืออีกด้วย

อาหารพืชของช้างนั้นมีทั้งต้น ใบไม้ ก้าน ปาล์ม หญ้า บทบาทที่ดีของปางช้างและควานช้างคือส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติ การใช้เท้า งา งวง การออกแรง การสำรวจค้นหาอาหารที่ควาญนำไปซ่อนหรือแขวนไว้ เป็นการสร้างสิ่งเร้า และเป็นกิจกรรมที่สนุกสำหรับช้าง ลดความเบื่อหน่าย (boredom) เพิ่มความผูกพัน (engagement) ทางจิตใจ

แต่การให้อาหารช้างต้องอยู่ภายใต้การคัดเลือกชนิดพืชที่ปลอดภัย ไม่มีพิษสำหรับช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้มีการใช้ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงในการเกษตรเป็นจำนวนมาก หากมีสารพิษเหล่านี้ตกค้างแล้วช้างบริโภคสารพิษเหล่านี้เข้าไปอาจจะถึงแก่ชีวิตได้

การให้พืชทั้งต้นช่วยเรื่องพฤติกรรมและสุขภาพจิตของช้าง “สวัสดิภาพไม่ใช่แค่ช้างอิ่ม แต่ต้องช้างได้เป็นช้างด้วย” ดังนั้นการให้พืชทั้งต้นให้ช้างได้มีกิจกรรมอันเป็นการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของช้าง ได้ฝึกสมองจึงเป็นสิ่งดีที่ควรต้องทำ

ความเข้าใจผิดที่ 13. ช้างอายุ 31 ปี และ 51 ปี เป็นช้างที่แก่มากแล้ว ต้องไม่ทำงานอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ควรเกษียณอายุและพักผ่อนอย่างเดียว

อายุขัยหรือ lifespan ของช้างนั้นใกล้เคียงกับคน แต่ช้างตั้งท้องนานกว่าคนมาก สวัสดิภาพที่แท้จริงของช้างหรือของคนต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายรายตัวทีละบุคคล ไม่ใช่อายุในบัตรประชาชนหรือตั๋วรูปพรรณของช้าง

31 ปี กับ 51 ปี = แก่หรือยัง?

ในทางชีววิทยาสำหรับช้าง
ช้าง 30+ ปี = วัยกลาง
ช้าง 50+ ปี = เริ่มเข้าสู่วัยชรา

ในไทย กฎหมายสวัสดิภาพช้างกำหนดไว้ว่า ห้ามใช้งานช้างที่ อายุ 60 ปีขึ้นไป

ถ้า “ให้เกษียณสนิท” เลย จะมีผลเสียไหม?

มีผลเสียได้ ถ้ามีการจัดการที่ไม่ดีในปางช้าง ผลเสียที่พบได้แก่ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ข้อแข็ง เพราะไม่ได้ทำงานหรือไม่ได้ออกกำลังกายเลย ระบบไหลเวียนโลหิตแย่เช่นเดียวกันกับคนที่ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักขึ้น ไขมันสะสม เพราะกิน ๆ นอน ๆ อย่างเดียว ไม่ได้มีกิจกรรมหรือทำงานเลย เมื่อไม่มีกิจกรรมหรือทำงานเลย ช้างจะเกิดความเบื่อ เครียด ซึม เพราะชีวิตมีแต่พฤติกรรมซ้ำซาก ขาดความหลากหลาย

คุณภาพชีวิตของช้างกลับลดลง แม้ไม่ได้ทำงาน เพราะช้างเป็นสัตว์ที่วิวัฒน์มาเพื่อ “เคลื่อนไหวตลอดชีวิต”

ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือ ช้างชราควร “ลดภาระงาน” ไม่ใช่ “ตัดการเคลื่อนไหว”

ตัวแบบที่เหมาะสมสำหรับช้างชรา ไม่ใช่ทำงานเต็มระบบอย่างหนักหน่วง หรือปล่อยนิ่งทั้งวัน แต่ควรเป็น

ให้เดิน ใช้งวงหาอาหาร ได้เคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social interaction) มีการเติมเต็มพฤติกรรมให้สมบูรณ์ (Behavioral enrichment) เป็นการบริหารกล้ามเนื้อและสมอง

ช้างชราควรลดภาระงาน แต่ยังต้องได้เคลื่อนไหวและมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

ช้างชราที่ไม่ขยับ = เสื่อมเร็วกว่าเดิม ทำให้สุขภาพช้างแย่ลง ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ยอมออกกำลังหรือทำกิจกรรมใด ๆ เลยมีแต่จะทำให้สังขารเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว

ความเข้าใจผิดที่ 14. การอาบน้ำช้างเป็นการผิดธรรมชาติและทรมานช้าง

ช้างเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ริมแหล่งน้ำเสมอตามธรรมชาติ ช้างป่าย่อมต้องอาศัยในบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต ช้างเป็นสัตว์ที่ขาดน้ำไม่ได้เลย ช้างต้องแช่น้ำและเล่นน้ำเพื่อบรรเทาความร้อน เพราะช้างไม่ได้มีเหงื่อที่ผิวหนังเหมือนมนุษย์

ช้าง ไม่มีต่อมเหงื่อ
ช้างไม่สามารถ “เหงื่อแตกเหมือนคน” ได้เลย เพราะผิวหนังช้าง ไม่มี eccrine sweat gland แบบมนุษย์

แล้วช้างระบายความร้อนยังไง?

ช้างใช้หลายวิธีผสมกัน (แต่ไม่มีวิธีไหนเทพเท่าการมีเหงื่อ)

1.หู ใบหูใหญ่ เส้นเลือดเยอะ
โบกหู คือเพิ่มการถ่ายเทความร้อน เลือดร้อนวิ่งไปหู ถ่ายเทความร้อนของร่างกายให้เย็นลง แล้วเลือดวิ่งกลับเข้าลำตัว ถ้าหูไม่ค่อยโบกในวันที่ร้อนจัด จะน่าห่วงมาก

2.อาบน้ำ / พ่นน้ำ / แช่โคลน
น้ำช่วยดูดความร้อนออกจากผิว โคลนเคลือบผิว → ลดแดด + ชะลอการร้อน
เวลาโคลนแห้ง = การทำให้เย็นลงโดยการระเหย (evaporative cooling) ทางอ้อม เป็นกลไกเอาชีวิตรอดของช้าง

3.ผิวหนังหนา + รอยย่น
ผิวหนา จะระบายความร้อนได้ไม่ดี แต่รอยย่นช่วยกักน้ำ ทำให้ผิวเปียกนานขึ้น เย็นนานขึ้น
งานวิจัยพบว่าผิวช้างที่มีรอยย่น ระบายความร้อนได้ดีกว่าผิวเรียบหลายเท่า

4.พฤติกรรมหลบร้อน (Behavioral thermoregulation)
ช้างจะหลบแดด ยืนนิ่ง ลดกิจกรรม เพื่อหลบร้อน ลดความร้อน และออกหากินกลางคืน / เช้าตรู่
ถ้าฝืนให้ทำกิจกรรมกลางแดดจัด = ผิดหลักสวัสดิภาพตรง ๆ

ช้างนั้นว่ายน้ำได้ด้วยซ้ำตามธรรมชาติ ปางช้างจึงจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำให้ช้างเล่น แต่ตลิ่งต้องไม่สูงชันจนเกิดอันตรายได้ ตลิ่งต้องไม่ชันจนเกินไปเพื่อให้ช้างเดินลงน้ำได้โดยง่าย ช้างจะมีความสุขในการดูดน้ำด้วยงวงและพ่นน้ำเล่นหรือพ่นน้ำใส่ตนเอง ใส่ควาญช้าง หรือแม้กระทั่งพ่นใส่ช้างตัวอื่น ๆ

สิ่งที่สำคัญคือน้ำสำหรับให้ช้างเล่น อาบ และดื่มกิน ต้องเป็นน้ำที่สะอาดเพียงพอ

การอาบน้ำช้างด้วยเครือสะบ้า ที่ลำน้ำแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เนื่องจากช้างโดยธรรมชาติเป็นสัตว์ที่ชอบเล่นน้ำ อาศัยอยู่ริมน้ำ การอาบน้ำให้ช้างโดยมนุษย์จึงเป็นกิจกรรมที่ช้างชอบมาก และมีความสุข เพราะมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนกับช้าง เพราะช้างเป็นสัตว์สังคม ช้างบางเชือกเมื่อรู้ว่าจะมีคนหรือมีควาญอาบน้ำให้จะนอนลงให้อาบน้ำขัดตัวให้อย่างสบายใจ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ช้างจะพลิกตัวไปมาให้ควาญช้างหรือนักท่องเที่ยวขัดตัวทุกด้านด้วยความเพลิดเพลินและมีความสุข
การอาบน้ำของช้าง นอกจากจะเป็นการทำความสะอาดแล้วยังเป็นการระบายความร้อน สร้างความคุ้นเคย เป็นการปรับแต่งพฤติกรรมให้ช้างเชื่องและเชื่อฟัง ควาญช้างยังได้ตรวจสุขภาพของช้างทั้งตัวในระหว่างอาบน้ำ เช่น แผลต่าง ๆ หรือปรสิต (Parasite) หนอน แมลง ที่มาอาศัยตามลำตัวช้าง ฝีหนองหรือการอักเสบ แม้กระทั่งตรวจเล็บและเท้าช้าง อันเป็นอวัยวะที่สำคัญมากสำหรับช้างเพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่มาก มีน้ำหนักได้ถึง 5-6 ตัน ทำให้เล็บและเท้าต้องรับน้ำหนักมาก การอาบน้ำทำให้ควาญช้างได้ตรวจและดูแลเท้าช้างและเล็บช้าง

แต่โบราณ วิชาคชบาลของไทย รู้จักใช้สมุนไพรในการขัดตัวเพื่ออาบน้ำให้ช้าง โดยนำเครือสะบ้า อันเป็นเถาวัลย์ในป่ามาทุบให้นิ่มฟู เครือสะบ้านี้เมื่อทุบด้วยท่อนไม้จนฟูแล้ว ใช้เหมือนฟองน้ำในการอาบน้ำช้าง และใช้ขัดผิวหนังให้ช้าง จะมีฟองครีมและมีสรรพคุณในการรักษาผิวหนังช้าง ในบางครั้งช้างบางตัวจะจ้องแย่งเครือสะบ้าที่ทุบและใช้อาบน้ำให้ตนเองจากควาญช้างเพราะเป็นพืชที่ช้างกินเป็นอาหารอยู่แล้วตามปกติ เครือสะบ้าจึงเป็นทั้งอาหารช้างและเป็นสบู่สำหรับอาบน้ำช้าง

ความเข้าใจผิดที่ 15. ใบปาล์ม ใบมะพร้าว ใบเต่าร้าง คืออาหารที่ไร้คุณภาพและไร้คุณค่าสำหรับช้าง

ปางช้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งหนึ่งและเป็นสวนปาล์มใบประดับที่น่าจะใหญ่สุดด้วยเช่นกัน คือ สวนนงนุช ทุก ๆ วันจะมีการตัดแต่งใบปาล์มทิ้งเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เคยทิ้งเลย เพราะช้างในสวนนงนุช พัทยา ชอบใบปาล์มมาก หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือแม้แต่ใบเดียว

ทั้งนี้ในภาคใต้ของไทย มีสวนปาล์มน้ำมันและสวนมะพร้าวอยู่เป็นจำนวนมาก ทางภาคใต้ของไทยจึงนิยมเลี้ยงช้างด้วยใบปาล์มน้ำมันและใบมะพร้าวเป็นปกติ

ช้างป่าของไทยกินยอดหวายและใบเต่าร่างอันเป็นพืชตระกูลปาล์มเช่นกัน และยอดหวายกับยอดเต่าร้างก็เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ แกงยอดหวาย เป็นต้น

ในศรีลังกามีต้นเต่าร้างขึ้นตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เลยนิยมใช้ใบเต่าร้างเป็นอาหารเลี้ยงช้าง

ทั้งนี้พืชตระกูลปาล์มส่วนใหญ่เป็นพืชที่ให้น้ำมัน น่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าหญ้าที่เป็นอาหารหลักของช้างด้วยซ้ำ เพราะน่าจะมีไขมันและโปรตีนสูงกว่า

ดังนั้นความเชื่อที่ว่า ใบปาล์ม ใบมะพร้าว ใบเต่าร้างเป็นอาหารที่ไร้คุณภาพและไร้คุณค่าสำหรับช้างจึงไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

อนึ่ง ต้นเต่าร้างนั้นเป็นอาหารโปรดของช้าง ดังปรากฎข่าวว่าช้างไทยชอบกินต้นเต่าร้างมาก ไม่ยอมเข้าป่าเอ็นดูช้างแม่ลูก ไม่ยอมเข้าป่าเพราะชอบกินต้นเต่าร้าง ใกล้หมู่บ้าน https://www.ejan.co/news/193 จนเจ้าหน้าที่ต้องมาผลักดันให้เข้าป่า เพราะอาจจะรบกวนชุมชน

ความเข้าใจผิดที่ 16. ช้างเดินขึ้นบันได ผิดสวัสดิภาพสัตว์อย่างร้ายแรง

“ช้างเดินขึ้นบันได = ผิดสวัสดิภาพสัตว์อย่างร้ายแรง”เป็นความเข้าใจผิด ช้างอยู่บนเขา ย่อมต้องขึ้นที่สูงเพื่อหากิน

ข้อเท็จจริงช้าง ไม่ได้มีข้อห้ามทางกายวิภาค ในการขึ้น–ลงที่ต่างระดับแต่อย่างใด

โครงสร้างเท้าช้างเป็นแผ่นไขมัน (fat pad) + หมอนดิจิทัล (digital cushion) รับแรงกดได้ดี และมีประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนมาก ทำให้ช้างสามารถรับรู้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็วกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ

ในธรรมชาติ ช้างเดินขึ้นเนินหิน หน้าผา ตลิ่งชัน ตลอดชีวิต

ช้างบ้านบางเชือก เมื่อเอาเก้าอี้หรือบันไดมาวาง สามารถเหยียบขึ้นรถบรรทุกแล้วไต่ขึ้นรถบรรทุกได้เอง ตามที่ควาญช้างสอน บางเชือกมีวินัยมากถึงกับใช้งวงยกเก้าอี้ขึ้นรถบรรทุกเองเพื่อเอาไปใช้ตอนที่ถึงปลายทางแล้วต้องเหยียบเก้าอี้ลงจากรถบรรทุกด้วยซ้ำ

แต่จะมีสิ่งที่ “ผิดสวัสดิภาพ” จริงๆ ก็คือ
- บันไดสูงชันเกินไป
- พื้นลื่น
- บังคับช้างที่ไม่พร้อม
- ใช้กับช้างป่วย ขาเสื่อม แก่จัด

สรุป “บันไดไม่ผิด — คนออกแบบและวิธีใช้ต่างหากที่ผิด” หากทำให้เหมาะสมก็มิได้เป็นปัญหากับสวัสดิภาพของสัตว์แต่ประการใด

ความเข้าใจผิดที่ 17. ความรักและการร้องเพลงสามารถกล่อมช้างตกมันให้สงบเรียบร้อยได้

“ความรัก + การร้องเพลง = กล่อมช้างตกมันให้สงบได้” มีปางช้างโลกสวยหลายแห่งที่พยายามถ่ายคลิปวีดีโอให้สังคมเห็นและเชื่อเช่นนั้น

ความจริงที่ต้องยอมรับ ช้างตกมัน (musth) = ภาวะฮอร์โมนเพศสูงผิดปกติ

ฮอร์โมนเพศชายหรือ Testosterone พุ่งสูง ทำให้มีการควบคุมตัวเองลดลง เป็นช่วงอันตรายสูงสุดในชีวิตช้าง

สิ่งที่ “ใช้ไม่ได้ผล” เวลาที่ช้างตกมัน คือ 1. การร้องเพลง 2. การลูบ 3. การพูดดี ๆ 4. พลังบวก และ 5. ความรักแบบมนุษย์ ถ้าทำเช่นนี้รับรองว่าเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตของมนุษย์และของควาญช้าง เดือดร้อนไปถึงชุมชนและประชาชนทั่วไปด้วย ดังมีปรากฎข่าวว่าช้างตกมันอาละวาดฆ่าคนหรือฆ่าควาญเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ

สิ่งที่ต้องใช้จริงในการควบคุมช้างเวลาช้างตกมันหรือโกรธหรือตกใจจนควบคุมอารมณ์ของตนไม่ได้คือ

1. ระยะห่าง ไม่ว่าทั้งสัตว์หรือคนต่างก็มีพื้นที่ส่วนตัว (Personal space) หากมีคนอื่นไม่ว่าจะคนหรือช้างเข้ามาใกล้เกินไปอาจจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ก็จะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทำร้ายได้

2. ระบบกั้น หรือจำกัดพื้นที่ เช่น คอก เพนียด โซ่ล่าม หรือแม้แต่โบราณจะใช้จะแคะ เป็นต้น

3. ควาญช้างที่รู้พฤติกรรม และเป็นผู้ที่ช้างเชือกนั้นไว้วางใจ พ่อควาญอาจจะเข้าใกล้ช้างที่ตกมันได้ แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังมากที่สุดเช่นกัน มีควาญช้างที่อาจจะพลั้งเผลอหรือประมาทเข้าไปดูแลช้างพลายที่ตนเองดูแลมาตลอดในเวลาตกมัน แล้วถูกทำร้ายจนเสียชีวิตมาแล้วมากมาย อาชีพควาญช้าง โดยเฉพาะควาญช้างพลายหรือช้างสีดอ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง และอันตรายสูงมาก

4. แผนจัดการเฉพาะช่วงตกมัน หากมีความจำเป็น เช่น ลูกดอกยิงยาซึม โดยใช้ปืนยิงลูกดอกหรือใช้โดรนยิง หากช้างอาละวาดรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ ผู้เขียนคนที่สองมีประสปการณ์ในการยิงยาซึมเพื่อควบคุมช้างป่าหรือช้างบ้านที่ตกมันฆ่าคนตายหรือทำร้ายคนมานับไม่ถ้วนในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นงานที่เสี่ยงสูงและอันตรายอย่างยิ่ง แต่เป็นงานที่ต้องทำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชุมชน รวมไปถึงตัวช้างเองด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการใช้อาวุธปืนที่บรรจุกระสุนฆ่าช้างที่ตกมันอาละวาดทำร้ายฆ่าคนตาย ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเวลาที่ตกมันเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการของปางช้างโลกสวยได้ เพราะคือการสูญเสียชีวิตของทั้งคนและของช้าง อันน่าเศร้าสลดยิ่ง

“ถ้าร้องเพลงแล้วเอาอยู่… ป่านนี้สวนสัตว์ทั่วโลกไม่ต้องมีกำแพงหรือหลักมัดช้าง”กันอีกต่อไปแล้ว

ความเข้าใจผิดที่ 18. ช้างทุกตัวสามารถเลี่ยงให้เชื่องนำมารวมกลุ่มกันและสามารถสัมผัสโอบกอดได้ โดยไม่ต้องมีการล่ามโซ่หรือควบคุมใด ๆ

“ช้างทุกตัวควรปล่อยอิสระ รวมกลุ่ม สัมผัส โอบกอดได้ โดยไม่ต้องควบคุม” เป็นสิ่งที่ปางช้างโลกสวยพยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์นี้ให้คนไทยและชาวต่างชาติเชื่อ แต่ช้างทั้งหมดนั้นคือช้างพังที่ผ่านการฝึกด้วยโซ่และตะขอมาแล้วทั้งสิ้น

ความจริงก็คือ ช้าง ไม่ใช่สัตว์สังคมแบบไม่มีลำดับ

ช้างจะมีลำดับชั้นทางสังคมช้าง (dominance hierarchy) ค่อนข้างชัด มีผู้นำโขลงช้าง ก็คือแม่แปรก

ช้างมีช้างพังตัวเมีย อาวุโสสูง เป็นผู้นำ ในโขลงช้างตามธรรมชาติ ก็จะมีช้างตัวผู้ ช้างตัวเมีย หลากหลายอายุ หลากหลายอุปนิสัย อยู่รวมกัน

ช้างบางตัว ไม่เข้ากลุ่ม บางตัว ก้าวร้าวกับคนแปลกหน้า

อันตรายที่เกิดจริงจากช้าง มีทั้งช้างทำร้ายกันเองจนถึงกับเสียชีวิต ช้างป่าเอางาแทงกันจนตายก็มี

คนโดนเหยียบ โดนเหวี่ยง ควาญเสียชีวิต (มีทุกปี แต่ไม่ถูกพูดถึง)

ดังนั้น คำว่าสวัสดิภาพ ไม่ใช่การปล่อยมั่ว สวัสดิภาพคือ “ความปลอดภัยของช้าง + คน” ไม่ใช่ภาพถ่ายสวย ๆ

เพราะทั้งคนและช้างต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย และช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หากไม่ได้รับการฝึก ควบคุมไม่ได้ ไม่เชื่อฟัง จะเกิดอันตรายสูงสุดกับทั้งชีวิตของคนและของช้าง เราต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง

ความเข้าใจผิดที่ 19. ช้างสามารถเชื่อง เชื่อฟังคำสั่ง โดยไม่ต้องผ่านการฝึกจากควาญช้าง โดยใช้โซ่หรือตะขอเลยก็สามารถทำได้

“ช้างเชื่องได้โดยไม่ต้องฝึก ไม่ต้องควาญ ไม่ต้องโซ่ ไม่ต้องตะขอ” เป็นความเข้าใจผิดร้ายแรงอย่างยิ่งในสังคมไทย ที่ชาติตะวันตกโดยกลุ่มสิทธิสัตว์ (Animal rights) พยายามยัดเยียดให้ ทั้ง ๆ ที่ฝรั่งเลี้ยงม้าแบบทรมานมากกว่าไทยเราเลี้ยงช้างมาก และเลี้ยงวัวกระทิงไว้เข้าร่วมการต่อสู้ โดยให้มาธอร์ดอเอามีดเสียบตายทั้งสิ้น โดยเอาผ้าแดงมาล่อให้มันโกรธ ก็ไม่เห็นนักสิทธิสัตว์ชาติตะวันตกไปเรียกร้องต่อสู้ให้ แต่ประการใด

ความจริงทางพฤติกรรม ช้างน้ำหนัก 3–5 ตัน ไม่ได้ถูกคัดพันธุ์ (Breeding) เพื่อให้เชื่องเหมือนสุนัข
ถ้าไม่มีการฝึก = ควบคุมไม่ได้
เครื่องมือควบคุม ไม่ใช่การทารุณ
โซ่ คืออุปกรณ์จำกัดพื้นที่ชั่วคราว
ตะขอ คือเครื่องมือสื่อสาร (เหมือนไม้เท้า ไม่ใช่แส้)
ปัญหาอยู่ที่ “คนใช้” ไม่ใช่ “ของ”

ความจริงที่หลายคนไม่อยากได้ยิน “ช้างที่ไม่ผ่านการฝึก แต่ถูกพาให้คนเข้าใกล้ ก็คือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง”

สรุปสำหรับประชาชนถูกปลูกฝังความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับช้าง ว่าต้องปล่อยช้างบ้านให้เลี้ยงอย่างเป็นอิสระ รักอย่างเดียวก็พอ ความรักชนะทุกอย่าง ความรักทำให้ควบคุมดูแลช้างได้ ช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาดและแสนเชื่อง ซึ่งหาได้เป็นความจริงไม่

เครื่องมือควบคุมช้าง ไม่ว่าจะเป็น โซ่ หรือ ตะขอ คือความรุนแรง โหดร้ายทารุณ และช้างก็คือคน ว่านอนสอนง่าย พูดด้วยเบา ๆ ก็รู้เรื่องทุกเชือก ซึ่งแม้แต่คนก็ไม่เป็นเช่นนั้น จึงทำให้ต้องมีนักโทษแทบจะล้นคุกของกรมราชทัณฑ์อยู่ในเวลานี้

ช้างแต่ละเชือกก็มีนิสัยแตกต่างกันมาก มีตั้งแต่นิสัยดี พูดง่ายและเชื่อฟัง และที่ดุร้ายมาก ไม่เชื่อฟังคำสั่งเลย เพราะยังไม่เคยผ่านการฝึก

แต่ในความเป็นจริง การเลี้ยงช้างนั้นต้องต้องจัดการอย่างมีความรู้จึงจะดี ความคิดเห็นหรือความเชื่อโดยปราศจากความรู้จริงในการเลี้ยงช้าง ปราศจากความเข้าใจในวิทยาศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ของช้างเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ความรู้ + ระบบ ในการเลี้ยงและดูแลช้างอย่างถูกต้องจึงสำคัญที่สุด

การใช้เครื่องมือในการควบคุมช้างอย่างผิดวิธีต่างหากที่รุนแรง และกฎหมายต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของช้างเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีคนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรว่าทำผิดกฎหมายอันเป็นการทำร้ายสังคม รวมถึงการไปใส่ร้ายพระว่าทรมานช้างก็เป็นบาปหนักเช่นกัน

ช้างก็คือช้าง ประโยคที่อยากให้จำให้ขึ้นใจ “สวัสดิภาพสัตว์ ไม่ได้วัดจากความรู้สึกของคนดู แต่วัดจากความปลอดภัย สุขภาพ และการจัดการที่เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์”

ทั้งหมดนี้คือ ความเข้าใจผิดและข่าวเท็จ (Fake news) เกี่ยวกับการเลี้ยงช้างไทย ที่ต้องหักล้างด้วยวิทยาศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ของช้าง ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพช้างและมาตรฐานปางช้าง

โปรดอย่าทำลายหรือทำร้ายภูมิปัญญาของชาติไทย และอาชีพสุจริตของควาญช้างตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย Fake news เลย

พลายศรีณรงค์ ช้างพระราชทาน เดินลงไปแช่น้ำรอพ่อควาญอาบน้ำที่สูบมาจากแม่น้ำเคลานิยาที่ศรีลังกา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลังกาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเคยมาสรงน้ำที่วัดแห่งนี้ พลายศรีณรงค์ชอบอาบน้ำมากและสงบนิ่ง ผ่อนคลาย คล้ายการทำสปาให้ของพ่อควาญชาวลังกา (ภาพเมื่อ 11 มกราคม 2569)

ภาพช้าง Tikiri ที่ถูกนำมาเผยแพร่ว่าเป็นช้างพระราชทานของไทยในศรีลังกา ว่าสุขภาพย่ำแย่ ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพปลอม แต่ Tikiri นั้นป่วยหนักเมื่ออายุได้ 70 ปี เพราะลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ และได้เสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว ในขณะที่พลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ยังคงมีสุขภาพดีมาก


กำลังโหลดความคิดเห็น