xs
xsm
sm
md
lg

ยืดพักหนี้SMEs ผงะ!เจ๊งสะสม1ล้านล้าน “ก.คลัง”สั่ง7แบงก์รัฐอุ้ม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“ขุนคลัง” สั่ง 7 แบงก์รัฐช่วยเหลือลูกหนี้ 6.6 ล้านราย มูลหนี้ 2.89 ล้านล้านบาท ขยายเวลาการพักชำระหนี้ต่อถึงกลางปี 64 เล็งเพิ่มเงิน บสย.ค้ำประกันในระบบเพิ่มอีก 3 เท่าตัว ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ “ก.คลัง” รายงานฐานะการเงินไทย

วานนี้ (22 ต.ค.) ที่กระทรวงการคลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง, นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ แถลงความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 และแนวทางการช่วยเหลือในระยะต่อไปของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง หลังสิ้นสุดการพักชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.63

โดย นายอาคม กล่าวตอนหนึ่งว่า แนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการการพักชำระหนี้ มีจำนวน 12.1 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 6.9 ล้านล้านบาท สัดส่วน 30% ที่อยู่ในความดูแลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือประมาณ 6.57 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 2.89 ล้านล้านบาท สำหรับแนวทางดูแลมี 2 ส่วน คือ ตามแนวทาง พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก.ซอฟต์โลน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับการพักชำระหนี้ตามมาตรการอื่นๆของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล




วางบันได 4 ขั้นพยุง SMEs

นายอาคม กล่าวต่อว่า ธปท.ได้จัดกลุ่มตามสถานการณ์ทางการเงินของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ดังนี้ 1.กลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบจากโควิดและยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เบื้องต้นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ให้ชะลอการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปอีก 6 เดือนนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.63, 2.กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจได้แต่ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด-19 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะเร่งปรับโครงสร้างหนี้ภายในเดือน ธ.ค.63 และ 3.กลุ่มที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินธุรกิจได้ ทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะรับชำระหนี้ตามปกติ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ในช่วงการพักชำระหนี้

“สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ในความดูแลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ กระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐติดตามดูแลลุกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการการชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือตามสถานการณ์ลูกหนี้แต่ละราย ในเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจ และสถานะการเงินขององค์กร โดยมี 4 ขั้นตอน 1.การพักหรือชะลอการชำระหนี้, 2.ปรับโครงสร้างหนี้การให้ตรงจุด, 3.ฟื้นฟูธุรกิจให้เข้มแข็ง และ 4.สร้างภูมิคุ้มกันในธุรกิจเอสเอ็มอี” นายอาคม ระบุ




สั่ง 7 แบงก์รัฐขยายพักหนี้

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 7 แห่ง เบื้องต้น ได้แก่ 1.ธนาคารออมสิน จะขยายระยะเวลาการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจากเดิม เม.ย.-ก.ย.63 เป็น ธ.ค.63 กรณีสินเชื่อบุคคลทั่วไป และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยมีลูกค้า 3 ล้านราย, 2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขยายเวลาพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็น พ.ย.63 – ม.ค.64, 3.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ขยายเวลาการพักชำระหนี้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ติดต่อกับธนาคารเพื่อขอขยายเวลาการพักชำระหนี้ เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรไม่ได้มีรายได้แบบรายเดือน

4.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ขยายเวลาการพักพักชำระหนี้อีก 6 เดือน หรือถึง มี.ค.64, 5.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ขยายเวลาการพักชำระหนี้และดอกเบี้ย ออกไปไม่เกิน 2 ปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงธุรกิจและประเภทผลิตภัณฑ์, 6.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ผ่อนปรนการชำระหนี้เป็นกรณีแต่ละราย สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกหนี้การค้า ตั้งแต่ ต.ค.63 – มิ.ย.64 และ 7.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสากรรมขนาดย่อม (บสย.) พักชำระค่างวดเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งวันที่อนุมัติสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ยื่นคำขอกับทางธนาคารได้ถึง ธ.ค.63

“มาตรการเหล่านี้เป็นไปตามการมาตรการของธนาคารโลกที่เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาหรือ ประเทศที่ด้อยพัฒนา ที่จะพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจและการขยายมาตรการอีกครั้งทุกๆ 6 เดือน และขณะนี้จากที่มาตรการการช่วยเหลือที่จะสิ้นสุดลงเมื่อถึง ธ.ค.63 ทางกลุ่มประเทศ จี20 ได้เห็นชอบแล้วที่จะขยายไปเป็นสิ้นสุดเดือน มิ.ย.64” นายอาคม ระบุ.




ไฟเขียว บสย.เพิ่มวงเงินค้ำฯ

นายอาคม กล่าวว่า นอกจากมาตรการการพักชำระหนี้แล้ว การที่จะรักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้ ก็ต้องมีมาตรการเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ทั้งรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน การจ้างงาน โดยเอสเอ็มอีจำนวนมาก พยายามรักษาการจ้างงานไว้ ซึ่งขณะนี้มีการคลายล็อกดาวน์แล้ว และเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว แต่จำนวนการใช้จ่ายโดยเฉพาะในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวกับยังน้อยรวมทั้งอัตราการการเข้าพักยังต่ำ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่หนัก รัฐบาลจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และการปรับโครงสร้างธุรกิจในเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ทาง บสย.จะเข้ามาเสริมสภาพคล่องทางการเงินโดย การให้หลักประกันหรือการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาวงเงินเพิ่มเพื่อให้ทาง บสย.ไปค้ำประกันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกันการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าด้วย




ขาดทุนสะสม 1 ล้านล้านบ.

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่องรายงานฐานะการเงินประจำสัปดาห์ ของ ธปท. ทุนสำรองเงินตรา และกิจการธนบัตร ระบุว่า รมว.คลัง ได้ประกาศรายงานฐานะการเงินงวดประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 23 ก.ค.63 และงวดประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ค.63 แนบท้ายประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ 28 ส.ค.63 ผลการขาดทุนสะสม ขาดทุนสะสม 1,069,366,246,596 ล้านบาท




หนี้ครัวเรือน Q2 พุ่ง 83.8%

อีกด้าน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยตอนหนึ่งในงานมหกรรมทางการเงิน ครั้งที่ 20 ว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในช่วงต้นปีนี้ ได้ซ้ำเติมความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และมีผลกระทบโดยเฉพาะต่อรายย่อย ทำให้ครัวเรือนประสบปัญหาการขาดรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 80% ต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เมื่อสิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ 83.8 % ต่อจีดีพีในไตรมาส 2 ของปีนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ธปท.จึงร่วมกับสถาบันการเงิน ในการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่ใช่การปูพรมและช่วยเหลือเป็นการทั่วไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับลูกหนี้ และไม่ได้เป็นทางออกในการแก้ไขปัญหา เพราะการพักหนี้นั้นเป็นการพักเงินต้น แต่ในด้านอัตราดอกเบี้ยยังคงเดินอยู่ ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จะเน้นเป็นกลุ่มตามความจำเป็น

“ทุกฝ่ายมีบทบาทที่จะต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน ทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวติดลบสูง ภาคบริการ จึงน่าห่วงต่อหนี้ครัวเรือนมากที่สุด ดังนั้นการจะทำให้อุปสงค์กลับมานั้น ภาครัฐจะเป็นบทบาทสำคัญ ขณะที่ ธปท.จะมีบทบาทในการสนับสนุนดูแลในเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย สภาพคล่องโดยรวม สภาวะในตลาดการเงินโดยรวม เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...