xs
xsm
sm
md
lg

อาวุธสุดท้ายในการชนะเลือกตั้งอเมริกา???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท



ปิดฉากสัปดาห์นี้...ถ้าคิดไปหยิบเรื่องศึก “Nagorno-Karabakh” ระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน หรือเรื่องการ “ล้างแค้น-เอาคืน” กรณีลอบสังหารนายพลอิหร่านต่อคุณพ่ออเมริกา ที่แม้อาจมีอะไรคืบหน้า หรือน่าสนอกสนใจอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่ออกจะ “โหด” เกินไป สำหรับบรรยากาศเบาๆ ในช่วงก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์...

ด้วยเหตุนี้...คงหนีไม่พ้นต้องไปว่ากันเรื่องการดีบ่ง ดีเบต ระหว่าง “สองชายชรา” ระหว่าง “ผู้เฒ่าลำไผ่” กับ “ผู้เฒ่าไม้เท้าทองคำ” อะไรประมาณนั้น นั่นคือการลุกขึ้นมาโต้กันไป-โต้กันมา ระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันรายต่อไป ที่ต่างก็มีอายุ-อานามปาเข้าไประดับ 77-78 ปีและ 74 ปีไปตามลำดับ หรือระหว่าง “โจซึมเซา” แห่งพรรคเดโมแครต กับ “ทรัมป์บ้า” แห่งพรรครีพับลิกัน ที่ว่ากันว่า...ออกจะเป็นอะไรที่ “เบาหวิว” เอามากๆ!!! หรือหนักไปทางไม่ว่าจะเถียงกัน-เถียงกันมาในรูปไหน แบบไหน แต่สุดท้าย...น่าจะ “เละตุ้มเป๊ะ” ไปด้วยกันทั้งคู่ ทำนองนั้น...

คือแม้จะไม่มีโอกาสได้นั่งลุ้นอยู่หน้าจอทีวีเหมือนอย่างบรรดาอเมริกันชนทั้งหลายเขา หรือเพราะดันไปใช้เวลาหลับสนิทนิทราซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เท่าที่ได้เห็น ได้อ่าน หรือได้ฟังข้อสรุปจากความคิด-ความเห็นของ “มือวาง” ด้านต่างประเทศ ของเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” อย่างคุณพี่ “โสภณ องค์การณ์” ก็พอนึกภาพออกได้ชัดเจน ว่าการเถียงกันไป-เถียงกันมาระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกคราวนี้ น่าจะไม่ต่างอะไรไปจากการเผชิญหน้าระหว่างนักการเมืองในเมืองไทย อย่างประเภทคุณพี่ “สิระ เจนจาคะ” เจอกับคุณน้อง “เต้ มงคลกิตติ์” อะไรประมาณนั้น เลยทำให้คุณพี่ “โสภณ” ท่านหนีไม่พ้นต้องสรุปไว้เป็นชื่อเรื่อง ในข้อเขียน บทความ ที่ให้ชื่อเอาไว้ว่า... “ศึกดีเบตเน่า...ฟัดกันเละ” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

จะด้วยความแก่ ความชรา หรือความอะไรก็มิอาจสรุปได้...แต่สิ่งที่เรียกกันว่าการ “ดีเบต” (Debate) อันดูจะเป็นอะไรที่ออกจะสูงส่ง วิเศษวิเสโสเสียเหลือเกิน สำหรับ “ความเป็นประชาธิปไตย” ตามแบบฉบับคุณพ่ออเมริกามาโดยตลอด มันออกจะคล้ายๆ การ “กัดกัน” หรือ “ฟัดกันเละ” ซะมากกว่า ในสายตาของบรรดานักสังเกตการณ์ระดับทั่วทั้งโลก ไม่ใช่แต่เฉพาะคุณพี่ “โสภณ องค์การณ์” ของบ้านเราเท่านั้น อย่างนักสังเกตการณ์ในเมืองจีนผู้อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการล้วนๆ หรือเผด็จการทุนนิยมที่มีลักษณะเฉพาะแบบจีนๆ เช่น “นายZhang Tengjin” แห่งสำนักข่าว “Global Times” สื่อทางการของจีน ก็ดูจะมีแง่คิด มุมมอง แทบไม่ต่างไปจากกัน คือมองว่า...การโต้กันไป-โต้กันมาในสังคมอเมริกันทุกวันนี้ มักเป็นไปในแบบมีแต่คนอยากพูด แต่ไม่ค่อยมีใครอยากฟัง รวมทั้งไม่มีใครที่คิดหยิบเอาแต่ละสิ่งแต่อย่าง มาใช้เป็นบทเรียน ทุกสิ่งทุกอย่างเลยออกไปทาง “เละ...กับ...เละ” หรือออกไปทาง “First Trump-Biden Debate epitome of US chaos, sharp social division” หรือการดีเบตครั้งแรกระหว่างสองผู้เฒ่าคราวนี้ ไม่เพียงแต่เป็นบทสรุปคัดย่อให้เห็นถึงความโกลาหลวุ่นวายในอเมริกา แต่ยังถือเป็นภาพสะท้อนถึงความแตกแยกทางสังคม ในระดับเฉียบขาด รุนแรงเอามากๆ...

พูดง่ายๆ ว่า...การโต้เถียงที่เต็มไปด้วยการขัดคอ ก่อกวน แทรกโน่น แทรกนี่ จนแทบไม่ต่างไปจากการ “กัดกันไป-กัดกันมา” ระหว่าง “ทรัมป์บ้า” และ “โจซึมเซา” เมื่อช่วงวันพุธ (30 ก.ย.) ที่ผ่านมานั้น ออกอาการ “เละ” ซะยิ่งกว่าการโต้กันไป-โต้กันมาระหว่าง “นางฮิลลารี คลินตัน” กับ “ทรัมป์บ้า” เมื่อช่วงการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2016 หลายต่อหลายเท่า คือแม้จะไม่ได้มีเรื่อง “เพศ” เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การแสดงออกถึง “ความเป็นปรปักษ์” ระหว่าง “ชายชราทั้งสอง” ที่ต่างมีอายุปาไปถึงขั้น 70 ขึ้นด้วยกันทั้งคู่ ต่างแทบไม่ได้มี “คุณค่า-ราคา” ใดๆ ที่จะช่วยให้บรรดาผู้ดู ผู้ชม เก็บเอาไปคิดเป็นการบ้านได้เลยแม้แต่น้อย หรือต่างหันมากล่าวหา ด่าทอระหว่างกันและกันซะเป็นหลักใหญ่ แม้ว่าทั้งคู่กำลังเผชิญหน้ากับ “ปัญหา” ที่หนักหน่วงและหนักหนาสาหัสเอามากๆ ในประวัติศาสตร์สังคมอเมริกัน นั่นคือปัญหา “ความแตกแยก” ทางเชื้อชาติ ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามแสดงออกถึงความเป็นตัวแทนของฝ่ายเดียวกับตัวเอง หรือพร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่ได้มีฝ่ายใดเลยที่พอจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการรับมือ หรือการคลี่คลายปัญหาดังกล่าวเอาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครชนะ-ใครแพ้ ก็ตาม...

คือขณะที่คนแก่อย่าง “ทรัมป์บ้า” ยังหันมายืนหยัดเคียงข้างพวก “ขวาจัด” อย่างพวก “Proud Boys” อย่างไม่คิดจะลด-ละ-เลิก ชายชราอย่าง “โจซึมเซา” ก็ยังมิอาจสลัดหลุดไปจากข้อกล่าวหาการสนับสนุนพวก “ซ้ายจัด” อย่างพวก “Antifa” เช่นเดียวกันดังนั้น...ไม่ว่าใคร “นอนมา” ก็ตาม โอกาสที่จะต้อง “นิมนต์พระ” มาสวดนำหน้า ก่อนเดินขึ้นบนบันไดเมรุ หรือก่อนชักผ้าบังสุกุลแล้วเผาหลอก...หรือเผาจริง!!! ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ การดีเบต หรือการโต้กันไป-โต้กันมา ของสองชราคราวนี้ ในสายตาของนักสังเกตการณ์ชาวจีน จึงกลายเป็นการสะท้อนถึง “ความโกลาหล” และ “ความไร้ระเบียบ” ของสังคมอเมริกัน ที่ยากเกินกว่าที่จะแก้ไขเยียวยาใดๆ ต่อไปได้อีก ซึ่งไม่ต่างไปจากนักสังเกตการณ์ชาวอิหร่าน อย่างประธานาธิบดี “ฮัสซัน โรฮานี” (Hassan Rouhani) ที่ออกมาให้ข้อสรุปหลังนั่งฟังการดีเบตคราวนี้ประมาณว่า ไม่ต่างไปจากการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่จะนำไปสู่ “ความพ่ายแพ้” ของประเทศอเมริกาในระดับทั่วทั้งโลก อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ...

แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับนักสังเกตการณ์บางราย อย่างเช่น “นางEkaterina Blinova” แห่งสำนักข่าว “Sputnik” ยังหนีไม่พ้นที่จะต้องหันไปให้ความสนอก สนใจ ต่อความพยายาม “เอาชนะ” คู่แข่งของประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่าง “ทรัมป์บ้า” อยู่ตามสมควร เพราะอาจก่อให้เกิดความเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพัน หรือเกี่ยวโยงไปถึง “แนวรบ” ส่วนต่างๆ ของโลก ที่อาจถูกหยิบมาใช้เป็น “เงื่อนไข-ข้ออ้าง” แบบเดียวกับการหยิบเอาคุณพี่จีน มาเป็น “แพะรับบาป” ในทุกเรื่อง ทุกกรณี ในระหว่างการหาเสียงคราวนี้นั่นเอง โดยถึงขั้นต้องลงทุนไปสัมภาษณ์ ไปสอบถาม ความคิด ความเห็นจากนักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาชื่อดัง อย่าง “ดร.Heinz Dieterich” แห่งมหาวิทยาลัย “Mexico city” ผู้ร่วมบริหารองค์กร “World Advanced Research Project” หรือ “WARP” โน่นเลย ถึงมาตรการหรือกรรมวิธีรณรงค์หาเสียง ในช่วงก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแค่ไม่กี่เดือน ที่เคยส่งผลให้อดีตประธานาธิบดี “โรนัลด์ เรแกน” หรือ “ริชาร์ด นิกสัน” สามารถเฉือนเอาชนะคู่แข่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีจนได้ที่เรียกๆ กันว่า “October surprise” ตามคำนิยามของ “นายWilliam Casey” เมื่อครั้งอดีต ว่าอาจถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการเอาชนะ “โจซึมเซา” ในการเลือกตั้งคราวนี้หรือไม่ อย่างไร และอะไรกันแน่ ที่อาจถูกนำมาใช้เป็น “October surprise” คราวนี้...

และโดย “คำตอบ” ของ “ดร.Heinz Dieterich” ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ตามสมควร เพราะดูเหมือนว่า “October surprise” ของผู้นำประเทศมหาอำนาจสูงสุด อย่าง “ทรัมป์บ้า” เท่าที่เหลืออยู่ในช่วงอีกแค่ไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ ก็ดูจะมีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ไม่กี่ประเด็นเท่านั้นเอง เช่น 1. การประดิษฐ์คิดค้น “วัคซีน” แก้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ในช่วงเดือนตุลาคมตามคำสัญญา 2. การหันไปเล่นงานอิหร่านด้วยกำลังทางทหาร และ 3. การบุกประเทศเวเนซุเอลาแบบเดียวกับที่เคยบุกประเทศปานามาเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1989 พูดง่ายๆ ก็คือ...ต้องหาทาง “ออกอาวุธ” หาทางเล่นงาน “ศัตรู” ที่ตัวเองพยายามสร้างขึ้นมาให้จงได้ ไม่งั้นโอกาสเอาชนะ “ศัตรูที่แท้จริง” หรือเอาชนะ “ปัญหา” ที่ถูกสั่งสมเอาไว้ภายในสังคมอเมริกันเอง ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย!!!




กำลังโหลดความคิดเห็น...