xs
xsm
sm
md
lg

Old Normal ในพลังประชารัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ถามว่า การบริหารงานของรัฐบาลนี้มีข้อให้วิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ คำตอบ ก็ย่อมมีเป็นเรื่องปกติที่การทำงานมีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด แต่ในสถานการณ์โควิดนั้นต้องยอมรับว่ารัฐบาลรับมือได้ดี แม้จะผิดพลาดเพราะขาดการรวมศูนย์จนสะเปะสะปะในช่วงแรกๆ ก็ตาม

ต้องยอมรับว่า แม้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสมมาจากการรวมของพรรคการเมืองถึงสิบกว่าพรรค การบริหารกระทรวงต่างๆ เปลี่ยนมาเป็นนักการเมืองเข้ามาบริหารเป็นเจ้ากระทรวง บางพรรคการเมืองก็วางคนไม่ถูกกับงาน เพราะยึดเอาธรรมเนียมเก่าคือ ใครเป็นหัวหน้าพรรค ใครเป็นเลขาธิการพรรคก็เอากระทรวงใหญ่ที่พรรคได้รับไป ไม่ได้ดูที่ความสามารถความเชี่ยวชาญ เมื่อเข้ามาบริหารก็อยู่ใต้การกำกับของข้าราชการ แต่นี่ก็เป็นสภาพปกติเก่าของการเมืองไทยที่เป็นมาเนิ่นนาน

แต่พรรคการเมืองที่เป็นพรรคหลักของรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐนั้นต่างออกไป เพราะอำนาจการตัดสินใจเลือกสรรนั้นอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาคนเดียว สามารถจัดสรรคนลงตัวกับงานได้จำนวนหนึ่ง แม้จะต้องจัดสรรโควตาให้กับก๊วนมุ้งในพรรคอยู่บ้างก็ตาม

เดิมนั้นใครต่อใครก็มองกันว่า หลังการเลือกตั้งแล้วพรรคพลังประชารัฐน่าจะเป็นปัญหาที่สุด เพราะรวบรวมเอาสารพัดพิษนักการเมืองเข้ามาเป็นจำนวนมาก หลายมุ้งหลายก๊วนล้วนแล้วแต่มีดีกรีทั้งสิ้น แม้หลายคนจะพลาดเป้าหมายไป แต่ก็ยังสามารถเอาที่นั่ง ส.ส.ได้มาเป็นอันดับสองรองจากพรรคเพื่อไทย

แต่การเป็นอันดับสองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร จากรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้แล้ว ทำให้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคเดียวที่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เมื่อจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับสมาชิกในพรรคพลังประชารัฐก็สามารถวางคนได้เหมาะสมกับตำแหน่งระดับหนึ่ง คือเอาคนที่มีความรู้ความสามารถไปคุมกระทรวงสำคัญที่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารงานที่สูง มากกว่าการคำนึงถึงโควตา ส.ส.ของมุ้งก๊วนเป็นหลัก

พล.อ.ประยุทธ์ จึงสามารถวางนายอุตตม สาวนายน มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เพราะเพียงเป็นหัวหน้าพรรค แต่เทียบคุณสมบัติของคนในพรรคที่มีแล้วน่าจะเหมาะสมที่สุด หรือเอานายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่พวกฉลามทางการเมืองหลายตัวมุ่งหวัง หรือวางเอาคนที่มีความรู้อย่างนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ไปนั่งกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกระทรวงใหม่ แต่เป็นกระทรวงที่มีความหมายสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน คนในใต้สังกัดของกระทรวงล้วนแล้วมีความรู้อันเอกอุเป็นที่ชุมนุมของเหล่าจอมยุทธ์ซึ่งเป็นมันสมองของประเทศ ย่อมไม่ใช่กระทรวงที่จะเอาใครมานั่งก็ได้ หรือคิดง่ายๆ ว่าเป็นกระทรวงเล็กๆ กระทรวงใหม่แล้วจะคัดเอาคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถมานั่งบริหารก็ได้ ขอเพียงคิดว่ามีบารมีทางการเมืองก็พอ

แน่นอนว่าที่ผมเอ่ยถึงนั้นเป็นทีมที่อยู่ภายใต้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่วันนี้เป็นรองนายกรัฐมนตรี แม้จะไม่มีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจโดยตรง เพราะกระทรวงเศรษฐกิจถูกแบ่งกระจายไปตามความสำคัญของพรรคการเมืองตามโควตาของรัฐบาลผสม และมีพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ดูแลฝ่ายเศรษฐกิจเสียเอง แต่เป็นที่รับรู้กันว่า เบื้องหลังพล.อ.ประยุทธ์ก็คือรองนายกฯ สมคิดนั่นแหละ

ผมจึงรู้สึกระอามากที่สองสามวันที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากฝั่งของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งวันนี้ไม่ได้กำกับกระทรวงอะไรที่สำคัญ เรียกว่าวันนี้ตัวเบาเพียงแต่มีเชือกเส้นเล็กๆ ผูกกับขาเก้าอี้เอาไว้ไม่ให้หลุดลอยไปเท่านั้น

โดยมีคนพยายามดันหลังพล.อ.ประวิตรออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้นายอุตตม ลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อเปลี่ยนผู้บริหารแล้วให้พล.อ.ประวิตรขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเสียเอง พร้อมเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีกันใหม่ แม้ปรากฏการณ์แบบนี้เรามองด้วยสายตาภายนอกจากความเคยชินการเมืองแบบเดิมจะเป็นเรื่องของความเคยชินสมบัติผลัดกันชม

แต่พอกลุ่มนี้หงายไพ่รายชื่อรัฐมนตรีในสังกัดออกมาเพื่อมานั่งแทนคนเก่าที่ต้องขับออกไป ล้วนแล้วแต่เสียงร้องยี้ยาวๆ ทั้งสิ้น ฟังดูชื่อสิครับนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็น รมช.คลัง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็น รมว.พลังงาน นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ

เอาคนที่ว่าไปเปรียบกับคนที่นั่งบริหารอยู่แล้ว เรียกว่า ความรู้ความสามารถเทียบกันไม่ได้ ถ้าเป็นมวยก็เรียกว่าชกกันไปก็ไม่มีคนดูไม่มีราคาต่อรอง สำหรับนายณัฏฐพลเดิมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีศึกษาฯ หลายคนก็สงสัยในความรู้ความสามารถอยู่แล้ว นายณัฏฐพลพยายามดิ้นรนมานั่งเก้าอี้ รมว.พลังงานตั้งแต่การฟอร์มรัฐบาลในช่วงแรกแต่พลาดหวังไป คราวนี้ก็พยายามจะดิ้นรนกลับมาเอาเก้าอี้ตัวนี้อีกครั้ง

นายสันติ แม้จะได้เก้าอี้ รมช.คลัง หลายคนก็งุนงงในความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาบริหารกระทรวงสำคัญระดับนี้ วันนี้มุ่งหวังคิดการณ์ไกลจะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเสียเอง ถ้าจำกันได้หลายปีก่อนมีข่าวว่านายสันติถูกกล่าวหาว่าให้คนอื่นเข้าไปสอบแทนในการเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่ถูกจับได้ แต่ต่อมาได้รับการนิรโทษจึงสมัครเข้าไปเรียนใหม่ และเรียนจนจบปริญญาตรีและโท

ไม่ต้องพูดถึงศ.ดร.นฤมล แม้จะเป็นครูบาอาจารย์มีความรู้แต่เราเห็นว่า แค่ทำหน้าที่ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาลก็ยังลุ้นกันเหนื่อย ส่วนนายอนุชา ที่จะมานั่งเก้าอี้ รมว.ศึกษาฯ ซึ่งเป็นกระทรวงที่วางรากฐานพลเมืองของประเทศเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นสามีของนางพรทิวา นาคาศัย ลูกสาวของ เสี่ยเม้ง สุรินทร์ ต.ตระกูล เจ้าพ่อวงการอาบอบนวดของเมืองไทย แต่นั่นก็ไม่สำคัญกว่าความรู้ความเหมาะสมสำหรับตำแหน่งที่จะได้รับว่ามีเพียงพอหรือไม่

ส่วนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี 2 สมัย แม้จะพยายามสร้างบารมีเป็นแกนนำของพรรค แต่ไปไล่ดูประวัติความเป็นมาและเมื่อเทียบความรู้ความสามารถกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์แล้ว คนละชั้นกันอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

ว่ากันว่า กลุ่มนี้ต้องการให้พล.อ.ประวิตรพี่ใหญ่มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทยของน้องรอง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

โชคดีที่การประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ออกมาพูดชัดให้ได้ยินกันทั่วว่ายังไม่มีการปรับเก้าอี้รัฐมนตรี จะปรับไม่ปรับอยู่ที่ตัวเองคนเดียว จนพล.อ.ประวิตรต้องออกมาตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบไว้เชิงว่า ต้องรอการประชุมพรรคหรือให้โควิดจบไปก่อน

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนว่า กลุ่มก๊วนอำนาจในพรรคพลังประชารัฐใต้ปีกของพล.อ.ประวิตร ยังมีความพยายามจะเอาประเทศมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความรู้และศักยภาพของตัวเอง ทำให้การเมืองน้ำเน่าที่ส่งกลิ่นคลุ้งกระจายไม่หมดสิ้นไปจากการเมืองไทยเสียที

นักการเมืองพวกนี้ยังคงเป็นการเมืองเก่า หรือ Old Normal ทางการเมือง แม้โควิดจะเข้ามาจัดระเบียบใหม่มนุษย์ไปสู่ New Normal แล้วก็ตาม

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...