xs
xsm
sm
md
lg

หมายเรียก”ธนาธร”ผิดพรบ.ชุมนุมฯ โพลชี้เรตติ้ง"อนาคตใหม่"วูบ-อยู่ยาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ตำรวจออกหมายเรียก'ธนาธร-พวก' รับทราบข้อหา 27ธ.ค.นี้ คดีจัดชุมชุม "แฟลชม็อบ" ผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ศาลรธน.ไม่รับคำขอพรรคอนาคตใหม่ ขอไต่สวน ปมถูกร้องล้มล้างการปกครอง " ด้านซูเปอร์โพล ระบุ เรตติ้ง "ธนาธร" ทรุดหนัก หลังอนาคตใหม่ชวนคนลงถนนทั้งเรื่องขับ 4 ส.ส. และยังเจอปม กกต.ยื่นยุบพรรค ฟันธง อยู่ยาก "จตุพร" เตือนระวังบ้านเมืองซ้ำรอย '6 ตุลาฯ19' จากการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง-วิ่งเชียร์ลุง-แฟลชม็อบ-เวทีต้านพวกชังชาติ

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่มี พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รอง ผบช.น. เป็นหัวหน้าและคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้พิจารณาพยานหลักฐานออกหมายเรียก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) , นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ , น.ส.พรรณิการ์ วานิช , นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร แกนนำจัดกิจกรรม แฟลชม็อบ บริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยคณะพนักงานสอบสวนได้พิจารณาหลักฐานทั้งหมดแล้ว พบว่าการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ ไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จึงได้ออกหมายเรียกให้ นายธนาธร และนายไพรัฏฐโชติก์ ให้มารับทราบข้อกล่าวหา 1. ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง 2. ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานีรถไฟ 3. ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ 4. ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน โดยให้ไปพบพนักงานสอบสวน ในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ สน.ปทุมวัน

ส่วน นายพิธา น.ส.พรรณิการ์ และ นายปิยบุตร ที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ และอยู่ในระหว่างสมัยประชุมสภาสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศาลฯไม่รับคำขอไต่สวนของอนค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์เผยแพร่เอกสารศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 19 ธ.ค. ลงชื่อนายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรธน. เรื่องคำร้องขอให้ศาลฯ วินิจฉัยตามรธน. มาตรา 49 ว่าด้วยบุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ระหว่าง นายณฐพร โตประยูร ในฐานะผู้ร้อง และพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ 2 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ถูกร้องที่ 3 และ คณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 4 โดยในเอกสารระบุว่า ตามที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องให้พิจารณาวินิจฉัย กรณีของผู้ถูกร้องต่อศาลรธน. โดยศาลรธน. สั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และผู้ถูกร้องทั้งสี่ ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ไต่สวนพยานและคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยาน ฉบับลงวันที่ 22 พ.ย.62 แล้วนั้น ศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องทำการไต่สวน

ทั้งนี้ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอทั้งสองฉบับดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ในเฟซบุ๊กของพรรคอนาคตใหม่ ยังได้ระบุทิ้งท้ายด้วยว่า "ศาลฯมีคำสั่งไม่รับคำร้องของพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้อง ที่ขอให้เปิดไต่สวนพยาน และหลังจากนี้จะเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย คือศาลฯ จะนัดวันอ่านคำวินิจฉัยคดีดังกล่าว ร่วมจับตาการพิจารณาของศาลรธน.ต่อไป

โพลชี้"สนธิรัตน์" ทำตามที่หาเสียงมากสุด

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง จัดอันดับรัฐมนตรี วัดคนอนาคตใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น1,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ระหว่างวันที่16–20ธ.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึง รัฐมนตรีที่ใจดี เรียบง่าย ไม่มีพิษไม่มีภัย ทำงานเก่ง มุ่งช่วยเหลือเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย พบว่า อันดับที่ 1ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา ร้อยละ 23.1 อันดับ 2 ได้แก่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ร้อยละ 21.9 อันดับที่ 3ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ15.2 อันดับ ที่4ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ10.7 อันดับที่ 5 ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 8.0

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญอย่างน้อย 2 ส่วน ที่ทำให้ นายวราวุธ ขึ้นอันดับหนึ่ง เช่น ภาพลักษณ์ประจำตัวของ นายวราวุธฯ เองที่เรียบง่าย เป็นกันเอง แต่ทำงานเก่ง เข้าถึงคนรายได้น้อย และเกษตรกร และภาพลักษณ์ของอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นคนเรียบง่าย เข้าถึงประชาชนและผลงานช่วยเกษตรกร

ที่น่าสนใจคือเมื่อถามถึง รมต.ที่ทำตามสัญญาช่วงเลือกตั้งมากที่สุด พบว่า อันดับที่ 1ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ร้อยละ 22.8 อันดับที่ 2ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ18.1 อันดับที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ17.5 อันดับที่ 4 ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ11.1 อันดับที่ 5ได้แก่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ร้อยละ 9.5

โดยเหตุผลที่ทำให้ นายสนธิรัตน์ ขึ้นอันดับหนึ่ง น่าจะมาจาก2สาเหตุ เช่น การทำให้ราคาปาล์มในมิติพลังงานมาทำ B10 ชาวสวนปาล์ม จึงได้ราคาปัจจุบันเกิน 5 บาทต่อกกง และ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ผลงานของพรรค เรื่องเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ของประชาชน จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการ ชิมช้อปใช้ เป็นตัวเสริมที่น่าพิจารณา

ชี้"อนาคตใหม่"เรตติ้งวูบ-อยู่ยาก

เมื่อถามถึง คนที่ประชาชนนิยมชื่นชอบในพรรคอนาคตใหม่ พบว่า ร้อยละ36.8 ระบุ นายปิยบุตร แสงกนกกุล รองลงมาคือ คนอื่น ๆ เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พรรณิการ์ วานิช ร้อยละ 29.8 ในขณะที่ 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ33.4 ไม่ชื่นชอบใครเลย

ที่น่าเป็นห่วง คือ เมื่อถามถึงผลลัพธ์ของพรรคอนาคตใหม่ ที่มีการขับไล่ 4 ส.ส.ออกจากพรรค ชักชวนให้คนลงถนน 2 ถูกกกต. ยื่นเรื่องให้ยุบพรรค เหล่านี้จะทำให้พรรคอนาคตใหม่ เป็นอย่างไร ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 40.2 ระบุ อยู่ยาก ร้อยละ 31.3 ระบุ อยู่ไม่เป็น ในขณะที่เพียงร้อยละ 28.5 ระบุว่า อยู่เป็น

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นหลายมิติในทางการเมือง เช่น รัฐมนตรีที่ดูเหมือนเป็นม้ามืด ขึ้นมาเป็นอันดับที่หนึ่ง ของรัฐมนตรีที่ทำตามสัญญา และรัฐมนตรีที่ประชาชนดูว่า ใจดี เรียบง่าย ไม่มีพิษ ไม่มีภัย ทำงานเก่ง มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ นายวราวุธ ศิลปอาชา ในขณะที่เสียงสะท้อนของประชาชน ต่อคนในพรรคอนาคตใหม่ ชี้ให้เห็นว่า ความนิยมของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล กลับนำหน้าคนอื่นๆ ในพรรค รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ตกไปอยู่ในกลุ่มคนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจขับไล่ 4 ส.ส.ของพรรค การชักชวนคนลงถนน ทำให้คนมองว่า พรรคอนาคตใหม่ จะอยู่ยาก และอยู่ไม่เป็น

“จตุพร”หวั่นซ้ำรอย 6ตุลาฯ19

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึง ปรากฎการณ์บ้านเมือง โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงการจัดกิจกรรม 2 ฝ่าย จะเกิดความขัดแย้ง และส่อว่าจะทำให้สังคมแตกแยกอย่างน่าเป็นห่วง

ทั้งนี้ นายจตุพร ได้ยกกิจกรรมของ 2 ฝ่าย คือฝ่ายกลุ่มนักศึกษาจัด“วิ่งไล่ลุง”แต่อีกฝ่ายจัด“วิ่งเชียร์ลุง”และพรรคอนาคตใหม่ อาจจะเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งชุมนุมแบบแฟลชม็อบ ขณะที่ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล จะตั้งเวทีรณรงค์ปลุกพลังต่อต้าน“ชังชาติ”โดยกิจกรรมของ 2 ฝ่าย มีลักษณะเนื้อหาขัดแย้งกัน และที่สำคัญล้วนเป็น“โมเดล 2519”

นายจตุพร กล่าวว่า การตั้งเวทีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ซีอีโอ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เดินสายไปพูดด้วยนั้น เป็นภาระกิจต่อต้านพวกชังชาติ โดยอธิบายความว่า เป็นพวกพรรคอนาคตใหม่ อีกทั้งก่อนสิ้นปี 2562 ตั้งถึง 6 เวที ดังนั้นจึงเป็นขบวนการบ่มเพาะรอเวลาปะทุ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เหตุการณ์ คือ วิ่งไล่ กับ วิ่งเชียร์ และอนค.กับขบวนการต่อต้านชังชาตินั้น ถ้ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าไปผสมโรง กล่าวหา ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และยกระดับให้ทวีความรุนแรงขึ้นอีก

"ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วย ก็ต้องบอกให้เขาหยุด เพราะปรากฏการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 นั้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุยานเกราะ กลุ่มแม่บ้านทหารบก กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน ได้ปลุกคนว่า นักศึกษาชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เป็นพวกคนญวน พวกขายชาติ ในธรรมศาสตร์ มีอุโมงค์ เป็นคอมมิวนิสต์ จึงต้องกำจัดคนเหล่านี้ เพื่อบ่มความชิงชังให้คนคลั่งกัน" นายจตุพร กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...