xs
xsm
sm
md
lg

ยุค“ประยุทธ์”ครองอำนาจ...บ้านเมืองสงบจริงหรือ

เผยแพร่:   โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา



เสียงปืนจากปากกระบอกปืนของพ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ สระทองออย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนครสวรรค์ ซึ่งดังสนั่นหวั่นไหวกลางสะพานไทย-ญี่ปุ่น บนถนนพระราม 4 เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนวิ่งหนีตายกันชุลมุนนั้น เป็นคดีที่สร้างความสนใจให้ประชาชนทั้งประเทศ

และทุกคนเชื่อว่านายตำรวจใหญ่รายนี้คงเจอข้อหาหนัก

วันแรกหลังเกิดเหตุการณ์ สื่อมวลชนทุกแขนงเสนอเป็นข่าวใหญ่ พาดหัวนายตำรวจกร่างยิงปืนสนั่นกรุง แต่วันต่อมาข่าวเริ่ม “เงียบ” และวันที่สาม ข่าวสะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศก็ “หาย” เมื่อโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาชี้แจง อ้างว่าการที่พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อระงับเหตุ

นอกจากมีการออกข่าวว่า พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ได้เดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆในเช้าวันเดียวกัน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แต่หลังจากนี้ ข่าวนายตำรวจใหญ่กร่างยิงปืนสนั่นกรุงคงเงียบหาย

เช่นเดียวกับคดี “แจ๊สปืนจิ๋ว” หรือคดีพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผบช.น.ที่พกปืนขึ้นเครื่องบินไปถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่น หรือคดีที่ตำรวจมีพฤติกรรมกระทำความผิดอื่นๆ และอาจรวมถึงคดีตำรวจ สภ.สามร้อยยอดยัดยาบ้าให้คนขับรถบรรทุก จนเกิดการตีแผ่และประท้วงกันยกใหญ่

คดีพ.ต.อ.เกียรติศักดิ์กร่างนั้น เกิดขึ้นเพราะรถเบนซ์หรูของนายตำรวจใหญ่รายนี้ชนราวสะพานจนยางแตก ไม่สามารถขับต่อไปได้ ต้องจอดนิ่งอยู่บนสะพาน ปัญหาอันดันดับแรกคือ ทำไมรถเบนซ์หรูที่อาจเกินฐานะนายตำรวจยศพ.ต.อ.จึงชนราวสะพานอย่างแรง ผู้ขับขี่ดื่มสุราเกินกฎหมายกำหนดมาหรือไม่

รถที่จอดเสียอยู่กลางสะพาน นำมาซึ่งอุบัติเหตุซ้ำซ้อน เพราะรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่มีแม่นั่งมาด้วย ถูกเชี่ยวชนจากรถยนต์ที่ตามหลัง จนผู้ขับขี่บาดเจ็บ ขณะที่แม่บาดเจ็บหนัก และนำไปสู่การทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์กับผู้ขับขี่รถยนต์ที่เฉี่ยวชน

พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ได้ลงจากรถ และเดินไปมีปากเสียงกับคนขี่รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถเบนซ์ และหยิบอาวุธปืนสาดกระสุนขึ้นฟ้าหลายนัด หลังจากนั้นโทรศัพท์หาใครบางคน และหันมาตะโกนใส่คนขับขี่รถจักรยานยนต์ว่า ยิงหัวเลยดีไหม ก่อนจะแย่งโทรศัพท์มือถือ และผลักหัวไล่คนขับขี่รถจักรยานยนต์ไป

เมื่อรถกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ และเตรียมนำแม่คนขับรถจักรยานยนต์ที่บาดเจ็บหนักส่งโรงพยาบาล พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ยิงปืนขึ้นฟ้าอีกหลายนัด ก่อนพนักงานกู้ภัยจะร้องขอให้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล

พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ประกาศว่า ให้นำเฉพาะแม่คนขับรถจักรยานยนต์ส่งโรงพยาบาลเพียงคนเดียว และฉกกล้องหน้ารถที่บันทึกภาพพฤติกรรมของพ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ไป และประกาศว่า กล้องหน้ารถพี่ขอนะ ใครมีอะไรไหม

ยังไม่มีการแจ้งข้อหาใดกับพ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ ไม่ว่าการยิงปืนในที่สาธารณะ การขัดขวางการทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุของหน่วยกู้ภัย การลักทรัพย์โดยฉกกล้องที่ติดตั้งประจำรถกู้ชีพ

พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อเพียงสั้นๆ ว่า ผู้บังคับบัญชาไม่ให้พูดอะไร เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

คดีนายตำรวจใหญ่กร่างคงปิดฉากลงแล้ว โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ เมื่อตำรวจเงียบ สื่อมวลชนก็ติดตามข่าวไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไป คดีใหญ่สะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศ จะถูกเป่าจนเงียบหาย

พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์จะก้าวต่อไปในชีวิตราชการ รอวันไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บังคับการจังหวัด หรือขึ้นไปเป็นตำรวจระดับผู้บัญชาการภาค และอาจก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในแวดวงสีกากี คือระดับ ผบ.ตร.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่เคยสนพฤติกรรมตำรวจ และแน่นอน คงจะไม่ใส่ใจตรวจสอบคดีของพ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ เพราะถือว่า ตัวเองหรือครอบครัวไม่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมตำรวจ

ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของตำรวจ ไม่ว่าจะถูกรีดไถ ถูกยัดคดี ถูกทำร้าย ถูกข่มเหงย่ำยี หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ถือเป็นเรื่อง “ซวย”ที่ลุงตู่ไม่มีวันลงไปช่วย

ในยุคที่นายทักษิณ ชินวัตร กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ มีความพยายามปลุกระดมมอมเมาว่า ถ้าไม่มี “ทักษิณ” ใครจะบริหารประเทศ

ในยุค “ประยุทธ์” ครองอำนาจ มีความพยายามปลุกระดมมอมเมาว่า ถ้าไม่มี “ประยุทธ์” บ้านเมืองจะสงบหรือ แต่สิ่งที่จะต้องถามกลับบรรดาสาวกที่ห้อยโหนอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ว่า

วันนี้บ้านเมืองสงบจริงหรือ

ทุกวันนี้ประเทศแทบจะไร้ขื่อแปร คดีอาชญากรรมเกิดขึ้นชุกชุมทุกหย่อมหญ้า ฆ่ากันตายทุกวัน จำนวนผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตจากอาชญากรรมปีๆ หนึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงรวมกันเสียอีก

บ้านเมืองไม่ได้สงบแต่อย่างใด ฆ่ากันตายทุกวัน กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่ได้ถูกบังคับใช้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับประชาชนทุกชนชั้น สังคมกำลังเสื่อมทราม ลัทธิพวกพ้องกำลังครองเมือง ยิ่งกว่ายุค “ทักษิณ” เสียอีก

เพราะ “ทักษิณ” เพียงแค่ตีพื้นที่สีแดงในจังหวัดที่ไม่เลือกพรรคไทยรักไทย แต่ยุคนี้ คนที่ไม่เชียร์ “ประยุทธ์” แทบไม่มีที่ยืนในประเทศนี้

ใครที่หลงการปลุกระดมว่า เพราะ “ประยุทธ์” บ้านเมืองจึงสงบ ลองตั้งสติคิดดูอีกทีซิว่า “ประยุทธ์” ครองอำนาจมาเกือบจะ 6 ปีแล้ว บ้านเมืองสงบเรียบร้อยจริงหรือ

และแน่ใจนะว่า ประเทศจะไม่ใกล้สู่กลียุค
กำลังโหลดความคิดเห็น...