xs
xsm
sm
md
lg

“อลัชชีโยเย” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการสงฆ์! (ตอนสาม) “ศิษย์โยเย”ผู้ยิ่งใหญ่เหนือ“จารย์ช่วง”!!!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“สอดแนมการเมือง”
โดย “ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ให้ยึดธรรม อย่ายึดบุคคล ฉะนั้นท่านไม่จำเป็นต้องรู้ว่า คตินี้มาจากไหนปฏิบัติได้ก็ดีเอง”

มนุษย์-โดยรากศัพท์ คือ มนะ+อุสสะ คือ ใจ+สูง ความหมายตรงตัว คือ ประเสริฐ หรือ สัตว์ประเสริฐ

มนุษย์-จึงเป็นภาษาทางการ มีไว้เพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์(ใจสูง)ในตัวเอง เราจึงมีคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มิได้เรียก “สิทธิคน” ไงล่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ เป็น “เวไนยสัตว์” คือ สัตว์-ที่สอนได้ ฝึกอบรมได้ คือสอนให้เป็นคนดีได้ และดีที่สุดฝึกฝนตนเอง ซึ่งทรงยกย่องว่า บัณฑิตคือผู้ฝึกตน

ดังนั้น มนุษย์ จึงมีความหมายในแง่บวก เป็น “สัตว์พิเศษ” แตกต่างจากสัตว์ทั่วไป ยกเว้นพวกฆาตกร พวกฆ่าข่มขืน พวกปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ พวกขี้โกง-โกงชาติ พวกคนชั่ว ฯลฯ จึงอยู่ในสถานะคนใจต่ำ ชาวบ้านถือว่า..มิใช่ทั้งมนุษย์และคน แท้จริงเป็น “สัตว์” ในคราบ “มนุษย์” -คราบ “คน”

ชาวบ้านจึงเรียกพวกมิใช่มนุษย์และคนเหล่านี้ว่า “พวกคนใจสัตว์” หรือ “พวกชิงหมาเกิด”

ชาวพุทธในสังคมไทยนั้น จะยึด “ศีลห้า” กับ “ศีลแปด” เป็นหลักปฏิบัติตนเสมอมา

มี “บทกลอน” เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ที่แยกแยะให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่าง “มนุษย์” กับ “คน” ได้อย่างชัดแจ้ง..ดังนี้..

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน

ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา

ใจสะอาดใจสว่างใจสงบ ถ้ามีครบควรเรียกมนุสา

เพราะพูดถูกทำถูกทุกเวลา เปรมปรีดาคืนวันสุขสันต์จริง

ใจสกปรกมืดมัวและร้อนเร่า ใครมีเข้าควรเรียกว่าผีสิง

เพราะพูดผิดทำผิดจิตประวิง แต่ในสิ่งนำตัวกลั้วอบาย

คิดดูเถิดถ้าใครไม่อยากตก จงรีบยกใจตนรีบขวนขวาย

ให้ใจสูงเสียได้ก่อนตัวตาย ก็สมหมายที่เกิดมาอย่าเชือนเอย

นั่นเป็น “กลอนธรรม” ของพระสงฆ์ดี ที่ใจสะอาดบริสุทธิ์ทรงปัญญาสว่างไสว ละกิเลสและสอนธรรมอันถูกต้องขององค์พระศาสดา อย่างซื่อสัตย์ตลอดทั้งชีวิตชนิดมิรู้เหนื่อย.. นาม “พุทธทาส”

บทกลอน “เป็นมนุษย์หรือเป็นคน ”นี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนได้รู้ว่า ปฏิบัติตนเยี่ยงไร-จึงเป็นแค่-คน และปฏิบัติตนเช่นไร-จึงมีฐานะเป็น-มนุษย์

สรุปว่า..เมื่อปฏิบัติตามศีล 5 และ ศีล 8 อยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็นมนุษย์ที่ดีหรือคนดีแน่นอน!

ขณะที่ “พระสงฆ์ดีส่วนใหญ่” ในวงการพุทธศาสนาไทย ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมอันถูกต้องของพระพุทธเจ้า เพื่อนำพาผู้คนให้เข้าใจในต้นเหตุของปัญหา และดับต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายได้อย่างแท้จริง ตามคำสอนขององค์พระศาสดา

พระสงฆ์ดีทั้งหลาย..ต้องปฏิบัติตนตาม พ.ร.บ สงฆ์! ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย 227 ข้อ! ต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง! ที่สำคัญพระสงฆ์ทุกรูปต้องเป็น “ผู้นำ” ในการปฏิบัติตนเปี่ยมด้วยคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ เหนือคนทั่วไป เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ชาวพุทธ ศรัทธา-เชื่อถือ-เชื่อมั่นและปฏิบัติตาม

ดังนั้น จึงขอย้ำอีกครั้งว่า “ผ้าเหลือง” บนเรือนร่าง “มนุษย์” มิได้บ่งบอกให้รู้ว่า มนุษย์ผู้นั้นเป็น “พระ” เสมอไป! และถึงแม้จะเป็น “พระสงฆ์จริง” ก็มิได้บอกให้รู้ได้ว่า “มนุษย์ห่มผ้าเหลือง” ตรงหน้าเป็น “พระสงฆ์ดี” หรือ “พระสงฆ์เลว”..จริงไหม..?

“มนุษย์” และ “คน” ทั้งหลายจะรู้ว่าดีหรือเลว โดยเฉพาะมนุษย์หรือคนที่มีอำนาจนั้น มิใช่ดูที่รูปร่างหน้าตา-พูดจาไพเราะ-สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง ฯลฯ แต่ต้องดูที่ “ผลงาน” และ “การกระทำ” ว่าเขาทำเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง หรือทำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่?

จะดูว่า “พระสงฆ์ดี-หรือ-เลว”..ต้องพิจารณาว่า พระสงฆ์แต่ละรูปได้เผยแผ่คำสอน ต่อพุทธบริษัทถูกต้อง ตรงตามพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาไหม? ทั้งยังต้องดูวัตรปฏิบัติตนของพระสงฆ์ด้วยว่า ทำถูกต้องตามพระธรรมวินัยขององค์พระศาสดาหรือเปล่า?

กระทั่งดูว่าพระสงฆ์มีการกระทำผิด พ.ร.บ. สงฆ์หรือไม่? ที่สำคัญต้องดูการปฏิบัติตนของพระสงฆ์ว่า ได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีทั้งคุณธรรม-จริยธรรม-ศีลธรรม-ซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ สมกับการดำรงตนเป็นพระสงฆ์ เป็นผู้สอนธรรม เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ตามรอยพระพุทธเจ้าหรือไม่ด้วย

พระสงฆ์-จึงต้องดีทั้งการพูดและการกระทำ ที่มีมาตรฐานสูงกว่ามนุษย์ทั่วไป สูงกว่าผู้คนในทุกวงการอาชีพ ถ้ามนุษย์คนใดทำตามมาตรฐานข้างต้นไม่ได้ ก็ไม่สมควรเข้ามาบวชให้วงการสงฆ์เสื่อมเสีย!หรือ

ใครที่บวชอยู่แล้วในขณะนี้ ทำตามมาตรฐานความเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ ก็ควรสึกออกไปเสีย..อย่าทำตัวเป็น “อลัชชี” ทำลายวงการสงฆ์และพุทธศาสนาอยู่เลย

ที่ “แก๊งโล้นเหลืองจานบิน” ต้มตุ๋นพุทธบริษัทมาได้อย่างยาวนาน ทำผิดทั้งต่อพระธรรมวินัย!ทำผิดต่อคำสอนอันถูกต้องขององค์พระศาสดา! ทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง! จนอดีตสมเด็จพระสังฆราชฯ สมเด็จพระญาณสังวรฯ มีพระลิขิตหลายฉบับ ให้ “ผู้นำแก๊งโล้นต้มตุ๋นจานบิน” ต้องปาราชิกไปนานแล้ว

แต่ “อลัชชีโยเย” ยังคงต้มตุ๋นผู้คนและทำผิดได้จนบัดนี้ เพราะมีนักการเมืองทุนสามานย์บางคน ที่เคยครองอำนาจรัฐยาวนานกว่าสิบปี ให้การสนับสนุน และใช้ “วัดจานบิน” เป็นฐานกำลังทางการเมืองนั่นเอง

อีกทั้ง “รัฐบาลพระ” หรือ “พระเถรบิ๊กเบิ้ม” จำนวนหนึ่ง ก็มิได้ทำตัวเป็น “พระผู้รักพิทักษ์พุทธศาสนา” อย่างแท้จริง แต่กลับทำตัวเป็น “พระผู้รักทรัพย์สินเงินทอง” เสวยทรัพย์ศฤงคารที่ “อลัชชีโยเย” ประเคนให้ จนกลายเป็น “พระอิฐพระปูน” เมินเฉยต่อมหกรรมทำชั่ว ทั้งทางโลกและทางธรรมของ “อลัชชีโยเย”

มี “คำถาม” มากมายถึง “จารย์ช่วง” ว่า ไม่อาย-ไม่ขายหน้าบ้างเลยรึ? ยังวางเฉยเช่นนี้ได้เช่นไร?

ที่ “ศิษย์รัก-โยเย” กับอดีต “ไวยาวัจกร-ศุภชัย” ร่วมต้มตุ๋นเงินผู้คนนับหมื่นล้านบาท บัดนี้..“คู่หู-ศุภชัย” มิเพียงไม่ได้ขึ้น “สวรรค์” เท่านั้น แต่เงินสกปรกทำให้ “เขากำลังตกนรก” เพราะถูกดีเอสไอจับตัวส่งเข้าคุกไปแล้ว โดย “ศุภชัย”ยอมรับผิดต่อดีเอสไอ และแฉพฤติกรรมร่วมต้มตุ๋นของ “คู่หู-โยเย” จนหมดเปลือก!

“อลัชชีโยเย” จึงถูกดีเอสไอขอศาลออกหมายจับ ในข้อหา “สมคบกันฟอกเงิน-ร่วมฟอกเงิน-ร่วมรับของโจร” จนต้องหลบหน้าซ่อนตัวอยู่ใน “วัดจานผี” จนทุกวันนี้

เฮ้อ.. ถ้าคำสอนของ “อลัชชีโยเย” ที่เผยแพร่อยู่ในทุกวันนี้-เป็นสิ่งดีและถูกต้อง…

เช่น อะไรไม่สำคัญเท่า-เงิน! เงินโกงเงินสกปรกก็-คือ-เงิน! มีเงินมากๆบริจาคเงินมากๆสิโยม..เงินซื้อสวรรค์ได้นะจ๊ะ! ยิ่งบริจาคเงินมากๆให้ “ผู้นำวัดจานบิน” จะไป “สวรรค์” เมื่อไหร่ก็ได้! ฯลฯ

ถ้า “รัฐบาลพระ” ไม่เชื่อว่า “คำสอน-พุทธปลอม” ชั่วๆนี้-ถูกต้อง! หรือคิดว่าไม่ใช่ “คำสอน” ที่ “พระพุทธเจ้า” ทรงสอนสั่งพระสงฆ์ไว้! ทำไม “มหาเถรฯ” ถึงอ้ำๆอึ้งๆ? ทำไมจึงทำไม่รู้ไม่ชี้? ทำไม “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”? ทำไมทำตัว “เป็นทองไม่รู้ร้อน”? สุดท้ายยังทำตัวเป็น “พระอิฐพระปูน” ฯลฯ ไม่ห้ามไม่ปรามไม่ชี้ถูกไม่ชี้ผิด ฯลฯ ปล่อยให้ “อลัชชีโยเย” ทำชั่วอยู่เหนือความถูกต้อง ทำผิดกฎกติกาทั้งทางโลกและทางธรรม?

การทำผิดมหันต์ของ “อลัชชีโยเย” มากมาย ทั้งแพร่คำสอนผิดๆและทำสิ่งไม่ถูกต้อง ทำให้พระสงฆ์ในวัดเครือข่าย “อลัชชีโยเย” นำตรรกะ “เงินซื้อสวรรค์ได้” หลอกลวงต้มตุ๋นเงินทองทรัพย์สิน จากผู้คนที่เป็น “บัวใต้น้ำ” มาจนทุกวันนี้

หากสิ่งที่ “อลัชชีโยเย” สอนและกระทำ-ถูกต้อง! “มหาเถรฯ” ที่นำโดย “สมเด็จช่วง” ผู้เป็น “จารย์ใหญ่” ของ “อลัชชีโยเย” ใยไม่ประกาศรับรอง “คำสอนกับพฤติกรรม” ของ “อลัชชีโยเย” อย่างเป็นทางการเสียเลยล่ะ?

เพื่อพระสงฆ์ทุกวัดในชาติไทย จะได้สอน จะได้ทำเลียนแบบ “อลัชชีโยเย” เพื่อโกยเงินโกยทองโกยทรัพย์สิน ของบรรดาญาติโยมที่เป็น “บัวใต้น้ำ” อย่างเป็นล่ำเป็นสันกันทั้งวงการพระสงฆ์เลย..ดีบ่?

“ประธานมหาเถรฯ” จะมัวช้าอยู่ใย หากคิดว่า “ศิษย์รักโยเย” สอนและทำถูกต้องแน่แท้!

ช่วงนี้ “จารย์ใหญ่ช่วง”..ต้องออกมาหนุนแบบ “สุดลิ่มทิ่มประตู” เลยสิ..ข้อยเว้าแม่นบ่..?

เรื่องราวของ “อลัชชีโยเยจิ้งเหลืองจอมต้มตุ๋น” ศิษย์รักที่ยิ่งใหญ่กว่า “จารย์ช่วง” จะจบลงเช่นไร..?


กำลังโหลดความคิดเห็น...