xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตไวรัสล้างโลก

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

พลอตหนังฝรั่งแนววิกฤตคุกคามโลกที่นิยมนำมาเล่นกันมากที่สุด รองๆ จากจานผีจากอวกาศบุกโลก สัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาจากทะเล ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ได้แก่ เรื่องไวรัสอันตรายที่มีอันตรายในระดับล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์โลก หรือเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นซอมบี้

หนังแนวไวรัสล้างโลกที่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำ เรื่องหนึ่งก็ได้แก่หนังปี 1995 เรื่อง Outbreak ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “วิกฤตไวรัสสูบนรก” นำแสดงโดย ดัสติน ฮอฟแมน เนื่องจากหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แนวไวรัสล้างโลกแบบแฟนตาซี ที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ แต่เป็นเรื่องแนวไวรัสที่สมจริง โดยดัดแปลงเรื่องไวรัสนี้มาจากเชื้ออีโบลา (ในหนังใช้ชื่อโมทาบา) ซึ่งติดจากลิงทดลองที่นำมาจากแอฟริกาไปสู่คน และแพร่ระบาดร้ายแรงในเมืองเล็กๆ ของอเมริกาที่ใช้ดำเนินเรื่อง

ฉากที่น่ากลัวมากฉากหนึ่งของเรื่อง คือฉากที่ผู้ป่วยโมทาบา เข้าไปดูหนังในโรง แล้วไอจามกันอยู่ในโรงนั้น หนังแสดงให้เห็นภาพของฝอยไอน้ำมูกน้ำลายที่กระจายไปทั่ว จากคนหนึ่งถูกสูดเข้าไปในจมูกปากของอีกคนหนึ่ง นี่คือวิธีการที่โมทาบาไวรัส (ในภาพยนตร์) แพร่ตัวเอง

ภาพความน่ากลัวของไวรัสในหนัง กลับกลายมาเป็นเรื่องจริงที่น่าสะพรึงกลัวในวันนี้ ด้วยการระบาดครั้งใหม่ของโรคอีโบลา ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่เป็นต้นแบบของไวรัสโมทาบาในภาพยนตร์นั่นเอง แต่นี่เป็นเรื่องจริง ระบาดจริง และตายจริงๆ โดยเป็นโรคที่ไม่มียาป้องกันหรือรักษา

ไวรัสอีโบลานั้นไม่ใช่เชื้อโรคใหม่ พบครั้งแรกมาแล้วตั้งแต่ปี 2519 หรือเกือบ 40 ปีแล้ว แต่ความที่เมื่อก่อนนั้น การเดินทางการคมนาคมยังไม่แพร่หลาย และโรคนี้มาระยะฟักตัว และระยะโจมตีที่สั้นมาก รวมถึงโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50-90 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยด้วยโรคอีโบลา ซึ่งเชื่อว่าติดต่อมาจากลิงและค้างคาวนั้น จะเสียชีวิตลงในเวลาไม่กี่วันนับแต่รับเชื้อ และจะเสียชีวิตอยู่ในป่าหรือชุมชนที่จำกัด ทำให้การแพร่กระจายของไวรัสนั้นออกมาสู่โลกภายนอกชัดเจนนัก ตั้งแต่ปี 2519 ที่เป็นการค้นพบเชื้อโรคนี้เป็นครั้งแรกจนถึงเมื่อปีที่แล้วนี้ มีการติดเชื้อเพียงพันกว่ารายเท่านั้นเอง จนกระทั่งมาถึงการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด ที่ร้ายแรง คุกคามที่สุดในประวัติศาสตร์โรคนี้ ในปีนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ในแอฟริกาตะวันตก กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และปรากฏที่ไนจีเรียด้วย โดยกรณีของไนจีเรียนี้น่ากลัวมาก เพราะเป็นกรณีที่เกิดจากผู้ป่วยติดเชื้อมาปรากฏอาการที่สนามบินกรุงลากอสและเสียชีวิตที่ไนจีเรีย ซึ่งเป็นที่วิตกว่า เชื้อและผู้ป่วยโรคนี้กำลังจะเดินทางออกจากพื้นที่แพร่ระบาดได้ด้วยเครื่องบิน ซึ่งแตกต่างจากยุคแรกที่ผู้ติดเชื้อไม่ค่อยจะสามารถจะออกไปพ้นจากพื้นที่การระบาดได้

จนถึงปัจจุบันมีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อ 1,323 ราย เสียชีวิตแล้ว 729 ราย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เพียงชั่วระยะเวลา 5 เดือนกว่า มีผู้ป่วยและเสียชีวิตแล้วมากกว่า 38 ปี ที่ปรากฏรายงานของโรคนี้ขึ้นมาเสียอีก โดยผู้เสียชีวิตนี้บางส่วนเป็นแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยด้วย

อาการของโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ไข้สูงทันทีทันใด อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะมาก ตามด้วยอาการเจ็บคอ อาเจียนท้องเสีย อุจจาระมีสีดำหรือสีแดงเข้ม และมีผื่นนูนแดงตามตัว ในรายที่รุนแรงหรือในบางรายที่เสียชีวิต อาการเลือดออกง่ายมักเกิดร่วมกับภาวะตับถูกทำลาย ไตวายอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง และช็อก โดยอวัยวะหลายระบบเสื่อมหน้าที่ โรคนี้ไม่มียารักษา มีเพียงการประคับประคองอาการด้วยการไม่ให้เสียน้ำเพื่อไม่ให้ไปสู่ภาวะไข้เลือดออกได้เท่านั้น และอาจจะต้องอาศัยโชคของผู้ป่วยด้วย

ขณะนี้สายการบินที่ทำการบินอยู่ในทวีปแอฟริกา เช่น เอสกาย งดบินเข้าไปยังประเทศที่แพร่ระบาด และตามสนามบินต่างๆ ก็ที่อาจจะมีผู้ติดเชื้อเดินทางผ่าน ก็มีการตรวจตราทางด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด หลังจากพบว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยที่ยังไม่ปรากฏอาการจะเดินทางไปทางอากาศได้ ส่วนรัฐบาลของไลบีเรียนั้นก็มีการสั่งปิดโรงเรียน และสั่งให้ผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำงานหยุดงานพร้อมกันทั่วประเทศ 30 วัน เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาด

แม้ว่าการระบาดของเชื้ออีโบลาจะไม่ได้ระบาดกันง่ายๆ ผ่านทางลมหายใจหรือการไอจาม แต่ก็ไม่ได้ระบาดยากเท่าโรคเอดส์ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง ผ่านทางเข็มฉีดยา การผ่าตัด หรือการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอีโบลาสามารถติดต่อได้ผ่านสิ่งคัดหลั่งเพียงการไปสัมผัสเท่านั้น ซึ่งการที่เชื้อโรคนี้สามารถติดได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากนี้เอง ทำให้แม้แต่แพทย์ชื่อดังที่ต่อสู้กับโรคนี้จนช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมหาศาล ก็ยังพลาดและเสียชีวิตจากเชื้อนี้หลังจากติดโรคได้ไม่ถึงสัปดาห์ นั่นแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจเย็นได้เลย เนื่องจากไวรัสนี้อาจจะถือว่าเป็นไวรัสระดับล้างโลกได้ เพราะการติดเชื้อที่ง่ายกว่า และโอกาสเสียชีวิตที่สูงและรวดเร็วกว่าโรคเอดส์หรือโรคอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน ในขณะที่ไม่มีทั้งวัคซีนป้องกันหรือแม้แต่ยารักษา หรือยังไม่มีวิธีรักษาที่รับรองผลได้ว่าจะหายหรือรอดชีวิตด้วย

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ในจุดมุมอื่นของโลก แม้มีกรณีที่อาจจะใกล้เคียงดูคล้ายบ้างในฮ่องกง แต่ผลการตรวจก็ปรากฏว่าไม่ใช่อีโบลา ซึ่งถ้าหากมีรายงานค้นพบโรคนี้ในที่อื่นนอกจากพื้นที่แอฟริกาตะวันตกแล้ว เท่ากับเป็นมหันตภัยใหม่ที่คุกคามมนุษยชาติได้เลยทีเดียว แม้ในภาพรวมอาจจะกล่าวได้ว่า สถานการณ์อีโบลานี้ก่อให้เกิดความหวาดวิตกไปทั่วโลก แต่นอกจากในพื้นที่แพร่ระบาดแล้วก็ยังไม่ถือว่าเป็นอันตรายระดับล้างโลก แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ในขณะนี้ ทั่วทุกประเทศในโลกต่างยกระดับให้การแพร่ระบาดของอีโบล่าเป็นภัยคุกคามทางสุขภาพระดับฉุกเฉินไปแล้ว

หรืออย่างประเทศไทย แม้ไม่มีเที่ยวบินตรงออกจากประเทศไทยไปยังแอฟริกาตะวันตกและประเทศที่แพร่ระบาด แต่กระนั้น ก็มีผู้เดินทางจากประเทศดังกล่าวด้วยการต่อเครื่องมาเช่นกัน รวมทั้งชาวแอฟริกาที่มาติดต่อธุรกิจหรือมาทำงานในประเทศไทย จึงอาจกล่าวได้ว่า หากอีโบลาระบาดออกมานอกพื้นที่แอฟริกาตะวันตกจริง ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยรอดพ้นจากความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดครั้งนี้

มนุษยชาติเคยถูกคุกคามจากโรคระบาดมาแล้วในสมัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุคกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่ลดประชากรโลกในยุโรปไปราวๆ หนึ่งในสาม หรืออย่างประเทศไทยเองก็เคยมีทั้งช่วงที่ฝีดาษในสมัยอยุธยา และอหิวาต์หรือห่าแพร่ระบาดในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จนคนตายเป็นเบือเสียจนไม่มีเวลาเผาหรือฝังศพได้ ต้องทิ้งให้แร้งกากิน เป็นที่มาของตำนาน “แร้งวัดสระเกศ” คู่กับ “เปรตวัดสุทัศน์”

แม้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะทำให้โรคระบาดต่างๆ นี้ลดลงไป จนกระทั่งทั้งกาฬโรค หรืออหิวาต์ก็ไม่ได้อันตรายเหมือนแต่ก่อน หรือโรคฝีดาษที่อาจเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วจากการปลูกฝี แต่แล้วมนุษยชาติก็ยังประสบการคุกคามจากเชื้อโรคใหม่ๆ ทั้งเอดส์ ซาร์ส และไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ จนควบคุมได้ แต่แล้วก็มาเจอโรคเก่าที่แพร่กระจายขึ้นมาเพราะความเจริญก้าวหน้าของโลกและการเดินทางอย่างอีโบลานี้อีก ราวกับเป็นความพยายาม หรือการคัดสรรของธรรมชาติที่จะลดประชากรของมนุษย์กระนั้น

การระบาดครั้งใหม่ของอีโบลานี้เกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้ง การสู้รบ และสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายส่วนทั่วโลก ราวกับจะซ้ำเติมพลางสอนมนุษยชาติว่า เพียงแค่รับมือจากธรรมชาติก็ลำบากพออยู่แล้ว ใยเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้ายังสู้รบฆ่าฟันกันเองอยู่อีกเล่า?
กำลังโหลดความคิดเห็น...