xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อวสาน“บังยี”ขั้วเก่าสูญพันธุ์ “ทีมเนวิน” ปิดเกม “สมยศ”นายกฯ บอลป้ายแดง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เรียกว่า สิ้นยุคเรืองอำนาจของ บังยี-วรวีร์ มะกูดี ไปเป็นที่เรียบแล้ว หลังวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจนนั่งแท่นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนที่ 17 กินระยะเวลาวาระนาน 4 ปี ซึ่งจากนี้ต้องจับตามองการเปลี่ยนแปลงภายในสมาคมฯ ที่อาจลามไปถึง บริษัท ไทย พรีเมียร์ ลีก จำกัด กับการล้างบางขั้วเก่าที่บริหารงานมานานและมีปัญหาเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละปี

ทั้งนี้ การเลือกตั้งก็เกิดขึ้นตามกำหนดของ คณะกรรมการกลาง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย (FAT NC) ภายใต้การนำของ “เสธ.โต” พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ ประธานคณะกรรมการกลาง ซึ่งการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดโดยก่อนคืนหมาหอนมีการขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อไต่สวนฉุกเฉินให้ระงับกระบวนการดังกล่าว แต่สุดท้าย #ทีมยี ก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป

สำหรัการลงคะแนนเลือกตั้งั้น มีขึ้นที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ตั้งแต่เวลา 09.00น. มีแคนดิเดตลงชิงเก้าอี้ 6 ราย คือ 1.ธวัชชัย สัจจกุล 2.พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง 3.พินิจ สะสินิน 4.ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน 5.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ 6.พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัชฤทธิ์เต็ม

ก่อนการประชุม “เสธ.โต” พล.ร.อ.สุรวุฒิ ประธานคณะกรรมการกลาง ได้มีการขอ มติรับรองข้อบังคับการเลือกตั้งฯ ประจำปี 2559 โดยมีสโมสรสมาชิกผู้มีสิทธิ์โหวตในระบบ 72 เสียง ยกมือรับรองทั้งสิ้น 64 เสียง จาก 68 สโมสรที่มาร่วมประชุม ขาดตัวแทน 4 ทีมที่ไม่เดินทางมา ประกอบด้วย เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, บีอีซี เทโรศาสน, โอสถสภา และ วิทยาลัยเทคโนโลยีพิชญเกษม แชมป์ถ้วย ค ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่ไม่งามไร้สปิริตกับการเป็นทีมใหญ่และไม่มาร่วมในครั้งนี้

ผลปรากฎว่าเป็น “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ ที่ได้รับคะแนนโหวตท่วมท้น 62 เสียง คว้าตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ 17 ไปครอง ขณะที่รายอื่นอย่าง “อ.หรั่ง” ชาญวิทย์ ได้เพียง 4 เสียง ส่วน “บิ๊กตั้น” ณัฏฐพล ได้ 1 เสียง และบัตรเสีย 1 เสียง ขณะที่อีก 3 รายที่เหลือไม่มีคะแนนเ

ภายหลังได้มีการประกาศตำแหน่ง อุปนายก 5 ราย ตกเป็นของทีมงานฝั่ง “บิ๊กอ๊อด” ทั้งหมด ประกอบด้วย ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ (รองประธานสโมสร บางกอกกล๊าส เอฟซี), พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ (อดีตผู้จัดการทีม อาร์มี ยูไนเต็ด), วิทยา เลาหกุล (ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค ชลบุรี เอฟซี), ธนศักดิ์ สุระประเสริฐ (ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ ชลบุรี เอฟซี) และ ทรงธรรม เพียรพัฒนาวิทย์ (ผู้อำนวยการบริหาร ทรูคอร์ปอเรชั่น)

เช่นเดียวกับ สภากรรมการ 13 ราย ที่มาจากผู้สมัครฝั่ง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทั้งสิ้น ประกอบด้วย น.ส.นันทนี วงศ์อำนิษฐกุล (ผู้จัดการทั่วไป แบงค็อก ยูไนเต็ด), ธนวัชร์ นิติกาญจนา (ผู้จัดการทีม ราชบุรี มิตรผล เอฟซี), พล.ร.อ.นาวิน ธนเนตร (ประธานสโมสร กองเรือยุทธการ), สมเกียรติ กิตติธรกุล (ประธานสโมสร กระบี่ เอฟซี), กรวีร์ ปริศนานันทกุล (ผู้จัดการทีม อ่างทอง เอฟซี), ชาติชาย เจียมสิริพงศ์ (ประธานสโมสร พิจิตร เอฟซี ), ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ (ประธานสโมสร ประจวบ เอฟซี), ดร.วิชิต คนึงสุขเกษม (ผู้บริหารสโมสร จามจุรี ยูไนเต็ด), อนุสรณ์ วงศ์วรรณ (ประธานสโมสร ลำพูน วอริเออร์), สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล (ประธานสโมสร อุดรธานี เอฟซี), ธวัช อุยสุย (ประธานสโมสร ตรัง เอฟซี), ทรงยศ เทียนทอง (ประธานสโมสร สระแก้ว เอฟซี) และ ณัฐ ชยุติมันต์ (ผู้จัดการทั่วไป สุพรรณบุรี เอฟซี)

ทั้งนี้ การที่ พล.ต.อ.สมยศได้รับการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นว่า ขุมกำลังที่สนับสนุนเขานั้นไม่ธรรมดา ดังที่รับรู้ว่า หัวเรือใหญ่ฝ่ายสนับสนุน พล.ต.อ.สมยศ ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญ 3 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วมากทั้งบารมี มากทั้งทุนทรัพย์ และถ้าไม่ได้รับแรงสนับสนุนจาก 3 คนนี้ ก็ยากยิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศจะหักด่านคว้าชัยชนะจากฝ่ายบังยีมาได้

คนแรกคือ นายเนวิน ชิดชอบ

คนที่สองคือ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าพ่อคิงส์เพาเวอร์

และที่สำคัญที่สุดไม่แพ้กันก็คือคนที่สามที่ชื่อ “พล.ต.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้มากบารมี

ทันทีที่ได้รับการชูมือให้เป็นผู้ชนะ พล.ต.อ.สมยศ ได้เปิดโต๊ะที่มีการตระเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าแล้วแถลงข่าวอย่างเป็นทางการทันทีว่า “ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องฟุตบอลเท่ากับผู้สมัครรายอื่น แต่ทีมงานอีก 18 คนล้วนแต่มาจากสโมสรในประเทศไทยทั้งสิ้น เชื่อได้ว่าจะทำให้ฟุตบอลไทยก้าวหน้าตามที่แฟนบอลได้ฝากความหวังว่าอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายที่ผมเคยให้ไว้และมั่นใจได้ว่าการทำงานทุกอย่างจะเรียบร้อย โปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้อย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ “บิ๊กอ๊อด” ยังเผยถึงสองสิ่งแรกที่จะทำคือการรื้อเครื่องสมาคมฟุตบอลฯ ใหม่ทั้งหมด โดยจะเปลี่ยนผู้บริหารบริษัท ไทย พรีเมียร์ ลีก จำกัด และลีกภูมิภาค ยกชุด วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ “ตอนนี้ทั้งฟุตซอลหรือฟุตบอลลีกภูมิภาคกำลังมีปัญหาเรื่องการดูแลและความขัดแย้ง ซึ่งผมจะเรียกทีมงานทุกคนมาปรึกษาหารือเพื่อหาคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดูแลในส่วนนี้ โดยเฉพาะ ดิวิชัน 2 ที่ผ่านมามีทั้งการประท้วงไม่แข่งขัน รวมถึงสิทธิ์การทำทีมที่ไม่ชัดเจน สาเหตุมาจากสปอนเซอร์ที่เข้ามาสนับสนุนมีไม่เพียงพอ ฉะนั้นผมต้องช่วยหาผู้สนับสนุนให้ทุมทีมอย่างเท่าเทียมกัน จึงจะต้องมีการเปลี่ยนผู้บริหารลีกภูมิภาคและไทยพรีเมียร์ลีกทั้งหมด เพื่อให้การดูแลในส่วนนี้ลงไปทั่วถึง”

“นอกจากนี้ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงกันในเรื่องทีมชาติ ผมยืนยันว่าจะให้ โค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำงานต่อไปอย่างแน่นอน เพราะยังไม่เห็นใครที่มีความพร้อมมากกว่าผู้ฝึกสอนคนเดิม และนอกจากนี้จะมีการย้ายที่ทำการสมาคมฟุตบอลฯ มาอยู่ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ชั้น 16 เหมือนกับสมาคมอื่นๆ เพื่อให้การทำงานและประสานงานต่างๆ สามารถดำเนินได้ง่ายยิ่งขึ้น” ว่าที่นายกสมาคมฟุตบอลฯ กล่าวทิ้งท้าย

ฝั่งของ “อ.หรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ว่า “ผมว่าเราทราบผลกันเป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากต้องเจอกับคู่แข่งที่เหนือกว่ามาก แข็งแกร่งกว่า ซึ่งเมื่อได้ลงสนามก็ทำเต็มที่แล้ว และแม้ว่าจะแพ้ ก็ถือว่ายอมรับได้ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากสโมสรสมาชิกที่มอบให้ และขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะในวันนี้”

ขณะที่ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ประธานฝ่ายกฎหมายสมาคมฟุตบอลฯ ได้มอบหมายให้ นายภคิน จินาภักดิ์ ทีมงาน เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ “บิ๊กเสื้อ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อขอให้ระงับการเซ็นรับรองการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ภายใน 15 วัน ในฐานะนายทะเบียน โดยมองว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น เป็นการทำผิดระเบียบข้อบังคับการเลือกตั้งของสมาคมฟุตบอลฯ รวมถึงการเลือกตัวแทนโหวต 30 เสียง จากลีก ภูมิภาค 30 เสียงที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

หลังจากทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้รับการวางรากฐานภายใต้การคุมทัพของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จนปลุกกระแสลูกหนังในประเทศให้กลับมาเฟื่องฟูเป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นมานานแล้ว วันที่แฟนบอลรอคอยก็มาถึงคือการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของสมาคมฯ ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญ

กล่าวสำหรับนโยบายของ พล.ต.อ.สมยศ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วก็คือ FAIR คือต้องเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานอย่างบริสุทธิ์ ตรวจสอบได้ และเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะต้องกลับคืนสู่สโมสรตามที่ควรเป็น ซึ่งการที่ทุกสโมสรเทใจให้อย่างล้นหลามก็คงพิสูจน์ให้เป็นแล้ว ก็แน่นอนว่าจะต้องทำตามสัญญาและนโยบายที่ให้ไว้ได้ดีแค่ไหนคงต้องรอดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บอกว่ามาเพื่อ “จับโจร” ใครที่ทำอะไรไม่ดีไว้บ้างอาจจะต้องระวัง ด้าน วรวีร์ มะกูดี เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ตอนนี้อยู่ระหว่างโทษแบนของ ฟีฟา ที่เหลืองบางส่วนก็ย้ายค่ายเปลี่ยนสีเสื้อกันเป็นทิวแถว

รวมถึงจากนี้คือต้องทำให้การแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศเป็นมืออาชีพมากขึ้นกำจัดปัญหายิบย่อยที่มาถ่วงรั้งความเจริญ อาทิ การตัดสินของกรรมการ ตั๋วผี ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลซื้อ-ขายนักเตะตัวเลขค่าตัวที่จะต้องชัดเจน ค่าเหนื่อย ให้เป็นระบบระเบียบ เพราะหากเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้คงยากไปต่อกรกับระดับเอเชียไม่ว่าจะเป็นสโมสรลูกหนัง จีน ที่กำลังมาแรง รวมถึง ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เป็นเต้ยอยู่ก่อนหน้านี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...