xs
xsm
sm
md
lg

สุขภาพดี

เผยแพร่:   โดย: ไพรัตน์ แย้มโกสุม

สภาพความเป็นไปของร่างกายที่ปราศจากโรคภัยเรียกว่า... “สุขภาพ” ใครไม่มีโรค ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ (อโรคยาปรมาลาภา-ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ) ของที่ได้มาเกินคาดหมายนามว่า “ลาภ” นี้ ใครๆ ก็อยากได้ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เนื่องเพราะสรรพสิ่งล้วนเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา หรือเป็นไปตามกฎธรรมชาติคือ อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา หรือ “ธรรมนิยาม” นั่นเอง

หลักความจริงของธรรมนิยามนี้ แสดงให้เห็นลักษณะ 3 อย่างที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” ของสภาวธรรมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม หลักทั้งสามนี้ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผยแก่เวไนยสัตว์

เห็นความจริงของสรรพสิ่ง ก็คือเห็นตรงนี้ เห็นธรรมนิยาม หรือเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สุขภาพดี

อันตัวเรานี้มีสองส่วนคือ “รูป” กับ “นาม” หรือ “กาย” กับ “ใจ” สุขภาพดีต้องดีทั้งสองส่วน คือกายไม่มีโรค และใจไม่มีโรค แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ก็ให้มันมีโรคน้อยที่สุด

การสาธารณสุขที่ดี ต้องหาวิธีป้องกันโรคควบคู่ไปกับการรักษาโรค

ทุกวันนี้คนเป็นโรคมาก สร้างโรงพยาบาลทั้งของรัฐและของเอกชน เท่าไหร่ก็ไม่พอ ยารักษาขายดีมาก ผู้ป่วยแต่ละราย ขากลับบ้านหอบยาเป็นถุงๆ

นี่คือทุกข์ที่เราควรกำหนดรู้ แล้วสาวไปหาเหตุแห่งทุกข์ ที่เราควรละควรเลิก มันอยู่ตรงไหน? อ๋อ...มันอยู่ตรงที่... “ความเจริญด้านวัตถุมากเท่าไร ความฉิบหายของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มากเท่านั้น”

ความฉิบหายของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็คือความฉิบหายของคน เพราะคนอาศัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการดำรงชีวิตปัญหาภัยท่วมภัยแล้ง คือตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด

แต่ก่อนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย กินยาเม็ดสองเม็ดก็หาย ปัจจุบันกินเป็นถุงก็ไม่หาย กินไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต กินยามากๆ มีค่าเท่ากับเพิ่มโรคมากๆ เช่น โรคไต เป็นต้น แล้วก็กินยามากๆ ต่อไปๆๆ ไม่มีวันหยุดนอกจากตาย จึงจะได้หยุดยาและหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อสาธารณสุขอันเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับการป้องกันโรค (แม้จะมีแพทย์ทางเลือก ก็สักแต่ว่ามี ไม่ส่งเสริมจริงจัง) เอาแต่รักษาและจ่ายยา จึงเป็นหน้าที่ของคน-ทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้ หาวิธีป้องกันโรคด้วยตนเอง... “หมอดีที่สุดคือตัวเรา”...ผู้รู้ทั้งหลายแนะนำไว้อย่างนั้น

พึงมีหนึ่งออ

แพทย์ทางเลือกเกิดขึ้นมาเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดโรคต่างๆ นานา ให้ประชาชนเรียนรู้ และรู้จักดูแลสุขภาพของตนเอง ตัวเองเป็นหมอเพื่อป้องกันและรักษาตัวเอง

ที่เห็นภาพเด่นชัดอย่างหนึ่งก็คือ “การนวดแผนไทย” เกิดขึ้นทุกโรงพยาบาล และทุกหมู่บ้าน ทำให้คนจำนวนหนึ่งมีงานทำ

หมดนวดแผนไทยบางคนที่มีฝีมือ เขาจะมีแฟนประจำเหมือนช่างตัดผม แต่บริการดีกว่าช่างตัดผม คือลูกค้าเวลาจะนวดก็โทร.หาหมอนวดให้มานวดที่บ้าน สะดวกสบายดี สำหรับนักปวดเมื่อย นักผ่อนคลายทั้งหลาย

ค่านวดคิดครั้งละ 200 บาท (ประมาณ 2 ชม.) เป็นอย่างต่ำ วันหนึ่ง 5 รายเป็นเงิน 1,000 บาท เดือนหนึ่งก็ตก 30,000 บาท บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ เดือนละ 30,000 บาทอยู่ได้สบายไม่เห็นหนี้ มีเงินเก็บ เป็นความสุขน้อยๆ แต่สุขจริงๆ

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบใช้บริการหมอนวดแผนไทย นวดแล้วเลือดลมเดินสะดวก กระปรี้กระเปร่าสดชื่น เดือนหนึ่งก็นวดประมาณ 2-3 ครั้ง ผ่านมือหมอหลายคน และหลายร้าน

อยากแนะนำหมอฝีมือดีสักสองคน ร้านสะอาด ติดแอร์อยู่ริมถนนใหญ่ไปมาสะดวก นวดได้ทั้งผ่อนคลายและรักษาโรคต่างๆ เวลานวดไม่ใช่สักแต่ว่านวด เธอนวดด้วยใจ มีฉันทะ รัก ชอบ มีความสุขขณะทำหน้าที่ จริงหรือเปล่า ก็ทดลองดู...โทร.หาแนเด้อ...หมอฟ้า... 08-8238-0993 และหมอฝ้าย... 08-8328-3246 บริการคนไทยด้วยกัน ทำให้เพื่อนไทยพึ่งตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ เงินอยู่กับคนไทยไม่ไหลออกนอกอย่างที่หลงเห่อกัน

จุดเด่นอีกอย่าง นอกจากนวดแผนไทยแล้วคือ “หมอเขียว” (ใจเพชร กล้าจน) รับราชการที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ ผู้เสนอทฤษฎี...สุขภาพดี 8 อ.ได้แก่...อิทธิบาท 4 อารมณ์ อาหาร ออกกำลังกาย อากาศ เอนกาย เอาพิษออก อาชีวะ

ผมเคยเสนอเพิ่มให้อีก 1 อ.เป็น 9 อ.คือ อริยสัจ 4

เนื่องเพราะ...อริยสัจ 4 เป็นหัวใจ เป็นแก่นชีวิต เป็นความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอิสระ (ประเสริฐ, ดีเลิศ, วิเศษ)

ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ทำให้คนกลายเป็นอริยะ หรือทำให้คนมีความสุข หรือพ้นทุกข์นั่นเอง

เมื่อมี อ.อริยสัจ 4 เพิ่มเข้าไป ก็จะเป็น 9 อ.หรือจะมีเพียง อ.เดียว คือ อ.อริยสัจก็ได้ สั้นๆ และง่ายๆ ดี แต่สาระครอบคลุมทั้ง 8 อ.และจักรวาล

ดุจดั่ง “หนึ่งคือทั้งหมด-ทั้งหมดคือหนึ่ง”...สิ่งทั้งมวลล้วนสัมพันธ์กัน...สิ่งทั้งมวลล้วนเป็นดั่งกันและกัน

ความจริง 4 ข้อ

ความจริงอันประเสริฐที่ทำให้คนกลายเป็นอริยะมี 4 ข้อได้แก่...ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

กิจหรือหน้าที่ในอริยสงฆ์ทั้ง 4 ก็คือ...

ทุกข์ ควรกำหนดรู้

สมุทัย ควรละ

นิโรธ ควรทำให้แจ้ง

มรรค ควรเจริญ

8 อ.ของหมอเขียว ทุกข์ไหม? ทุกข์!

โครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ทุกข์ไหม? ทุกข์!

โครงการประชารัฐของรัฐบาลประยุทธ์ ทุกข์ไหม? ทุกข์!

โครงการเงินกู้ด้วยวิธีต่างๆ ทุกข์ไหม? ทุกข์!

โครงการเปิดสัมปทานให้นายทุนสามานย์ผูกขาด ทั้งในชาติและต่างชาติเข้ามากอบโกยทรัพย์สมบัติของชาติ ทุกข์ไหม? ทุกข์!

โครงการเหมืองแร่ทองคำ ที่ทำลายอู่ข้าวอู่น้ำของชาติ และฆ่าประชาชนแบบผ่อนส่ง ทุกข์ไหม? ทุกข์!

ฯลฯ

เหตุผล...ทำไมถึงทุกข์?

“ทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น

ทุกข์เท่านั้น ตั้งอยู่

ทุกข์เท่านั้น ดับไป

นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด

นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ”

พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เช่นนั้น ใครจะเถียงก็เถียงไปเถิด ผมไม่เถียง ผมมีแต่สาธุ สาธุ สาธุ

นี่คือทุกข์ ความทุกข์ต่างๆ นานาที่เกิดขึ้น ควรกำหนดรู้แล้วก็สาวไปหาเหตุแห่งทุกข์ คือสมุทัยมันอยู่ตรงไหน เห็นแล้ว รู้แล้ว ก็ละก็เลิกมันเสีย

เห็นว่าการให้สัมปทาน ก็คือการยกสมบัติของชาติให้นายทุนสามานย์ผูกขาด มีแต่มันได้ประโยชน์ เราประเทศไทยเสียประโยชน์ ก็ยกเลิกมันเสีย

เห็นว่า การเอาเงินภาษีประชาชนไปให้หมู่บ้านละล้านบาท ให้ประชาชนกู้ยืม แล้วเงินนั้นก็ไหลกลับมาหานายทุนผูกขาดเหมือนเดิม แบบนี้ไม่เป็นธรรม เป็นการช่วยนายทุนขายของ ไม่ได้ช่วยประชาชนให้อยู่ดีกินดี มีเงินในกระเป๋า แต่กลับสร้างหนี้ให้ประชาชนแบกรับอย่างนี้ต้องเลิกทันที

อธรรมทั้งหลายต้องเลิกๆๆ เพราะมันเป็นเหตุแห่งทุกข์

เมื่อเหตุแห่งทุกข์ไม่มี ความทุกข์ก็ไม่มี นั่นแหละคือนิโรธ ประชาชนต้องเห็นแจ้งในประเด็นนี้

มีผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่ง ปฏิเสธเงินกู้หนึ่งล้าน ให้เหตุผลว่า... “หนี้เก่ายังใช้ไม่หมด ที่ดิน บ้านกำลังจะถูกยึด ไยต้องเอาหนี้มาให้แบกอีก ไม่เอาแล้ว ใครว่าโง่ ผมก็ยอมโง่ ผมกับลูกบ้านปลูกผัก ขายผัก หาปลา ขายปลา ทำขนม ขายขนม ไม่เป็นหนี้ใคร ดีกว่าครับ”

ขณะที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งแย่งกัน ตีกัน จะขอกู้มากๆ ไม่เว้นครู เงินเดือนสี่หมื่นห้าหมื่นสองคนผัวเมียก็แสนกว่า รวยจะตายอยู่แล้ว ก็กู้กับเขาด้วย ทำให้คนยากจนกู้ไปลงทุนค้าขายจริงๆ ไม่ได้กู้ ต้องบากหน้าไปร้องเรียนกำนัน นายอำเภอ ขอความเป็นธรรมบ้าง ได้รับคำตอบมาว่า... “เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน จะจัดสรรกันเอง”...คำตอบอย่างนี้ ทำราวกับว่า ผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้เจริญแล้ว มีวุฒิภาวะแล้ว อย่างนั้นแหละ...นี่คือประเทศไทย ที่อะไรๆๆ ก็จะเอาเลือกตั้งๆๆ กรรมการๆๆ ประชาธิปไตยๆๆ โดยไม่เคยส่องกระจกดูตัวเอง ตัวเราเนี่ยเห็นแก่ได้หรือเปล่า ขี้ข้านายทุนสามานย์ผูกขาดหรือเปล่า ขี้โกงหรือเปล่า ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

อีกหมู่บ้านหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านและกรรมการเรียกเก็บเงิน 10% ถ้ากู้หนึ่งหมื่นก็เสียพันบาทให้กรรมการ ชาวบ้านไม่ยอมรวมตัวกันพบนายอำเภอไม่ได้ผล เข้าพบผู้ว่าฯ ยื่นคำขาด ถ้าไม่จัดการให้จะเข้าพบนายกฯ ตู่ ปรากฏว่าได้ผล...นี่คือประเทศไทย ถ้าประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สู้ไม่เต็มที่ก็จะไม่ได้ผล หากรวมพลังสู้ให้ถึงที่สุด ก็จะได้ผล เป็นอย่างนี้มานานแล้ว

เพื่อนไลน์ส่งข้อความดีมีสาระมาให้ (22 ก.ย. 58 จาก Timeline Photos)

...นายกฯ ที่มาจากการรัฐประหาร กินข้าวมื้อละ 50 บาท อยู่มา 1 ปียังไม่มีประวัติการคอร์รัปชัน แต่ถูกกลุ่มนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์ นักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษาที่อยากดัง รวมถึงสื่อขี้ข้ารับจ้างออกมาเห่าหอนทุกวัน ด้วยข้อความเดียว “สิทธิเสรีภาพ-ประชาธิปไตย”

แต่...

...นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง กินข้าวมื้อละ 2 แสนกว่า อยู่ 2 ปีเอาเงินภาษีไปเที่ยวต่างประเทศพันกว่าล้าน โกงกินทุกโครงการที่ทำ เฉพาะจำนำข้าวอย่างเดียว 7 แสนล้าน บริหารประเทศลงเหว แก้ปัญหาไม่ได้สักเรื่อง คิดอยู่อย่างเดียวคือ “นิรโทษกรรมให้ทักษิณ”

...แต่พวกอาจารย์ นักศึกษา และพวกสื่อขี้ข้าไม่เห็นออกมาเห่าซักแอะ

...ขอโทษนะ ถ้ามีประชาธิปไตยแล้ว ได้นักการเมืองชั่วๆ มาโกงกินชาติ ผมไม่เอา ผมจะอยู่แบบเผด็จการแบบนี้ต่อไป จบ!!!

อือ...ผู้นำเนี่ยสำคัญจริงๆ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด-ผู้ใหญ่บ้านจนถึงระดับสูงสุด-นายกรัฐมนตรี ถ้าผู้นำไม่ขี้โกง ลูกน้องที่ไหนมันจะกล้าโกง เป็นไปตามสำนวนไทยที่ว่า... “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” เป๊ะเลย

วิธีที่จะไปสู่นิโรธ-ความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์ได้ ก็ต้องอาศัยวิธีการ 8 อย่างที่เรียกว่า มรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ ได้แก่...

1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ได้แก่ เห็นอริยสัจ 4 หรือเห็นไตรลักษณ์ หรือเห็นอกศุลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท

2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์

3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ได้แก่ วจีสุจริต 4

4. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ได้แก่ กายสุจริต 3

5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ

6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ได้แก่ ปธาน หรือสัมมัปปธาน 4

7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ได้แก่ สติปัฏฐาน 4

8. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) ได้แก่ ฌาน 4

องค์ 8 ของมรรคจัดเข้าในธรรมขันธ์เป็นศีล (ข้อ 3,04,05) สมาธิ (ข้อ 6, 7, 8) ปัญญา (ข้อ 1, 2)

ความจริง 4 ข้อนี้แหละคือทางสายเอกที่จะนำเราไปสู่แสงสว่าง คือความดับทุกข์เมื่อทุกข์หมด สุขก็ผุดขึ้นเหมือนไฟดับ ความเย็นก็เกิดขึ้น

เพียงพอพ้นทุกข์

รู้จัก “พอ” คำเดียว เสียงเดียว ก็อยู่อย่าง “สงบเย็นและเป็นสุข” ได้

“ตาอยู่กับใคร” ลูกหลานนักศึกษาถาม

“อยู่คนเดียว” ตาตอบ

“ไม่กลัวเหรอ” ลูกหลานถามต่อ

“อยู่กับความจริงกลัวอะไร” ตาเชิงตอบเชิงถาม

“ความจริงอะไร” ลูกหลานยังไม่หมดกังขา

“ตามาคนเดียว แล้วก็จะไปคนเดียว ทำไมตอนอยู่ จะอยู่คนเดียวไม่ได้ แม้จะมีคนมากมายล้อมหน้าล้อมหลัง ก็พึ่งเขาไม่ได้ เราก็พึ่งตัวเราเอง กิน นั่ง นอน ยืน เดิน หายใจเข้า-ออก และอื่นๆ อีกร้อยแปดพันเก้า ก็ตัวเราทำเองทั้งนั้น ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ชัดเจนที่สุด สัจจะความจริงที่สุด...” ตาร่ายยาวจนลูกหลานหมดสงสัย แล้วลากลับไป ตากลับเข้าสู่สภาพเดิม คือโลนลี่แมน ชายสันโดษ

คำว่า “พอ” หมายถึง เท่าที่ต้องการ หรือเต็มความต้องการ

คำว่า “สันโดษ” หมายถึง ความยินดีในสิ่งที่มีอยู่ หรือเป็นอยู่

คำว่า “สมถะ” หมายถึง ความสงบจิต หรือความมักน้อย

สามคำแม้จะต่างกันโดยพยัญชนะ แต่โดยอรรถสาระแล้ว เป็นสิ่งเดียวกัน ความหมายเหมือนกัน

กรณีของตาที่ชอบอยู่คนเดียว ตามที่ยกตัวอย่างมาข้างบนนั้น รู้ได้ทันทีว่า ตาเป็นคนสันโดษ สมถะ และเพียงพอ ตาจึงมีความสุข หรือพ้นทุกข์ตามสภาพของตา

“รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน” วลีนี้ถูกต้องที่สุด

เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจเพียงพอของพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเศรษฐกิจที่ทำให้สังคมประเทศชาติมี “ความสงบเย็นและเป็นสุข” มีอิสรเสรีในการครองชีวิต รู้จักทำอยู่ทำกินไม่ตกเป็นเหยื่อเป็นทาสของนักการเมืองชั่ว ข้าราชการเลว และนายทุนสามานย์ผูกขาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทำไมเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ไม่ได้รับการส่งเสริม และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ทำให้ประชาชนรู้จักตนเอง มีปัญญา และพึ่งพาตัวเองได้?

ถึงจุดนี้...ไม่ต้องตอบก็ได้ คำตอบมันมีอยู่แล้วในปรากฏการณ์ประพฤติชั่วของคนชั่ว อยู่ทั่วแผ่นดิน

รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน รู้จักพอพ้นทุกข์ทุกเวลา ไม่มีใครส่งเสริม ก็ช่างมัน ฉันไม่แคร์ ฉันทำเองก็ได้

“รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักพอ ไม่ก่อหนี้ ชีวีเป็นสุข”

นี่คือหนทางพ้นทุกข์ หนทางแห่งความสุข

ใครจะเอาเงินมาให้กู้ หมู่บ้านละล้านสองล้านก็ช่างเขา เขาจะว่าเราไอ้โง่ อีโง่ ก็ช่างมัน แต่เราไม่เป็นหนี้ เป็นเหยื่อของใคร ก็สุโขแล้ว

มีข้าวมีปลาในนา มีบ้านอยู่ มีสัตว์เลี้ยง มีไม้ผลไม้ประดับ ผักสวนครัว เหลือกินแจก และขายมีเงินเก็บออม ฯลฯ แค่นี้ก็ถือว่าพอมีพอกิน เกิดมาไม่เสียชาติเกิด

“อัฐยายซื้อขนมยาย” เป็นสำนวนไทยโบราณ ไม่เคยตกสมัย ยังเป็นกระจกส่องสังคมได้ตลอดไป

อัฐยายซื้อขนมยายหมายถึง เอาเงินของพ่อแม่ฝ่ายหญิงมาเป็นสินสอดทองหมั้น เพื่อขอลูกสาวเขา...นี่ก็เอาเงินภาษีประชาชนไปให้ประชาชนกู้ เท่ากับเอาเงินของตัวเองไปให้ตัวเองกู้ เพื่อเอาเงินไปซื้อของจากนายทุนสามานย์ผูกขาด ประชาชนเสียประโยชน์-เป็นหนี้ ขณะที่นายทุนได้ประโยชน์-ได้ขายของไปซื้อของจากนายทุนสามานย์ผูกขาด ประชาชนเสียประโยชน์-เป็นหนี้ ขณะที่นายทุนได้ประโยชน์-ได้ขายของ

การปกครองบ้านเมืองบริหารอย่างนี้ก็มีด้วยหรือ?

มีมานานแล้ว-ตราบใดที่ประชาชนผู้ถูกปกครอง ไม่ตื่นรู้ ไม่รู้จักรวมตัว ไปต่อสู้ต่อรองกับผู้ปกครองที่กดขี่ ไม่ต่างอะไรกับฝูงควาย เคยถูกเสือกินวันละตัวสองตัว ฝูงควายได้แต่มองดู และวิ่งหนีเอาตัวรอด พอฝูงควายฮึดสู้ จนเสือตายคาตีนคาเขา เสือไม่กล้ามาเหิมเกริมอีก ความสงบสุขของฝูงควายก็เกิดขึ้น นี่คือสัจธรรม ธรรมดาๆ

“สุขภาพดี

พึงมีหนึ่งออ

ความจริงสี่ข้อ

เพียงพอพ้นทุกข์”


สุขภาพดีไม่มีขาย ไม่มีใครให้ฟรีๆ อยากได้ต้องคิด-ต้องทำด้วยตัวเอง “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ-ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่มีผิด มีแต่ถูกต้องตลอดกาล ไม่เชื่อก็ทำดู จะได้รู้ได้เห็นด้วยตนเอง

แม้ชีวิตนี้จะสั้นนัก เราก็ต้องรักตัวเอง เพื่อที่จะรักคนอื่น สิ่งอื่น ด้วยการเจริญสติ-รู้สึกในอิริยาบถทั้งสี่...ยืน เดิน นั่ง นอน และแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา-สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ-จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ-จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ-จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ-จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

แผ่เมตตาทำไม?...

แผ่เมตตาเพื่อสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง และตัวเราเอง จะได้มีความสุขกายสุขใจ หรือมี “สุขภาพดี” นั่นแล
กำลังโหลดความคิดเห็น