xs
xsm
sm
md
lg

ตร.ออกหมายจับมือบึ้มใต้ บิ๊กตู่ถกสมช.เข้มการข่าว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผบ.ตร.ระบุ ตร.ออกหมายจับมือวางระเบิดป่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว หาดใหญ่ ปรับแผนคุมเข้ม รักษาความปลอดภัย นำเครื่องสแกนด์ และบล็อกพื้นที่ทั้งเมืองป้องกันการก่อเหตุช่วงสุดท้ายของเดือนรอมฎอน "บิ๊กตู่" ถก สมช.วางกลยุทธ์ข่าวกรอง เพิ่มเสถียรภาพประเทศ ยอมรับเหตุระเบิดช่วงรอมฎอน มีทุกปี ย้อนถามคน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะยอมให้โจรมาเป็นผู้นำหรือ

วานนี้ (13 ก.ค.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาว่า ได้รับรายงานว่าตำรวจสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาลอบวางระเบิดได้แล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นกลุ่มใด และออกหมายจับไปกี่คน ส่วนกรณีที่ภาพวงจรปิดจับภาพวัยรุ่นในประเทศเพื่อนบ้านมีการส่งมอบอาวุธให้เจ้าหน้าที่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด และไม่อยากให้ด่วนสรุป

ผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงเดือนรอมฎอน จะมีการเพิ่มมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย และวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ทางตำรวจมีมาตรการที่ชัดเจนและปฏิบัติมาโดยตลอดอยู่แล้ว ต้องให้ความสำคัญ ปฏิบัติเหมือนกันทุกวัน ไม่มีการหย่อนกำลังใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม จากสถิติเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 58 นี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราลดลงเกือบร้อยละ 50

แฉ"มาเลย์"ผสมโรง"โจรใต้"ถล่มเมือง

มีรายงานว่า การก่อเหตุด้วยระเบิดทั้งถล่ม และปั่นป่วนเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ตั้งแต่ค่ำของวันที่ 10 ก.ค. ต่อเนื่องถึงวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา รวม 8 จุด ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน ทรัพย์สินประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมากนั้น

จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีภายใต้การนำของ พ.ต.อ.กฤษดา ดีลีพจนานันทน์ พนักสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.สุไหงโก-ลก ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่ติดตั้งไว้บนเสาไฟฟ้าในเบื้องต้นแล้วเสร็จไปประมาณ 40% ของกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่ต้องทำการตรวจสอบ เพื่อแกะรอยไปสู่พฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ซึ่งมีลักษณะทำกันเป็นขบวนการ

เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงรายหนึ่ง เปิดเผยว่า กล้องวงจรปิดสามารถจับพฤติกรรมของคนร้ายได้จำนวน 3 จุด คือ

จุดแรก ที่คนร้ายขว้างระเบิดใส่ร้านอาหารเจนนี่ ซึ่งตั้งอยู่ ถ.ลูกเสือ อนุสรณ์ 4

จุดที่สอง คนร้ายขี่รถ จยย.คนเดียว โดยในมือขวาถือถุงดำที่มีระเบิดบรรจุอยู่ภายใน

จุดที่สาม ภาพคนร้ายที่ลอบนำระเบิดไปวางไว้ภายในโกดังขายส่งแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ 8 ที่ตั้งอยู่ถนนบายพาส ต.ปาเสมมัส อ.สุไหงโก-ลก ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากเป็นจุดสำคัญที่สามารถแกะรอยคนร้ายนำไปสู่กลุ่มเครือข่ายที่ก่อเหตุทั้งหมด ซึ่งจุดนี้เกิดระเบิดขึ้น แต่ไฟไม่ไหม้โกดัง ดังกล่าว

จากการแกะรอยกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ตามกล้องวงจรปิดที่บันทึกได้ โดยคนร้ายได้นำระเบิดเข้ามาจากเมืองรันตูปันหยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยใช้เรือยนต์ข้ามฟากเป็นพาหนะ แล้วนำไปมอบให้ ชายวัยรุ่น 1 คน ใส่เสื้อยืดสีดำ ขี่รถจยย.มาคนเดียว ขี่ลัดเลาะจากท่าเรือข้ามฟากลอดใต้สะพานข้ามแดน เลี้ยวขวาไปตามถนนผ่าน 4 แยกหน้าโรงแรมเก็ตติ้ง แล้วเลี้ยวขวาข้ามทางรถไฟ เลี้ยวซ้ายอีกครั้งหนึ่งผ่านหน้าวัดชลเฉลิมเขต แล้วหายไป

แล้วกล้องวงจรปิดมาจับภาพได้อีกครั้ง ที่คนร้ายได้เปลี่ยนคนก่อเหตุเป็น ชายวัยรุ่น 2 คน อายุประมาณ 20 ถึง 25 ปี มารับช่วงต่อ ซึ่งมีรูปพรรณสัณฐาน โดยเฉพาะการแต่งกาย และตัดผมเหมือนวัยรุ่นชายมาเลเซีย ที่ลอบนำระเบิดแฝงตัวปะปนกับชาวบ้านไปวางไว้ในชั้นสินค้าภายในโกดัง ดังกล่าว

ช่วงก่อนออกจากร้าน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เลยทำทีเข้ามาซื้อของโดยจ่ายเงินเป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท โดยที่ไม่พูดจาอะไร โดย คนแรกใส่เสื้อสีชมพู มีลักษณะอ้วน ส่วนคนที่ 2 ใส่เสื้อสีดำ

ทั้งนี้ โกดังแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 จุด ที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายได้ชัดเจนที่สุด เพื่อนำไปสู่การแกะรอยของกลุ่มคนร้ายที่ลอบวางระเบิดป่วนเมืองสุไหงโก-ลกในครั้งนี้

ส่วนศพผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน คือ นายถวัลย์ โกศลพิทักษ์ น.ส.มาลินี โกศลพิทักษ์ และ นายฉ้าย แซ่โค้ว นั้น ทางญาติได้ไปรับศพที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และตั้งบำเพ็ญกุศลที่สมาคมของศาลเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

บึ้มปาดังเบซาร์จนท.ยังมืดแปดด้าน

สำหรับเหตุการณ์ ลอบวางระเบิดหน้าร้านครกทอง คาราโอเกะ ในเขตเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ อ.สะเดา เมื่อคืนวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บ 3 คนนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสเพิ่มเติมของคนร้าย

โดยเมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) พนักงานสอบสวน สภ.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ได้ทำการสอบพยานแวดล้อมไปแล้ว 30 ปาก ทั้งผู้เสียหาย เจ้าของบ้าน เจ้าของรถจักรยานยนต์ และญาติของผู้เสียชีวิต เพื่อนำมาประกอบคดีนี้ ทั้งในส่วนของเบาะแสคนร้าย รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบผลพวงของเหตุระเบิดทั้งหมด

ทั้งนี้ ในส่วนของเบาะแสคนร้าย ทราบเพียงว่า เป็นผู้ชายสวมหมวกแก๊ปสีขาว สวมเสื้อยืดสีดำแดง กางขายาวสีดำ อายุประมาณ 25-30 ปี และน่าจะมีภูมิลำเนาอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากพูดภาษาไทยไม่ชัด แต่ยังไม่สามารถที่จะระบุถึงรูปพรรณสัณฐาน หรือใบหน้าที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นใคร ที่สำคัญจากการตรวจสอบภาพาจากกล้องวงจรปิด ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับจุดเกิดเหตุรวมทั้งในเขตเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ ก็ไม่มีจุดไหนที่สามารถจับภาพคนร้ายได้เลย ทางฝ่ายสืบสวนจึงต้องไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่รอบนอกในช่วงเวลาทั้งก่อน และหลังเกิดเหตุเพื่อดูความเคลื่อนไหวของคนร้าย รวมถึงได้ประสานด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ และด่านพรมแดนสะเดา เพื่อช่วยตรวจสอบภาพบุคคลต้องสงสัยที่เดินทางออกนอกประเทศหลังเกิดเหตุด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถที่จะชี้ชัดมือวางระเบิดได้ แต่แนวทางการสืบสวนเจ้าหน้าที่ยังมุ่งไปที่ผู้ต้องหากลุ่มเดิมที่ก่อเหตุลอบวางระเบิด 2 จุดใน อ.หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 57 ที่ยังหลบหนีอีก 4 คน เพราะเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้

สั่งคุมเข้มหาดใหญ่

ด้าน นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายอำเภอหาดใหญ่ ได้สั่งปรับแผนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ใหม่ทั้งหมด มีการสแกน และบล็อกพื้นที่เส้นทางเข้าออกตัวเมือง เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ E.O.R.หรือสายตรวจค้นหาสรรพาวุธและวัตถุระเบิด กองร้อย อส.อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้นำเครื่องแจมเมอร์ ซึ่งเป็นเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ขยายพื้นที่การตรวจให้ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองที่เป็นจุดเสี่ยงทุกแห่ง เช่น ย่านตลาดกิมหยง ศูนย์การค้าหาดใหญ่พลาซ่า ย่านการค้าถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 และนิพัทธ์อุทิศ 3 ย่านถนนเสน่หานุสรณ์ ลานจอดรถของศูนย์การค้าทุกแห่ง รวมทั้งโรงไฟฟ้าทุกแห่งที่อยู่ใน อ.หาดใหญ่ และยังใช้กำลังของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ชรบ. ตั้งจุดตรวจในพื้นที่รอบนอกของตัวเมืองหาดใหญ่ โดยเน้นเส้นทางสายหลัก และสายรองที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการเข้าแผนปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องจนสิ้นสุดเดือนรอมฎอน

นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกสมช.

วานนี้ (13ก.ค.) ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่า ได้มอบหมายงาน ในเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์งานทางด้านการข่าวกรอง ที่ต้องสนับสนุนงานกิจกรรมหลักๆ 3 ด้านในระยะ 5 ปี ข้างหน้า ได้แก่ ด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ ภัยคุกคามรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ เทคโนโลยี หรือไซเบอร์ ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการค้าชายแดน ที่ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินได้ ทั้งการค้าชายแดน และ ยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้นการข่าวกรอง จะต้องสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด แต่เรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นหลักที่จะสร้างเสถียรภาพทั้ง การเมือง การทหาร และเศรษฐกิจการค้าการลงทุนบนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจในการลงทุน รวมทั้งการประเมินสถานการณ์โลกในปัจจุบันไปถึงอนาคตใน 5 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ความขัดแย้งจะเกิดที่ไหน อย่างไร การพัฒนากำลังรบ หรือการปรับโครงสร้างต่างๆจะทำอย่างไร การสร้างความเข้มแข็ง หรือจะเพิ่มหน่วยรบที่ต้องครอบคลุมให้หมด

ดังนั้น สมช.จะมีหน้าที่วิเคราะห์ภัยคุมคามทั้งหมด นำไปสู่หน่วยงานด้านความมั่นคง รัฐบาล และข้าราชการที่จะต้องไปกำหนดแผนรองรับ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้วางยุทธศาสตร์ไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ วางไว้แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน ความมีเสถียรภาพในประเทศ ต้องเตรียมแผนไว้ โดยต้องวาดอนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้น กำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ต่างๆ และนำไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ

จะยอมให้โจรใต้เป็นผู้นำหรือ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์วางระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เป็นอย่างนี้ทุกปี ฉะนั้นที่ผ่านมาต้องถือว่าฝ่ายความมั่นคงดูแลได้ดี ในเรื่องของการบูรณาการพลเรือน และทหาร ข้อสำคัญคือประชาชนส่วนใหญ่เกินร้อยละ 80 ที่เห็นด้วยกับการดำเนินการของรัฐบาล แต่เป็นธรรมดาในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมยุติ ซึ่งฝ่ายนั้นก็มีหลายส่วนด้วยกัน ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการทหาร คนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ ซึ่งคนรุ่นเก่าที่สู้รบกันมานานแล้วในความรู้สึกของเขา ก็คงเหน็ดเหนื่อย ส่วนนี้ก็เข้ามาในกระบวนการพูดคุยสันติสุข แต่คนหนุ่มยังถูกฝังชิพไว้แล้ว เราก็ต้องทำความเข้าใจกับเขา ให้มีน้อยลง

"ผมถามกลับไปซิว่า ไม่ว่าจะการต่อสู้ใดๆ ก็ตาม แล้วทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บและสูญเสียนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้ากับทหาร กับเจ้าหน้าที่ ผมไม่ว่า เพราะว่ามันต้องทำงาน ต้องถืออาวุธ ต้องปะทะ เพราะฉะนั้นต้องไม่มีใครถืออาวุธได้ นอกจากเจ้าหน้าที่ หรือจะให้เขาถืออาวุธ แล้วยิงประชาชนไปเรื่อยๆ ยิงคนไทยไปเรื่อยๆ ยิงข้าราชการ ทหาร ตำรวจไปเรื่อยๆ เพราะว่าไม่ใช่ครอบครัวเรา หรืออย่างไร"

ส่วนเรื่องการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ก็คืบหน้าตามลำดับ การพูดคุยไม่ใช่พูดคุยแล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าว มีการพูดคุยทั้งในระดับผู้นำ ระดับแกนนำของกลุ่มต่างๆ ซึ่งตอนนี้ก็เข้าร่วมเยอะ แม้กระทั่งผู้ที่มา ยังไม่เห็นชอบด้วยกันทั้งหมดเลย เขายังรวมกันไม่ได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่เราก็ได้ติดต่อในช่องทางของแต่ละกลุ่มอยู่แล้ว พอเรายกขึ้นมาเป็นประเด็น ก็มุ่งหวังจะให้จบพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่ใช่ ยิ่งเร่งก็จะยิ่งกลับมากดดันเราด้วยการใช้ความรุนแรง เพราะเราอยากให้จบ เราก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เขาเรียกร้อง มันทำได้หรือไม่เล่า ไม่ว่าจะเขตปกครองอะไรก็ตาม ต้องอยู่ในประเทศไทย แล้วดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น มีปัญหาทางกฎหมายอย่างไร ไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็มีคณะกรรมการลงไปดูแลทั้งหมด เว้นแต่มีคดีฆ่าคนตาย หลักฐานชัดเจน ก็ดำเนินการตามคดีอาญา มีมาตรการทางกฎหมายต่อไป

" เรื่องวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ที่หาว่าเราไปบิดเบือน หรือไปห้ามเขา ก็ไม่ได้ห้ามซักอย่างเลยในตอนนี้ ทำได้ทุกอย่าง เพียงแต่ตอนนี้ไทยพุทธทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะอยู่ในพื้นที่เขาซะส่วนใหญ่ เขาก็ระมัดระวัง ต้องเป็นกำลังใจให้ทั้งสองกลุ่ม เพราะไม่ว่าจะไทยพุทธ ไทยมุสลิม ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น อยู่ภายใต้แผ่นดินไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งแล้ว ทุกศาสนาในโลกอยู่ในประเทศไทยได้ทั้งหมด ฉะนั้นประเด็นปัญหานี้ต้องไปถามผู้ที่ก่อเหตุว่าเขาทำเพราะอะไร แล้วจะเลิกได้เมื่อไหร่ ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจเดือดร้อน ผมถามว่าใครเดือดร้อน ประชาชนที่อยู่ใน 3 จังหวัดทั้งหมดเขาเดือดร้อน เพราะว่าการดำเนินการทางเศรษฐกิจต่างๆ มันไม่เกิดขึ้น การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็ทำไม่ได้ แล้วใครได้รับผลกระทบ ก็ประชาชนทั้งสิ้น"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝากถามว่า คนที่ทำความรุนแรงอยู่ในขณะนี้ วันหน้าจะฝากให้เป็นผู้นำได้ต่อไปหรือไม่ ตามที่เขาอยากจะทำ ถ้าเห็นว่าดี ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้บอกแล้วว่า ประเทศต้องอยู่รวมกันแบบนี้ มีปัญหาข้อขัดแย้งก็มาแก้ไขกันด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ยุติธรรม ถ้าไปต่อยตีกันมากๆ ก็เสียหายทั้งหมด
กำลังโหลดความคิดเห็น...