xs
xsm
sm
md
lg

เหตุที่นายลี กวน ยู ชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เผยแพร่:   โดย: สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์

สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์
e-mail :indexthai2@gmail.com

นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ผู้นำและผู้มีชื่อเสียงหลายประเทศแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยในการจากไปของนายลี กวน ยู ที่ประเทศไทยก็มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อร่วมไว้อาลัยการจากไปของนายลี กวน ยูด้วย

ประเทศไทยไม่สามารถก้าวพ้นทักษิณมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ไม่มีวันใดที่ไม่มีข่าวของทักษิณ ข่าวทักษิณเดินทางมาร่วมไว้อาลัยงานศพของนายลี กวน ยูจึงดังกระหึ่มขึ้นมาอีก

“บิ๊กตู่” บินสิงคโปร์ 29 มี.ค. ร่วมงานศพ “ลี กวน ยู” ปัดพบ “แม้ว” (ไทยรัฐ) “นายกฯ” ปัดพบ “ทักษิณ” ในงานเคารพศพ “ลี กวน ยู” (MThai News) รัฐบาล ยันทำไม่ได้จับทักษิณ ในงานศพ ลี กวน ยู ( MThai News) “ไก่อู” ชี้จับ “ทักษิณ” งานศพ “ลี กวน ยู” ไม่สมควร (เดลินิวส์) “ประยุทธ์” ลั่นไปงานศพ “ลี กวน ยู” คนละวันกับ “ทักษิณ” (ผู้จัดการ) นายกฯ ชี้ไปเคารพศพ ลี กวน ยู ไม่เกี่ยวทักษิณ (Thaitv3.com) “ประยุทธ์” ชี้ไม่ได้เจอ “ทักษิณ” ในงานศพ “ลี กวน ยู” (ประชาชาติธุรกิจ)

ดูแล้วกระแสข่าวให้จับทักษิณมีอยู่ตลอดเวลา ทักษิณจะเดินทางไปไหนมาไหนก็บอกให้ทราบ แต่ก็ไม่เคยมีการจับนักโทษหนีคดีอาญาคนนี้เลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้บินไปร่วมงานศพของนายลี กวน ยู เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา

การได้มาซึ่งทรัพยากรของประเทศไทย การขายทรัพยากรของประเทศไทยให้ต่างชาติเป็นไปอย่างไม่สมควร ทักษิณจึงเป็นคนที่ไม่มีเกียรติสำหรับคนไทย ทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นนักโทษหนีคดีอาญาของประเทศไทย ยังมีคดีค้างอยู่ที่ศาลอีกจำนวนหนึ่ง เป็นที่มาของความพยายามที่จะนิรโทษกรรมให้ตนเอง โดยเอาคำว่าปรองดองคนในชาติมาบังหน้า เขาเป็นคนทำให้คนในชาติแตกแยกกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่แล้วเขากลับจะมารณรงค์ให้เกิดความปรองดองของคนในชาติเสียเอง หากเขาไม่ทำให้คนไทยแตกแยกกันแต่แรก เมื่อคนไทยไม่แตกแยกกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนในชาติปรองดองกัน

เขาเป็นคนที่หวังดีกับประเทศไทยหรือคนไทยจริงหรือ หรือทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เขาทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าไม่ว่าเรื่องเลวร้ายกับประเทศไทยแค่ไหน เขาก็เอามาทำประโยชน์แก่ตัวเองได้อย่างง่ายดาย ได้มีการแก้ไขกฎหมายหลายอย่าง เพื่อการบริหารจัดการประเทศ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ประชาชนคนไทยเป็นเพียงข้ออ้าง จะเดือดร้อนแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ ยกตัวอย่างเช่นการสูงขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งก่อความเดือดร้อนให้คนไทยทั้งประเทศ เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แบบเลือดเย็น

มีผู้รวบรวมมิจฉากรรมที่ทักษิณทำไว้กับประเทศไทย พบว่ามีทั้งหมด 67 เรื่อง รวมทั้งเรื่องมีคนแต่งเพลงไล่ทักษิณ 200 เพลง มีการใช้คำพูดหยาบคายต่างๆ นานาที่ไม่สามารถตีพิมพ์ในสื่อสาธารณะได้

ที่ต่างประเทศ นำเสนอว่า แม้วเลวติดท็อปไฟว์โลก (วอชิงตัน โพสต์ JOSHUA E.KEATINGOCTOBER 1,2010)

Routledge Handbook of Southeast Asian Democratization เอาภาพใบหน้าทักษิณที่มีการเขียนคำหยาบคายภาษาไทยบนภาพใบหน้ามาขึ้นเป็นหน้าปก แสดงถึงการเสื่อมทรุดทางการเมืองของประเทศไทย เขาเชื่อว่าทักษิณเป็นต้นเหตุที่สำคัญ

ตรงกันข้ามกับการนำเสนอเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของนายลี กวน ยู ที่กล่าวชื่นชมทักษิณ แบบหน้ามือกับหลังมือ

วิธีการนิรโทษกรรม และสร้างความปรองดองของคนในชาติที่เหมาะสม ผู้เขียนเคยนำเสนอ ให้นำตัวทักษิณมารับโทษให้ได้ แล้วนิรโทษกรรมคนไทยที่ต้องคดีและไม่ต้องคดีทั้งหมด ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และอยู่ที่ต่างประเทศ รวมทุกคนทั้งคนสีเสื้อต่างๆ ด้วย ทั้งนี้เพราะทักษิณเป็นต้นเหตุหลักเรื่องเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย หากทำเช่นนี้ จะทำให้คนในชาติเกิดความปรองดองกันได้อย่างดี

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมาร่วมงานศพของนายลี กวน ยูแบบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนจากประเทศอื่นๆ แบบคนมีเกียรติ แบบสง่าผ่าเผยได้อย่างไร ประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างเป็นทางการมายาวนาน

ทักษิณบินไปร่วมงานศพของนายลี กวน ยู คงไปแบบเปิดเผยต่อสายตาคนทั้งโลกได้ยาก ทางการสิงคโปร์คงไม่ยอม คงไปแบบอยู่นอกรั้วหรืออยู่หลังม่านมากกว่า

การที่ทักษิณบินไปงานศพนายลี กวน ยู แสดงถึงทักษิณไม่ยอมหยุด ไม่ยอมเลิกที่จะหาประโยชน์ผ่านการเมือง ไม่ลดละที่จะสร้างภาพและโฆษณาภาพของตนเอง ดูเหมือนว่าการไปเคารพศพของอดีตนายกรัฐมนตรีลี กวน ยูของสิงคโปร์ครั้งนี้ แสดงถึงเป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เป็นนักโทษหนีคดีอาญาแล้วยังคิดไปร่วมงานที่มีเกียรติอีก แสดงถึงเวรและกรรมของประเทศชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ไทย เช่นเดียวกัน

ลี กวน ยู ได้กล่าวถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในบทความที่ชื่อ “Thailand : An underclass Stirs”

“...ทักษิณได้เข้าไปเปลี่ยนสถานะเดิม ด้วยการผันทรัพยากรที่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางกรุงเทพฯ เคยตักตวงให้ไปสู่คนยากจน ทำให้ชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

...นโยบายของทักษิณได้ให้ประโยชน์แก่คนยากจนในชนบทอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น กองทุนหมู่บ้าน, ทุนเรียนต่างประเทศสำหรับนักเรียนจากชนบท บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรค

... ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณ หาว่าคอร์รัปชัน ทำเพื่อธุรกิจของครอบครัว ไม่ชอบบริษัทของเขา ว่าเขาแทรกแซงสื่อ ไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติดและการแก้ปัญหาภาคใต้ มองข้ามสิทธิมนุษยชน แต่บรรดาชาวนาซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลยังคงเลือกเขาในปี 2548 ในที่สุด ชนชั้นนำกรุงเทพฯ ทนไม่ได้ และทำรัฐประหารยึดอำนาจทักษิณในปี 2549

... กองทัพไทย ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกผู้นำเหล่าทัพจะยังคงยืนกรานรักษาอภิสิทธิ์ต่างๆ และจะไม่ยอมถูกลดสถานะเป็นเพียงกองทัพธรรมดา อย่างไรก็ดี พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรของทักษิณ และเป็นไปได้ว่า ในท้ายที่สุด กองทัพจะยอมรับการกลับสู่ประเทศไทยของทักษิณ หากเขาให้คำมั่นสัญญาที่จะไม่แก้แค้น

ประเทศไทยไม่มีวันหวนกลับสู่การเมืองแบบเก่าแล้ว ซึ่งเป็นการเมืองที่ชนชั้นนำกรุงเทพฯ ผูกขาดอำนาจ ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปตามแนวทางที่ทักษิณได้ขับเคลื่อนไว้ ช่องว่างในมาตรฐานการครองชีพของผู้คนทั้งประเทศจะหดแคบลง ชาวนาจำนวนมากจะได้รับการยกระดับเป็นชนชั้นกลาง และจะช่วยหนุนส่งการบริโภคภายในประเทศ ประเทศไทยจะมีอนาคตสดใส ..” (Cr.Pantip)

สิ่งที่นายลี กวน ยู นำเสนอ ก็เป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นหูอยู่แล้ว ได้ยินได้ฟังแบบนี้มาบ่อย เป็นวาทกรรมซ้ำๆ ที่ทักษิณเสนอไว้เป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องใหม่เรื่องแปลก หรือเรื่องพิเศษแต่อย่างใด

วาทกรรมทุกวาทกรรมฟังแล้วรู้สึกดีทั้งนั้น “กองทุนหมู่บ้าน, ทุนเรียนต่างประเทศสำหรับนักเรียนจากชนบท บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรค” บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล็กมาก มูลค่าต่ำ แต่มันเป็นวิธีทางการตลาด สร้างภาพประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาลดูดี

เรื่องใหญ่ที่ก่อความเดือดร้อนคนในชาติ ที่นายลี กวน ยูไม่ได้มีการกล่าวถึง เช่น…

การเอาสัมปทานโทรคมนาคมของชาติ (SHIN) ไปขายให้สิงคโปร์การแปรรูปกิจการพลังงานของชาติเข้าตลาดหุ้น (PTT TOP) ทำให้ทรัพยากรของคนทั้งชาติตกเป็นของเอกชนและต่างชาติแล้วก็มาขึ้นราคาขายพลังงานที่กลั่นแล้วทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซของประเทศไทยสูงกว่าของประเทศเพื่อนบ้านกว่าเท่าตัว ทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงขึ้น ค่าน้ำค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ราคาอาหารการกินสูงขึ้น ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการประกอบการ ต้นทุนความเป็นอยู่สูงขึ้น สูงขึ้นทุกอย่างเงินเฟ้อสูงขึ้น

เงินเฟ้อประเทศไทยเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่มีการแปรรูป ปตท.เข้าตลาดหุ้นตั้งแต่ปลายปี 2544 ถึงทุกวันนี้ปี 2558 นับเวลาถึง 14 ปีแล้ว

ราคาพลังงานที่สูง “เป็นตัวดูดความมั่งคั่งความอยู่ดีมีสุข” ไปจากประชาชนคนไทย หรือไปจากระบบ คนไทยทุกกลุ่มอาชีพเดือดร้อนกันทั่วหน้า เอกชนที่เป็นเจ้าของพลังงานทั้งไทยและต่างชาติมั่งคั่งแต่ฝ่ายเดียว

เอาสถาบันการศึกษาออกนอกระบบ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาของเยาวชนไทยสูงขึ้น ค่าหน่วยกิตสูงขึ้น ทำเป็นการค้า คนจนไม่มีเงิน อยากเรียนให้กู้เงินมาเรียนได้ ผิดกับบรูไนที่ให้เยาวชนเรียนฟรี เรื่องเช่นนี้ลี กวน ยูไม่ได้พูดถึง

ทุนเรียนต่างประเทศสำหรับนักเรียนจากชนบทเป็นเรื่องที่เกินความเหมาะสม ไปเอาตัวอย่างประเทศทางตะวันตก ทุกวันนี้มีประเทศตะวันตกใดที่ประชาชนอยู่ดีมีสุขบ้าง ไม่ว่ายุโรปหรืออเมริกา ก็ออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนเช่นกัน

ทักษิณคิด รัฐบาลตัวแทนทักษิณทำ จำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด ชาวนาไม่สามารถรับเงินจำนำข้าวได้ ฆ่าตัวตายไปหลายราย ลี กวน ยูไม่ได้พูดถึง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมั่งคั่งขึ้นหลายเท่าตัว หลังได้เป็นรัฐบาลในปี 2544 มั่งคั่งในทางมิชอบ มั่งคั่งจากการทำมาหากินกับทรัพยากรของประเทศ เอาออกมาขายให้กลุ่มทุนตัวเองและต่างชาติ ต่างชาติสามารถซื้อกิจการโทรคมนาคมของไทยได้เป็นสัดส่วนสูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์ ทักษิณเอาการเมืองมาหาเงิน เอาเงินมาซื้อการเมือง ซื้อข้าราชการ จะเลือกตั้งกี่ครั้งทักษิณก็เป็นฝ่ายชนะ เรื่องเช่นนี้นายลี กวน ยู ไม่พูดถึง

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตัวเอง อยู่ๆ มีคนเอาของดีราคาถูกมาเสนอขายให้ทรัพยากรธรรมชาติและรัฐวิสาหกิจของต่างชาติไม่ใช่เรื่องที่หาได้ง่ายๆ ทำไมนายลี กวน ยูจะไม่เอา ได้เป็นเจ้าของทรัพยากรและรัฐวิสาหกิจของประเทศอื่นเป็นผลประโยชน์กองโตที่ประเทศสิงคโปร์ได้รับผ่านเทมาเส็ก

ทักษิณแนะนำให้ลี กวน ยู ซื้อชินคอร์ป (SHIN) ชินคอร์ป ชินคอร์ปเป็นบริษัทแม่ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เอไอเอส(ADVANC) ซื้อชินคอร์ปบริษัทเดียว ได้เป็นเจ้าของเอไอเอสด้วย

ชินคอร์ปเป็นหุ้นที่ใหญ่อันดับที่ 13 เอไอเอสเป็นหุ้นที่ใหญ่อันดับที่ 3 ของตลาดหลักทรัพย์ไทยทุกวันนี้ชินคอร์ปได้เปลี่ยนชื่อเป็นอินทัช (INTUCH)

เงินสิงคโปร์ใหญ่กว่าเงินประเทศไทย ประมาณ 20-25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ การขาย 49% ชินคอร์ป ให้เทมาเส็กแห่งสิงคโปร์ ทักษิณได้เงินประมาณ 74,000 ล้านบาท อาจจะดูว่ามากสำหรับคนไทย แต่ที่จริงแล้วไม่มากสำหรับประเทศสิงคโปร์

ดูจากการจ่ายเงินปันผลของชินคอร์ปและเอไอเอสแล้ว พบว่า เทมาเส็กได้คืนทุน 74,000 ล้านบาทที่ซื้อชินคอร์ป แค่ช่วงเวลาประมาณ 5 ปีเท่านั้นเอง

ตอนนี้ SHIN เป็นหุ้นที่ไม่มีต้นทุนแล้วผลตอบแทนที่ได้รับหลังปี 2011 ก็เป็นกำไรล้วนๆ ไม่ว่าเงินปันผล หรือการสูงขึ้นของมูลค่าหุ้นของชินคอร์ปและเอไอเอส

บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิงส์ (Temasek Holdings) เป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ กระทรวงพาณิชย์ของสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นรายเดียว เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทใหญ่อย่าง ธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์ สิงคโปร์เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ (สิงค์เทล) และกิจการอื่นๆ อีกมาก ทั้งในสิงคโปร์และต่างประเทศ รวมถึงถือหุ้นในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(AOT) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจทางกิจการด้านขนส่งของประเทศไทย

แล้วเช่นนี้ ทำไม ลี กวน ยู จึงจะไม่กล่าวชื่นชมทักษิณ คนที่ขายสมบัติประเทศไทยให้กับประเทศสิงคโปร์ ชื่นชม ยกย่อง คนขายสมบัติประเทศไทยที่ทำให้สิงคโปร์มั่งคั่งร่ำรวยขึ้นสิงคโปร์มั่งคั่งร่ำรวยขึ้นจากกิเลส โลภมาก (อวิชชา) ของผู้นำจากประเทศไทยยากจนลง จากกิเลส โลภมาก (อวิชชา) ของผู้นำของประเทศไทยเอง

มาคิดอีกอย่าง นายลี กวน ยูอาจจะกล่าวชื่นชมตามมารยาทได้ นายลี กวน ยูรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอาจจะรู้สึกสลดในใจ และเวทนาต่อความต่ำด้อยทางความคิดและจิตวิญญาณของทักษิณก็ได้เป็นไปได้อย่างไร เป็นถึงผู้นำประเทศ แล้วเที่ยวเอาสมบัติของประเทศตัวเองไปเร่ขายทั่วโลก

นายลี กาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง และลูกชาย ริชาร์ด ลี ผู้ได้รับสัมปทานท่าเรือแหลมฉบังหลายท่าของประเทศไทย ระยะเวลา 30 ปี เข้าเคารพศพนายลี กวน ยู ที่ Sri Temasek ใน Istana เป็นที่ทำงานที่เป็นทางการอดีตนายกฯ สิงคโปร์ นายลี กาชิงไม่ใช่นักการเมือง เป็นมหาเศรษฐี นักธุรกิจโลก ได้รับเกียรติเข้าเคารพศพนายลี กวน ยู

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักการเมือง นักธุรกิจจากประเทศไทย ได้รับเกียรติลงนามเคารพศพนายลี กวนยู ที่หน้าบันไดที่ Sri Temasekใน Istana เช่นเดียวกัน

ที่มาของคำว่า “ขายชาติ” ประชาชนไทยหดหู่ใจกับกฎหมาย 11 ฉบับวิกฤตเศรษฐกิจไทยรุนแรง ต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟมาเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประเทศมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับประเทศไทย ได้มีการออกกฎหมายมาเพื่อเรื่องนี้ 11 ฉบับ คนทั่วไปต่างเชื่อว่า IMF ออกกฎหมายมาบังคับคนไทย แต่ที่จริงแล้วเป็นคนไทยฉวยโอกาสออกกฎหมายเหล่านี้เอง เพื่อนำเสนอข้อกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ วิกฤตไม่เคยเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย วิกฤตกลับฉวยโอกาสซ้ำเติมประเทศไทยมากขึ้นไปอีก วิกฤตที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ไม่ได้มีใครทำให้ประเทศไทย ประเทศไทยทำกันเอง

วิกฤตของระบบไม่ได้เกิดจากเอกชนก่อขึ้น แต่เกิดจากความบกพร่องของคนคุมระบบนั่นเอง

หากครบกำหนดการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ แล้วไม่สามารถชำระหนี้ไอเอ็มเอฟได้จะให้มีการขายรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

ประชาชนคนไทยเศร้าใจกับเรื่องนี้ และพากันเรียกกฎหมายกลุ่มนี้ว่า กฎหมายขายชาติ คนที่ขายรัฐวิสาหกิจจึงเป็น “คนขายชาติ” นั่นเอง

การพังของตลาดหุ้น NASDAQ ของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2000 ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหายตามมาด้วย

ทำให้เงินเหรียญสหรัฐไหลออกมาท่วมโลก รวมทั้งไหลเข้ามาที่ประเทศไทย เงินเหรียญสหรัฐได้ไหลเข้าประเทศไทยมาก ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ตรงกับช่วงการมาของรัฐบาลทักษิณพอดี (2001 หรือ 2544)

ดังนั้น การที่ค่าเงินบาทของประเทศไทยแข็งค่าขึ้น และทุนสำรองฯ ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณแต่อย่างใดแต่เกิดจากความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศอเมริกา แล้วทำให้เงินจากสหรัฐฯ ไหลเข้าประเทศไทยอย่างท่วมท้นมากกว่า

ทำให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้อย่างไม่ยาก ประเทศไทยได้ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2546 (2003) เป็นการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนดเป็นเวลา 2 ปี เป็นที่มาของปาฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรดังกล่าว เป็นการเริ่มต้นซ้ำเติมความเลวร้ายให้ประเทศไทยมากขึ้นไปอีกลองอ่าน “จากบางตอนปาฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

ซ้ำเติมความเลวร้ายให้ประเทศไทยอย่างไร?

วิกฤตของประเทศไทย เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยไปหยกๆ ประเทศไทยเกิดวิกฤต ค่าเงินบาทเสียหาย เงินไหลออกนอกประเทศ สภาพคล่องเสียหาย ต้องประกาศลอยค่าเงิน และเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟในช่วงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี ในปี 2540

รัฐบาลชวน 2 มาออกกฎหมาย 11 ฉบับ ระหว่างปลายปี 2540 -2543

รัฐบาลทักษิณ มาในปี 2544 (2544 – 2549)

ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟงวดสุดท้ายกลางปี 2546 (2003)

การเกิดวิกฤต-และวิกฤตยุติ-และชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดมีระยะเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น อะไรจะดีขนาดนี้ เทวดาคงมาเกิดเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยแน่นอน คนไทยลืมง่าย เพิ่งรู้สึกสลดหดหู่ว่าจะมีการขายรัฐวิสาหกิจใช้หนี้ไอเอ็มเอฟในปี 2542 แล้วรัฐวิสาหกิจจะเหลือเป็นของคนไทยได้อย่างไร ประเทศไทยคงจะเป็นแบบประเทศอาร์เจนตินาก็ได้ ที่ต้องขายรัฐวิสาหกิจใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

แต่แล้วแม้ไม่ต้องขายรัฐวิสาหกิจใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ เพราะหมดภาระหนี้กับไอเอ็มเอฟแล้ว ปรากฏว่าประเทศไทยยังต้องขายรัฐวิสาหกิจ (แปรรูป) ออกไปอีกและทำสถิติขายรัฐวิสาหกิจออกมามากเป็นประวัติการณ์

ปาฐกถาบอกไว้

...ก่อนนี้ในกติกา เราต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ครับเราจะกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายการลงทุน เพื่อให้เกิดการบริหารงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ทุกระบบ

วิจารณ์ แปรรูปไปแล้ว เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างไรกัน ปรับปรุงประสิทธิภาพแล้วราคาพลังงานควรจะลดลง แต่ปรากฏว่าราคาพลังงานสูงกลับสูงขึ้นมาก สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านกว่าเท่าตัว ทำให้เงินเฟ้อสูงตลอดเวลา 14 ปีที่ผ่านมา คนไทยเดือดร้อนกันทั่วประเทศ

...ทุกวันนี้เราหมดพันธกรณีทางนี้ เราจึงจะมีการแก้ กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ โดยยกเลิก และจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ คือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงและพัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ

วิจารณ์ เพราะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดแล้ว กฎหมายฉบับนี้จึงไม่จำเป็นที่จะมีอยู่ต่อไปแล้ว ไม่ต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้หนี้อีกต่อไปแล้ว สามารถยกเลิกได้ แต่ปรากฏว่าได้มีการแก้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้มีการขายรัฐวิสาหกิจได้ต่อไปอีก

...และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐ

วิจารณ์ รัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชนอยู่แล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะมาส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐอีกทำไม

วาทกรรมนั้นฟังแล้วรู้สึกดีทั้งนั้น แต่จะมีใครตามทันหรือรู้ทันวาทกรรมดังกล่าว

คนที่ตามทันจะทราบว่านี่คือการปล้นแบบสกปรกที่สุด เป็นการปล้นทรัพย์สินที่กองโตมากที่สุดในโลก เป็นการปล้นระบบ ต่างจากการปล้นขบวนรถไฟ หรือปล้นธนาคารตามที่เห็นในภาพยนตร์ เป็นการปล้นจริง เป็นการแก้กฎหมายมาปล้น คนปล้นประกาศบอกล่วงหน้าโดยละเอียดว่าจะปล้นที่ไหน เวลาใด ปล้นเท่าใด ปล้นแบบไหน และปล้นอย่างไร ไม่ต้องใช้ปืน ไม่ต้องใช้ระเบิดปรมาณู ไม่ต้องใช้จรวด ไม่ต้องใช้เครื่องบินรบ ไม่ต้องใช้รถถังคนปล้นได้ทรัพย์สินไปจริง

และจากนั้นประชาชนก็ถูกปล้นผ่านปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊สต่อเนื่องทุกวันผ่านมาแล้วเป็นเวลา 14 ปี ยังไม่ทราบว่าเมื่อใดจะหยุดปล้น

เปรียบเทียบการเสียกรุงหรือเสียอิสรภาพของปี 2310 และปี 2544ของประเทศไทย

ประเทศไทยนั้นมีความเข้มแข็ง ข้าศึกไม่สามารถจะเอาชนะได้ แต่ที่ข้าศึกเอาชนะได้เพราะมีคนไทยบางคนขายชาติมากกว่าไม่ว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 หรือการเสียประเทศไทยในปี 2544

ทรัพย์สินของประเทศไทย ต้องเป็นของคนไทย ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรธรรมชาติและคลื่นความถี่ทั้งหลาย ต้องเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ควรจะเป็นเฉพาะของนายทุนหรือของต่างชาติ จะบอกว่าต่างชาติไม่สามารถยกอสังหาริมทรัพย์ไปก็ไม่น่าจะถูกต้อง

การเสียอิสรภาพในประวัติศาสตร์ ประเทศต้องส่งส่วยเครื่องบรรณาการไปถวายหรือไปให้ประเทศที่เป็นนายทุกปี

ทุกวันนี้ นอกจากประเทศไทยต้องเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของในทรัพยากรของประเทศแล้ว เท่ากับเสียสัดส่วนการเป็นเจ้าของของประเทศ ประเทศไทยต้องจ่ายเป็นเงินปันผล โดยเฉพาะให้ต่างชาติ “ทุกปี” จากสมบัติที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนไทยทุกคนที่ถูกแปรรูปเข้าตลาดหุ้น

มันต่างอะไรกับการส่งส่วยเครื่องบรรณาการไปให้ประเทศที่เป็นนายในประวัติศาสตร์ มันก็คือการเสียอิสรภาพ ไม่ต่างกัน

คำว่าเจริญมั่งคั่ง เป็นความเจริญมั่งคั่งของเอกชนไทยและต่างชาติมากกว่า คือเป็นของคนส่วนน้อยของประเทศและต่างชาติที่ขูดรีดราคาไปจากประชาชนคนไทย ทำให้คนไทยทั้งประเทศหรือคนไทยส่วนใหญ่เดือดร้อน

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี 2310 พระเจ้าตากสินมหาราชใช้เวลา 7 เดือนก็สามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ แต่การเสียประเทศไทยในปี 2544 ทุกวันนี้มีแต่จะเสียเพิ่มขึ้นๆ เป็นการยากมากที่จะกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...