xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“หลวงลุงน้ำมันปาล์ม” บนวิถีแห่ง “เทพเทือก” ในสวนโมกข์ของ “ท่านพุทธทาส”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ถึงวันนี้ คงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเค็มคำแล้วว่า “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ซึ่งบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา และได้ฉายาว่า “ปภากโร” กำลังใช้ “วัดธารน้ำไหล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สวนโมกขพลาราม” เป็นฐานปฏิบัติการทางการเมือง

เนื่องเพราะนับตั้งแต่นายสุเทพบวชเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 จนกระทั่งถึงวันนี้ วัตรปฏิบัติของ “หลวงลุงกำนัน” ของบรรดาศิษยานุศิษย์ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตลอด มิได้เป็นด้วย “การปล่อยวาง” อันเป็นคำสอนที่โดดเด่นตามแนวทางที่ “พระธรรมโกศาจารย์” หรือ “ท่านพุทธทาสภิกขุ” ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลารามได้วางรากฐานเอาไว้

เป็นวัตรปฏิบัติทางการเมืองที่ชัดแจ้งชนิดที่ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมว่า มีเป้าประสงค์เพื่อโอบอุ้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในทุกๆ เรื่องเสมือนหนึ่งเป็น “คนๆ เดียวกัน” โดยเรื่องที่เห็นชัดที่สุดคือ “คดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ” และ “การแก้ปัญหายางพาราราคาตกต่ำ”

หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นายสุเทพตัดสินใจบวชอย่างกะทันหันที่วัดท่าไทร อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และย้ายมาจำพรรณนาที่สวนโมกขพลาราม ท่ามกลางความข้องใจของมวลมหาประชาชน กปปส.และคนไทยทั้งประเทศถึงสาเหตุของการเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ในครั้งนี้

ผู้คนจำนวนมากสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง

ขณะที่ตัวพระสุเทพเองประกาศย้ำและยืนยันหลายครั้งว่า ปรารถนาจะ เว้น วรรคทางการเมือง และยึดมั่นในความสงบด้วยการเดินตามแนวทางของพุทธทาสภิกขุ

“ขอเว้นวรรคก่อนนะไม่อยากพูดอะไรมากเพราะพูดและให้สัมภาษณ์มาเยอะแล้วขออยู่เงียบๆปฏิบัติธรรมบ้าง พร้อมกล่าวฝากขอบคุณทุกคนที่ร่วมอนุโมทนาบุญและยืนยันว่าหลังจากนี้ไปเป็นพระก็ต้องปฏิบัติตัวตามกิจของพระสงฆ์ เช่น ตื่นเช้าทำวัตรเช้า ฟังเทศน์ บิณฑบาต ฟังเทศน์และนั่งสมาธิอย่างสงบ”

นั่นคือคำกล่าวของพระสุเทพกับสื่อภายหลังตัดสินใจบรรพชาอุปสมบทได้ไม่นานนัก

ทว่า ภาพความจริงที่ปรากฏก็คือ ตลอดการบวชที่ผ่านมา พระสุเทพไม่เคยเหินห่างจากการเมือง

วันนี้ สวนโมกขพลารามคราคร่ำนักการเมืองทุกระดับ แกนนำ กปปส.ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปสนทนากับหลวงลุงกำนันแทบไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีการเดินสายจัดกิจกรรมทางศาสนาตลอด โดยมีหัวหน้ากลุ่มการเมือง หัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ นักธุรกิจ เข้าร่วมมากหน้าหลายตา

มีการเปิดเวทีปราศรัยธรรมกันอย่างครึกครื้น แถมยังมีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทีวีดาวเทียม “ฟ้าวันใหม่” ให้ทางบ้านได้ชื่นชมบารมีกันด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วหลายๆ ครั้งก็แทบไม่แตกต่างไปจากงานรวมพลคืนสู่เหย้าของชาว กปปส.เลยก็ว่าได้

ที่ต้องนับว่าเป็นงานกฐินที่ถูกจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือ ในงานทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดลาดแค อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ที่มี “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปร่วมงานด้วยในฐานะเป็นประธานอุปถัมภ์ นั่นถือเป็นการฉายภาพให้เห็นบุญญาบารมีของหลวงลุงกำนันที่ไปร่วมงานเคียงข้างกับบิ๊กป้อมนายทหารผู้มากล้นบารมีอีกครั้ง

ขณะที่อีกหลายต่อหลายงานก็ดำเนินไปในท่วงทำนองเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2557 หลวงลุงกำนันได้เดินทางออกจากวัดสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ไปที่บริเวณสระน้ำพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ บ้านช่องลม หมู่ 4 ต.แก้วแสน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เพื่อประธานในพิธีวงศิลาฤกษ์ ศาลาประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีต ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากมาร่วมงานและให้การต้อนรับ อาทิ พล.ต.อภิชัย สว่างภพ ผู้แทนแม่ทัพภาค 4 พล.ต.ต.เทศา ศิริวาโท รรท.ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รอง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช นายอดิศักดิ์ กิจสดใส รองหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครศรีธรรมราช นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรมว.ศึกษาธิการ นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ส.จ.เขต 2 อ.ทุ่งใหญ่ นายฤกษณะ ณ สงขลา นายอำเภอนาบอน พ.ต.อ.วีระพล มั่นเมือง ผกก.สภ.นาบอน พ.ต.อ.สมโชค จันทรมณี ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ พ.ต.อ.ประจักษ์ รอดการทุกข์ พงส.ผทค. สภ.ทุ่งใหญ่ เป็นต้น

หรือเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา หลวงลุงกำนันก็เดินทางร่วมงานทอดกฐินที่วัดเนินพิจิตร ต.พิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา โดยมีอดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมคณะ ไม่ว่าจะเป็นนายถาวร เสนเนียม อดีต รมช.มหาดไทย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายเจือ ราชสีห์ รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นมากหน้าหลายตา แถมเมื่อเสร็จงานยังมีการปราศรัยกับประชาชนที่มาร่วมงานอีกต่างหาก

หลวงลุงกำนันอิงแอบแนบแน่นกับกลุ่มก๊วนทางการเมืองของตนเองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า วันนี้ “หลวงลุงกำนัน” ก็ยังคงสภาพของความเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดที่ชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อย่างไม่เสื่อมคลาย

นอกจากนั้น หลวงลุงกำนันยังเคลื่อนไหวให้เป็น “ข่าว” ผ่านช่องทางต่างๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการเปิดแฟนเพจรายงานวัตรปฏิบัติในแต่ละวันเพื่อสื่อสารกับคนที่ศรัทธา การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแขนงต่างๆ รวมถึงที่สร้างความฮือฮาและกลายเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม นั่นก็คือการเป็นนายแบบขึ้นปกนิตยสารชื่อดังอย่าง LIPS โดยยืนอยู่ใต้ “ต้นสาละ” พร้อมกับถ้อยคำว่า ปภากโร แสงสว่างแห่งปัญญา

ไม่มีใครทราบว่า ทำไม LIPS ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า เป็นสื่อที่สนับสนุนลุงกำนันถึงเลือกฉากหลังเป็นต้นสาละ ต้นไม้ที่มีความสัมพันธ์กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะบอกว่าเป็นไม่ทราบก็ไม่ได้ เพราะพุทธศาสนิกชนย่อมรู้ดีว่า ต้นสาละมีความสำคัญอย่างไร

กระนั้นก็ดี ดูเหมือนว่า การเป็นนายแบบขึ้นปก LIPS จะเป็นสิ่งที่หลวงลุงกำนันภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่ในงานทอดกฐินที่วัดเนินพิจิตร หลวงลุงกำนันยังเหน็บเอานิตยสารเล่มดังกล่าวไปจำหน่ายในราคาเล่มละ 200 บาท พร้อมกับประกาศว่ารายได้ส่วนนี้จะนำไปตั้งเป็นกองทุนใช้สำหรับกิจกรรมบวชพระที่จัดขึ้นที่สวนโมกขพลารามในทุกๆ เดือน

ขณะที่เมื่อย้อนหลังกลับไปตรวจสอบ “คำปราศรัย” ของหลวงลุงกำนันที่เกิดขึ้นในต่างกรรมต่างวาระ ก็จะพบว่า ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับการเมืองทั้งสิ้น และเป็นการปราศรัยหรือเทศน์ที่มีเป้าประสงค์เพื่อกู้วิกฤตรัฐบาลทหาร มิได้คำเทศนาที่เกี่ยวกับธรรมะของพระพุทธองค์แต่ประการใด และมิได้เป็นการบวชเพื่อ “ปล่อยวาง” ตามแนวทางของพุทธทาสภิกขุ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เป็นนักรบแห่งความว่าง”

เมื่อครั้งไปร่วมสมโภชกฐิน 9 วัด ณ โรงเรียนวิวัฒน์วิทยา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งอดีตผู้ใหญ่บ้านของมวลชน กปปส.มือรองลุงกำนัน “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ค่ำวันนั้นมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีดาวเทียมฟ้าวันใหม่ด้วย สุ่มเสียงอันก้องกังวาน แต่ลุ่มลึกและคุ้นชินได้บอกกล่าวกับมวลมหาประชาชนไว้ในครั้งนั้นว่า

“...อาตมามาบวชก็อยากชวนโยมทั้งหลายมาปฏิบัติธรรม ปล่อยวางบ้าง อย่าแบกโลกไว้ทั้งโลก อย่างแบกประเทศไว้ตลอด เราทำดีที่สุดแล้ว หกเดือนครึ่งที่เราสู้กันมามันที่สุดแล้ว ขอให้ภาคภูมิใจ แล้วก็วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ให้เขาทำงานต่อไป...”

ส่วนในการทอดกฐินที่วัดเกาะเต่า หลวงลุงกำนันประกาศรับประกันในการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าดำเนินไปด้วยความถูกต้อง พร้อมหน้าออกมาขอร้องมวลมหาประชาชน กปปส.ว่าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว และให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหายางพารา เพราะเชื่อว่า รัฐบาลจะทำได้ โดยให้เหตุผลว่า “คสช.เป็นพวกเดียวกับเรา”

จากนั้น หลวงลุงกำนันก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ประกาศรับประกันความเป็นคนดี ความเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมทั้งร้องขอให้มวลชน กปปส.อยู่เฉยๆ ไม่ต้องเคลื่อนไหว และปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารบ้านเมืองโดยไม่มีแรงกดดันใดๆ

และตอกย้ำอีกครั้งในการปราศรัยเนื่องในโอกาสเดินทางไปร่วมงานทอดกฐินที่วัดเนินพิจิตร

“อาตมาได้นำมวลมหาประชาชนลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทรราชมาแล้วช่วงเวลาหนึ่ง แต่เวลานี้บ้านเมืองก็ยังคงมีปัญหาอยู่ เราจึงต้องไว้ใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เขาได้ใช้เวลาในการแก้ไขไปก่อน ซึ่งไม่ว่าจะ พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาล หรือ คสช.ก็ถือว่าเป็นพวกเดียวกับเรานั่นเอง

“เรื่องของชาวสวนยางก็อยากฝากว่า พวกเราอย่าเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวอะไรในเวลานี้ ทางรัฐบาลก็พวกเดียวกัน เขาก็รับปากแล้วว่าจะพยายามผลักดันราคาให้ขึ้นไปอยู่ที่ 62 บาทต่อกิโลกรัมให้ได้ เมื่อเช้าอาตมาเดินทางผ่านสหกรณ์โคออฟที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก็เห็นประกาศราคาอยู่ที่ประมาณ 52 บาทต่อกิโลกรัม ก็เหลือเพียงอีก 10 บาทเท่านั้น จึงต้องให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหา อาตมาก็ได้ให้คำแนะนำไปแล้วด้วย จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่าควรต้องดันขึ้นไปให้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนยางบ้านเราถึงจะอยู่ได้อย่างสบายใจ” พระสุเทพ กล่าวปราศรัย

ย้ำกันอีกครั้งว่าคือ การปราศรัยมิใช่การเทศนา

ที่สำคัญคือเป็นการปราศรัยที่สะท้านสะเทือนไปถึงหัวอกหัวใจชาวสวนยางกันเลยทีเดียว

เพราะในวันที่ชาวสวนยางซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองที่นายสุเทพเคยสังกัดอยู่เดือดร้อน เพราะในวันที่ชาวสวนยางซึ่งเป็นฐานเสียงทางการเมืองของหลวงลุงกำนันเดือดร้อน กระทั่งบางส่วนต้องตัดสินใจทิ้งสวนยางเดินทางเข้ามาทำมาหากินในเมืองกรุง หลวงลุงกำนันกลับไม่ดูแลปกป้อง ไม่เสนอแนะกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา แต่กลับให้ชาวสวนยางให้เวลารัฐบาลและกำชับกำชาครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อย่าออกมาเคลื่อนไหว

ความสัมพันธ์ของหลวงลุงกำนันกับรัฐบาลทหารมีเหนือความสัมพันธ์อันยาวนานหลายสิบปีระหว่างหลวงลุงกำนันกับชาวสวนยางเช่นนั้นหรือ

เมื่อความจริงปรากฏเช่นนั้น สิ่งที่หลวงลุงกำนันต้องตอบคำถามก็คือ หลวงลุงกำนันใช้ความเป็นพระ หลวงลุงกำนันใช้ความเป็นสวนโมกขพลารามในการทำกิจกรรมทางการเมืองจนเกินงามและเกินความพอดีไปหรือไม่

ถ้าใช้เกินความพอดีและหลวงลุงกำนันยังคงปรารถนาที่จะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไป ถ้าหลวงลุงกำนันไม่ลาสิกขาบท หลวงลุงกำนันก็สมควรน่าจะแยกตัวออกมาตั้ง “สำนักสงฆ์ส่วนตัว” จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ เพราะถ้าขืนยังใช้สวนโมกขพลารามเป็นฐานปฏิบัติการทางการเมืองเช่นนี้ต่อไป ภาพของสวนโมกขพลารามของพุทธทาสภิกขุที่เคยดำรงอยู่ในอดีตก็จะหดหายลงไปทีละน้อย

สวนโมกขพลารามจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการทางการเมืองของหลวงลุงกำนันมากกว่าเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาความสงบ แสวงหา “สุญญตา” ตามแนวทางของพุทธทาสภิกขุ

ถึงตรงนี้ คงต้องกล่าวว่า วันนี้ มีคนจำได้แต่ความยิ่งใหญ่ของหลวงลุงกำนันที่นำมวลมหาประชาชนออกมาต่อสู้บนท้องถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันนี้ มีคนจำได้แต่ความเป็นพระปภากโร ผู้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา

แต่ถามว่ายังมีคนจดจำภาพความเป็นนักการเมืองเก่าๆ ที่เคยสร้างความอื้อฉาวจากกรณี สปก.4-01 ได้บ้างหรือไม่

ตถตา
มันก็เป็นเช่นนั้นเอง