xs
xsm
sm
md
lg

ลูกแม่โพสพร่วมกันกู้ชาติด้วยการคว่ำบาตรและอนุมัติสังคม

เผยแพร่:   โดย: ไสว บุญมา

แม่โพสพเป็นชื่อเทพธิดาประจำข้าว เราชาวไทยกินข้าวกันถ้วนหน้า คนโบราณจึงมองว่าเราต่างเป็นลูกแม่โพสพกันทุกคน ย้อนไปในสมัยที่ผมยังอยู่ในทุ่งนากับพ่อแม่ เรามีพิธีเกี่ยวกับแม่โพสพหลายอย่างรวมทั้งการแรกนา เรียกขวัญข้าวและทำบุญลาน ในปัจจุบันนี้ พิธีต่างๆ หายไปจากทุ่งนา ทำให้เกิดคำถามว่า เพราะเราลืมบูชาเทพธิดาประจำข้าวหรือไม่ คนไทยจึงเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้?

สำหรับผมซึ่งได้ออกจากทุ่งนามาศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์และประวัติของการพัฒนาเป็นเวลานาน คำถามนั้นตอบให้แจ้งชัดได้ยากเนื่องจากขาดตัวเลข อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับต้นตอของปัญหา ในระดับของชาวนา ปัญหามาจากความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายเนื่องจากการดำเนินชีวิตของชาวนาได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ในสมัยที่ผมยังช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่ชายทุ่งจังหวัดนครนายก ชาวนาทั่วไปใช้ชีวิตแบบการพึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ เราไถนาด้วยควาย เข้าป่าไปหาตัดไถและเครื่องมือที่ใช้ในการทำนา ปลูกต้นไม้ไว้ทำฟืนและถ่าน ส่วนประกอบของอาหารหาได้จากสวนครัว รั้วบ้าน ทุ่งนาและหนองน้ำตามทุ่งโล่งและป่าปรือ (รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือเรื่อง “จดหมายจากบ้านนา” ) ต่อมาป่าไม้และหนองน้ำค่อยๆ หมดไป ส่งผลให้ชาวนาต้องซื้อหาสิ่งต่างๆ มากขึ้น นอกจากนั้น ถนนและไฟฟ้าที่ขยายเข้าไปในทุ่งนากระตุ้นให้ชาวนาซื้อหาสิ่งที่พวกเขาไม่เคยใช้มาก่อน รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นกดดันให้ชาวนาต้องผลิตข้าวเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่าย โดยรวม รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปมักตามไม่ทันรายจ่ายส่งผลให้ชาวนาต้องหาทางปิดบัญชีด้วยการกู้หนี้ยืมสินจนในหลายๆ กรณีต้องสูญที่ดินให้แก่นายทุน

ในระดับนโยบาย รัฐบาลขาดทั้งความเข้าใจในปัญหาอย่างลึกซึ้งและความจริงใจในการพัฒนาภาคการทำนาให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง
การทำนาถูกมองว่าเป็นเพียงภาคสนับสนุนภาคอื่นเท่านั้นตั้งแต่วันเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้น ชาวนายังถูกหลอกใช้ให้เป็นฐานทางการเมืองของผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่า ทว่ามักฉ้อฉลจนเข้ากระดูกดำ นโยบายประชานิยมซึ่งเริ่มเมื่อปี 2544 มุ่งไปที่การหลอกชาวนาให้มาเป็นฐานทางการเมืองแบบถาวร โครงการรับจำนำข้าวซึ่งผมได้ทำนายไว้ว่าจะสร้างความเดือดร้อนถึงขั้นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ควายหลังหัก (แปลงมาจากคำพังเพยฝรั่งที่ว่า The last straw หรือ The straw that breaks the camel’s back.) กำลังพ่นพิษร้ายแรงออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว

แม้ผมจะเป็นเจ้าเก่าที่ชี้ให้เห็นปัญหาที่มากับนโยบายประชานิยมดังที่เขียนไว้ในที่ต่างๆ รวมทั้งหนังสือเรื่อง “ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย?” แต่ผมมิใช่คนเดียวที่มองเห็นหายนะที่คืบคลานเข้ามา ชาวไทยกลุ่มใหญ่ในนามของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้ให้เห็นต้นตอของปัญหาและความเลวร้ายของนโยบายที่หลอกใช้ชาวนาผ่านโครงการประชานิยม ในการเคลื่อนไหวของ พธม.ที่นำไปสู่การปิดทำเนียบรัฐบาลอยู่ 193 วันเมื่อปี 2551 นั้น มีกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งซึ่งมีฐานอยู่บนการคลี่คลายปัญหาของภาคการทำนาโดยเฉพาะ กลุ่มนี้มีเสื้อที่มีข้อความจับใจซึ่งผมซื้อไว้ใส่ในการร่วมเคลื่อนไหวของชาวไทยตลอดมารวมทั้งครั้งล่าสุดในนามของมวลมหาประชาชน (ภาพ)

การที่ขบวนชาวนายกเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อทวงเงินค่าข้าวที่รัฐบาลติดค้างพวกเขาไว้เป็นเวลาหลายเดือนในโครงการรับจำนำข้าวคงทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาของภาคการทำนามากขึ้น แต่การตระหนักในปัญหาอาจไม่นำไปสู่การรู้ซึ้งถึงเหตุปัจจัยของมัน หรือพร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขแม้จะเข้าใจเหตุปัจจัยก็ตาม ในขณะนี้มีคำแนะนำมากมายพิมพ์อยู่ในสื่อต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ดูจะไม่ค่อยตระหนักถึงความสลับซับซ้อนของภาคเกษตรกรรมซึ่งรวมทั้งการทำนาด้วย ความสลับซับซ้อนของภาคเกษตรกรรมจึงมักนำไปสู่สิ่งที่เรียกันว่า “ปัญหาโลกแตก” นั่นคือ เราอาจทำให้ปัญหาคลี่คลายลงได้บ้างแต่ทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจริงๆ นั้นไม่มี ด้วยเหตุนี้ ประเทศก้าวหน้าจึงยังประสบปัญหารวมทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภายุโรป

สำหรับในระดับนโยบาย ประสบการณ์จากการทำงานและการศึกษาประวัติการพัฒนาบ่งชี้ว่า ในอันดับต่อไปเมืองไทยจะต้องปฏิรูปที่ดิน ประเด็นนี้ได้พูดถึงไว้เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ขอเน้นย้ำว่า ถ้าลูกแม่โพสพที่มีอำนาจและที่นามากๆ ต่อต้านการปฏิรูปที่ดินจะเกิดขึ้นไม่ได้และปัญหาจะไม่คลี่คลายลง หากไม่มีการต่อต้านและการปฏิรูปที่ดินเกิดขึ้นจริง สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไปคือความจริงใจในการให้ความสำคัญแก่ภาคการทำนา

เนื่องจากชาวนาไทยเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและแต่ละคนคงไม่สามารถใช้กลไกตลาดล่วงหน้าซึ่งอาจเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “รู้กำไรก่อนไถหว่าน” ได้เช่นเดียวกับชาวนาชาวไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกา รัฐบาลจึงควรพิจารณาตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อใช้กลไกนี้แทนชาวนาที่สามารถผลิตข้าวได้เกินความต้องการในครอบครัวของตน เมืองไทยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ที่พร้อมจะให้คำปรึกษาชื่อว่า โฉลก สัมพันธารักษ์ การใช้ตลาดล่วงหน้าไม่จำกัดอยู่แค่ข้าวเท่านั้น ยังมีผลิตผลเกษตรอื่นของไทยที่อาจใช้กลไกนี้ได้ด้วย

นอกจากความกังวลเกี่ยวกับการต่อต้านการปฏิรูปที่ดินจากผู้มีอำนาจซึ่งมีที่ดินจำนวนมากแล้ว ผมยังมีความกังวลอีกด้านหนึ่งซึ่งมาจากการศึกษาเรื่องประชานิยมอีกด้วย นั่นคือ มันมีลักษณะของยาเสพติดซึ่งเมื่อเริ่มเสพแล้วเลิกยากมาก ณ วันนี้ เรามียาเสพติดชนิดร้ายแรงในรูปของการรับจำนำข้าวด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกใกล้ 50% จริงอยู่ชาวนาบางส่วนรู้แล้วว่ามันมีปัญหาจากการที่รัฐค้างชำระค่าข้าวมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อรัฐบาลจ่ายให้หมดแล้ว พวกเขาจะยอมให้ยกเลิกการให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกแบบนี้หรือไม่ประเด็นที่ไม่มีคำตอบจนกว่าจะถึงวันที่รัฐบาลต้องการยกเลิก

ในระดับบุคคล เราทุกคนซึ่งเป็นลูกแม่โพสพสามารถทำได้ ข้อความในภาพ 1 วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าชาติไทยได้ล่มไปแล้วเราจึงต้องมาช่วยกันกู้ สมมติฐานนั้นอาจเป็นที่ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการยอมรับว่าประเทศของเรามีปัญหาและคนไทยในฐานะลูกแม่โพสพมีทั้งบทบาทและความสามาถที่จะช่วยแก้ไข หรือไม่ก็ลดความร้ายแรงของมันลง ประเด็นนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ซึ่งได้อ้างถึงเมื่อสองสัปดาห์ก่อน (ผู้สนใจอาจดาวน์โหลดหนังสือได้จากเว็บไซต์ของสโมสรหนอนหนังสือ www.bookishclub.com)

หนังสือเล่มนั้นพูดถึงหลักของเศรษฐกิจพอเพียงและการประยุกต์ใช้ในบางบริบท ในหลายๆ กรณีเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้มักมีปฏิกิริยาที่ชี้บ่งว่าผู้ฟังเบื่อแล้วทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่เคยทำความเข้าใจในเนื้อหาของมันอย่างลึกซึ้ง ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาของหนังสือนอกจากจะย้ำเน้นประเด็นที่ว่า การปฏิรูปที่ดินที่ทำให้ชาวนามีที่ดินของตนเองจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ชาวนามีโอกาสพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น นั่นจะเป็นเสมือนการกลับไปใช้หลักที่ชาวนาเคยใช้ได้ผลมาก่อนแล้ว นอกจากนั้น ขอยกภาคผนวกที่ชื่อว่า “ลดกินข้าวเพื่อช่วยชาวนา” มาเสนอทั้งหมดดังนี้

ชาวนาไทยผลิตข้าวเลี้ยงชาวโลกมาเป็นเวลานานแสนนาน เมืองไทยขายข้าวมากกว่าประเทศใดในโลก แต่ชาวนาไทยกลับตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นแสนสาหัสอย่างแพร่หลาย รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าต่างตะโกนโพนทะนาว่าจะช่วยชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่ในขณะนี้ชาวนากลับแบกหนี้สินล้นพ้นตัวกันอย่างทั่วถึง เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ ผมพยายามมองหาวิธีจำพวกที่ไม่เคยคิดมาก่อน วิธีที่ผมคิดได้คือ กินข้าวน้อยลง

ใช่! กินข้าวน้อยลง

อย่าเพิ่งคิดว่าคนบ้าเท่านั้นที่คิดแบบนี้ ผมแน่ใจว่าผมมีเหตุผลเพียงพอจึงไม่ได้แต่จะเสนอแนวคิดเท่านั้น หากยังนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วด้วย ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยส่วนใหญ่ใน 64 ล้านคนลดการกินข้าวแล้วหันไปกินอาหารอื่นแทนเสียบ้าง ชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้มากกว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ในเบื้องแรก การที่คนไทยเรามักกินข้าวกันวันละสามมื้อยังผลให้ราคาข้าวมีความสำคัญต่อการครองชีพของเราสูงมาก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าจึงต้องหาทางกดราคาข้าวให้ต่ำไว้ ไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม มิฉะนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้เมื่อราคาข้าวพุ่งขึ้นไปตามราคาตลาดโลก มาตรการพยุงราคาให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาสูงนั้นไม่ได้ทำด้วยความจริงใจมากนักนอกจากเพียงเพื่อลดความกดดันเป็นครั้งคราว ปัญหาราคาข้าวจึงอยู่กับเรามาตลอด ย้อนไปในอดีต อาจจำกันได้ว่า ราคาข้าวถูกกดลงโดยตรงด้วยภาษีที่เรียกกันว่า “ค่าพรีเมียมข้าว” ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนไทยมีข้าวราคาถูกกินโดยเฉพาะชาวเมืองและผู้ที่ไม่ทำนา หากเรากินข้าวน้อยลง ราคาข้าวย่อมไม่มีผลต่อการครองชีพมากนักซึ่งจะชักจูงให้รัฐบาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องกดราคาข้าวไว้เพื่อเอาใจประชาชน

หลังจากได้ศึกษาและพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งผมพยายามทำในภาวะปกติที่ผมอยู่บ้านคือ อาหารแต่ละมื้อมักไม่ค่อยมีข้าวเป็นส่วนประกอบและเมื่อมีข้าวก็เป็นข้าวกล้อง อาหารจำพวกแป้งที่ผมกินแทนข้าวมีหลายอย่างรวมทั้งข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก กล้วยและฟักทอง เป็นเพียงบางครั้งเท่านั้นที่ผมกินขนมปังแทนข้าวเพราะเหตุผลที่จะเล่าต่อไป การลดการกินข้าวของผมนี้รวมทั้งการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีข้าวเป็นวัตถุดิบหลักด้วย เช่น ก๋วยเตี๋ยวและขนมจีน การทำเช่นนั้นทำให้ผมลดการกินข้าวลงไปไม่ต่ำกว่า 75% แต่มันคงไม่มีผลอะไรถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ถ้าข่าวสารข้อมูลแพร่ออกไปถึงคนไทยมากขึ้น พวกเขาจะเริ่มทำสิ่งที่ผมทำเพราะมันไม่เพียงแต่จะช่วยชาวนาไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นการช่วยให้พวกเขาได้ธาตุอาหารครบถ้วนยิ่งขึ้นพร้อมๆ กับช่วยลดปัญหาต่างๆ ทางด้วนสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ฉะนั้นการกระทำตามแนวคิดของผมนี้ไม่มีทางเสีย มีแต่ทางได้ ยังผลให้เกิดภาวะ Win-Win-Win ตลอดกาล!

ในด้านการได้ธาตุอาหารครบถ้วนยิ่งขึ้นนั้น น่าจะเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วเนื่องจากอาหารทุกอย่างต่างมีธาตุอาหารต่างกัน ยิ่งกว่านั้นบางอย่างมีธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการเป็นพิเศษแต่ไม่ค่อยมีในข้าวโดยเฉพาะข้าวขาวที่ถูกขัดสีจนไม่มีรำเหลือติดเมล็ดข้าวอยู่ การศึกษาพบว่ามันเทศที่มีสีเข้มมีธาตุอาหารครบถ้วนกว่าอาหารทุกชนิดที่กล่าวถึง ฟักทองซึ่งมีสีเหลืองเป็นพื้นอยู่แล้วก็เช่นกัน นอกจากนั้นอาหารเหล่านี้มีแคลอรีต่ำกว่าข้าว ฉะนั้นผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักตัวจะได้รับผลพลอยได้ที่ไม่เคยคาดคิดจากการกินอาหารพวกนี้แทนข้าวอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น อาหารทางเลือกที่กล่าวถึงนี้มีรสชาติในตัวของมันเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือเข้าไปเพื่อทำให้เกิดรสอร่อย ฉะนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงจะได้ประโยชน์จากการลดเกลือในอาหารอีกสถานหนึ่งด้วย

ในด้านสิ่งแวดล้อม มีประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาอย่างน้อยสามประเด็น ประเด็นแรกเกี่ยวกับการใช้พลังงานและปัญหาโลกร้อน ตามธรรมดาคงไม่มีใครคิดว่า กว่าจะเป็นข้าวสวยมาใส่จานวางให้เรากินนั้น ข้าวต้องใช้พลังงานมากี่ทอด หลังจากเก็บเกี่ยวจากท้องนา ข้าวจะต้องถูกนำมาสี มาซ้อมและมาหุง ในกรณีที่ข้าวถูกนำมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและขนมจีน ข้าวต้องถูกนำไปทำเป็นแป้งก่อนแล้วจึงทำเป็นเส้น ในกรณีของก๋วยเตี๋ยว เส้นยังต้องถูกผัดหรือต้มอีกครั้งหนึ่งด้วย ส่วนกล้วยนั้นไม่ต้องใช้พลังงานเลยเพราะปอกกินได้ทันทีหลังจากที่นำมาจากสวน ส่วนข้าวโพดหวาน มันชนิดต่างๆ เผือกและฟักทองก็ใช้พลังงานเพื่อทำให้สุกเพียงทอดเดียว ยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่ยังทำให้สุกได้ง่ายกว่าการหุงข้าวอีกด้วย การกินข้าวกล้องของผมลดการใช้พลังงานและได้ธาตุอาหารสูงกว่าการกินข้าวขาว ผมไม่ค่อยกินขนมปังก็เพราะเหตุที่มันต้องใช้พลังงานหลายทอดนี่เอง ก่อนจะมาเป็นขนมปัง หลังจากเก็บเกี่ยวมาจากนาแล้ว ข้าวสาลีจะต้องถูกนำมาสี มาซ้อม มาทำเป็นแป้งแล้วจึงจะทำเป็นขนมปังได้ ยิ่งกว่านั้นถ้าต้องการกินขนมปังปิ้งก็ต้องใช้พลังงานอีกทอดหนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การใช้พลังงานมากเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

อีกประเด็นเป็นการใช้น้ำ การศึกษาพบว่าถ้าคิดการปลูกข้าวต้องใช้น้ำ 100 ส่วน การปลูกพืชอื่นที่กล่าวถึงจะใช้น้ำประมาณ 25 ส่วนเท่านั้น จริงอยู่ในฤดูฝน เมืองไทยเหมาะแก่การปลูกข้าวเพราะมีน้ำท่วมพื้นดินอย่างทั่วถึงอยู่เป็นเวลานาน แต่การพยายามปลูกข้าวในฤดูแล้งเป็นการฝืนธรรมชาติโดยตรง หากคนไทยส่วนใหญ่หันไปกินอาหารที่กล่าวถึงแทนข้าว ชาวนาย่อมหันมาปลูกพืชเหล่านั้นมากขึ้นโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่มีน้ำให้ใช้ได้เพียงจำกัด นำไปสู่การประหยัดน้ำไปในตัว เนื่องจากเมืองไทยมีฝนตกมากติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือนจนมีน้ำท่วมเจิ่งนองทั่วไป คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนักว่า การขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสทั่วทั้งโลกและถ้าหากไม่ใช้น้ำอย่างประหยัดโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ปัญหาร้ายแรงนี้ก็จะเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย

ประเด็นที่สามเป็นการลดปัญหาที่มากับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ย่อมเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมากซ้ำซากนั้นเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่มาจากศัตรูพืชซึ่งมักนำไปสู่การกำจัดด้วยสารเคมีที่มีผลกระทบสูงต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและแก่ผู้ใช้เอง การปลูกพืชสลับกันนอกจากจะทำให้ลดปัญหานั้นแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาดินให้คงความสมบูรณ์ไว้ได้มากขึ้นอีกด้วย การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ผมเคยทำนาและเคยปลูกพืชที่กล่าวถึงแล้วด้วยตัวเองทุกชนิด ผมทราบดีว่าพืชเหล่านั้นปลูกง่ายกว่าการทำนาเสียอีก นอกจากนั้น ยังมีมันอีกหลายชนิดที่ใช้กินแทนข้าวได้ แต่ผมไม่เห็นมีขายในตลาด เช่น มันมือเสือ มันตะพาบและมันเสา มันจำพวกนี้ปลูกแซมไว้ในสวนข้ามปีได้ การปลูกแซมไว้ย่อมเพิ่มความหลากหลายของพืชในสวนอันเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม น่าเสียดายที่คนไทยดูจะไม่รู้จักมันเหล่านี้แล้ว

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้มักมีผู้ถามผมว่า การกินอาหารอย่างอื่นแทนข้าวเช่นนั้นจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องจนไม่รู้สึกหิวข้าวหรือ คำตอบคือ ไม่รู้สึกหิวแน่นอนนอกจากในตอนเริ่มต้นใหม่ๆ เท่านั้น หลังจากเวลาผ่านไปไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ความรู้สึกว่าหิวข้าวก็จะหายไป บางทีผู้ที่รู้เรื่องความเป็นมาของผมจะถามว่า การกระทำเช่นนั้นจะไม่เป็นการเนรคุณต่อพ่อที่เป็นชาวนาและแม่ที่เป็นแม่ค้าขนมจีนดอกหรือ ทุกครั้งผมจะตอบอย่างเต็มคำว่า “ไม่” หากพ่อแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่และมีโอกาสรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ที่ผมกล่าวถึง ท่านจะสนับสนุนการกระทำของผมอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อโต้แย้งแม้แต่น้อย


ขอเรียนว่า การคิดและการปฏิบัติในแนวนอกกรอบที่ยกมานี้เริ่มมีผู้เห็นด้วยและนำไปปฏิบัติบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ยินคำอธิบายยังมีทีท่าในทำนองที่มองว่าผมคงบ้าไปแล้ว ไม่เป็นไร ผมขอยืนยันซ้ำในความถูกต้องของแนวคิดและการปฏิบัติของลูกแม่โพสพใหญ่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจมั่นคงขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีอีกมาตรการหนึ่งซึ่งลูกแม่โพสพทุกคนอยู่ในฐานะที่จะทำได้แต่ไม่ค่อยทำแม้ผมจะพยายามแนะนำมานานแล้วก็ตาม นั่นคือ มาตรการ “คว่ำบาตร” (Boycott) หรือ “อนุมัติสังคม” (Social Sanction) มาตรการแนวนี้มีผลทันตาเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อลูกแม่โพสพพากันไปถอนเงินจากธนาคารออมสินเพราะธนาคารนั้นจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ยืมเงินไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเป็นวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท หลังจากนั้น เริ่มมีการรณรงค์อย่างจริงจังทางสังคมออนไลน์ให้ใช้มาตรการดังกล่าวกับกิจการของผู้ที่มีความฉ้อฉล หรือให้การสนับสนุนคนที่ฉ้อฉลจนเป็นที่ประจักษ์ ในตอนเริ่มต้น ผลอาจไม่เกิดมากนักนอกจากราคาหุ้นของบริษัทที่มีผู้คนเหล่านั้นเป็นเจ้าของจะล่วงลงมาแบบถ้วนหน้ากันเท่านั้น แต่หากเราทำต่อไป อีกไม่นานกิจการเหล่านั้นจะคว่ำ หรือไม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี

มองไปข้างหน้า ถ้าลูกแม่โพสพที่ดำเนินชีวิตตามทำนองคลองธรรมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่คอยเฝ้าระวังระไวและใช้การคว่ำบาตร หรือมาตรการอนุมัติทางสังคมแบบต่อเนื่องและกว้างขวาง ชาติไทยจะไม่มีทางล่มอย่างแน่นอน


หลังลงมาจากการปราศรัยบนเวที คปท. เมื่อคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556




กำลังโหลดความคิดเห็น