**ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาล ซึ่งนำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี นอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร พร้อมที่จะเล่นเกมยื้อ ยึดเกมยาว
หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง2 ก.พ.ไปแล้ว แต่ กกต. ยังไม่สามารถประกาศรับรอง ส.ส.ให้เข้าไปยกมือโหวตให้ ยิ่งลักษณ์ กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯรอบสองได้
เหตุผลของ กกต.เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีการเลือกตั้งครบทุกเขต และการเปิดสภา ก็ต้องมีจำนวน ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด คือต้องมี 475 จาก 500
เมื่อ"พี่แม้ว-น้องปู-สมุน"ไม่มีทางออก จึงต้องยอมรับสภาพ ยอมแต่งตัวรอ เพื่อให้ กกต.จัดการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้น มีการเลือกตั้งครบทุกเขต
แม้จะรู้ว่ายาก แต่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกกต. เพราะยิ่งลักษณ์ อ้างว่าสามารถอยู่ในตำแหน่ง"รักษาการนายกรัฐมนตรี" ไปได้อีก180 วัน หรือ 6 เดือน
**และชัดเจนไม่แพ้กันคือ กปปส. ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ก็พร้อมเล่นเกมยืดเยื้อเหมือนกัน
แม้ล่าสุด ศาลอาญาจะออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ที่ชุมนุมผิดกฎหมายตามข้อกำหนดของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่สัญญาณของ แกนนำกปปส. เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะไม่ยอมถอย และจะมอบตัวเมื่อชนะ
ไฟต์บังคับของสุเทพ" ที่นำ กปปส. มาไกลเกินกว่าจะถอย เพราะถ้าถอยเมื่อไร ก็เท่ากับ “แพ้” และหากกปปส.ต้องพบกับความพ่ายแพ้ โอกาส
ที่จะมีใครมานำ มวลชน เพื่อต่อสู้กับ“ระบอบทักษิณ”อย่างมีพลังขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว
เช่นเดียวกัน หากระบอบทักษิณ ผ่านด่าน “กปปส.”ได้ไป ทุกอย่างในประเทศไทยจะถูกระบอบทักษิณ กลืนกินทั้งหมด
**ศึกครั้งนี้จึงสำคัญสำหรับทั้ง “สองขั้วอำนาจ”หากใครชนะจะได้ไปต่อ ซึ่งเป็นการไปต่อที่มั่นคง ยากที่จะมีใครมาล้มได้อีกง่ายๆ
ทว่า การต่อสู้ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ต้องมีบทให้พิสูจน์อยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าในอดีตใครสะสมผลกรรม-สะสมความผิด ไว้มากกว่ากัน
เมื่อกางบัญชีบรรทุกกรรมออกมา เหมือน“พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”จะมีบัญชีเป็นหางว่าว ทั้งกรรมเก่า-กรรมใหม่-กรรมสะสม เสมือนน้ำไม่ทันลด ตอยังผุด มาให้เห็น
โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้กับชาวนาตามกรอบระยะเวลาที่ระบุไว้ในโครงการได้
ทำให้ ชาวนาไม่มีเงินหมุนไปทำนาข้าวรอบใหม่
“พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”จึงต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์ ในการหาแหล่งเงิน เพื่อกู้ยืมในนามของรัฐบาล มาช่วยจ่ายเงินให้ชาวนาก่อน แต่ “สถาบันการเงิน”
เกือบทั้งหมดปฏิเสธ เนื่องจากประเมินดูแล้ว การให้กู้ยืมในลักษณะที่ "รัฐบาลถังแตก" มีความเสี่ยงมากเกินไป
ขนาดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังต้องเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้ว เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์เบี้ยวนัดการชำระเงินคืนมาตลอด
จน ธ.ก.ส.ไม่มีเงินสำรองให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กู้ยืมไปจ่ายให้กับชาวนา อีก
ต้นตอของปัญหาโครงการรับจำนำข้าวคือ การรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวไปยังตลาดโลกได้
หน่ำซ้ำยังมีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อมีการสวมสิทธิข้าวจากประเทศอื่นมาเข้าโครงการ มีการนำข้าวไปนึ่งก่อนที่จะขาย มีบริษัทค่าข้าวเจ้าเก่าอย่าง “สยามอินดิก้า”นำข้าวมาเวียนเทียนเข้าโครงการ เป็นต้น
**เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวทำประเทศเสียหายไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท
โครงการ One tablet pc per child หรือ โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน การจัดซื้อแท็บเล็ตในเฟส 1 ปี 2555 สมัยที่ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยจัดทำสัญญากับ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไวแอนทิฟิก ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ส่งมอบแท็บเล็ตไป 8.6 แสนเครื่อง ในราคาเครื่องละ 2,674 บาท รวมค่าขนส่ง
ต่อมาในปี 2556 “จาตุรนต์ ฉายแสง”รมว.ศึกษาธิการ รับช่วงต่อจัดซื้อแท็บเล็ตเฟส 2 แต่เปลี่ยนบริษัทในการจัดซื้อ มาเป็นบริษัทในประเทศไทยแทน ซึ่งอ้างว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจในประเทศ
จึงกำหนดจัดซื้อแท็บเล็ตไว้ 4 โซน วงเงิน 4,611 ล้านบาท โดยล่าสุดเกิดปัญหาขึ้นเมื่อบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ผู้รับผิดชอบโซน 1-2 ยกเลิกสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้การซื้อขายแท็บเล็ตต้องสะดุดลง
ข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อคือ “บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ”อ้างว่าไม่วางใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้น
แต่ข่าววงในระบุว่า ในการประมูลโซนที่ 1 ตั้งวงเงินไว้ 1,172,605,600 บาท แต่ บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ เคาะราคาที่ 842,000,000 บาท ลดลงจากราคากลาง 30,605,600 บาท ส่วนโซน 2 เคาะที่ 786,000,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 1,016,898,640 บาท ลดลงจากราคากลาง 230,229,640 บาท
การทุบราคาลดลงอย่างมหาศาล ทำให้ “บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ”ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ตได้อีกต่อไป จึงเตรียมขายทอดทรัพย์สินทั้งหมด ขนของหนีกลับประเทศจีน
**ทำให้โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน มีแววล้มเหลวสูงมาก
ทั้งโครงการรับจำนำข้าว และโครงการจัดซื้อแท็บเล็ต เป็นเพียงหนังตัวอย่างของนโยบายประชานิยม ภายใต้การนำของ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ล้มเหลวไม่เป็นท่า
และหลังจากนี้ฟันธงได้เลยว่า นโยบายที่ล้มเหลวจะถูกเปิดโปงให้ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ต้องออกมาแก้ต่าง-แก้หน้า-แก้ผ้า ให้เห็นกันอีกแน่นอน
ประจวบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ไม่สามารถควบคุมได้ ทุกภาคส่วนเคลื่อนไหวออกมาต่อต้านระบอบทักษิณกันหมด
โดยเฉพาะนักวิชาการเครดิตสูงอย่าง “ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ”อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ออกมาระบุว่า “เมื่อกกต.ไม่อาจดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดฉันทานุมัติของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ย่อมมีผลในทางรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรีที่จะตั้งขึ้นใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่แทนอย่างแน่แท้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งย่อมไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้
อีกต่อไป”
ด้าน “ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล”เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ยิ่งลักษณ์ ระบุตอนหนึ่งว่า “ในสถานการณ์ที่เหตุการณ์จะยืดเยื้อจนไม่มีกำหนดแน่ชัดเช่นนี้ หากรัฐบาลของ ฯพณฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เลือกที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป การประท้วงก็น่าจะรุนแรงขึ้น”
“แต่ถ้า ฯพณฯ และรัฐบาลของฯพณฯ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งสามารถทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”
กระนั้นทางฝั่ง “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ยังส่ง “นักวิชาการ”ในคอก ออกมาชี้แจงสังคมในเชิงโต้ตอบ เช่น “วีรพงษ์ รามางกูร”“วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” แต่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือมาพอ เพราะเครดิต-ต้นทุนทางสังคม มีน้อยเกินไป
ชั่วโมงนี้ดูเหมือนปัจจัยรอบด้านจะไม่เอื้ออำนวยต่อ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ให้ก้าวเข้าสู่การถือครอง “อำนาจรัฐ”แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกครั้ง
**จังหวะก้าว-จังหวะถอย-จังหวะรุก-จังหวะรับ เริ่มสวิงมาเข้าทาง “กปปส.-องค์กรอิสระ”มายิ่งขึ้น ระบอบทักษิณ รอวันแพ้ แต่จะสูญพันธุ์ไปเลยหรือไม่ ต้องจับตามอง
หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง2 ก.พ.ไปแล้ว แต่ กกต. ยังไม่สามารถประกาศรับรอง ส.ส.ให้เข้าไปยกมือโหวตให้ ยิ่งลักษณ์ กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯรอบสองได้
เหตุผลของ กกต.เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีการเลือกตั้งครบทุกเขต และการเปิดสภา ก็ต้องมีจำนวน ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด คือต้องมี 475 จาก 500
เมื่อ"พี่แม้ว-น้องปู-สมุน"ไม่มีทางออก จึงต้องยอมรับสภาพ ยอมแต่งตัวรอ เพื่อให้ กกต.จัดการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้น มีการเลือกตั้งครบทุกเขต
แม้จะรู้ว่ายาก แต่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกกต. เพราะยิ่งลักษณ์ อ้างว่าสามารถอยู่ในตำแหน่ง"รักษาการนายกรัฐมนตรี" ไปได้อีก180 วัน หรือ 6 เดือน
**และชัดเจนไม่แพ้กันคือ กปปส. ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ก็พร้อมเล่นเกมยืดเยื้อเหมือนกัน
แม้ล่าสุด ศาลอาญาจะออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ที่ชุมนุมผิดกฎหมายตามข้อกำหนดของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่สัญญาณของ แกนนำกปปส. เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะไม่ยอมถอย และจะมอบตัวเมื่อชนะ
ไฟต์บังคับของสุเทพ" ที่นำ กปปส. มาไกลเกินกว่าจะถอย เพราะถ้าถอยเมื่อไร ก็เท่ากับ “แพ้” และหากกปปส.ต้องพบกับความพ่ายแพ้ โอกาส
ที่จะมีใครมานำ มวลชน เพื่อต่อสู้กับ“ระบอบทักษิณ”อย่างมีพลังขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว
เช่นเดียวกัน หากระบอบทักษิณ ผ่านด่าน “กปปส.”ได้ไป ทุกอย่างในประเทศไทยจะถูกระบอบทักษิณ กลืนกินทั้งหมด
**ศึกครั้งนี้จึงสำคัญสำหรับทั้ง “สองขั้วอำนาจ”หากใครชนะจะได้ไปต่อ ซึ่งเป็นการไปต่อที่มั่นคง ยากที่จะมีใครมาล้มได้อีกง่ายๆ
ทว่า การต่อสู้ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ต้องมีบทให้พิสูจน์อยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าในอดีตใครสะสมผลกรรม-สะสมความผิด ไว้มากกว่ากัน
เมื่อกางบัญชีบรรทุกกรรมออกมา เหมือน“พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”จะมีบัญชีเป็นหางว่าว ทั้งกรรมเก่า-กรรมใหม่-กรรมสะสม เสมือนน้ำไม่ทันลด ตอยังผุด มาให้เห็น
โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้กับชาวนาตามกรอบระยะเวลาที่ระบุไว้ในโครงการได้
ทำให้ ชาวนาไม่มีเงินหมุนไปทำนาข้าวรอบใหม่
“พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”จึงต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์ ในการหาแหล่งเงิน เพื่อกู้ยืมในนามของรัฐบาล มาช่วยจ่ายเงินให้ชาวนาก่อน แต่ “สถาบันการเงิน”
เกือบทั้งหมดปฏิเสธ เนื่องจากประเมินดูแล้ว การให้กู้ยืมในลักษณะที่ "รัฐบาลถังแตก" มีความเสี่ยงมากเกินไป
ขนาดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังต้องเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้ว เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์เบี้ยวนัดการชำระเงินคืนมาตลอด
จน ธ.ก.ส.ไม่มีเงินสำรองให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กู้ยืมไปจ่ายให้กับชาวนา อีก
ต้นตอของปัญหาโครงการรับจำนำข้าวคือ การรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวไปยังตลาดโลกได้
หน่ำซ้ำยังมีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อมีการสวมสิทธิข้าวจากประเทศอื่นมาเข้าโครงการ มีการนำข้าวไปนึ่งก่อนที่จะขาย มีบริษัทค่าข้าวเจ้าเก่าอย่าง “สยามอินดิก้า”นำข้าวมาเวียนเทียนเข้าโครงการ เป็นต้น
**เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวทำประเทศเสียหายไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท
โครงการ One tablet pc per child หรือ โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน การจัดซื้อแท็บเล็ตในเฟส 1 ปี 2555 สมัยที่ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยจัดทำสัญญากับ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไวแอนทิฟิก ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ส่งมอบแท็บเล็ตไป 8.6 แสนเครื่อง ในราคาเครื่องละ 2,674 บาท รวมค่าขนส่ง
ต่อมาในปี 2556 “จาตุรนต์ ฉายแสง”รมว.ศึกษาธิการ รับช่วงต่อจัดซื้อแท็บเล็ตเฟส 2 แต่เปลี่ยนบริษัทในการจัดซื้อ มาเป็นบริษัทในประเทศไทยแทน ซึ่งอ้างว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจในประเทศ
จึงกำหนดจัดซื้อแท็บเล็ตไว้ 4 โซน วงเงิน 4,611 ล้านบาท โดยล่าสุดเกิดปัญหาขึ้นเมื่อบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ผู้รับผิดชอบโซน 1-2 ยกเลิกสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้การซื้อขายแท็บเล็ตต้องสะดุดลง
ข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อคือ “บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ”อ้างว่าไม่วางใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้น
แต่ข่าววงในระบุว่า ในการประมูลโซนที่ 1 ตั้งวงเงินไว้ 1,172,605,600 บาท แต่ บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ เคาะราคาที่ 842,000,000 บาท ลดลงจากราคากลาง 30,605,600 บาท ส่วนโซน 2 เคาะที่ 786,000,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 1,016,898,640 บาท ลดลงจากราคากลาง 230,229,640 บาท
การทุบราคาลดลงอย่างมหาศาล ทำให้ “บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ”ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ตได้อีกต่อไป จึงเตรียมขายทอดทรัพย์สินทั้งหมด ขนของหนีกลับประเทศจีน
**ทำให้โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน มีแววล้มเหลวสูงมาก
ทั้งโครงการรับจำนำข้าว และโครงการจัดซื้อแท็บเล็ต เป็นเพียงหนังตัวอย่างของนโยบายประชานิยม ภายใต้การนำของ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ล้มเหลวไม่เป็นท่า
และหลังจากนี้ฟันธงได้เลยว่า นโยบายที่ล้มเหลวจะถูกเปิดโปงให้ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ต้องออกมาแก้ต่าง-แก้หน้า-แก้ผ้า ให้เห็นกันอีกแน่นอน
ประจวบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ไม่สามารถควบคุมได้ ทุกภาคส่วนเคลื่อนไหวออกมาต่อต้านระบอบทักษิณกันหมด
โดยเฉพาะนักวิชาการเครดิตสูงอย่าง “ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ”อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ออกมาระบุว่า “เมื่อกกต.ไม่อาจดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดฉันทานุมัติของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ย่อมมีผลในทางรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรีที่จะตั้งขึ้นใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่แทนอย่างแน่แท้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งย่อมไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้
อีกต่อไป”
ด้าน “ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล”เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ยิ่งลักษณ์ ระบุตอนหนึ่งว่า “ในสถานการณ์ที่เหตุการณ์จะยืดเยื้อจนไม่มีกำหนดแน่ชัดเช่นนี้ หากรัฐบาลของ ฯพณฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เลือกที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป การประท้วงก็น่าจะรุนแรงขึ้น”
“แต่ถ้า ฯพณฯ และรัฐบาลของฯพณฯ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งสามารถทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”
กระนั้นทางฝั่ง “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ยังส่ง “นักวิชาการ”ในคอก ออกมาชี้แจงสังคมในเชิงโต้ตอบ เช่น “วีรพงษ์ รามางกูร”“วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” แต่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือมาพอ เพราะเครดิต-ต้นทุนทางสังคม มีน้อยเกินไป
ชั่วโมงนี้ดูเหมือนปัจจัยรอบด้านจะไม่เอื้ออำนวยต่อ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน”ให้ก้าวเข้าสู่การถือครอง “อำนาจรัฐ”แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกครั้ง
**จังหวะก้าว-จังหวะถอย-จังหวะรุก-จังหวะรับ เริ่มสวิงมาเข้าทาง “กปปส.-องค์กรอิสระ”มายิ่งขึ้น ระบอบทักษิณ รอวันแพ้ แต่จะสูญพันธุ์ไปเลยหรือไม่ ต้องจับตามอง



