xs
xsm
sm
md
lg

ลิ่วล้อไร้กึ๋น-กรรมเก่าผุด เครือข่ายแม้วรอวันอับปาง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รายงานพิเศษ


ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลซึ่งนำโดย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รักษาการนายกรัฐมนตรี ภายใต้ร่มเงาของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะเล่นเกมยื้อยึดเกมยาว

หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ไปแล้ว แต่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศรับรอง ส.ส.ให้เข้าไปยกมือโหวต “ยิ่งลักษณ์” หรือนอมินี ให้กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯคำรอบสองได้

เหตุผลของ กกต.เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีการเลือกตั้งครบทุกเขต และการเปิดสภาก็ต้องมีจำนวน “ส.ส.” 95 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด คือต้องมี 457 จาก 500

เมื่อ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ไม่มีทางออก จึงต้องยอมรับสภาพ-ยอมแต่งตัวรอ เพื่อให้ “กกต.” จัดการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้น มีการเลือกตั้งครบทุกเขต

แม้จะรู้ว่ายากแต่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “กกต.” เพราะ “ยิ่งลักษณ์” สามารถอยู่ในตำแหน่ง “รักษาการนายกรัฐมนตรี” ออกไปได้อีก 180 วัน หรือ 6 เดือน

และชัดเจนไม่แพ้กันคือ กปปส.ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. พร้อมเล่นเกมยืดเยื้อเหมือนกัน

แม้ล่าสุด “ศาลอาญา” จะออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ที่ชุมนุมผิดกฎหมายตามข้อกำหนดของ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” แต่สัญญาณของ “แกนนำ กปปส.” เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ยอมถอย และจะมอบตัวเมื่อชนะ

ไฟล์บังคับของ “สุเทพ” ที่นำ “กปปส.” มาไกลเกินกว่าจะถอย เพราะถ้าถอยเมื่อไรก็เท่ากับ “แพ้” และหาก “กปปส.” ต้องพบกับความพ่ายแพ้ โอกาสที่จะมีใครมานำ “มวลชน” เพื่อต่อสู้กับ “ระบอบทักษิณ” อย่างมีพลังขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว

เช่นเดียวกันหาก “ระบอบทักษิณ” ผ่านด่าน “กปปส.” ได้ไป ทุกอย่างใน “ประเทศไทย” จะถูก “ระบอบทักษิณ” กลืนกินทั้งหมด

ศึกครั้งนี้จึงสำคัญสำหรับทั้ง “สองขั้วอำนาจ” หากใครชนะจะได้ไปต่อ ซึ่งเป็นการไปต่อที่มั่นคง ยากที่จะมีใครมาล้มได้อีกง่ายๆ

ทว่าการต่อสู้ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง มีระหว่างให้พิสูจน์อยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าในอดีตใครสะสมผลกรรม-สะสมความผิด ไว้มากกว่ากัน

เมื่อกางบัญชีบรรทุกกรรมออกมา เหมือน “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” จะมีบัญชีเป็นหางว่าว ทั้งกรรมเก่า-กรรมใหม่-กรรมสะสม เสมือนน้ำไม่ทันลด ตอยังผุดออกมาให้เห็น

โครงการรับจำนำข้าว : “รัฐบาล” ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้กับ “ชาวนา” ตามกรอบระยะเวลาที่ระบุไว้ในโครงการได้ ทำให้ “ชาวนา” ไม่มีเงินหมุนไปทำนาข้าวรอบใหม่

“พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” จึงต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์ในการหาแหล่งเงิน เพื่อกู้ยืมในนามของ “รัฐบาล” มาช่วยจ่ายเงินให้ “ชาวนา” ก่อน แต่ “สถาบันการเงิน” เกือบทั้งหมดปฏิเสธ เนื่องจากประเมินดูแล้วการให้กู้ยืมในลักษณะที่ “รัฐบาลถังแตก” มีความเสี่ยงมากเกินไป

ซึ่งขนาด “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” (ธ.ก.ส.) ยังต้องเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้ว เพราะ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เบี้ยวนัดการชำระเงินคืนมาตลอด จน “ธ.ก.ส.” ไม่มีเงินสำรองให้ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” กู้ยืมไปจ่ายให้กับ “ชาวนา” อีก

ต้นตอของปัญหาโครงการรับจำนำข้าวคือ การรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ทำให้ “กระทรวงพาณิชย์” ไม่สามารถระบายข้าวไปยังตลาดโลกได้

หน่ำซ้ำยังมีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อมีการสวมสิทธิข้าวจากประเทศอื่นมาเข้าโครงการ มีการนำข้าวไปนึ่งก่อนที่จะขาย มีบริษัทค่าข้าวเจ้าเก่าอย่าง “สยามอินดิก้า” นำข้าวมาเวียนเทียนเข้าโครงการ เป็นต้น

โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ทำประเทศเสียหายไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท

โครงการ One tablet pc per child หรือโครงการจัดซื้อแท็ปเล็ตแจกนักเรียน : การจัดซื้อแท็ปเล็ตในเฟส 1 ปี 2555 สมัยที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยจัดทำสัญญากับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไวแอนทิฟิก สาธารณรัฐประชาชนจีน

ส่งมอบแท็ปเล็ตไป 8.6 แสนเครื่อง ในราคาเครื่องละ 2,674 บาท รวมค่าขนส่ง

ต่อมาในปี 2556 “จาตุรนต์ ฉายแสง” รมว.ศึกษาธิการ รับช่วงต่อจัดซื้อแท็ปเล็ตเฟส 2 แต่เปลี่ยนบริษัทในการจัดซื้อมาเป็นบริษัทในประเทศไทยแทน ซึ่งอ้างว่าเพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจในประเทศ

จึงกำหนดจัดซื้อแท็ปเล็ตไว้ 4 โซน วงเงิน 4,611 ล้านบาท โดยล่าสุดเกิดปัญหาขึ้นเมื่อ บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ผู้รับผิดชอบโซน 1-2 ยกเลิกสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้การซื้อขายแท็ปเล็ตต้องสะดุดลง

ข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อคือ “บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ” อ้างว่าไม่วางใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้น

แต่ข่าววงในระบุว่า ในการประมูลโซนที่ 1 ตั้งวงเงินไว้ 1,172,605,600 บาท แต่ บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ เคาะราคาที่ 842,000,000 บาท ลดลงจากราคากลาง 30,605,600 บาท ส่วนโซน 2 เคาะที่ 786,000,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 1,016,898,640 บาท ลดลงจากราคากลาง 230,229,640 บาท

การทุบราคาลดลงอย่างมหาศาล ทำให้ “บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ” ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อแท็ปเล็ตได้อีกต่อไป จึงเตรียมขายทอดทรัพย์สินทั้งหมด ขนของหนีกลับประเทศจีน

ทำให้โครงการ One tablet pc per child หรือ โครงการจัดซื้อแท็ปเล็ตแจกนักเรียน มีแววล้มเหลวสูงมาก

ทั้งโครงการรับจำนำข้าวและโครงการจัดซื้อแท็ปเล็ต เป็นเพียงหนังตัวอย่างของนโยบายประชานิยม ภายใต้การนำของ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ล้มเหลวไม่เป็นท่า

และหลังจากนี้ฟันธงได้เลยว่านโยบายที่ล้มเหลวจะถูกเปิดโปงให้ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ต้องออกมาแก้ต่าง-แก้หน้า-แก้ผ้า ให้เห็นกันอีกแน่นอน

ประจวบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ไม่สามารถควบคุมได้ ทุกภาคส่วนเคลื่อนไหวออกมาต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” กันหมด

โดยเฉพาะ “นักวิชาการ” เครดิตสูงอย่าง “ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ออกมาระบุว่า “เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่อาจดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดฉันทานุมัติของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตามย่อมมีผลในทางรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรีที่จะตั้งขึ้นใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่แทนอย่างแน่แท้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งย่อมไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป”

ด้าน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง “ยิ่งลักษณ์” ระบุตอนหนึ่งว่า “ในสถานการณ์ที่เหตุการณ์จะยืดเยื้อจนไม่มีกำหนดแน่ชัดเช่นนี้ หากรัฐบาลของ ฯพณฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เลือกที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป การประท้วงก็น่าจะรุนแรงขึ้น”

“แต่ถ้า ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งสามารถทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”

กระนั้นทางฝั่ง “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ยังส่ง “นักวิชาการ” ในคาถาออกมาชี้แจงสังคมในเชิงโต้ตอบ เช่น “วีรพงษ์ รามางกูร” “วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” แต่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือมาพอ เพราะเครดิต-ต้นทุนทางสังคม มีน้อยเกินไป

ชั่วโมงนี้ดูเหมือนปัจจัยรอบด้านจะไม่เอื้ออำนวยต่อ “พี่แม้ว-น้องปู-สมุน” ให้ก้าวเข้าสู่การถือครอง “อำนาจรัฐ” แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกครั้ง

จังหวะก้าว-จังหวะถอย-จังหวะรุก-จังหวะรับ เริ่มสวิงมาเข้าทาง “กปปส.-องค์กรอิสระ” มากยิ่งขึ้น “ระบอบทักษิณ” รอวันแพ้ แต่จะสูญพันธุ์ไปเลยหรือไม่ ต้องจับตามอง