xs
xsm
sm
md
lg

สถานการณ์ไทย – กัมพูชา เชิงเปรียบเทียบกรณีปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องเล็กในสายตาของประชาคมโลก

เผยแพร่:   โดย: ว.ร.ฤทธาคนี

ขณะที่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศเลวร้ายอย่างสุดๆ อย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่ายุคใดในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แม้ยุคเผด็จการทหารยุคแรกก็ไม่เลวร้ายขนาดนี้ ทั้งที่สามารถจะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐได้ง่ายเหมือนปอกกล้วย แต่คณะราษฎรยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยความจงรักภักดี ทั้งยังดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพให้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ ที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ท่ามกลางการกดดันของพวกสาธารณรัฐนิยม และพวกอนาธิปไตยที่แฝงอยู่กับคณะราษฎร

ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในยุคปี พ.ศ. 2500ได้เสริมสร้างอำนาจพระบารมีให้พระมหากษัตริย์หลายประการ เช่น การสวนสนามราชวัลลภของหน่วยทหารรักษาพระองค์โดยให้สัตย์สาบานที่จักยอมตายเพื่อพระบรมเดชานุภาพ จนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งชาติบ้านเมืองอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภัยการแพร่ขยายอาณาเขตของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศ รวมทั้งต้องให้อยู่รอดปลอดภัยจากการรุกรานจากภายนอกประเทศ ตามแนวคิดสหพันธรัฐอินโดจีนของโฮจิมินห์ รวมทั้งภัยสังหารล้างโคตรแบบทุ่งสังหารของเขมรแดง ที่สังหารคนเขมรไปกว่า 3 ล้านคนหากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยชนะสงครามอุดมการณ์

ทั้งนี้มีการชักนำกำลังรบเขมรแดงเข้าร่วมรบด้วยและเตรียมเข้ายึดภาคอีสาน โดยเฉพาะตามแนวอีสานใต้ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอดีตผู้นำกองทัพปลดแอกประชาชนชาวไทยที่นำทัพในสมรภูมิทุ่งช้างเคยเล่าให้ฟังว่า “ที่ยอมวางอาวุธก็เพราะกลัวว่าจะเป็นการนำเข้าลัทธิจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามหรือเขมรแดงเข้ามาปกครองชี้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” และมีบันทึกว่า พ.ท.พโยม จุลานนท์หรือสหายคำตันบิดา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยนำกองทหารปลดแอกประชาชนชาวไทยสู้รบป้องกันประเทศกับทั้งกองทัพเวียดนามและกองกำลังเขมรแดง จนเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 2535 เมื่อเกิดการแตกแยกในหมู่ทหารระหว่างรุ่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเข้าร่วมรุ่นกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขจัดรุ่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น เพียงใช้เหตุผลการปลุกระดมมวลชนสามารถคว่ำรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

แต่เหตุการณ์วิกฤตชาติทั้ง 3 เหตุการณ์นั้นถูกสยบโดยพระอำนาจบารมีอันบริสุทธิ์ซึ่งแม้กระทั่งเสถียร จันทิมาธร นักเขียนบทความการเมืองคนหนึ่งเคยปรารภให้ฟังว่า “พระบารมีเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่โมเมนตัมของเหตุการณ์วิกฤตชาติยุติอย่างฉับพลัน และบ้านเมืองสู่ภาวะปกติอย่างอัศจรรย์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ปัจจุบันความเลวร้ายทางการเมืองภายในประเทศมีดีกรีสูงมากกว่าอดีต มีโอกาสนำชาติสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย แต่มันเป็นผลลัพธ์ที่ “ทักษิณ” ต้องการอยู่แล้วตามแผนพหุยุทธศาสตร์ที่เขาสถาปนามันขึ้นมา เพื่อเขาจะเข้ามาเป็นอัศวินม้าขาวกอบกู้ชาติบ้านเมือง โดยหวังความชอบธรรมจากวีรกรรมกอบกู้สถานการณ์รัฐล้มเหลวตามแผนสร้างความล้มเหลวของรัฐที่เขาได้วางแผนไว้

ตัวแปรความเลวร้ายทางสังคมที่ประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้คือ ความแตกแยกจนกลายเป็นความแตกแยกเรื้อรังอย่างละเอียดเป็นผงของคนในชาติ ระหว่างคนสองขั้วเหลือง – แดงซึ่งทักษิณฟูมฟักไว้เป็นฐานการเมือง ส่วนเหลืองนั้นแบ่งแยกออกเป็นหลายกลุ่ม จนบางครั้งรวมตัวกันยาก เพราะในกลุ่มคนเสื้อเหลืองยังมีการขจัดพวกแมลงสาบ – พรรคประชาธิปัตย์ออกไปจากกลุ่มอีก จึงกลายเป็นความซับซ้อนทางสังคม ขณะที่กลุ่มแดงมีอาการต่อต้านแกนนำเพียงเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง กับผลประโยชน์ทางการเงิน ถ้าได้ตำแหน่งทางการเมือง รัฐวิสาหกิจ และตำแหน่งในพรรคเพื่อไทย หรือได้เงินสดเป็นก้อนใหญ่ก็จะเงียบเสียง แต่ถ้าไม่ได้ตามปรารถนาแล้วก็จะโวยวายต่อรองกับทักษิณทันที

กรณีที่ทักษิณเร่งเร้าให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมรอบใหม่ และเกิดกระแสต่อรองว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมาย พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทให้รัฐบาลเอามาถลุงเล่นตามปรารถนาของคนเสื้อแดงแล้ว จะไม่มีการนำพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภา ลักษณะนี้เป็นการขู่กรรโชกเอาเงินภาษีของคนทั้งชาติไปถลุงเล่น อีกกรณีหนึ่งที่มีการทุ่มกำลังกดดัน กกต.สร้างสถานการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยเน้นเฉพาะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างผิดกฎหมาย เพราะทักษิณหวังให้หุ่น พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ชนะการเลือกตั้ง อันเป็นความหวังยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของทักษิณตามพหุยุทธศาสตร์ครองประเทศ เพราะกรุงเทพฯ คือศูนย์อำนาจทั้งหมดของชาติ เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศนี้ตามวิถีที่ทักษิณคิดว่าวิเศษที่สุดในการสร้างอำนาจให้กับตัวเอง ครอบครัว และสาวก

รายการนี้มีแผนการแยบยลที่มีการออกกระแสว่า กกต.กำลังจะออกใบเหลืองหรือแดงให้กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชี้นำมวลชนเสื้อแดงให้ตื่นตัวตามกระแสข่าวจอมปลอม ด้วยความคาดหวังที่จะทำลายเครดิต ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แล้วใช้มวลชนแดงกดดัน กกต.ให้เห็นผิดเป็นชอบตามแบบฉบับทักษิณ เพื่อให้ กกต.ประกาศการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วทักษิณจะสร้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ พล.ต.อ.พงศพัศ ชนะ พรรคเพื่อไทยชนะ และครอง กทม.

แต่กรณีที่น่าเป็นห่วงยิ่งของชนในชาติ คือ คดีที่กัมพูชายื่นเสนอศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ให้พิจารณาคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารใหม่ หวังให้เกิดข้อยุติความขัดแย้งพื้นที่รอบตัวปราสาทพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยมีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะให้ประเทศไทยไปชี้แจงต่อหน้าศาล และอาจจะมีการพิพากษาคดีนี้ไม่เกินสิ้นปีนี้ และรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำทีว่าไทยไม่แพ้ก็เสมอ เป็นการให้คนไทยทำใจไว้ล่วงหน้าหากแพ้ สวนกระแสกับคนไทยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าไทยต้องปฏิเสธคำสั่งศาลโลก ตามที่เป็นข่าวต่อเนื่องในรอบปีครึ่งที่ผ่านมา รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือ 50 ปี กระทรวงการต่างประเทศ 50 คำถามคำตอบเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเชิงชี้นำหรือทำให้คนไทยคล้อยตามอำนาจศาลโลก ทั้งๆ ที่ศาลโลกไม่มีอำนาจบังคับหากเราไม่ทำตาม เพราะนั่นเป็นเรื่องของคณะมนตรีความมั่นคง ทั้งยังขู่คนไทยว่าอาจสร้างผลเสียความสัมพันธ์ของไทยกับประชาคมโลกในฐานะเด็กเกเร รวมทั้งการอ้างความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศอาเซียนจะเสียหาย แต่รัฐบาลนี้ปิดบังเรื่องที่ควรจะให้คนไทยได้รับรู้หลายเรื่อง ในฐานะที่เป็นรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลที่จะปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย

หากคนไทยได้รู้เรื่องวิกฤตคาบสมุทรเกาหลีแล้ว ก็รู้ว่าวิกฤตภัยสงครามระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และสหประชาชาติรอบสองอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เพราะในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้ส่งดาวเทียมจารกรรมสู่อวกาศและมีศักยภาพสูง และได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน ทำให้เกาหลีใต้และกองกำลังสหประชาชาติ ซึ่งในปัจจุบันมีกองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ เป็นหน่วยกำลังหลักได้ทำการซ้อมรบอย่างเต็มอัตราศึกทุกมิติกำลังรบ ทั้งยังมีการระดมกำลังสำรองอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมรุกรานเกาหลีเหนือจึงตอบโต้กลับด้วยการประกาศไม่ยึดถือสัญญาสงบศึกปี ค.ศ. 1953 ที่กระทำกันที่เขตปลอดทหาร ณ หมู่บ้านปันมุนจอมอีกต่อไป พร้อมทั้งตัดการติดต่อทางโทรศัพท์และวิทยุกับกองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติที่กรุงโซล และความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อประธานาธิบดีคิม จอง อิล มีคำสั่งให้กองทัพเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกและเปิดสงครามทันที่เมื่อสั่ง ซึ่งได้รับการยืนยันโดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือว่า “สงครามเกาหลีรอบที่ 2 กำลังจะระเบิดขึ้น”

สงครามเกาหลีเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 แต่ยังไม่ยุติ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจะต้องจดจำได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ส่งทหารไปช่วยสหประชาชาติรบกับกองทัพเกาหลีเหนือ ซึ่งปัจจุบันมีความสัมพันธไมตรีทางการทูตกับไทย โดยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ส่งพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เดินทางไปเจรจากับเกาหลีเหนือ ทำให้หากเกิดสงครามเกาหลีขึ้นใหม่นั้น ไทยอาจจะประสบปัญหาในการเลือกข้าง ซึ่งไทยสามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองกับสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงได้ ที่ต้องการเสียงคะแนนทำสงครามกับเกาหลีเหนือแล้ว ไทยก็มีความสำคัญกว่ากัมพูชาแน่นอน การช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเป็นกำลังรบ แต่เป็นกำลังทหารเพื่อมนุษยธรรมก็เพียงพอแล้ว เพราะศักยภาพของกองทัพไทยมีอยู่แล้วเช่นแพทย์ทหาร มีเรือและเครื่องบินลำเลียงคนเจ็บและพลเมืองผู้บริสุทธิ์หรือขนเสบียงกรังให้ประชาชนพลเรือนที่ได้รับเคราะห์ภัยสงคราม

กรณีวิกฤตคาบสมุทรเกาหลีเป็นเพียงเหตุการณ์สมมติในอนาคต ที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ เพราะสงครามเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแบบหนึ่ง เพราะจิตใจของมนุษย์เป็นธรรมชาติ อาจจะพลิกผันเกิดสงครามก็ได้ถ้าประธานาธิบดีคิม จอง อิล ต้องการสร้างสถานการณ์วีรบุรุษเหมือนกับทักษิณและแกนนำสาวกคนอื่นๆ แต่รัฐบาลจะต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์และต้องประชาสัมพันธ์ความคิดตั้งแต่บัดนี้เพื่อให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเข้าใจถึงจุดยืนของไทยหากเกิดสงครามเกาหลีอีกวาระ

แต่กรณีใกล้ตัวมากๆ คือ วิกฤตซาบาห์ ที่กำลังเข้มข้นมากสงครามระหว่างกองทัพมาเลเซียกับกองโจรโมโรแห่งฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทายาทสุลต่านซูลู ซึ่งส่งกองกำลังเพื่อเข้ายึดครองซาบาห์ จึงเกิดการสู้รบกันมาแล้วร่วม 2 อาทิตย์ มีทหารและตำรวจมาเลเซียเสียชีวิตหลายศพ

ก่อนอื่นต้องทราบเกี่ยวกับมาเลเซียเสียก่อน มาเลเซียแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ มาเลเซียส่วนกลางที่อยู่ในคาบสมุทรสุวรรณภูมิ และมาเลเซียตะวันออกที่ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวักบนเกาะบอร์เนียว

แต่เดิมนั้นรัฐซาบาห์โดยสุลต่านบูรไนได้ยกให้กับสุลต่านซูลู ในปี ค.ศ. 1658 ต่อมาสุลต่านซูลูให้ บริษัทบอร์เนียวเหนือ เช่าพื้นที่ครอบคลุมทั้งรัฐแบบถาวร แต่ตัวสุลต่านซูลูนั้นมีถิ่นฐานอยู่แถบเกาะมินดาเนาในประเทศฟิลิปปินส์

ในปี ค.ศ. 1963 ประชาชนซาบาห์โดยอังกฤษชี้นำ ลงคะแนนประชามติเลือกที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของสหพันธรัฐมลายู หลังจากที่ได้เอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1957 ขณะที่ซาบาห์และซาราวักยังเป็นรัฐอิสระมีคนอังกฤษชื่อเจมส์ บรูกและทายาทเป็นผู้ว่าการรัฐต่อเนื่องกัน 100 ปีแต่อยู่ภายใต้การปกป้องของอังกฤษและรัฐบาลสหพันธรัฐมลายูโดยอังกฤษ ซึ่งมีประธานศาลสูง แมคคาซสกี้ เป็นผู้แนะนำให้มลายูจ่ายเงินค่าเช่าแทนบริษัทบอร์เนียวเหนือของอังกฤษให้กับทายาทสุลต่านซูลู เป็นเงิน 53,000 ล้านริงกิตต่อปี เพราะอังกฤษไม่ต้องการรบกับฝ่ายสุลต่านซูลูซึ่งมีสัญชาติเป็นฟิลิปปินส์และเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี ประชาคมโลกและอาเซียนยอมรับว่า รัฐซาบาห์เป็นราชอาณาจักรของมาเลเซียตั้งแต่ ค.ศ. 1963 เพราะผูกพันกับอังกฤษมากกว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ ซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจสุลต่านซูลูมากนัก แต่ปล่อยเฉยไว้เนื่องจากห่างไกลจากเกาะลูซอนที่ตั้งของกรุงมะนิลา

เรื่องราวของซาบาห์มีความซับซ้อนมาก หากเกิดเป็นคดีความเรื่องดินแดนระหว่างทายาทสุลต่านซูลูกับมาเลเซียซึ่งคงยุติไม่ง่ายนัก แต่ขณะนี้ทายาทสุลต่านซูลูกำลังใช้กำลังกองโจรเรียกร้องดินแดนคืนจากมาเลเซีย

ทายาทสุลต่านซูลูได้ใช้กองโจรโมโร หรือ Moro National Liveration Front เป็นหน่วยกำลังเข้าบุกซาบาห์ ทำให้รัฐบาลมาเลเซียส่งกองทหารไปขับไล่และเกิดการสู้รบกันขึ้น และเรื่องนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่รู้เห็นด้วย แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์เองก็ต้องการขับไล่กองโจรโมโรที่พยายามที่จะแยกดินแดนให้ออกจากฟิลิปปินส์อยู่แล้ว

ทายาทสุลต่านซูลูมีสิทธิทางกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ขบคิดกันในหมู่นักวิชาการทั้งฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

นอกเหนือจากเหตุการณ์วิกฤตซาบาห์นี้แล้ว ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวแยกดินแดนมาเลเซียตะวันออก ออกจากรัฐบาลกลางเป็นรัฐอิสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้า เรียนอยู่ในสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ เรียกตัวเองว่า United Kingdom & Eire Council of Malaysian Students – UKEC เรียกร้องที่จะแยกมาเลเซียตะวันออก ออกจากรัฐบาลกลางมาเลเซีย เป็นประเทศอิสระ ด้วยมีข้อสังเกตดังนี้.-

1. มาเลเซียตะวันออกเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานในทะเลที่สำคัญ ที่มีผลผลิตร่วม 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำรายได้ให้กับรัฐบาลมาเลเซีย ขณะที่ซาบาห์และซาราวักรับรายได้เข้าไปทำนุบำรุงรัฐเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต

2. ประชากรมาเลเซียตะวันออก ซาบาห์ และซาราวัก เป็นพลเมืองชั้น 2 ของประเทศ โดยที่เห็นได้ชัดเจนจากบัตรประจำตัวหรือเอกสารราชการ จะมีอักษร K บ่งบอกว่าคนผู้นั้นเป็นคนซาบาห์และซาราวัก สร้างความอัปยศให้กับประชาชนมาเลเซียตะวันออกมาก

3. ประชากรเพียง 3.2 ล้านคน และมีพื้นที่กว้างใหญ่รวม 61 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ทั้งหมดของมาเลเซีย ทำให้เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญและมากมายมหาศาล

4. การอ้างอัลเลาะห์ของชาวคริสเตียนว่าเป็นชื่อพระเจ้าด้วยทำให้เกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรม

มาเลเซียเองก็มีปัญหาใหญ่กว่าไทยมาก เพราะประวัติความเป็นมาของซาบาห์และซาราวักซับซ้อนกว่าเมืองปัตตานีมากนัก เนื่องจากเป็นการให้เช่าเนื้อที่ และเจ้าของเนื้อที่เป็นทายาทสุลต่านซูลูมีสัญชาติเป็นฟิลิปปินส์ และตอนนี้ทายาทสุลต่านซูลูจะมาเอาดินแดนคืน

แต่นอกเหนือจากนี้มีกลุ่มแยกดินแดนมาเลเซียตะวันออกในรัฐซาบาห์และซาราวักที่เป็นกลุ่มลับไม่แสดงตัวเพราะตำรวจลับมาเลเซียเข้มข้นมาก กลุ่มนี้เองน่าจะเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนการแยกดินแดนในไทยโดยหวังเอาเป็นตัวอย่าง ทำให้ทางการมาเลเซียไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับไทยนัก เพราะรู้ดีว่าไทยคงไม่ยอมถูกแยกดินแดนง่ายอย่างแน่นอนสถานการณ์จะยืดเยื้ออย่างทุกวันนี้ทำให้กลุ่มแยกดินแดนมาเลเซียตะวันออกไม่มีรูปแบบตัวอย่างการแยกตัวและใช้ปัตตานีเป็นฐานปฏิบัติการตรงต่อรัฐบาลมาเลเซีย แต่ถ้าทางการมาเลเซียช่วยไทยเต็มที่แล้ว กลุ่มแยกดินแดนมาเลเซียตะวันออกก็จะทุ่มกำลังในการแยกดินแดนของตนทันที

การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รับที่จะเป็นคนกลางเจรจาระหว่างขบวนการแยกดินแดนไทย โดยกลุ่ม BRN Coordinator เป็นแกนเจรจานั้นเพราะทักษิณขอร้องไป มีคำถามสำคัญว่า แกนนำกลุ่ม BRN Coordinator นั้น ได้รับฉันทานุมัติจากทุกกลุ่มหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดเลขาธิการสภาความมั่นคงนั้น ได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรหรือยังที่จะไปเจรจาเชิงนโยบายให้อำนาจการปกครองตนเองของรัฐปัตตานี ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีมาเลเซียควรที่จะสงวนท่าทีไม่รับเป็นคนกลาง และควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางของเงินทุนในการสนับสนุนการก่อการร้ายใน 4 จังหวัดภาคใต้ แต่เนื่องจากปัญหามาเลเซียตะวันออกจะแยกดินแดน จึงทำให้ต้องสงวนท่าทีการช่วยเหลือรัฐบาลไทย เพราะเงินทุนมาจากมาเลเซียตะวันออก เพราะหากเป็นรัฐปัตตานีได้สำเร็จ ซาบาห์และซาราวักก็จะใช้โมเดลปัตตานีนครเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาลมาเลเซีย ทำให้ขณะนี้เองรัฐบาลมาเลเซียก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน

ปัญหาวิกฤตซาบาห์เป็นปัญหาอาเซียน ซึ่งหนักกว่าปัญหาไทย – กัมพูชา เพราะกองกำลังติดอาวุธเป็นคนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีทายาทสุลต่านซูลูหนุนหลังให้ปฏิบัติการยึดซาบาห์ แม้ทายาทสุลต่านซูลูไม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลฟิลิปปินส์ แต่เป็นคนสัญชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องรับผิดชอบในการปราบปราม แต่เรื่องราวซับซ้อน เพราะโมโรเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์มุสลิมที่คนฟิลิปปินส์ไม่ต้องการให้อยู่ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และถ้ามาได้ซาบาห์แล้ว ในอนาคตฟิลิปปินส์ก็อาจจะเรียกร้องว่าดินแดนเป็นของตนเองก็ได้

วิกฤตซาบาห์คงไม่ยุติง่ายๆ เพราะทายาทสุลต่านซูลูมีความมุ่งมั่นที่จะเอารัฐซาบาห์ให้เป็นประเทศของตน ซาบาห์มีทรัพยากรเหลือเฟือ และการสู้รบระหว่างกองทัพมาเลเซียกับกลุ่มโมโรนั้นทำให้กระทบกระเทือนกับชาวฟิลิปปินส์คนอื่นๆ ที่พำนักในซาบาห์รวมทั้งความสัมพันธ์มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ก็จะขมขื่นขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาอาเซียนที่รุนแรง

ดังนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และการใช้เป็นเครื่องมือประเมินความเข้มข้นของเหตุการณ์และสถานการณ์เชิงเปรียบเทียบเช่นกรณีไทยกับกัมพูชานั้นในสายตาชาวโลกแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อย และหากเราจะปฏิเสธศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยหรือกรณีการแยกดินแดนของมาเลเซียจะมีดีกรีความรุนแรงในอนาคตค่อนข้างสูง และการแยกดินแดนของมาเลเซียตะวันออกนั้นไม่ใช่ของยากเพราะทั้งซาบาห์และซาราวักไม่มีความผูกพันกับกัวลาลัมเปอร์มากนัก แต่อังกฤษชี้นำให้ประชาชนเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย
กำลังโหลดความคิดเห็น...