xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านเฮ!ศาลสั่งรัฐจ่ายคลิตี้3.8ล้าน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน-9ปีที่รอคอย ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งกรมควบคุมมลพิษแก้ไขปัญหาตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยคลิตี้ พร้อมให้ชดใช้เยียวยาแก่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง22ราย หัวละ 1.77แสนบาท ใน90วัน รวมกว่า 3.8 ล้านบาท

วานนี้ ( 10 ม.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองกลาง โดยสั่งให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ 1ครั้ง จนกว่าจะพบว่า ค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี และต้องแจ้งให้นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณกับพวก ทั้ง 22คน ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี ทราบโดยวิธีการเปิดเผย ด้วยการทำการปิดประกาศ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านคลิตี้ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลชะแล ที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ และให้กรมควบคุมมลพิษ ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คน เป็นเงินรายละ 177,199.55บาท รวมเป็นเงิน 3,898,390.10บาท คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองชั้นศาลแก่นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คนตามส่วนของการชนะคดี ภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ทั้งนี้คดีนี้นายยะเสอะ กับพวกรวม 22 คน ชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ได้ยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษ ต่อศาลปกครองกลาง กรณีไม่ควบคุมตรวจสอบการประกอบกิจการเหมืองแร่ และโรงแต่งแร่ ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปล่อยน้ำเสียซึ่งมีสารตะกั่วเจือปนในลำห้วยคลิตี้ เป็นเหตุให้นายยะเสอะ กับพวกได้รับความเสียหายเมื่อปี 2547 ต่อมาวันที่ 6 พ.ค.2551 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายแก่นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณกับพวก ทั้ง 22คน รายละ 33,783บาท แต่ทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองกลางระบุว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ยังมีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำ ดิน และตะกอนดินท้องน้ำ สัตว์น้ำ และพืชผัก ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขทำการปิดป้ายงดบริโภคน้ำในลำห้วยคลิตี้ชั่วคราว ส่งผลให้นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คนได้รับความเสียหาย เพราะจนถึงขณะนี้ยังคงไม่สามารถบริโภคสัตว์น้ำได้ตามปกติ เนื่องจากยังคงมีสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำและสัตว์น้ำเกินมาตรฐาน ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า อาหารจะมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 1มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีค่าสารตะกั่วละลายในน้ำได้ไม่เกิน 0.05มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ประกอบกับผลการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ผิดพลาดของกรมควบคุมมลพิษ ทำให้นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คน ได้รับความเสียหายต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน การที่ศาลปกครองกลางกำหนดค่าเสียหาย เป็นเงินเดือนละ 350บาทต่อเดือนต่อราย ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงมาจากการที่กรมควบคุมมลพิษละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินควร ดังนั้นกรมควบคุมมลพิษจึงต้องรับผิดชอบชดใช้เสียหายจากค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารที่นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คน ได้รับนับแต่เดือน พ.ย.2545 จนถึง วันที่ 27 ส.ค.2547 ในอัตราเดือนละ 700บาทต่อเดือนต่อราย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี รวมเป็นเงินรายละ 17,399.55บาท และรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในอนาคตที่นายยะเสอะ กับพวก ทั้ง 22คน ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารเดือนละ 700บาทต่อราย และค่าเสียหายอันเนื่องจากการการถูกละเมิดสิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ นับจากวันที่ 28 ส.ค.2547 จนถึงวันที่ 26 มิ.ย.2555 เป็นเงินรายละ 159,800บาท รวม เป็นเงินทั้งสิ้นรายละ 177,199.55บาท

ด้านนายสุรชัย ตรงงาม ประธานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีมกฎหมาย กล่าวว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดวันนี้นอกจากจะเป็นการเยียวยาความเสียหายให้กับชุมชนคลิตี้ล่าง ที่รอคอยความยุติธรรมมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน และการชดเชยค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ

ด้านนายสมศักดิ์ นาสวนประภา ชาวบ้านคลิตี้ หนึ่งในผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาที่ออกมาในวันนี้ แต่ชาวคลิตี้ล่างยังคงต้องติดตามต่อไปว่า กรมควบคุมมลพิษจะเร่งเยียวยาและแก้ไขปัญหาตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการต่อสู้คดียาวนานเรียกร้องความเป็นธรรมอันยาวนานเป็นเวลา 9ปี ของชาวบ้านบ้านคลิตี้ล่างทั้ง 22คนนี้ ปรากฎว่า หนึ่งในผู้ฟ้องคดี คือ นายจีซ่า นาสวนสุวรรณ ได้เสียชีวิตได้ก่อนที่คดีจะถึงที่สุด
กำลังโหลดความคิดเห็น